บีโอไอ

All posts tagged บีโอไอ

บีโอไอบุกบาห์เรน-กาตาร์ หวังขยายโอกาสลงทุน

Published พฤษภาคม 12, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259680

11 พฤษภาคม 2555, 15:25 น.

Pic_259680

บีโอไอลุยบาห์เรน-กาตาร์พร้อมนายกฯ หวังขยายโอกาสการลงทุน ด้านเอกชนไทยเล็งหาช่องรับช่วงงานก่อสร้างในกาตาร์ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2565…

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยือนราชอาณาจักรบาห์เรน และรัฐกาตาร์ อย่างเป็นทางการ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ค. ว่า บีโอไอพร้อมด้วยสถาบันก่อสร้างแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร จะร่วมเดินทางไปพร้อมกับคณะของ นายกรัฐมนตรี เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือด้านการลงทุน ทั้งจากไทยไปลงทุนในบาห์เรน และกาตาร์ และการลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศมาไทย โดยคณะของบีโอไอ จะเข้าพบปะหารือกับหน่วยงานด้านการลงทุนของบาห์เรน และกาตาร์ พร้อมทั้งจะหารือโอกาสและความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างภาคธุรกิจไทยและภาค เอกชนของบาห์เรน และกาตาร์ด้วย

“ในการพบปะหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของบาห์เรนและกาตาร์ บีโอไอ จะนำเสนอศักยภาพการลงทุนในประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นประเทศรองรับการลงทุนสูงสุดในภูมิภาค และศูนย์กลางทางการลงทุนภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 แก่นักธุรกิจทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งหารือถึงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลด้วย”

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า บาห์เรน และรัฐกาตาร์ มีความสัมพันธ์กับไทยมานาน โดยเฉพาะในด้านการค้า และการลงทุน ทั้ง 2 ประเทศยังนับเป็นตลาดใหม่ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของการส่งเสริมให้มีการขยาย รูปแบบของการส่งเสริมการลงทุนกันมากขึ้น ทั้งในด้านของการดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาลงทุนในไทย เช่น ธุรกิจด้านบริการ และโรงแรม ซึ่งบาห์เรนให้ความสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ นักลงทุนไทยมีขีดความสามารถสูงในการเข้าไปดำเนินกิจการในทั้ง 2 ประเทศ เช่น การเข้าไปรับช่วงงานในกิจการก่อสร้าง งานออกแบบ หรือ การเข้าไปตั้งโรงงาน หรือร่วมหุ้นส่วนธุรกิจในกิจการผลิตปุ๋ยเคมี กิจการด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ตลอดจนโครงการก่อสร้างต่างๆ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ.2022 ในประเทศกาตาร์

“จากสถิติของบีโอไอ พบว่า ระหว่างปี 2513 ถึง ปีนี้ พบว่า มีโครงการลงทุนจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในประเทศไทย รวม 57 โครงการ เงินลงทุน 9,796 ล้านบาท มาจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน เลบานอน และอิสราเอล โดยกระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมเบา กิจการผลิตโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง กิจการเกษตรและผลิตผลทางการเกษตร กิจการบริการและสาธารณูปโภค เป็นต้น”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤษภาคม 2555, 15:25 น.

‘บีโอไอ’เร่งปรับยุทธศาสตร์ลงทุนรับ’เออีซี’

Published เมษายน 7, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/251466

7 เมษายน 2555, 18:30 น.

Pic_251466

อุตสาหกรรมสั่งการบีโอไอเร่งปรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน และการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน เพื่อเตรียมเข้าสู่การแข่งขัน และรองรับการเปิดการลงทุนเสรี หลังการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 58

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2555  ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปปรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน และการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน เพื่อเตรียมเข้าสู่การแข่งขันและรองรับการเปิดการลงทุนเสรีหลังการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 โดยเมื่อเกิดเออีซีแล้วมีบางอุตสาหกรรมที่ไทยได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ ดังนั้น จะต้องมีการทบทวนโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุนในช่วง 3- 5  ปี โดยบีโอไอทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง ว่าทิศทางการส่งเสริมการลงทุนต้องการสนับสนุน หรือลดการให้สิทธิประโยชน์ในอุตสาหกรรมใด ซึ่งบีโอไอจะดำเนินการให้เสร็จภายในปีนี้ เพื่อที่จะประกาศให้นักลงทุนทราบต่อไป

“เราเติบโตแบบคงที่ สู้กับประเทศที่มาใหม่ไม่ได้ ดังนั้น เราต้องทบทวนโครงสร้างทั้งหมด และกำหนดยุทธศาสตร์ 3-5 ปี ข้างหน้าว่าอยากให้สิทธิประโยชน์ทางไหนมาก หรือปรับลดลง บีโอไอและกระทรวงการคลัง กำลังศึกษาดูว่ามีอะไรที่ควรทบทวนหรือปรับเพิ่มอะไรได้อีก เช่น อุตสาหกรรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และโลจิสติกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่บีโอไอจะให้การส่งเสริม เป็นต้น” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า บีโอไอก็จะสนับสนุนให้นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งจะได้รับประโยชน์ หลังจากเออีซี มีผลบังคับใช้ในปี 2558 ซึ่งสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ในการสร้างโอกาส และลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทย และพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งบีโอไอ จะเร่งให้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเชื่อว่าหากเอกชนไทยมีความเข้าใจและเป็นมิตรที่ดีกับเพื่อนบ้าน ก็จะเติบโตไปพร้อมกันและได้ประโยชน์จากการเกิดเออีซีร่วมกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 เมษายน 2555, 18:30 น.

บีโอไอสลดลงทุนต่ำเป้า

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

20 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128365.

Pic_128365

ที่ประชุมบีโอไอหารือแนวโน้มการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ คงไม่ถึง 5 แสนล้านบาท ตามที่ตั้งเป้า หลังโครงการใหญ่ๆ ชะลอการลงทุนในไทย …

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วันที่ 24 พ.ย. นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน จะหารือถึงเป้าการขอรับบีโอไอในปี 53 และปี 54 เนื่องจากที่แนวโน้มการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้คงไม่ถึง 5 แสนล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้ เพราะในช่วงที่ผ่านมาโครงการใหญ่ๆที่มีมูลค่าสูงจำนวนมากชะลอการลงทุนในไทยหลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  โดย 10 เดือนที่ผ่านมา  ม.ค.-ต.ค.  มีโครงการขอรับบีโอไอมูลค่า  3.37 แสนล้านบาท  1,200  โครงการ  มากกว่าปีก่อนเล็กน้อย

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า คาดว่าตัวเลขขอรับบีโอไอในปีนี้มากสุดจะอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท โดยคาดว่าเอสเอ็มอีเข้ามาลงทุนมากขึ้น หลังจากการประชุมคณะกรรมการบีไอไอ ในวันที่  24  พ.ย. จะเสนอขยายการส่งเสริมลงทุนให้เอสเอ็มอีจากเดิมกำหนดวงเงินลงทุนไว้ที่ 20 ล้านบาท

นายนินนาท  ไชยธีรภิญโญ  รองประธาน  บริษัท  โตโยต้า  มอเตอร์  ประเทศไทย  จำกัด  กล่าวว่า สนับสนุนการยกเลิกให้สิทธิประโยชน์บีโอไอเพื่อแลกกับภาษีเงินได้นิติบุคคล  แต่ต้องลดลงเหลือ 18% และการยกเลิกภาษีบีไอไอจะช่วยทำให้นักลงทุนสะดวกสบายมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ไทยมีระบบภาษีที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก มั่นใจว่าการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะจูงใจนักลงทุนได้มาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

เอกชนค้านแหลกชี้รัฐบาลเพี้ยน

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128112.

Pic_128112

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

เอกชนค้านแหลกชี้รัฐบาลเพี้ยน “ชัยวุฒิ” มึนโครงสร้างภาษีใหม่ หวั่นลดสิทธิประโยชน์บีโอไอ ขอความชัดเจนโดยเร็ว เกรงกระทบการลงทุน …

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีกรมสรรพากรมีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่โดยเฉพาะภาษีส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ข่าวที่ออกมาจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนทั้งรายเก่าและรายใหม่ ซึ่งต้องสอบถามเป็นการภายในกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะมีผลกระทบวงกว้าง จะต้องรอบคอบก่อนออกสู่สาธารณะเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ดังนั้น การจะปรับเปลี่ยนคงจะต้องหารือกับทุกส่วนรวมถึงภาคเอกชน และคงจะหารือกันในระดับนโยบาย โดยเฉพาะในบอร์ดบีโอไอที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะการไปลดสิทธิประโยชน์การลงทุนของบีโอไอ จะต้องรอบคอบ เนื่องจากเหตุผลของการตั้งบีโอไอก็เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสิทธิพิเศษด้านภาษีก็เป็นหนึ่งในหลายมาตรการในการชักจูงการลงทุนเข้ามาและไม่ได้ให้ทุกราย โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะให้และยังกำหนดเวลาและเงื่อนไขอีก

นายธนิต  โสรัตน์  รองประธาน  ส.อ.ท.กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาระประชาชนที่มีการบริโภคสินค้าทั้งภาคอุตสาหกรรมและรวมไปถึงภาคเกษตรกรรม แล้วจะนำไปแลกกับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่เป็นเรื่องของการลงทุนจึงเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

“หวังว่าท้ายสุดรัฐบาลจะชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็วและคงไม่เพี้ยนไปมากกว่านี้เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน ซึ่งมาตรการทางภาษีของบีโอไอเพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรงถ้ายกเลิกเขาก็คงไม่นำเงินมาลงทุนแน่ ขณะที่ไทยเองก็ต้องการสร้างงานเพิ่ม”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงแผนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัททั้งประเทศลงมาอยู่ที่ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาอยู่ที่ 25% จากปัจจุบันเก็บในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 10-37% และยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีบีโอไอ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มยังอยู่ที่ระดับเดิม  7%  นั้น  ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเห็นด้วยหากจะมีการบังคับใช้จริง ซึ่งการปรับลดภาษีนิติบุคคล ที่จะทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และบริษัทนอกตลาด เสียภาษีในอัตราเท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทของประเทศมีต้นทุนการทำธุรกิจที่ลดลงทั้งระบบ

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า  เมื่อมีการปรับลดภาษีลงเท่าเทียมกัน  จะทำให้  บจ.เดิมที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถอนตัวออกจากตลาด เพราะมีต้นทุนสูงกว่าบริษัทนอกตลาดนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการถอนตัวออกจากตลาด เพราะปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ประกอบกับการอยู่ในตลาดจะทำให้มูลค่าและภาพพจน์ตลาดดีขึ้นด้วยจากความคาดหวังของนักลงทุนด้วย ซึ่งถือเป็นผลดีต่อผลประกอบการ

“การลดภาษีนิติบุคคลให้เท่ากันทั้งระบบ จะเป็นผลดีต่อส่วนรวมมากกว่า เพราะเมื่อบริษัทนอกตลาดมีต้นทุนที่ถูก ก็จะช่วยให้บริษัทโตขึ้น และในอนาคตเมื่อต้องการขยายธุรกิจ ก็สามารถเข้ามาระดมเงินทุนในตลาดได้ ส่วนบริษัทที่อยู่ในตลาด แม้จะมีต้นทุนในการเปิดเผยข้อมูลสูง  แต่เชื่อว่าไม่น่ามีใคร อยากออกตอนนี้ เพราะดัชนีเป็นช่วงขาขึ้น จึงทำให้ มูลค่าของบริษัทปรับตัวขึ้น ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์กับแค่ตลาดทุน แต่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแรงขึ้น”

ส่วนการยกเลิกให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบีโอไอนั้น  โดยส่วนตัวเห็นว่าบีโอไอสามารถปรับวิธีการทำงานใหม่  โดยเปลี่ยนเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวกในการติดต่อให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการมาลงทุนในไทย  และส่งเสริมให้บริษัทในไทยไปลงทุนต่างประเทศ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

สรรพากรรื้อโครงสร้างภาษี เลิกบีโอไอแลกลดนิติบุคคลรักษาฐานรายได้

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127830.

Pic_127830

คลังเตรียมรื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ กรมสรรพากรเสนอหลายโมเดลเพื่อรักษาฐานรายได้ เช่น ยกเลิกภาษีสิทธิประโยชน์ บีโอไอแลกลดภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมสรรพสามิต ลั่นขอเลิกจัดเก็บภาษีสินค้าที่ไม่สร้างรายได้….

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี สร้างธุรกิจแข็งแกร่ง สู่ไทยเข้มแข็ง” ว่า มีแผนที่จะปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรครั้งใหญ่หลังจากที่ไม่เคยปรับมานานนับ 20 ปี ทำให้รูปแบบหรืออัตราการจัดเก็บภาษีล้าสมัย โดยกรมสรรพากรจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการร่วมหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ทั้งนี้ แผนปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว เป็นหนึ่งในแผนการทำงานที่จะทำให้กรมสรรพากรเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า

นายสาธิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับลดหรือปรับขึ้นอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับกรมสรรพากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งการปรับเพิ่มขึ้นนั้น ยังไม่ได้อยู่ในแผนของกรมสรรพากรแต่จะใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพแทน ส่วนการปรับลดอัตราภาษีนั้น ก็จะใช้เวลาหลายปีกว่าที่รายได้ที่เคยจัดเก็บได้ในปัจจุบันจะกลับคืนมา  ยกตัวอย่างเช่น การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจจะใช้เวลาถึง 3 ปี และการปรับลดภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาจะใช้เวลานานถึง 6 ปี กรมสรรพากรก็พยายามจะหาโมเดลที่มีความเหมาะสม และให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการตัดสินใจ โดยเฉพาะระดับนโยบายว่า จะมีการปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้

“กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น หลายฝ่ายเสนอให้ลดอัตราภาษีลง แต่ก็มีคำถามกลับไปว่า ถ้ามีโมเดลแบบนี้จะทำหรือไม่ เช่น ยกเลิกการยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 200-300 บริษัท ซึ่งจะทำให้ระดับภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัททั้งหมดอยู่ที่ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% และยังจะทำให้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดมาอยู่ที่ 25% จากปัจจุบันเก็บในอัตราก้าวหน้าที่ 37% ส่วนมูลค่าเพิ่มเท่าเดิมที่ 7% ซึ่งโมเดลนี้จะทำให้รายได้ของกรมสรรพากรเท่าเดิม หรือ จะยังคงยกเว้นภาษีให้บริษัทในบีโอไอ แต่เลือกธุรกิจที่จะสนับสนุน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นประเด็นคำถามกลับไปยังผู้ที่เสนอมา”

นอกจากนี้  ยังมีอีกหลายโมเดลภาษีที่กรมสรรพากรคิด ทั้งการขึ้นหรือลดภาษีมูลค่าเพิ่มและอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษี ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการรวบรวมและเสนอให้ระดับนโยบายได้พิจารณาอีกครั้ง ส่วนการศึกษาเรื่องจัดเก็บภาษีจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ (Tobin Tax) ด้วย  กรมสรรพากรมีความเห็นว่ารัฐบาลควรจะมีการออกกฎหมายมารองรับการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าว แม้จะยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในขณะนี้ แต่ควรเตรียมไว้ใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลกรณีที่จำเป็น ซึ่งจะสามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ได้ทัน และหากไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องนำมาใช้

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า มีหลายตัวแปรที่จะทำให้งบสมดุลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้คือ 1. ความผันผวนของระบบการเงินการคลังทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ เป็นต้น 2. สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ค่าใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคก็จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษี และ 3. กฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่กรมสรรพสามิตก็ยังไม่มีเครื่องมือที่จะเข้าไปจัดเก็บรายได้

ทั้งนี้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้น โครงสร้างของภาษีสรรพสามิตก็ต้องมีการปรับปรุง เบื้องต้นภาษีระดับกลางๆ หรือ Neutral Tax ซึ่งอาจจะเก็บได้ประมาณ 10-20 ล้านบาทต่อปี อาจจะไม่คุ้มค่าต่อการจัดเก็บภาษีอีกต่อไป โดยกรมสรรพสามิตก็อาจจะพิจารณายกเลิก แล้วจะหันมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสินค้าขนาดใหญ่แทน โดยเน้นไปที่สินค้าบาปและสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ในส่วนของสินค้าบาปนั้น มีช่องทางที่จะปรับปรุงได้อีกเยอะ โดยเฉพาะสุราและยาสูบ ผมคิดว่าผลของการค้าเสรี ทำให้มีของถูก คุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และทำให้คนไทยบริโภคมากขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางใหญ่ วิธีการคือ เราจะจัดเก็บภาษีเป็นการจัดเก็บแบบอัตราตามปริมาณ เช่น บาทต่อลิตร หรือบาทต่อมวน เพื่อเป็นกำแพงปกป้องอุตสาหกรรมไทย และสุขภาพของคนไทย และจะปรับจากราคาหน้าโรงงานมาเป็น ราคาขายปลีก ซึ่งถือว่าเป็นการปรับระบบภาษีครั้งใหญ่ จะเริ่มจากสินค้ายาสูบเป็นสินค้าแรกก่อน”

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาให้กรมสรรพสามิตดำเนินการจัดเก็บ 10 รายการสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่น ขยะเครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันสินค้าเหล่านี้อยู่ในรายการที่กรมสรรพสามิตมีอำนาจในการจัดเก็บอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ส่วนการจัดเก็บภาษีทางด้านมลพิษนั้น ยังต้องรอให้กฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมือทางด้านการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมให้มีผลบังคับใช้ก่อน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

“ชัยวุฒิ”โอ่ลงทุนชักแถว 4 หมื่นล้าน

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127541.

Pic_127541

โดยเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนที่ยืนยันจะเข้ามาลงทุนในไทยชัดเจน 6 ราย และยังไม่เปิดเผยอีก 1-2 ราย เม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนประเทศไทยในปีหน้า ยังมั่นใจว่ามีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากที่ประเทศไทยมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหามาบตาพุด โดยเฉพาะประเภทกิจการรุนแรง ส่งผลให้จากการไปโรดโชว์ที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนที่ยืนยันจะเข้ามาลงทุนในไทยชัดเจน 6 ราย และยังไม่เปิดเผยอีก 1-2 ราย เม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท

“เป้าหมายดึงการลงทุนบีโอไอในปีนี้ที่ตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท ยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก เพราะใน 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ทำให้โครงการที่จะยื่นขอบีโอไอชะลอไปจำนวนมาก แต่เมื่อมาบตาพุดมีความชัดเจนแล้ว ทำให้นักลงทุนเริ่มมั่นใจกับประเทศไทย และได้ยืนยันว่าจะทยอยยื่นขอบีโอไอตั้งแต่ ปีหน้าเป็นต้นไป”

สำหรับการโรดโชว์ที่ฝรั่งเศสมี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ยืนยันว่าจะขยาย หรือเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ได้แก่ 1. บริษัทมิชลิน จำกัด ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์อยู่แล้ว 2. บริษัทแซงท์ โกเบียน จำกัด จะขยายลงทุนผลิตกระจกสำหรับรถยนต์และโซล่าเซลล์ 3. บริษัทคาสิโน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในนามบิ๊กซี ส่วนที่ประเทศเยอรมนี มี 4 บริษัทที่ตอบรับจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วเช่นกันคือ 1. บริษัทเดมเลอร์ เอจี จำกัด ผู้ผลิต รถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ ตัดสินใจที่จะลงทุนเปิดไลน์ผลิตรถยนต์รุ่น M Class ที่ประเทศไทย 2. บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู เอจี จำกัด จะเพิ่มไลน์ผลิตรถยนต์รุ่น X 1 3. บริษัทอีโวนิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเคมีใหญ่อันดับ 3 และ 4. บริษัทคอนติเนนตัล จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สนใจขยายการลงทุนระบบเบรกรถยนต์.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

กระแส บีโอไอแฟร์ 2011 กระตุ้นความเชื่อมั่นการลงทุนเพิ่ม

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 14:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191790.

Pic_191790

บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริม 7 เดือน เฉียด 300,000 ล้านบาท มูลค่าลงทุนเดือนก.ค.กว่า 53,000 ล้านบาท สูงที่สุดเมื่อเทียบจากตั้งแต่ช่วงต้นปี มั่นใจทิศทางลงทุนโตต่อเนื่อง ดันการลงทุนปีนี้ เกินเป้า 400,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,030 โครงการ มูลค่าลงทุน 299,500 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 747 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 37.9% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 45.5% นางอรรชาก กล่าวว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในเดือน ก.ค.เพียงเดือนเดียว มียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 161 โครงการ มูลค่า 53,600 ล้านบาท สูงที่สุดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา โดยมีขนาดการลงทุนกระจายทั้งในส่วนของโครงการขนาดกลางและเล็ก จนถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามาก อาทิ การผลิตเครื่องปรับอากาศ โครงการปิโตรเคมี กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนล่าสุด อยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท ทำให้บีโอไอมั่นใจได้ว่าการลงทุนปีนี้ จะเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 400,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากแนวโน้มความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยยังมีการเติบโตไปจนถึงสิ้น ปี นี้ ได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่ง บีโอไอ จะมีการจัดงานนิทรรศการใหญ่ บีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นฐานการ ลงทุนของไทยในระดับภูมิภาคได้ยิ่งขึ้น” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า กิจการที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือน มีกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 265 โครงการ มูลค่า 83,100 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันปีก่อน ที่มี 140 โครงการ มูลค่า 26,600 ล้านบาท รองมาเป็น กิจการบริการและสาธารณูปโภค 222 โครงการ มูลค่า 61,500 ล้านบาท โครงการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 214 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน กิจการ เคมี กระดาษ และพลาสติก 141 โครงการ มูลค่า 49,900 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 93 โครงการ มูลค่า 16,200 ล้านบาท และ กิจการ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มี 146 โครงการ มูลค่า 46,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 111 โครงการ มูลค่า 13,600 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 14:43 น.

วอนบีโอไอทบทวนเงื่อนไขหิน เลิกจ้างต่างด้าวเป็นเหตุหวั่นล้มทั้งยืน

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191079.

Pic_191079

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วอนบีโอไอทบทวนเงื่อนไขหิน เลิกจ้างต่างด้าวเป็นเหตุหวั่นล้มทั้งยืน…

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ทำหนังสือถึงบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนในการยกเลิกการจ้างแรงงานต่างด้าวภายในระยะเวลา 6 เดือนนับจากนี้ หรือภายในวันที่ 24 พ.ย. ไม่เช่นนั้นจะถูกยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนว่า ผู้ประกอบการได้หารือกับบีโอไอแล้วโดยขอให้ทบทวนนโยบายดังกล่าว และต้องการขอระยะเวลาให้ผู้ประกอบการได้มีการปรับตัว 2-3 ปี เนื่องจากหากยกเลิกการจ้างงานต่างด้าวในทันทีจะส่งผลให้อุตสาหกรรมจำนวนมากต้องลดกำลังการผลิตลง และไม่สามารถส่งมอบสินค้าตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศได้ เพราะไม่สามารถหาแรงงานในประเทศมาทำงานได้ทัน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังได้เสนอให้บีโอไอมีการกำหนดจำนวนการใช้แรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับบีโอไอให้ชัดเจนว่าเป็นสัดส่วนเท่าใดได้ เนื่องจากต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าประเทศ ไทยประสบภาวะขาดแคลนแรงงานที่เป็นคนไทยระดับล่างจำนวนมาก โดยอุตสาหกรรมอาหารจะใช้มากสุดเฉลี่ย 40% อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม 20% ที่เหลือเป็นสิ่งทอ รองเท้า เป็นต้น ล่าสุดบีโอไอรับปากที่จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอชุดใหม่เพื่อที่จะหาข้อสรุปในประเด็นนี้

“ที่ผ่านมาเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานคนไทยจำนวนมาก บริษัทที่ได้รับบีโอไอจึงต้องจ้างแรงงานต่างด้าว แต่ที่ผ่านมาบีโอไอก็ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวรับมือกับมาตรการดังกล่าว ว่าจะมีการยกเลิกบีโอไอ เรื่องนี้ผู้ประกอบการไม่ได้ต่อต้าน เพราะมั่นใจว่านายจ้างรายใดที่อยู่ในกรณีดังกล่าว และใกล้จะครบกำหนดการได้รับบีโอไอก็พร้อมจะเลิกจ้างเพื่อไม่ให้ขัดกับเงื่อนไขของบีโอไอ แต่ในบางรายที่เพิ่งได้รับบีโอไออาจเป็นปัญหาขึ้นมาในเรื่องการหาคนงานใหม่ไม่ทัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องไปถึงการซื้อเครื่องจักรให้เท่ากับปริมาณคนงานและปริมาณของสินค้าที่ต้องผลิต และการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนในไทย

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 16:00 น.

ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนในไทย.

Pic_185802

บีโอไอ เผยตัวเลขลงทุนช่วง 6 เดือน ปี 2554 เงินลงทุนทะลุ 247,100 ล้านบาท มูลค่าเกินครึ่งจากเป้าหมาย ที่ประเมินไว้ทั้งปีที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท ด้านตัวเลข เอฟดีไอ พุ่งต่อเนื่อง ทิศทางเงินทุนจากเอเชีย โหมเข้าไทย ญี่ปุ่นยังครองแชมป์สูงสุด

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. -มิ.ย.) ว่า นักลงทุนได้ยื่นขอรับส่งเสริมการเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 882 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 247,100 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีจำนวน 616 โครงการ เพิ่มขึ้น 43.2% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 185,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเงินลงทุนเกินครึ่งจากเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ ที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ล้านบาท

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีทิศทางขยายตัวในอัตราสูงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือน มิ.ย.เพียงเดือนเดียว มีจำนวนโครงการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยมี 180 โครงการ มูลค่าลงทุน 43,600 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มลงทุนรายใหญ่ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการจำนวนมาก

“สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรก กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ที่มีโครงการลงทุนสูงสุดรวม 226 โครงการ มูลค่า 77,000 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค 180 โครงการ มูลค่า 46,300 ล้านบาท ตามด้วยกิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 126 โครงการ มูลค่า 41,300 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า 130 โครงการ มูลค่า 35,400 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 129 โครงการ มูลค่า 25,700 ล้านบาท” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงครึ่งปีแรก มี 522 โครงการ มูลค่า 167,274 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 375 โครงการหรือเพิ่มขึ้น 39% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 98,332 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 70% สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในไทย กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในเอเซีย โดยญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 272 โครงการ เงินลงทุน 72,244 ล้านบาท ตามด้วยเกาหลีใต้ มีจำนวน 21 โครงการ เงินลงทุน 6,137 ล้านบาท, ฮ่องกง มี13 โครงการเงินลงทุน 10,399 ล้านบาท เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 16:00 น.

บีโอไอรื้อเกณฑ์ลงทุน

Published มิถุนายน 9, 2011 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
บีโอไอรื้อเกณฑ์ลงทุน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177598

บีโอไอ จัดสัมมนา “การลงทุนไทยในต่างประเทศ โอกาสและก้าวสู่ความสำเร็จ” เล็งทบทวนประเภทกิจการและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ให้สอดคล้องโครงสร้างภาษี…

นางอรรชกา ศรีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย ในงานสัมมนา “การลงทุนไทยในต่างประเทศ โอกาสและก้าวสู่ความสำเร็จ” จัดโดยบีโอไอว่า ขณะนี้ บีโอไออยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด การทบทวนประเภทกิจการและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษี ทั้งระบบของกระทรวงการคลัง รวมถึงนโยบายการส่งเสริมการลงทุนไทยไปยังต่างประเทศ เพื่อที่จะเสนอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ

“สิทธิประโยชน์นั้น บีโอไอคงต้องทำให้สอดคล้องกับการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่รัฐบาลและพรรคการเมืองที่หาเสียงในขณะนี้ มีแนวคิดจะปรับลดลงจากขณะนี้เก็บในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ ดังนั้น บีโอไอต้องปรับสิทธิประโยชน์ของบีโอไอให้เหมาะสม โดยอาจจะลดการยกเว้นลงจาก 8 ปี เพราะถือว่าไทยลดลงให้ในภาพรวมแล้ว”

ส่วนการส่งเสริมการลงทุนไทย ในต่างประเทศ บีโอไออยู่ระหว่างปรับปรุงร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการยกเว้นภาษีกำไรที่ได้จากการลงทุนต่างประเทศ รวมถึงการนำค่าใช้จ่ายไป ศึกษาดูลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศมาลดหย่อนได้ 2 เท่า รวมถึงการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการลงทุน ไทยในต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะศึกษาเสร็จในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ และคาดว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติ เป็นรูปธรรมได้ภายในสิ้นปี 2554.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
%d bloggers like this: