ปากว่าตาขยิบ

All posts tagged ปากว่าตาขยิบ

สังคายนา ก.ม.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รื้อธุรกิจสีเทาเลิกปากว่าตาขยิบ

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188807.

Pic_188807

ในช่วงที่ผ่านมา กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวถูกวิพากษ์ถึงความไม่ชัดเจน และความอ่อนด้อยของบทบัญญัติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมาโดยตลอด

ขณะที่อีกด้าน การสวมรอยให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อเข้ามาทำธุรกิจต้องห้าม หรือธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อทำให้สถานะของบริษัทเหล่านี้กลายเป็นคนไทย และได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทย ในลักษณะ “ธุรกิจสีเทา” ก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมากมายในประเทศไทย เช่น ในธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม

ในกรณีของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่กำลังเป็นปมปัญหาร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ซ้ำรอย…สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยกรณี อื้อฉาวนี้ปะทุขึ้น จากผลพวงความขัดแย้งของธุรกิจโทรคมนาคมไทย หลังจากบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ลุกขึ้นมาร้องเรียนให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ “ดีแทค” ว่า กระทำผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และมีสถานะเป็นบริษัทต่างด้าว

แต่ผลการตรวจสอบความเป็นต่างด้าวของ คณะทำงานตรวจสอบสถานะ “ดีแทค” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ดีแทคเป็นต่างด้าวจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายต่างด้าวไม่ได้ให้อำนาจกรมฯในการสอบสวนเชิงลึก แม้จะพบว่าเข้าข่ายมีมูลอันเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นต่างด้าว แต่หากไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่าเป็นคนต่างด้าว สร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองที่ดูแลอยู่อย่างมาก

อย่างไร ก็ตาม การปล่อยปละละเลยปล่อยให้กฎหมายของไทย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้บริษัทต่างด้าวเลี่ยงกฎหมายได้อย่างที่เป็นอยู่นี้ ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง

เพราะทำให้คนต่างด้าวเข้ามาตักตวงผล ประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจไทยที่ไม่พร้อมแข่งขันเสียเปรียบ และยังเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่มีอำนาจกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจได้อีกด้วย

จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีความชัดเจน และรัดกุมมากยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเรื่องฟ้องร้องมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่จะทำอย่างไรให้การแก้กฎหมายดังกล่าว สามารถทำให้การร่วมทุนของคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ วิน วิน ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เมื่อ สาวลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาทั้งมวล เราพบว่าบทบัญญัติที่ว่าด้วย “นิยมคนต่างด้าว” ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 หรือ ปว.281 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 นั้น คือ ต้นเหตุทั้งหมดของปัญหา

เพราะใน ปว.281 การพิจารณาธุรกิจคนต่างด้าวไม่เพียงแต่จะดูสัดส่วนของหุ้นที่ถือในบริษัท นั้นๆ เพียงบริษัทเดียว ยังตรวจสอบลึกลงไปถึงทุนของคนต่างด้าวในบริษัทอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนใน บริษัทแรกด้วย เรียกว่าการนับหุ้นแบบหลายชั้น หรือนับหุ้นแบบสะสม เช่นหากบริษัท ข. ค. หรือ ง. ที่ถือหุ้นในบริษัท ก. มีต่างด้าวถือหุ้นบริษัทละ 49% ก็จะนับรวมกันหมดทำให้หุ้นของต่างด้าวในบริษัท ก. มีมากกว่า 49% สถานะบริษัท ก. กลายเป็นต่างด้าวทันที

แต่ในกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปัจจุบัน การพิจารณาสถานะความเป็นต่างด้าว จะดูจากทุนจดทะเบียนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นๆ ว่ามีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพียง “ชั้นเดียว” เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกหรือล้วงลึกลงไปถึงที่มาของทุน และอำนาจในการบริหาร หรืออำนาจการครอบงำกิจการ (corporate  control) ของคนต่างด้าวในนิติบุคคลนั้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของ “ดีแทค” ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบสถานะของดีแทคก่อนระบุว่า ไม่อาจจะชี้ชัดว่าเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะอำนาจการตรวจสอบในฐานะ “นายทะเบียน” ธุรกิจคนต่างด้าวนั้น ตรวจสอบได้เพียงสัดส่วนการถือหุ้นเท่าที่บริษัทจดแจ้งไว้ แม้พฤติการณ์แวดล้อมทั้งสัดส่วนการถือหุ้น  การกู้ยืมเงินในภายหมู่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพฤติกรรมการออกเสียงและอำนาจควบคุมจะเข้าข่าย

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเสียงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง กลับมีความเห็นว่า เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะธุรกิจบริการเหล่านั้น เป็นธุรกิจที่คนไทยไม่มีความสามารถในการลงทุน ไม่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่จะดำเนินการได้ด้วยตัวเอง บางธุรกิจยังมีการผูกขาดโดยผู้ประกอบการเพียง 1-2 ราย จึงได้ปล่อยให้คนต่างด้าวยังประกอบธุรกิจในไทยต่อไปได้

เพราะเห็นว่า คนไทยจะได้ประโยชน์ทั้งจากเงินลงทุน เทคโนโลยี และการแข่งขันกันให้บริการ!!!

จาก นี้เป็นความเห็นของนักวิชาการ ที่ติดตาม และศึกษา กรณีการตรวจสอบสถานะความเป็นคนต่างด้าวของ “ดีแทค” และความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างน่าสนใจ…

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

จากการศึกษาปัญหาคนต่างด้าวในธุรกิจโทรคมนาคมไทยนั้น ควรแก้ไขที่กฎหมายเฉพาะคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 จะแก้ไขที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เพราะกฎหมายโทรคมนาคม เป็นตัวกำหนดว่าผู้ที่จะประกอบธุรกิจโทรคมนาคมจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าว

“กฎหมาย โทรคมนาคม” เป็นตัวบล็อกต่างด้าวเอาไว้ไม่ให้เข้ามาลงทุนในกิจการโทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ แต่ในความจริง ประเทศ ไทยจำเป็นจะต้องเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม เพราะเราไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงต้องอาศัยทั้งเงินทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

ที่สำคัญ ธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น จึงอาจเกิดการผูกขาด และทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้ประโยชน์ การเปิดเสรีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างด้าวเข้ามาลงทุนได้ และจะทำให้ปัญหาคนต่างด้าวทำธุรกิจโดยไม่ได้ขออนุญาตและการให้คนไทยถือหุ้น แทน (นอมินี) หมดไปเลย

กรณีของ “ดีแทค” นั้น ถ้าผิดก็ต้องว่าผิดกันไปตามกฎหมาย แต่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ส่งฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะเป็นเพราะยังพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้จริงๆ หรือเป็นเงินลงทุนของคนต่างด้าวซึ่งผ่านบริษัทอื่นที่ถือหุ้นในดีแทคถึง 7 ชั้น จึงจำเป็นต้องส่งให้ตำรวจสอบสวนสืบสวนต่อไป ส่วนอำนาจครอบงำกิจการ (corporate control) ก็ต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่าต่างด้าวมีอำนาจครอบงำกิจการหรือไม่

“ส่วน ตัวเห็นว่า ถ้าคนต่างด้าวไม่มี corporate control คงถอนทุนไปแล้ว เพราะกลัวว่าคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีเท่าเขา ต่างจากกรณีของกุหลาบแก้ว ที่พิสูจน์ที่มาของเงินลงทุนได้ว่าเป็นเงินของต่างด้าว แต่หากไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ การถือหุ้นไขว้กันไปมาเป็นชั้นๆของดีแทคจะไม่ผิดกฎหมาย”

แม้ว่าดีแทค ผิดจริงและฟ้องร้องกันแล้ว สุดท้ายศาลคงไม่สั่งให้เลิกกิจการ เหมือนกรณีบริษัท กุหลาบแก้วที่เป็นนอมินีของเทมาเสกจากสิงคโปร์ เพราะเราต้องการเทคโนโลยีและการให้บริการจากเขา เลยไม่ไล่ออกนอกประเทศ

“กฎหมาย ต่างด้าวเป็นกฎหมายปากว่าตาขยิบ ปากบอกว่าห้ามคนต่างด้าวลงทุนธุรกิจบริการต้องห้าม หรือต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการในธุรกิจบริการที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน แต่กลับเป็นว่า มีคนต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการมากมาย โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมาย และความร่วมมือของนักกฎหมาย ที่เห็นชัดเจนก็ธุรกิจค้าปลีก  แต่ก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร เพราะคนไทยต้องการบริการจากเขา และประชาชนได้ประโยชน์จากการแข่งขันในกิจการค้าปลีก”

ดร.เดือนเด่น ให้ความเห็นต่อว่า ในส่วนของกฎหมายต่างด้าวจำเป็นต้องแก้ไขมานานแล้วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยต้องแก้ไขให้กฎหมายมีความชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันใหม่ จนทำให้เกิดข้อถกเถียง และทำให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายไม่จบสิ้น

เพราะ กฎหมายมีช่องโหว่มากมาย โดยเฉพาะคำนิยามของคนต่างด้าวอ่อนมาก และยังเปิดช่องให้นับการถือหุ้นได้เพียงชั้นเดียว ถ้าเห็นว่านิติบุคคลหนึ่ง คนไทยถือหุ้น 51% ต่างด้าว 49% ก็ถือว่ามีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว ทั้งที่คนต่างด้าวที่ทำธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะมีนอมินีทั้งนั้น แล้วยังถือหุ้นเป็นลำดับชั้นอีกหลายชั้น

“กฎหมายเปิดช่องให้คน ต่างด้าวสมรู้ร่วมคิดกับคนไทยหาเลี่ยงกฎหมาย เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับคนไทย ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่คนไทยพร้อมแข่งขัน หรือธุรกิจบริการที่เป็นประโยชน์กับไทยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้ามาในธุรกิจที่เราไม่พร้อมแข่งก็ตายกันหมด”

การแก้ไขกฎหมาย “นิยามของคนต่างด้าว” ต้องทำให้ชัดเจนว่ามีคำจำกัดความแค่ไหน การนับหุ้นจะดูชั้นเดียว หรือดูหุ้นสะสม มีอำนาจการครอบงำกิจการ มีสิทธิในการออกเสียงอย่างไร เพราะถ้าย้อนไปที่ ปว. 281 กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่ชัดเจน และเข้มงวดมากกว่า เพราะพิจารณาถึงทุนของคนต่างด้าวตามความเป็นจริง รวมไปถึงทุนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทนั้น ด้วย หรือเรียกว่า การนับหุ้นแบบสะสม

แต่การแก้ไขกฎหมายเป็น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และกำหนดนิยามคนต่างด้าวให้อ่อนลง และนับหุ้นเพียงชั้นเดียว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลี่ยงกฎหมายขึ้นมากมายในหลาย ธุรกิจบริการต้องห้าม และธุรกิจบริการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้เลยว่า การแบ่งผลประโยชน์ให้กับคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากน้อยกว่าคนต่างชาติที่ถือ หุ้นข้างน้อยเป็นนอมินีนั้น ไม่เห็นด้วย เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

“นัก ลงทุนบางคนมีเงินมาก แต่บริหารงานไม่เป็นก็อาจลงทุนเพียงอย่างเดียว แล้วให้คนต่างชาติบริหารงานแทน เมื่อมีผลประโยชน์ก็ยอมรับที่จะรับน้อยกว่าคนบริหารงาน ขณะที่นักลงทุนบางคนก็ยอมเป็นหุ้นที่ไม่ออกเสียง (non-voting share) เพื่อแลกกับการมี guarantee  return คือจะได้รับการรันตีว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่แน่นอน กรณีเช่นนี้ หากเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นนอมินีหรือไม่ จะมาสันนิษฐานว่าเป็นนอมินีเลยไม่ได้แน่นอน”

แต่เมื่อแก้ไขให้นิยาม คนต่างด้าวเข้มงวดมากขึ้นแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไป คือจะต้องผ่อนคลายบัญชีแนบท้าย 3 (ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคน ต่างด้าว) เพื่อให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนไม่รู้สึกว่า กฎหมายไทยปิดกั้นการลงทุนมากเกินไป และไม่ถูกต่อต้านโดยคนเสียประโยชน์

ขณะ ที่บัญชีแนบท้าย 3 (21) ธุรกิจบริการอื่นๆ ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น ควรเอาออกให้หมด เพราะถือว่าเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจบริการแบบครอบจักรวาล และเพื่อความชัดเจนของกฎหมาย จะต้องเขียนระบุในกฎหมายเลยว่า มีธุรกิจบริการใดบ้างที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน และไม่ต้องการให้ต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการ เป็นการปิดกั้นเฉพาะธุรกิจบริการที่ไทยไม่พร้อม รวมถึงธุรกิจบริการที่ไม่มีประโยชน์สำหรับไทย

ขณะที่บัญชีแนบท้าย นั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องทบทวนทุกปีว่า จะถอดหรือเพิ่มธุรกิจใดที่คนไทยไม่พร้อมแข่งขันเข้าไป แต่ทุกวันนี้ไม่มีการทบทวนเลยถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เราต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ  ในอาเซียนมีไทยเพียงประเทศเดียวที่ล็อกไว้หมดทุกธุรกิจ

“กฎหมายที่ นิยามอ่อนแล้วทำให้บัญชีแนบท้าย 3 เข้มงวด ก็จะมีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน  ต้องมานั่งพิสูจน์กันไม่จบสิ้นว่า เป็นต่างด้าวหรือไม่ แต่ถ้าแก้ไขนิยามให้อ่อน แล้วเปิดเสรีธุรกิจบริการบัญชี 3 ด้วย ต่างชาติจะแห่เข้ามาลงทุน ธุรกิจไทยที่แข่งขันไม่ได้จะตายหมด จึงน่าจะทำนิยามให้เข้มงวด และเปิดเสรีบัญชี 3 ดีกว่า”

ผศ. ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล ผอ.โครงการนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพราะกฎหมายในขณะนี้มีหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน มีข้อด้อย ทำให้ตัวกฎหมายปัจจุบันไปไม่ถึงการทำธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบถือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

สมชาย - เดือนเด่นสมชาย – เดือนเด่น

“ดังนั้น เมื่อกฎหมายตี ความเพียงแค่ชั้นเดียว ก็อาจจะลงไปไม่ถึงข้อเท็จจริง ซึ่งแตกต่างจากการตรวจสอบในต่างประเทศที่เขามองลึกลงไปหลายชั้นทั้งการถือ หุ้น และอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท”

ในขณะที่กรณีการตรวจสอบ สถานะความเป็นต่างด้าวของดีแทคนั้น ผศ.ดร.สมชาย มองว่า เป็นปัญหาทั้งในเรื่องทฤษฎีและตัวกฎหมาย เพราะในทางทฤษฎีนั้น การตรวจสอบความเป็นต่างด้าว ควรจะต้องสอบลงไปว่า บริษัทที่ถือหุ้นที่แท้จริงเป็นใคร มีตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบอำนาจการบริหารว่า ใครเป็นคนมีอำนาจในการบริหาร เพราะบางครั้งคนที่ถือหุ้นน้อยอาจจะมีอำนาจบริหารที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งมองได้ชัดว่า เจ้าของตัวจริงเป็นใคร

แต่ในทางกฎหมายมีนิยามความ เป็นต่างชาติ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เป็นการตรวจสอบชั้นเดียวตามตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น ดังนั้น แม้จะตรวจสอบต่อไปได้ว่า มีกรณีที่อำนาจการบริหารไม่ได้เป็นของคนไทย หรือหุ้นน้อยมีอำนาจมาก ก็ไม่สามารถจะใช้ข้อ 4 ซึ่งไม่มีในกฎหมายข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไปฟ้องร้องได้ ที่สำคัญ ในกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีอำนาจฟ้องร้องกล่าวโทษ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

“กรณี นี้ทำได้ดีที่สุดก็คือส่งหลักฐานที่ได้ต่อให้ตำรวจเพื่อสอบสวน และฟ้องร้องต่อไป นอกจากนั้น จากช่องโหว่ของ พ.ร.บ. ที่ทำให้ภาคธุรกิจ หรือบริษัทต่างด้าว สามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายดังกล่าวในการถือหุ้นได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกฟ้องร้องกลับ หากการสอบสวนให้ดุลพินิจที่ก้าวหน้าไปกว่าที่กฎหมายมีอยู่ในขณะนี้ หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งบริษัทเอกชนได้ เพราะคำสั่งหรือการใช้อำนาจรัฐ จะถูกตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสั่งการหรือทำอะไรต้องดูตามตัวกฎหมายเป็นหลัก”

กรณี ของ “ดีแทค” เอง อาจจะไม่ใช่บริษัทเดียวที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทย บริษัทไทย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงเรื่องนี้ และหาแนวทางแก้ไข เช่น ในเบื้องต้น หากมีการตรวจสอบสถานะของบริษัทอื่นอีก การตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกเหนือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรจะมีตำรวจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้การฟ้องร้องทำได้จริงและเร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปและต้องเป็นการแก้ไขที่เห็นร่วมกันของทุก ฝ่ายทั้งในด้านทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ

โดย 1. ควรจะมีการนิยามธุรกิจที่เป็นต่างด้าวให้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนิยามที่มีอยู่ 3 ข้อในขณะนี้เป็นการตรวจสอบแค่ผิวๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงในเชิงลึก ข้อ 2. การตรวจสอบนั้น จะต้องมีการตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน ด้านแรกคือ จะต้องไม่ตรวจสอบเพียงตัวเลขหุ้น หรือสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะต้องตรวจสอบลึกลงไปถึงอำนาจการบริหารงานที่แท้จริง ผู้ที่ได้รับเงินปันผล หรือกำไรที่แท้จริง รวมทั้งการถือหุ้นแทน หรือนอมินีด้วย

ส่วนด้านที่สองคือ การตรวจสอบในเชิงลึก ไม่ใช่การตรวจสอบชั้นเดียวแค่ผิวๆ เช่น ที่มาของเงินในการถือหุ้น หรือปัจจุบันมีการถือหุ้นไขว้กันในหลายบริษัท ทำให้ไม่สามารถรู้เจ้าของที่แท้จริงได้ เพราะถ้าตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ความชัดเจนว่าบริษัทไหนเป็นไทยแท้ ไทยเทียม หรือต่างด้าวก็จะชัดขึ้น

อย่างไร ก็ตาม เมื่อในช่วงที่ผ่านมา พ.ร.บ.ของเรามีช่องโหว่ เมื่อมีการแก้ไขการประกาศใช้ก็ต้องให้โอกาสภาคธุรกิจปรับตัวด้วย โดยเมื่อประกาศใช้อาจจะมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบการเดิมปรับตัว เช่น อาจจะให้เวลา 1-2 ปีในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขกฎหมายไม่สร้างปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ขณะ เดียวกัน ควรจะมีการผ่อนคลายการเปิดเสรีในภาคบริการ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ที่เรายังต้องการเงินทุนและเทคโนโลยีของต่างชาติด้วย.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.
%d bloggers like this: