ประเทศไทย

All posts tagged ประเทศไทย

การจัดระบบการปลูกพืช 2 ครั้ง บนสภาพพื้นที่ดอนที่ใช้น้ำฝน

Published กุมภาพันธ์ 4, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001988&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ชิลเลอร์, จอห์น เอ็ม.; เรวัต จิระสถาวร
ชื่อเรื่อง: การจัดระบบการปลูกพืช 2 ครั้ง บนสภาพพื้นที่ดอนที่ใช้น้ำฝน
Article title: Rainfed double cropping in north Thailand
ชื่อเอกสาร : รวมเรื่องย่อการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 18 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 28-30 มกราคม 2523
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2523
หน้า: หน้า 4-4(1)
จำนวนหน้า: 114 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2523)
หมวดหลัก: F08-Cropping patterns and systems
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: ORYZA SATIVA, ARACHIS HYPOGAEA, VIGNA RADIATA, GLYCINE MAX, ZEA MAYS, CROPPING SYSTEMS, RAINFED FARMING, HIGHLANDS, YIELDS, INCOME, THAILAND
อรรถาภิธาน-ไทย: ORYZA SATIVA, ARACHIS HYPOGAEA, VIGNA RADIATA, GLYCINE MAX, ZEA MAYS, ระบบการปลูกพืช, การทำการเกษตรโดยอาศัยน้ำฝน, ที่สูง, ผลผลิต, รายได้, ประเทศไทย
ดรรชนี-ไทย: ข้าวไร่, ถั่วลิสง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ข้าวโพด, ระบบการปลูกพืช 2 ครั้ง, พื้นที่ดอนใช้น้ำฝน, ผลผลิต, รายได้, ภาคเหนือ
หมายเลข: 001988 KC1801004
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การทดสอบผลผลิตข้าวไร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Published กุมภาพันธ์ 1, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001807&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ชัยฤกษ์ มณีพงษ์; วิทยา แสงแก้วสุข
ชื่อเรื่อง: การทดสอบผลผลิตข้าวไร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Article title: Upland rice yield trials in the north east of Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 1
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: F30-Plant genetics and breeding
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: ORYZA SATIVA, UPLAND RICE, VARIETIES, THAILAND, YIELDS
อรรถาภิธาน-ไทย: ORYZA SATIVA, UPLAND RICE, พันธุ์, ประเทศไทย, ผลผลิต
ดรรชนี-ไทย: ข้าวไร่, พันธุ์, ผลิต, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หมายเลข: 001807 KC1701001
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ประเทศไทยกับการเป็น Hub เมล็ดพันธุ์ของภูมิภาค

Published มีนาคม 30, 2012 by SoClaimon

kasikorn82 – Windows Live.

 

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

รายงานความก้าวหน้าของโครงการทำแผนที่ดินของประเทศไทย

Published มีนาคม 18, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=000681&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: Moormann, F.R.; สันทัด โรจนสุนทร
ชื่อเรื่อง: รายงานความก้าวหน้าของโครงการทำแผนที่ดินของประเทศไทย
Article title: General soil map of Thailand
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 6 : สาขาพืชและชีววิทยา สาขาสัตว์ สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2510
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural Sciences sixth session : Plant and Biological Sciences, Animal Science, and Agricultural Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2510
หน้า: หน้า 184-185
จำนวนหน้า: 646 หน้า
ภาษา: ไทยอังกฤษ
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2510)
หมวดหลัก: P31-Soil surveys and mapping
ดรรชนี-ไทย: แผนที่ดิน, ชื่อดิน, วัตถุต้นกำเนิดดิน, สภาพพื้นที่
หมายเลข: 000681 KC0601063
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: ผู้แต่งคนเดียวกัน

การทำแผนที่ดินใหม่ของประเทศไทย

Published มีนาคม 17, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=000566&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สันทัด โรจนสุนทร
ชื่อเรื่อง: การทำแผนที่ดินใหม่ของประเทศไทย
Article title: Revision of the general soil map of Thailand
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 5 สาขาพืชและชีววิทยา สาขาสัตว์ และสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2-4 กุมภาพันธ์ 2509
Source title : Proceedings of national conference on Agricultural Science fifth session: Plant and Biological Science, Animal Science and Agricultural Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2509
หน้า: หน้า 371-382
จำนวนหน้า: 754 หน้า
ภาษา: ไทย
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2509)
หมวดหลัก: P31-Soil surveys and mapping
ดรรชนี-ไทย: แผนที่ดิน, การจัดทำ, หน่วยของแผนที่ดิน, ประเภทของดิน, วัตถุต้นกำเนิดดิน, สภาพพื้นที่, GREAT SOIL GROUP, ALLUVIAL SOILS, REGOSOLS, GRUMUSOLS, BROWN FOREST SOILS, HUMIC GLEY SOILS, RENDZINAS, GROUND WATER PODZOLS, LOW HUMIC GLEY SOILS, REDDISH BROWN LATERITIC SOILS, RED YELLOW PODZOLIC SOILS, GRAY PODZOLIC SOILS, REDDISH BROWN LATOSOLS, RED YELLOW LATOSOLS, ORGANIC SOILS
หมายเลข: 000566 KC0501099
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: ผู้แต่งคนเดียวกัน

ชนิดและความชุกชุมของสัตว์หน้าดินในเขตรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำ ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

Published มีนาคม 17, 2012 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=006650&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ละออ ชูศรีรัตน์; สมบูรณ์ สุขอนันต์; ธเนศ ศรีถกล
ชื่อเรื่อง: ชนิดและความชุกชุมของสัตว์หน้าดินในเขตรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำ ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา
Article title: Species and abundance of benthos in Khu Kut preservative area, Songkhla Lake
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 36 บทคัดย่อ 3-5 กุมภาพันธ์ 2541
Source title : Proceedings of the 36th Kasetsart University Annual Conference: Abstracts
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม; ทบวงมหาวิทยาลัย
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2541
หน้า: หน้า 138
จำนวนหน้า: 297 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF S293 ก589บ 2541)
หมวดหลัก: M40-Aquatic ecology
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: BENTHOS, SPECIES, DENSITY, THAILAND
อรรถาภิธาน-ไทย: สัตว์ในทะเลลึก, ชนิด, ความหนาแน่น, ประเทศไทย
ดรรชนี-ไทย: สัตว์หน้าดิน, ชนิด, ความชุกชุม, เขตรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำ, จ.สงขลา, อ.สทิงพระ, ต.คูขุด
บทคัดย่อ: ทำการศึกษาชนิดและความชุกชุมของสัตว์หน้าดินในเขตรักษาพืชพันธุ์ ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ โดยแบ่งพื้นที่ศึกษาออกเป็น 7 สถานี ครอบคลุมบริเวณที่ห่างออกไปจากเขตรักษาพืชพันธุ์ 50 เมตรด้วย เก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินและคุณภาพน้ำ ระหว่างมกราคมถึงธันวาคม 2539 เดือนละ 1 ครั้ง จากการศึกษาพบสัตว์หน้าดิน 4 ไฟลัม คือ Annelida (Polychaeta), Arthropoda (Crustacea), Mollusca และ Chordata ร้อยละ 3.18, 96.34, 0.41 และ 0.07 ตามลำดับ โดยไฟลัม Annelida พบ Family Neridae, Neptyidae, Spionidae, Capitellidae, Sabellidae และ Family Madalidae, ไฟลัม Mollusca มี Class Gastropoda และ Class Pelecypoda, ไฟลัม Arthropoda มี Order Tanaidacae, Isopoda, Gammaridae, Mysidacae และ Order Macrura สำหรับไฟลัม Chordata เป็นพวกลูกปลาวัยอ่อน ความหนาแน่นเฉลี่ยของสัตว์หน้าดินตลอดปี คือ 1,919.05 ตัวต่อตารางเมตร โดยมีค่าต่ำสุดในเดือนมกราคม คือ 782.86 ตัวต่อตารางเมตร และมีค่าสูงสุดในเดือนเมษายน คือ 4,224.29 ตัวต่อตารางเมตร คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล และอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน ชนิดและความชุกชุมของสัตว์หน้าดินที่พบไม่แตกต่างไปจากที่เคยมีการศึกษาไว้เมื่อ 10 ปี ก่อน
หมายเลข: 006650 KC3604043
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การแพร่กระจายและความชุกชุมของลูกกุ้งวัยอ่อนบริเวณป่าไม้ชายเลน ชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ต

Published กุมภาพันธ์ 19, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=003182&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: วุฒิชัย เจนการ; เพ็ญศรี บุญเรือง
ชื่อเรื่อง: การแพร่กระจายและความชุกชุมของลูกกุ้งวัยอ่อนบริเวณป่าไม้ชายเลน ชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ต
Article title: Distribution and abundance of penaeid postlarvae in mangrove areas along the east coast of Phuket island, Southern Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 22 สาขาประมง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2527
Source title : Proceedings of the 22nd conference : Fisheries Section
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2527
หน้า: หน้า 42-64
จำนวนหน้า: 420 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SH1 ก58 2527)
หมวดหลัก: M40-Aquatic ecology
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: PENAEUS, PENAEUS MONODON, PENAEUS MERGUIENSIS, PENAEUS SEMISULCATUS, PENAEUS TAPONICUS, PENAEUS INDICUS, MANGROVES, GEOGRAPHICAL DISTRIBUTION, POPULATION DENSITY, THAILAND
อรรถาภิธาน-ไทย: PENAEUS, PENAEUS MONODON, PENAEUS MERGUIENSIS, PENAEUS SEMISULCATUS, PENAEUS INDICUS, ป่าชายเลน, การแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์, ความหนาแน่นของประชากร, ประเทศไทย
ดรรชนี-ไทย: กุ้ง, ลูกกุ้งวัยอ่อน, ป่าไม้ชายเลน, การแพร่กระจาย, ความชุกชุม, ชายฝั่งทะเล, ไทย, เกาะภูเก็ต
หมายเลข: 003182 KC2204010
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

วิกฤติพลังงานประเทศไทย

Published มิถุนายน 23, 2011 by SoClaimon

20 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
วิกฤติพลังงานประเทศไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180144

จนถึงขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีพรรคการเมืองใด กล้าชูนโยบายสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาเป็นนโยบายของพรรคในการหาเสียง ในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้

ด้วยเหตุผลที่อาจเกรงว่าจะถูกกระแสการต่อต้านของประชาชนที่ หวาดผวา กับเหตุการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

แต่ที่น่าเสียดาย คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดที่เสนอทางออกในการแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของประเทศไทยอย่างจริงจัง ไม่มีพรรคไหนที่เสนอ แนวทางส่งเสริมพลังงานทางเลือก หากว่าในอนาคตจะไม่มีการก่อสร้างโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น

ทั้งๆที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะ “เสี่ยงสูงสุด” ในด้านพลังงาน

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นผลมาจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้น ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2554 ที่ได้สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนความเสียหายทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างมหาศาล จนทำให้ประเทศไทยซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2563 ต้องเลื่อนแผนออกไป และอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจอะไร

รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้แต่โบ้ยไปให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจกันเอาเอง

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิชิ มีอายุการใช้งานกว่า 40 ปี เกิดระเบิดขึ้น จนมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี เป็นผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งหยุดเดินเครื่องการผลิตไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั่วประ-เทศ 54 แห่งไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือไอเออีเอ แห่งสหรัฐฯ มาตรวจสอบและให้คำรับรองว่าโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ไม่ได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะอนุญาตให้เปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ

การหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ฟูกูชิมา ไดอิชิ ได้ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่น สูญหายไปจากระบบในทันที 27,120 เมกะวัตต์ ประกอบกับการที่ญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 49,112 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของสัดส่วนเชื้อเพลิงรวมของประเทศ ต้องหยุดการจ่ายไฟฟ้าและบางพื้นที่ต้องสลับเวลา การจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนกินพื้นที่รวม 15 จังหวัด ให้กับประชาชนหลายแสนคน ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีไฟฟ้าใช้และระบบขนส่งมวลชน ไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มที่
กรณีดังกล่าว ทำให้หลายๆประเทศต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการก่อสร้าง หรือการใช้งานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ในประเทศของตน แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีการก่อกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นระยะๆ

ตรวจสอบสถานการณ์นิวเคลียร์

ขณะนี้สหรัฐฯถือว่าเป็นประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุดคือ 104 แห่ง รองลงมา คือ ฝรั่งเศส 58 แห่ง

ล่าสุดรัฐบาลเยอรมนี ได้เป็นประเทศแรก ที่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า เยอรมนีจะเป็นประเทศที่จะไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อความปลอดภัยของ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หลังการเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้าฟูกิชิมา ไดอิชิ ที่ญี่ปุ่น ด้วย การทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และหันไปสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าอื่นๆ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานทดแทน

สำหรับประเทศไทย ได้มีการบรรจุแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวม 5 แห่ง มีกำลังการผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ ไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประ-เทศไทย (พีดีพี) 2010 (ปี 2553-2573) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเกลี่ยการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงประเภทใด ประเภทหนึ่งไม่ให้เป็นการผูกขาดเช่นในปัจจุบัน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานขณะเดียวกัน ภายหลังการเกิดอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ทำให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เลื่อนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าประเทศไทย จะมีการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นแห่งแรก ในปี 2563 ออกไปเป็นภายในปี 2566 ก่อนที่จะทยอยก่อสร้างให้ครบทั้ง 5 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2571

ไทยเผชิญความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอฉายภาพให้เห็นก่อนว่า สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานประมาณการว่าในปี 2554 ประเทศไทยจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 155,850 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5.5% คิดเป็นมูลค่าการใช้ไฟฟ้า 504,300 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จะอยู่ที่ 25,299 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 5.37% ของปีที่ผ่านมา และคาดว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้า จะมีอัตราการเติบโต 4-5% ต่อปี

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่หลักของ กฟผ.ที่ต้องวางแผน บริหารจัดการการผลิตไฟฟ้า ให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าขณะนี้ ประกอบไปด้วยก๊าซธรรมชาติในอัตราส่วน 69.1% ถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ารวมของ ประเทศไทย

รองลงมาคือถ่านหิน 18.6% ที่เหลืออีก 9.2% เป็นพลังงานน้ำจากเขื่อนของ กฟผ. พลังงานหมุนเวียน 1.8% ที่เหลือเป็นน้ำมันเตาและการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.3%

จึงเห็นได้ว่า สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งสูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด จัดหามาได้ง่ายๆ แต่ถ้าการผลิตไฟฟ้ายังถูกผูกขาดจากก๊าซธรรมชาติ ก็จะถือได้ว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด

แนวทางที่เหมาะสมจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้เชื้อเพลิงให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ ถ่านหิน พลังงานน้ำ พลังงานทดแทน

เพราะหากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างหลากหลาย ในอนาคต ก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าตก-ดับในบางพื้นที่ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือน ส.ค.2552 กฟผ.ก็ต้องเร่งปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าเพราะปริมาณ ก๊าซธรรมชาติจากพม่าได้หยุดจ่ายลงชั่วคราว เพราะระบบท่อขัดข้องทำให้ก๊าซธรรมชาติ หายไปจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต

และในเวลาเดียวกันการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชในอ่าวไทย ก็ต้องปิดซ่อมท่อก๊าซที่รั่วทำให้ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบอีก 650 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่หายไปจากระบบผลิตรวมกันถึง 10,000 เมกะวัตต์

เหตุการณ์ดังกล่าว คือบทเรียนราคาแพง ที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และเพิ่มทางเลือกของเชื้อเพลิงให้เกิดเป็นผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด

เพราะอย่าลืมว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จะทยอย หมดลงและการสำรวจและขุดเจาะแหล่งใหม่ ก็เริ่มได้รับการต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ระบุว่าการขุดหาพลังงานในอ่าวไทย เป็นต้นเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การ จัดหาแหล่งพลังงานแห่งใหม่ๆในประเทศไทย เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในขณะเดียวกัน หากรัฐบาลเลือกที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่าเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาระบบขนส่งทางท่อขัดข้องขึ้นมาอีกครั้ง

ผลกระทบที่จะตามมาหากถึงขั้นรุนแรง ก็คืออาจต้องหมุนเวียนพื้นที่เปิดปิดไฟให้กับประชาชนเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น และที่สำคัญ คือจะเกิดผลกระทบต่อบรรยากาศ และ ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของประเทศไทย

นิวเคลียร์–ถ่านหิน คือคำตอบสุดท้าย

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะแม่ทัพใหญ่ขององค์กร ที่ทำหน้าที่ บริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย บนสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อของกระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อไขข้อข้องใจเหล่านี้…..

นายสุทัศน์ ขอฟันธงเลยว่า โอกาสแจ้งเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทย คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี และก็ไม่อยากให้รัฐบาลทุกชุดเลิกล้มแผนการก่อสร้าง แม้ว่าต้องทำใจให้ลืมโครงการดังกล่าวออกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะต้องยอมรับว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่านิวเคลียร์และถ่านหินจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุด โดยนิวเคลียร์มีต้นทุน การผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.79 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนในการก่อสร้าง 115 ล้านบาทต่อการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ และถ่านหินมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.94 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการ ก่อสร้าง 54 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนการผลิต ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4.34 บาทต่อหน่วย และมีต้นทุนการก่อสร้างอยู่ที่ 27 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์

แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีข้อดีในเรื่องค่าไฟฟ้าของประชาชนจะถูกลง แต่เหตุการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ประเทศรัสเซียเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น ย่อมสร้างความหวาดกลัวให้กับคนไทยอย่างหนีไม่พ้น

ขณะเดียวกัน ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง แห่งละ 700 เมกะวัตต์ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจัดหาพื้นที่ ที่จะใช้ก่อสร้างได้เช่นกัน

นายสุทัศน์ กล่าวย้ำว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้ภายในปี 2566 หรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ และขั้นตอนสุดท้ายคือ ต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างจากไอเออีเอ ระหว่างนี้ กฟผ.จะเร่งทำการประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้มีแผนสำรองกรณีที่ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ โดยจะมีการเพิ่มจำนวน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจาก 13 โรงเป็น 14 โรง และก่อสร้างโรง ไฟฟ้ากังหันแก๊สเพิ่มขึ้นอีก 5 โรง กำลังการผลิตแห่งละ 250 เมกะวัตต์ และปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่ปลดระวางให้กลับมาเดินเครื่องใหม่เพิ่มจาก 9 โรงเป็น 15 โรง ซึ่งจะส่งผล ให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินคุณภาพสูงปลอดจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมทั้ง การใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

โอกาสแจ้งเกิดพลังงานทางเลือก

นายสุทัศน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่หลายประเทศในโลกใช้อยู่ใน ปัจจุบัน มาจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน

ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ
จึงต้องนำปัจจัยแวดล้อมมาประกอบการพิจารณาทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการบริหารจัดการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลังการสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ให้การยอมรับ ลดกระแสการต่อต้าน

“ทำให้พลังงานทางเลือกจึงเป็นอีกยุทธศาสตร์ของ กฟผ.ในการสนับสนุนการจัดหาแหล่ง พลังงานผลิตไฟฟ้า เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลัก แม้ว่า พลังงานทางเลือกยังมีจุดอ่อนในหลายๆประเด็น แต่ กฟผ.ก็จะเดินหน้าผลักดันให้โครงการ
ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ควบคู่ไปกับการทุ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดการจัดหาแหล่งพลังงานในระยะยาว”

สำหรับแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือกของ กฟผ.ตามแผนพีดีพี 2010 ประกอบไปด้วย การผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก รวม 32 โครงการ กำลังการผลิต 187 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 47 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานลม รวม 193 เมกะวัตต์ และโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะรวม 18 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน กฟผ.ก็พร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนด้วยตัวเองอีกด้วย

ทั้งนี้ ต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ที่น่าสนใจมี อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงาน ลม มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 60-85 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า  10-13  บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 125 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 3-3.50 บาทต่อหน่วยมีต้นทุนการก่อสร้าง 40-70 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 10-20 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 70 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานทางเลือกจะค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนของก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินและนิวเคลียร์ แต่ก็มีข้อจำกัดของพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ที่ไม่มีความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้า

อุปสรรคดังกล่าวคือบทพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหารจากรุ่นต่อรุ่นนับจากนี้ไป เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่สะอาด  จึงเป็นหน้าที่ของ  กฟผ.ในการกำหนดเป็น แผนพัฒนาอย่างครบวงจรในอนาคต เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมตาม นโยบายการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 20 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

“แพรชมพู” สีสวยหวาน

Published มิถุนายน 13, 2011 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/156670#

18 มีนาคม 2554, 05:00 น.

EyWwB5WU57MYnKOvIc3keyqzQycZCpwuTAlTUmb6shRyRYELNqDRVp

ไม้ต้นนี้  มีถิ่นกำเนิดจากประเทศออสเตรเลีย ถูกนำเข้ามาปลูกประดับและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานกว่า 2-3 ปีแล้ว  เพิ่งมีต้นออกวางขาย โดยผู้ขายตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า  “แพรชมพู”  แต่ละต้นปลูกในกระถางดำขนาดกว้าง 1 ฟุต ต้นสูงเกือบ 2 เมตร กำลังมีดอกสีสันสวยงามมาก ได้รับความสนใจจากผู้พบเห็นพอสมควร ส่วนใหญ่อยากทราบว่า “แพรชมพู” เป็นไม้ประเภทไหน

ผู้ขาย บอกได้เพียงว่า ต้น “แพรชมพู” เป็นไม้อยู่ในสกุลเดียวกับต้น พวงแสดเถา ที่อยู่ในวงศ์ BIGNONIACEAE  มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือน กับพวงแสดเถาทุกอย่าง  จะแตกต่างกันเพียงสีของดอกจะเป็นสีชมพู  จึงถูกตั้งชื่อว่า  “แพรชมพู”  ซึ่ง “นายเกษตร” คิดว่าน่าจะตั้งชื่อว่า “พวงชมพูเถา” มากกว่า จึงจะเข้ากับลักษณะทางพฤกษศาสตร์เช่นเดียวกับพวงแสดเถา  ที่มีดอกเป็นสีแสดอมเหลือง แต่ก็ตามใจผู้ขาย จะเรียกว่า “แพรชมพู” ก็ว่ากันไป

แพรชมพู  เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง โตเร็ว ลำต้นหรือเถามีมือเกาะ  แตกกิ่งก้านสาขาหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบ  ออกเรียงสลับ มักมีใบย่อย 3-5 ใบ ยกเว้นบางใบเป็นคู่ และใบย่อยที่สามตรงกลางจะเปลี่ยนเป็นมือเกาะได้  ใบเป็นรูปไข่ ปลายแหลม โคนมน สีเขียวสด  เวลาใบดกจะหนาทึบมาก

ดอก  ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง  แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก 15-20 ดอก ลักษณะดอกมีกลีบเลี้ยงสีแดงอมม่วง ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดยาวได้ประมาณ 6 ซม. ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ หลอดดอกรูปโค้งหรือเบี้ยวเล็กน้อย สีด้านนอกของหลอดดอกจะเป็นสีชมพูเข้ม ส่วนผนังภายในหลอดดอกจนกระทั่งกลีบดอกด้านบนจะเป็นสีเหลืองอ่อน หรือ สีเหลืองนวล

มีเกสรตัวผู้ 4 อัน สั้น 2 อัน ยาว 2 อัน ดอกเมื่อบานกลีบดอกจะกางออกเล็กน้อย ดอกจะห้อยเป็นกระจุก  เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามน่ารักมาก “ผล” เป็นฝักยาวประมาณ 20 ซม. ภายในมีเมล็ด ดอกออกช่วงระหว่างเดือนธันวาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป  ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งและตอนกิ่ง  มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ  สวนจตุจักร  ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผง “ป้าแอ๊ดคุณขวัญ” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ ในดินทั่วไป  เหมาะจะปลูกประดับให้ต้นไต่ซุ้มดอกเห็ด  หรือไต่ซุ้มประตูทางเข้าบ้าน  เมื่อถึงฤดูกาลมีดอกจะดูสวยงามยิ่งครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 18 มีนาคม 2554, 05:00 น.

โค้ก​จัด​เต็ม​ปลุก​กำลัง​ซื้อ​วัย​โจ๋ ผุด’ซิตี้​เฟส​ติ​วัล’กระหึ่ม​กรุง

Published พฤษภาคม 5, 2011 by SoClaimon

3 พฤษภาคม 2554, 06:30 น.

โค้ก​จัด​เต็ม​ปลุก​กำลัง​ซื้อ​วัย​โจ๋ ผุด’ซิตี้​เฟส​ติ​วัล’กระหึ่ม​กรุง.

Pic_168578

บริษัท โค​คา-โค​ลา (ประเทศไทย)​ จัด​งาน “Bangkok Summer Festival by Coca-Cola” ลุย​ทำ​ตลาดวัยโจ๋เต็ม​สูบ เพื่อ​กระตุ้น​กำลัง​ซื้อ​และ​ยอด​ขาย​สิ้น​ปี 54 ให้ได้ตามเป้า…

นางสาว​ชนิ​สา แก้ว​เรือน ผู้​อำนวยการ​ฝ่าย​การ​ตลาด บริษัท โค​คา-โค​ลา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย​ว่า ใน​ช่วง​หน้า​ร้อน​ปี​นี้ แม้​อากาศ​จะ​แปรปรวน แต่​บริษัท​ก็​พร้อม​ลุย​ทำ​ตลาด​เต็ม​สูบ เพื่อ​กระตุ้น​กำลัง​ซื้อ​และ​ยอด​ขาย​สิ้น​ปี 54 ให้​ได้​ตาม​เป้าหมาย ล่า​สุด​ได้​ร่วม​กับ​กรุงเทพมหานคร จัด​งาน “Bangkok Summer Festival by Coca-Cola” โดย​จะ​เชิญ​ชวน​หนุ่ม​สาว​วัย​มันส์​นับ​ถอย​หลัง​รับ​ความ​สนุก​สุด​ซ่า​กับ​มหกรรม​หน้า​ร้อน​ระดับ​ชาติ​กลาง​กรุงเทพฯ ที่​สนาม​ราชมังคลากีฬาสถาน ใน​รูป​แบบ “ซัมเมอร์​ซิตี้​เฟส​ติ​วัล” เต็ม​รูป​แบบ ใน​วัน​ที่ 7-8 พ.ค.54 นี้

ทั้งนี้กิจกรรม​ซัมเมอร์​ซิตี้​เฟส​ติ​วัล จะ​จัด​เป็น 10 โซน 10 ความ​สนุก คือ โซน ทะเล​โฟม​ยักษ์ โซน​เวที​มหกรรม​คอนเสิร์ต​กลาง​เกาะโซน​เครื่องเล่น​สุด​ซ่า​บ้า​บี​ช โซน​เทศกาล​อาหาร​ “โค้ก​ซ่า​อ้า​ห​ร่อย” โซน​ตลาดนัด “ซัมเมอร์​ซ่า​ทำ​มือ” โซน “โรง​หนัง​กลางแปลง​อ้าซ่า” โซน “โค้ก​ซ่า​หน้า​เกาะ” โซน​แจก​รางวัล โซน​เกม​ออนไลน์ และ​บูธกิจกรรม​ที่​น่า​สนใจ ซึ่ง​บริษัท​ตั้ง​เป้า​ว่า​กิจกรรม​ดัง​กล่าว​จะ​ช่วย​กระตุ้น​กำลัง​ซื้อ​ใน​กลุ่ม​ลูกค้า​เป้าหมาย และ​เพิ่ม​ส่วน​แบ่ง​ตลาด​เครื่อง​ดื่ม​โค้ก​เพิ่ม​ขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 พฤษภาคม 2554, 06:30 น.
%d bloggers like this: