ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

All posts tagged ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ธปท.มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ54

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128025.

Pic_128025

แบงก์ชาติ มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เตรียมออกแผนพัฒนาตลาดเงิน วางแผนใช้เงินไหลออก และสกัดเงินร้อนไหลเข้า ยันยังไม่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าตอนนี้ เพราะบาทเริ่มอ่อนค่า ระบุ คุมอสังหาฯจำเป็น แต่เป็นมาตรการเตือนแค่ให้ปรับตัว…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า ในปีนี้รวมผบกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุทกภัยแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 7-7%กว่า และคาดว่าในปีหน้าจะขยายตัวในระดับ 3-5% โดยปัจจัยเสี่ยงในการขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าในสายตา ธปท.ยังมีชัดเจนใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเสี่ยงทางการเมือง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากมีผลกระทบถึงทุกภาคธุรกิจ และทำให้นโยบายในการพัฒนาประเทศไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ปัจจัยต่างประเทศที่จะเข้ามากระทบ ซึ่งจะต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากมองว่า มาตรการผ่อนคลายด้านปริมาณเงินหรือ QE นั้น จะมีเงินออกมาต่อเนื่อง และเมื่อหมดระยะที่ 2 แล้ว อาจจะยังมีการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาอีกในระยะต่อไป โดยในส่วนการดำเนินนโยบายมหาภาคและนโยบายการเงินของธปท.นั้น นอกจากการประสานการใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินมาช่วยดูแลเสถียรภาพของ เศรษฐกิจ หรือ Macro Prudential เพื่อช่วยเพิ่มส่วนที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจจะทำไม่ได้แล้ว ในปีหน้าจะมีการเพิ่มเครื่องมีในการดูแลเงินทุน โดยทำเป็นแผนพัฒนาตลาดการเงินขึ้นมา เพื่อวางกรอบในการสร้างเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการผลักดันเงินทุนให้ไหลออก เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบัน และการสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อรับมือกับเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามา ต่อเนื่อง และมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการสร้างตลาดเงินของไทยให้มีความกว้างและลึกขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเงินทุนที่ไหลจะไหลเข้ามากขึ้น ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามามากเกินไปก็เหมือนน้ำท่วม หากมีการสร้างที่พักน้ำหาที่ให้น้ำไปอยู่ได้ มากขึ้น การบริหารจัดการน้ำก็ทำได้ดีขึ้น

“ในส่วนของมาตรการการควบคุมเงิน ไหลเข้า ในขณะนี้มีการศึกษาไว้หลายมาตรการ แต่การนำมาใช้เมื่อไร ต้องพิจารณาเงื่อนไขความเหมาะสม และเงื่อนไจการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ 3-4 วันที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท อ่อนค่า จากความกังวลในปัญหาหนี้สินยุโรปของประเทศไอร์แลนด์และห่วงว่าอาจจะลามไปยัง กรีซและโปรตุเกสได้ รวมทั้งความกังวลในเศรษฐกิจจีน ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้นเพราะนัก ลงทุนย้ายจากการถือเงินสกุลอื่นไปถือดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งธปท.กำลังเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ เพราะอาจจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ได้” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การดูแลความสมดุลของเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปีหน้า ธปท.จะจับตาดูใน 7 เรื่องหลัก คือ 1.เสถียรภาพด้านต่างประเทศ 2.การให้สินเชื่อ และฐานการเงินของธนาคารพาณิชย์ 3.หนี้สินของภาคครัวเรือน 4.ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์ 6.ฐานะการเงินของภาคธุรกิจโดยรวม และ7.ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ หากมีด้านใดด้านหนึ่งเริ่มเสียสมดุล ธปท.จะใช้วีส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพราะหลายครั้งหลายปล่อยให้เกิดปัญหาจะช้าไปที่จะแก้ไข

“ที่ผ่านมา ธปท.ออกมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ไม่ใช่เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เกิด ฟองสบู่ แต่ที่ผ่านมาเกณฑ์การคิดน้ำหนักความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ต่ำไป เพราะอยู่ในช่วงวิกฤตต้องการกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อมีความเสี่ยงที่เงินนอกจะทะลักเข้ามาในธุรกิจนี้ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หากยังคิดความเสี่ยงเดิมอาจะมีผลกระทบจนธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อจนเกิน เลยความพอดี มีผลต่อหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่มาตรการที่ออกมา ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นมาตรการเตือนเท่านั้น และมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.
โฆษณา

แบงก์ชาติ แนะรัฐบาลใหม่ จับตาเศรษฐกิจโลกใกล้ชิด

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193060.

Pic_193060

ธปท.พร้อม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงิน ให้รมว.คลังคนใหม่รับทราบ ระบุเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลต้องจับตาใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.พร้อมที่จะให้รายงานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ให้รมว.คลัง และรัฐบาลใหม่รับทราบ รวมทั้งการดำเนินการ และการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และให้ รมว.คลัง คนใหม่รับทราบ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ต้องขึ้นอยู่กับ รมว.คลัง แต่เชื่อว่า ในการทำงานด้านเศรษฐกิจมีเวที และโอกาสที่จะได้หารือกันอยู่แล้ว

“เชื่อว่า รมว.คลังใหม่ รัฐบาลใหม่น่าจะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจของท่านแล้วส่วนหนึ่ง ในขณะที่ทางธปท.ก็มีข้อมูลเศรษฐกิจ และการดำเนินการทางการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อที่จะรายงาน ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรจะต้องดูแลนโยบายเศรษฐกิจของไทยให้เป็นไปในทิศทางที่รองรับ สถานการณ์เปลี่ยนแปลง”ผู้ว่าการธปท. กล่าว

ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า รมว.คลัง คนใหม่เป็นคนที่เคยทำงานที่ ธปท.มาก่อน ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถเข้าใจการทำงานของ ธปท.โดยเฉพาะในด้านการกำกับดูแลสถาบันการ เงินอยู่แล้ว ซึ่งตามปกติแล้ว ธปท.เป็นองค์กรที่สามารถทำงานได้กับ รมว.คลังทุกคนมาตลอดอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

แบงก์ชาติ ตามติด นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ย้ำ ดอกเบี้ยขาขึ้น

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193037.

Pic_193037

ธปท.ประชุมนายธนาคารต่างประเทศ ระบุ จับตาสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐฯ และยุโรปใกล้ชิด เพราะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้ง ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรกระทบเงินเฟ้อ ยันเดินหน้าดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารต่างประเทศ และสมาคมธนาคารต่างประเทศ ประชุมเพื่อวางแนวทางในการร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบสถาบันการเงิน และช่วยกันสร้างระบบโครงสร้างทางการเงินของประเทศ ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจการเงิน และการพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกที่อยู่กำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งดูแลให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปในสถานการณ์ไม่ปกติ ต่างๆได้

โดยปัจจัยสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ธปท.เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งการฟื้นตัวอ่อนแอ และมีปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ราคาผลิตผลทางการเกษตร และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ ทั้งนี้ ธปท.ส่งสัญญาณที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาต่อไป และจะนำหลักเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงิน ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส ) ฉบับที่ 3 มาใช้เพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินในระยะต่อไป รวมทั้งจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบชำระเงิน ฉบับใหม่ที่จะใช้ในปี 255-2559 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินของประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

ธปท.ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯส่อซึมยาว-เข้าสู่ภาวะถดถอย

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192781.

Pic_192781

ผู้ว่าธปท.เผย ขณะนี้เงินบาทมีเสถียรภาพ แม้จะผันผวน ชี้จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯครั้งนี้ ส่อเค้าทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯจ่อซึมยาว และถดถอย เนื่องจากปัญหาครั้งนี้เกิดจากภาครัฐ ยากหาคนช่วยแก้ไข…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยค่อนข้างเสถียรภาพ โดยค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวมาก แม้มีการปรับตัวอ่อนค่า และแข็งค่าบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนไหวผันผวนมากนัก เนื่องจากช่วงนี้ ตลาดมีทั้งความต้องการซื้อและขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั้ง 2 ทาง ทำให้ช่วงนี้ ธปท.ไม่ต้องเข้าไปดูแลค่าเงินมากนัก

“ค่าเงินบาท ขณะนี้ ไม่ได้เคลื่อนไหวมาก มีขึ้นมีลงบ้าง แต่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก ความต้องการเงินบาทในตลาด ก็มีการซื้อและขาย ทำให้ขณะนี้เราไม่เข้าไปดูแลอะไรมากมาย ค่าเงินบาทขณะนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ”นายประสาร กล่าว

ส่วนกรณีที่ บริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลง จากระดับ AAA สู่ AA+ และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อยาวนาน จะมีผลต่อตลาดเงินอย่างไรบ้างนั้น นายประสาร กล่าวว่า ในช่วง 2 ที่ผ่านมานี้ ยังไม่เห็นปฏิกิริยาอะไรต่อตลาดเงินมากนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างๆ คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยอาจจะขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่บ้าง ซึ่งจะเห็นได้จากราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่ในส่วนของค่าเงินในสกุลเงินเอเชียต่างๆ ก็ปรับตัวอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงค่าเงินบาท ก็เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนกรณีที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (แฟนนีเม) และบรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (เฟรดดี แมค) ลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA รวมทั้งยังได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายแห่งของรัฐบาลสหรัฐฯนั้น คิดว่า การปรับลดครั้งนี้คงไม่เหมือนปี 2551 ที่ เลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งเป็นวาณิชยกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ล้ม ซึ่งเกิดวิกฤติการเงิน และความไม่น่าเชื่อถือในสถาบันการเงิน แต่การปรับลดครั้งนี้ น่าจะเป็นกรอบการทำงานของการจัดอันดับเครดิตที่จะต้องปรับเครดิตธนาคารของ รัฐให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจของประเทศ

“ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหาไปบ้างแล้วระดับหนึ่ง ไม่น่าจะมีปัญหารุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ปัญหาครั้งนี้เป็นปัญหาของภาครัฐ ในเรื่องระดับหนี้สาธารณะประเทศ ดังนั้นมองว่า ปัญหาครั้งนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึมยาว มากกว่าจะเกิดภาวะช็อคแรงของภาคเอกชนเหมือนปี 2551 ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเป็นปัญหาระดับภาค ที่ยากจะหาคนมาช่วยเขาได้” นายประสาร กล่าว

สำหรับการดูแลปรับสัดส่วนการถือสินทรัพย์ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจของ ธปท.ในขณะนี้นั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เรื่องการลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯในทุนสำรองเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ มีทางเลือกไม่มาก แต่ธนาคารกลางทุกแห่งต้องค่อยๆปรับ โดยตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถือสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในทุนสำรอง แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อไตรมาสแรกปีนี้ กลับพบว่า ได้ลดลงมาเหลือเพียง 50% เท่านั้น และได้มีการปรับไปถือสินทรัพย์ในรูปแบบสกุลอื่นๆบ้าง ซึ่งธปท.เองก็ปรับตัวไปในทิศทางเช่นนี้เหมือนกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

แบงก์ชาติส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยที่ 1.75%ถึงสิ้นปี

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 16:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127451.

Pic_127451

ธปท.ส่งสัญญาณตรึง อัตรา ดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75%จนถึงสิ้นปีนี้ เหตุคุมเงินเฟ้อได้ในระดับที่น่าพอใจ แย้มธปท.มีมาตรการดูแลบาทและพร้อมใช้ แต่คงไม่ใช้ยาแรง เพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายวิทยา อินาลา รองประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรมวุฒิสภา กล่าวภายหลังหารือกับ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จากการพูดคุยกับผู้ว่าการ ธปท. คาดได้ว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี ไปจนถึงสิ้นปี 2553 เนื่องจาก ธปท.ได้คุมระดับอัตราเงินเฟ้อไว้ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และอัตราเงินเฟ้อตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปีนี้ น่าจะยังเติบโตได้อยู่ในกรอบ 7.3-8% และปีหน้าโต 3-5% ตามกรอบที่ ธปท.ประเมินไว้ได้

“จากที่เราได้พูดคุยกับ ธปท. เขาก็บอกว่า ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี ไปก่อนจนถึงสิ้นปีนี้ ธปท.ยังคงให้น้ำหนักในการดูแลเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งเงินเฟ้อปีนี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา  กล่าวต่อว่า ปัจจัยหนุนหลักที่ยังทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง ยังมาจากภาคการส่งออกเป็นสำคัญ ขณะนี้ผู้ส่งออกไทยได้มีการกระจายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และจีนมากขึ้น หลังเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (จี 3) เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียนมากถึง 23% และส่งออกไปจีนกว่า 10% ขณะที่ส่งออกไปสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เฉลี่ยอยู่ในสัดส่วน 10% ดังนั้นหากไปดูเรื่องค่าเงิน เมื่อเทียบกับอาเซียนและจีน พบว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็อยู่ในระดับที่แข็งค่าเหมือนกันกับค่าเงิน บาท ทำให้ไม่ไทยไม่ได้เสียเปรียบด้านการแข่งขันมากนัก อย่างไรก็ตาม มองว่าหาก ธปท.ไม่บริหารจัดการเรื่องค่าเงินบาท เชื่อว่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 27-28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปนานแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเห็นระดับนี้ภายในสิ้นปีนี้ก็ได้ ซึ่งถือว่าเราก็พอใจ

“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าเราแข็งค่าอยู่ในอันดับ 2 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชีย รองจาก ญี่ปุ่น ขณะที่มาเลเชียอยู่ที่อันดับ 3 แต่โชคดีที่ผู้ส่งออกเราสามารถกระจายความเสี่ยงค้าขายไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียนได้มากขึ้น ทำให้เราไม่ได้เสียเปรียบเรื่องค่าเงินมากนัก” นายวิทยา กล่าว

สำหรับเรื่องมาตรการการดูแลค่าเงินบาทนั้น ธปท.ระบุว่าได้มีการศึกษามาตรการ เพื่อรับมือไว้แล้ว และขณะนี้ก็มีมาตรการพร้อมจะดูแลค่าเงินแล้ว แต่คงจะไม่เลือกใช้มาตรการที่เป็นยาแรง เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก มีแต่ความเสียหายอย่างเดียว และสุดท้ายภายใน 3-4 เดือนปัญหาก็จะกลับมาอีก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 16:31 น.

ธปท.เชื่อ เงินฝากนิ่งสนิท แม้รัฐลดคุ้มครอง เหตุทุกแบงก์แกร่งเกิน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 02:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191878.

Pic_191878

ผู้ว่าธปท. ระบุ เริ่มมีผู้ฝากเงินโยกเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ แต่เป็นการโยกจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในตั๋วเงินฝาก ขณะที่ข้อมูล 6 เดือนแรกของปี 54 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวของสินเชื่อแตะระดับ 15.5%…

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา “การคุ้มครองเงินฝากและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน” ว่า การลดการคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝากในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีปัญหาเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และปีหน้าลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท ต่อบัญชี ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝากนั้นไม่ได้สร้างผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด เพราะธนาคารมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เริ่มมีประชาชนผู้ฝากเงินโยกเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์บ้างแล้ว แต่เป็นการโยกจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในตั๋วเงินฝาก หรือบี/อี ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ปีนี้ พบว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีการขยายตัวของสินเชื่อที่ดีที่ระดับ 15.5% ส่งผลให้ทั้งระบบมีกำไรเพิ่มขึ้น 29.4% มีฐานะเงินกองทุนสูงจากเกณฑ์ปกติ มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ไม่ต่ำกว่า 8.5% แต่ธนาคารส่วนใหญ่มีบีไอเอสสูงถึง 15.24% และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่ำเพียง 2.95% ส่งผลให้ประชาชนผู้ฝากเงินไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะของธนาคารเหมือนในอดีต

“ในภาวะเช่นนี้ การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากไม่น่าจะสร้างปัญหาให้กับประชาชน เพราะถึงที่สุดรายย่อยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 98.5% ของโครงสร้างผู้ฝากเงินทั้งระบบ ก็ยังได้รับการคุ้มครองเงินฝากหากเกิดกรณีปัญหาธนาคารฐานะไม่ดีต้องปิดตัวลง” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 สิงหาคม 2554, 02:30 น.

เตือน รบ.เก็บกระสุนกระตุ้น ศก.รอรับวิกฤติรอบใหม่

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 17:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191573.

Pic_191573

ธปท.แจงสาเหตุไม่อยากให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะต้องการให้เก็บกระสุนทั้งนโยบายการเงิน-การคลังไว้รับมิอวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ที่อาจะเกิดขึ้นได้ ชี้ถ้าใช้ระยะสั้นอาจต้องเดินตามรอยเศรษฐกิจสหรัฐฯ…

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาเรื่ออัตราเงินเฟ้อ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย และภาคอุตสาหกรรม จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยว่า สาเหตุที่ ธปท.ไม่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวในระดับที่เต็มศักยภาพในการผลิต เต็มประสิทธิภาพสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และเต็มความสามารถในการซื้อของประชาชน เพราะไม่ต้องการให้ก่อปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางในการขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจประเทศจี 3 ประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นอ่อนแอ ประเทศไทยควรที่จะเตรียมกระสุนไว้ทั้งในส่วนของนโยบายการเงิน และการคลัง เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต เพราะถ้าดูบทเรียนจากสหรัฐฯ ในขณะนี้ที่เขากระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้ตอนนี้เขาหมดกระสุน แม้ขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ต้องทยอยปรับลดงบประมาณลง เท่ากับกระสุนทางการคลังหมด ขณะที่นโยบายการเงินนั้น การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ( QE) ติดกัน 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาก โดยหลังจากการใช้ QE2 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ อยู่ที่ติดลบ 1% ซึ่งจะกระตุ้นต่อไปก็คงไม่เกิดผลแล้ว และปัญหาของสหรัฐฯ กำลังก่อปัญหากับเศรษฐกิจโลก

“ธปท.ไม่อยากให้รัฐบาลเร่งเครื่องยนต์ที่มีอยู่มากเกินไป จนกระทั่งเครื่องพังเสียหาย แต่ถ้าจะลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ หรือซื้อเครื่องที่ 2 เครื่องที่ 3 มาช่วยขับเคลื่อนเพิ่มเป็นเรื่องควรดำเนินการ โดยเฉพาะการปรับปรุงงบลงทุนของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 16% ของงบประมาณให้เพิ่มขึ้นเป็น 22-23% ของงบประมาณ จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ หรือถ้าเพิ่มขึ้นไปถึง 25% ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับรัฐบาลประเทศในภูมิภาคนี้ก็จะถือเป็นเรื่องที่ดี กว่า ที่จะกระตุ้นโดยการหว่านเงินลงไปเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายซึ่งเป็นผลระยะสั้น” นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าวเพิ่มว่า ธปท.จึงอยากให้รัฐบาลเก็บนโยบายการคลังส่วนหนึ่งไว้เป็นแรงในการกระตุ้น เศรษฐกิจในยามจำเป็นจริงๆ และสำรองไว้เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แทนที่จะเร่งให้จนหมดกระสุน ขณะที่นโยบายการเงินนั้น ก็ควรจะทำให้อยู่ในระดับปกติ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก และอยู่ในอัตราที่สกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้นไปจนบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน และทำให้ต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก และเศรษฐกิจประเทศโดยรวม

“อัตราเงินเฟ้อก็เหมือนปลวก ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือนบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง เงินเฟ้อก็ถือเป็นศัตรูที่กัดกินมูลค่าของเงินที่หามาได้ ส่งผลลดทอนความสามารถในการใช้จ่าย ซื้อสินค้าของประชาชน และเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาคงไม่ใช่การฉีดยากำจัดปลวกทุก 3 เดือน 6 เดือน เช่นการใช้มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ หรือตรึงราคาสินค้า ซึ่งแก้ปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ภาพรวมราคาสินค้ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ดี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น มาตรการเหล่านั้น จึงเป็นแค่การเลื่อนระยะเวลาของปัญหาออกไป และอาจต้องใช้งบประมาณสูงที่จะอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง” นายประสาร กล่าว

นอกจากนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ยังยกตัวอย่าง ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นที่กระทบการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยว่า หากเงินเฟ้อจากต้นทุนวัตถุดิบทั่วไปสูงขึ้น 1% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นประมาณ 0.2% ซึ่งส่งผลไปยังราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากราคาสินค้าปรับขึ้นมาจะกระทบต่อการขยายตัวของภาคการผลิตได้ โดยยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัฐในการผลิตที่เร่งขึ้นมากในปี 2551 โดยพบว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 1% ทำให้ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 0.38% เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.17% โดยราคาที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 85,000-130,000 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 108,000-160,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมในปีนั้นลดลง ประมาณ 2% ซึ่งจุดนี้คือผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างเดียว แต่ในขณะนี้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ

“ในส่วนของ ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลรักษาค่าเงินของประชาชน ให้คนไทยสามารถซื้อของได้เท่าเดิมโดยใช้เงินเท่าเดิมนานที่สุด การใช้ดอกเบี้ยนโยบายในการคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป ลดการใช้จ่ายและการลงทุนที่ไม่จำเป็นลดลง เพราะผู้กู้และผู้บริโภคอาจจะต้องวางแผนในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งธปท.พยายามทำไม่ให้กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ และที่ผ่านมาต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นของภาคประกอบการเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะสัดส่วนต้นทุนการเงินต่อต้นทุนรวมมีสัดส่วนแค่ 5% แต่การจะลดเงินเฟ้อลงในระยะยาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อลดต้นทุนลง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยยกระดับการขยายตัวและเติบโตไปอีกชั้น ในแนวทางเดียวกับเกาหลีใต้ หรือไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป” นายประสาร กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 17:20 น.

ธปท.โยกย้าย ผู้บริหารระดับสูง 9 ตำแหน่งรวด

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

23 กรกฎาคม 2554, 00:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188406.

Pic_188406

ธปท.ประกาศแต่งตั้งโยกย้าย และเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง 9 ตำแหน่งรวด หวังสร้างความมั่นใจในการทำงานให้บรรลุภาระกิจ…

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงใหม่ แทนผู้บริหารเดิมที่เกษียณอายุในสิ้นเดือนกันยายนปีนี้ ตามมติของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(บอร์ด ธปท.)ที่มีการประชุมในช่วงเช้าวันที่ 22 กรกฏาคมดังนี้

1.เลื่อนตำแหน่งนายฉิม ตันติยาสวัสดิกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายระบบข้อสนเทศ ซึ่งดูแลงานด้านระบบการชำระเงิน ขึ้นเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ ด้านเทคโนโลยีข้อสนเทศและระบบการชำระเงิน ซึ่งเป็นระดับเทียบเท่ารองผู้ว่าการ ธปท.ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

2.เลื่อนตำแหน่งนางสาว ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้เชี่ยวชาญ ขึ้นเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ ธปท. ด้านนโยบายต่างประเทศ เทียบเท่าระดับรองผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

3.โยกย้าย นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ซึ่งเคยดูแลงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน แทน น.ส.พิมพา ถาวรายุศม์ ที่เกษียณอายุ

4.โยกย้าย นายนพพร ประโมจนีย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายปฏิบัติการ เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร แทนนางจิตติมา ดุริยะประพันธ์ ที่เกษียณอายุ

5.เลื่อนตำแหน่ง นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน แทนนายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งรองผู้ว่าการ สายบริหารก่อนหน้านี้

6.เลื่อนตำแหน่งนางสาว สิบพร ถาวรฉันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายระบบข้อสนเทศ แทนนายฉิม ที่ได้ขึ้นเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ ธปท.

7.เลื่อนตำแหน่ง นายชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกฎหมายและคดี ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายช่วยงานบริหาร แทน นายอรรคบุษย์ ไกรฤกษ์ ที่เกษียณอายุ

8.เลื่อนตำแหน่ง นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถิติและข้อสนเทศ ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายวางแผนและงบประมาณ แทนนายวิชาญ อมรโรจนาวงศ์ ที่เกษียณอายุ

9.เลื่อนตำแหน่งนายนิรุธ รักษาเสรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตรวจสอบกิจการภายใน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่

ทั้งนี้ เพื่อให้การผลักดันงานเชิงนโยบายและกลยุทธ์ของธปท.ในฐานะธนาคารกลางของประเทศ มีความมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุภารกิจในการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 23 กรกฎาคม 2554, 00:00 น.

ธปท.แย้มดอกเบี้ยนโยบายจะสอดคล้องกับศก.ในปีนี้

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 16:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188079.

Pic_188079

ผู้ว่าการธปท. แย้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้สู่ระดับปกติ คาดเข้าสู่สมดุลได้ภายในปี 2554 ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่ำ ไม่ขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นแก้ยาก บอกแค่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำขึ้นตามในระดับที่น่าพอใจ ช่วยคนฝากเงินได้ส่วนหนึ่งแล้ว

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และการทยอยดูแลในอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ระดับปกติ จากระดับต่ำมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา กนง.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังติดลบอยู่ประมาณ 0.7% และสิ่งที่จะทำ คือ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในปี 2554นี้

ส่วนคำถามที่ว่า วัฏจักรของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของประเทศสิ้นสุดแล้วหรือยังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นไปตามภาวะของเศรษฐกิจเป็นหลัก รวมทั้งแรงกดดันที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และก็ไม่ได้หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะต้องขึ้นไปจนถึง หรือหยุดขึ้นต่อเนื่องเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก เพราะถ้าเทียบกับอดีตที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันก็ถือว่าใกล้ เคียงกับระดับปกติอยู่แล้ว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การดูแลอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กนง.จะติดตามภาวะเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่จะประกาศนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยในการประชุม กนง.ทุกครั้งจะใช้ข้อมูลล่าสุด เพื่อที่จะดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับนโยบายการคลัง

ต่อข้อถามที่ว่า ในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ยังปรับเพิ่มขึ้นน้อยมากอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก 0.75% ว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทุกครั้ง ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งถือว่าเป็นบัญชีเงินฝากที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ว่าต้องการกินดอกเบี้ยตามตลอด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยคนฝากเงินที่ต้องการผลตอบแทนได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์นั้น ธนาคารพาณิชย์อาจจะมองว่า เป็นบัญชีที่มีสภาพคล่องสูงมีการเบิกถอนตลอดเวลา และบางคนใช้ในการพักเงินเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะหาผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยโดยตรงเหมือนกับบัญชีเงินฝากประจำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 16:50 น.

ธปท.ค้านรัฐบาลใหม่เร่งใช้จ่าย เสี่ยงเงินเฟ้อ-หนี้สาธารณะเพิ่ม

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 15:44 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188050.

Pic_188050

ผู้ว่าธปท.เสนอ 3 ข้อให้รัฐบาลใหม่ช่วยทำเพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ส่วนนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลใหม่ หากทำให้แรงงานไทยมีทักษะการทำงานดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างผลผลิตได้มากขึ้น เชื่อรัฐบาลใหม่ทำได้ไม่มีใครค้านแน่

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนา “มองไปข้างหน้าบรรยากาศการลงทุนประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันให้หัวข้อ “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2554”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโต 4.4% ซึ่งอยู่เป็นไปตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และในปีนี้ธปท.เชื่อว่า การขยายตัวของเราจะดีขึ้นกลับขึ้นมาเต็มศักยภาพของเศรษฐกิจ โดยเติบโตอย่างพอประมาณในครึ่งปีแรก และโตอย่างมั่นคงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกของไทยยังขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก ขณะที่รายได้ที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวดี

“ตลอดทั้งปีนี้ เสถียรภาพทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะสร้างให้เกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งที่เรียบร้อยถือเป็นขั้นแรก แต่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจในประเทศไทย ขณะที่สำหรับ ธปท.นั้น ปัจจัยที่เป็นห่วงมากที่สุด ยังคงเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากราคาสินค้ายังมีแนวโน้มสูงขึ้น และประชาชนยังมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง”นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ จะเดินไปข้งหน้า โดยการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและคุณภาพของสินค้าเป็นประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในช่วงเต็มศักยภาพเช่นนี้ การเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นแล้ว เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้น

“การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูก ต้องในขณะนี้ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย คือ การสร้างเครื่องมือที่จะใช้ในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศไทย ซึ่งก็คือ การลงทุน เพราะในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนน้อยเกินไป ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งตนมองว่า รัฐบาลใหม่ควรจะเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ การหาความสมดุลระหว่างการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาล เพราะเรามีรายได้ที่จำกัด โดยการจัดลำดับความสำคัญควรจะเป็นการลงทุนที่สร้างผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ การขนส่ง ชลประทาน และการศึกษา ซึ่งการลงทุนภาครัฐ จะก่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน ก่อนความสำคัญในเรื่องนโยบายการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งหากจะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายควรจะเป็นนโยบายที่มีสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของนโยบายรัฐอย่างแท้จริง และไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น”ผู้ว่าการธปท. กล่าว

นายประสาร กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่ 2 รัฐบาลจำเป็นทีจะต้องดำเนินนโยบายโดยรักษานโยบายการเงิน การคลัง เพราะการใช้นโยบายการคลังจะก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จึงต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี และหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างสมดุลด้วย ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ การรักษาเสถียรภาพของการเมือง ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร และสนใจเข้ามาลงทุนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนการเร่งเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น ทั้งภาครัฐ และเอกชนจะต้องช่วยกันแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะในขณะนี้มีปัญหาในเรื่องแรงงาน ทั้งการขาดแคลนแรงงาน และแรงงานไม่มีทักษะ ซึ่งในส่วนของการขาดแคลนแรงงานนั้น ในช่วงที่เงินบาทแข็ง ภาคเอกชนควรใช้โอกาสในการนำเข้าเครื่องจักร และเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งให้ความสนใจในเรื่องการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศ และทดแทนการขาดแคลนแรงงาน เพราะไทยคงพึ่งพาแรงงานต่างด้าวที่มีค่าแรงต่ำไม่ได้ตลอดไป ขณะเดียวกันจะต้องเร่งฝึกอบรวมสร้างทักษะ ให้การศึกษาเพิ่มขึ้นกับแรงงานของไทย เพื่อให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะทำให้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่ เกิดขึ้นได้จากประสิทธิภาพ และผลิตภาพของประเทศที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 15:44 น.
%d bloggers like this: