บีทีเอส

All posts tagged บีทีเอส

จับเข่าคุย “คีรี กาญจนพาสน์” เปิดสัญญาจ้างแสนล้าน บีทีเอส–กรุงเทพธนาคม

Published มิถุนายน 4, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/265502

4 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

Pic_265502

คีรี กาญจนพาสน์ จัดเป็นนักลงทุนแถวหน้าระดับ “มังกร” ที่กล้าหาญชาญชัยพอจะนำเสนอโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศอย่างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ซึ่งต้องใช้วงเงินลงทุนสูงและความอดทนเป็นเลิศในอันที่จะเผชิญหน้ากับกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรงของคนเมืองและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกมากมายทั้งจากสังคมและสื่อ

เนื่องเพราะไปขีดเส้นทางเพื่อใช้เป็นแนวการก่อสร้างทางให้รถไฟฟ้าวิ่งผ่านตรงกลางใจกรุงเทพมหานครพอดี ขณะที่การก่อสร้างฐานรากรวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐในการสร้างสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารเพื่อเติมเต็มองค์ประกอบของโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนให้สมบูรณ์นั้น หนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ที่ต้องไปทะเลาะกับผู้เสียผลประโยชน์จำนวนมาก  เช่นเดียวกับที่ได้ทำให้ท้องถนนซึ่งเต็มด้วยรถยนต์ ต้องติดขัดอย่างหนัก เพราะพื้นผิวจราจรหดหายไปในระหว่างการก่อสร้าง

ท่ามกลางปัญหารอบด้านและภารกิจหนักอึ้งอย่างการจัดหาแหล่งเงินกู้ที่จะใช้ในการก่อสร้าง 51,000 ล้านบาท กับวิกฤติเศรษฐกิจและการลอยตัวค่าเงินบาทที่เกือบทำให้กลุ่มของนายคีรีสูญเสียโอกาสจากการลงทุนไป

แต่ท้ายที่สุด  รถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชนสายแรกของกรุงเทพ-มหานคร ก็ประสบความสำเร็จและถือกำเนิดขึ้นในอีก 7 ปีต่อมา นับแต่วันลงนามสัญญาสัมปทานกับผู้บริหาร กทม.ในปี 2535

จวบจนถึงวันนี้ รถไฟสายแรกที่สร้างขึ้นและเปิดให้บริการมาเป็นเวลา 17 ปีภายใต้สัญญาสัมปทานระหว่าง กทม.กับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Mass Transit System Public Company (BTSC) ไม่เพียงจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ กทม. และวิถีชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นเท่านั้น

หากแต่ยังปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของผู้คนต่อการยอมรับการลงทุนโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟระบบขนส่งมวลชนเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

ในฐานะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งกระจายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายคีรี เปิดอกกับ ทีมเศรษฐกิจ ถึงสัญญาใหม่ที่บีทีเอสทำกับ กทม. ในนามของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด รัฐวิสาหกิจที่ กทม.ถือหุ้นเกือบ 100% ว่า เป็นสัญญาที่ถูกต้องและยุติธรรมแล้ว อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งสำหรับเขา บีทีเอส กทม. และที่สำคัญ ประชาชนชาว กทม.และปริมณฑล

เปิดสัญญาจ้างบีทีเอส

สัญญาใหม่ที่ทำขึ้นไม่เกี่ยวกับสัมปทานเดิมที่รถไฟฟ้าบีทีเอสวิ่งอยู่ใน 2 เส้นทาง รวมระยะทางยาว 23.5 กิโลเมตร (กม.) คือ 1.สถานีหมอชิต-อ่อนนุช และ 2.สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน สัมปทานนี้มีอายุ 30 ปี และบีทีเอสเปิดให้บริการมาแล้ว 17 ปีด้วยกัน

ส่วนสัญญาใหม่ ซึ่งระยะหลังมานี้ กทม.รวมถึงภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างรถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชน เปลี่ยนความคิดจากการให้สัมปทานแก่ภาคเอกชนไปลงทุนก่อสร้าง และเก็บรายได้เองก่อนจะยกทรัพย์สินที่ลงทุนให้แก่รัฐเมื่อครบอายุสัมปทาน

ไปเป็นรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบราง  รวมถึงอาณัติสัญญาฯต่างๆเอง 80% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนอีก 20% ให้เอกชนจัดหารถ และบริหารจัดการในเส้นทางเอง  แบบเดียวกับสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดินของ การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กระทรวงคมนาคม ที่ให้สัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในเส้นทางหัวลำโพง-บางซื่อ แก่ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับ สายสีม่วง  บางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

“กลับมาดูสัญญาใหม่ที่กรุงเทพธนาคมลงนามกับบีทีเอส ก็คือให้สัญญาว่าจ้างและบริหารจัดการเดินรถ พร้อมเก็บค่าโดยสารให้แก่ กทม. ในเส้นทางส่วนต่อขยายใหม่ที่ กทม.ไปสร้างไว้ คือ เส้นที่ 1.ส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะยาว 5.2 กม. 2.ส่วนต่อขยายจากสถานีตากสิน-วงเวียนใหญ่ ระยะทาง 2.2 กม. และ 3.ส่วนต่อขยายจากสถานีวงเวียนใหญ่-บางหว้า ระยะทาง 5.3 กม. รวมระยะทางทั้งสิ้น 12.7 กม.”

ซีอีโอใหญ่ของบีทีเอสกล่าวว่า  เขาเป็นผู้ร้องขอให้ผู้บริหาร กทม.พิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่เขาในฐานะผู้รับจ้าง ซึ่งจะต้องไปจัดหารถโดยสารมาวิ่งเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องใช้เวลารอคอยนาน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาประสิทธิภาพในการให้บริการในฐานะเป็นมืออาชีพที่ดี

การต่อสัญญาว่าจ้างกันปีต่อปี ทำให้บีทีเอสไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินไปลงทุนซื้อขบวนรถโดยสารได้ เพราะเสี่ยงเกินไป หากปีหน้า กทม.ไม่ต่อสัญญาให้ ยิ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สัญญาว่าจ้างแบบปีต่อปีกับบีทีเอสก็ยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

“เราต้องซื้อขบวนรถเข้ามาเพิ่ม เพื่อแก้ปัญหาความแออัดให้ผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายจะต้องต่อขบวนรถเพิ่มเพื่อรองรับปริมาณการใช้ของประชาชนที่หนาแน่นขึ้น แต่สัญญาที่ กทม.ให้เราก่อนหน้านี้เป็นสัญญาแบบปีต่อปี ทำให้ไม่สามารถวางแผนการลงทุนได้เลย”

ดังนั้น  การที่ กทม.โดยกรุงเทพธนาคมตัดสินใจทำสัญญาว่าจ้างบีทีเอสเป็นสัญญาระยะยาว ก็ทำให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งในเดือน มิ.ย.นี้ ตู้รถไฟขบวนใหม่อีก 35 ตู้ก็จะลงเรือมาแล้วและคาดว่า

ในเดือน ส.ค.นี้จะช่วยลดปัญหาความแออัดที่มีอยู่ได้ระดับหนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆเพิ่มจนครบ 153 ขบวน ในช่วงเวลา 30 ปี ตามสัญญาที่ทำกัน

มั่นใจประชาชนได้ประโยชน์

มีคำถามว่า ทำไมต้องจ้างบีทีเอส และเหตุใด กทม.ไม่เปิดประมูลให้เอกชนรายอื่นเข้ามารับจ้าง หรือให้บริการ? นายคีรีตอบว่า ในหลักการ เขาเห็นว่า ถ้าจะให้เกิดความเป็นธรรม ก็ควรมีการเปิดประมูล แต่ระหว่างประมูล ผู้คนที่จำเป็นต้องใช้บริการรถไฟขนส่งมวลชนคงลำบาก

ที่สำคัญต้องใช้เวลาและขั้นตอนการประมูลที่ยุ่งยากในขณะที่การก่อสร้างเส้นทางแล้วเสร็จไปนานแล้ว  เพราะฉะนั้น ยิ่งล่าช้า คนเดือดร้อนก็คือประชาชนนั่นเอง

“การประมูลอาจจะเป็นแค่สัญลักษณ์ เมื่อบีทีเอสเป็นผู้ชำนาญการและให้บริการอยู่ในเส้นทางหลัก ยังไงก็ต้องเป็นบีทีเอสอยู่ดี  จะต้องให้เสียเวลาอีกทำไม และประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรถ้าต้องรอนานไปกว่านี้ ขณะที่สามารถใช้บริการได้ในทันที ที่สำคัญ คือ จะได้เพิ่มขบวนรถเร็วขึ้น การเบียดเสียดแออัด ก็จะเริ่มดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ใช้บริการก็จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนรถเปลี่ยนขบวน สามารถนั่งต่อกันไปได้เลย เพราะเป็นผู้ให้บริการรายเดียวกัน เป็นระบบเดียวกัน…

ผมจึงมั่นใจว่า ทั้งภาครัฐและประชาชนไม่ได้เสียเปรียบจากสัญญาว่าจ้างฉบับนี้เลย แม้จะไม่ได้ใช้ระบบการประมูลก็ตาม”

ส่วนที่มีผู้สงสัยว่า ทำไมต้องทำสัญญาจ้างยาว 30 ปี ทำไมไม่ทำแค่ 13 ปี เพราะสัมปทานเดิมในเส้นทางหลักของ กทม.เปิดให้บริการมาแล้ว 17 ปี คงเหลืออีก 13 ปีเท่านั้น

นายคีรีตอบว่า การลงทุนเพื่อจัดซื้อขบวนรถไฟและจัดระบบการบริหารจัดการเดินรถเองภายใต้สัญญา 30 ปีนั้นมีสูตรการคำนวณของหน่วยราชการทุกแห่ง ทั้ง ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) สำนักบริหารหนี้ กระทรวงการคลัง และ สถาบันศศินทร์ ศึกษาต้นทุนโดยเฉลี่ยแล้ว ยืนยันว่าการทำสัญญาจ้าง 30 ปี จะทำให้ต้นทุนรายจ่ายต่ำกว่าสัญญาจ้าง 17 ปี ราว 6,000 ล้านบาท ราคานี้ รวมถึงการจ้างพนักงาน การจัดหารถโดยสารและการซ่อมบำรุงด้วย

“ในเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายอื่นๆ อย่าง สายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ ที่ให้สัมปทานเดินรถแก่บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด นั่นก็ให้สัมปทานอายุ 30 ปีเหมือนกัน เพราะระยะเวลาอย่างนั้นมีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากกว่า”

ในกรณีของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่ประมูลได้ผู้ชนะไปในราคา 93,000 ล้านบาท มีอายุสัมปทาน 30 ปีเท่ากับของ กทม.นั้น มีระยะทางก่อสร้าง 23 กม. (3 กม. เป็นส่วนที่วิ่งเข้าอู่จอด) มีสถานี 16 แห่ง ส่วนของบีทีเอสทั้งระบบ มีระยะทางรวม 36.2 กม. มีสถานี 34 แห่ง และเมื่อเทียบจำนวนรถโดยสาร สายสีม่วงมีรถโดยสาร 63 ตู้ ส่วนของบีทีเอสมี 306 ตู้

ทำรายได้ให้ กทม.3 แสนล้าน

เฉพาะในส่วนบีทีเอส ซึ่งทรัพยากรทั้งหมดมีไว้เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวัน 700,000 คนนั้น นายคีรียืนยันหนักแน่นว่า “เฉพาะราคาต่อกิโลเมตร” ก็ถือว่าราคาการว่าจ้างของบีทีเอสต่ำกว่าแน่นอนอยู่แล้ว

ข้อสรุปเหล่านี้ จึงเป็นที่มาสำคัญในการพิจารณาให้บีทีเอส เป็นผู้รับจ้างเดินรถในเส้นทางเดิมเมื่อสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2572 ซึ่งทรัพย์สินที่ลงทุน รวมถึงรถโดยสารได้ตกเป็นของ กทม.แล้วด้วย

ภายใต้สัญญาจ้างฉบับเดียวกัน ยังคำนวณแล้วว่า กทม.จะมีรายได้ประมาณ 300,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้จะต้องจ่ายค่าจ้างแก่บีทีเอส ในแบบทยอยจ่ายไปตลอดอายุสัญญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 187,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะทำให้ กทม.มีเงินเหลือเป็นกำไรประมาณ 113,000 บาท

ในสูตรการคำนวณราคากลางของโครงการรถไฟฟ้าเพื่อให้ส่วนราชการใช้ในการตั้งงบประมาณ  หรือคำนวณราคากลาง  ยังมีรายงานที่เป็นที่เปิดเผยได้ด้วยว่า ตัวเลขค่าจ้างดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าราคากลาง โดยตัวเลขราคากลางจริงๆอยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านบาท

นั่นหมายถึงว่า กทม.ได้ประหยัดเงินเป็นหลักหมื่นล้านบาทจากการทำสัญญาว่าจ้างบี-ทีเอสในครั้งนี้และความสามารถในการประหยัดงบประ-มาณดังกล่าวได้ ยังสามารถจะนำไปพัฒนาท้องถิ่น หรือนำไปลดค่าโดยสารให้กับประชาชนในอนาคตได้ด้วย!!

นี่ยังไม่นับรวมกับประโยชน์และความคุ้มค่าที่ประชาชนคน กทม.จะได้รับจากการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาในการเดินทาง ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรและประหยัดพลังงานน้ำมันจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้!!

ยืนยันถูกต้องตามกฎหมาย

ต่อประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า  การว่าจ้างนั้นเข้าข่ายต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนฯหรือการเข้าร่วมกิจการงานของรัฐหรือไม่

นายคีรีตอบว่า เขาเชื่อว่า ระหว่างบริษัทกรุงเทพธนาคมกับบีทีเอส ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขณะเดียวกัน ก็ทราบว่า กทม.ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รวมทั้งหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  กระทั่งนำเรื่องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภา กทม.ในการของบประมาณ#และออกข้อบัญญัติ รวมถึงระเบียบการต่างๆครบถ้วนแล้ว
โดยสรุปก็คือ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง ไม่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานและไม่ใช่การต่อสัญญาสัมปทานเดิม

“ผมคิดว่า  เราน่าจะต้องดูที่คนกล้าตัดสินใจนะว่า  ตัดสินใจแล้ว ประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าหากเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เขาก็จะได้ใจ ได้คะแนนเสียงไป ส่วนผมก็อาจจะโดนด่า หรือตกเป็นแพะนิดหน่อย แต่ผมยืนยันว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ เราได้ต่อสู้มามากและแม้บีทีเอสจะทำธุรกิจ แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง ค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนอื่นๆขึ้นราคาทั้งหมด แต่บีทีเอสได้ตัดสินใจปรับลดราคาค่าโดยสารให้ประชาชนลงมา”

และจนถึงขณะนี้ บีทีเอสก็ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาค่าโดยสารแต่อย่างใดเลย ทั้งๆที่สามารถขึ้นได้ตามสัญญาที่กำหนดให้เก็บค่าโดยสารได้ตามเพดานขั้นสูงสุดที่ 56 บาท

“แต่ทุกวันนี้เก็บสูงสุดที่ 40 บาทเท่านั้น เพราะเห็นใจว่าประชาชนจำเป็นต้องใช้บีทีเอสในการเดินทางในชีวิตประจำวันจริงๆ จึงไม่พยายามเอาราคาค่าโดยสารมาเป็นภาระให้กับประชาชนมากจนเกินไปอีก ทั้งที่คนทำธุรกิจย่อมต้องอยากได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมไม่”

นายคีรีกล่าวทิ้งท้ายกับทีมเศรษฐกิจด้วยว่า แต่ละประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย เป็นมุมมองที่แต่ละฝ่ายจะมองเข้ามา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คำตอบสำคัญที่สุดอยู่ที่ 1.การดำเนินการต่างๆโปร่งใสหรือไม่ 2.กทม.จ้างเอกชนมาเดินรถและบริหารจัดการเดินรถในราคาที่แพงเกินไปหรือไม่

“อย่างที่ผมได้อธิบายไว้แต่ต้น ถ้าพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล และใจที่เป็นธรรม เอาประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ไม่เอาการเมืองมาเล่นเป็นประเด็นกัน เอกชนและประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ ก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อน”.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 4 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

บีทีเอสลั่นต่อสัญญาเดินรถ 30 ปีว่าจ้างไม่เข้าข่ายกม.ร่วมทุน

Published พฤษภาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259454

10 พฤษภาคม 2555, 23:30 น.

Pic_259454

บีทีเอส ยันต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้ากับ กทม. 30 ปี ไม่ใช่สัมปทาน อ้างเป็นการจ้างเท่านั้น ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน 35 ลั่นไม่ใช่เพิ่งเจรจาช่วง “สุขุมพันธุ์” ใกล้หมดวาระ วงเงินค่าจ้างต่ำกว่าราคากลางแน่นอน ติงอย่าเทียบกับบีเอ็มซีแอล โวยการเมืองไม่ควรมายุ่งเกี่ยว พร้อมให้ดีเอสไอตรวจสอบ ย้ำมองไม่เห็นลู่ทางยกเลิกสัญญา และไม่เคยคิดขายกิจการให้รัฐ…

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยถึง การลงนามในสัญญาการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร กับบริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทลูกในสังกัดกรุงเทพมหานคร ระยะเวลา 30 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2555 ว่า สัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาสัมปทาน แต่เป็นสัญญาจ้างการเดินรถเพื่อให้เป็นระบบต่อเนื่องกัน อีกทั้งประหยัดต้นทุน รวมทั้งสามารถทำให้บีทีเอส สามารถวางแผนการจัดซื้อรถเพิ่มเติมได้ และเพื่อประโยชน์ของการให้บริการการเดินรถของประชาชน ซึ่งการได้เซ็นสัญญาดังกล่าว ฝ่ายกฎหมายของบริษัทได้ยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงกทม.มีกระบวนการที่ต้องปฏิบัติเช่นกัน เพราะมิเช่นนั้นคงไม่ลงนามในสัญญาแน่นอน

อีกทั้งไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงาน 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ. ฮั้ว เพราะไม่ใช่สัญญาสัมปทาน เป็นเพียงสัญญาว่าจ้างการเดินรถ กทม.และบีทีเอส ไม่ได้มีการร่วมลงทุนแต่อย่างใด ส่วนการลงนามสัญญาเป็นระยะเวลา 30 ปีนั้น เนื่องจากเป็นระยะเวลาสูงสุดที่เอกชน สามารถทำสัญญาได้ จึงต้องลงนามในระยะเวลาดังกล่าว และที่ผ่านมา ได้มีการเจรจาหารือกับ กทม.แล้วล่วงหน้าถึง 2 ปี ไม่ใช่เพิ่งมีการเจรจาในช่วงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะหมดวาระแต่อย่างใด  โดยก่อนหน้านี้ กทม.ได้ว่าจ้างบีทีเอสเดินรถในส่วนต่อขยายระยะเวลา 1 ปี ซึ่งถือว่าสั้นเกินไป และอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งไม่สามารถต่อเชื่อมการเดินทาง ซึ่งเป็นผลเสียกับประชาชน

ทั้งนี้ อัตราวงเงินค่าจ้าง มีราคากลางกำหนดและปฏิบัติตามที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.กำหนด ซึ่งวงเงินค่าจ้าง 187,800 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางแน่นอน ดังนั้นในค่าจ้างดังกล่าว บีทีเอส จะต้องมีการลงทุนทั้งการจัดซื้อรถ การว่าจ้างบุคลากร ค่าไฟฟ้า และต้นทุนดำเนินการต่างๆ ซึ่งในแต่ละปี มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกำไรจะได้จากการบริหารจัดการงบประมาณว่าจ้างนี้ และรวมทั้งความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและไม่อยากให้เปรียบเทียบสัญญาว่าจ้างการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ซึ่ง BMCL เป็นผู้ชนะการประมูล เพราะมีความแตกต่างทั้งระยะทาง และจำนวนผู้ใช้บริการ เพราะเส้นทางของบีทีเอสมีผู้โดยสารมากกว่า และมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ตรวจสอบการลงนามสัญญาระหว่าง กทม.และบีทีเอส นั้น เอกชนไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมือง และการเมืองก็ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเอกชน แต่สิ่งที่บีทีเอสได้ดำเนินการ คำนึงถึงประโยชน์ของบริษัท ผู้ถือหุ้น รวมทั้งประชาชนผู้ใช้บริการ แต่พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบสัญญานี้ และยังมองไม่เห็น จะมีการยกเลิกสัญญาฉบับนี้อย่างไร เพราะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่เกิดขึ้น หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ถือว่ามีการผิดสัญญาเกิดขึ้น

ส่วนการที่กระทรวงคมนาคม แสดงความสนใจที่จะเข้าบริหารรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมทั้งอาจเชิญผู้บริหารบีทีเอสไปหารือนั้น ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเคยเชิญไปพบเพียงครั้งเดียว ในสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ รฟม.ในขณะนั้น เข้าร่วมด้วย โดยสอบถามว่า จะมีการขายกิจการบีทีเอสในราคาเท่าใด ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่คิดจะขายบีทีเอส ซึ่งหากรัฐจะมีการเรียกไปพูดคุย ในฐานะเอกชนก็ต้องปฏิบัติตาม

ขณะที่การปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารนั้น ขณะนี้ ยังไม่มีการพิจารณาแต่อย่างใด เพราะตนคำนึงถึงจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น มากกว่าการเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน แม้ว่าปัจจุบันหากบีทีเอสปรับค่าโดยสารจะต้องปรับขึ้นสูงสุดถึง 56 บาท โดยไม่รวมส่วนต่อขยาย ส่วนการขอยื่นปรับราคากับ กทม.จะมีการพิจารณาต่อไปในอนาคต แม้ว่าขณะนี้ต้นทุนต่างๆ จะปรับสูงขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤษภาคม 2555, 23:30 น.

ยอดผู้โดยสารบีทีเอสต่อวันพุ่งกระฉูด 18.26%

Published พฤษภาคม 10, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259373

10 พฤษภาคม 2555, 14:15 น.

Pic_259373

บีทีเอสเผยผลดำเนินงานในรอบบัญชี มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 21.24%  หรือต่อวันมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 4.8 แสนกว่าคนจากเดิมมี 4 แสนกว่าคน จากการเพิ่มส่วนต่อขยายเส้นสุขุมวิท-แบริ่ง เตรียมสั่งซื้อรถเพิ่มรองรับขยายเส้นทาง…

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2555 บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยรายงาน ผลการดำเนินงานบริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในรอบบัญชีเดือน เม.ย.2554-มี.ค.2555 มียอดผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 176,028,556 คน/เที่ยว เพิ่มขึ้นจากงวดปีที่ผ่านมา 21.24%  ขณะที่เมื่อพิจารณาจากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น 18.26% หรือเพิ่มเป็น 480,952 คน/เที่ยว จาก 406,693 คน/เที่ยว โดยผู้โดยสารเฉลี่ยในวันทำการเพิ่มสูงขึ้น 16.61% ผู้โดยสารเฉลี่ยในวันเสาร์ปรับตัวสูงขึ้น 14.80% และวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพิ่มขึ้น 26.12%

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทตอนที่ 1 สุขุมวิท-แบริ่ง แต่งวดปีที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย.2555 บริษัทจะมีการสั่งซื้อรถไฟฟ้าจำนวน 35 ตู้ เพื่อให้บริการส่วนต่อขยายจากบริษัทซีเมนส์ของเยอรมนี ซึ่งจะทยอยเดินทางมาถึงประเทศไทยตั้งแต่กลางเดือน ส.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มทดสอบ และให้บริการในส่วนต่อขยายสายสีลมช่วงวงเวียนใหญ่-บางหว้า และขณะนี้บริษัทได้เตรียมการสั่งซื้อรถไฟฟ้าอีก 7 ขบวน จำนวน 28 ตู้ เพื่อนำเข้ามาเสริมในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทและสีลมเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 10 พฤษภาคม 2555, 14:15 น.

‘จารุพงศ์’ชี้กทม.ต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส 30 ปีส่อโมฆะ

Published พฤษภาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/258901

9 พฤษภาคม 2555, 03:49 น.

Pic_258901

“จารุพงศ์” รับคำสั่ง “ปู” สอบกรณี กทม.ต่อสัญญาบีทีเอสออกไปอีก 30 ปีอาจเข้าข่ายโมฆะ หลังกทม.ลักไก่เลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน 35  …

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555 นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบรายละเอียดกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการลงนามในการต่อสัญญาการใช้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนกรุงเทพ (รถไฟฟ้าบีทีเอส) ออกไปอีก 30 ปี ให้กับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอสซี) ซึ่งอาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงาน หรือดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 มีความเป็นไปได้ที่สัญญาจะเป็นโมฆะ เพราะในแผนมีการจัดหาขบวนรถเพิ่มซึ่งเข้าข่ายการให้สัมปทานวงเงินเกิน 1 พันล้านบาท

ดังนั้นจะให้กระทรวงมหาดไทยในฐานะที่กำกับดูแล กทม. ต้องทำหนังสือแจ้งขอคืนสิทธิการมอบอำนาจเพื่อให้ กทม. มาอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อให้โอนสิทธิมาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งแต่เดิมเคยมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความไว้ และมีการเสนอให้ฟ้องเอาผิดผู้บริหารกทม.ในข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ กรณี กทม. มีการลงนามว่าจ้างบีทีเอสซีเดินรถในเส้นทางส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช–แบริ่ง และตากสิน–วงเวียนใหญ่ และในอนาคตจะครอบคลุมถึงสถานีบางหว้า และขยายอายุสัมปทานเดิมเพิ่มออกไปอีก 13 ปีเพื่อให้หมดพร้อมกันนั้น กรณีนี้ถือว่าเป็นการให้สัมปทาน ไม่ใช่เป็นการจ้างเดินรถ เพราะเอกชนที่ว่าจ้างจะต้องจัดหาขบวนรถเพิ่มจาก 23 ขบวนเป็น 60 ขบวน จึงเข้าข่ายต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 พฤษภาคม 2555, 03:49 น.

จัดระบบรถไฟฟ้า 20ตลอดสาย ชงรัฐ3เดือนรู้ผล

Published สิงหาคม 21, 2011 by SoClaimon

18 สิงหาคม 2554, 14:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/195000.

Pic_195000

 

ปลัดคมนาคม เตรียมชงรัฐบาลเดินหน้าเชื่อมโยงระบบรถไฟฟ้า เก็บค่าบริการ 20 บาทตลอดสาย คาดเห็นผลใน 3 เดือน ประเดิมบีทีเอส-เอ็มอาร์ทีก่อน…

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมการเดินทางโดยระบบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยจะมีการกำหนดราคาค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย เพื่อจูงใจผู้ใช้บริการนั้น เรื่องนี้กระทรวงคมนาคมจะสรุปกรอบการดำเนินการประเด็นดังกล่าวก่อนที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีการเจรจากับเอกชนผู้ให้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 2 ระบบ คือ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ บีทีเอส และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ บีเอ็มซีแอล โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะมีความชัดเจนใน 2-3 เดือนข้างหน้า

ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายนั้น กระทรวงคมนาคมได้จัดแบ่งออกเป็น 2 แนวทางโดยแนวทางที่ 1 เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบและมีความชัดเจนเรื่องแหล่งเงินทุนที่จะมาชดเชยราย ได้ที่เอกชนต้องสูญเสียไป ซึ่งเรือ่งการชดเชยนี้ กระทรวงการคลัง ก็จะเป็นผู้กำหนดที่มาของงบประมาณก่อนที่จะมีการเสนอให้สภาพัฒน์ให้ความเห็น ชอบ ซึ่งหากกระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จ ก็จะสามารถดำเนินการในรูปแบบแรกคือการนำระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน ของ บีเอ็มซีแอล มาเชื่อมต่อการคิดค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายกับระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ส่วนแนวทางที่ 2 นอกจากการนำรถไฟฟ้าใต้ดินกับแอร์พอร์ตลิ้งค์มารวมกันแล้ว ก็จะเจรจากับผู้บริหารบีทีเอส เพื่อนำบีทีเอสเข้ามารวมเป็นโครงข่ายในการเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบัน จากการติดตามตัวเลขผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอส และบีเอ็มซีแอล เพิ่มขึ้นจาก 590,000 คน เป็น 900,000 คน หรือเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 และมีรายได้เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30-40 หรือประมาณ 18 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากความสะดวกในการใช้บริการรถไฟฟ้า และราคาค่าโดยสารใกล้เคียงกับค่าโดยสารรถเมล์ ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ในขณะที่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 30,000-40,000 คน ทั้งซิตี้ไลน์และแอร์พอร์ตเอ็กซ์เพรส และหากเข้ามาร่วมในระบบคิดค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายก็จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่วันละ 60,000 คน

ส่วนประเด็นเรื่องการชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนนั้น โดยหลักเกณฑ์ จะเป็นการชดเชยในส่วนของรายได้ที่ลดลงของเอกชน จากรายได้ปกติ เช่น เมื่อเอกชนทั้งหมดเข้าร่วมโครงการ และมีรายได้ลดลงจากวันละ 20 ล้านบาท ลงเหลือ 18 ล้านบาท เมื่อมีการเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ภาครัฐก็จะเข้ามาชดเชยเงิน 2 ล้านบาทที่ลดลง ซึ่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม คิดว่า เงินที่ต้องมาชดเชย เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจากการจูงใจผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวมาใช้ระบบราง สามารถประหยัดเชื้อเพลิงลงได้ เงินที่ชดเชยก็ถือว่าคุ้มค่า ส่วนการเชื่อมต่อระบบด้วยระบบตั๋วร่วมนั้นขณะนี้ ทั้งบีทีเอส และบีเอ็มซีแอล อยู่ระหว่างการพัฒนาตั๋วร่วมด้วยกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงคมนาคมที่จะเชื่อมโยงรถไฟฟ้าทั้งหมดเป็นโครง ข่ายเดียวกัน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 สิงหาคม 2554, 14:00 น.

โบรกฯหักหน้า “คมนาคม” BTS 20 บาทไม่เกิดแน่

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 13:41 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190946.

Pic_190946

โบรกฯ เชื่อ หากรัฐใช้ทางเลือกตามคมนาคมเสนอให้ถือหุ้นใหญ่ BTS-BMCL เพื่อทำตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คนไทยไม่ได้ใช้แน่ เหตุรัฐต้องใช้เงินขั้นต่ำในการเข้าซื้อหุ้นถึง 2.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีที่กระทรวงคมนาคมระบุว่า อยู่ระหว่างศึกษาแนวทาง ดำเนินการตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยเบื้องต้นมี 2 ทางเลือก คือ ให้รัฐฯอุดหนุนเงินเพื่อจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้กับเอกชนที่บริหารจัดการ เดินรถไฟฟ้าในปัจจุบัน คือบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS  ขณะที่อีก แนวทาง คือ ให้รัฐฯเข้าไปซื้อหุ้นทั้ง 2 บริษัท เพื่อให้รัฐฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และสามารถเข้าไปจัดการได้ แต่ทั้งหมดจะต้องพิจารณารายละเอียดการศึกษาเพิ่มเติม รวมทั้งรอความ ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ก่อน

ส่วนฝ่ายวิจัยคาดว่าแนวทางการซื้อหุ้นโดยภาครัฐฯ เป็นได้ยากสุด เพราะ ณ ราคาหุ้นปัจจุบันของ BTS และ BMCLหากรัฐฯ ต้องการถือหุ้นใหญ่ต้องใช้เงินลงทุน ราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมผลบวกของ BTS และ BMCL จากการเปิดเส้นทางใหม่ในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า ทำให้หากมีการซื้อขายกันจริง มูลค่าหุ้นจึงมีโอกาสที่จะสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก  ขณะที่การอุดหนุนเงินจากภาครัฐฯ ให้ทั้ง 2 แห่ง แม้จะเป็นวิธีง่ายสุด ด้วยระดับผู้โดยสารปัจจุบันของ BTS และ BMCL รัฐฯจะต้องอุดหนุนอย่างต่ำราวปีละ 1,084.4 ล้านบาท (อิงสมมติฐานจำนวน ผู้โดยสารในปี 2554 ของฝ่ายวิจัย) อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินอุดหนุนดังกล่าว ยังขัดแย้งกับแนวทางของเพื่อไทยที่นายประภัสร์ จงสงวน หนึ่งในคณะทำงานด้านเศรษฐกิจได้ออกมาระบุว่า การปรับใช้ 20 บาททุกเส้นทาง จะสามารถปรับได้โดยไม่ต้องดำเนินนโยบายเพิ่มเติมใดๆ เมื่อขยายครบ 10 เส้นทาง ทำให้บทสรุปจากภาครัฐฯ ยังคงขาดความชัดเจน

ทั้งนี้ ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าปัจจุบันทั้ง BTS และ BMCL จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะการทำธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้สัมปทานที่มี โดยฝ่ายวิจัยยังเลือก BTS เป็น Top Pick ของกลุ่มจากผลบวกโดยตรงในการเปิดเส้นทางต่อขยายจาก ระบบเดิมของ BTS คือ อ่อนนุช – แบริ่ง ในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ให้ราคาเป้าหมายของ BTS ไว้ที่ 1.07 บาทต่อหุ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 13:41 น.

เสนอรัฐบาลใหม่ฮุบบีทีเอส-บีเอ็มซีแอล

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190832.

Pic_190832

เสนอรัฐบาลใหม่ฮุบบีทีเอส-บีเอ็มซีแอล คมนาคมสนองคุมราคา 20 บาทตลอดสาย…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางดำเนินการตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เบื้องต้นมี 2 ทางเลือกคือ ให้รัฐอุดหนุนเงิน เพื่อจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้เอกชนที่บริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าในปัจจุบัน คือ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) ผู้รับสัมปทานรถไฟลอยฟ้า ซึ่งแนวทางนี้ทำได้ง่าย และเร็วสุด ส่วนแนวทาง 2 รัฐจะซื้อหุ้นใน 2 บริษัทดังกล่าว เพื่อให้มีสัดส่วนหุ้นใหญ่ และเข้าไปบริหารจัดการได้ ซึ่งอาจใช้เงินน้อยกว่าแนวทางแรก แต่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ก่อน ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค จะไม่มีปัญหาในการดูแลค่าโดยสาร เพราะรัฐจะจ้างเอกชนเดินรถ โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารตามนโยบายรัฐบาล

นอกจากนั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่อาจจะโอนกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้รวมเป็นหน่วยงานเดียวภายในการกำกับดูแลของ รฟม. โดยหากพรรคเพื่อไทยรับผิดชอบดูแลกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ก็จะผลักดันให้มีการโอนกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้มาอยู่ในความดูแลของ รฟม. ได้ง่ายขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

บีทีเอสเริ่มทดลองเดินรถส่วนต่อขยายแบริ่ง-ปากน้ำ

Published พฤษภาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 พฤษภาคม 2554, 15:26 น.
บีทีเอสเริ่มทดลองเดินรถส่วนต่อขยายแบริ่ง-ปากน้ำ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172623

บีทีเอส มั่นใจ พร้อมให้บริการส่วนต่อขยาย เส้นทางแบริ่ง-สมุทรปราการ ในวันที่ 12 ส.ค.นี้แน่นอน โดยจะงดเก็บค่าโดยสารจนถึงวันที่ 1 ม.ค.55

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เปิดเผยว่า หลังจากต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา การเดินรถของบีทีเอส เกิดปัญหาขัดข้องหลายครั้ง โดยปัญหาขัดข้องถือเป็นเรื่องปกติเนื่องจากบีทีเอสได้ เปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณจากเดิมที่ใช้ของบริษัท ซีเมนส์ แต่เปลี่ยนมาใช้ของบริษัท บอมบาดิเอร์ ซึ่งการทดสอบระบบอาณัติสัญญาณใหม่ บีทีเอสได้เริ่มทดสอบระบบใหม่ในช่วงกลางคืนจนกว่าจะมั่นใจ หลังจากนั้นจะนำระบบอาณัติสัญญาณมาใช้ในช่วงกลางวัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาขัดข้องก็ยังเกิดขึ้น ล่าสุดบีทีเอสพยายามแก้ไขและเชื่อว่าหลังจากนี้ปัญหาดังกล่าวจะน้อยลง

ส่วนการทดสอบการเดินรถส่วนต่อขยายเส้นทางแบริ่ง-สมุทรปราการ ขณะนี้เริ่มทดสอบช่วงกลางคืนและปลายเดือน มิ.ย. จะเริ่มทดสอบการเดินรถในช่วงกลางวัน จนถึงขณะนี้บีทีเอสมั่นใจว่าจะพร้อมเปิดให้บริการวันที่ 12 ส.ค.นี้ ส่วนต่อขยายนี้บีทีเอส จะงดเว้นการเก็บค่าโดยสารจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2555 ส่วนราคาค่าโดยสารจะพิจารณารายละเอียดต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 19 พฤษภาคม 2554, 15:26 น.

คนกรุงโวยบีทีเอส เจ๊ง2วันติด สวดยับทำงานสาย

Published พฤษภาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 พฤษภาคม 2554, 10:05 น.
คนกรุงโวยบีทีเอส เจ๊ง2วันติด สวดยับทำงานสาย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_168881

บีทีเอส แจง เหตุรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีลมเดี้ยง 2 วันติด จากระบบอาณัติสัญญาณที่เปลี่ยนจากระบบเก่ามาเป็นระบบใหม่ ขณะที่ผู้ใช้บริการแห่ถล่มเว็บบอร์ดล่ม เรียกร้องความรับผิดชอบทำงานสาย โดนหักเงินเดือน…

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม สามารถใช้บริการได้ตามปกติแล้วตั้งแต่ช่วงเวลา 08.15 น. วันนี้ (4 พ.ค.) โดยได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่า เหตุขัดข้องดังกล่าวมาจากระบบอาณัติสัญญาณของบอมบาดิเอร์ในการเดินรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับส่วนต่อขยายอ่อนนุช – แบริ่ง ที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 12 สิงหาคม 2554 นี้ ซึ่งระบบอาณัติสัญญาณนี้เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับสายสีลม ส่งผลให้ระบบอาณัติสัญญาณควบคุมการเดินรถไฟฟ้าสายสีลมเกิดขัดข้องตามไปด้วย ซึ่งบริษัทฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบสาเหตุ และทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลมเกิดขัดข้องไม่สามารถเดินรถได้ ซึ่งการหยุดเดินรถดังกล่าวส่งผลเว็บบอร์ดของบีทีเอส (www.bts.co.th ) ล่ม เนื่องจากคนแห่เข้าไปแสดงความเห็นและเรียกร้องให้บีทีเอสออกมารับผิดชอบ เนื่องจากเหตุขัดข้องดังกล่าวส่งผลกระทบกับเวลาเดินทางของผู้ใช้บริการนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งส่งผลต่อเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากวานนี้(3 พ.ค.) ที่ไม่สามารถเดินรถได้ช่วงเวลา 07.00 น. กระทั่งเวลา 09.40 น. จึงเปิดเดินรถตามปกติ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 4 พฤษภาคม 2554, 10:05 น.

บีทีเอสสายสีลม ประกาศเดินรถปกติ หลังเกิดเหตุขัดข้อง

Published พฤษภาคม 5, 2011 by SoClaimon

3 พฤษภาคม 2554, 10:45 น.
บีทีเอสสายสีลม ประกาศเดินรถปกติ หลังเกิดเหตุขัดข้อง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_168626

บีทีเอส สายสีลม ประกาศเดินรถปกติ หลังเกิดเหตุระบบอาณัติสัญญาขัดข้องไม่สามารถเดินรถได้ ส่งผลให้ช่วงเช้ามีผู้โดยสารตกค้างจำนวนมาก เนื่องจากมารอใช้บริการ…

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม สามารถให้บริการได้แล้วตามปกติตั้งแต่ช่วงเวลา 09.40 น. วันนี้ (3 พ.ค.) ซึ่งได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่า เหตุขัดข้องที่ทำให้รถไฟฟ้าสายสีลมไม่สามารถวิ่งได้นั้น เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณขัดข้อง ซึ่งได้แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลมเกิดขัดข้องไม่สามารถเดินรถได้ ต่อมาเวลา 07.44 น. บีทีเอสได้แจ้งผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ว่า ระบบขัดข้องรถไฟฟ้าสายสีลมจะเข้าสถานีล่าช้าประมาณ 15 นาที ต่อมา เวลา 08.08 น. บีทีเอสได้แจ้งเพิ่มเติมว่าขบวนรถสายสีลมกำลังดำเนินการแก้ไขขบวนรถจะล่าช้า 30 นาที ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างจำนวนมากที่มารอใช้บริการ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 3 พฤษภาคม 2554, 10:45 น.
%d bloggers like this: