ประเทศอังกฤษ

All posts tagged ประเทศอังกฤษ

ไทยพาณิชย์-กรุงไทย-ทิสโก้อุ้ม สหวิริยาฮุบบริษัทเหล็กแดนผู้ดี

Published กุมภาพันธ์ 28, 2011 by SoClaimon

26 กุมภาพันธ์ 2554, 05:00 น.

ผ่านทางไทยพาณิชย์-กรุงไทย-ทิสโก้อุ้ม สหวิริยาฮุบบริษัทเหล็กแดนผู้ดี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_151811

 

ไทยพาณิชย์ จับมือกรุงไทย-ทิสโก้ ลงนามสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรีฯ เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์โรงถลุงเหล็กในอังกฤษ …

นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและธนาคารทิสโก้ ร่วมลงนามในสัญญาให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์โรงถลุงเหล็ก Teesside Cast Product (TCP) ในประเทศอังกฤษ จากบริษัท Tata Steel UK ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Tata Steel ผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก

“จากการซื้อครั้งนี้จะส่งผลให้บริษัทสหวิริยาสตีลขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล็กในภูมิภาค ทั้งนี้ การสนับสนุนการเงินในครั้งนี้ประกอบด้วยสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่ สัญญาเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 23,900 ล้านบาท แก่บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) และสัญญาเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 18,000 ล้านบาท ให้แก่บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี ประเทศอังกฤษ

ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุง-ศรีอยุธยา ได้สนับสนุนเงินกู้ให้กับบริษัทไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในด้านธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระหุ้นกู้และเงินกู้ยืมที่ครบกำหนด โดยวงเงินกู้มีระยะเวลา 7 ปี 6 เดือน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กุมภาพันธ์ 2554, 05:00 น.

 

คนสามจังหวัดจับจ้องอนาคต”ทักษิณ” จี้รัฐเร่งดับไฟใต้อย่ามัววุ่นกับอดีตนายกฯ

Published ตุลาคม 1, 2010 by SoClaimon

วันที่ 13/8/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

อนาคตของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวโน้มสูงจะขอลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศอังกฤษ ภายหลังออกแถลงการณ์เขียนด้วยลายมือชี้แจงเหตุผลที่ไม่ยอมเข้ารายงานตัวต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน ย่านถนนรัชดาภิเษก เมื่อเช้าวันที่ 11 ส.ค.2551 นั้น เป็นประเด็นที่ผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสนใจไม่แพ้คนภาคอื่นๆของ ประเทศ

เพราะในด้านหนึ่ง…ยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอำนาจทางการเมืองอย่างเหลือเฟือ(พ.ศ.2544-2549) เป็นช่วงเวลาที่ปัญหาความไม่สงบในดินแดนด้ามขวานปะทุรุนแรงถึงขีดสุด และคนสามจังหวัดเคยให้บทเรียนกับอดีตนายกฯผู้นี้ ด้วยการทำให้ผู้สมัครส.ส.พรรคไทยรักไทยสอบตกยกเข่งมาแล้ว!

“สถาบันอิศรา”วัดปรอทความเห็นของบุคคลกลุ่มต่างๆ ในชายแดนใต้เกี่ยวกับจังหวะก้าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และแนวโน้มระยะสั้นของสถานการณ์ในพื้นที่

ทิศทางประเทศจะดีขึ้น

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยมองว่า อนาคตทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ มีตัวชี้วัดอยู่พอสมควรว่า จะเกิดผลอย่างไรกับสังคมเมืองไทย โดยเรื่องแรกที่เห็นได้ชัดและเป็นผลจากคำแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณก็คือ ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ขยับขึ้น ปัจจัยนี้น่าจะพอบอกได้ว่าแนวโน้มโดยรวมในระยะสั้นจะเป็นเช่นไร

“ที่ผ่านมาคนทั้งประเทศเชื่อว่าคุณทักษิณอยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดปัจจุบัน ฉะนั้นเมื่อคุณทักษิณประกาศขอลี้ภัยทางการเมือง จึงทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การเมืองไทยจะไม่ถูกชักใยหรือมีคนหลังม่านคอยบงการอีก”

สำหรับสาเหตุที่จะขอลี้ภัยนั้น ไชยยงค์ให้น้ำหนักคดีความต่างๆที่อดีตนายกฯกำลังเผชิญ “คุณทักษิณคงรู้แล้วว่า ผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นอย่างไร ธงในการตัดสินของกระบวนการยุติธรรมจะไปในทิศทางไหน เพราะเขาวัดจากคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปของภรรยาและญาติที่ถูกศาลตัดสินจำ คุกไปก่อนหน้านี้”

ไม่ส่งผลไฟใต้ทุเลา

ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไชยยงค์บอกว่า การตัดสินใจของพ.ต.ท.ทักษิณคงไม่มีผลใดๆ กับปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลชุดปัจจุบันก็ไม่มีนโยบายใดๆที่ชัดเจนอยู่แล้ว ได้แต่โยนให้เป็นหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และกองทัพมาตลอด

“ผมคิดว่าถึงวันนี้คุณทักษิณไม่อยู่ในฐานะจะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ กับการแก้ปัญหาภาคใต้ได้อีก” นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ระบุ

จี้รัฐบาลเลิกวุ่นเรื่องทักษิณ

อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อนาคตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อดีตนายกฯเคยทำในอดีต หากมั่นใจว่าทำมาตลอดเป็นเรื่องถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม เพราะกฎหมายไทยให้ความยุติธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณอยู่แล้ว

ส่วนผลกระทบกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มองว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาลมากกว่า โดยรัฐบาลต้องรับผิดชอบแก้ปัญหาให้มากกว่านี้ แต่รัฐบาลก็ยังทำผิดพลาด เช่นกรณีนำกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทยออกมาแถลงหยุดยิง ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย แถมยังซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยซ้ำ ทำให้เกิดความรุนแรงหนักกว่าเก่า

ขณะที่ อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรไปยุ่งเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ ให้มากนัก ควรปล่อยเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำตอนนี้คือ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน และคลี่คลายความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงขึ้น

เชื่อคนพื้นที่ไม่สนอดีตนายกฯ

อับดุลเลาะ เต๊ะหละ คณะทำงานของสมาชิกวุฒิสภา จ.สตูล กล่าวว่า ความพยายามลี้ภัยของอดีตนายกฯเป็นการเอาชีวิตรอด เพราะถึงแม้ที่ผ่านมาจะพยายามต่อสู้บนวิถีทางการเมือง ดึงพรรคพลังประชาชนมาเป็นตัวตั้ง แต่สุดท้ายก็แพ้อยู่ดี ที่สำคัญขณะนี้อดีตนายกฯไม่สามารถเอาชนะแรงกดดันจากฝ่ายต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้าน หรือกระบวนการตุลาการภิวัตน์ จึงต้องตัดสินใจไปพำนักอยู่ในต่างแดนชั่วคราว

“ผมมองว่าคุณทักษิณประเมินตัวเองแล้วว่า ถึงสู้ก็คงแพ้อยู่ดี ฉะนั้นจึงเลือกที่จะลี้ภัยเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดไว้ก่อน”อับดุลเลาะ ระบุ ส่วนโอกาสที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาสู้คดีในอนาคตนั้น เขาเห็นว่า จะกลับมาก็ต่อเมื่อกลุ่มที่ตัวเองสนับสนุนเป็นต่อทางการเมือง และสามารถจัดการปัญหาต่างๆที่กำลังเผชิญอยู่ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยยอมแพ้ เพียงแต่จังหวะนี้เห็นว่าขืนสู้ต่อไปก็แพ้อยู่ดี จึงถอยออกมาตั้งหลักก่อน

“การที่อดีตนายกฯไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ส่งผลต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนในพื้นที่ไม่ซีเรียส เชื่อว่ายังมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่ชอบนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้ของคุณทักษิณ อาจรู้สึกสะใจลึกๆต่อชะตากรรมอดีตนายกฯเพราะมีเงินมากมายแต่กลับอยู่ใน ประเทศไทยไม่ได้”

ปลุกขวาง”ทักษิณ”กลับประเทศ

นิเดร์ วาบา นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประธานศูนย์ประสานงานดาอี (นักเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง) กล่าวว่า อดีตนายกฯทักษิณคือต้นเหตุของความรุนแรงในชายแดนใต้ เพราะวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องของเขา

“จังหวัดชายแดนภาคใต้เปรียบเสมือนลูกที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครตั้งใจดูแลอย่างจริงจัง ปัจจุบันพื้นที่นี้ไม่มีวิธีการใดมาแก้ไขได้แล้ว แม้ใครจะมาเป็นนายกฯ หรือคุณทักษิณจะกลับมาเป็นนายกฯอีก ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้”

นิเดร์ กล่าวด้วยว่า หากประชาชนเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต และรู้ว่าปัญหาในพื้นที่ส่วนหนึ่งเกิดมาจากอดีตผู้นำอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องรวมตัวกันคัดค้านไม่ให้อดีตนายกฯผู้นี้กลับมาประเทศไทยอีก ไม่เช่นนั้นจะมีแต่ความวุ่นวาย

ทีมข่าวอิศรา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

อังกฤษครองแชมป์ผู้นำตลาดเงินใหญ่ที่สุดในโลก

Published กันยายน 6, 2010 by SoClaimon

4 กันยายน 2553, 14:47 น.

ผ่านทางอังกฤษครองแชมป์ผู้นำตลาดเงินใหญ่ที่สุดในโลก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_108611

BIS เผยผลสำรวจตลาดปริวรรตเงินทั่วโลก ระบุการซื้อขายดอลลาร์ฯลดลงหลังแตะจุดสูงสุด 90% เมื่อปี 2544 ส่วนสกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ออกรายงานการสำรวจความเคลื่อนไหวในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกราย 3 ปี ระบุว่า การซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐมีสัดส่วนลดลงต่อเนื่อง หลังแตะระดับสูงสุด 90% เมื่อปี 2544 ซึ่งเงินยูโรเพิ่งถือกำเนิดเป็นเงินสกุลเดียวของยุโรป โดยสัดส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงเหลือ 85% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ในขณะที่การซื้อขายเงินยูโรและเยนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 2% เป็น 39% และ 19% ตามลำดับ

ธนาคาร BIS รายงานด้วยว่า สกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสกุลเงิน 23 ประเทศ มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14% ในเดือน เม.ย.ปีนี้ จาก 12.3 % ในเดือนเม.ย.ปี 2550 ส่วนเงินสกุลประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วน 35.9% เพิ่มขึ้นจาก 33% เมื่อปี 2550 และเป็นสัดส่วนมากที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2541

สำหรับเงิน ในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ เงินดอลลาร์ ของสิงคโปร์ เงินเรียลของบราซิล และเงินวอนของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ หากพิจารณาโดยรวมจะพบว่า ตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศเติบโต 20% มีปริมาณการซื้อขายราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันใน 3 ปีก่อน มีปริมาณเงินในระบบ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประเทศที่ครองความเป็นผู้นำในฐานะ ศูนย์กลางตลาดปริวรรตเงินตราขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ อังกฤษ ซึ่งมีสัดส่วนการค้า 36.7% ตามด้วยสหรัฐฯ 18% และญี่ปุ่น 6% อันดับที่ 4 ซึ่งเบียดประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้ตกไปอยู่ในอันดับที่ 5 ก็คือ สิงคโปร์

นาย คุนิยูกิ ฮิราอิ ผู้จัดการฝ่ายปริวรรตเงินตราของแบงก์ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนหันมามองเงินสกุลต่างๆในฐานะสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์หรือหุ้น พร้อมกับคาดว่า การซื้อขายเงินตราจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในเอเชีย และภูมิภาคอื่นๆที่สามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนให้เข้าไปลงทุน.

บีพีขายสมบัติกว่า7พันล้านเหรียญฯใช้หนี้

Published สิงหาคม 2, 2010 by SoClaimon

24 กรกฎาคม 2553, 13:30 น.

ผ่านทางบีพีขายสมบัติกว่า7พันล้านเหรียญฯใช้หนี้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_98657

บีพี ขายสมบัติกว่า 7,000 ล้านเหรียญฯให้อาปาเช่ ของสหรัฐฯ เพื่อใช้หนี้ หลังน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ในอ่าวเม็กซิโก โดยจะจ่ายเงินงวดแรกในเดือน ก.ค.นี้จำนวน 5,000 ล้านเหรียญฯ

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ บีพี บรรลุข้อตกลงการขายทรัพย์สินมูลค่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่ บริษัทพลังงานอิสระที่ชื่อ อาปาเช่ คอร์ป ของสหรัฐฯ เพื่อระดมเงินทุนเป็นค่าปรับจำนวน 20,000 ล้านเหรียญฯ และใช้จ่ายอื่นๆเกี่ยวกับกรณีที่บีพีทำให้เกิดการรั่วไหลครั้งใหญ่ของน้ำมัน จากแท่นขุดเจาะในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเลกินบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล

ทั้ง นี้ อาปาเช่ ได้ซื้อกิจการหลายแห่งของบีพีในรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ และฝั่งตะวันตกของแคนาดาและอียิปต์ โดยอาปาเช่จะต้องจ่ายเงินงวดแรกในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ให้แก่บีพี จำนวน 5,000 ล้านเหรียญฯ

ผู้บริหารของบีพียังประกาศด้วยว่า พวกเขาตัดสินใจจะขายทรัพย์สินที่ไปลงทุนในเวียดนามและปากีสถานรวม 1,700 ล้านเหรียญฯด้วย หลังจากที่สามารถอุดรูรั่วที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.และมีผลทำให้น้ำมันรั่วไหลสูงถึงวันละ 35,000-60,000 บาร์เรลได้เป็นผลสำเร็จ

บีพีบนทางแพร่งของวิกฤต ถึงเวลาของซีอีโอเลือดใหม่

Published กรกฎาคม 30, 2010 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2553 เวลา 02:52 น.

ผ่านทางบีพีบนทางแพร่งของวิกฤต ถึงเวลาของซีอีโอเลือดใหม่.

ภายหลังจากมีข่าวแพลมออกมาว่า โทนี เฮย์เวิร์ด จะสละเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม หรือบีพี แต่ยังสงวนท่าทีไม่ยอมปริปากบอกว่า ใครจะก้าวขึ้นมาแทนตำแหน่งของ เฮย์เวิร์ด ท่ามกลางกระแสการคาดเดาที่ค่อนข้างจะตรงกันว่า ผู้ที่จะมากุมตำแหน่งซีอีโอคนใหม่อาจเป็น โรเบิร์ต หรือบ็อบ ดัดลีย์ ซึ่งคร่ำหวอดในอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี และเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในคณะกรรมาการบริหารเมื่อปีที่แล้ว

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

สาเหตุที่พอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมบีพีจึงพยายามไม่เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมการบริหารมากนัก ก็เพราะความเปราะบางของสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามควบคุมปัญหาน้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโกที่เพิ่ง ประสบความสำเร็จ หรือจะเป็นเพราะกำหนดการประกาศผลประกอบการของบริษัทช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว บีพี จึงรอจังหวะที่นิ่งที่สุดก่อนที่จะประกาศความเปลี่ยนแปลง ไม่แล้วราคาหุ้นที่บอบช้ำอยู่แล้วจะยิ่งสาหัสลงไปอีก จากที่ในขณะนี้ราคาหุ้นของบีพีดิ่งลงไปแล้วถึง 5 หมื่นล้านปอนด์ หากปรากฏว่า โทนี เฮย์เวิร์ด จะก้าวลงจากตำแหน่งพร้อมกับเงินบำนาญถึง 10.84 ล้านปอนด์ จะเกิดปฏิกิริยาด้านลบอย่างรุนแรงติดตามมาอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญก็คือ ตำแหน่งซีอีโอของบีพีกลายเป็นตำแหน่งร้อนรุ่มที่สุดไปเสียแล้ว เพราะไม่เพียงเจ้าของเก้าอี้คนใหม่จะถูกโจมตีจากทุกสารทิศ เนื่องจากความหละหลวมของซีอีโอคนก่อนในการรับมือกับวิกฤตน้ำมันรั่วแต่ซีอี โอคนใหม่ยังจะต้องแบกรับภาระการประคับประคองบริษัทที่กำลังหมิ่นเหม่กับภาวะ ล้มละลายอีกต่อหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้การเลือกจังหวะเวลาที่จะประกาศความเปลี่ยนแปลงภายในจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับบีพี

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในตลาดและสื่อมักมีจมูกมดที่สามารถล้วงข้อมูลที่ลับที่สุดมาได้เสมอ แม้บีพีจะยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ยังไม่ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร หรือกระทั่งอนุมัติการลาออกของ โทนี เฮย์เวิร์ด

แต่ตลาดและสื่อได้ตัดสินใจแทนไปแล้วว่า โรเบิร์ต ดัดลีย์ อาจเป็นซีอีโอคนต่อไปของบีพี

การที่หลายฝ่ายกะเก็งไว้ว่า โรเบิร์ต ดัดลีย์ จะเป็นซีอีโอคนใหม่ ก็เพราะคุณสมบัติ “พิเศษ” ของดัดลีย์ที่ โทนี เฮย์เวิร์ด ไม่มี และเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยกอบกู้ความสัมพันธ์ระหว่างบีพี และรัฐบาลสหรัฐที่กำลังสั่นคลอนถึงขีดสุด
คุณสมบัติพิเศษที่ว่านี้คือ ดัดลีย์เป็นชาวอเมริกัน

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ฐานะพลเมืองสหรัฐของดัดลีย์จะมีส่วนช่วยให้การประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐง่าย ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถของดัดลีย์ในการรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของ สมาชิกสภาคองเกรส ที่ไม่พอใจกับการแก้ปัญหาที่ล่าช้าของซีอีโอสัญชาติอังกฤษอย่างโทนี เฮย์เวิร์ด เป็นอย่างมาก

ความไม่พอใจที่รุนแรงที่สุดมาจากถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมของ เฮย์เวิร์ด ที่หลุดปากออกมาว่า  “ผมต้องการชีวิตของผมคืนมา” ซึ่งกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องแปดเปื้อนจากคราบน้ำมัน เป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนว่า เฮย์เวิร์ด ไม่ได้คิดถึงหัวอกของเหยื่อจากความเลินเล่อของบีพี

ที่สำคัญก็คือ ดัดลีย์ เติบโตในรัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันที่รั่วไหลจาก แท่นขุดเจาะของบีพีในอ่าวเม็กซิโก คุณสมบัตินี้น่าจะช่วยให้ ดัดลีย์ เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยอาจช่วยในกระบวนการเจรจาจ่ายค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลให้ผู้ที่ได้ รับผลกระทบ ซึ่งอาจจะเป็นมูลเหตุให้บีพีต้องกระเป๋าแฟบจนถึงขั้นล้มละลาย
ดัดลีย์ ยังมีภาษีที่ดีกว่าในฐานะที่เป็นหน้าหน่วยงานรับมือวิกฤตน้ำมันรั่วโดยตรง และที่ผ่านมาสามารถสะสางปัญหาได้อย่างกระตือรือร้น จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นนักแก้ปัญหาระดับมือพระกาฬ การเลือกสรรผู้ที่รับมือกับวิกฤตน้ำมันรั่วโดยตรงมานั่งเก้าอี้ซีอีโอ จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งในทัศนะของหลายๆ คน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ โทนี เฮย์เวิร์ด ยังไม่ละเก้าอี้ซีอีโอ และโอกาสที่ โรเบิร์ต ดัดลีย์ จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอยังไม่ชัดเจน สถานะของบีพีก็จะยิ่งสั่นคลอน เพราะขณะนี้บีพีได้ก้าวไปสู่อีกขั้นตอนของวิกฤตน้ำมันรั่วแล้ว นั่นคือกระบวนสะสางทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่การทำความสะอาดคราบน้ำมัน การชดเชยค่าเสียหาย การดำเนินคดีในชั้นศาล และการเริ่มต้นกระบวนจัดการใหม่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำรอย

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า มีโอกาสที่ เฮย์เวิร์ด จะรั้งอยู่ในตำแหน่งอีก 2 เดือน เพื่อให้บีพีสามารถหาทางออกได้อย่างมั่นคงเสียก่อน

แต่ท้ายที่สุดแล้ว โทนี เฮย์เวิร์ด อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้บีพีพบทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุดใน การแก้ปัญหาที่พ่วงมากับวิกฤตน้ำมันรั่ว ดังที่เจ้าตัวแสดงท่าทียั่วโทสะรัฐบาลและประชาชนสหรัฐอยู่เสมอมา ยังไม่นับความไร้ประสิทธิภาพของผู้บริหารบีพีรายนี้ในการรักษาความปลอดภัยใน การดำเนินงาน

นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า สิ่งที่บีพีต้องการในตอนนี้มากที่สุดคือผู้บริหารคนใหม่ และพนักงานสายเลือดใหม่ที่ใส่ใจต่อกระบวนการรักษาความปลอดภัยมากกว่าเดิม เพื่อมิให้บีพี ประสบกับความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสหรัฐ ตั้งแต่อุบัติเหตุที่โรงงานกลั่นน้ำมันในรัฐเทกซัส จนมาถึงที่เหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันรั่วทำนองเดียวกันที่รัฐอแลสกา และ (เกือบ) ตกม้าตายในวิกฤตที่อ่าวเม็กซิโก

โทนี เฮย์เวิร์ด รับตำแหน่งซีอีโอ เมื่อปี 2550 ภายหลังจากที่ภาพลักษณ์ของบีพีต้องสั่นคลอนอย่างหนักจากอุบัติเหตุที่รัฐ เทกซัสและอแลสกา ครั้งนั้น เฮย์เวิร์ด รับตำแหน่งด้วยความคาดหวังจากหลายฝ่ายว่าจะสามารถยกเครื่องมาตรการความ ปลอดภัยของบีพีให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ทว่า วิกฤตในวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เฮย์เวิร์ด ไม่สามารถทำให้ความหวังนั้นเป็นจริงได้ มิหนำซ้ำยังทำลายภาพลักษณ์ของบีพีที่หลงเหลืออยู่จนแทบป่นปี้

เช่นเดียวกับสถานการณ์บีพีเคยเผชิญก่อนหน้าที่ เฮย์เวิร์ด จะก้าวขึ้นมาบนตำแหน่งซีอีโอ

ในวันนี้อาจถึงเวลาแล้วที่บีพีจะต้องสรรหาผู้บริหารคนใหม่ ที่สามารถคาดหวังได้มากกว่าและมีความสามารถมากกว่า ในวันที่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคราใด

%d bloggers like this: