ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

All posts tagged ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ธปท.เตือนผู้ส่งออกติดตามค่าเงินใกล้ชิด ป้องกันผันผวน

Published กรกฎาคม 21, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 15:17 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188056.

Pic_188056

ธปท.ระบุ กำลังติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงิน อย่างใกล้ชิด เตือนผู้ส่งออกติดตามค่าเงินประเทศคู่ค้า พร้อมบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดความผันผวนจากค่าเงิน มั่นใจเครื่องมือในการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย-ความผันผวนของธปท.ยังใช้ได้ และเพียงพอรับมือ หากเกิดวิกฤติเลวร้ายกว่าปัจจุบันเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กล่าวว่า ในขณะนี้ค่าเงินบาทมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเคลื่อนไวอยู่ในทิศทางเดียวกันกับตลาดเงินทั่วโลก ทำให้ช่วงนี้ ธปท. ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ และดูแลความผันผวนอย่างใกล้ชิด เนื่องตอนนี้ตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูง จากปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศหลัก จากปัญหาหนี้สินในสหรัฐฯ และสภาพยุโรป โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจค่อนข้างใหญ่ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถกำหนดทิศทางได้

แต่อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจประเทศหลักเกิดวิกฤต หรือเกิดกรณีที่เลวร้ายกว่าในปัจจุบัน ผู้ว่าการธปท.ยืนยันว่า กรอบเครื่องมือในการดูแลบริหารจัดการค่าเงิน และการเคลื่อนย้ายเงินทุน ที่ธปท.มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีหลักการสำคัญประมาณ 4-5 ข้อ คือ 1.การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ 2. ศักยภาพของธนาคารธปท.ในการ เข้าไปแทรกแซงตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เพื่อชะลอผลกระทบ 3. การติดตามดูแลไม่ให้เกิดการเก็งกำไรเกินไป 4. มาตรการกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และ 5.การเตรียมมาตรการในการดูแลควบคุมเงินทุน ถือว่า ยังเป็นแนวทางใช้ได้ และเพียงพอที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ร้ายแรงได้ดีอยู่

“ธปท.ยัง คงติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนในครึ่งปีหลัง เนื่องจากตลาดการเงินต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะอัตราเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ดังนั้นช่วงที่ตลาดเงินมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ที่เกี่ยงข้อง โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีการค้าขายกับสกุลเงินต่างประเทศจะต้องติดตามข้อมูล ข่าวสาร สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวนจากค่า เงินอย่าสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะสกุลเงินยูโรที่ในขณะนี้มีความผันผวนค่อนข้างสูง ขณะที่ธปท.จะคอยจับตาและดูแลให้ค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหว สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาคเดียวกัน เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนกระทบความสามารถของผู้ส่งออกด้วย”นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 15:17 น.

ผู้ว่าธปท.หนุนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10% เพื่อให้เอกชนปรับตัว

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 20:58 น.

ผู้ว่าธปท.หนุนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10% เพื่อให้เอกชนปรับตัว.

Pic_187577

ผู้ว่าการ ธปท.ชี้บาทแข็ง เหตุคนไทยขายทองคำช่วงราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น มั่นใจเงินสำรอง สูงพอรองรับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ เห็นด้วยควรปรับขึ้นค่าแรง เพราะคิดอัตราการปรับขึ้นค่าแรงตั้งแต่ปี 40 ไม่ทันเงินเฟ้อ มีช่องว่างให้ขึ้นอีก 10%ทันที แต่ปรับขึ้นทันที 40% เป็น 300 บาท ผู้ประกอบการอาจปรับตัวไม่ทัน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากราคาทองคำถูกกระทบหนักจากการอ่อนค่าของสกุลเงินหลักสำคัญ ทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินยูโร ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้น โดยยอมรับว่าคนไทยขายทองคำค่อนข้างมากในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและเมื่อได้เงินตราต่างประเทศก็นำมาขายส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า แต่มองว่าค่าเงินบาทแกว่งในช่วง 10-20 สตางค์ไม่ได้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยมีเงินสำรองทางการระหว่างประเทศค่อนข้างสูง

ผู้ว่าการ ธปท. ให้ความเห็นในเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า ตั้งแต่สมัยก่อนวิกฤตปี 40 มาจนถึงปัจจุบัน พบว่า อัตราการปรับขึ้นค่าแรงซึ่งหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว ยังไม่ฟื้นตัวจากช่วงก่อนปี 40 กล่าวคือ ผู้ใช้แรงงานยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยสามารถมีช่องว่างในการปรับขึ้นได้ 10% แต่หากปรับขึ้นครั้งเดียวเป็น 300 บาทหรือประมาณ 40% อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน นอกจากนี้ เมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงแล้วก็ควร เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลดีต่ออนาคตประเทศควบคู่ไปด้วย

ทั้งนี้ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้มีแรงขับเคลื่อนที่ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภค การลงทุน และการส่งออก ทำให้ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง หากกระตุ้นมากไปอาจจะกระทบเงินเฟ้อ และระดับหนี้สาธารณะ รวมไปถึงเสถียรภาพของประเทศในอนาคตได้ และหากรัฐบาลจำเป็นจะกู้ยืมเงินควรทำเพื่อใช้โครงการลงทุนมากกว่าเพื่อการ บริโภค เพราะเงินกู้ยืมมีภาระที่ต้องใช้คืนจึงควรลงทุนให้เกิดมูลค่า ส่วนอัตราการขยายตัวสินเชื่อค่อนข้างสูงถึง 10% กว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ธปท.และผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เห็นตรงกันว่า ยังไม่ใช่การปล่อยสินเชื่อเพื่อเก็งกำไร แต่เป็นไปตามธุรกรรมจริงของภาวะเศรษฐกิจ จึงเชื่อว่าขณะนี้ยังไม่มีปัญหาฟองสบู่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ธปท.พร้อมจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 20:58 น.

ธปท.หวั่นเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก กระทบไทย

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 19:20 น.

ธปท.หวั่นเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก กระทบไทย.

Pic_187550

ธปท.หวั่น เงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ทำให้กระแสเงินทุนในตะวันตกจะไหลมาในแถบเอเชียและไทยจนกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง” ว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกและทั้งปีคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ร้อยละ 4.1 ซึ่งปัจจัยที่มีความเป็นห่วงในครึ่งปีหลังคือ อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจของสหรัฐ และยุโรป เพราะการแก้ปัญหาของยุโรปเหมือนเป็นการซื้อเวลา ทำให้มีความกังวลว่าปัญหาจะกระจายไปยังภูมิภาคอื่น ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐได้นำมาตรการมาแก้ปัญหาเกือบหมดแล้วจึงมองว่าไม่น่า จะมีเครื่องมืออื่นนำมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐเพิ่มเติมจากที่ผ่านมาทำให้ กระแสเงินทุนในตะวันตกจะไหลมาในแถบเอเชียและไทยจนกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ต้องติดตามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า จะใช้เงินในการดำเนินนโยบายมากน้อยเพียงใด ทั้งการรับจำนำสินค้าเกษตร การลดค่าครองชีพ การปรับเพิ่มเงินเดือนราชการ การดูแลสวัสดิการสังคม แต่การสร้างระบบขนส่งทั้งรถไฟฟ้า ระบบราง จะเป็นผลดีในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เป็นห่วงรายจ่ายงบประมาณประจำปี หากรัฐบาลใหม่ใช้เงินเพิ่มเติม อาจมีผลต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ โดยควรลดน้ำหนักในการใช้นโยบายทางการคลัง เพื่อลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ สำหรับการปรับเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อเดือน ควรปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เอกชนปรับตัว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 19 กรกฎาคม 2554, 19:20 น.

ช่วงรอรัฐบาลใหม่ กนง.รุกคุมเงินเฟ้อ

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

ช่วงรอรัฐบาลใหม่ กนง.รุกคุมเงินเฟ้อ.

Pic_185912

การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่มองว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง.จับตาอยู่

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 13 ก.ค.นี้ ฝ่ายสายนโยบายการเงินของ ธปท.จะรวบรวมสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจล่าสุด รวมทั้งผลจากแนวนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ให้พิจารณา แต่อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุด แม้ล่าสุดเดือน มิ.ย. เงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ยังต้องดูแล

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวด้วยว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่มองว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง.จับตาอยู่ โดยติดตามนโยบายการใช้จ่าย การจัดทำงบประมาณ และการรักษาระดับหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลใหม่กำลังอยู่ระหว่างร่างนโยบายรัฐบาลอยู่

ทั้งนี้ เท่าที่ไปดูงานธนาคารกลางทั่วโลกและ ธปท.ติดตามหนี้ภาครัฐของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัญหาหลักของโลก ในส่วนของสหรัฐฯ หากรัฐบาลไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้ได้ในเวลาอันสั้น สหรัฐฯจะผิดนัดชำระหนี้ ส่วนสหภาพยุโรป การแก้ปัญหาของกรีซยังถูกต่อต้านจากคนในประเทศ มีการก่อจลาจลประท้วง ขณะที่วิกฤติหนี้สินยังลุกลามและที่เป็นห่วงกันขณะนี้คือ สเปน และอิตาลี ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็มีหนี้สาธารณะสูงมาก ทำให้มีการใช้จ่ายเงินไม่มากพอที่จะทำให้ประเทศฟื้นจากภัยพิบัติได้รวดเร็ว

“สิ่งที่ศึกษาคือประเทศเหล่านี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เช่น ไอร์แลนด์ หากรัฐไม่ไปค้ำประกันหนี้ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หนี้สาธารณะคงไม่สูงขนาดนี้ ซึ่ง ธปท.หวังว่าไทยจะไม่เดินตามรอยแต่ต้องดูให้ดีเพราะเท่าที่ศึกษาคนดำเนินนโยบายจะเผลอไม่ได้เลย ถ้าพลาดครั้งเดียวประเทศอาจเปลี่ยนไปเลย ทำให้รัฐบาลต้องระวัง โดยเฉพาะภาระการคลังซ่อนเร้น เช่น โครงการต่างๆที่ใช้เงินธนาคารรัฐแทนงบประมาณ ซึ่งสุดท้ายรัฐบาลต้องรับภาระอยู่ดี”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

ผู้ว่า ธปท.เปิดจุดอ่อนประเทศไทย!

Published กรกฎาคม 12, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ผู้ว่า ธปท.เปิดจุดอ่อนประเทศไทย!.

Pic_185628

เผยป้าหมายเศรษฐกิจไทยขณะนี้มี 3 ด้านคือ 1. อยากให้ประเทศก้าวหน้า เพื่อให้ทุกคนมีงานทำและมีรายได้ 2. ต้องการให้ทุกคนกินดีอยู่ดี 3. การขยายตัวของเศรษฐกิจยั่งยืน…

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในงานมอบรางวัลสิปปนนท์ ประจำปี 2554 ของกองทุน “ศาสตราจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต” ว่า เป้าหมายเศรษฐกิจไทยขณะนี้มี 3 ด้านคือ 1. อยากให้ประเทศก้าวหน้า เพื่อให้ทุกคนมีงานทำและมีรายได้ 2. ต้องการให้ทุกคนกินดีอยู่ดี 3. การขยายตัวของเศรษฐกิจยั่งยืน ไม่ใช่โตมาก 2-3 ปีแล้วฟองสบู่แตกเหมือนวิกฤติปี 40 โดยเศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เติบโตร่ำรวยเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ ความสามารถในการยกระดับการผลิตของไทยเกิดขึ้นช้ามาก ภาคผลิตส่วนใหญ่โตด้วยการพึ่งเทคโนโลยีต่างประเทศ ไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ ทำให้รายได้ที่ไทยได้จากการผลิตถึงมือคนไทยไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น รายได้ 10 บาท เสียค่าพึ่งพาเทคโนโลยีและวัตถุดิบนำเข้า 4 บาท รายได้ จริงอาจไม่ถึง 6 บาทที่เป็นค่ารับจ้างผลิต “เห็นได้ชัดช่วงเกิดภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นไม่สามารถส่งชิ้นส่วนมาให้เราได้ ทำให้การผลิตของไทยโดยรวมลดลงมาก ส่งผลให้รายได้ของประเทศและคนไทยลดลง เพราะการผลิตคอมพิวเตอร์และยานยนต์มีสัดส่วน 20% ของการส่งออก ใช้แรงงาน 600,000 คน”

นายประสารกล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเกาหลีใต้ ซึ่งทุ่มเทกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง พบว่าช่วงปี 2523 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาติในเอเชียเริ่มเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนและรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ผลสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของไทยกับเกาหลีใกล้เคียงกัน แต่ผ่านมา 20 ปี สำรวจอีกครั้งปี 2543 ไทยล้าหลังเกาหลีใต้อยู่ 10-15 ปี โดยเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีของตัวเอง มีแบรนด์สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือชั้นนำของโลก แต่ไทยยังพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและรับจ้างผลิต “รัฐมีแนวคิดส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่ประเทศมีงบเพื่อการวิจัยและพัฒนา 0.2% ของจีดีพี เป็นตัวเลขเดียวต่อเนื่องมา 10 ปี ขณะที่มาเลเซียมีงบฯส่วนนี้ 0.8% ของจีดีพี และญี่ปุ่น 3.5% ของจีดีพี ดังนั้น หากต้องการให้ไทยไม่ถูกทิ้งห่างเรื่องขีดการแข่งขันการค้าและการผลิต อยากให้ทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลใหม่ให้ความสนใจเรื่องนี้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลกไปในทางนี้ ไม่เช่นนั้นรายได้ของเรายังเป็นแค่รับจ้างผลิตไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างที่ควรเป็น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ผู้ว่าฯธปท.เตือน ครม.ยิ่งลักษณ์ ระวังผิดทางเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

Published กรกฎาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 กรกฎาคม 2554, 00:46 น.

ผู้ว่าฯธปท.เตือน ครม.ยิ่งลักษณ์ ระวังผิดทางเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ.

Pic_185353

ผู้ว่า ธปท.ระบุ การใช้จ่ายของประชาชน และเอกชนปีนี้แข็งแกร่ง รัฐบาลใหม่ไม่ควรอัดสารพัดนโยบายประชานิยมกระตุ้นเพิ่มอีก หวั่นเป็นการส่งสัญญาณผิด และก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว ขณะที่ “เงินเฟ้อพุ่ง”ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง วอนอย่าพูดมากเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

วันที่ 10ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ขณะนี้ ธปท.กำลังจับตา การร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะการปรับปรุงนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียง มาสู่นโยบายทางเศรษฐกิจที่แท้จริงว่า จะออกมาให้รูปแบบใด มีความรับผิดชอบในเรื่องความสมดุลของรายรับและรายจ่ายมากหรือน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระยะยาว

โดยเท่าที่พิจารณาในขณะนี้ วงเงินงบประมาณเดิมในปี 2555 ที่มีการตั้งขาดดุลงบประมาณไว้ 3.5 แสนล้านบาท น่าจะเหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ “ธปท.ได้ชี้แจงในผู้ที่จัดทำงบประมาณไว้แล้วว่า ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายรัฐไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระตุ้นการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน เพราะในช่วงที่ผ่านมา การใช้จ่ายของภาคเอกชนขยายตัวได้ดี ในระดับที่สูงต่อเนื่อง

โดยในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 5.1%” ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า รัฐบาลใหม่ควรจะเน้นกระตุ้นในการด้านการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือโครงการขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวในระยะยาวมากว่า หากเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นเร่งการใช้จ่ายอาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ ผิดพลาดได้

“ปีที่ผ่านมา เราขาดดุลงบประมาณ 4.2 แสนล้านบาท เพราะเป็นช่วงที่ต้องกระตุ้นการใช้จ่าย เพราะเป็นช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ปีนี้ไม่ใช่ไม่ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่การขยายตัวของการใช้จ่ายภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แรงที่รัฐต้องกระตุ้นน่าจะลดลง การบอกว่า จะกระตุ้นเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดปัญหา ดังนั้น รัฐบาลควรที่จะเดินหน้าเข้าสู่กรอบของการทำงบประมาณสมดุลใน 4-5 ปีข้างหน้า ตามกรอบที่วางไว้เดิม” นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าว ด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการขยายตัวในครึ่งปีแรก โดย ธปท.ประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยปีนี้ไว้ที่ 4-5% เป็นตัวเลขที่น่าจะทำได้ และเป็นการขยายตัวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนี้ ขณะที่สิ่งที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ธปท.ยังมองว่า เป็นการที่เงินเฟ้อของประเทศอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะเงินเฟ้อในเดือนล่าสุด เดือนมิ.ย. จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง และยังมีความจำเป็นต้องดูแลไม่ให้สูงเกินไป

แต่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกในการประชุุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 ก.ค.นี้หรือไม่นั้น คงต้องขึ้นกับการพิจารณาของคณะกรรมการทั้ง 7 คน

ต่อข้อถามถึงแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ซึ่งขณะนี้ยังมีความสับสนในนโยบายของรัฐบาลใหม่ เพราะยังมีการให้สัมภาษณ์ที่แตกต่างกันระหว่างทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ทั้งความต้องการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวอย่างมีการจัดการ

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในขณะนี้ไม่อยากให้มีการพูดถึงเรื่องระบบอัตราแลกเปลี่ยนกันมากนัก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และอาจก่อให้เกิดความผันผวนเกิดขึ้นกับค่าเงินบาท “ธปท.อยากให้รอให้รัฐบาลใหม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่า เงินบาทก่อน ว่า มีแนวคิดที่ชัดเจนอย่างไร เพ่ื่อให้มีข้อสรุปก่อนที่รัฐบาลใหม่จะแสดงความคิดเห็นออกมา

ขณะที่ ธปท.เองก็ยังไม่อยากให้ความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลในเวลานี้ เพราะการพูดเรื่องนี้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ดังนั้น รอให้มีขอสรุปก่อน จึงจะมาหารือในเรื่องนี้กันว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใดจะดีกว่า”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 กรกฎาคม 2554, 00:46 น.

ธปท.หนุนอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวเหมาะกับไทย

Published กรกฎาคม 7, 2011 by SoClaimon

7 กรกฎาคม 2554, 19:34 น.

ธปท.หนุนอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวเหมาะกับไทย.

Pic_184660

แบงก์ชาติ สนับสนุน “ปูแดงจ๋า” ระบุอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวมีการจัดการเหมาะสมกับไทย ช่วยรับมือเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนแรง และไหลเข้าออกรวดเร็วได้ดีกว่า “ประสาร” ระบุ หากเสถียรภาพรัฐบาลดี การเมืองดี นโยบายเศรษฐกิจดี ครึ่งปีหลังเงินไหลเข้าไทยทะลัก…

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กล่าวถึงการแสดงความเห็นของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีความเห็นทั้งต้องการใช้ ธปท.ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในการดูแลค่าเงินบาท และมีความคิดเห็นให้กลับไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ว่า การใช้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแบบลอยตัวอย่างมีการจัดการ หรือ Managed Float อย่างในปัจจุบัน ยังเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนฯที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยการตัดสินใจใช้อัตราแลกเปลี่ยนในระบบใดนั้นจะต้องพิจารณาจากความเหมาะสม ของประเทศนั้นๆ เป็นหลัก เช่น กรณีประเทศจีน หรือฮ่องกง ที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่อย่างมีการจัดการ โดยปล่อยสามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อยภายใต้คณะกรรมการค่าเงิน (Currency Board) ซึ่งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่บางคนต้องการให้ ธปท.ใช้นั้น ต้องเข้าใจว่า ทั้ง 2 ประเทศนี้ถือเป็นประเทศที่เศรษฐกิจในลักษณะเฉพาะ มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ทุนสำรองทางการ และฮ่องกงเป็นศูนย์การการเงิน ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย

ในช่วงก่อนปี 2540 เราเคยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่มาแล้ว และเกิดปัญหาขึ้น หลังจากนั้นเราใช้ระบบลอยตัว ซึ่งไม่ได้ตรึงค่าเงินบาทไว้ในระดับใดระดับหนึ่ง ธปท.มีหน้าที่เข้าไปดูแลในช่วงที่มีการแข็งค่าหรืออ่อนค่าเร็วเกินไป เพื่อลดความผันผวนไม่ให้กระทบผู้ส่งออกนำเข้า ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ช่วยรองรับการไหลเข้าออกของเงินทุนที่ไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วใน ปัจจุบันได้มากกว่า โดยในส่วนของ ธปท.มองว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา และธปท.มีการชี้แจงการทำงานให้ทราบ จะสามารถเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศไหลเข้าและออกค่อนข้างเร็ว เมื่อยังไม่แน่ใจการเลือกตั้ง เงินก็ไหลออกไปเร็ว แต่เมื่อเห็นว่า คะแนนเสียงที่ได้รับระหว่างพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้าน ห่างกันมา ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองให้ดีขึ้น เงินทุนจากต่างประเทศจึงไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นค่อนข้างเร็ว ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากเสถียรภาพทางการเมืองยังดีต่อเนื่อง หน้าตาของ ครม. ดีมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดี เชื่อว่า ครึ่งปีหลังเงินทุนจากต่างประเทศน่าจะกลับมาไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสที่จะเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมีผลต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป เพราะในขณะนี้เท่าที่ประเมินภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในครึ่งปีหลังน่าจะยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งได้ ขณะที่ปัญหาหนี้ของรัฐบาลในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ยังคงแก้ปัญหาไม่เสร็จสิ้นในครึ่งปีนี้ รวมทั้ง ยังมีกรณีที่เศรษฐกิจจีนที่หลายฝ่ายกำลังจับตา ว่า จะชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่อเนื่องอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) หรือลงกระแทกแรง (Hard Landing) ซึ่งทั้งหมดทำให้เงินยังไหลเข้าในภูมิภาคนี้ทั้งประเทศไทย

“ในส่วนของธปท.มีหน้าที่ที่จะบริหารจัดการเงินทุน และค่าเงินบาทให้ผันผวน และช่วยในการแข่งขันของประเทศอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าไม่ดี ส่วนเรื่องระบบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทนั้น เคยให้ความเห็นไปก่อนหน้าว่า เรายังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวอย่างมีการจัดการ” ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 กรกฎาคม 2554, 19:34 น.

ธปท.เล็งเคลียร์ใจรมว.คลังใหม่ หลังแนวคิดนโยบายการเงินไม่ตรงกัน

Published กรกฎาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.

ธปท.เล็งเคลียร์ใจรมว.คลังใหม่ หลังแนวคิดนโยบายการเงินไม่ตรงกัน.

Pic_184390

ผู้ว่าธปท.เล็งหารือรมว.คลัง คนใหม่ เพื่อรับทราบแนวคิดเรื่องการใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือใช้ดอกเบี้ยอ่อน รวมทั้งเสนอข้อเท็จจจริงของภาวะเศรษฐกิจไทย และแนวทางที่ ธปท.ทำอยู่ว่า เชื่อทำให้รมว.คลังใหม่เข้าใจได้ ดีใจประเทศเริ่มมีเสถียรภาพ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวคิดของทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแนวนโยบายการเงินที่แตกต่างจากธปท.ในปัจจุบัน เช่น สนใจที่จะใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือระบบคณะกรรมการค่าเงิน (Currency Board) ของฮ่องกง รวมทั้งต้องการให้ผ่อนคลายนโยบายอัตราดอกเบี้ยลงว่า ในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดจั้งรัฐบาล และเลือกตัวรมว.คลัง ขณะที่แนวคิดต่างๆ ในเรื่องการดำเนินนโยบายการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนที่ออกมานั้น ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนถึงแนวคิดทั้งหมดว่า สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยต้องการคืออะไรบ้างทั้งนี้ ในการบริหารประเทศทุกยุคที่ผ่านมา ธปท.กับกระทรวงการคลัง มีความเกี่ยวข้องและต้องทำงานร่วมกันมาก ดังนั้น ควรจะมีการทำความเข้าใจในแนวคิด และนโยบายต่างๆ ของกันและกันที่ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินนโยบายทั้งในด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการเงิน

“ในขณะนี้รออยู่ว่า รมว.คลังคนใหม่ จะเป็นใคร และแนวคิดโดยรวมในเรื่องนโยบายการเงิน ของรัฐบาลใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร หลังจากนั้น คาดว่าจะมีโอกาสได้หารือ พูดคุยกัน ในแนวคิดหลักๆ เกี่ยวกับนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ว่า รมว.คลังมีความเห็นอย่างไร และสิ่งที่ ธปท.กำลังดำเนินการอยู่เป็นอย่างไร รวมทั้ง ภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศว่า เป็นอย่างไร และเมื่อได้หารือร่วมกัน จะได้ประสานงานกัน และรู้ชัดเจนว่า จะทำอะไรได้บ้าง และเชื่อว่าจะทำความเข้าให้ตรงกันได้”นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การพูดถึงอัตราเงินเฟ้อ 5-6% ยังรับได้ หรืออัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือลอยตัวแบบมีการจัดการ หรือดอกเบี้ยอ่อนนั้น หากพูดเป็นคำๆ อาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน และไม่รู้ข้อจำกัดของแต่ละเรื่อง แต่ถ้ารมว.คลัง คนใหม่กับธปท.ได้มีการหารือกัน บางที่แนวคิดที่ว่าแตกต่างกัน ความจริงอาจจะไม่ได้แตกต่างกันเลยทำงานไปพร้อมกันได้ ก็มีความเป็นไปได้มาก เช่น ถ้าพูดถึงเงินเฟ้อ ก็ต้องพูดถึงเรื่องความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าของไทยกับต่างประเทศ ต้นทุนราคาสินค้า และผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนในประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศสามารถผ่านการเลือกตั้งไปอย่างเรียบร้อย และผู้นำของประเทศ ทั้งคุณยิ่งลักษณ์ และคุณอภิสิทธิ์ แสดงความมีวุฒิภาวะที่ดี และมีความเป็นผู้ใหญ่ มีการยอมรับในเสียงของประชาชน และกติกา ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นที่ดี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นเพื่อนำเงินออกไป เพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้การลงทุนในไทยต่ำกว่าน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสม เริ่มนำเงินกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นใหม่อีกครั้ง และหลังจากนี้ นักลงทุนคงต้องจับตาการจัดตั้งครม. ตัวทีมเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาล ถ้าเป็นไปในทิศทางที่ดี เชื่อว่า เงินลงทุนของต่างชาติในครึ่งปีหลังจะไหลเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง และเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก

“ถ้าประเทศมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ดี มีครม. มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดี เชื่อว่า ครึ่งปีหลังเงินทุนจากต่างประเทศน่าจะกลับมาไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะมีผลต่อค่าเงินบาทบ้าง แต่ธปท.มีหน้าที่ที่จะบริหารจัดการเงินทุน และค่าเงินบาทให้ผันผวน และช่วยในการแข่งขันของประเทศอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เงินทุนไหลเข้ามาเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าไม่ดี เพราะประเทศที่มีความเชื่อมั่นมีเสถียรภาพเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว” นายประสาร กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของปัจจัยทางการเมือง และแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่จะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และการดำเนินนโยบายการเงิน ของธปท. นั้น นายประสาร กล่าวว่า ทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจของธปท. ในฐานะเลขาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะรวบรวมข้อมูลล่าสุดที่ทันสมัยให้กนง.พิจารณาในการประชุม 13 ก.ค.นี้

ด้านนางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายตลาดการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.เคยบอกแล้วว่า เงินทุนระหว่างประเทศในปีนี้จะไหลเข้าและออกค่อนข้างเร็ว ดังนั้น เมื่อเห็นว่า คะแนนเสียงที่ได้รับระหว่างพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้าน ห่างกันมา ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง เงินทุนจากต่างประเทศจึงไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นค่อนข้างเร็ว หลังจากที่ช่วงก่อนหน้าไหลออกไปเร็ว แต่เมื่อผ่านมา 2 วัน วานนี้ (6 ก.ค.) ค่าเงินบาทเริ่มนิ่ง เพราะมีเงินไหลเข้ามาซื้อหุ้น แต่ก็มีเงินต่างชาติไหลออกไปลงทุนในตลาดทองคำนอกประเทศด้วย เพราะในช่วงนี้ราคาทองเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.

ธปท.หนุน ใช้ทุนสำรองลงทุนน้ำมันดิบ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

Published กรกฎาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 กรกฎาคม 2554, 17:15 น.

ธปท.หนุน ใช้ทุนสำรองลงทุนน้ำมันดิบ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ.

Pic_184345

ผู้ว่าธปท.ระบุ การนำทุนสำรองไปลงทุนซื้อน้ำมันดิบ เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะธปท.ไม่มีความรู้นอกจากนั้น ยังต้องศึกษากฎหมายให้ชัดเจนว่า ทำได้ทันทีหรือไม่ เพราะถ้าต้องแก้กฎหมายคงไม่ใช้อำนาจตัดสินของธปท.คนเดียว

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง กรณีที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มีแนวคิดเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคลังน้ำมันของประเทศ เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ ทดแทนการยกเลิกกองทุนน้ำมัน โดยให้ธปท.นำเงินทุนสำรองทางการระหว่างประเทศส่วนหนึ่งไปลงทุนซื้อน้ำมัน สำรองเก็บไว้ว่า การที่ธปท.จะนำเงินทุนสำรองออกไปเพื่อทำอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น จะต้องมีสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง และเป็นประโยชน์กับประเทศ ซึ่งการนำทุนสำรองไปซื้อน้ำมันดิบมาสำรองไว้ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ

“ขณะที่ ทั่วโลกมีการซื้อขายน้ำมันกันแพร่หลาย และเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศ คล้ายๆ กับการลงทุนในทองคำหรือเงินตราต่างประเทศ แต่ปัญหาคือ ธปท.ไม่มีความรู้ในธุรกิจน้ำมัน และการซื้อขายน้ำมัน ทำให้การลงทุนน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะเราก็ต้องการลงทุนในน้ำมันตอนราคาต่ำๆ ขณะที่ราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีความผันผวนสูง เช่นเดียวกับราคาทองคำ ดังนั้น การลงทุนจะต้องมีความระมัดระวัง นอกจากนั้น จะต้องไปดูกฎหมายของธปท.ในขณะนี้ก่อนว่า สามารถลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ทองคำได้หรือไม่” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และดูข้อกฎหมายด้วย เพราะหากในขณะนี้ธปท.ไม่สามารถลงทุนในน้ำมันได้ ก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อำนาจธปท.คนเดียวที่จะทำได้ นอกจากนั้น หากจะนำเงินสำรองไปให้ปตท.บริหารจัดการเรื่องลงทุนน้ำมันให้ก็ต้องมี โครงสร้างของการทำงานที่โปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี และมีการระบุความรับผิดชอบที่ชัดเจน กรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้น

ด้านนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องคิดให้รอบคอบ เพราะราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง และเท่าที่ทราบยังไม่มีธนาคารกลางประเทศไหนใช้ทุนสำรองไปลงทุนซื้อน้ำมัน เก็บเอาไว้ เพราะเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายภาครัฐมากกว่า

“การนำทุนสำรองไปลงทุนอะไรสักอย่างก็ต้องมีกลยุทธ์ด้านการลงทุนชัดเจน เพราะการลงทุนลักษณะนี้เป็นเรื่องระยะยาว อีกทั้งต้องมีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี และหากจะมีการนำเงินสำรองที่เป็นสินทรัพย์ออกไป ก็ต้องมีเพิ่มสินทรัพย์อื่นเข้าทดแทนด้วย ทั้งนี้ หากธปท.ก็มีการลงทุนเพื่อลดความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออื่นๆ ในขณะนี้ ธปท.ก็ลงทุน พันธบัตรที่อิงกับอัตราเงินเฟ้อในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการป้องกันตัวเองในยามที่ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนได้ ระดับหนึ่งแล้ว” รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าว

นางอัจนา ยังแสดงมุมมองส่วนตัวถึง รมว.คลังคนใหม่ ด้วยว่า อยากได้รมว.คลังที่มีความสามารถอย่างมาก เพราะหนทางข้างหน้าภาคคลังไม่ใช่เรื่องง่าย คือ รัฐบาลยังมีภาระที่ต้องทำตามสิ่งที่ตัวเองพูด จึงจำเป็นที่รมว.คลังต้องมองเห็นทั้งสิ่งที่ต้องทำและผลกระทบระยะยาว จึงจำเป็นต้องเป็นคนมีฝีมืออย่างมากมาทำหน้าที่ดังกล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 กรกฎาคม 2554, 17:15 น.

เลือกตั้ง 54 กลิ่นแบงก์พันหอมฟุ้ง ธปท.ระบุธนบัตร 1,000 บ. ปลิวว่อนกว่า 7 หมื่น ล.

Published กรกฎาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.
เลือกตั้ง 54 กลิ่นแบงก์พันหอมฟุ้ง ธปท.ระบุธนบัตร 1,000 บ. ปลิวว่อนกว่า 7 หมื่น ล. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183238

ความต้องการแบงก์ 1 พันบาท เลือกตั้ง 54 สะพัด ตัวเลขธนบัตรหมุนเวียนของ ธปท. ล่าสุด เดือน พ.ค. ยุบสภาเดือนแรก แบงก์พันบาทเพิ่มขึ้นในระบบอีก 509 ล้านบาท ขณะที่ย้อนไปเดือน เม.ย. เดือนที่นายกฯประกาศชัดว่าจะยุบสภาแน่ ปริมาณแบงก์พันเพิ่มมากอย่างน่าสังเกต เพราะเพิ่มขึ้นถึงเดือนเดียว 70,011 ล้านบาท ผู้ว่า ธปท. ระบุการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติเลือกตั้ง และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น…

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 5.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็น อัตราเพิ่มที่สูงเมื่อเทียบช่วงที่ผ่านมานั้น ธปท.มองว่าส่วนหนึ่งของเม็ดเงินที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอาจจะมา จากความต้องการใช้จ่ายเงินในช่วงการรณรงค์หาเสียง เลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะมีการใช้จ่าย เงินเพิ่มขึ้นในช่วงเลือกตั้งที่มีกิจกรรมในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง การใช้จ่ายที่ดีขึ้น มาจากกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และเมื่อเศรษฐกิจของเราใหญ่ขึ้น ทำให้ความต้องการธนบัตร เพิ่มมากขึ้นด้วย

“ในช่วงเดือน พ.ค. เป็นเดือนที่มีการยุบสภา การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีการใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง แต่ตามปกติการเร่งใช้จ่ายเงินเพื่อการเลือกตั้ง หรือการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงนั้น ธปท.ไม่ได้ตามว่าเม็ดเงินส่วนไหนไปทำอะไร และคงแยกแยะได้ยาก ขณะเดียวกัน ในเดือน พ.ค. ถึงจะมีการใช้จ่ายเพิ่มเห็นได้ชัด แต่ยังอีกไกลกว่าจะมีการเลือกตั้งจริง เพราะการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่ การเคลื่อนไหวของเงินหรือธนบัตรหมุนเวียนอาจจะเปลี่ยนไปอีกใกล้ๆช่วงเลือก ตั้ง ถ้าต้องการตามดู ความเคลื่อนไหวของเงินว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือไม่ คงจะต้องรอดูช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. อีกครั้ง”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า จากตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ธปท.คงระบุไม่ได้ว่าเงินส่วนไหนเป็นเม็ดเงินที่ใช้จ่ายเพื่อการเลือกตั้ง และส่วนไหนเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นจากกำลังซื้อของประ-ชาชนที่ดีขึ้น เพราะการดูเม็ดเงินในระดับมหภาคคงแยกแยะเม็ดเงินได้ค่อนข้างยาก แต่หากมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ การผลิตในส่วนรถยนต์ที่หายไปจากผลกระทบญี่ปุ่น ก็เริ่มกลับมาขยายตัวแล้ว

ทั้ง นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประ-เทศไทย (ธปท.) ได้รายงานเงินสดหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจไทยล่าสุดสิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่มีการยุบสภา เดือนแรกเพื่อเข้าสู่การรณรงค์หาเสียงเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป พบว่ามีธนบัตรหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงิน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับธนบัตรที่อยู่ในมือ ธปท.ทั้งสิ้น 1,214,485 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณธนบัตรหมุนเวียนที่เท่ากับเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

อย่าง ไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าระบบการเงินมีความต้องการธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นธนบัตรชนิดราคาเดียว ที่มีการหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ธนบัตรชนิดราคาอื่นๆ เช่น ราคา 500 บาท 100 บาท และ 50 บาท ลดลง ส่วนธนบัตร ชนิดราคา 20 บาท มีปริมาณหมุนเวียนเท่ากับเดือน เม.ย. โดย ณ สิ้นเดือน พ.ค. มีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท หมุนเวียนในระบบทั้งสิ้น 961,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 509 ล้านบาท ขณะที่ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท มีหมุนเวียนในตลาด 108,599 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 246 ล้านบาท ขณะที่ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท มีหมุนเวียนทั้งสิ้น 100,449 ล้านบาท ลดลง 58 ล้านบาท ขณะที่ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท หมุนเวียนทั้งสิ้น 12,189 ล้านบาท ลดลง 206 ล้านบาท

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า ความต้องการธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้งนั้นเกิดขึ้นชัดเจนมาตั้งแต่ เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่นายกรัฐมนตรีมีการประกาศชัดเจนว่าจะยุบสภาอย่างแน่นอนใน ช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยสิ้นเดือน เม.ย. มีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท หมุนเวียนในระบบ 961,134 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 70,011 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างผิดปกติ เพราะหากย้อนกลับไปอีกเดือน ณ สิ้นเดือน มี.ค. ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 4,033 ล้านบาท

ทั้งนี้ ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท.ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิมพ์ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่ปริมาณธนบัตรที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นชนิดราคา 1,000 บาท และ 500 บาท แต่ครั้งนี้ เป็นธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทล้วนๆ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท.ตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนธนบัตรที่เพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นเดือน เม.ย. อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นช่วงของการปรับขึ้น เงินเดือนของพนักงาน และค่าจ้างแรงงานประจำปี ซึ่งมีส่วนทำให้ความต้องการเงินธนบัตรเพิ่มขึ้นด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.

tags:
เลือกตั้ง แบงก์พัน ธปท. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

%d bloggers like this: