ปตท.

All posts tagged ปตท.

บางจาก-ปตท.นำลดกลุ่มเบนซิน40สต.คงดีเซล

Published พฤษภาคม 12, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259708

11 พฤษภาคม 2555, 17:42 น.

Pic_259708

บางจาก-ปตท.ประกาศลดน้ำมันกลุ่มเบนซิน 40 สต. อี85 ลิตรละ 20 สต. ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจากสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน ลิตรละ 40 สตางค์ น้ำมันอี 85 ลิตรละ 20 สตางค์ ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลใหม่เป็นดังนี้ น้ำมันเบนซิน 91 ลิตรละ 42.05 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.63 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.88 บาท น้ำมันอี85 ลิตรละ 22.98 บาท น้ำมันอี 20 ลิตรละ 35.88 บาท และน้ำมันดีเซล ลิตรละ 30.83 บาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า น้ำมันเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือน มิ.ย.ปรับเพิ่มขึ้น 0.27 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ปิดที่ 97.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขยอดผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานของสหรัฐฯ รายสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 พ.ค.55 ปรับตัวลดลง 1,000 ตำแหน่ง โดยตัวเลขเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ลดลงมากถึง 5,250 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ตัวเลขงบดุลการค้าของสหรัฐฯ เดือน มี.ค. ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนปริมาณความต้องการใช้น้ำมัน โดยมูลค่าการนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น 5.2% จากเดือนก่อน และการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% มาที่ 186.8 พันล้านดอลลาร์ฯ นับเป็นสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันจากยอดการส่งออกของจีนเดือน เม.ย.ที่ขยายตัวเพียง 4.9% จากปีก่อน ต่ำกว่าคาดที่ 8.5%

ส่วนราคาน้ำมันเบนซินที่ตลาดสิงคโปร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอินเดียลดปริมาณการนำเข้าลง อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันเบนซินอาจได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งน้ำมันเบนซินจากเอเชียไปขายในสหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้อุปทานค่อนข้างตึงตัวหลังโรงกลั่นบางแห่งในภูมิภาคกำลังปิดซ่อมบำรุง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 11 พฤษภาคม 2555, 17:42 น.

ปตท.มั่นใจแหล่งเยตากุนปิดซ่อมสงกรานต์ ไม่กระทบผลิตไฟฟ้าไทย

Published เมษายน 3, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/250150

2 เมษายน 2555, 16:30 น.

Pic_250150

ปตท.เตรียมบริหารจัดการเชื้อเพลิงสำหรับผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากฝั่งตะวันตก (สหภาพพม่า) เพื่อรองรับแหล่งเยตากุนปิดซ่อมบำรุง ระหว่างวันที่ 8-17 เม.ย.นี้ ด้วยการจัดหาเชื้อเพลิงสำรองให้เพียงพอ มั่นใจไม่กระทบการผลิตไฟฟ้า-อุตฯ-ขนส่ง

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายพีระพงษ์ อัจฉริยชีวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณที่ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งเยตากุน ประเทศพม่า ประกาศปิดซ่อมบำรุงเพื่อทดสอบระบบเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติ จึงมีความจำเป็นต้องหยุดการจ่ายก๊าซธรรมชาติมายังประเทศไทย วันที่ 8–17 เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศโดยรวมอยู่ในระดับลดลง ทำให้ ปตท. ได้เตรียมความพร้อมรองรับการหยุดจ่ายก๊าซฯ ในช่วงดังกล่าว ด้วยการสำรองก๊าซฯ ในระบบท่อส่งก๊าซฯ ฝั่งตะวันตกให้เต็มที่ พร้อมจ่ายก๊าซธรรมชาติจากฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) ป้อนเข้าระบบท่อส่งก๊าซฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อชดเชยปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ลดลง

นอกจากนี้ ปตท.ยังได้จัดเตรียมสำรองน้ำมันเตา น้ำมันดีเซล และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตกระแสไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจาก ปตท.ได้บริหารจัดการเตรียมความพร้อมร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ไอพีพี) และโรงงานอุตสาหกรรมไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยระบบการจ่ายก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก จะทยอยกลับคืนสู่สภาพปกติตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถเอ็นจีวี ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ปตท. เตรียมความพร้อมด้วยการจัดหาและขนส่งก๊าซฯ จากฝั่งตะวันออกที่ได้รับการปรับคุณภาพให้อยู่ในระดับที่สามารถใช้งานได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์รถเอ็นจีวี มาให้บริการทดแทน และเปิดให้บริการปั้มเอ็นจีวี ทุกแห่งตามปกติตลอดช่วงที่แหล่งก๊าซฯ เยดากุนปิดซ่อมในครั้งนี้ หากมีปัญหาสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PTT Call Center 1365 เอ็นจีวี กด 5 หรือสายด่วน Hotline หมายเลขโทรศัพท์ 082-224-6007-8

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 เมษายน 2555, 16:30 น.

ปตท.ออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128327.

Pic_128327

ปตท.ออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี ชุดแรกของประเทศไทย หวังโชว์ความเป็นผู้นำธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในประเทศไทย…

รายงานข่าวจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งว่า ได้ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิชุดใหม่ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ครั้งที่ 3/2553 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2653 หรืออายุ 100 ปี มูลค่าไม่เกินสามพันล้านบาท ที่ระดับ ‘AAA(tha)’ โดยเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้ในธุรกรรมทั่วไปของบริษัท

ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้อายุ 100 ปีชุดแรกของประเทศไทย โดยนักลงทุนสามารถไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนดได้ในปีที่ 50 และปีที่ 75 อันดับเครดิต เพื่อสะท้อนถึงความเป็นผู้นำของ ปตท.ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในประเทศไทย ความสำคัญในเชิงกลยุทธ์และการเป็นตัวจักรของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวกับการพัฒนาและความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ คณะผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเป็นอย่างดี และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทฟิทช์ให้ความเห็นว่า ปตท.จะยังคงสถานะเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ การจัดหาและการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติเพียงรายเดียวในประเทศไทยต่อไป

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นธุรกิจหลักของปตท.ในการสร้างกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า (EBITDAR) โดยสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ค่อนข้างคงที่ อันเป็นผลมาจากสัญญาการจัดจำหน่ายระยะยาว ซึ่งมีการกำหนดปริมาณการซื้อขั้นต่ำจากคู่สัญญาในลักษณะ take-or-pay รวมถึงความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนการขายให้แก่ลูกค้า และการที่ราคาก๊าซธรรมชาติมีความผันผวน น้อยกว่าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งของอันดับเครดิตของปตท. ถูกลดทอนลงจากปัจจัยเสี่ยง ที่บริษัทต้องเผชิญกับความผันผวนที่สูงของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แผนการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคตของบริษัท ความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎระเบียบและปัจจัยทางด้านการเมือง รวมถึงความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ปตท.มีอยู่ในระดับหนึ่ง การลงทุนที่สูง อย่างต่อเนื่องน่าจะทำให้หนี้สินสุทธิของปตท.เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามฟิทช์มองว่าสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทน่าจะยังคงแข็งแกร่งอยู่ โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า (Adjusted net debt to operating EBITDAR) ของปตท. น่าจะคงอยู่ที่ระดับประมาณ 2.0 เท่าอย่างต่อเนื่องได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 20:00 น.

3ซีอีโอธุรกิจไทย มอง เศรษฐกิจ 54 โตต่อ แต่การเมือง-ค่าเงินปัจจัยเสี่ยง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128026.

Pic_128026

ประเสริฐ บุญสัมพันธ์-กานต์ ตระกูลฮุน-ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์

3 บ๊ิกซีอีโอ มองเศรษฐกิจปีหน้าโตต่อ โดยการเมือง-สงครามค่าเงิน เป็นปัจจัยเสี่ยง ปตท.ระบุ ปีหน้าน้ำมันราคาไม่ขึ้น ด้านปูนฯ ชี้ การลงทุนรัฐเป็นตัวแปรเศรษฐกิจฟื้นไม่ฟื้น ขณะที่พฤกษา ไม่หวั่นมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ แบงก์ชาติ ปีหน้าอสังหาฯ โตต่ออีก 10%

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ 4-5% ถือว่าเป็นการขยายตัวในระดับฐานทีเป็นปกติของประเทศไทย แต่ที่สำคัญมากกว่า คือ การเมืองจะเป็นอย่างไร ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกจะก่อให้เกิดการไหลเข้าออกของเงินที่จะกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย และค่าเงินบาทมากหรือน้อยกว่าปีนี้ และการมีขนาดและมูลค่าของเศรษฐกิจที่ใกล้กันมากของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจ จีนอาจจะสร้างปัญหาใหญ่

“สิ่งที่ห่วงคือ สงครามค่าเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อาจจะขยายวงไปสู่สงครามทางการค้าระหว่างกัน และสุดท้ายทุกประเทศจะค้าขายได้ยากขึ้น และก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะในขณะที่สหรัฐกำลังพยายามทำทุกทางเพื่อให้จีน และประเทศเอเชียทำให้ค่าเงินของตัวเองแข็งขึ้น หลายคนกำลังมองว่า ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯได้อย่างแท้จริง เพราะทุกวันนี้ปัญหาของสหรัฐคือค่าจ้างแรงงานที่แพงมาก ทำให้แข็งขันด้านการผลิต และราคาสินค้าไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าเงิน” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ประเทศไทยขยายตัวได้จากภาคการส่งออก และการบริโภคในประเทศ แต่ด้านการลงทุน และศักยภาพในการแข่งขันของไทยลดลง ขณะเดียวกัน สายตาของต่างประเทศมองว่า สถานะของรัฐบาลยังไม่เสถียรภาพ เช่นเดียวกับ นโยบายของรัฐบาลด้านการลงทุนต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งหากปีหน้าต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่ม ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ต่างชาติเชื่อมั่นให้ได้ นอกจากนั้น การพัฒนาประเทศไทยจะต้องก้าวไปพร้อมๆ กันทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการมีพลังงานที่ยั่งยืน โดยรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะไปสู่การมีพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ลดการสนับสนุนพลังงานฟอสซิส อย่างน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติลง เพราะในช่วงที่สภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง การไปสู่พลังงานสะอาดจะสร้างโอกาสการเติบโตให้กับประเทศไทยได้ สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปีหน้านั้น

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ไม่น่ากังวล เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะอยู่ในระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงค์โปร์จะอยู่ที่ประมาณ 90 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศไม่เปลี่ยนแปลงจากในขณะนี้มากนัก ทำให้ไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อต้นทุนภาคอุตสากรรมและภาคขนส่งของไทยในปีหน้า

ขณะที่ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้าว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในภาคอุตสาหกรรมของไทยในปีหน้าคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ โดยแนวทางที่เหมาะสมของภาคอุตสาหกรรมของไทย และเครือเอสซีจี จะเดินหน้าต่อไป คือ การเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิด Green Movement ทั้งตัวสินค้า และกะบวนการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม และปีนี้ เครือเอสซีจี เห็นผลชัดเจนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 10 เท่าของผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีมาบตาพุด ที่บอกอะไรให้กับอุตสาหกรรมไทยว่าต้องสนใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรในปีหน้าจะดีขึ้นต่อเนื่อง จากผลผลิตที่ออมาในตลาดน้อยลงซึ่ง จะช่วยพยุงรายได้ของเกษตรกร เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศทีเพิ่มขึ้น และการขยายตัวของภาคการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยการค้าส่งและค้าปลีกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่ไปได้ต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าปิโตรเคมี ยังขยายตัวได้ดีต่อไป แม้ว่าหลายคนจะมองว่าผลผลิตในปีนี้ออกมามากเกินไปก็ตาม ส่วนปูนซิเมนต์นั้นคาดปีหน้าจะขยายตัวได้ประมาณ 5-10%

“ภาคการส่งออกโดยรวม ตลาดการค้าของโลกที่ยังขยายตัวจะช่วยพยุงภาคการส่งออกส่วนใหญ่ให้ขยายตัวต่อ ไปได้ แต่จะมีภาคส่งออกอีกส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขึ้น โดยเฉพาะภาคที่มีสัดส่วนสินค้าที่เป็นเงินบาทมาก หรือใช้วัตถุดิบแรงงานในประเทศสูง ซึ่งหากเงินบาทยังแข็งค่าธุรกิจส่วนนี้จะน่าเป็นห่วง” นายกานต์ กล่าว

นายกานต์ กล่าวต่อว่า  การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมนั้น จะดีขึ้นได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นรัฐบาลเป็นหลัก เรื่องแรกคือ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนของภาครัฐ ในงบประมาณไทยแข้มแข็งปีหน้าที่มีสูงถึง 500,000 ล้านบาท หากสามารถเบิกจ่ายได้รวดเร็วกว่าในปีนี้ ซึ่งมียอดเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งจริงประมาณ 61% หรือ 240,000 ล้านบาท รวมทั้งการเบิกจ่ายทำได้อย่างโปร่งใสจะสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของ ภาคเอกชนได้อย่างมาก และก่อให้เกิดการขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยได้ และปัจจัยสุดท้ายคือสำคัญที่สุดคือปัญหาการเมือง เพราะปีหน้าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มี มีช้าหรือมีเร็วก็ได้ แต่ขอให้ผ่านไปอย่างสงบถึงจะมีผลดีต่อภาคธุรกิจ

ด้าน นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 นั้น จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 10% จากปีนี้ แม้ว่าจะมีมาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ของธปท.ออกมา โดยผู้ประกอบการและลูกค้าที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของธปท.คือ ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในปีหน้าที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ เพราะจะต้องเตรียมเงินสดประมาณ 12% ของราคาคอนโดฯ ในการซื้อ ขณะที่ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อบ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์สร้างเสร็จพร้อมอยู่ ในปี 2555 จะต้องมีเงินสดในมือประมาณ 7.5% ราคาบ้าน ในขณะที่โครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดฯ ที่ยังไม่สร้างไม่กระทบเพราะมีเวลาสำหรับผ่อนดาวน์ประมาณ 1-1 ปีครึ่ง โดยปีนี้มีจำนวนที่อยู่อาศัยในกทม. และปริมณฑล ออกมาในปีนี้ประมาณ 85,000 หน่วย มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่ปีหน้าจะมีออกมาเพิ่มเป็น 90,000-95,000 หน่วยมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 250,000 ล้านบาท ขณะที่พฤติกรรมการซึ่งในขณะนี้ มีบ้านและทาวน์เฮาส์ ทั้ง 100% เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ขณะที่คอนโดฯ 70% เพื่ออยู่อาศัย อีก 15%เพื่อลงทุน ขณะที่มีการซื้อใบจองเพื่อเก็งกำไรประมาณ 15% แต่ในที่สุดจะมีคนซื้อใบจองต่อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้เห็นว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงยังไม่มีภาวะฟองสบู่อย่างที่กลัว กัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

ปตท.ผงาดไตรมาส 2 กำไร 3.2 หมื่นล้าน

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193336.

Pic_193336

ปตท.ผงาดไตรมาส 2 กำไร 3.2 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 91.07% จากงวดเดียวกันของปีก่อนรวมงวด 6 เดือนฟันกำไร 67,052 ล้านบาท ขณะที่เมื่อรวมผลกำไรกับบริษัทในเครือพบว่าไตรมาส1มีกำไรรวมสุทธิ 58,497ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ผลการดำเนินงานของบมจ. ปตท. (PTT) ไตรมาส 2 ปี 54 มีกำไรสุทธิ 32,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น91.07 %เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,024 ล้านบาท แต่ลดลงเล็กน้อยจากงวดไตรมาส1ที่มีกำไร 34,524ล้านบาท ส่วนงวดรวม 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 67,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดปีก่อนที่มีกำไร 39,799 ล้านบาท ทั้งนี้ หากพิจารณาผลงานไตรมาส2ของบริษัทในเครือปตท.พบว่าล้วนโชว์กำไรงดงามทั้งสิ้นโดย มีผลกำไรรวมกัน (รวมปตท.)ทั้งสิ้น 58,497ล้านบาท โดย บมจ.ปตท.ปิโตรเคมีคอล(PTTCH)มีกำไรสุทธิ 6,432ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 180%

ส่วน บมจ.ปตท.ผลิตและสำรวจ ปิโตรเลียม(PTTEP) มีกำไรสุทธิ 11,170ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงวด ปีก่อนที่มีกำไร 11,378 ล้านบาท ,บมจ.ไทยออยล์(TOP) มีกำไรสุทธิ 3,245ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากงวดปีก่อนที่มีกำไร 1,074ล้านบาท แต่ ลดลงจากไตรมาส1ปี53 ที่มีกำไร 7,228ล้านบาท ขณะที่รวมงวด 6 เดือนมีกำไรสุทธิรวม 10,473ล้านบาท ด้าน บมจ.ปตท.อโรเมติกส์(PTTAR)มีกำไรสุทธิ 2,141ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับงวดปีก่อนที่มีผลขาดทุน522ล้านบาท และสุดท้ายคือ บมต.ไออารืพีซี(IRPC)มีกำไรสุทธิ2,981ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156%จากงวดปีก่อนที่มีกำไร1,165ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

เฮ!รับหยุดยาววันแม่ บางจาก-ปตท.ลดน้ำมันกลุ่มเบนซิน50สต.

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 10:36 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193204.

Pic_193204

บางจาก-ปตท. ประกาศลดน้ำมันกลุ่มเบนซิน 50 สต. อี 85 ลิตรละ 30 สต.ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (12 ส.ค.) หลังราคาตลาดสิงคโปร์ปรับลด …

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน ลิตรละ 50 สตางค์ และน้ำมันอี 85 ลิตรละ 30 สตางค์ ส่วนน้ำมันดีเซลคงเดิม มีผล 05.00 น. พรุ่งนี้​(12 ส.ค.) ทำให้ราคาน้ำมันใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นดังนี้ น้ำมันกรีนพลัส 91 ลิตรละ 41.34 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.44 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 33.94 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลิตรละ 32.44 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลิตรละ 21.62 บาท และน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.99 บาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ตลาดสิงคโปร์ ส่งมอบเดือน ต.ค. ปรับลดลง 1.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากแนวโน้มอุปทานในภูมิภาคที่ตรึงตัว จากการที่โรงกลั่นใหญ่ในไต้หวันจะยังคงไม่กลับมาส่งออกน้ำมันเบนซินในเดือน ก.ย. หลังจากโณงกลั่นต้องปิดซ่อมบำรุงและตรวจสอบความปลอดภัย ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากญี่ปุ่นมีการผลิตน้ำมันดีเซลออกมาเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วลดความกังวลจากการหยุดส่งออกน้ำมันดีเซลจากไต้หวันได้

ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับเพ่ิมขึ้น 3.59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปิดที่ 82.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 4.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปิดที่ 106.68 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ สิ้นสุด ณ วันที่ 5 ส.ค. 54 ที่รายงานโดยหน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ เนื่องจากพายุโซนร้อน Don ส่งผลให้การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในบริเวณอ่าวเม็กซิโกต้องปรับลดลงชั่วคราว  โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่บริเวณคุชชิ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ส่งมอบน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปรับลดลง 1.37 ล้านบาร์เรลมอยู่ที่ 34.58 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจากเดือน พ.ย. 53ประกอบกอบกับ ความต้องการใช้น้ำมันของจีนในเดือน ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือน มิ.ย. และปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.7% เทียบกับก.ค. ปีก่อนมาอยู่ที่ 9.01 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขี้ให้เห็นว่าภาพรวมของการใช้น้ำมันของจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 2 ของโลกยังขยายตัวอยู่

ทั้งนี้ ไทยออยล์ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังคงมีความผันผวนในทิศทางขาลง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 100-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัสที่กรอบ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ติดตามการประกาศตัวเลขยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานของสหรัฐฯวันนี้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 11 สิงหาคม 2554, 10:36 น.

บางจาก-ปตท. ลดเบนซิน มีผลตี5พรุ่งนี้

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 10:38 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191732.

Pic_191732

บางจาก-ปตท. ประกาศลดน้ำมันกลุ่มเบนซิน 60 สตางค์ต่อลิตร มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (6 ส.ค.) หลังราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์หน้ายังคงมีความผันผวน …

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลิตรละ 60 สตางค์ และน้ำมันอี 85 ลิตรละ 30 สตางค์ มีผลเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้​(6 ส.ค.) ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลใหม่เป็นดังนี้ น้ำมันกรีนพลัส 91 ลิตรละ 42.44 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.54 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 35.04 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลิตรละ 33.54 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลิตรละ 22.22 บาท น้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.99 บาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับลดลง 5.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปิดที่ 86.63 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับลดลง 5.98 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 107.25 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มถดถอยลง ทั้งในส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดัชนีการผลิต การบริการ และการจ้างงานภาคเอกชน ทำให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น น้ำมัน และหุ้น แต่เข้าถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ประกอบกับนักวิเคราะห์เริ่มปรับลดคาดการณ์การบริโภคน้ำมันลง เนื่องจากปัญหาหนี้สินในยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลง โดยบริษัทบาร์เคลย์ ได้ปรับลดอัตราการเจริญเติบโตของการใช้น้ำมันเมื่อเทียบกับปีก่อน จาก 1.56 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ตลาดสิงคโปร์ ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับลดลง 2.32 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 107.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ ประกอบกับมีการส่งออกน้ำมันเบนซินจากเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในไต้หวันที่ประสบปัญหาเพลิงไหม้ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจเช็คและช่วยลดอุปทานในภูมิภาคลง ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงตามน้ำมันดิบดูไบ ในขณะที่การส่งออกจากไต้หวันที่ขาดหายไปจากโรงกลั่นที่มีปัญหาทำให้ราคาไม่ปรับลดลงมากนัก

ทั้งนี้ ไทยออยล์ คาดว่า ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์หน้ายังคงมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 105-115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส ที่กรอบ 85-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 5 สิงหาคม 2554, 10:38 น.

บางจาก-ปตท. ลดน้ำมันอี20 ลิตรละ60สต.

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 19:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190079.

Pic_190079

บางจาก-ปตท.ใจดี! ประกาศลดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลิตรละ 60 สตางค์ ส่วนชนิดอื่นคงเดิม มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (30 ก.ค.)

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลงลิตรละ 60 สตางค์ ส่วนชนิดอื่นราคาคงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (30 ก.ค.) ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลใหม่เป็นดังนี้

น้ำมันกรีนพลัส 91 ลิตรละ 43.04  บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.14 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ บาท 35.64 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 ลิตรละ 34.14 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลิตรละ 22.52 บาท น้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.99 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 กรกฎาคม 2554, 19:45 น.

เนรมิตสวนป่าแห่งการเรียนรู้

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 06:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189610.

Pic_189610

เนรมิตสวนป่าแห่งการเรียนรู้ ไปรษณีย์ผนึก ปตท.ทุ่ม 250 ล้านคืนประโยชน์สังคม

ไปรษณีย์ไทย จับมือ ปตท. ทุ่ม 250 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ 10 ไร่ บนถนนแจ้งวัฒนะ สร้างสวนป่าแห่งการเรียนรู้ พร้อมบริการไปรษณีย์และสถานีบริการน้ำมันแบบครบวงจร เน้นคืนประโยชน์ต่อสังคม คาดเปิดบริการไตรมาส 3 ปี 2555

นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ได้ร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดตั้งโครงการศูนย์บริการธุรกิจไปรษณีย์และสถานีบริการน้ำมันพร้อมสวนป่า หรือ Post Park by PTT บนเนื้อที่ 10 ไร่ ถนนแจ้งวัฒนะ สืบเนื่องมาจากไปรษณีย์ไทยต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าราชพัสดุให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และต้องการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ตามนโยบายการดำเนินธุรกิจของทั้ง ปตท.และไปรษณีย์ โดยการลงทุนทั้งหมด ปตท.จะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดทั้งสถานีบริการน้ำมัน ที่ทำการไปรษณีย์ พื้นที่ธุรกิจอื่นๆ และการปรับปรุงพื้นที่ทั้งหมด

โดยโครงการ Post Park by PTT จะจัดสรรให้เป็นพื้นที่สวนป่าไม้อนุรักษ์หลากหลายพันธุ์ประมาณ 5 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะจัดเป็นพื้นที่สำหรับการให้บริการไปรษณีย์แบบครบวงจรทั้งในและนอกเวลาทำการแบบไม่มีวันหยุด อีกทั้งจะมีสถานีบริการน้ำมันครบวงจร มีบริการอินเตอร์เน็ต ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน รวมถึงจะมีศูนย์รวมแห่งการเรียนรู้เพื่อการสะสมแสตมป์ ซึ่งกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งเรียน รู้ของประชาชนได้เป็น อย่างดี โดยจะมีที่จอดรถรองรับการใช้บริการได้มากถึง 200 คัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการใช้บริการที่หลากหลาย สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน

นางสาวอานุสรา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ปตท.กับไปรษณีย์ไทยครั้งนี้ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสินทรัพย์ที่มีอยู่ของทั้งสององค์กรให้ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและประชาชน เพราะ Post Park by PTT จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้พันธุ์ต้นไม้หายากที่จะนำมาเชื่อมโยงกับการพัฒนา ไปรษณีย์ไทยให้เป็นแหล่งเรียนการรู้ ส่งเสริมให้ประชาชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์”

“ปตท.-ไปรษณีย์ไทย ต่างให้ความสำคัญที่จะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม จึงได้ร่วมมือกันที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้เรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์ต้นไม้หายาก และที่สำคัญยังเป็นเสมือน Landmark ของทั้ง 2 หน่วยงานด้วย”

นางสาวอานุสรา กล่าวต่อด้วยว่า ปีนี้ไปรษณีย์ถือว่าย่างเข้าสู่ปีที่ 9 นับตั้งแต่จัดตั้งเป็นบริษัทและแยกตัวมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย โดยไปรษณีย์ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กร เน้นสร้างรายได้และเฟ้นหาบริการใหม่ๆ มาเสริมเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไปรษณีย์ก็จะเน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพราะไม่มีใครที่เก่งคนเดียวแล้วประสบความสำเร็จได้ และจะร่วมมือกับองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วย โดยปีนี้คาดหวังว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 16,320 ล้านบาท มีกำไร 300 ล้านบาท

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่า การดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของคนไทย เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่ ปตท. ดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานของประเทศ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

“เพราะ ปตท.มีความเชื่อว่า ทุกชีวิตมีความต่าง จึงเป็นที่มาของแนวคิดการสร้างสถานีบริการน้ำมันที่หลากสไตล์ PTT Life station มีบริการครบครันในที่ที่เดียว เป็นสถานีบริการน้ำมันอันดับหนึ่งในใจคุณ ซึ่งปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะนิยมการใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นและมองหาสถานที่ที่สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายในเวลาที่เดียวกันสำหรับทุกคนใน ครอบครัว ทั้งรับประทานอาหาร ทำงาน ช็อปปิ้ง พบปะสังสรรค์ หรือแสวงหาความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน”

สำหรับการพัฒนาโครงการ Post Park by PTT ในครั้งนี้  ปตท. เตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อจะจัดสร้างสถานีบริการน้ำมันในรูปแบบใหม่ โดยจะออกแบบให้มีความสอดคล้อง กลมกลืนไปกับพื้นที่สวนป่ากว่า 40% ของโครงการ ที่ ปตท. มีความมุ่งหวังเป็นอย่างมาก ที่จะให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ผลิตอากาศสะอาด สร้างสุขภาพที่ดีให้ชุมชนเมือง แต่ยังคงให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่หลากหลาย พร้อมจัดสรรพื้นที่ให้บริการร้านค้าต่างๆ ที่ครบถ้วนแห่งความเป็นสถานีเติมความสุขหลากสไตล์ในที่เดียวหรือ PTT Life Station โดยโครงการนี้จะใช้ระยะเวลาในการออกแบบและก่อสร้างประมาณ 14 เดือน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2555

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ปตท.จะยังคงเดินหน้าโครงการลักษณะเดียวกันนี้ต่อไป แต่จะเน้นการออกแบบที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละทำเลที่ตั้ง ซึ่งจะต้องเน้นความผสมผสานกลมกลืนของสภาพแวดล้อมของทำเลเป็นหลัก แต่ยังคงยึดธุรกิจน้ำมันและบริการเสริมที่เป็นความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งร้านค้าและบริการต่างๆ ที่นำมาบริการในแต่ละแห่ง ก็ต้องคัดสรรให้แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละแห่งแต่ละทำเล อย่างไรก็ตาม ในระยะ สั้น ปตท.จะยังไม่มีแผนลงทุนจะทำศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยไม่มีสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากศูนย์การค้าเป็นธุรกิจค้าปลีกที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน แม้ว่าทั้งสองธุรกิจจะมีความคล้ายคลึงก็ตาม

“ปตท.ยังคงเน้นการเป็นผู้จำหน่ายน้ำมันต่อไป แม้ว่าในอนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าจะเป็นไปได้ในการทำธุรกิจศูนย์การค้า ก็เป็นเพราะการต่อยอดจากฐานองค์ความรู้และทรัพยากรเดิมที่ ปตท.มีอยู่”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 06:15 น.

รมว.พลังงานร้อนก้น

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189084.

Pic_189084

กระทรวงพลังงานเตรียมเรื่องเสนอรัฐบาลชุดใหม่ ให้เข้ามาตัดสินปรับราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานเตรียมเรื่องเสนอรัฐบาลชุดใหม่ ให้เข้ามาตัดสินปรับราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เสนอตัวเลขเฉลี่ยที่ควรปรับขึ้นราคาอยู่ที่ระดับ 14-15 บาทต่อ กก. เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งไม่ยอมรับกับต้นทุนดังกล่าว โดย ปตท.ยืนยันว่าหากไม่ปรับขึ้นก็จะไม่สามารถขยายสถานีบริการได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหาก รมว.พลังงานคนใหม่เข้าทำงาน ปตท.ก็จะเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้ กพช.พิจารณาแนวทางการปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของภาคขนส่ง หลังจากที่ได้มีการปรับขึ้นราคาของภาคอุตสาหกรรมไปเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายขวัญชัย ติยวานิช นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสาน กล่าวว่า สมาคมฯเตรียมที่จะทำหนังสือถึงรัฐบาลใหม่เพื่อให้วางกรอบนโยบายการส่งเสริมการใช้เอ็นจีวีในภาคขนส่ง ให้ชัดเจนทั้งในเรื่องกรอบระยะเวลาการขึ้นราคาและความชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การขอปรับขึ้นราคาจำหน่ายเอ็นจีวีนั้น ปตท.ยืนยันว่าไม่ต้องการปรับขึ้นทันที แต่ต้องการให้ปรับขึ้นราคาเป็นระยะๆ เพื่อลดภาระขาดทุน เพราะมีผลต่อการลงทุนก่อสร้างปั๊มเอ็นจีวีเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในระยะยาว เพราะหากไม่ปรับขึ้นราคา ก็จะไม่มีเงินทุนหมุนเวียนไปลงทุน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.
%d bloggers like this: