บุญช่วย เจียดำรงค์ชัย

All posts tagged บุญช่วย เจียดำรงค์ชัย

ธ.ก.ส.ขยายเวลารับประกันภัย แนะชาวนาเร่งขายข้าวหนีน้ำท่วม

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191666.

Pic_191666

ธ.ก.ส.ขยายเวลารับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปีถึง 31 ส.ค.นี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติให้เกษตรกร คาดทำได้ตามเป้าหมาย 8.3 ล้านไร่ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจากพายุนกเตน

นายบุญช่วย เจียดำรงค์ชัย รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลผลิตของตนเองจากภัยธรรมชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ธ.ก.ส. สมาคมประกันวินาศภัย และบริษัท ประกันภัย ได้ขยายเวลาในการขายกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปีออกไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 54

โดยยังคงเงื่อนไขเดิม คือ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร อัตราค่าเบี้ยประกัน 129.47 บาทต่อไร่ โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนเกษตรกร 69.47 บาทต่อไร่ กรณีเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. จะได้รับการจ่ายเงินสมทบจาก ธ.ก.ส. อีก 10 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรลูกค้าจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 50 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ผู้ทำประกันภัยข้าวนาปียังได้รับสิทธิ์ในการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 1% เป็นระยะเวลา 6 เดือน

กรมธรรม์ดังกล่าวจะคุ้มครองความเสียหายจากการปลูกข้าว อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ แต่ไม่รวมถึงโรคระบาดและแมลงศัตรูพืช โดยอัตราค่าชดเชยระยะเวลา 60 วันแรก นับจากวันเริ่มปลูก ได้รับสินไหมทดแทนไร่ละ 606 บาท ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 61 เป็นต้นไป ได้รับค่าสินไหมทดแทนไร่ละ 1,400 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรที่ประสบความเสียหายยังคงได้รับสิทธิ์ในการได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งด้วย

สำหรับผลการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ณ วันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,800 ราย พื้นที่ปลูกข้าว 542,000 ไร่ ค่าเบี้ยประกัน 70.2 ล้านบาท และคาดว่าจะดำเนินการรับประกันภัยได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 8.3 ล้านไร่

ส่วนกรณีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ 16 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนนกเตน ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากนั้น มีเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ได้รับความเดือดร้อน 40,030 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 365,301 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 343,507 ไร่ และข้าวโพด 18,382 ไร่ พืชผัก 510 ไร่ ไม้ผล 1,530 ไร่ พืชอื่นๆ 1,270 ไร่ ประมง 102 ไร่ ปศุสัตว์ 1,504 ตัว ซึ่งการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเบื้องต้น ธ.ก.ส.ได้มอบถุงยังชีพให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปแล้ว 4,470 ครัวเรือน มูลค่า 944,000 บาท ส่วนกรณีได้รับความเสียหายและมีภาระด้านเงินกู้กับ ธ.ก.ส.จะได้รับการผัดผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ 1 ปี งดคิดดอกเบี้ยเพิ่ม 3% ต่อปี พร้อมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูการผลิต

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวให้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัด เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำข้อมูลไปรายงานให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด อนุมัติเงินงบกลางในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 606 บาท

ทั้งนี้ เพื่อชะลอความเสียหายของข้าวระยะสุกแก่ในแปลงนา กรมการข้าวขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะที่เหมาะสม คือ ระยะพลับพลึง หรือประมาณ 28-30 วัน หรือ 4 สัปดาห์ หลังข้าวออกดอกไปแล้ว 80% จะทำให้ได้ผลผลิตและคุณภาพข้าวดีที่สุด ส่วนในพื้นที่ที่ยังมีฝนตกชุกและมีน้ำท่วมขัง เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้นภายในระยะ 21 วัน โดยในพื้นที่นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมและยังสามารถใช้รถเกี่ยวนวดได้ ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้อาจมีความชื้นสูงมากกว่า 25% ซึ่งเกษตรกรควรรีบนำไปลดความชื้นทันที ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเสียหายจากเชื้อราและจุลินทรีย์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ข้าวราคาตกต่ำ หรือเร่งจำหน่ายให้โรงสีโดยเร็ว

“หากเกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายได้ทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง ควรนำข้าวที่เก็บเกี่ยวมาผึ่งตากลดความชื้น โดยเกลี่ยให้มีความหนา 5-10 เซนติเมตร และพลิกกลับทุกๆ 1-2 ชั่วโมง หากพื้นที่ตากมีจำกัด สามารถเพิ่มความหนาของข้าวในการตาก แต่ต้องพลิกกลับให้บ่อยครั้งขึ้น และควรระมัดระวังไม่ให้ข้าวโดนฝนซ้ำอีก ส่วนกรณีนาข้าวถูกน้ำท่วมขังในระยะสุกแก่ ไม่สามารถใช้รถเกี่ยวนวดได้ ให้เก็บเกี่ยวข้าวด้วยเคียว แล้วนำข้าวมัดเป็นฟ่อนนำไปตากแขวนราว จะช่วยชะลอการเสื่อมคุณภาพของข้าว และหากมีฝนตก น้ำฝนจะหยดลงสู่พื้นดิน ไม่ถูกดูดซับหรือขังอยู่ในฟ่อนข้าว และให้ลงมือนวดข้าวทันทีเมื่อสามารถทำได้”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 06:00 น.
%d bloggers like this: