ปลานิล

All posts tagged ปลานิล

แคลเซียม..ก้างปลานิล

Published กรกฎาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430387

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2557 05:01

พล.ต.นพ. สายัณห์ สวัสดิ์ศรี

ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ทะเล แต่คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับป่วยด้วยโรคกระดูกพรุนเพราะขาดแคลเซียมมากที่สุดในประเทศไทย โดยประชากรอายุเกิน 65 ปี เพศชายมีอัตราป่วย 30% เพศหญิง 70-80% สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) จึงให้ทุน พล.ต.นพ. สายัณห์ สวัสดิ์ศรี ทำวิจัยหาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกระดูก ปลาป่นเปรียบเทียบกับแคลเซียมชนิดรับประทานในการรักษาภาวะกระดูกพรุนสำหรับประชาชนและผู้นำศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ก้างปลานิลป่นเป็นผงบรรจุแคปซูล

ด้วยการนำกระดูกปลานิลที่เหลือทิ้งจากโรงงานแล่เนื้อปลานิลส่งออก มาป่นเป็นผงบรรจุแคปซูล ปรากฏว่า มีประสิทธิภาพไม่ต่างแคลเซียมที่ใช้รักษาคนป่วยโรคกระดูกพรุนแต่อย่างใด และผลการทดลองมา 9 เดือน ผู้ป่วยไม่มีอาการท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งมักจะเกิดกับผู้ป่วยที่กินแคลเซียมทั่วไปซึ่งสกัดมาจากหินแร่.

ยาปฏิชีวนะกับปลานิล

Published มกราคม 29, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/302907

2 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_302907

ประมง อีกอาชีพที่เกษตรกรบ้านเรานิยมทำรองจากอาชีพทำไร่ ทำสวน และทำนาข้าว

การเลี้ยงปลาตามวงจร ตั้งแต่ปล่อยลูกปลาลงบ่อจนกระทั่งจับขายได้นั้น หากโชคดี ปลาไม่เป็นโรคตายยกบ่อเสียก่อน อาชีพนี้จะทำรายได้ให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ และลืมตาอ้าปากได้

ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังสั่นคลอนเช่นทุกวันนี้ วิธีหนึ่งที่เกษตรกรนิยมใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคในปลาที่เลี้ยงในระบบการผลิตแบบฟาร์ม คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งกลุ่มที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเททระซัยคลิน มีอยู่ 3 ชนิด คือ คลอร์เททระซัยคลิน ออกซี่เททระซัยคลิน  และเททระซัยคลิน

ในการเลี้ยงปลา อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะยาออกซี่เททระซัยคลิน และต้องใช้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีเท่านั้น มิฉะนั้นยาอาจจะตกค้างและไปสะสมอยู่ในตัวปลาได้

เมื่อเรากินปลาที่มียาปฏิชีวนะตกค้างเข้าไป อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น ทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ เป็นพิษต่อกระดูก ฟัน ตับ ไต และทำให้ภูมิต้านทานร่างกายลดลง

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 303 ปี 2550 เรื่อง อาหารที่มียาสัตว์ตกค้าง กำหนดให้มียาออกซี่เททระซัยคลินตกค้างในกล้ามเนื้อปลาได้ไม่เกิน 200 ไมโครกรัมต่อเนื้อปลา 1 กิโลกรัม ถ้าพบเกินกว่านั้นอาจอยู่ในขั้นที่มีความเสี่ยงและเป็นอันตรายกับร่างกายได้

สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างปลานิลจำนวน 30 ตัวอย่างจาก 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย นครสวรรค์ สุพรรณบุรี นครปฐม และสุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาวิเคราะห์การตกค้างของยา 3 ชนิด คือ คลอร์เททระซัยคลิน ออกซี่เททระซัยคลิน และเททระซัยคลิน

ผลปรากฏว่า ไม่พบยาตกค้างในปลานิลทั้ง 30 ตัวอย่าง อาจเป็นเพราะเกษตรกรไทยปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันและรักษาโรคในการเลี้ยงปลาได้อย่างถูกต้องถูกวิธี

ทำให้วันนี้คนไทยได้กินของดีและปลอดภัย ไม่ต้องซื้อต้องหาจากเมืองนอกกันให้ขาดดุล.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 2 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

ปลานิลไทย ไร้สารตะกั่ว

Published กันยายน 18, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/289077

7 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_289077

ปลานิล ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่าย เติบโตเร็วและเป็นปลาที่ ผู้บริโภคชาวไทยนิยมทาน เพราะปลานิลเป็นปลาที่มีเนื้อมาก มีรสชาติดี และสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น ทอด ต้ม แกง รวมทั้งแปรรูปเป็นปลากรอบ ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาส้ม และผลิตภัณฑ์อื่นอีกมาก

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะเลี้ยงปลานิลในบ่อโดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และมีเกษตรกรบางรายจะเลี้ยงในนาข้าว ร่องสวน และเลี้ยงในกระชังตามแหล่งน้ำธรรมชาติ

หากแหล่งน้ำธรรมชาติที่นำมาใช้เลี้ยงปลานิลนั้นมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปนเปื้อน อาจทำให้ปลานิลที่เลี้ยงนั้นมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ด้วย

นอกจากนั้น การเลี้ยงปลาในบ่อนานๆ จะทำให้เกิดการสะสมของสารตะกั่วในดินตะกอนที่พื้นของบ่อได้ ซึ่งหากไม่มีการขุดดินตะกอนออกจากบ่อก่อนการเลี้ยงในรอบต่อไป อาจทำให้ปลาที่เลี้ยงในรอบต่อไปได้รับสารตะกั่วมากกว่าที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติด้วย สารตะกั่วที่คนเราได้รับนั้น มีแหล่งปนเปื้อนใหญ่ที่สุดคือ จากอาหารและน้ำดื่ม เช่น ปลา อาหารทะเลที่จับได้ในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนของสารตะกั่ว

อันตรายของสารตะกั่ว คือ เมื่อตะกั่วถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสโลหิตแล้ว จะมีผลโดยตรงต่อเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ระบบไต อาจทำให้มีอาการท้องผูก รู้สึกเหมือนลิ้นรับโลหะ โลหิตจาง คอแห้ง กระหายน้ำ ปวดท้องรุนแรง อาจมีท้องร่วง อาเจียนเป็นพักๆ เบื่อหน่าย ถ้าได้รับสารตะกั่วมากๆจะทำให้มีอาการเท้าตก ข้อมือตก อีกด้วย

วันนี้คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” จึงได้สุ่มตัวอย่างปลานิล ที่เลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำตาปีแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารตะกั่ว ผลปรากฏว่าปลานิลทั้ง 5 ตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนของสารตะกั่วเลย

วันนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผู้บริโภคชาวไทยได้ทานปลานิลกันอย่างปลอดภัย และไม่มีความเสี่ยงจากพิษและอันตรายของสารตะกั่ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 7 กันยายน 2555, 05:00 น.

เทศกาลกินปลานิลปี 2555

Published กรกฎาคม 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/136644

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายวิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลมีความตระหนักและเกิดแรงจูงใจในการเลี้ยงปลานิลที่ดี มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รู้จักและเลือกบริโภคปลานิล  GAP เพิ่มมากขึ้น กรมประมงจึงจัดโครงการเทศกาลกินปลานิลขึ้น โดยในปี 2555 นี้จะจัดขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 7 ครั้งด้วยกัน ประกอบด้วย จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 9–12 กรกฎาคม 2555  ณ บริเวณห้างเทสโก้โลตัส จ.ลำปางจังหวัดราชบุรี ระหว่างวันที่ 13–15 กรกฎาคม 2555 ณ ตลาดเมืองทอง จ.ราชบุรี จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 20-29  กรกฎาคม 2555 ณ ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์จังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2555 ณ บริเวณลานจอดรถโรงแรมตักกสิลก จ.มหาสารคาม จังหวัดสระบุรี ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2555  ณ ศาลากลางจังหวัดสระบุรี จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 9-13 สิงหาคม 2555 ณ สนามมิ่งเมือง จ.สกลนคร  จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 15–17 สิงหาคม 2555 ณ ทุ่งศรีเมือง หน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี

“ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่ได้รับความนิยมบริโภคสูง โดยมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศ เนื่องจากสามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี จนทำให้กลายเป็นปลาน้ำจืดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้น ๆของไทย โดยมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อการบริโภคภายในประเทศกว่า 2 แสนตันต่อปี ซึ่งแนวโน้มการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ยังมีลู่ทางที่สดใส โดยเฉพาะหากสนับสนุนให้มีการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างครบวงจร  ตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยงจนถึงการแปรรูป โดยคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานเป็นสำคัญ  เชื่อว่าจะช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าปลานิลได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาศักยภาพการผลิตปลานิลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้มีการส่งออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น กรมประมงจึงได้จัดทำโครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก

ส่วนการส่งเสริมและสนับสนุนภายในประเทศกรมประมงจึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าว ประชาชนและผู้สนใจที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่จัดงาน หรือสอบถามรายละเอียดของโครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก ได้ที่กลุ่มวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง โทร. 0-2562 0600-15 ต่อ 7524 และ 0-2579-6687 ในวันและเวลาราชการ.

‘เมนูปลานิล’ สูตรใหม่ ๆ น่าทำขาย

Published กรกฎาคม 7, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/article/384/14413

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 00:00 น.

“ปลานิล” เป็นพันธุ์ปลาที่ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอากิฮิโต แห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งมาทูลฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 50 ตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยเลี้ยงในบ่อบริเวณตำหนักสวนจิตรลดา พระราชวังสวนดุสิต เมื่อครบ 1 ปี ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานลูกปลานิลให้กรมชลประทานเลี้ยงขยายพันธุ์และแจกจ่ายเกษตรกร พร้อมกับปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน จนกระทั่งทุกวันนี้ประชาชนชาวไทยได้รับประทาน “เมนูปลานิล” กันอย่างทั่วถึง และยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้ด้วย…

ทั้งนี้ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นการส่งเสริมการบริโภคปลานิลที่เป็นอาหารโปรตีนชั้นดี ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายในการนำปลานิลมาปรุงอาหารรับประทาน ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ทำการคิดค้นเมนูปลานิลเมนูใหม่ ๆ ที่สามารถเปลี่ยนเนื้อปลาธรรมดา ๆ ให้เป็นเมนูที่สุดพิเศษเทียบเท่ากับเมนูปลาราคาแพง

ผศ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เมนูที่คิดขึ้นตอนนี้มีอยู่ 2  เมนูคือ “ปลานิลนึ่งน้ำมะกรูด” และ “ข้าวม้วนปลานิลปรุงรสสมุนไพร” โดยทั้ง 2 เมนูนี้มีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก คนทั่วไปสามารถทำกันเองได้ในครอบครัว ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังได้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน  และก็ยังสามารถนำสูตรไปปรับทำขายเป็นอาชีพได้

หลายคนอาจคิดว่าเนื้อปลานิลมีกลิ่นคาว แต่จริง ๆ แล้วปลาทุกชนิดล้วนมีกลิ่นคาวทั้งนั้น เพียงแต่ในการนำมาประกอบอาหารก็จะต้องมีวิธีการและเคล็ดลับเพื่อดับกลิ่นคาว ซึ่ง 2 เมนูปลานิลที่ว่ามาข้างต้นนั้น ใช้ “มะกรูด” ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่เป็นสมุนไพรของไทย มาดับกลิ่นคาว และสามารถเพิ่มรสชาติอาหารให้แปลกใหม่ไม่จำเจอีกด้วย ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหลัก ๆ ก็เป็นอุปกรณ์เครื่องครัวที่สามารถหาได้จากในครัวเรือนทั่วไป

“ปลานิลนึ่งน้ำมะกรูด” ส่วนผสมประกอบด้วย… ปลานิล แล่เอาแต่เนื้อ 300 กรัม, หน่อข่าอ่อน 10  หน่อ, น้ำมะกรูด 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ฝ ช้อนชา ขั้นตอนการทำเริ่มจากปลอกหน่อข่าอ่อน  ใช้มีดซอยที่หัวข่าบาง ๆ  จากนั้นแล่ปลานิลเอาแต่เนื้อให้เป็นชิ้นยาวบาง ๆ แล้วนำมาพันที่ข่าอ่อน เสร็จแล้วผสมน้ำมะกรูดกับเกลือให้เข้ากัน ราดลงที่เนื้อปลาที่พันข่าอ่อนแล้ว นำไปนึ่งราว 10 นาที ก็พร้อมเสิร์ฟกับน้ำจิ้ม รับประทานกับผักนึ่ง เช่น ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ฟักทอง บวบ

สำหรับ “สูตรน้ำจิ้ม” ส่วนผสมก็มี… พริกชี้ฟ้าแดงสับ  1  ช้อนชา, ต้นผักชีหั่น  1  ช้อนโต๊ะ, น้ำต้มสุก  2  ช้อนโต๊ะ, น้ำมะกรูด 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย  1 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1  ช้อนชา เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อย ก็ให้นำน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำมะกรูด ผสมคนให้เข้ากันก่อน จากนั้นใส่พริกชี้ฟ้าแดงสับ ต้นผักชีหั่น และน้ำต้มสุกเล็กน้อย คนให้ส่วนผสมข้ากันอีกครั้ง  ชิมให้ได้ 3 รส เปรี้ยว-เค็มหวาน น้ำจิ้มนี้ก็ใช้ราดที่เนื้อปลานิลพันข่าอ่อนที่นึ่งสุกแล้ว จากนั้นก็รับประทานได้เลย

ถัดมาเป็นเมนู “ข้าวม้วนปลานิลปรุงรสสมุนไพร”  ส่วนผสมที่ใช้ก็มี…   ข้าวกล้องหุงสุก  2 ถ้วย, เนื้อปลานิลนึ่งเอาแต่เนื้อ ฝ ถ้วย, หอมแดงซอย  2  ช้อนโต๊ะ, ตะไคร้ซอย  2  ช้อนโต๊ะ, ขิงอ่อนซอย 1  ช้อนโต๊ะ, พริกชี้ฟ้าซอย  1  เม็ด, ใบมะกรูดซอย  2  ใบ, ผักชีเด็ดใบ  1  ต้น, น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะขามเปียก  3 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา  2  ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ และแผ่นสาหร่าย โดยวิธีทำเริ่มจากทำน้ำปรุงรสก่อน… นำน้ำตาลปี๊บ, น้ำมะขาม, น้ำปลา ใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดก็ยกลงใส่น้ำมะนาวชิมรสให้เข้มข้นจัดจ้านเพื่อดับคาว แล้วตั้งพักไว้ จากนั้นนำเนื้อปลานิลนึ่งสุก หอมแดง ตะไคร้ ขิง พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด ที่ซอยไว้แล้ว ใส่ลงภาชนะ นำน้ำปรุงรสที่ทำเตรียมไว้ใส่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยใบผักชี พักไว้
ต่อไปเป็นขั้นตอนการม้วนข้าว ขั้นตอนนี้เหมือนกับการห่อซูชิ ต้องมีอุปกรณ์ช่วย 1 อย่างคือเสื่อม้วนข้าวญี่ปุ่น การม้วนเริ่มจากนำแผ่นสาหร่ายวางลงบนเสื่อม้วนข้าว แล้วตักข้าวกล้องที่หุงเตรียมไว้ประมาณ 1 ทัพพีใส่ลงบนแผ่นสาหร่ายด้านล่างหรือด้านคนม้วน เกลี่ยข้าวให้ทั่วเกือบ ฝ ของพื้นที่แผ่นสาหร่าย  ตักส่วนผสมปลาที่คลุกเตรียมไว้มาใส่เป็นแนวตามขวาง ม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลมจากนั้นใช้มีดคม ๆ ตัดข้าวม้วนสาหร่ายออกเป็นชิ้น ๆ ตามขนาดที่ต้องการ

“เคล็ดลับการเตรียมปลาไม่ให้มีกลิ่นคาว” ผศ.พงศ์ศักดิ์บอกว่า ควรนำปลาไปทาเกลือก่อน จากนั้นเช็ดให้แห้ง มีดที่ใช้ทำต้องคม ตอนแล่เนื้อปลาต้องคอยเช็ดมีดตลอดเพื่อจะทำให้ได้เนื้อปลาที่ออกมาสวยงามและไม่มีกลิ่นคาว

“เมนูปลานิลสูตรใหม่” ทั้ง 2 สูตรที่ว่ามานี้ ถือเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคสมัยใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพด้วย รวมถึงอาจถูกใจผู้ที่ชื่นชอบข้าวม้วนสาหร่ายแบบญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดี สำหรับผู้ที่รู้จักนำไปฝึกทำ ต่อยอดดัดแปลงตามความเหมาะสม และหากใครต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการติดต่อ ผศ.พงศ์ศักดิ์ ก็ติดต่อได้ที่ โทร.08-9600-0993  หรือที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โทร.0-2549-4990-2
……………………………………………………………………………………………………………….

คู่มือลงทุน…เมนูปลานิลสูตรใหม่

ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60% ของราคาขาย

รายได้  ตั้งราคาขายให้มีกำไรราว 40%

แรงงาน  1-2 คนขึ้นไป

ตลาด  ย่านขายอาหาร, ย่านชุมชน

จุดน่าสนใจ จุดขายคือเมนูสุขภาพสูตรใหม่

เชาวลี ชุมขำ  : เรื่อง / วรัญญู  เหมือนเดช : ภาพ

กรมประมงยกระดับฟาร์มเพาะปลานิล เพื่อการส่งออก

Published กรกฎาคม 7, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/273671 

5 กรกฎาคม 2555, 15:43 น.

Pic_273671

กรมประมงเตรียมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิล ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคต่างแดนที่มีจำนวนมากขึ้น พร้อมจัดเทศกาลกินปลานิล 10 จังหวัด รวมองค์ความรู้ปราชญ์ปลานิลทั่วประเทศ 50 รายให้ความรู้…

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นางธีรภัทร์ ตงวัฒนากร นักวิชาการประมงชำนาญการ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพัทลุง กล่าวว่า ในขณะนี้การเพาะเลี้ยงปลานิลได้ขยายพื้นที่ไปทั่วประเทศ ทำให้ปลานิลกลายเป็นปลาน้ำจืดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ของไทย เนื่องจากตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ยังมีความต้องการปลานิลในปริมาณสูง จึงส่งผลให้แนวโน้มการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ยังมีลู่ทางที่แจ่มใส ทั้งนี้ หากได้รับการสนับสนุนให้มีการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยงจนถึงการแปรรูป โดยคำนึงถึงคุณภาพ และมาตรฐานเป็นสำคัญ เชื่อว่าจะช่วยยกระดับให้สินค้าปลานิล มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากและสามารถนำรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาศักยภาพการผลิตปลานิล ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมประมงจึงได้จัดทำโครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออกขึ้น โดยรวบรวมองค์ความรู้จากปราชญ์ปลานิลทั่วประเทศ จำนวน 50 ราย ใน 50 จังหวัด เพื่อเผยแพร่เทคนิคการเลี้ยงที่เพิ่มคุณภาพผลผลิตปลานิล และพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลให้เกิดความเข็มแข็ง สนับสนุนเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวมาตรฐาน GAP แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล เพื่อให้เกิดการพัฒนามาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี ตลอดจนพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด โดยการจัดเทศกาลกินปลานิล ประจำปี 2555 ขึ้นในจังหวัดตามภาคต่างๆ10 จังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงกระบวนการผลิตปลานิลที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐาน GAP และหันมาบริโภคปลานิลเพิ่มขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 5 กรกฎาคม 2555, 15:43 น.

ดันเพาะปลานิลส่งออก

Published กรกฎาคม 6, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/13092

วันศุกร์ ที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : สุพรรณบุรีน้ำจืดกรมประมงส่งออกปลานิลเพาะเลี้ยงปลา,

นายเกียรติคุณ เจริญสวรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงปลานิลได้ขยายพื้นที่ไปทั่วประเทศ ทำให้ปลานิลกลายเป็นปลาน้ำจืดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ของไทย โดยมีปริมาณผลผลิตกว่า 210,000 ตัน ในปี 2552 สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี การส่งออกมีตลาดหลักสำคัญอยู่ที่สหภาพยุโรป รองลงมาคือ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศยังมีความต้องการปลานิลในปริมาณสูง จึงส่งผลให้แนวโน้มการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ยังมีลู่ทางที่แจ่มใส

กรมประมงจึงได้จัดทำโครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออกขึ้น เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากปราชญ์ปลานิลทั่วประเทศ จำนวน 50 รายใน 50 จังหวัด เพื่อเผยแพร่เทคนิคการเลี้ยงที่เพิ่มคุณภาพผลผลิตปลานิลขณะที่ลดต้นทุนการผลิตสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล และพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลให้เกิดความเข้มแข็ง สนับสนุนเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน GAP แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล เพื่อให้เกิดการพัฒนามาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี ( GAP) ตลอดจนพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด โดยจัดเทศกาลกินปลานิล ประจำปี 2554 ขึ้นในจังหวัดตามภาคต่างๆ 10 จังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงกระบวนการผลิตปลานิลที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP และหันมาบริโภคปลานิลเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลผลิตอาหารปลอดภัย

เลี้ยงไก่ไข่ ปลานิลผสมผสาน ใช้หลักธรรมชาติ เอื้ออิงกัน

Published มิถุนายน 28, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/271273

27 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_271273

ภายในโรงเรือนที่อากาศถ่ายเทด้วยธรรมชาติ.

เส้นทางเกษตรหากเปิดใจเรียนรู้ ปรับแนวคิด วิถีปัจจุบันร่วมกับแนวทางผสมผสาน นอกจากมีความมั่นคง ยังส่งผลให้มีต้นทุนต่ำ ประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้อาชีพอื่น เหมือนเช่น นายสัทธา พ้นภัยพาล เกษตรกรบ้านเลขที่ 57 หมู่ 9 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี

นายสัทธา พ้นภัยพาล.นายสัทธา พ้นภัยพาล.

นายสัทธา บอกให้ฟังว่า ลองทำอาชีพมาหลายอย่าง ทั้งเพาะเห็ด ทำบ่ออนุบาลกุ้ง เพาะลูกไรแดง โดยใช้มูลนกกระทาและมูลไก่ แต่พอได้วันสองวันลูกไรก็ดรอป(ตาย)ลง จำได้ว่าเคยไปช่วยเพื่อนแถวลาดกระบังเลี้ยงปลาชะโดเห็นว่ามีลูกไรแดงขึ้นมาก จึงคิดเลี้ยงบ้าง หลังปรึกษากับแม่บ้านได้ข้อสรุปแล้วจึงไปขอกู้เงินกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาลงทุนเลี้ยงปลาชะโดคู่กับการเลี้ยงปลานิลแบบสลับบ่อเพื่อทำหน้าที่เก็บแพลงก์ตอนกินเป็นการกรองน้ำให้สะอาด ทุกๆวันช่วงตีสี่จะช้อนลูกไรแดงส่งขายให้ปลากะพงวังกุ้งในจังหวัดชลบุรี ราคาอยู่ที่กิโลฯละ 20 บาท วันหนึ่งได้ประมาณ 200 กิโลกรัม ทั้งสองส่วนจะได้กำไรล้วนๆ แม้ช่วงนั้นตลาดปลาชะโดจะยังไม่กว้าง ตอนนั้นคิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องการเพาะลูกไรแดงขาย กระทั่งโรงงานปลากระป๋องแถวบ้านปิด จึงต้องหยุดหมดทุกอย่าง เพราะหากยังคงฝืนทำไปก็มีแต่จะขาดทุน แล้วหันมาทำฟาร์มไก่ไข่แบบยกกรงสูง ด้านล่างเลี้ยงปลานิลควบคู่กัน

สำหรับการจัดการ ต้องคำนวณว่าระหว่าง ไก่ พื้นที่ และปลาต้องให้พอดีกัน เพื่อน้ำจะได้ไม่เสีย ซึ่งการเลี้ยงผสมผสานแบบนี้ นอกจากจะได้มูลไก่เป็นอาหารปลาแล้ว ยังลดแรงงานและไม่ต้องเสียเวลาในการหาอาหารให้ปลา ไม่ต้องทำความสะอาดในเล้า เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เดียวกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแบ่งเป็น โรงเรือนแรก ใช้พื้นที่ 7 ไร่ เลี้ยงไก่ไข่จำนวน 1,500 ตัว

โรงเรือนที่ 2 ใช้พื้นที่ 13 ไร่ เลี้ยงไก่ 3,700 ตัว และ โรงเรือนที่ 3 ใช้พื้นที่ 30 ไร่ เลี้ยงไก่ 7,400 ตัว (ด้านล่างเล้าไก่ 2-3 เป็นบ่อติดกัน) ทั้งหมดจะปล่อยปลานิลจำนวน 100,000 ตัว ในช่วงแรกๆ เราจะทำอาหารเม็ด แต่พอราคาปลานิลถูกลง จึงต้องหันมาใช้วิธีเลี้ยงใต้กรงไก่ไข่เพื่อเก็บมูลไก่กิน ทุกๆ 3 เดือนจะย้ายปลา ซึ่งบ่อแรกจะใช้วิธีการตัก ส่วนบ่อที่ 2 และ 3 จะใช้การเปิดประตูน้ำลากตีอวน เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นเม็ดเงิน

โรงเรือนไก่ไข่ ซึ่งด้านล่างจะเลี้ยงปลานิล.โรงเรือนไก่ไข่ ซึ่งด้านล่างจะเลี้ยงปลานิล.

และ…เพื่อให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ต่ำ จึงผสมอาหารเลี้ยงเองโดยสูตรจะใช้ สารสกัดจากดอกทานตะวัน (ช่วยให้ไข่มีสีแดง) หัวเชื้อที่ประกอบไปด้วย แร่ธาตุ ปลาป่น จำนวน 16 กระสอบ ข้าวโพด 8 กระสอบ รำ 4 กระสอบ และ กากถั่วเหลือง จากนั้นนำมาผสม สูตรดังกล่าวจะช่วยทำให้ไข่แดงมีไข-มันตรงกลาง ผลิตผลทั้งหมดจะส่งให้กับฟาร์มใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งจะมีการตรวจอยู่เสมอในเรื่องของสารตกค้าง ส่วนตลาดจะมีพ่อค้าคนกลางมาจับที่หน้าบ่อ ไข่ไก่จะออกจากฟาร์มเฉลี่ยที่ 11,000 ฟอง/วัน

…ที่มีวันนี้ได้ สัทธาบอกเป็นเพราะว่า เรามีการทำบัญชี ถ้าหาก ไม่มีการจดอย่างละเอียด จะไม่มีวันนี้เลย และที่สำคัญต้องซื่อสัตย์กับอาชีพตัวเองถึงจะอยู่ได้นาน…

ด้านล่างเต็มไปด้วยปลานิล.ด้านล่างเต็มไปด้วยปลานิล.

แม้วันนี้ชีวิตจะสุขสบายขึ้น แต่ก็ยังคงเดินหน้าเส้นทางสายนี้และยังออกเป็นวิทยากรแนะนำสอนเทคนิคให้ชาวบ้าน สำหรับใครที่สนใจแนวคิดวิธีจัดการ สามารถติดต่อกริ๊งกร๊างกันได้ที่โทร.08– 1523–1119 ในวันเวลาที่เหมาะ.
เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 27 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

ปลานิล….เหนี่ยวนำทางเพศ

Published มิถุนายน 8, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/263910

 29 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เกษตรกร…ผู้ประกอบการประมงน้ำจืด เมื่อจะปล่อยพันธุ์ปลาลงเลี้ยงในบ่อเลี้ยง หรือ “กระชัง” ส่วนใหญ่แล้วจะซื้อ ลูกปลาที่ชาวตลาดมักเรียกว่า “ปลาแปลงเพศ” หรือ “ปลาหมัน” โดยเฉพาะ ปลานิล ซึ่งหลายคนได้ตั้งข้อสงสัยว่า…เรียกอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

รศ.ดร. เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเตียว ภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเชิงวิชาการประมง ไม่ได้ฟันธงถูกต้องหรือไม่ เพียงแต่ให้ข้อมูลว่า…ปลาในตลาดที่นิยมใช้คำว่า “ปลานิลแปลงเพศ” วิธีการผลิตจะใช้ฮอร์โมนผสมในอาหารให้กับลูกปลาวัยอ่อนที่เพศยังไม่พัฒนา ลูกปลาเมื่อเจอฮอร์โมนเพศใดก็จะถูกเหนี่ยวนำให้มีเพศนั้นๆไปตามด้วย

…วิธีการนี้ลูกปลานิลต้องกินอาหารผสมฮอร์โมนนาน 21 ถึง 30 วัน แต่ไม่ต้องหวาดว่าปลานิลที่มีขายในตลาดจะปนเปื้อนฮอร์โมนแล้วเป็นอันตรายเมื่อบริโภค เพราะหลังการให้ฮอร์โมนลูกปลาต้องถูกเลี้ยงต่ออีกอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะเข้าสู่ตลาด ฮอร์โมนที่ได้รับมันสลายไปหมดแล้ว

รศ.ดร.เพ็ญพรรณ…ยัง ปรับวิธีการให้ฮอร์โมนจากการให้ลูกปลากินเป็นแช่ โดยจะใช้ฮอร์โมนเพียงเล็กน้อยในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1-2 วัน แทนที่จะนานเป็นเดือน ซึ่งจะลดต้นทุนค่าฮอร์โมนและค่าแรงงานลงได้อีกพอสมควร

โดย…มีรายงานวิจัยหลายฉบับยืนยันว่า ปลานิลที่ได้หลังการให้ฮอร์โมนเพศผู้ ส่วนมากเป็นเพศผู้สูงถึง 95 % ส่วนที่เหลืออีก 5% คือปลาเพศเมีย เมื่อโตขึ้นก็อาจจะสร้างรังไข่และออกลูกได้เช่นเดียวกับแม่ปลาทั่วไป คำว่า “ปลานิลหมัน” ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะยังสามารถให้ลูกได้ ส่วน “แปลงเพศ” แม้เป็นคำที่ยังใช้กันอยู่ แต่ความหมายจะคนละแบบกับการผ่าตัดแปลงเพศของคน คำที่น่าเหมาะสมควรเป็น… “การเหนี่ยวนำเพศ”

และ…หากมีคำถามต่อไปอีกว่า ทำไมต้องเหนี่ยวนำปลานิลให้เป็นเพศผู้…!!!

คำตอบก็คือ….ก็เพราะตัวเมียจะท้องและออกลูกบ่อย ส่งผลให้ไม่มีพลังงานเหลือไว้สะสมเป็นการเจริญเติบโตน้อย โดยเต็มที่จะได้ตัวละราวๆ 500 ถึง 600 กรัม ส่วน ตัวผู้โตเร็ว ลักษณะจะใหญ่อ้วนกลม สามารถเลี้ยงได้น้ำหนักตัวขนาด 1 กิโลกรัม ในช่วงคาบเวลาเท่ากัน

อันเป็นเหตุผลสำคัญ ซึ่งนักวิชาการของ ซีพีเอฟ เมื่อได้รับพระ-ราชทานปลานิลจิตรลดา จึงใช้เป็นต้นตระกูล แล้วผสมข้ามสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติกับปลานิลสายพันธุ์ต่างๆจากทั่วโลก อาทิ อังกฤษ อเมริกา อิสราเอล แอฟริกา และไต้หวัน แล้ว คัดเลือกลักษณะที่เด่นในด้านต่างๆนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ลูกปลาเหนี่ยวนำเพศ…

ผลิต…ลูกปลานิลเหนี่ยวนำเพศให้เกษตรกร เพื่อเลี้ยงส่งตลาดให้กับผู้บริโภค….!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 29 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ ตัวเล็ก…ไม่ไร้ค่า

Published พฤษภาคม 14, 2012 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ ตัวเล็ก…ไม่ไร้ค่า

“จุดเด่นของปลานิลที่มีขนาดเล็ก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทอดจึงเกิดความกรอบตั้งแต่เนื้อไปจนถึงก้างปลา แคลเซียมก็ได้ไปด้วย อีกประการหนึ่งคือ ความกรอบที่คงอยู่ได้นาน เพราะผ่านกระบวนการสลัดน้ำมัน นี่คือจุดดึงดูดลูกค้า”

จุดเริ่มต้นจากการตั้งคำถาม ว่า ปลานิลขนาดลำตัวประมาณ 3 นิ้ว ที่มีมากมายในบ่อทราย ควรจะนำไปปรุงเป็นเมนูใดจึงจะให้ประโยชน์ และส่งผลถึงรายได้ให้ชาวชุมชน

คำถาม จะเกิดคำตอบ ก็ต่อเมื่อลงมือทำ

ปลานิลตัวเล็กไม่ไร้ค่า

กลายเป็นปลาแดดเดียว

และนี่จึงเป็นที่มาของ ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ แบรนด์ “แม่บาง” ผลิตภัณฑ์ภายใต้ “กลุ่มอาชีพปลานิล” ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

“บ่อทรายขนาด 500 ไร่ ในอำเภอบ้านโป่ง เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ค่อนข้างลึก ด้วยเหตุนี้ กรมประมงจึงนำปลานิลมาปล่อยไว้ กระทั่งแพร่ลูกหลานมากมาย แต่เพราะมีขนาดลำตัวค่อนข้างเล็ก ด้วยพื้นที่อาศัยบ่อทราย จึงไม่มีใครนิยมนำไปปรุงอาหาร ตรงนี้ทำให้คิดถึงเมนูเหมาะกับขนาดของปลา สำคัญคือต้องสร้างรายได้ให้กับชุมชน จึงเริ่มต้นทดลองนำมาตากแดดแล้วทอดกรอบ กินทั้งก้าง ปรากฏว่าให้รสอร่อยดี”

คุณวีราพร แซ่แต้ ผู้สืบสานธุรกิจ หรือปัจจุบันดำรงตำแหน่งฝ่ายขาย และดูแลวัตถุดิบ เล่าถึงความเป็นมา

จวบจนต่อมาพูดคุยกับพัฒนาชุมชน ถึงการจัดตั้งกลุ่มผลิตเพื่อจำหน่ายสินค้าปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ กระทั่งได้รับความเห็นพ้อง จึงเกิดกลุ่มอาชีพปลานิล ขึ้นในปี 2547

สำหรับสูตรการปรุงรสปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ เริ่มจาก นำปลานิล ซึ่งรับซื้อจากชาวบ้านด้วยวิธีจับโดยการยกยอ มาจำหน่ายให้ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท

ขอดเกล็ด ตัดครีบ ตัดหาง ตัดหัว ดึงไส้ออก ผ่าตามยาวของลำตัว เพื่อให้แผ่ออก แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด นำเข้าตู้แช่แข็งทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำออกมาหมักเกลือกับน้ำตาลทรายเล็กน้อย ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงนำปลานิลใส่ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ ตากจนถึงช่วงบ่าย เก็บปลามาคัดแยกขนาด แล้วเข้าสู่กระบวนการทอด

“การคัดแยกขนาดของปลา ทำให้เวลาทอดสุกสม่ำเสมอ ส่วนการทอดจะทำ2 ครั้ง ครั้งแรกทอดให้สุก แล้วพักไว้1 คืน รุ่งเช้านำกลับมาทอดอีกครั้ง โดยจะไม่ใช้น้ำมันซ้ำ เพื่อกันกลิ่นหืน ส่วนน้ำมันที่เหลือจากการทอดส่งขายให้ผู้ผลิตนำไปทำไบโอดีเซล”

นำปลานิลที่ผ่านการทอดครั้งที่ 2 เข้าเครื่องสลัดน้ำมัน เพื่อให้ปลาเกิดความกรอบ ปล่อยให้เย็น จึงบรรจุถุง ซีลปากถุงให้เรียบร้อย

สองตันต่อเดือน

ทำขายกำไรเกือบครึ่ง

ดังกล่าวมา เป็นกระบวนการปรุงรสปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิม แต่ต่อมาทางกลุ่มได้คิดสูตร 3 รสขึ้น ซึ่งจะมีน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก พริกป่น นำมาผสมแล้วเคี่ยวให้ได้ที่ คลุกเคล้ากับปลานิลทอด

“จุดเด่นของปลานิลที่มีขนาดเล็ก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทอดจึงเกิดความกรอบตั้งแต่เนื้อไปจนถึงก้างปลา แคลเซียมก็ได้ไปด้วย อีกประการหนึ่งคือ ความกรอบที่คงอยู่ได้นาน เพราะผ่านกระบวนการสลัดน้ำมัน คือจุดดึงดูดลูกค้า”

ด้วยกระบวนการสลัดน้ำมันนี้ ส่งผลให้คุณวีราพร เชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า “ราคาค่าเครื่องสลัดน้ำมันประมาณ 100,000 บาท ซึ่งทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนตู้พลังงานแสงอาทิตย์ได้กระทรวงพลังงานสนับสนุน นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ อาทิ พัฒนาชุมชน วิสาหกิจชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.

ด้วยวัตถุดิบสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น จนคิดไปถึงอนาคตว่า หากมีผู้ผลิตมากขึ้น จะส่งผลเกิดภาวะแข่งขัน และสำคัญคือวัตถุดิบขาดแคลน หรือไม่

“ปัจจุบัน มีผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน มีแอบอ้างด้วย แต่สิ่งที่เราเชื่อมั่นคือสูตร ซึ่งผู้บริโภคจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ และรวมไปถึงกระบวนการทำซึ่งต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือ นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายกับการลงทุนค่อนข้างสูง คนที่จะก้าวเข้ามาประกอบอาชีพนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย”

คุณวีราพร ยังกล่าวอีกว่า “ปลาในแหล่งน้ำแห่งนี้ยังหาได้ง่าย เพราะการแพร่ลูกหลานค่อนข้างมาก ส่งผลไปถึงชาวบ้านที่จับปลามาจำหน่าย มีรายได้ต่อเนื่อง ส่วนสมาชิกผู้รับหน้าที่ผลิต ตอนนี้มีถึง 30 คน และโดยเฉลี่ยเขาจะมีรายได้ประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน”

สำหรับปริมาณปลานิลสดนำมาผลิตต่อเดือนประมาณ 2 ตันขึ้นไป โดยตลาดส่งจำหน่าย ตามร้านขายของฝาก และรวมไปถึงออกงานแสดงสินค้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ อันสืบเนื่องจากเข้าร่วมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)

ถามถึงความสูญเสียอันเกิดจากกระบวนการผลิต คุณวีราพร ว่า ทำให้น้ำหนักของปลาหลังการแปรรูปลดลงครึ่งหนึ่ง แต่กับราคาขายสินค้าสูงถึงกิโลกรัมละ 200 กว่าบาท หรือเมื่อหักลบต้นทุน คงเหลือกำไรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

“ในส่วนของตลาดมีแนวทางขยับขยายเพิ่มขึ้น โดยตอนนี้ทางห้างสรรพสินค้าเข้ามาติดต่อ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปวางขาย ทางกลุ่มก็ว่าน่าจะเป็นแนวทางส่งผลให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น ยอดขายจะได้มากตามไปด้วย”

ถ้าถามว่า ความสำเร็จของ กลุ่มอาชีพปลานิล เกิดขึ้นได้อย่างไร

หนึ่ง…มองหา (วัตถุดิบในชุมชน)

สอง…ตั้งคำถาม

และสาม…ลงมือทำ

ความสำเร็จก็เกิดได้…ง่ายนิดเดียว

สนใจติดต่อ กลุ่มอาชีพปลานิล เดินทางไปได้ที่ หมู่ 2 ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (032) 268-520, (081) 192-8575

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายปลานิลแคระแปรรูป

ชื่อกิจการ กลุ่มอาชีพปลานิล

ยี่ห้อ แม่บาง ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ

ชื่อผู้ประกอบการ คุณวีราพร แซ่แต้

สินค้า ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ, ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ 3 รส

เงินลงทุน หลักแสนบาท

เงินทุนหมุนเวียน ประมาณ 350,000 บาท ต่อเดือน

วัตถุดิบ ปลานิลแคระ

แหล่งรับซื้อวัตถุดิบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

รูปแบบการขาย ปลีก ส่ง

กำลังผลิต 30 คน

รายได้ หลังหักค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาท

กำไร 40 เปอร์เซ็นต์

ราคาขายสินค้า บรรจุถุง 2 ขีด 65 บาท ครึ่งกิโลกรัม 135 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 35 บาท

กลุ่มลูกค้า ร้านจำหน่ายของฝาก บุคคลทั่วไป

ปัญหา สภาพอากาศ ถ้าฝนตกทำให้แสงแดดน้อยไม่สามารถตากปลาได้

จุดเด่น ใกล้แหล่งวัตถุดิบ, ปลานิลแคระตัวเล็กสามารถบริโภคได้ทั้งก้าง รสอร่อย กรอบ

ติดต่อ กลุ่มอาชีพปลานิล หมู่ 2 ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

โทรศัพท์ (032) 268-520, (081) 192-8575

%d bloggers like this: