ปัญหาเกษตร

All posts tagged ปัญหาเกษตร

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : เทคนิคการปลูกพืชคลุมดิน

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/195824

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม การปลูกพืชคลุมดินมีประโยชน์อย่างไร และมีพันธุ์อะไรบ้างครับ ขอทราบวิธีปลูกด้วยครับ

วิศาลพล เจริญกิตติ

อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

 

คำตอบ พืชคลุมดิน คือพืชที่ปลูกหรือหว่านให้มีการเจริญเติบโตอย่างหนาแน่น มีใบหนา มีระบบรากแน่นสำหรับคลุม หรือยึดดิน หรือเจริญคลุมพืชทุกอย่างที่อยู่บนดิน เพื่อช่วยให้ดินมีสิ่งรองรับ ลดแรงปะทะ และลดการพัดพาจากกระแสน้ำและกระแสลม

ประโยชนของพืชคลุมดิน ช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดิน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ความลาดเอียง เมื่อฝนตกหนักจะช่วยรองรับแรงปะทะของเม็ดฝนทำให้ความเร็วลดลงก่อนที่จะทำให้ดินถูกพัดพาไปที่อื่น ช่วยลดความเร็วและการกระจายของการไหลน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน จึงทำให้น้ำซึมลงไปในดินได้ มากขึ้น ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน เมื่อมีการไถกลบต้น เถา หรือใบของพืชคลุมร่วงหล่นลงไปในดิน ถ้าเป็นพืชคลุมดินที่เป็นพืชตระกูลถั่ว จะสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ประโยชน์ เพิ่มเติมให้แก่ดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินไว้ให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ช่วยต่อต้านขัดขวางการเจริญเติบโตของพืชที่ไม่ต้องการ เช่น หญ้าคา และวัชพืชต่างๆ รากของพืชคลุมดินช่วยทำให้ดินโปร่ง มีช่องอากาศมากขึ้น สามารถระบายน้ำได้ดี

วิธีการปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกให้เจริญเติบโตอยู่บนดินในระยะที่ไม่มีการปลูกพืชหลัก ปลูกโดยวิธีหว่านลงไปในระหว่างแถวของไม้ยืนต้น ซึ่งนิยมทำกันมากในสวนยางและสวนผลไม้ และปลูกตามแปลงปลูกพืชบนคันดิน หรือตามขั้นบันไดดินบนทางระบายน้ำ

การคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดิน ต้องเป็นพืชที่มีอายุหลายปี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปลูกบ่อยครั้ง เป็นพืชที่มีรากแน่นแผ่สาขาออกไปได้มาก จะช่วยยึดเหนี่ยวเม็ดดินให้ติดกัน ไม่พังทลายได้ง่าย ควรเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อม สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินได้ดี

พืชคลุมดินที่นิยมปลูกทั่วไป เช่น

1.ถั่วลาย เป็นถั่วที่มีใบค่อนข้างเล็ก ใบดก เถาหนาแน่น ทนทานต่อความแห้งแล้งตลอดปี โตเร็ว เถาค่อนข้างเหนียวมาก เน่าเปี่อยช้า มีปมที่รากมาก

2.คุดซู เป็นถั่วที่มีใบใหญ่หนา เถาใหญ่ และเถาเป็นขน เถาเปราะ เน่าเปื่อยเร็ว ทนทานต่อ ความแห้งแล้งปานกลาง ในฤดูแล้งต้นจะโทรมแต่ไม่ตาย เจริญเติบโตช้ามาก อายุ 10-12 เดือน จึงจะคลุมดินทั้งแปลง ใบจะหนา และแข็งแรง สามารถปกคลุมหญ้าได้ดีมาก

3.คาโลโปโกเนียม เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดเถาเลื้อยคลุมไปตามผิวดิน เมล็ดเล็กแบนสีน้ำตาลอ่อน เจริญเติบโตได้รวดเร็วมาก คลุมดินได้อย่างแน่นหนา ภายในเวลา 5-6 เดือน มีอายุสั้น เมื่อแล้งจัดอาจตายได้ ปลูกโดยใช้เมล็ดใน อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดที่ปลูกจะงอกภายใน 1 สัปดาห์ และออกดอกภายใน 3-5 เดือน หลังจากนั้นอีก 3 เดือน จะเก็บเมล็ดได้

4.หญ้าเบอรมิวดา หรือหญ้าแพรก เป็นหญ้าค้างปี ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศไทย เจริญเติบโตได้รวดเร็ว โดยอาศัยลำต้นบนดิน และไหลที่อยูใต้ดิน ลักษณะลำต้นเล็ก ใบเล็กละเอียดอ่อนเป็นฝอย ปลูกง่าย โดยใช้ลำต้นหรือเหง้า ถ้าหากดินมีความชื้นดีพอ ภายใน 10 วัน ก็จะตั้งตัวได้ ระยะเวลา 1 เดือนแรก เจริญเติบโตได้หนาแน่นบนดิน ในหน้าแล้งหญ้าชนิดนี้ จะแห้งเหี่ยวและพักตัวอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อได้น้ำฝนจะงอกต้นขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว

การบำรุงรักษา ในระยะแรกของการปลูกพืชคลุมดิน จะมีบางส่วนที่ปลูกไม่ขึ้นหรือตาย ควรปลูกซ่อมบริเวณนั้นโดยเร็ว และต้องคอยหมั่นกำจัดวัชพืชจนกว่าพืชคลุมดิน จะขึ้นคลุมดินทั่วทั้งแปลงปลูก เมื่อพืชคลุมดินเจริญเติบโตมากขึ้น จะมีเถาเลื้อย บางส่วนเลื้อยคลุมเข้าไปบริเวณไม้ยืนต้น หรือพืชหลัก ควรหมั่นตลบเถาพืชคลุมดินอย่าให้เข้าไปปนกับพืชหลัก ควรใส่ปุ๋ยในระยะแรก เพราะจะทำให้พืชคลุมดินโตเร็ว เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการปราบวัชพืช หลังจากพืชคลุมดินงอกแล้ว 1-3 สัปดาห์ ถ้าเป็นพืชคลุมดิน ประเภทตระกูลถั่ว ควรใช้ปุ๋ยฟอสเฟตร่วมกับปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ สูตร 0-15-15 ในอัตรา 10 กก./ไร่ และควรหว่านยิปซัมลงไป เพื่อเพิ่มธาตุอาหารแคลเซียมและซัลเฟอร์ ในอัตรา 10 กก./ไร่ ถ้าเป็นพืชตระกูลหญ้า ควรใช้ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ในอัตรา 10 กก./ไร่

นาย รัตวิ

โฆษณา

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/195115

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบว่าในช่วงที่ไม่มีน้ำกับการทำนานี้ จะสามารถปลูกพืชอะไรได้บ้างมีพืชอะไรบ้างที่น่าสนใจบ้างครับ

ทรงศักดิ์ อินทร์นนท์

อ.บ้านนา จ.นครนายก

คำตอบ ในช่วงที่ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำในทำการเกษตร ทางออกของเกษตรกรที่ดีคือ การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยมาปลูกทดแทน ตามนโยบายที่รัฐบาลกำลังรณรงค์ถ้าปลูกจะมีโอกาสเสี่ยงมาก

กลุ่มพืชที่ต้องการน้ำน้อยมีดังนี้

1. กลุ่มพืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย เจริญเติบโตได้เร็ว เป็นไม้ล้มลุก อายุการเก็บเกี่ยวใช้ระยะเวลาสั้น 100-120 วัน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว สามารถไถกลบตอซัง ให้เป็นปุ๋ยสดได้ดี เหมาะอย่างยิ่งที่ชาวนา จะนำมาปลูกสลับกับการทำนาข้าวพืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกกันมาก เช่น ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสงปอเทือง โสน ฯลฯ สำหรับพืชตระกูลถั่วมีคุณสมบัติพิเศษ คือที่รากมีปมที่เรียกว่า ปมรากถั่ว ในปมเหล่านี้มีเชื้อจุลินทรีย์ จำพวกไรโซเบียมอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ เมื่อพืชเน่าเปื่อย ก็จะเพิ่มธาตุไนโตรเจน และอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

2. กลุ่มพืชไร่พืชเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ อ้อย ข้าวโพดมันสำปะหลัง พืชในกลุ่มนี้ ไม่ต้องการน้ำมาก มีอายุการเก็บเกี่ยวไม่นาน พอเก็บเกี่ยวแล้วลำต้นก็จะตาย มีความอดทนต่อความแห้งแล้งสูง ปลูกได้ทุกสภาพอากาศ พืชกลุ่มนี้ จัดอยู่ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ โดยมีการนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้ง และน้ำตาล รวมถึงพลังงานทดแทนด้วย

3. กลุ่มพืชไร่ต่างๆ ได้แก่ มะละกอ แก้วมังกร ฟักทอง ฟักเขียว พืชในกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นต้องลดน้ำทุกวัน สามารถปลูกได้ทุกสภาพภูมิอากาศ ให้ผลผลิตเร็วในระยะเวลาอันสั้น ส่วนแก้วมังกร ฟักทอง และฟักเขียว จะเป็นพืชในกลุ่มไม้เลื้อย

4. กลุ่มพืชยืนต้น เช่น มะพร้าว เป็นพืชที่มีอายุยืนยาว มีความทนแล้งได้สูง ให้ผลผลิตตลอดอายุการเติบโต การดูแลรักษาง่าย เป็นสินค้าเกษตรซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาขึ้นลงตามปริมาณ และความต้องการของตลาด

5. กลุ่มพืชสมุนไพร  เป็นพืชที่ปลูกได้ทั่วไป มีทั้งพืชล้มลุก และพืชยืนต้น พืชสมุนไพรส่วนใหญ่จะเป็นพืชที่มาจากแถบพื้นที่แห้งแล้งมาก่อนจึงไม่ต้องการน้ำมากเหมือนกับพืชที่มาจากเขตชุ่มชื้น ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก สามารถหาพืชสมุนไพรซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาปลูกทดแทนได้ เพราะพืชสมุนไพรส่วนใหญ่อายุการปลูกไม่นาน ใช้พื้นที่การปลูกไม่มาก ลงทุนน้อย ดูแลง่าย ลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสของคนรักษ์สุขภาพ และหันมาพึ่งสมุนไพรแทนการกินยาปฏิชีวนะ สมุนไพร น่าจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : ผักบุุ้งจีน การปลูกและดูแล

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/194097

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
คำถาม ผมมีที่เหมาะสำหรับปลูกผักบุ้งจีน อยากขอทราบวิธีปลูกและการดูแลให้ได้ผลผลิตดีครับ

แสงสงวน ทรงคำมูล

อ.สังคม จ.หนองคาย

คำตอบ ผักบุ้งจีน เป็นผักที่ปลูกง่าย ดูแลง่ายและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไม่น้อย เกษตรกรนิยมปลูกผักบุ้งจีนส่งให้กับบริษัทส่งออก บางส่วนตัดส่งขายตลาดโดยทั่วไปผักบุ้งจีนที่ขายในท้องตลาดทั่วไป จะถอนขึ้นมาทั้งราก ล้างทำความสะอาด แล้วส่งตลาดด้วยสภาพที่ติดราก แต่ผักบุ้งจีนที่ส่งออก เขาจะใช้มีดตัดต้นใกล้ชิดดินเหลือไว้สักประมาณ 4-5 เซนติเมตร ไม่ได้เอารากติดไปด้วย

ผักบุ้งจีน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคแมลง รวมถึงสภาพอากาศก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ในหน้าฝนผักชนิดอื่นอาจจะปลูกยากเสียหาย แต่ผักบุ้งไม่เป็นเช่นนั้นเลย ยิ่งหน้าฝนผักจะยิ่งงาม เพียงแต่ว่าตอนที่หว่านผักใหม่ๆ ก็อาจจะขึงตาข่ายพรางแสงบังเม็ดฝนเอาไว้บ้าง ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ เมื่อผักโตพอสมควรแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป

ถ้าเป็นผักส่งท้องตลาดทั่วไป ระยะเวลาจากการหว่านเมล็ดจนถึงการถอน ใช้เวลารวมประมาณ 25 วัน ส่วนผักบุ้งส่งออก จะไม่ให้ต้นใหญ่มาก ระยะเวลาที่จะต้องตัดนับจากวันที่หว่านเมล็ดประมาณ18-22 วัน ถ้าเกินจากนี้ ผักจะโตเกินไป อายุขนาดนี้ ผักกำลังต้นอ่อนน่ารับประทาน ในหลายจังหวัดเดี๋ยวนี้ ที่มีร้านสุกี้ ร้านหมูกระทะเขาก็ต้องการผักบุ้งจีนอ่อน อายุประมาณนี้บางจังหวัดผักบุ้งจีนราคาแพง เช่น แถบภาคอีสานปลูกส่งให้กับร้านอาหาร เป็นรายได้เสริมที่ดีมากทีเดียว นักวิชาการเกษตรได้แนะนำไว้ดังนี้

พันธุ์ผักบุ้งจีน พันธุ์ที่ดีนิยมปลูกกันคือ พันธุ์ยอดไผ่ 9 จะแข็งแรง เติบโตเร็ว สามารถเก็บผลผลิตได้ภายใน 20-25 วัน

การปลูก นิยมใช้หว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูก โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 13-15 กิโลกรัม/ไร่ ทำการไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วย่อยดินให้ละเอียด หว่านปูนขาวในอัตรา 100-300 กิโลกรัม/ไร่ คลุกเคล้าให้ทั่ว แล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร

วิธีการปลูก โดยรดน้ำในแปลงปลูกให้ชุ่ม แล้วนำเมล็ดผักบุ้งจีนหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง คลุมแปลงด้วยฟางข้าวบางๆ แล้วรดน้ำ โดยปกติจะหว่านตอนเย็น

การให้น้ำ ผักบุ้งจีน เป็นพืชที่ชอบดินชุ่มชื้น แต่ไม่แฉะขัง รดน้ำให้สม่ำเสมอ วันละ 1-2 ครั้ง เว้นช่วงฝนตก อย่าให้แปลงปลูกผักบุ้งจีนขาดน้ำ เพราะจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ต้นแข็งกระด้าง เหนียว ไม่น่ารับประทาน

การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังหว่านเมล็ด 7 วัน และ 15 วัน

การเก็บเกี่ยว หลังจากหว่านเมล็ดผักบุ้งจีนลงแปลง 20-25 วัน ให้ถอนต้นผักบุ้งจีนออกจากแปลงปลูก ทั้งต้นและราก หลังจากนั้น ล้างรากให้สะอาด เก็บใบและแขนงที่โคนต้นออก

ผักบุ้งจีน เป็นพืชที่นิยมบริโภคภายในครัวเรือนเป็นประจำ แต่ปัจจุบันผักบุ้งจีนได้พัฒนาเป็นพืชส่งออกที่มีความสำคัญมาก โดยส่งออกทั้งในรูปผักสดและเมล็ดพันธ์ุ ตลาดที่สำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยอมรับว่าการปลูกผักบุ้งจีน เมื่อดูจากปริมาณผัก ราคาที่ได้กับต้นทุนแล้ว ถือว่าเป็นรายได้ดีทีเดียว

นาย รัตวิิ

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : การปลูกไผ่ตง วิธีปลูกและดูแล

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/192983

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำตอบ ไผ่ตง เป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ทำเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องจักสานต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ เยื่อกระดาษ และหน่อก็นำมาใช้รับประทานได้อีกด้วย ส่วนประโยชน์ทางอ้อมก็คือ ช่วยป้องกันการพังทลายของดินตามบริเวณชายฝั่งแม่น้ำลำคลอง ช่วยชะลอความเร็วของกระแสน้ำ และกระแสลมได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์จากการปลูกไผ่ตง นอกจากปลูกไว้เพื่อกำบังลมแล้ว ยังปลูกเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว หรือจะปลูกเป็นอาชีพหลักของครอบครัวก็ได้ เนื่องจากยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดยังต้องการอยู่ตลอดเวลา เกษตรกรควรทราบถึงการดูแล และวิธีการทำให้หน่อไม้ออกสู่ตลาดได้ ซึ่งการดูแลรักษาไผ่ตงนั้นไม่ยากนัก แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดอย่าลืมว่าก่อนจะปลูกต้องมีการเตรียมดิน และต้องใส่ใจดูแลตลอดอย่างสม่ำเสมอ จึงจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงที่สุด นักวิชาการได้แนะนำวิธีการไว้ดังนี้

การเตรียมดิน ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ขังน้ำ ทำการไถพื้น แล้วขุดหลุมให้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะปลูก 6×6 เมตร จะได้ไร่ละ 44 ต้น บางคนอาจจะปลูกระยะ 7×7 หรือ 8×8 เมตรก็ได้ โดยใช้ปุ๋ยรองพื้น 15-15-15 หรืออาจจะปลูกเลยโดยไม่รองพื้น จากนั้นรอให้มีรากออกมาจึงรดน้ำ ปุ๋ยที่ให้อาจเป็นปุ๋ยน้ำหมักหรือปุ๋ยหมักก็ได้

การเตรียมปุ๋ยน้ำหมัก มีขั้นตอนดังนี้

1.นำผักและผลไม้มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ

2.นำมาคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง ในอัตราผัก 3 กิโลกรัม/น้ำตาล 1 กิโลกรัม

3.ใส่ลงในภาชนะพลาสติกมีฝาปิด

4.เติมน้ำหรือน้ำมะพร้าวเล็กน้อย

5.หมักไว้ในถังปิด 13 เดือน จึงนำมาใช้

วิธีใช้ปุ๋ยน้ำ มี 2 วิธี คือ

1.ให้ทางใบ ใช้ 3 ช้อน ผสมน้ำ 1 ปี๊บ

2.ให้ทางดิน ใช้ 6 ช้อน ผสมน้ำ 1 ปี๊บ

การใช้ปุ๋ยนั้น มีผลมากในการปลูกต้นไผ่ตง หากใช้ปุ๋ยยูเรีย หรือปุ๋ยที่ได้มาจากการผลิตผงชูรสหมัก จะได้ไนโตรเจนสูง ทำให้ไผ่ตงออกหน่อได้ดี แต่เนื้อมักจะไม่ค่อยแข็ง เพราะฉะนั้น พ่อค้าจึงไม่อยากซื้อหน่อไม้นอกฤดูกาล แต่จะซื้อช่วงฝนตกชุก เพราะปุ๋ยดังกล่าว จะละลายหายไปหมดแล้ว หากสลายไปไม่หมด เวลาบรรจุกระป๋องจะทำให้กระป๋องบวม เพราะมีไนเตรทมาก

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : ปลูกผักบุุ้งลอยน้ำ ทางเลือกการสร้างรายได้

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/191934

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
คำตอบ ผักบุ้ง เป็นเพียงผักธรรมดาที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำเก็บมาเพื่อรับประทานกันในครอบครัว ขยายพันธุ์เองอย่างรวดเร็วในแม่น้ำ แต่ ณ วันนี้ผักบุ้งน้ำได้กลายเป็นพืชสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดี ในทุกๆ วัน ตั้งแต่เช้าตรู่จะสังเกตเห็นชาวบ้านออกพายเรือเก็บยอดผักบุ้งไปขาย หรือไม่ก็คอยจับยอดผักบุ้งที่ลอยมาตามน้ำ ให้มาอยู่กับหลักไม้ไผ่ที่ปักอย่างแน่นหนาตามริมฝั่งแม่น้ำที่ไม่ลึกมากจนเกินไป

การปลูกผักบุ้งแม่น้ำ สามารถตัดขายได้ตลอดทั้งปี ต้นพันธุ์ผักบุ้งก็ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน เพราะมีอยู่แล้วในแม่น้ำ เพียงแต่ต้องนำมาจัดให้อยู่เป็นแถวเป็นแนว นอกจากนี้ ทั้งปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช แทบไม่ต้องใช้ จะพ่นสารเคมีบ้างก็ต่อเมื่อมีแมลงระบาดหนักจริงๆ ส่วนปุ๋ยทางใบก็พ่นบ้าง เพื่อช่วยให้ผักบุ้งสวยและแตกยอดได้มากขึ้น ต้นทุนส่วนใหญ่จะหนักไปที่ค่าไม้หลัก ใช้ไม้ไผ่ความยาวประมาณ 8 เมตร ส่วนปุ๋ยใช้ปุ๋ยน้ำหมักที่กำลังนิยมทำเองได้ง่าย

วิธีการปลูกผักบุ้งในแม่น้ำ เกษตรกรแถว อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เขาได้ดำเนินการดังนี้

1.เก็บยอดพันธุ์ผักบุ้ง หรือยอดที่ลอยมาตามน้ำ มาปักไว้ตามแนวตั้งแต่ต้นเล็กๆ และใช้ไม้ไผ่ ความยาวประมาณ 5 วาหรือสูงกว่าระดับน้ำ ปักไว้เพื่อไม่ให้ผักบุ้งลอยไปตามน้ำ

2.ปล่อยให้ผักบุ้งแตกยอดตามธรรมชาติ และคอยเฉาะกอออกบ้าง เพื่อไม่ให้ผักบุ้งเบียดกันแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ยอดเล็ก และการแตกยอดน้อยลง

3.พ่นปุ๋ยทางใบเสริม หากพบว่าต้นเริ่มไม่สมบูรณ์ และแตกยอดได้ช้า

4.ดูแลโรคและแมลงศัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีการระบาดของหนอนถึงขั้นรุนแรง อาจจะใช้สารสกัดสมุนไพรป้องกันแมลงศัตรูพืช หรือใช้สารเคมีที่มีความปลอดภัย

ข้อจำกัดของการปลูกผักบุ้งแม่น้ำ คือถ้าเป็นช่วงลมแรง กระแสน้ำไหลเชี่ยว ผักบุ้งจะชะงักและเติบโตช้า และบางครั้งจะพัดพาหลักและผักบุ้งลอยน้ำไป และถ้าช่วงน้ำหลากระดับน้ำลึกมากน้ำจะท่วมหลัก ต้องเปลี่ยนใช้ไม้หลักที่ยาวขึ้น ส่วนหน้าหนาวผักบุ้งก็จะแตกยอดน้อย นี่คืออุปสรรคของการปลูกผักบุ้งแม่น้ำที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ

วิธีการปลูกผักบุ้งในนา ผักบุ้งในนาอีกทางเลือกหนึ่ง ของคนที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ

1.เตรียมพื้นที่ โดยไถคราดขึ้นเทือก

2.ตัดท่อนพันธุ์ผักบุ้ง ความยาวประมาณ 50-70 เซนติเมตร ปักดำโดยใช้เชือกฟางขึงให้เป็นแถว ระยะห่างประมาณ 50-70 เซนติเมตร กอละ 5-6 ต้น

3.เมื่อผักบุ้งเริ่มมีรากและตั้งตัวได้แล้ว ปล่อยน้ำเข้าแปลงให้มีระดับความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร หรือสูงเท่าเข่า

4.หลังจากนั้น ผักบุ้งก็จะแตกยอดหรือที่ชาวบ้าน เรียกว่า ผักบุ้งรีบน้ำ ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร (25-7-7) ปุ๋ยทางใบหรือฮอร์โมน เพื่อเร่งให้แตกยอดได้ดีขึ้น

5.หลังจากปล่อยน้ำเข้าแปลง ประมาณ 1 สัปดาห์ ผักบุ้งก็จะเริ่มทยอยตัดยอดได้แล้ว ต้องหมั่นตัดยอดอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ตัดจะแตกยอดได้ช้า และหากพบว่าต้นสานกันจนแน่นทึบเกินไป ต้องคอยตัดแต่งยอดออกบ้าง เพื่อที่จะได้แตกยอดได้ดีขึ้น

6.คอยดูแลโรค และแมลงศัตรูพืช

7.หากผักบุ้งเริ่มต้นแก่ การแตกยอดน้อย ให้ปล่อยน้ำออกจากแปลงแล้วย่ำ โดยใช้รถไถออกรื้อปลูกใหม่ โดยเก็บต้นพันธุ์เดิมไว้ หากดูแลรักษาดีๆ ผักบุ้งอาจจะอยู่ได้นาน 5-6 เดือน ต่อการปลูกหนึ่งรอบ

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : เพิ่มผลผลิตพืชผักด้วยปุ๋ยอินทรีย์

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/190931

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
คำตอบ ก่อนอื่นต้องมาดูถึงลักษณะดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกผัก ควรเป็นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขังได้ง่าย มีน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูกาล ดินที่เหมาะสม เป็นดินร่วนมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี ดินล่างไม่ควรเป็นชั้นของดินดาน เพราะจะทำให้น้ำซึมผ่านไม่สะดวก ถ้ามีฝนตกหนักหรือให้น้ำมากเกินไป จะทำให้พืชเหี่ยวเฉาและตายได้

การเลือกพันธุ์พืชผัก เลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อศัตรูพืช ปราศจากเชื้อโรค ผลผลิตสูง และมีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ รวมทั้งเลือกพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดี เหมาะสมกับฤดูปลูก และสภาพดินฟ้าอากาศ ให้แช่เมล็ดพันธุ์ผักในน้ำอุ่นนาน 10-15 นาที จะช่วยกำจัดเชื้อโรคพืช และเป็นการกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์งอกได้สม่ำเสมอ

การเตรียมดิน

1.เริ่มจากปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบ ไม่เป็นแอ่งขังน้ำ ไถเตรียมดินด้วยการไถดะ 1 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดแมลงโรคและวัชพืช แล้วการไถพรวน 1 ครั้ง จะทำให้ดินมีเนื้อละเอียดร่วนซุยเหมาะแก่การปลูกพืชผักในพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืชและเคยมีศัตรูพืชระบาดอย่างรุนแรงมาก่อน ควรจะตากดินทิ้งไว้อีก 7 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้งหนึ่ง

2.หลักจากนั้น ให้ทำการยกร่อง กว้างประมาณ 1.5 เมตร สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย จะช่วยในเรื่องการระบายน้ำ ระยะระหว่างร่อง 30-50 เซนติเมตร ให้หว่านปุ๋ยหมัก อัตรา 4 ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยคอก 2 ตันต่อไร่ ให้ทั่วพื้นที่ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

3.ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ (เจือจาง 1:500) เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร และเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตแก่พืชและจุลินทรีย์ดิน

4.หว่านเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช ที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่า ในช่วงแรกที่ปลูก แล้วจึงปลูกพืชผัก

วิธีการปลูก จะแตกต่างกันตามชนิดของพืชผัก โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.ประเภทที่ต้องเพาะกล้าก่อน แล้วจึงย้ายปลูก จะเป็นพวกเมล็ดที่มีขนาดเล็ก ต้องการการดูแลรักษาระยะต้นกล้ามากกว่าพืชผักชนิดอื่นๆ เช่น กะหล่ำ ดอกกะหล่ำปลี ผักกาดขาว มะเขือเทศ เป็นต้น

2.ประเภทที่หว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลยจะเป็นพวกมีอายุสั้น โตเร็ว มีระยะปลูกถี่ เมล็ดหาง่าย และราคาถูก เช่น ผักชี ผักกาดเขียว กวางตุ้ง คะน้า สามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ

2.1 โดยหว่านเมล็ดกระจายทั่วแปลง คลุมด้วยฟางบางๆ และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดให้ทั่วแปลง เมื่อต้นกล้างอกและมีใบจริง ประมาณ 1-2 ใบ ให้เริ่มถอนแยก และจัดระยะปลูกให้พอเหมาะ

2.2 โดยการโรยเป็นแถว วิธีนี้จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่าวิธีหว่าน โดยโรยเมล็ดให้เป็นแถวในร่องลึก 0.5-1 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้างอก ให้ถอนต้นที่อ่อนแอและเบียดชิดกันทิ้ง

3.ประเภทที่ใช้ปลูกเป็นหลุม จะเป็นพวกที่มีเมล็ดโต เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา แตงกวา ฟักทอง มะระ ผักกาดหัว เป็นต้น

การดูแลรักษา

1.หลังจากปลูกผักแล้ว ให้ใช้ฟางข้าวอัตรา 1 ตันต่อไร่ คลุมดินระหว่างแถวของพืชผักที่ปลูกเพื่อรักษาความชื้น ควบคุมวัชพืช และเมื่อฟางข้าวสลายตัวจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

2.การใช้น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นอัตรา 2 ลิตรต่อไร่ (เจือจาง 1:1,000) ทางใบและลำต้น หรือรดลงดิน ทุก 7 วัน จนเก็บเกี่ยวผลผลิต จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ การยืดตัวของลำต้น และส่งเสริมการออกดอกและติดผลดีขึ้น

3.ในกรณีที่มีการใส่ปุ๋ยเคมี ให้ทำการแบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆ กัน ครั้งแรกหลังปลูกผักไปแล้ว 3 สัปดาห์ ครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรก 2-3 สัปดาห์ โรยบางๆ ระหว่างแถว อย่าให้ชิดโคนต้น และพรวนดินกลบและรดน้ำตาม

4.การให้น้ำ ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาเช้าและเย็น ไม่รดตอนแดดจัด อย่าปล่อยให้น้ำขังแปลง

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้สับกลบเศษพืชผักลงดินและปล่อยให้ย่อยสลาย 7 วัน แล้วจึงเตรียมดิน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อปลูกพืชผักครั้งต่อไป

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : หญ้าแฝก เพิ่มความชุ่มชื้นของดินในแปลงไม้ผลและไม้ยืนต้น

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/189922

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ผมปลูกพวกไม้ผลไม้ยืนต้นครับ ค่อนข้างแล้งมาก ทราบมาว่า หญ้าแฝกช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ทั้งยังช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดินได้ด้วย ขอทราบวิธีการทำครับ

สุนทร ทองคำม่วง

อ.พบพระ จ.ตาก

คำตอบ ในพื้นที่ลาดชันส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหาการชะล้างพังทลายของผิวหน้าดิน วิธีการแก้ไขแบบง่าย ลงทุนต่ำ เขาใช้วิธีการปลูกหญ้าแฝก ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ผลดี ทั้งยังรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันการชะล้างพังทลายให้กับพื้นที่อีกด้วยนะครับ

วิธีการและรูปแบบการปลูกหญ้าแฝก ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ เกษตรกรสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ดังนี้

1.พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง โดยเฉพาะแถบภาคเหนือและภาคใต้ ที่เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นนั้น ส่วนใหญ่จะปลูกบนคันคูรับน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน ซึ่งมักพบปัญหาคันดินที่สร้างไว้ถูกน้ำฝนกัดเซาะพังทลายเสียหายเป็นประจำ ปัจจุบันสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยการปลูกหญ้าแฝกให้เป็นแนวรั้วบริเวณคันคูขอบเขา หรือขั้นบันไดดินด้านนอก

-การเตรียมพันธุ์หญ้าแฝก เตรียมเพาะชำหน่อพันธุ์ไว้ในถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 2×6 นิ้ว หรือขอพันธุ์จากหน่วยงานกรมพัฒนาที่ดินในจังหวัด

-การเตรียมดิน หลังจากได้ทำคันคูรับน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดินแล้ว จะต้องเร่งเตรียมดินบริเวณขอบคัน เพื่อปลูกหญ้าแฝกทันที โดยให้พรวนดินให้ละเอียดเป็นแนวแคบๆ ชิดขอบคันด้านนอก เพื่อให้หญ้าแฝกเจริญเติบโต และทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว ควรผสมปุ๋ยหมัก และโรยด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 แค่เพียงบางๆ คลุกเคล้าลงไปด้วย จะได้ผลดีมาก

-การปลูกหญ้าแฝก นำกล้าหญ้าแฝกที่ได้จัดเตรียมไว้ลงปลูก โดยดึงถุงพลาสติกออก ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างโคนต้น 5-10 เซนติเมตร กลบดินให้แน่น ควรปลูกในขณะที่ดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่

-การดูแลรักษา ในระยะแรกต้องปลูกซ่อมทันทีเมื่อพบต้นที่ตายไป หลังปลูก 3 เดือนให้ตัดยอด หรือใบให้เหลือความสูง ประมาณ 40 เซนติเมตร จะทำให้หญ้าแฝกแตกกอเรียงชิดติดกันได้เร็วยิ่งขึ้น และให้กำจัดวัชพืชพวกไม้เถาด้วย

2.พื้นที่ที่มีความลาดชันปานกลาง-ต่ำ จะเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการชะล้างพังทลายของดินจากน้ำฝนที่ไหลบ่า จึงควรที่จะมีการปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับขวางความลาดชันของพื้นที่ ความถี่ห่างของแนวหญ้าแฝกที่จะปลูก ขึ้นอยู่กับระดับความสูงต่ำของพื้นที่ พื้นที่มีความลาดชันสูง แนวหญ้าแฝกก็จะถี่กว่าพื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำ แต่ทั้งนี้ ความห่างระหว่างแนวหญ้าแฝกที่จะปลูก จะต้องอยู่ห่างกันไม่เกินค่าสูงต่ำ ตามแนวดิ่ง 1.50 เมตร ซึ่งจะหาได้จากการใช้สายยางหาระดับแบบช่างไม้

3.บนพื้นที่ที่มีความลาดชันสม่ำเสมอ ในพื้นที่สวนไม้ผล หรือไม้ยืนต้นที่ปลูกในพื้นที่ ที่มีความลาดชันสม่ำเสมอนั้น ทำได้ง่าย ทั้งนี้เมื่อกำหนดแนวที่จะปลูก ได้แนวแรกแล้ว แนวต่อๆ ไปก็ใช้จำนวนแถวของไม้ผลที่ปลูกเป็นตัวกำหนด ส่วนวิธีการปลูกหญ้าแฝกตามหลักวิชาการ เพื่อให้ได้ตามเป้าประสงค์ ควรจะได้ไปปรึกษานักวิชาเกษตรของกรมพัฒนาที่ดินอย่างใกล้ชิด

4.พื้นที่ที่มีความลาดชันไม่สม่ำเสมอ หรือมีความลาดชันเพียงเล็กน้อย ก็จะมีปัญหาการสูญเสียดินจากน้ำฝนที่ไหลบ่าไม่มากนัก การปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดินกระทำโดยการปลูกแบบครึ่งวงกลม การปลูกหญ้าแฝกห่างจากโคนไม้ผล 1.50-2.00 เมตร แบบครึ่งวงกลม หงายรับน้ำฝนที่จะไหลบ่าลงมาเพื่อกักเก็บน้ำไว้ การปลูกหญ้าแฝกแบบครึ่งวงกลม ก็มีการเตรียมดิน การปลูก รวมทั้งการดูแลรักษาเช่นเดียวกันกับที่ได้กล่าวมาแล้ว

5.พื้นที่ที่ไม่มีความลาดชัน หรือพื้นที่ราบ ให้ปลูกหญ้าแฝกเพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ในพื้นที่ โดยให้ไหลบ่าออกจากพื้นที่ให้น้อยที่สุด วิธีการปลูกหญ้าแฝกก็จะปลูกเป็นแถวเดี่ยวล้อมรอบพื้นที่ และบริเวณที่ปลูกไม้ผล ก็จะปลูกหญ้าแฝกระหว่างแถวไม้ผลที่ปลูก เพื่อประโยชน์ในการตัดใบคลุมโคนไม้ผล เพื่อลดการสูญเสียน้ำในดิน หรืออาจจะปลูกแบบวงกลมรอบโคนต้นไม้ผลก็ได้

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : พืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้เร็ว

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/188794

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบว่าพืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้เร็ว มีอะไรบ้าง และมีวิธีการปลูก อย่างไรครับ

อชีตะ อรุณพงษ์

อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

คำตอบ พืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้เร็ว ได้แก่ ปอเทือง โสน ถั่วพร้า พืชตระกูลถั่วกลุ่มนี้ เมื่อสับกลบดินแล้ว จะเน่าเปื่อยสลายตัวกลายเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว เพราะมีจำนวนใบมาก ลำต้นไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก

ปอเทือง เป็นพืชฤดูเดียว ทนแล้ง ขึ้นได้ในสภาพอากาศทั่วๆ ไป โดยเฉพาะพื้นที่ดอนที่มีการระบายน้ำดี สามารถใช้ประโยชน์จากปอเทือง โดยปลูกเป็นพืชหมุนเวียน หรือพืชแซมในระบบปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด อ้อย หรือปลูกเป็นพืชหมุนเวียนในนาข้าว โดยใช้เมล็ดหว่าน อัตรา 5 กก./ไร่ อายุออกดอกประมาณ 50 วัน พร้อมที่จะไถกลบ หรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินในระบบปลูกพืชที่มีการไถพรวนน้อยครั้ง ให้น้ำหนักพืชสด ประมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจน ประมาณ 10-20 กก./ไร่ ปอเทืองในช่วงอายุ 20-30 วัน หากไถกลบจะย่อยสลายอย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับเตรียมดินตกกล้า หรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินในระบบนิเวศเกษตรที่ไม่มีการไถพรวน ช่วยรักษาความชุ่มชื้น และการงอกของเมล็ดพืชหลัก หรือควบคุมวัชพืช

การปลูกขยายพันธุ์ เพื่อเก็บเมล็ดไว้ใช้ ควรปลูกในพื้นที่ดอนปลายฝนระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยหยอดเมล็ดเป็นแถว หรือเป็นหลุมระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 75-100 ซม. การปลูกเป็นหลุมใช้ระยะปลูก 50×100 ซม. หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดประมาณ 3 กก.ต่อไร่ เมื่อปลูกแล้วประมาณ 1 เดือน ให้พรวนดิน และใส่ปุ๋ยกลบโคน โดยใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 20 กก./ไร่ จากนั้นเมื่ออายุประมาณ 120-150 วันสามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยตัดต้นตากแดดบนลาน เมื่อนวดและฝัดแล้วจะได้ผลผลิตเมล็ดประมาณ 80-120 กก./ไร่

โสน มีทั้งเป็นพืชฤดูเดียว ข้ามปี และยืนต้น ปัจจุบันนิยมใช้โสนอัฟริกัน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ฤดูเดียว แต่ในอนาคต การใช้สายพันธุ์ข้ามปีและยืนต้น จะมีบทบาทมากขึ้น โสนอัฟริกันสามารถขึ้นได้ในสภาพอากาศทั่วๆ ไป และสภาพน้ำขัง ทนต่อดินเค็ม นิยมปลูกโสนเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว หรือในระบบปลูกพืชหมุนเวียน หรือปลูกพืชแซมแบบเป็นแถบกับข้าวโพด ใช้เมล็ดหว่าน อัตรา 3-8 กก./ไร่ การใช้อัตราเมล็ดสูง จะได้ต้นเล็ก ซึ่งไถกลบได้ง่าย อายุออกดอกประมาณ 50-90 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และฤดูปลูก พร้อมที่จะไถกลบหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินตั้งแต่อายุ 45 วันขึ้นไป ให้น้ำหนักสดประมาณ 2-4 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 12-20 กก./ไร่ เมื่อปลูกเป็นพืชคลุมดินข้ามปี จะช่วยควบคุมวัชพืช รักษาความชื้นในดิน และป้องกันไฟป่า มีประโยชน์ต่อพืชที่มีการไถพรวนน้อยครั้ง หรือไม่มีการไถพรวน เช่น หลังจากหยอดหรือหว่านเมล็ดพืชหลักแล้ว ให้ตัดต้นให้ชิดดินใช้เป็นวัสดุคลุมดิน

การปลูกขยายพันธุ์ เพื่อเก็บเมล็ดไว้ใช้ ปลูกได้ในสภาพดินทั่วๆ ไป ทั้งที่ดอนและลุ่ม โดยปลูกแบบหยอดเป็นหลุม หรือโรยเมล็ดเป็นแถว ระยะระหว่างแถวประมาณ 75-100 ซม.การหยอดเป็นหลุมระยะระหว่างหลุม ประมาณ 20-50 ซม. อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูกประมาณ 3-5 กก./ไร่ ปลูกช่วงต้นฝนหรือกลางฝน เมื่อปลูกไปแล้วประมาณ 1 เดือน ให้พรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตราประมาณ 20 กก./ไร่ กลบโคน นอกจากนี้ โสนยังสามารถปลูกได้ในนาข้าวพร้อมกับปักดำข้าว โดยปลูกเป็นแนวขนานไปกับคันนา ประมาณ 2-3 แถว เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง อายุการเก็บเกี่ยวไม่แน่นอน แต่ทั่วๆ ไป มักเก็บเกี่ยวเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง โดยเริ่มเก็บฝักแก่หรือตัดทั้งต้น เมื่อมีการสุกแก่ ประมาณ 75% นำต้นมาตากแดดบนลาน จากนั้นนวดและฝัดเมล็ด ผลผลิตเมล็ดได้ ประมาณ 80-200 กก./ไร่

ถั่วพร้า ขึ้นได้ดีในสภาพอากาศทั่วไปในพื้นที่ดอน ระบายน้ำดี ทนความแห้งแล้งสามารถขึ้นได้ในพื้นที่ดินเค็มและร่มเงา เป็นพืชล้มลุกจนถึงข้ามปี ทรงพุ่มใบกว้างทอดยอดเป็นเถาได้ พันธุ์ที่ใช้เป็นชนิดล้มลุก เมล็ดสีขาว เมล็ดสีแดง สามารถปลูกเป็นพืชหมุนเวียนในระบบพืชไร่หรือนาดอน ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเมื่ออายุประมาณ 2 เดือน ให้น้ำหนักสดประมาณ 3 ตัน/ไร่ ให้ไนโตรเจน ประมาณ 10-20 กก./ไร่ ใช้เป็นพืชแซมหรือคลุมดินในส่วนไม้ผล หรือปลูกเป็นพืชคลุมดินในระบบปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่มีการไถพรวน เพื่อควบคุมวัชพืช รักษาความชื้นและการงอกของเมล็ดพืชหลัก เช่น ข้าว เป็นต้น

การปลูกขยายพันธุ์ เพื่อเก็บเมล็ดไว้ใช้ วิธีการเพาะปลูกที่ใช้ปฏิบัติกันอยู่มี 3 วิธี คือ 1) ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลา และแรงงานที่สุด ทำโดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8-10 กก./ไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด 2) ปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีที่ค่อนข้างช้าและสิ้นเปลืองแรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีแรก แต่จะทำให้ได้ต้นถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75-100 ซม. เมื่อโรยเมล็ดลงในแถวแล้ว กลบเมล็ดด้วยดินบางๆ ในอัตรา 5-8 กก./ไร่ 3) ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีที่ล่าช้า สิ้นเปลืองแรงงาน และไม่สะดวกในทางปฏิบัติที่สุด แต่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในกรณีที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด

 

พืชตระกูลถั่วที่ปลูกเพิ่มเป็นพืชปุ๋ยสด นิยมใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่นา หรือที่ปลูกพืชไร่จะได้ผลดีที่สุด

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : การจัดการดินและที่ดิน

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/187871

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีการอนุรักษ์และจัดการดินบนพื้นที่ลาดเอียง

สมควร ยิ่งยง

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คำตอบ การอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นวิธีการลดการชะล้างพังทลายของดินไม่ให้สูญเสียหน้าดิน รวมทั้งการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งแบ่งเป็น 3วิธีหลักคือ วิธีการด้านวิศวกรรม เช่นทำคันดิน วิธีการปลูกพืช เช่น ปลูกหญ้าแฝกในแนวพื้นที่ลาดเอียง และวิธีการผสมผสาน

การอนุรักษ์ดินและน้ำ คือ วิธีการใช้ที่ดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เกิดผลกำไรสูงสุดและในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามให้ทรัพยากรดินและน้ำมีความเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งวิธีการนี้ จะเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน รวมทั้งการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความสามารถในการให้ผลผลิตของดินให้ดีขึ้นกว่าเดิม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ได้แก่

1.การแผ้วถางพืชที่ปกคลุมดินจนเตียน ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาชะเอาผิวหน้าดินที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ไปได้ง่าย

2.การทำเกษตรกรรมบนเนินที่มีความลาดเอียงมาก ถ้าไถเป็นร่องจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำแล้ว เมื่อเวลาฝนตกลงมาจะชะผิวหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปได้ง่ายและรวดเร็ว

3.การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำซากบนพื้นที่เดียวกัน ทำให้ปุ๋ยและแร่ธาตุบางอย่างหมดไป

4.การเผาพืชหญ้าที่ขึ้นในไร่นา ทำให้แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อพืชและจุลินทรีย์ในดินซึ่งช่วยทำให้ดินดีขึ้นถูกทำลายไป

5.การขาดความรู้ในเรื่องการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงเรื่อยๆ

หลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ

1.ปรับสภาพของดินให้สามารถทนทานต่อการถูกชะล้างพังทลาย หรือถูกพัดพาให้เคลื่อนที่โดยแรงของน้ำ

2.ปกคลุมดินให้พ้นจากแรงกระแทกของเม็ดฝนและลม

3.บรรเทาความรุนแรงของกระแสลม และอัตราการไหลบ่าของน้ำ

4.หาวิธีการที่ปลอดภัยในการที่จะระบายน้ำที่ไหลบ่าไปยังแหล่งสะสมน้ำ โดยป้องกันมิให้มีการพังทลายของดิน

การอนุรักษ์และพัฒนาที่ดิน ทำให้ดินมีคุณภาพดีและมีความอุดมสมบูรณ์ตลอดไปมีวิธีการดังนี้ คือ

1.การปลูกพืชคลุมดิน คือ การปลูกพืชที่มีใบหนา หรือมีระบบรากแน่น เพื่อคลุมและยึดดิน เช่น พืชตระกูลถั่วหรือพืชตระกูลหญ้า ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ

1)การปลูกพืชตามแนวระดับ เป็นการใช้วิธีการไถพรวน หว่านปลูกและเก็บเกี่ยวพืชให้ขนานไปตามแนวระดับเดียวกัน โดยให้ขวางกับความลาดเอียงของพื้นที่

2)การปลูกพืชแบบขั้นบันได เป็นการใช้วิธีการสร้างคันดิน หรือแนวหินให้ขวางความลาดเอียงของพื้นที่ ให้เป็นลักษณะขั้นบันได แล้วปลูกพืชบนขั้นบันไดนั้น

การปลูกพืชทั้งสองวิธีนี้ จะช่วยชะลอการชะล้างพังทลายของดินได้ ทั้งยังช่วยลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกลงมากระแทกกับผิวดิน ช่วยควบคุมการไหลบ่าของน้ำได้ทั้งปริมาณและความเร็ว และเพิ่มความต้านทานของดินไม่ให้แตกตัวได้เร็ว

2.การปลูกพืชหมุนเวียน คือ การปลูกพืชต่างชนิดกันบนพื้นที่เดียวกันหมุนเวียนไป โดยไม่ปล่อยให้ดินที่ว่างเปล่า ซึ่งจะทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ลดการระบาดของศัตรูพืช และช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชให้มากขึ้น ชนิดของพืชหมุนเวียนที่นำมาปลูกต้องคำนึงถึงอายุของพืช ฤดูกาล และสภาวะแวดล้อม

3.การเพิ่มวัตถุอินทรีย์ในดิน โดยการใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักในดิน ซึ่งจะช่วยให้ดินมีความสามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น อากาศสามารถแทรกซึมได้สะดวก และลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน

4.การทำคันดิน โดยการสร้างคันดินหรือหินขวางความลาดเทของพื้นที่เป็นช่วงๆ

5.การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

วิธีการจัดการดินและน้ำทั่วไป เพื่อทำการเกษตรกรรมให้ถูกต้อง

1.การใช้ประโยชน์ที่ดิน ควรมีการจัดการโดยใช้ดินตามความสามารถของที่ดินการจัดการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การจัดการป่าไม้ พื้นที่ลาดชันเกินกว่าจะปลูกพืชหรือทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ควรจะทำการปลูกป่า และต้องเลือกต้นไม้ชนิดที่โตเร็ว โดยต้องการธาตุอาหารและความชื้นน้อย

2.การจัดการน้ำ โดยควบคุมความชื้นในดินโดยวิธีต่างๆ ซึ่งใช้ป้องกันการชะล้างพังทลายโดยน้ำและโดยลม และใช้น้ำที่มีอยู่ในดินให้มีประสิทธิภาพ บำรุงดินไม่ให้แห้งหรือเปียกเกินไป

3.การจัดการอินทรียวัตถุ ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานและคาร์บอนสำหรับจุลินทรีย์ เพิ่มขนาดเม็ดดิน จึงจำเป็นต้องผลิตเศษซากพืชที่มีคุณภาพสูงและปริมาณมาก โดยการคัดพันธุ์ที่ยอมรับแล้วทำการไถพรวนให้เหมาะสม ใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ และทำให้การสลายตัวของเศษเหลือของพืชเหล่านั้นช้าลงและใช้วิธีการพิเศษในการอนุรักษ์ดินโดยเฉพาะเช่น การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การคลุมดิน การปลูกพืชตามแนวระดับ การปลูกพืชสลับเป็นแถว การทำคันดิน และการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นต้น การอนุรักษ์ดินและน้ำ บนพื้นที่ที่ดอนและที่สูง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรจะต้องดำเนินการในไร่ของตนเอง เพื่อรักษาระดับผลผลิตอย่างยั่งยืน

นาย รัตวิ

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : การผลิตปุ๋ยหมัก ด้วยระบบกองเติมอากาศ

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/186828

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
คำถาม อยากทราบว่า การผลิตปุ๋ยหมักด้วยวิธีระบบกองเติมอากาศ คืออะไรค่ะ แล้วมีวิธีทำอย่างไรค่ะ

นงราม สุวรรณนาม

อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

คำตอบ การผลิตปุ๋ยหมักด้วยระบบกองเติมอากาศ เป็นการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองสามารถหมักปุ๋ยได้เสร็จภายในเวลา 1 เดือน ได้ปุ๋ยหมักคุณภาพดี มีค่าธาตุอาหารครบตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถผลิตปุ๋ยหมักได้มาก ผลิตได้ทุกฤดูกาลโดยไม่ต้องใช้โรงเรือน โดยใช้เศษพืชจากการเกษตรกรรม เช่น ฟางข้าว ต้นถั่วเหลือง ก้านกระเทียม ผักตบชวา เศษผัก ขี้เลื่อย ต้นและฝักข้าวโพดแห้งและสด เป็นการสนองนโยบายของภาครัฐ การส่งเสริมให้มีการเกษตรอินทรีย์ มุ่งเน้นการลดใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีลง และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

อาจารย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการวิจัยและแนะนำไว้ดังนี้

อุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ 1) เครื่องย่อยเศษพืช เครื่องเบนซิน 9 แรงม้า 2) พัดลมโบรเวอร์ 3 แรงม้า 3) ท่อพีวีซี 4 นิ้ว
4) เศษพืชต่างๆ และมูลโค

ขั้นตอนการทำ

1.เตรียมวัตถุดิบ โดยนำเศษพืชไปย่อยในเครื่องย่อยเศษพืช ผสมคลุกเคล้ากับมูลโคในสัดส่วน 3:1

2.ขึ้นกองปุ๋ย นำเศษกิ่งไม้ไปวางก่ายบนท่อน้ำวัสดุที่คลุกเคล้า แล้วรดน้ำพอหมาดวางทับบนกิ่งไม้เป็นรูปปริซึมสามเหลี่ยม

3.การเติมอากาศทุกวัน วันละ

2 ครั้ง คือเช้าและเย็น ครั้งละ 15 นาที เป็นเวลา 30 วัน

4.การดูแลกองปุ๋ย โดยทดสอบความชื้นภายในกองทุกๆ 4-5 วัน โดยล้วงมือเข้าไปจับภายในกองปุ๋ยแล้วบีบ ทำการรดน้ำผิวนอกทุกเช้าให้พอชุ่ม และทุก 4 วัน ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยในแนวดิ่งทุกระยะ 40 ซม. กรอกน้ำลงไปแล้วปิดรูเหมือนเดิม จากนั้น บ่มและบรรจุถุง เมื่อการหมักสิ้นสุด ย้ายกองปุ๋ยเข้าที่ร่ม แล้วทิ้งไว้เป็นเวลา 30 วัน ปุ๋ยหมัก 1 กองจะได้ปุ๋ยหมัก 1-1.5 ตัน หรือบรรจุได้ 40-50 กระสอบ (ขนาดกระสอบละ 30 กิโลกรัม)

ปัจจัยในการผลิต ได้แก่
1)ความชื้นเหมาะสม ร้อยละ 45-55
2)เชื้อจุลินทรีย์จากมูลสัตว์ และ พด.1
3)ความร้อน ได้จากการเติมอากาศ
เข้ากองปุ๋ย ด้วยพัดลมโบรเวอร์ 4)ขนาดวัตถุดิบ ควรมีขนาด 3-4 นิ้ว โดยผ่านเครื่องย่อยเศษพืช 5)คาร์บอน
ต่อไนโตรเจน ควรมีค่า 20-25 (เศษพืชต่อมูลโค)

ประโยชน์ที่ได้รับ คือ

1.ผลิตปุ๋ยหมักได้ภายใน 1 เดือน

2.ไม่ต้องใช้แรงงานในการพลิกกลับกอง

3.ไม่ต้องใช้โรงเรือน ผลิตได้ทุกฤดูกาล

4.สามารถตัดต่อท่ออากาศพีวีซีตามปริมาณวัสดุ

5.สามารถผลิตปุ๋ยหมักได้มาก

6.สามารถดัดแปลงเศษพืชให้เป็นทุกเสริมรายได้

ข้อมูลต้นทุนปุ๋ยหมัก 1 กอง
จะเป็นค่า มูลโค 600 บาท ค่าไฟฟ้า
100 บาท ค่ากระสอบปุ๋ย 300 บาท รวม 1,000 บาท

 

** ปุ๋ยหมัก 1 กอง ผลิตได้ 50 กระสอบ ** (ต้นทุนกระสอบละ 20 บาท) ขายกระสอบละ 80 บาท กำไรกระสอบละ 60 บาท 1 กอง กำไร = 60 บาท x 50 กระสอบ = 3,000 บาท 1 เดือนทำ 10 กอง ได้กำไรเดือนละ 30,000 บาท

นาย  รัตวิ

%d bloggers like this: