ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

All posts tagged ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

คลังผนึก ส.อ.ท.อุ้มเอสเอ็มอีสู้ค่าบาท

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

11 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126018.

Pic_126018

เพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้มากขึ้น รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อบรรเทาผลกระทบทั้งในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ของ โลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการเสริมสร้างเกราะคุ้มกันผู้ส่งออก (SME) รองรับต่อสภาวะการแข็งค่าของเงินบาทว่า ผลจากวิกฤติค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคส่วนของผู้ประกอบการส่งออกขนาดกลางจนถึงขนาดเล็กหรือเอสเอสอี  ซึ่งเห็นว่าควรที่จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้มากขึ้น รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อบรรเทาผลกระทบทั้งในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

“สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับค่าเงินบาท เพราะทิศทางค่าเงินบาทจะยังแข็งค่าไปอย่างต่อเนื่อง โดยที่กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับทางสภาอุตสาหกรรมเปิดอบรมสร้างภูมิกันในกับผู้ประกอบการในภูมิภาค โดยได้ขอความร่วมมือจากธนาคารของรัฐส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ ความรู้ด้วย แต่สิ่งที่ผมจะเสริมเข้าไปในการอบรมด้วยก็คือ การเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเขตการค้าเสรีที่กำลังจะเกิดขึ้น”

สำหรับมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ปรากฏว่าธนาคารกรุงไทยมีลูกค้าใหม่ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเข้ามาใช้บริการ 150 ราย วงเงิน 4,000 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) มีผู้ใช้บริการ 20 ราย วงเงิน 1,200 ล้านบาท และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ มีผู้ใช้บริการ 5-6 ราย โดยเชื่อว่าการที่ภาครัฐช่วยเหลือออกมาจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถทางการแข่งขันที่ดีขึ้นจากสภาวะที่ค่าเงินบาทแข็ง

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้ประกอบการนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ ในวันที่ 19 พ.ย.-10 ธ.ค.นี้ จะมีการเปิดอบรมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้ประกอบการในภูมิภาคใน 6 พื้นที่ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดนครราชสีมา, กรุงเทพมหานคร, ภาคตะวันออกที่จังหวัดสมุทรปราการ, ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่, ภาคกลางที่จังหวัดราชบุรี และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการใช้ประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐและการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

‘กรณ์’ อำลาคลัง ฝากรัฐบาลใหม่เลือก รมว.มีความรู้

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189259.

Pic_189259

“กรณ์”อำลาตำแหน่ง  พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เลือกรมว.คลัง ที่มีความรู้ความสามารถ มีความสุจริตในการทำงาน มีวินัย พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ อวยพรขอให้นโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้จริง เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้จัดงานเลี้ยงอำลา นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พร้อมด้วย 2 รมช.คลังคือ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์และนายมั่น พัธโนทัย โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง ข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารเบอร์หนึ่งของธนาคารเฉพาะกิจเข้าร่วมงานอย่าง พร้อมเพียง

นายกรณ์ กล่าวว่า ปีงบประมาณ 55 ภาครัฐน่าจะจัดเก็บรายได้เกินเป้าประมาณการ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะรักษาวินัยการเงินการคลังและคงการขาดดุลงบประมาณ ไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่มีสิทธิที่จะทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณปี 55 จากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดวงเงินราย จ่ายไว้ที่ 2.25 ล้านล้านบาท รายได้ 1.9 ล้านล้านบาท โดยขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท แต่ยังมีตัวแปรที่สำคัญคือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ และนโยบายการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ตามนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างแน่นอน

“การขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทถือว่ามีความเหมาะสมภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้กระทรวง การคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายไม่ให้การใช้จ่ายของภาครัฐมีผลกระทบต่ออัตรา เงินเฟ้อพื้นฐานที่ ธปท.กำหนด 0.5-3% ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา การประสานความร่วมมือระหว่างการคลังกับ ธปท.สามารถสอดรับกันได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากยังจะช่วยให้การจัดงบประมาณสมดุลภายใน5ปี (54-58) มีความเป็นไปได้มากขึ้น”

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากข้าราชการกระทรวงการคลังให้ร่วมผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนต่อไป ทั้งการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ซึ่งหวังว่า รัฐบาลใหม่จะยังเดินหน้านโยบายสำคัญต่อไปพร้อมเชื่อว่าข้าราชการกระทรวงการ คลังเป็นผู้มีความรู้ความสามารถแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่การบริหารภายในก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ

สำหรับ รมว.คลังคนใหม่นั้น นายกรณ์ ระบุว่าต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านการเงินการคลัง ทั้งเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค เป็นผู้ที่ประชาชนให้ความมั่นใจว่าพึ่งพาได้ มีความสุจริตในการทำงาน มีวินัย มีความพร้อมที่จะพูดความจริงในทุกเรื่อง พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ มีบทบาทความรับผิดชอบต่อการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหากนโยบายของพรรคเพื่อไทยทำได้จริง ก็ขอทำให้ได้โดยเร็ว เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจเหมือนกันการกินยาที่ต้องมีปริมาณ ที่เหมาะสมลดผลข้างเคียง ทั้งนโยบายพักหนี้ และค่าแรงขั้นต่ำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

นำร่อง รวม 3 แบงก์ สู่มิติใหม่ “One Stop Service”

Published พฤษภาคม 2, 2011 by SoClaimon

29 เมษายน 2554, 19:00 น.
นำร่อง รวม 3 แบงก์ สู่มิติใหม่ “One Stop Service” – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_167824

รมช.คลัง นำร่อง รวม 3 แบงก์ ประกอบด้วย ธอส. เอสเอ็มอีแบงก์ และ บสย. สู่มิติใหม่  “One Stop Service” สาขาแรกที่บางบัวทอง

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.  สถาบันการเงินหลัก 3 แห่งประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้เปิดที่ทำการสาขาบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นสาขาต้นแบบนำร่องการให้บริการในรูปแบบประสานร่วมแบบครบวงจรในจุด เดียว ภายใต้แนวคิด “One Stop Service” โดยนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมด้วย นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธอส. นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ นายวิบูลย์ เพิ่มอารยวงศ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ร่วมในพิธี โดยมี นายประดิษฐ์ สุคนธสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวต้อนรับ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของผมที่มีต่อสถาบันการเงินทั้ง 3 แห่ง ที่ผมกำกับดูแลอยู่นี้ คือจะต้องมีความทันสมัยขึ้น และทำงานเชิงรุกมากขึ้น การจะทำหน้าที่แบบเดิมเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งสามหน่วยงานจะต้องเป็นกลไกหลักสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหัวใจที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การบริการที่ จะต้องสะดวกขึ้น ง่ายขึ้น และ รวดเร็วขึ้น“ภาคธุรกิจถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ เพราะจากตัวเลขจีดีพีของประเทศ 40% มาจากธุรกิจเอสเอ็มอี และรายได้จากการส่งออกรวมของประเทศราว 30% ก็มาจากธุรกิจเอสเอ็มอี ดังนั้นธนาคารร่วม สาขาบางบัวทอง จึงถือเป็นก้าวแรกการเพิ่มบทบาทของสถาบันการเงินของรัฐในการอำนวยความสะดวก ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการของไทย และเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้าอีกด้วย

“ธอส.-เอสเอ็มอีแบงก์-บสย. สาขาบางบัวทอง เป็นการนำรูปแบบการให้บริการทางการเงินทั้งด้านที่อยู่อาศัย และด้านธุรกิจ SMEs และหน่วยงานบริการด้านการค้ำประกันสินเชื่อ มาประสานร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการให้บริการที่รวดเร็ว และต่อเนื่องแก่ประชาชนที่มาใช้บริการของ 3 หน่วยงาน ซึ่งประชาชนที่มายื่นกู้เพื่อขอสินเชื่อธุรกิจกับธนาคาร จะสามารถติดต่อให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อในสถานที่เดียวกันได้ทันที จะช่วยให้การอนุมัติสินเชื่อมีประสิทธิภาพต่อผู้ใช้บริการมากยิ่ง ขึ้น” นายประดิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ทำการสาขาบางบัวทอง แบ่งพื้นที่ให้บริการเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นล่างของอาคาร เป็นที่ทำการของ ธอส. และเอสเอ็มอีแบงก์ สำหรับพื้นที่ชั้นสองเปิดให้บริการในส่วนของ บสย. ซึ่งการให้บริการแบบครบวงจรนี้ นอกจากจะสร้างสรรค์ประโยชน์ช่วยให้ประชาชน และผู้ประกอบการทั่วไปเข้าถึงแหล่งทุนแล้ว ยังช่วยทอนระยะ เวลาในการยื่นกู้ให้สั้นลง สะดวกรวดเร็ว และมีความต่อเนื่องยิ่งขึ้น เป็นการเติมเต็มประสิทธิภาพของการให้บริ การจากหน่วยงานภาครัฐในมิติใหม่ที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวก ด้านแหล่งทุน และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการบริการของภาครัฐทั้ง 3 สถาบันการเงินหลัก โดย ธอส.-เอสเอ็มอีแบงก์ และบสย. สาขาบางบัวทอง จะเปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลาทำการ 08.30-15.30 น. อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 เมษายน 2554, 19:00 น.

คลังระดมความเห็นปรับโครงสร้างภาษี

Published มีนาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 มีนาคม 2554, 21:30 น.

ผ่านทางคลังระดมความเห็นปรับโครงสร้างภาษี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_152941

 

คลังเปิดรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน เพื่อวางแผนโครงสร้างภาษีของประเทศใน 20 ปีข้างหน้า โดยร่างโครงสร้างภาษีใหม่จะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ขณะที่ภาคเอกชนเสนอลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศ…

 

2 มี.ค. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นประธานการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศ เนื่องจาก เห็นว่า ไทยไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีมานับตั้ง แต่ปี 2535 ขณะที่ การเปลี่ยนแปลงทางการค้าและการลงทุนเกิดขึ้นอย่างเสรีทั่วโลก ดังนั้น โครงสร้างภาษีของไทยจะต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคเอกชนและประเทศ

นายประดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการด้วยกัน นักวิชา การ และภาคเอกชน ซึ่งนับจากนี้ไป ตนจะกลับไปพิจารณารวบรวมประเด็นข้อเสนอของทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงกับแผนการพิจารณาปรับโครงสร้างที่ส่วนราชการได้ทำการศึกษา มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีของประเทศที่ปรับปรุงใหม่นี้จะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้า ส่วนจะมีการนำมาใช้ได้ทันในรัฐบาลนี้หรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่หากใช้ไม่ทันก็ให้ถือเป็นผลการศึกษาที่รัฐบาลหน้าจะสามารถหยิบมา ใช้ได้

“เราจะทำแผนปรับโครงสร้างภาษี เพื่อเป็นต้นแบบในการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีในระยะต่อไป และ ให้เห็นว่า โครงสร้างภาษีของไทยในระยะ 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ภาคเอกชนมีการปรับตัว ขณะ เดียวกัน เพื่อให้แผนการปรับโครงสร้างภาษีมีความสมบูรณ์ ทางกระทรวงการคลังในฐานะผู้จัดเก็บภาษี ก็ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของกรมกองที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้อง กันด้วย” รมช.คลัง กล่าว

ด้าน นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คแคนซี จำกัด ในฐานะตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ภาคเอกชนมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศในลักษณะที่ใกล้ เคียงกัน กล่าวคือ ปรับให้เพิ่มขีดการแข่งขันของประเทศ โดยการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และการปรับ ปรุงให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการหักลดหย่อนสะท้อนความเป็น จริงมากขึ้นจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจาก การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงจะทำให้เอกชนมีทางเลือกที่จะลงทุนในประเทศที่ มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า

“นอกจากรายละเอียดของการปรับปรุงโครงสร้างภาษีใน แต่ละกรมการจัดเก็บแล้ว การเขียนกฎหมายภาษีใหม่ทั้ง 3 ฉบับให้ง่ายต่อการนำไปใช้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการด้วย” นายกิติพงศ์ กล่าว

ขณะที่ นายประดิษฐ์ นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา กรรมการผู้จัดการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยถือว่า สูงกว่าทุกประเทศในอาเซียน หากไม่พิจารณาปรับลดลง เป็นเรื่องที่น่ากลัวว่า ไทยจะแข่งขันไม่ได้

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 มีนาคม 2554, 21:30 น.

 

คลังได้ฤกษ์รื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหม่

Published กุมภาพันธ์ 28, 2011 by SoClaimon

25 กุมภาพันธ์ 2554, 15:28 น.

ผ่านทางคลังได้ฤกษ์รื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหม่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_151650

 

คลังเริ่มนับหนึ่งเข้าปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ “ทีดีอาร์” ชู 4 แนวทางรื้อโครงสร้างภาษี 1.รายได้รัฐเพิ่มขึ้นตามจีดีพี 2.สนับสนุนให้เอกชนเพิ่มศักย ภาพในการแข่งขัน 3.เป็นธรรมและเสอมภาค และ4.สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมปรับปรุงระบบภาษีของประเทศไทยว่า การหารือในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เชิญนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ และนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการทีดีอาร์ไอ และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลัง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ ก่อนที่จะมีการพิจารณาปรับ ปรุงโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ หลังจากที่ไทยได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งสุดท้ายเมื่อปี2535

“การปรับปรุงโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ จะทำทั้งระบบได้แก่ภาษีที่จัดเก็บภายในประเทศได้แก่ ภาษีสรรพากร ภาษีสรรพ สามิตรวมถึงการพิจารณาภาษีประเภทใหม่ๆ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่วนภาษีการ ค้าที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศคือ ภาษีศุลกากรก็มีการพิจารณาในครั้งนี้ด้วยโดยวางแผนว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจประเทศได้นานถึง 20 ปี” นายประดิษฐ์ กล่าว

นายประดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษี แต่สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องการคือ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ และภาคเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมก่อนที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะมาถึง โดยในวันที่ 28 ก.พ.นี้ จะเชิญส่วนราชการทุกแห่งเช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กระทรวงการอุตสาหกรรมมาหารือ และในวันที่ 2 มี.ค.จะเชิญภาคเอกชน เช่น สภาหอ การค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยมาร่วมแสดงความเห็น หลังจากนั้น จะเสนอให้ รมว.คลังพิจารณาก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ด้าน นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพของเอกชน ไทยต้องทำหลายๆ ด้านพร้อมกัน แต่ที่สำคัญภาครัฐต้องประกาศให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีเวลาในการเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะ เกิดขึ้น โดยมีแนวทางในการพิจารณา 4 ประเด็นคือ 1.ราย ได้จากการจัดเก็บภาษีต้องขยายตัวได้ตามอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือตามจีดีพี 2.ภาษีที่นำมาใช้ต้องสนับสนุนให้เอกชนสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้ 3.ภาษีเป็นธรรมและมีความเสมอภาคและ4.ภาษีต้องช่วยสนับสนุนในเรื่องการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“ระบบภาษีในปัจจุบันมีความเลื่อมล้ำกันมาเช่น คนที่มีรายได้มากๆ รัฐบาลก็เปิดโอกาสนำรายได้มาหักค่าลดหย่อนได้ หากนำมาลงทุนในกองทุนรวมอย่างกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ขณะที่คนมีรายได้น้อยไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ หรือการสนับสนุนภาษีให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอก็เช่นกัน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในธุรกิจ ซึ่งมองว่า รัฐบาลควรจะการดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความ ยุติธรรม” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลควรลดลง แต่คนที่รวยมากๆ ก็ควรที่จะเสียภาษีมากขึ้น เช่น สินทรัพย์ที่มีอยู่มีราคาแพงขึ้น อาจจะเป็นที่ดินที่ซื้อไว้นานแล้ว แต่รัฐตัดถนนผ่านพอดี ราคาที่ดินก็พุ่งพรวดขึ้นไปก็ควรมีภาระภาษีเกิดขึ้นตามราคาสินทรัพย์ที่ เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้งบประมาณของรัฐในการตัดถนน เช่น การใช้ภาษีที่สิ่งดินและสิ่งปลูกสร้างหรือภาษีมรดก เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้ผลการศึกษาปรับปรุงระบบภาษีของประเทศไทยเสร็จเรียบแล้ว โดยมีแนวคิดที่จะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และปรับขึ้นอัตราภาษีเงินได้บุคคลที่เก็บแบบอัตราก้าวหน้าที่เริ่มตั้งแต่ 5-37% โดยจะขยายเพดานขั้นสูงสุดสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงให้เสียภาษีเกินกว่า37% ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยจะเสียภาษีลดลงเนื่องจาก กระทรวงการคลังจะเพิ่มการหักค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มการหักค่าลดหย่อนให้มากขึ้น เป็นต้น

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กุมภาพันธ์ 2554, 15:28 น.

 

‘ประดิษฐ์’ หน้าบาน ปฏิรูปกรมศุลกากรสำเร็จ

Published กุมภาพันธ์ 11, 2011 by SoClaimon

9 กุมภาพันธ์ 2554, 18:47 น.

ผ่านทาง\’ประดิษฐ์\’ หน้าบาน ปฏิรูปกรมศุลกากรสำเร็จ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_147817

 

รมช.คลัง หน้าบานหลังปฏิรูปกรมศุลกากรสำเร็จ หวังอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการและรองรับเออีซี

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวถึงความสำเร็จในการปฏิรูปกรมศุลกากรว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของกรมศุลกากร โดยเฉพาะกรณีที่นักลงธุรกิจมองว่า การทำงานของกรมศุลกากรไม่เอื้ออำนวยต่อนักธุรกิจทั้งในด้านการผู้ส่งออกและ นำเข้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตภายในหน่วยงานอีกด้วย ตนขอประกาศว่าความตั้งใจที่จะปฎิรูปกรมศุลกากรได้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการปฎิรูปกรมศุลกากรได้ดำเนินการใน 2 แนวทางคือ 1.แก้ไขการกำหนดอัตราโทษที่ตายตัวกรณีที่ผู้ประกอบการแพ้คดีภาษีในชั้นศาล กับกรมศุลกากรต้องถูกกำหนดโทษถึง 4 ของมูลค่าสินค้าบวกอากรที่ขาดหรือ คิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายให้แก่รัฐในกรณีที่แพ้คดี 20-30 เท่าของราคาสินค้า ซึ่งถือว่า ไม่มีความยุติธรรมต่อผู้ประกอบ การที่ทุจริต จึงทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เมื่อมีคดีความกับกรมศุลกากรแล้ว มักจะยอมความโดยเสียค่าปรับเพื่อให้เรื่องยุ่งๆ จบไป

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเสนอแก้ไจกฎหมายกรมศุลกากร โดยกำหนดให้กฎหมายที่ตายตัวนั้น มีความยืด หยุ่นมากขึ้น โดยกำหนดบทลงโทษตั้งแต่ 0.5-4 เท่าของมูลค่าสินค้าแทน เพื่อให้ศาลสามารถที่จะกำหนดโทษในอัตราต่ำได้ ถ้าเห็นสมควรว่าผู้ประกอบการรายนั้นไม่มีเจตนาทุจริตก็จะทำให้คดีความที่จะ ขึ้นสู่การพิจารณาของ ศาลมีมากขึ้น เท่ากับปิดช่องทางในการทุจริตของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ซึ่งขณะนี้ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมีความคืบหน้าไปอย่างมาก โดยได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

ส่วนแนวทางที่ 2 คือ จะมีการแก้ไขกฎหมายศุลกากรว่าด้วยเรื่องอัตราส่วนเงินสินบนรางวัล ซึ่งเป็นส่วนสุด ท้ายของแผนปฏิรูปกรมศุลกากร โดยจะเสนอต่อ ครม.ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายลดอัตรา ส่วนเงินรางวัลจากค่าปรับของผู้กระทำผิดที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรจาก 25% เหลือ 15% และยังได้กำ หนดเพดานเงินรางวัลสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อกรณี เพื่อเป็นการขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน สำหรับเจ้าหน้า ที่ศุลกากรที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับการค้า ขณะเดียวกัน ยังคงแรงจูงใจเอาไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในร่างกฎหมายฉบับใหม่ ยังบังคับใช้กฎระเบียบ และเปิดโอกาสให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์ให้ศาลตัดสินคำวินิจฉัยของกรมศุลกากรมาก ขึ้น โดยจะมีความยืดหยุ่นในการตัดสินโทษคือ จะลงโทษหนักที่สุดกับผู้ที่ลักลอบ หรือตั้งใจกระทำผิด และกำหนดโทษที่เบากว่า หากเห็นว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

“เศรษฐกิจของประเทศเกือบ 70% ขึ้นอยู่กับการค้าขายระหว่างประเทศ เกือบทั้งหมดต้องทำผ่านศุลกากร หากกรมศุลกากรทำงานไม่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 70% ของเศรษฐกิจประเทศ นอกจากนี้ หากกรมศุลกากรมีขั้นตอนการทำงานยุ่งยากหรือติดต่อลำบาก จะเป็นตัวฉุดให้การค้าขายกับต่างประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้ต้นทุนการค้าสูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศไทยน้อยกว่าประเทศอื่นตาม ไปด้วย” รมช.คลัง กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 กุมภาพันธ์ 2554, 18:47 น.

 

ฝรั่งเศสสนตั้ง “อาร์โอเอช” ในไทย

Published มกราคม 27, 2011 by SoClaimon

27 มกราคม 2554, 05:15 น.

ผ่านทางฝรั่งเศสสนตั้ง \”อาร์โอเอช\” ในไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_144399

 

รมช.คลัง เผย นักลงทุนประเทศฝรั่งเศส 16 แห่ง สนใจตั้งอาร์โอเอช และไออาร์ซี เนื่องจากมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูง จูงใจมากที่สุดในภูมิภาคขณะนี้…

 

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือกับนักลงทุนประเทศฝรั่งเศส ชั้นนำ 16 แห่ง เช่น บริษัทแอร์บัส ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน บริษัทอาร์มสตรอง ที่ผลิตรถไฟฟ้า และบริษัทยางรถยนต์ยี่ห้อมิชลิน ซึ่งมีนักลงทุนหลายรายสนใจที่จะเข้ามาตั้งสำนักงานปฏิบัติงานภูมิภาคในไทย หรือ อาร์โอเอช และตั้งศูนย์กลางการจัดหาสินค้าเพื่อการผลิตระหว่างประเทศ หรือไออาร์ซี เนื่องจากมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงจูงใจมากที่สุดในภูมิภาคขณะนี้

“ขณะนี้มีบริษัทชั้นนำของประเทศฝรั่งเศสบอกว่า ได้ย้ายคนมาตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยแล้ว เพื่อมาขอตั้งอาร์โอเอช ซึ่งกระทรวงการคลังก็พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนบริษัทต่างชาติที่ขออาร์โอเอชในไทยได้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพราะกฎหมายเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา”

นายประดิษฐ์ กล่าวว่า มาตรการอาร์โอเอชถือเป็นหัวใจในการสนับสนุนในบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะมีการให้ สิทธิพิเศษหลายอย่าง เช่น ไม่ต้องนำเงินรายได้จากต่างประเทศมาเสียภาษีนิติบุคคลในไทยเป็นเวลา 15 ปี ขณะที่รายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็เสียภาษีนิติบุคคลเพียง 10%

นอกจากนี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในอาร์โอเอชก็เสียเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 15% เป็นเวลา 8 ปี สำหรับมาตรการไอพีซีนั้น บริษัทต่างชาติจะได้รับสิทธิลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 15% เป็นเวลา 5 ปี และต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไอพีซี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15% เป็นเวลา 5 ปี ได้ไม่เกินจำนวน 3 คน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 มกราคม 2554, 05:15 น.

 

ผู้ประกอบการอสังหาฯ วอนรัฐลดค่าธรรมเนียม โอน-ภาษี

Published มกราคม 21, 2011 by SoClaimon

21 มกราคม 2554, 15:00 น.

ผ่านทางผู้ประกอบการอสัง หาฯ วอนรัฐลดค่าธรรมเนียม โอน-ภาษี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143074 

ผู้ประกอบการอสังหาฯวอนรัฐหามาตรการลดค่าทำเนียม โอน-จดจำนอง ระบุไม่จำเป็นต้องเห็นมาตรการในปีนี้เพราะเชื่อว่าอสังหาฯปี54จะโตเท่าปี53แน่นอน ด้านรมช.คลัง เผย ได้ศึกษาภาษีทั้งระบบแล้วและเตรียมเสนอรมว.คลังพิจารณาภายใน3-6 เดือน

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการภาษีในการสนับสนุนภาคอสังริมทรัพย์ ที่ผู้ประกอบการเรียกร้อง ให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนบ้านจัดสรร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ว่า จะต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบตามความเหมาะสม เนื่องจากการปรับเพิ่มหรือลดภาษีตัวใด จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาในภาพรวมของโครงสร้างภาษีทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ กระทรวงการคลังได้ศึกษาปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเสร็จสิ้นแล้ว เตรียมที่จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายใน 3-6 เดือน เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และที่สำคัญคือปัญหาทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ แม้ว่าปีที่ผ่านมาภาคอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตเป็นอย่างดี เนื่องจากการออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น กระทรวงการคลังพร้อมที่จะมีแนวทางในการสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ เติบโตต่อไปได้

ด้านนายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลศึกษาการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอน จดจำนอง และภาษีธุรกิจเฉพาะในระยะยาว โดยควรจะจัดเก็บแบบขั้นบันได ตามราคาบ้านและรายได้ของผู้บริโภค เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการลดความซับซ้อนในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเห็นในปีนี้  เนื่องจากมองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้จะเติบโตได้ใกล้เคียงกับปี 2553 โดยจะมียอดที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 1 แสนหน่วย แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมร้อยละ 50 ทาวน์เฮาส์และทาวน์โฮมร้อยละ 30 และบ้านเดี่ยวร้อยละ 20 รวมมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งบ้านมือ 1 และ 2 จำนวน 1.7 แสนหน่วย

สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี หรือ MLR อยู่ที่ร้อยละ 6.37 แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่อยู่ที่ร้อยละ 14 ดังนั้น จึงเชื่อว่ายังคงมีแรงซื้อจากผู้บริโภคอยู่ แต่จะมีการลดขนาดที่อยู่อาศัยลง  ส่วนราคาที่อยู่อาศัยได้มีการปรับขึ้นแล้ว โดยเฉลี่ย 50,000-100,000 แสนบาท หรือประมาณร้อยละ 5 สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ตามราคาต้นทุนสินค้า และค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะทยอยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังอยู่ในระดบต่ำ ไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยเชื่อว่า ธุรกิจอสังหาฯ ยังคงขยายตัวได้ เนื่องจากยังมีสภาพคล่องในระบบเหลืออยู่สูง แม้รัฐบาล และ ธปท. จะมีมาตรการเฝ้าระวังเพื่อรักษาความสมดุล คือ การกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำร้อยละ 10 สำหรับซื้อคอนโดมีเนียมที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และเงินดาวน์ขั้นต่ำร้อยละ 5 สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย ที่จะมีผล 1 มกราคม 2555

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 21 มกราคม 2554, 15:00 น.

คลัง รอผลสอบดีเอสไอก่อนพิจารณาออกลอตโต้

Published มกราคม 12, 2011 by SoClaimon

7 มกราคม 2554, 19:10 น.

ผ่านทางคลัง รอผลสอบดีไอไอก่อนพิจารณาออกลอตโต้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_139687

 

รมช.คลัง ระบุ ขณะนี้รอผลสอบจากดีเอสไอว่า แอลทีจี เข้าข่ายฮั้วประมูลขายหวยออนไลน์หรือไม่หากฮั้วโครงการลอตโต้ต้องพับเก็บ ส่วนปัญหาหวยแพงขณะนี้ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นระหว่างรอลอตโต้ออก

เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2554 นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะรอผลการสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีที่นายเกียรติ สิทธิอมร ประธานผู้แทนการค้าไทยระบุว่า บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี หรือแอลทีจี เข้าข่ายการฮั้วประมูลการจำหน่ายสลากพิเศษแบบ 3 ตัวและ 2 ตัว หรือหวยออนไลน์ ก่อนที่จะมีการพิจารณานำลอตโต้มาใช้การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่

“หวยลอตโต้จะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนของดีเอสไอ หากพบว่า มีการฮั้วประมูลในโครงการนี้ ก็หมายความแอลทีจีคงทำโครงการนี้ต่อไปไม่ได้ แต่หากผลออกว่า ไม่มีการฮั้วก็ต้องศึกษาต่อไปว่า สัญญาสัมปทานที่แอลทีจีนั้น สามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะสัญญาเดิมมีการระบุไว้หรือไม่ว่า เป็นหวย 3 ตัวและ 2 ตัวนั้น จะเปลี่ยนมาเป็นลอตโต้ที่สามารถเลือกซื้อได้ทั้ง 6 หมายเลขหรือไม่” รมช.คลัง กล่าว

นายประดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ผลการสอบสวนของดีเอสเอไอคงจะออกมาในเร็วๆ นี้ ขณะที่สำนักงานสลากฯ เองก็มีการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อเตรียมความพร้อม ซึ่งคาดว่าประมาณเดือน มิ.ย.2554 นี้จะทราบผลการศึกษาของสำนักงานสลากฯ และรายงานให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบได้ ส่วนกรณีสลากมีราคาแพงนั้น เป็นเรื่องของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งปกติแล้ว สลากช่วงนี้จะมีราคาแพง แต่ก็จะพยายามหาทางแก้ไขปัญหาสลากราคาแพงด้วยวิธีการอื่นๆ ในระหว่างรอลอตโต้

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 มกราคม 2554, 19:10 น.

 

สรรพากรเล็งเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา

Published มกราคม 12, 2011 by SoClaimon

7 มกราคม 2554, 17:44 น.

ผ่านทางสรรพากรเล็งเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_139682

 

รมช.คลัง เผย ได้รับหนังสือผลสอบ ป.ป.ช.เรื่องโรงเรียนกวดวิชากำไรสูงแต่ไม่เสียภาษีแล้ว พร้อมนำเข้า ครม. 11 ม.ค. นี้ ระบุการเก็บภาษีกวดวิชาทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ต้องกำหนดเพดานว่าควรเก็บสถาบันการศึกษาประเภทไหนและเก็บแบบใด…

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้รับหนังสือผลการสอบสวนของสำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องโรงเรียนกวดวิชาที่มีกำไรสูงมากแต่ไม่เสียภาษีเรียบร้อยแล้ว โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ ตนจะรายงานผลการหารือระหว่างกระทรวงการคลังกับกรมสรรพากรให้ ครม.รับทราบด้วย ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษารวมถึงครูอาจารย์ ไม่มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

“ตอนนี้ ยังไม่มีผลการศึกษาใดๆ เกี่ยวกับเรื่องภาษีสถาบันการศึกษาและโรงเรียนกวดวิชา เพราะที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า สถาบันการศึกษาไม่ควรมีภาระภาษีเนื่องจากเป็นการส่งเสริมความรู้ให้แก่ เยาวชนของชาติ แต่เมื่อเกิดกรณีผลการศึกษาของ ป.ป.ช.ที่จะรายงานให้ ครม.รับทราบ ผมก็จะหารือกับกรมสรรพากรเพิ่มเติม โดยยอมรับว่าสถาบัน การศึกษาในปัจจุบันบางแห่งแสวงผลกำไรมากขึ้น จากเดิมที่มองกันว่า สถาบันการศึกษาไม่ได้เป็นแหล่งแสวงหากำไรแต่การแสวงหาความรู้มากกว่า” รมช.คลัง กล่าว

นายประดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกฎหมายกรมสรรพากรได้ยกเว้นภาษีให้แก่สถาบันการศึกษา รวมถึงครูและอาจารย์ในสถาบันการศึกษาด้วย แต่หากจะมีการเก็บภาษีก็คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาในปัจจุบันมีความหลากหลายเช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียนเอกชน โรงเรียนกวดวิชา และสถาบันต่างๆ ที่ให้ความรู้ทางด้านภาษาต่าง ประเทศ การทำอาหาร รวมถึงการฝึกอบรมในระยะสั้นๆ หากคิดแบบเหมารวมคือ เก็บภาษีทั้งหมดก็คงไม่ได้ จึงต้องการกำหนดเพดานเพื่อแยกแยะว่า ควรจะเก็บภาษีสถาบันการศึกษาประเภทไหน และจัดเก็บภาษีประเภทใด

“ตอนนี้ มีหลายความเห็นเช่น ควรมีประกาศของกรมสรรพากรว่า สถาบันการศึกษาประเภทใดควรเสียภาษีเหมือนกับองค์กรมูลนิธิเพื่อการกุศล หากมีประกาศของกรมสรรพากรรับรองมูลนิธิแห่งนั้นไม่ต้องเสียภาษี และผู้บริจาคก็สามารถนำเงินที่บริจาคของหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ เป็นต้น แต่การกำหนดวงเพื่อขีดเส้นแบบนั้น ก็ต้องให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดเรากระทรวงการคลังจะเป็นผู้กำหนดคง เป็นไปไม่ได้” รมช.คลัง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในปี 50 พบว่าโรงเรียนกวดวิชา ที่จดทะเบียนทั่วประเทศทั้งหมด 1,078 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯ 334 แห่ง ต่างจังหวัด 744 แห่ง จำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาทั้งสิ้น 353,060 คนต่อปี มีครูผู้สอน 7,199 คน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นและการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุการเติบโตของธุรกิจกวดวิชามีแบบก้าวกระโดด มีรายได้จากค่าธรรมเนียม 6,039 ล้านบาทในปี 50 ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 1,000-3,000 บาท

ขณะที่กรมสรรพากรตรวจสอบธุรกิจโรงเรียนนอกระบบพบว่า ไม่มีการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม เพราะกฎหมายใช้คำระบุว่า “สามารถเก็บได้ตามสมควร”สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จึงไม่สามารถควบคุมค่าเล่าเรียนสำหรับโรงเรียนสอนกวดวิชาได้ ดังนั้นจากข้อมูลปี 50 หากรัฐเก็บภาษีจะสามารถนำรายได้เข้ารัฐจำนวนประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนโรงเรียนเอกชนตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2500 อาทิ โรงเรียนอัสสัมชัญและเอกชนทั่วไปคงยกเว้นภาษีเหมือนเดิม.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 มกราคม 2554, 17:44 น.

 

%d bloggers like this: