บันทึกไว้เป็นเกียรติ

All posts tagged บันทึกไว้เป็นเกียรติ

“เม็ง มีลาภ” ปลูกแตงกวา 2 เดือน ได้เงินไร่ละ 50,000 บาท

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“เม็ง มีลาภ” ปลูกแตงกวา 2 เดือน ได้เงินไร่ละ 50,000 บาท

คุณเม็ง มีลาภ หรือ ลุงเม็ง บ้านเลขที่ 95 หมู่ที่ 8 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 674-8295, (088) 150-1998 ลุงเม็ง ในวัย 62 ปี เล่าว่า ตนเองปลูกแตงกวามาเกือบ 30 ปี คือทำการเกษตรทุกอย่าง ทำนา ปลูกข้าวโพด และก็ปลูกแตงกวา เฉพาะการปลูกแตงกวานั้น ลุงเม็งปลูกอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 4 ไร่ เหมือนเป็นพืชเสริมที่ว่างจากการทำนา แต่กลับเป็นพืชที่สร้างรายได้หลักให้กับครอบครัว เพราะแตงกวาเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว คือปลูกราว 30-32 วัน ก็เริ่มให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้นาน 25-28 วัน จึงจะเลิกเก็บ แล้วทิ้งให้ต้นแตงกวาแห้งตาย แล้วจึงย้ายพื้นที่ปลูกใหม่ เพราะการปลูกแตงกวาของลุงเม็ง ยังเน้นการเช่าพื้นที่เพื่อปลูก หลีกเลี่ยงการปลูกแตงกวาซ้ำที่ เพื่อลดปัญหาโรคระบาดและตัดวงจรแมลงศัตรู

ลุงเม็ง เล่าว่า แตงกวาสามารถทำเงินได้เร็วมาก ถ้าเกิดปัญหาโรคหรือแมลงทำลายเสียหาย เกษตรกรก็แก้ตัวใหม่ได้เร็ว ลุงเม็ง เล่าว่า แตงกวาปลูกได้ทุกฤดูกาล ขอให้มีแหล่งน้ำดี เพราะแตงกวาเป็นพืชชอบน้ำ แต่ต้องไม่ขังแฉะ เมื่อแปลงปลูกขังแฉะก็จะเสี่ยงต่อโรคจากเชื้อรา แต่ช่วงเวลาที่ปลูกง่าย ปัญหาน้อย คือช่วงเดือนมิถุนายน เพราะต้นแตงกวาได้รับน้ำฝนด้วย ทำให้แตงกวาโตดี งาม การปลูกแตงกวามีความยากง่ายต่างกันไปตามฤดูกาล อย่างช่วงหน้าร้อน แตงกวาจะทำยากกว่าฤดูอื่น เพราะแมลงระบาดเยอะโดยเฉพาะเพลี้ยไฟ และแมลงหวี่ขาว ส่วนช่วงฤดูฝนจะค่อนข้างทำแตงกวาง่าย โตไว แตงกวาติดผลดี เพราะต้นแตงกวาได้รับน้ำฝน แมลงศัตรูมีไม่มากนัก จะมีโรคเชื้อราบ้าง แต่ถ้าเราเตรียมแปลงดีก็ไม่มีปัญหามากนัก ก็ใช้พวกแมนโคเซบ เมทาแลคซิล โปรคลอราซ หรือใช้พวก แมนโคเซบ+เมทาแลคซิล หากมีการระบาดรุนแรง แต่ก็ปลูกได้ทั้งปี ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย บางปีแตงกวาได้ราคาดี สูงถึงกิโลกรัมละ 22 บาท (โดยเฉลี่ยแตงกวา ราคากิโลกรัมละ 10 บาทกว่า) การปลูกแตงกวานอกจากการดูแลที่ดีแล้ว ก็ยังต้องอาศัยดวงด้วย เพราะราคามีขึ้นลงเหมือนพืชผักชนิดอื่น แต่ราคาโดยเฉลี่ยทั้งปีเกษตรกรก็อยู่ได้ บางทีราคาแตงกวาแพง เพราะแตงกวาขาดตลาด เกษตรกรได้ราคาดีขึ้นมา แต่ของมากเกินไปราคาก็ลงมา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

การเตรียมแปลงปลูก

ลุงเม็ง อธิบายว่า ต้องเน้นการเตรียมแปลงปลูกให้ดี เน้นการระบายน้ำดี ส่วนความยาวของแปลง ก็ตามสะดวก แต่ให้คำนึงถึงว่าเราสามารถเดินดูแลและฉีดยาได้สะดวก และให้เหมาะสมสอดคล้องกับอุปกรณ์ระบบน้ำที่เรามีด้วย การเตรียมแปลงหลังจากไถพรวนและตากดินเรียบร้อยแล้ว จะใช้รถไถขึ้นแปลงยกร่องลูกฟูก หรือแปลงปลูกผัก ให้แปลงมีความสูง ประมาณ 20-30 เซนติเมตร เพื่อให้มีการระบายน้ำดี แปลงปลูกกว้าง 50 เซนติเมตร เว้นทางเดินหรือทางฉีดยา ประมาณ 1 เมตร ถ้าเราปลูกระยะห่างเกินไป ผลผลิตจะน้อยไป เสียพื้นที่ในการปลูก จำนวนต้นน้อยเกินจะทำให้เสียโอกาส

ระบบน้ำหยดแตงกวา

ลุงเม็ง ใช้ระบบน้ำหยดทั้งหมด โดยหลังการเตรียมแปลงปลูกเสร็จ ก็ต้องมีการวางระบบน้ำ วางสายน้ำหยด 2 เส้น ต่อแปลง โรยสายน้ำหยดผ่านหลุมปลูก ซึ่งเป็นสายน้ำหยดแบบเจาะรูสำเร็จมาแล้ว การให้น้ำแปลงปลูกแตงกวา ให้สังเกตจากผิวดินร่วมด้วย โดยไม่ให้ดินแฉะหรือแห้งจนเกินไป เมื่อต้นแตงกวาเริ่มเจริญเติบโตแล้วจึงปรับช่วงเวลาการให้น้ำให้นานขึ้น ข้อควรคำนึงสำหรับการให้น้ำนั้นคือ ต้องกระจายในพื้นที่สม่ำเสมอตลอดแปลง และตรวจดูความชื้นในดินไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าได้

เมล็ดพันธุ์แตงกวา

ลุงเม็ง ยกตัวอย่างแตงกวาพันธุ์ลูกผสม ของ บริษัท ศรแดง คือพันธุ์แม่สอด 777 2G เมล็ดพันธุ์แตงกวาแม่สอด 777 2G เป็นสายพันธุ์ที่รวมคุณสมบัติเด่นไว้ครบถ้วน ผลสีเขียวนวล สวยมาก เนื้อแน่น น้ำหนักดี ทรงกระบอก ขนาดผลยาว 10-12 เซนติเมตร ลำต้นแข็งแรง ใบใหญ่สีเขียวเข้ม แตกแขนงเร็ว ยอดพุ่งขึ้นค้างดีมาก ให้ผลผลิตดก ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดีมาก เก็บเกี่ยว 28-30 วัน หลังหยอดเมล็ด กระป๋องละ 600 บาทเศษ เพราะแตงกวาพันธุ์นี้มีขนาดผลพอดี ไม่ใหญ่จนเกินไป สีผิวเขียว ต้นมีมือเกาะดี ไม่ต้องคอยจับมากนัก ทำให้เสียเวลาที่เกษตรกรต้องคอยมาจับขึ้นค้าง ซึ่งถ้าปลูกพื้นที่มากๆ เกษตรกรจะเสียเวลาอย่างมากในการจับเถาแตงกวาขึ้นค้าง ดังนั้น สายพันธุ์ที่ดีก็ควรจะเกาะขึ้นค้างเองได้ดีด้วย นอกจากสีผิว ขนาดผลแตงกวาเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ต้องเน้นผิวสีเขียว เพราะจะดูน่าซื้อน่ารับประทานกว่าเมื่อวางบนแผงแม่ค้า ถ้าผิวสีขาวจะดูไม่สวย

การปลูกแตงกวา

ลุงเม็ง จะใช้วิธีการหยอดเมล็ดปลูกที่แปลงเลย เพื่อความรวดเร็วและประหยัดเวลา และไม่ทำให้แตงกวาชะงักตอนย้ายกล้า ใช้ระยะปลูก หลุมละ 30 เซนติเมตร โดยก่อนหยอดเมล็ดให้คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อราและแมลง แต่เกษตรกรบางคนก็อาจจะเพาะกล้าก่อนแล้วค่อยย้ายปลูกก็ตามความถนัด (การย้ายปลูกต้นกล้า ควรย้ายปลูกในช่วงเวลาเย็น จะช่วยให้ต้นกล้านั้นตั้งตัวได้เร็ว และถ้าย้ายปลูกเช้า ต้นแตงกวาจะล้ม)

ซึ่งก่อนการหยอดเมล็ดลงแปลงนั้น เราจะเปิดน้ำให้แปลงปลูกไปล่วงหน้า 1 วัน จากนั้นวันปลูกเราก็จะหยอดเมล็ด โดยใช้ไม้กระทุ้งดินให้เป็นหลุมแล้วจึงหยอดเมล็ด หลุมละ 2 เมล็ด ปลูกเสร็จยังไม่ต้องให้น้ำเพราะดินยังมีความชื้นพอสมควร ทิ้งไว้ 1 วัน วันที่ 2 จึงจะเริ่มให้น้ำแตงกวาทุกวัน

ลุงเม็ง กล่าวเสริมว่า การปลูกแตงกวา ควรปลูกพร้อมกันเที่ยวเดียวให้เต็มพื้นที่ เนื่องจากหากมีการปลูกแบบหลายวันเสร็จ เมื่อแตงกวาหมดอายุการเก็บเกี่ยว เราจะได้รื้อแปลงหรือจบการทำงานได้ในเวลาที่พร้อมๆ กัน หลังปลูก พอต้นแตงกวามีใบจริงสัก 2-3 ใบ ก็จะเริ่มปักไม้ไผ่เพื่อทำค้าง การปักค้าง ใช้ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2-2.50 เมตร ปักไม้ไผ่เว้นระยะพอประมาณ ไม่จำเป็นต้องปักไม้ไผ่ทุกหลุมปลูก ผูกไม้ไผ่เข้าหากัน ทำเป็นลักษณะของกระโจม ด้วยไม้ยาว ราว 2.50 เมตร ปักตลอดทั้งแนว จากนั้นใช้เชือกฟางเดินเชื่อมไม้กระโจม แล้วเอาเชือกมัด เดินมัดเชือก 4 แถว คือ ด้านล่าง ด้านบน และตรงกลาง 2 แถว แบ่งระยะให้เท่าๆ กัน แล้วมัดตาข่าย พอเราขึ้นตาข่ายเสร็จก็จะพอดีที่เราต้องจับต้นแตงกวามัดขึ้นค้างให้เลื้อยเกาะขึ้นตาข่าย การจับยอดแตงกวา โดยเฉพาะช่วงที่ต้นกำลังแตกยอดช่วงนี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ผู้ปลูกจึงควรดูแลจับยอดแตงกวาให้ดี โดยต้องช่วยจับยอดแตงกวาให้เลื้อยขึ้นตามค้าง อย่าปล่อยให้ยอดแตงกวาเลื้อยไปตามพื้นดิน เพราะการที่ผู้ปลูกช่วยจับยอดแตงกวานั้น จะทำให้แตงกวาออกดอกมาก ทำให้ผลดก

การใส่ปุ๋ยแตงกวา

จะแบ่งออกเป็นระยะตามการเจริญเติบโต การให้ปุ๋ยต้องดูตามสภาพของพืช ซึ่งมีหลายปัจจัยในการให้ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยแตงกวาครั้งแรก จะใส่ปุ๋ยรองพื้นเคมีสูตรเสมอ โดยการใส่สูตร 15-15-15 การใส่ปุ๋ยรอบแรก ลุงเม็ง จะเลือกใส่ระหว่างหลุมปลูกต้นแตงกวา คือใช้ไม้ไผ่ปักให้เป็นหลุม แล้วหยอดปุ๋ยลงหลุม พอให้น้ำปุ๋ยก็จะละลาย 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยเคมี 1 กระสอบเศษ แต่การปลูกแตงกวาจะเน้นการให้ปุ๋ยผ่านน้ำเป็นหลัก โดยให้ปุ๋ยเคมีผ่านทางระบบน้ำ

ลุงเม็ง อธิบายว่า ทำงานง่าย ไม่ต้องเดินใส่ปุ๋ยเม็ดทั้งแปลง ซึ่งเหนื่อยมากที่เราจะเดินใส่ปุ๋ย ครั้งละ 3-4 ไร่ หรือถ้าจ้างแรงงานก็ต้องใช้แรงงานมากพอสมควร การให้ปุ๋ยต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้ผ่านระบบน้ำ ซึ่งได้ผลค่อนข้างดีมาก แต่การนำปุ๋ยเคมีแบบเม็ดหรือเราเรียกปุ๋ยทางดิน มาให้ผ่านระบบน้ำหยดนั้น จะมีวิธีการใช้คือ นำปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ คือ 50 กิโลกรัม มาแบ่งใส่ถัง 200 ลิตร จำนวน 4 ถัง (เฉลี่ยปุ๋ย 12-13 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร) ใส่น้ำให้เต็มถัง แล้วใช้ไม้คน คนน้ำให้ปุ๋ยเคมีละลายในถัง น้ำสะอาด 200 ลิตร ไว้ก่อน 1 คืน ซึ่งเช้าขึ้นมา ปุ๋ยเคมีที่เราละลายทิ้งไว้จะแยกชั้น ซึ่งกากปุ๋ยจะตกตะกอนอยู่ด้านล่าง ส่วนน้ำปุ๋ยใสๆ เราจะนำไปใช้นั่นเอง เราก็จะเอาสายยางจากปั๊มน้ำดูดปุ๋ย เพื่อให้น้ำปุ๋ยผ่านระบบน้ำไป อีกวันก็จะเติมน้ำลงไปใช้ต่อจนปุ๋ยเจือจางไปเรื่อยๆ

(ปุ๋ยน้ำรอง) ก็จะใช้ได้ราว 4-5 วัน ต่อการนำปุ๋ยเคมีมาผสมน้ำแบบนี้ แล้วจะให้ปุ๋ยเคมีไปเรื่อยๆ ตามความงามของต้นแตงกวา และเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามการเจริญเติบโต เช่น พอต้นแตงกวาเริ่มเป็นดอกก็จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 แล้วพอแตงกวาอยู่ในระยะขยายขนาด ก็จะเปลี่ยนปุ๋ยเคมีเป็นสูตร 13-13-21 เพื่อให้แตงกวามีน้ำหนักดี โดยเฉลี่ยแล้วใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมด 5 กระสอบ ต่อไร่

ในการปลูกแตงกวาแต่ละรุ่นแล้ว หากมีปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพก็สามารถให้ไปพร้อมกับระบบน้ำเช่นกัน เพื่อเสริมความสมบูรณ์และลดต้นทุน ส่วนฮอร์โมนทางใบก็จะมีหลายตัว ใช้เพื่อความสมบูรณ์ เช่น ช่วงต้นเล็ก สร้างใบก็จะมีการใช้สาหร่ายสกัด ถ้าแตงกวาเริ่มมีดอกก็จะเน้นพวกแคลเซียม-โบรอน เพื่อให้ดอกดี สมบูรณ์ โดยจะฉีดพ่นพร้อมสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง ทุกๆ 7-10 วัน การให้น้ำแตงกวาในช่วงเริ่มให้ผลผลิต ไม่ควรให้เกิดการขาดน้ำ ไม่ควรให้น้ำช่วงเย็น จะทำให้เกิดโรคทางใบได้ง่าย

การเก็บแตงกวา

อายุการเก็บเกี่ยวของแตงกวานับจากวันปลูก ประมาณ 30-32 วัน (แล้วแต่สายพันธุ์ ให้อ่านอายุการเก็บเกี่ยวจากข้างกระป๋องเมล็ดพันธุ์) พันธุ์แตงกวาสำหรับบริโภคสด ควรเลือกเก็บขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ เนื้อแน่น กรอบ และสังเกตได้จากมีนวลสีขาวเกาะ และยังมีหนามอยู่บ้าง ถ้าผลแก่ นวลสีขาวจะจางหาย สีผลเริ่มเป็นสีเหลือง และไม่มีหนาม การเก็บแตงกวาควรทยอยเก็บวันเว้นวัน ไม่ปล่อยให้แก่คาต้น เพราะจะทำให้ผลผลิตทั้งหมดลดลง โดยปกติจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 25-30 วัน

ลุงเม็ง และแรงงาน จะเริ่มเก็บแต่เช้ามืดเลย พอบ่ายๆ ก็จะเตรียมขนย้ายไปคัดขนาดแบ่งเกรดในร่ม การคัดจะคัดแบ่งเป็น 4 เกรด คือ

1. แตงกลาง กิโลกรัมละ 13 บาท เป็นแตงที่ตลาดต้องการมากที่สุด คือ ผลและผิวสวย ขนาดพอเหมาะ

2. แตงเล็ก กิโลกรัมละ 4.50 บาท เป็นแตงสวย แต่ขนาดเล็ก

3. แตงข้อ กิโลกรัมละ 3 บาท ลูกบิดเบี้ยว ขอด นิยมซื้อเอาไปหั่นตามรถเข็นไส้กรอก ราคาดีกว่าแตงใหญ่

4. แตงใหญ่ กิโลกรัมละ 1.50 บาท คือ แตงเกินอายุ สีเปลือกขาว เพราะเป็นแตงที่เลยการเก็บ ใส่ตะกร้าเอาไว้ก่อน โดยลุงเม็งจะไม่บรรจุใส่ถุงโดยทันที เพื่อไม่ให้แตงกวาอบแล้วเป็นไอน้ำในถุงจนมองไม่เห็นผลแตงกวา ซึ่งจะดูไม่สวย ก็ต้องมาบรรจุถุงในช่วงเช้า ราวตี 3 ลุงเม็งจะตื่นขึ้นมาจัดการนำแตงกวาในตะกร้าที่คัดแยกไว้แล้วมาใส่ถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม จากนั้นนำไปส่งให้พ่อค้าที่รับซื้อต่อในช่วงเช้า

การค้าขายแตงกวา อย่างเก็บส่งพ่อค้าวันนี้ พรุ่งนี้เราก็ได้รับเงินสดจากพ่อค้าเลย หรือกรณีถ้าแตงกวาขึ้นราคาพ่อค้าก็ขึ้นราคาให้เราตาม

ลุงเม็ง กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนปลูกแตงกวาต่อไร่ เฉลี่ย 15,000 บาท ซึ่งทำแตงกวาก็จะขายได้เงิน เฉลี่ย 50,000 บาท ต่อไร่ ยังไม่หักค่าใช้จ่าย เกษตรกรต้องขายแตงกวาได้เฉลี่ย กิโลกรัมละ 5 บาท เกษตรกรถึงจะอยู่ได้ไม่ขาดทุน การทำแตงกวา นอกจากฝีมือแล้วก็อาศัยดวงด้วย คือบางจังหวะของขาด ขณะผลผลิตเราออกก็ได้ราคา ซึ่งราคาแตงกวานั้น พ่อค้าคนกลางยังกำหนดราคาไม่ได้ ขึ้นกับปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด

สวนคุณลี แจกฟรี เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สนใจติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

มะม่วงพันธุ์ดี จากเพื่อนบ้านในเอเชีย

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

มะม่วงพันธุ์ดี จากเพื่อนบ้านในเอเชีย

เมื่อพูดถึงความเก่าแก่ของการปลูกมะม่วงในโลกแล้ว “อินเดีย” นับเป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นมาในการปลูกมะม่วงมานานกว่า 4,000 ปี ปัจจุบันมีข้อมูลทางวิชาการที่เขียนโดย คุณสุรชา สิทธิชัย ในงานประชุมมะม่วงโลกที่ประเทศบราซิล รายงานว่าปัจจุบันอินเดียยังเป็นประเทศที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากที่สุดในโลก คือมากกว่า 8 ล้านไร่ ให้ผลผลิตแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 11 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของผลผลิตมะม่วงทั่วโลก

สำหรับสายพันธุ์มะม่วงของประเทศอินเดียที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในขณะนี้คือ พันธุ์ “อัลฟองโซ” คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคมะม่วงอินเดียสายพันธุ์นี้กันมากในรูปแบบของน้ำมะม่วง เนื่องจากมีกลิ่นหอมพิเศษและมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ มากมาย

ในอนาคตประเทศอินเดียจะเป็น 1 ใน 4 ประเทศยักษ์ใหญ่ (สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย และบราซิล) ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุด ผู้เขียนเคยไปดูงานที่ประเทศอินเดียเมื่อหลายปีก่อนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ายังมีคนจนอยู่มาก ถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนบ้านเราก็ตาม แต่ได้มีการปรับปรุงสนามบินอินทิรา คานธี ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ อยู่ที่นิวเดลี เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คนไทยเริ่มไปท่องเที่ยวในอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะการไปแสวงบุญไหว้พระ

นอกจากนั้น ที่อินเดียยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกคือ ทัชมาฮาล และที่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่แคว้นแคชเมียร์ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคือ กุลมาร์ค จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในฤดูหนาว ที่ระดับความสูง 2,730 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงฤดูร้อนกุลมาร์คจะเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟที่สูงที่สุดในโลก

การค้าขายผลไม้ในประเทศอินเดีย ส่วนใหญ่จะผลิตได้เองภายในประเทศและมีชนิดใกล้เคียงกับบ้านเราคือ ส้ม องุ่น กล้วย ฯลฯ และที่มีราคาแพงก็คือ ทับทิม และมะม่วงพันธุ์อัลฟองโซ

คนไทยรู้จักทับทิมอินเดียมากขึ้น เพราะเป็นทับทิมเมล็ดนิ่ม มีคุณภาพใกล้เคียงกับทับทิมจากจีน จะด้อยกว่าก็เพียงทับทิมสเปนเท่านั้น

พันธุ์อัลฟองโซ มะม่วงอินเดีย

มะม่วงอินเดีย จัดเป็นแหล่งกำเนิดของมะม่วงหลายสายพันธุ์ และคนไทยมักจะเข้าใจเอาว่ามะม่วงอินเดียจะมีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ แต่ในความเป็นจริง อินเดียได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วง ได้มะม่วงพันธุ์ดี เช่น พันธุ์อัลฟองโซ จัดเป็นมะม่วงที่ปลูกมากที่เมืองบอมเบย์ และจัดเป็นมะม่วงที่มีราคาแพงที่สุดและแพงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ราคาขายถึงผู้บริโภค ตกกิโลกรัมละ 100-150 บาท

ลักษณะของผลคล้ายกับมะม่วงอกร่องบ้านเรา แต่มีขนาดผลใหญ่กว่า เมื่อผลสุกมีผิวสีเหลืองคล้ายกับพันธุ์โชคอนันต์ มีรสชาติไม่หวานจัดเหมือนกับพันธุ์อาร์ทูอีทู แต่ที่มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ คาดว่าจะมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากในประเทศอินเดีย และจัดเป็นมะม่วงที่มีเปลือกหนา อาจจะเป็นสายพันธุ์ส่งออกได้ในอนาคต

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอินเดีย การขยายตลาดผลไม้ไทยไปขายยังอินเดียมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะตลาดของคนอินเดียที่มีรายได้สูง ในอนาคตเกษตรกรชาวสวนมะม่วงอินเดียนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับปรุงการผลิต เช่น ใส่ปุ๋ยและมีการห่อผล จะได้มะม่วงอัลฟองโซที่มีคุณภาพและสามารถส่งออกได้มากขึ้น

“เซ่งตะโลง” มะม่วงพันธุ์ดีของพม่า

สำหรับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีการพัฒนาการปลูกมะม่วงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสายพันธุ์และการจัดการดูแลรักษา จากที่ปลูกและผลิตขายบริโภคกันในประเทศ คนไทยส่วนใหญ่ในอดีตมักจะคุ้นเคยบริโภคมะม่วงกินดิบ อาทิ เขียวเสวย แรด ฟ้าลั่น เจ้าคุณทิพย์ ฯลฯ ในกลุ่มมะม่วงกินสุกจะรู้จักเฉพาะพันธุ์อกร่อง มาถึงทุกวันนี้มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยน้ำดอกไม้สีทองที่มีการส่งออกไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น

นอกจากประเทศไทยแล้ว พม่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงมาก และได้เริ่มมีการพัฒนาพันธุ์มะม่วงและการดูแลรักษา เพื่อให้มะม่วงมีคุณภาพดี ด้วยลักษณะของกลิ่นที่มีความหอมเฉพาะตัวเมื่อนำมาแปรรูปเป็นขนม ทำให้มีรสชาติและกลิ่นของมะม่วงหอมละมุน อาทิ ทำเค้ก โดยใช้มะม่วงพันธุ์เซ่งตะโลง จะมีรสชาติอร่อยมาก ผู้เขียนได้มีโอกาสไปประเทศพม่าเป็นช่วงเวลาที่ผลผลิตมะม่วงของพม่าเริ่มออกสู่ตลาดพอดี ซึ่งตรงกับมะม่วงปีในบ้านเรา

ถ้าใครได้ไปเที่ยวยังประเทศพม่า จะได้เห็นความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนพม่า และผลไม้ที่มักจะพบเห็นอยู่มากคือ กล้วย และมะพร้าว เพราะเป็นผลไม้ที่คนพม่านิยมซื้อมาบูชาเทพ และกล้วยที่คนพม่านิยมบริโภคมากที่สุดคือ กล้วยหักมุก (กล้วยหักมุก คนพม่าเรียกว่า “พีจาง”) สำหรับมะม่วง พม่ามีหลายสายพันธุ์คล้ายกับมะม่วงไทย อย่างเช่น มะม่วงพันธุ์หยิ่งกะแว ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “อกแยก” มีลักษณะรูปทรงผลคล้ายมะม่วงอกร่อง แต่รสชาติสู้ไม่ได้

ในขณะเดียวกันพม่ามีพันธุ์มะม่วงที่มีชื่อเสียงและรสชาติดีอยู่สายพันธุ์หนึ่ง ที่มีชื่อว่า พันธุ์ “เซ่งตะโลง” ในช่วงที่ประเทศอินเดียปกครองประเทศพม่า จะเรียกมะม่วงสายพันธุ์นี้ว่า เซนทาโล ผู้เขียนได้ทดลองกินมะม่วงพันธุ์เซ่งตะโลง จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่มีรสชาติอร่อย ผลไม่ใหญ่นัก ขนาดเท่ากับมะม่วงอกร่องและมีเนื้อละเอียด รสชาติหวานหอม และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

เซ่งตะโลง จัดเป็นมะม่วงที่มีชื่อเสียงที่สุดของพม่า และในขณะนี้กำลังพัฒนาเพื่อการส่งออก และเป็นมะม่วงที่มีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากในแถบเมืองมัณฑะเลย์ การผลิตและการตลาดของมะม่วงในประเทศพม่าส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ยังไม่มีการผลิตเพื่อการส่งออกและเทคโนโลยีในการผลิตมะม่วงนอกฤดู ยังตามหลังประเทศไทย

ปัจจุบัน การผลิตและการตลาดของมะม่วงในประเทศพม่า ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพม่าได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมะม่วง พันธุ์ “เซ่งตะโลง” ให้มีคุณภาพดีและเริ่มมีการส่งออกบ้างแล้ว

“มะม่วงแก้วขมิ้น” มะม่วงมีชื่อของกัมพูชา

มะม่วงแก้วขมิ้น เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปรี ปลายแหลม โคนมน เนื้อใบค่อนข้างหนา เวลาใบดกจะให้ร่มเงาดีมาก ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก เป็นสีเหลืองนวล ดอกมีกลิ่นหอม

“ผล” รูปกลมรี ขนาดผลใหญ่ และมีความแตกต่างจากผลของมะม่วงแก้วของไทยอย่างชัดเจน ผลโตเต็มที่ น้ำหนักเฉลี่ย 2-3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม (บางผลหนักถึง 500 กรัม) เมล็ดลีบบาง มีเนื้อเยอะ รสชาติอร่อยทั้งดิบและสุกตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยการทาบกิ่ง

ความจริงแล้วมะม่วงชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศกัมพูชาช่วงที่มีการนำผลผลิตมาขายในบ้านเราใหม่ๆ เรียก มะม่วงแก้วเขมร ปัจจุบันที่นำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแล้วนำมาทาบกิ่งขายชำมีโอกาสกลายพันธุ์ได้

ความพิเศษของมะม่วงแก้วขมิ้น คือเป็นมะม่วงปลูกกินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะม่วงแก้วของไทยอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ มะม่วงแก้วขมิ้น เป็นมะม่วงติดผลดกทะวายได้ปีละ 2 ครั้ง

เนื้อผลแก่จัดหรือสุกเมื่อผ่าจะเป็นสีเหลืองเข้มคล้ายสีของขมิ้น จึงถูกตั้งชื่อว่า “มะม่วงแก้วขมิ้น” รสชาติช่วงผลดิบฝานเป็นชิ้นๆ จิ้มเกลือพริกป่น หรือกินกับน้ำปลาหวาน กรอบมันปนเปรี้ยวและหวานเล็กน้อย ฉ่ำน้ำ เนื้อไม่แข็งหยาบกระด้าง หรือเหนียวเหมือนมะม่วงกินผลดิบบางสายพันธุ์

พ่อค้าขายผลไม้รถเข็นปัจจุบันนิยมเอา “มะม่วงแก้วขมิ้น” ปอกและเฉาะขาย ผลละ 20-50 บาท ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อกินอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ

ส่วนใหญ่จะมีแหล่งปลูกเก็บผลส่งเข้าจำหน่ายที่ตลาดไทแบบต่อเนื่องไม่ขาดระยะ เพราะติดผลปีละ 2 ครั้งนั่นเอง เมื่อผลสุก เนื้อสุก ไม่เละ รสชาติหวานหอมไม่มีเสี้ยน อร่อยมาก รสชาติหวานกว่ามะม่วงแก้วสุก แต่จะนิยมกินผลดิบมากกว่าผลสุก

เรียกว่า ปลูกต้นเดียวมีผลให้ผู้ปลูกเก็บกินได้ตลอด แถมเวลาติดผลจะเป็นพวง 3-5 ผล ต่อพวง จึงคุ้มค่ามาก

มะม่วงแก้วขมิ้น หรือแก้วเขมรนี้ ปัจจุบันจัดเป็นมะม่วงที่เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ของชาวสวนมะม่วงกัมพูชา ผลใหญ่ รสชาติดี เป็นมะม่วง 3 รส รสชาติคล้ายมะม่วงแก้ว แต่เปรี้ยวน้อยกว่า และไม่มีกลิ่นขี้ไต้ น้ำหนักดี 2 ลูก ต่อกิโลกรัม ปลูก 2 ปี เริ่มให้ผลผลิตแต่ยังไม่มากนัก หลังจากปลูกแล้ว 5 ปีขึ้นไปผลผลิตจะดกมาก โรงงานทำมะม่วงดอง เพื่อทำมะม่วงแช่อิ่ม มีเท่าไหร่รับหมด เพราะรสชาติและน้ำหนักดีเป็นเยี่ยม

สำหรับมะม่วงพันธุ์นี้เท่าที่สังเกตจะมีร่องนิดๆ ที่ใต้ขั้ว ผลดิบรสชาติอร่อยมาก คือไม่เปรี้ยวมาก ลูกดิบที่ไม่ค่อยแก่จะสีไม่เหลือง แต่ลูกแก่จะออกสีเหลืองเหมือนขมิ้น ยิ่งแก่มากยิ่งสีเหลืองมาก ผลสุกก็หวาน มีเสี้ยนนิดๆ แต่นิยมกินดิบ

ผู้เขียนเคยไปดูงานการปลูกมะม่วง “แก้วขมิ้น” ที่เมืองกัมปงสะโต๊ก ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะม่วงแก้วเขมรมากที่สุด มีพื้นที่ปลูกนับแสนไร่ แต่ส่วนใหญ่ยังปลูกด้วยเมล็ด และพบว่ามีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล (เช่น แพนเที่ยมพลัส) ในการบังคับการออกดอกและติดผลกันบ้างแล้ว แต่เทคโนโลยียังสู้ประเทศไทยไม่ได้

ปัจจุบัน ทางสวนคุณลีได้ยอดมะม่วง พันธุ์ “แก้วขมิ้น” ของแท้มาเสียบยอดไว้บนต้นมะม่วงที่สวน ต่อไปมะม่วงพันธุ์นี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกมะม่วงในประเทศไทย

จากการที่ได้กินมะม่วงแก้วขมิ้น จัดเป็นมะม่วงกินดิบที่น่าสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากส่งขายในตลาดเพื่อการบริโภคสดได้แล้ว ยังส่งเข้าโรงงานแปรรูปได้อีกด้วย

รายละเอียดเกี่ยวกับกิ่งพันธุ์มะม่วง T1, T2 และ งาช้างแดง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

“สายชล ปู่คำมา” มะกรูดตัดใบแบบระยะชิด (ตอนจบ)

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“สายชล ปู่คำมา” มะกรูดตัดใบแบบระยะชิด (ตอนจบ)

ปกติแล้วใบมะกรูดยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีน้ำหนัก แต่มีบางตลาดบรรจุใส่กระป๋อง เพราะว่าต้องการใบมะกรูดที่มีขนาดที่ใหญ่มาก สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับตลาดรับซื้อว่าต้องการใบมะกรูดลักษณะแบบไหน แต่จุดสำคัญที่เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งคือ มะกรูดสามารถได้กิ่งที่เป็นกิ่งกระโดงจำนวนมาก คุณสายชล ปู่คำมา โทร. (080) 810-1411 อธิบายว่า “กิ่งกระโดง” คือ กิ่งที่มีความเจริญทางด้านกิ่งและใบสูงที่สุด กิ่งลักษณะนี้จะดูดสารอาหารมาใช้ได้มากกว่ากิ่งอื่น โอกาสติดดอกและผลจะต่ำ ในมะนาวเราจะตัดกิ่งที่เป็นกระโดงทิ้ง (หรือตอนกิ่งขยายพันธุ์ เพราะเป็นกิ่งที่สะสมฮอร์โมนและอาหารไว้มากกว่ากิ่งอื่น เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขยายพันธุ์) ถ้าเป็นต้นมะนาวหรือไม้ผลอย่างอื่นจะแต่งกิ่งเหลือไว้เพียงกิ่งที่เจริญด้านข้างหรือกิ่งที่มีองศานอนขนานกับพื้นจะมีโอกาสออกผลได้ดีกว่ากิ่งที่ตั้งฉากกับพื้นดินหรือกิ่งกระโดงนั่นเอง

ส่วนในมะกรูดตัดใบนั้น เกษตรกรก็ต้องการกิ่งกระโดงเพราะเป็นลักษณะกิ่งที่สมบูรณ์ ใบมะกรูดที่ได้จากกิ่งกระโดงจะมีใบที่ใหญ่และสมบูรณ์มาก ด้วยระยะที่เราปลูกชิดนั้น โดยธรรมชาติของต้นไม้จะแย่งกันหาแสงด้านบน ประกอบกับการตัดแต่งทรงพุ่มเข้าช่วย ทำให้มะกรูดระยะชิดนั้น สามารถให้ผลผลิตที่เป็นกิ่งกระโดงได้เป็นจำนวนมาก เกษตรกรก็จะเรียนรู้ได้เองหลังจากการผลิตยอดได้ไม่นาน คือเริ่มมีประสบการณ์นั่นเอง

ราคารับซื้อใบมะกรูดพร้อมก้าน

ตอนนี้รับซื้อถึงสวนราคากิโลกรัมละ 30 บาท แต่ถ้าสวนมะกรูดที่อยู่ในเขตปริมณฑล คือใกล้กรุงเทพมหานคร ราคาจะสูงกว่าที่นี่ เท่าที่ทราบคือราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 45-50 บาท เพราะราคารับซื้อจะขึ้นอยู่กับระยะทางในการขนส่งด้วย ยิ่งอยู่ไกลจากแหล่งรับซื้อราคาก็จะลดลงตามลำดับ และมีอีกระบบคือซื้อปริมาณมากๆ จำนวนหลายๆ ตันก็มี แต่การรับซื้ออย่างนี้ต้องมีสินค้าจำนวนที่มากพอที่พ่อค้าหรือโรงงานจะส่งรถมารับสินค้า

การเก็บเกี่ยว

หรือตัดใบมะกรูด

เกษตรกรควรเริ่มเก็บเกี่ยวใบมะกรูดในช่วงเช้า คือตั้งแต่ตี 5 เรื่อยมาจนไม่เกินเวลา 13.00 น. เพราะการเก็บใบมะกรูดในช่วงเช้าใบมะกรูดจะมีความสด และที่สำคัญใบมะกรูดจะมีน้ำหนักดี แต่ถ้าตัดช่วงอากาศร้อนนั้นใบมะกรูดจะแสดงอาการตายนึ่งเหมือนโดนน้ำร้อนลวกเมื่อนำไปล้างน้ำในขั้นตอนการทำความสะอาด เกษตรกรจะใช้กรรไกรตัดใบพร้อมก้านใส่เข่ง เมื่อใส่จนเต็มเข่งก็จะขนย้ายมาไว้ในร่มโรงเรือนเพื่อทำความสะอาดใบมะกรูดด้วยน้ำสะอาด และเด็ดใบที่เสีย ใบที่เป็นแคงเกอร์ออก เมื่อล้างทำความสะอาดเสร็จก็จะวางผึ่งในที่ร่มเพื่อให้ใบมะกรูดสะเด็ดน้ำจนแห้ง จากนั้นบรรจุถุงพลาสติกเจาะรูหรือถุงผัก จะบรรจุใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม หรือ 10 กิโลกรัม ก็แล้วแต่คู่ค้าที่รับซื้อจะให้บรรจุถุงละกี่กิโลกรัม เมื่อบรรจุถุงจะไม่มัดปากถุง จะมัดปากถุงต่อเมื่อพ่อค้ามารับสินค้าขึ้นรถตอนเย็นเท่านั้น เพื่อเป็นการระบายอากาศ ไม่อบร้อนตายนึ่ง

คุณสายชล เล่าว่า ตอนนี้ขยายพื้นที่ปลูกมะกรูดตัดใบเพิ่มอีก 2 ไร่ แต่เป็นงานทดลองของตัวเอง คือขยับระยะปลูกมะกรูด เป็น 1×2 เมตร เพื่อหวังการเก็บผลมะกรูดจำหน่ายด้วย และกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มทางภาคอีสานอีกสวนหนึ่ง ผลมะกรูดที่รับซื้อจะมีสเปคกำหนดเรื่องของราคา คือ 23 ผล ต่อกิโลกรัม การกำหนดสเปคขึ้นมาทำให้ง่ายในการควบคุมคุณภาพทางหนึ่ง และมองถึงอนาคตของการปลูกเพื่อผลิตผลมะกรูดและรับซื้อผลมะกรูดด้วย

ตลาดมะกรูดกว้างมาก

มีปริมาณการใช้มากมายมหาศาล นอกจากบริโภคภายในประเทศ ยังเป็นพืชส่งออกด้วย เมื่อใบมะกรูดเดินทางไปถึงต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก อนาคตที่สวนก็จะพยายามส่งใบมะกรูดเพื่อการส่งออกเพราะมีราคาที่สูงและจูงใจต่อการปลูกมาก แต่การทำส่งออกก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขคือ ควบคุมการใช้สารเคมี หรือจะต้องไม่มีสารตกค้าง เพราะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เกษตรกรก็สามารถทำได้ เพราะการใช้สารเคมีจะมีการระบุช่วงเวลาห้ามใช้อยู่แล้ว อย่างที่สวนก็ผ่าน GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) ซึ่งจะระมัดระวังการใช้สารเคมี จะใช้เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ในอนาคตก็จะปรับเปลี่ยนมาใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูแบบชีวภัณฑ์เข้ามาใช้ร่วม และค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีลงตามลำดับ เพราะตอนนี้เราติดต่อกับโรงงานที่ทำส่งออกแล้ว คาดว่าได้คำตอบ ก็จะปรับเปลี่ยนวิธีการดูแล ลดการใช้สารเคมีหรือปลอดสารเคมีนั้นก็ต้องรอข้อตกลงกับบริษัท เพราะราคารับซื้อใบมะกรูดเพื่อส่งออกนั้นจะมีการรับซื้อในราคาที่สูง อาจจะสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ทีเดียว ซึ่งราคาจูงใจเกษตรกรมาก

การขยายพันธุ์มะกรูด

เนื่องจากมะกรูด ถ้าขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งจะมีหนามสั้น การปลูกมะกรูดตัดใบนิยมใช้กิ่งตอน เพราะหาซื้อต้นพันธุ์ง่ายกว่ากิ่งมะกรูดปักชำ การตอนกิ่งมะกรูด ขั้นตอนการตอนกิ่งก็เหมือนการตอนกิ่งพืชชนิดอื่น แต่มะกรูดกิ่งตอนจะออกรากช้ามากถ้าเทียบกับการตอนกิ่งมะนาว คือราว 2.5-3 เดือน แต่ถ้าตอนกิ่งช่วงหน้าฝน การออกรากจะเร็วขึ้น คือ 1.5-2.5 เดือน การขยายพันธุ์มะกรูดยังเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้สวนคืนทุนได้เร็วอีกทางหนึ่ง โดยคุณสายชลเล่าว่า หลังปลูกมะกรูดได้ 6 เดือน เกษตรกรสามารถตอนกิ่งเพื่อจำหน่ายได้ ยกตัวอย่าง เรามีต้นมะกรูด 10,000 ต้น ก็ตอนกิ่งขายได้ 10,000 กิ่ง หลังจากตัดกิ่งตอนก็มาเลี้ยงต้นต่อเพื่อจะตัดตั้งลำ อาจจะเสียเวลาในการตัดใบขายครั้งแรกไปบ้าง แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เกษตรกรจะคืนทุนในเรื่องของต้นพันธุ์ที่ซื้อมา

คุณสายชล เล่าว่า เพื่อนๆ เกษตรกรในพื้นที่และที่อื่นให้ความสนใจมาก แต่ก็ยังติดปัญหาปัจจัยหลายๆ อย่างที่ยังไม่กล้าทำ เช่น การลงทุนกล้าพันธุ์มะกรูดที่อาจจะต้องใช้จำนวนมาก คือ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์มะกรูดมากถึง 4,500-5,000 ต้น บางคนก็ยังไม่กล้าเปลี่ยนอาชีพเดิม คือ การทำนา ทำไร่ข้าวโพด ถั่วเหลืองญี่ปุ่น ฯลฯ ก็ยังอยู่ช่วงตัดสินใจ เพราะคงติดเรื่องของการลงทุนต่อไร่ ที่ต้องใช้ต้นพันธุ์จำนวนมากนั่นเอง แต่จริงๆ แล้วสามารถคืนทุนได้เพียง 1 ปีแรกเท่านั้น แล้วการตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพเดิมนั้นยังคงยากอยู่

“ตะไคร้กาบแดง” พืชเสริม ที่ปลูกไว้ขายคู่กับใบมะกรูด

คุณสายชล เล่าว่า การปลูกตะไคร้นั้น “เหมือนมีเงินฝาก สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละ 2 ครั้ง เพราะอายุการเก็บเกี่ยวของตะไคร้หลังปลูกเพียง 6 เดือน เท่านั้น” ตอนนี้ที่สวนปลูกตะไคร้ไว้ 10 ไร่ ตะไคร้เป็นพืชที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะปลูกง่าย ดูแลน้อย ผลผลิตต่อไร่สูง คือเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม (3 ตัน) ต่อไร่ จำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท ปลูกเพียง 6 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ใน 1 ปี จะสามารถปลูกตะไคร้ได้ถึง 2 ครั้ง 1 ปี สามารถเก็บเกี่ยวตะไคร้ได้อย่างต่ำถึง 6,000 กิโลกรัม (6 ตัน) ต่อไร่ ต่อปี ปีหนึ่งจำหน่ายตะไคร้ได้ 60,000 บาท ต่อไร่ เป็นพืชเสริมที่ขายคู่กับใบมะกรูดที่น่าสนใจ ในอนาคตถ้ามีเวลาและแรงงานก็อาจจะปลูกข่าเพิ่ม เพราะการจำหน่ายให้พ่อค้าตลาดทั่วไปที่มารับ เวลามารับซื้อก็อยากได้ครบ สายพันธุ์ตะไคร้ในบ้านเรานั้นมีมากถึง 28 สายพันธุ์ แต่มีพันธุ์การค้าอยู่ 2-3 สายพันธุ์ การเลือกสายพันธุ์ปลูกนั้น ต้องเลือกจากความต้องการของตลาด ของเราเลือกปลูกตะไคร้พื้นบ้าน คือ “ตะไคร้กาบแดง” โดยกาบของลำต้นจะมีสีแดง มีกลิ่นฉุน หอม เหมาะนำไปทำน้ำพริกหรือทำเครื่องแกง

การปลูกตะไคร้กาบแดง

เราจะขึ้นแปลงคล้ายๆ มะกรูด แต่แปลงปลูกเราจะขึ้นแปลง กว้าง 120 เซนติเมตร ยกแปลงสูง 25-30 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 80 เซนติเมตร ปลูก 2 แถวคู่แบบสลับฟันปลา ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 70 เซนติเมตร ใน 1 ไร่ จะปลูกได้ราว 1,500-1,600 กอ คิดว่าเป็นระยะที่เหมาะสม ไม่แน่นเกินไปนัก อากาศถ่ายเทได้ ไม่ทึบจนเกินไป การเตรียมต้นพันธุ์โดยการขุดยกกอมาแยกเป็นต้นพันธุ์ ปลูก 1 ต้น ต่อหลุม เท่านั้น ใน 1 ไร่ จะใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 100 กิโลกรัม หรือคิดต้นทุนค่าต้นพันธุ์ กิโลกรัมละ 10 บาท จะใช้ทุนค่าพันธุ์ต่อไร่เพียง 1,000 บาท การเตรียมต้นพันธุ์หากปลูกมาแล้วก็จะใช้แม่พันธุ์ตะไคร้จากสวนของเกษตรกรเอง คัดเลือกต้นตะไคร้ที่ไม่มีโรค

บางท่านอาจจะกองต้นพันธุ์ไว้ รดน้ำ ใช้กระสอบคลุมให้ต้นตะไคร้ออกรากมาเล็กน้อยจึงค่อยนำไปปลูก แต่ที่สวนจะใช้วิธีการเตรียมดินที่ดี ปล่อยน้ำเข้าร่องให้ดินมีความชุ่มชื้น จากนั้นก็นำต้นตะไคร้ปักลึกลงดินสัก 10 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น เท่านั้น เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จ หมั่นให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ นิสัยตะไคร้เป็นพืชที่ชอบน้ำ การให้น้ำจะให้แบบปล่อยน้ำเข้าร่อง ในช่วงปลูกใหม่อาจจะให้น้ำบ่อยๆ พอตะไคร้ตั้งตัวได้หรือตั้งกอ การให้น้ำก็จะห่างลงโดยเฉลี่ยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือสังเกตจากความชื้นของดิน การให้น้ำมีความสำคัญมากจะช่วยให้ลำต้นตะไคร้อวบอ้วน

การบำรุงจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เดือนละ 1 ครั้ง เช่น สูตร 16-16-16 การเลือกใช้ปุ๋ยเคมีจะไม่เน้นปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง (ไนโตรเจน) เพื่อไม่ให้กอตะไคร้งามใบมากนัก ลำต้นตะไคร้ผอม การจัดการแปลงปลูกก็จะมีเพียงแต่การตัดหญ้าในร่องแปลง จะใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลังก็สามารถตัดทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากนัก ตัดหญ้าเดือนละ 1 ครั้ง ที่สวนจะไม่มีการใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะผู้รับซื้อบางรายเขาทำส่งออกจะมีการห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด ส่วนบนแปลงปลูกจะไม่ค่อยมีหญ้าขึ้น ตะไคร้เป็นพืชที่ไม่ต้องฉีดยาหรือสารเคมีเลย แต่เกษตรกรก็ต้องเดินสำรวจแปลงเป็นระยะๆ เพราะจะมีหนอนกอระบาดบ้างเป็นบางช่วงที่กอทึบๆ เพื่อหาทางแก้ไข แต่ที่ผ่านมามักจะมีเสียหายบ้างแต่ก็ไม่มากนัก ถือว่ามีบ้างเล็กน้อยรับได้ จริงแล้วถ้ามีแรงงานมากพอ ตะไคร้มีตลาดตัดใบ แยกขายราก เป็นอีกพืชที่น่าสนใจ ถ้าใครปลูกมะกรูดก็ไม่ควรพลาดที่จะปลูกตะไคร้ด้วย การตัดหรือขุดต้นตะไคร้จำหน่ายก็จะทยอยขุดยกกอส่งพ่อค้าทุกเดือน เมื่อขุดยกกอขึ้นมาจากแปลงก็จะนำมาตัดใบและตัดแต่งรากออก บรรจุถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม คือถ้าเปรียบกับการปลูกตะไคร้กับการทำนาข้าว พื้นที่ 1 ไร่ ข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้ราวๆ 1 เกวียน แล้วตอนนี้ข้าวขายได้แค่เกวียนละ 6,000-7,000 บาท เท่านั้น แต่ตะไคร้ 1 กอ สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม นั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยการดูแลรักษา ตัวเลขจากการเก็บเกี่ยวตะไคร้โดยเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาซื้อขายจากสวนตอนนี้กิโลกรัมละ 10 บาท (อาจจะแพงมากช่วงเทศกาลและช่วงหน้าแล้ง) ตะไคร้ 1 ไร่ สามารถสร้างรายได้ถึง 30,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ในรอบของการปลูก และการเก็บเกี่ยว ใน 1 ปี ปลูกตะไคร้ได้ 2 รอบ พื้นที่ 1 ไร่ สามารถจำหน่ายตะไคร้ได้ถึง 60,000 บาท แม้เป็นพืชรองที่ปลูกคู่กับมะกรูด แต่ตัวเลขรายได้มีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวเมื่อเทียบกับการทำนา

สวนคุณลี แจกฟรี เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สนใจติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

“สายชล ปู่คำมา” มะกรูดตัดใบแบบระยะชิด (ตอนที่ 1)

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“สายชล ปู่คำมา” มะกรูดตัดใบแบบระยะชิด (ตอนที่ 1)

คุณสายชล ปู่คำมา เจ้าของสวนมะกรูดตัดใบ วังโป่ง เลขที่ 218 หมู่ที่ 1 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (080) 810-1411, (098) 486-4121 หรือติดต่อผ่าน facebook : สวนมะกรูดตัดใบวังโป่ง ตัวอย่างของเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่เป็นรายแรกๆ ที่เข้าอบรม และกลับมาทดลองปลูกมะกรูดตัดใบแบบระยะชิด ตามแนวคิดของ รศ.ดร. รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

จนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สร้างรายได้จากการตัดใบมะกรูดจำหน่ายได้ทุกๆ 45 วัน ตัดใบมะกรูดพร้อมก้านได้ เฉลี่ยครั้งละ 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือ 1 ตัน ต่อไร่ ซึ่งราคาจำหน่ายออกจากสวนได้ราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

คุณสายชล เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานโรงงานมานาน เกือบ 20 ปี ซึ่งคิดว่าสักวันหนึ่งควรจะต้องกลับไปอยู่บ้านเกิด และควรกลับมาทำในตอนที่ตัวเองยังมีอายุไม่มาก ประกอบกับสนใจทำการเกษตรอยู่แล้ว ก็มีโอกาสได้ศึกษาตำรา วารสารเกษตรอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งเกิดความสนใจมะกรูด โดยเฉพาะมะกรูดตัดใบที่มองว่ามีการใช้ในปริมาณที่มาก โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตเครื่องแกง ผลิตน้ำมันหอมระเหย และพื้นที่ปลูกมะกรูดนั้นมีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่เป็นแหล่งใหญ่ระดับโลก จนมีโอกาสได้เข้าอบรมกับ รศ.ดร. รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

หลังการอบรมก็ค่อนข้างมั่นใจกับพืชชนิดนี้มากขึ้น และการที่เรามองอะไรไม่เหมือนคนอื่น เราจะมองเห็นช่องว่าง เรามองมะกรูดเป็นพืชที่น่าสนใจมาก ไปไหนไม่เห็นคนปลูกมากนัก เห็นเพียงปลูกไว้ตามบ้าน มีพ่อค้ามารับซื้อบ้าง ซื้อพ่วงกับพืชผักอื่นๆ ไม่มีการปลูกเป็นการค้ามากนัก

พอศึกษาลงรายละเอียดถึงปริมาณความต้องการ ว่าใบมะกรูดมีตลาดอย่างไรบ้าง พบว่า มีการใช้ใบมะกรูดรวมถึงลูกมะกรูด ตั้งแต่ระดับส่งขายตลาดสดทั่วไป เข้ากำเครื่องต้มยำ หรือเพื่อนำไปประกอบอาหารทั่วไป มีตลาดโรงงานเครื่องแกง น้ำพริก น้ำมันหอมระเหย และตลาดส่งออกไปต่างประเทศขายให้คนไทย หรือคนเอเชียที่อยู่ต่างประเทศ

ซึ่งราคาจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ถ้าเราทำได้ถึงตลาดส่งออกยิ่งมีราคาสูงมาก ยิ่งพอมาปลูกยิ่งทราบว่า ตลาดมีการใช้ใบมะกรูดปริมาณมหาศาล เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่มาแรงทีเดียว ซึ่งไม่แพ้มะนาวเลย แต่มะกรูดกับการดูแลรักษาง่ายกว่ามะนาวมาก เก็บผลผลิตได้ทุกๆ 45 วัน ราคาค่อนข้างคงที่ ไม่ขึ้นลงเหมือนราคาผลมะนาว

ปลูกมะกรูดตัดใบ ตามแนวทางของ รศ.ดร. รวี เสรฐภักดี

ซึ่งเป็นการปลูกที่เหมาะสำหรับคนพื้นที่จำกัด เช่น เกษตรกรที่ใกล้กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ที่มีปัญหาที่ดินมีราคาแพง และด้วยจำนวนพื้นที่ที่น้อยนั้น สามารถดูแลบริหารจัดการได้ง่ายกว่าพื้นที่ใหญ่ๆ แบบหลายสิบไร่ (แต่เงินลงทุนต่อไร่ก็จะสูงกว่า)

ซึ่งปลูกมะกรูดระยะชิด 1 ไร่ ทุกๆ 45 วัน จะสามารถตัดใบมะกรูด (รวมก้าน) ได้เฉลี่ยน้ำหนัก ได้ราว 1 ตัน ต่อการตัด 1 รอบ

คุณสายชล อธิบายว่า การปลูกมะกรูด จะใช้ระยะชิด โดยใช้ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร ปลูกแบบสลับฟันปลา เพื่อให้พุ่มต้นมะกรูดไม่ชนกัน ซึ่งระยะนี้ถ้าปลูกเต็มพื้นที่จะได้ 4,500 ต้น ต่อไร่ แต่ตนเองขยับระยะปลูกเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อให้ได้จำนวนต้น 5,000 ต้น ต่อไร่

การเตรียมดินนั้นก็จะเหมือนพืชทั่วไปคือ มีการไถดะ ไถพรวน โดยตนเองได้ปลูกปอเทือง เพื่อเพิ่มไนโตรเจน และปรับโครงสร้างดินก่อนการเตรียมแปลง เมื่อต้นปอเทือง มีอายุได้ราว 45 วัน หรือช่วงที่ต้นปอเทืองเริ่มออกดอกก็จะไถกลบ พักดินไว้สัก 15 วัน ก็พร้อมไถดะ ไถพรวน เตรียมขึ้นแปลงปลูกเป็นแปลงลูกฟูกหรือแปลงผัก การปลูกปอเทืองก่อนการเตรียมแปลงนั้น สามารถเพิ่มอินทรียวัตถุได้เป็นอย่างมาก ช่วยลดการใส่ปุ๋ยคอกได้มากพอสมควร

แปลงปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดนั้น แปลงปลูกจะยกร่องลูกฟูก สูง 25-30 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร เว้นทางเดิน 1 เมตร แล้วปลูก 2 แถว บนร่องสลับฟันปลา ที่ต้องยกร่องแปลงปลูกนั้น เพราะมะกรูดเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขังและไม่ทนน้ำท่วม

การเตรียมแปลงที่ดีนั้นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่การเตรียมแปลงนั้นในบางที่อาจจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของแต่ละคน แต่ที่นี่เป็นที่ลุ่ม ทำนามาก่อน ก็ต้องยกร่องลูกฟูกทำแปลงเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขัง และการเตรียมแปลงจะต้องไม่ยาวมากนักเพื่อเว้นให้เป็นทางระบายน้ำ ซึ่งเป็นการเรียนรู้มาจากข้อผิดพลาดในการเตรียมแปลงปลูกของตนเองในครั้งแรกที่เริ่มทำ ที่ไถเตรียมแปลงยาวตลอดที่ดิน ทำให้มีปัญหาการระบายน้ำที่ไม่ค่อยดีนัก

ในครั้งแรกตนเองตัดสินใจทดลองทำสวนมะกรูดตัดใบระยะชิด ในพื้นที่แรก 2 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์มะกรูดกิ่งตอนทั้งหมด 10,000 กิ่ง ซื้อมากิ่งละ 25 บาท

สายพันธุ์มะกรูดมีแค่พันธุ์เดียว

คุณสายชล อธิบายว่า มะกรูดทั่วประเทศไทยนั้นมีแค่พันธุ์เดียวเท่านั้น ไม่มีหลายสายพันธุ์เหมือนมะนาวหรือไม้ผลชนิดอื่น ที่เราเห็นบางที่ใบใหญ่ ใบเล็กนั้น เป็นที่การดูแลบำรุงรักษามากกว่า หรือมะกรูดบางต้นมีหนาม บางต้นไม่มีหนาม คือจริงๆ แล้วอย่างเรื่องของหนามมะกรูดนั้น

ถ้าเอาเมล็ดมะกรูดมาเพาะแล้วตอนกิ่งจากต้นเพาะเมล็ดออกมา ต้นมะกรูดจะมีหนามสั้นลงเหลือเพียงเล็กน้อย

แต่การปลูกมะกรูดแบบระยะชิดไม่แนะนำใช้ต้นมะกรูดที่ได้จากการเพาะเมล็ด เพราะต้นโตช้ากว่ากิ่งตอนมาก และต้นมะกรูดที่ได้จะมีหนามยาวมาก ทำให้การทำงานยากมาก

ส่วนกิ่งเสียบยอดที่ใช้ต้นตอก็จะมีปัญหาเรื่องของกิ่งแขนงที่แตกตามลำต้นของต้นตอที่มีเป็นจำนวนมาก เป็นภาระให้ชาวสวนต้องมาคอยริดกิ่งแขนงเล็กๆ ที่โผล่ขึ้นมาจากต้นตอ

ดังนั้น ใช้กิ่งตอนจะเหมาะสมที่สุดในการปลูกมะกรูดตัดใบแบบระยะชิด หรือเลือกใช้กิ่งมะกรูดปักชำก็ได้ เพราะเหมือนกิ่งตอนเช่นกัน

วิธีการปลูกมะกรูด

เกษตรกรอาจจะตอนกิ่งเองจากต้นมะกรูดที่บ้านหรือในชุมชน หรือเพื่อความรวดเร็วก็สั่งซื้อต้นพันธุ์ อย่างเมื่อซื้อกิ่งตุ้มตอนที่มีระบบรากดี รากเดินเต็มตุ้มขุยมะพร้าว เมื่อขุดเตรียมหลุมไว้ล่วงหน้า ตอนปลูกก็ใช้มีดคมๆ กรีดเชือกที่มัดตุ้มตอนออก แกะถุงพลาสติกออกปลูกลงหลุมได้เลย โดยที่ไม่ต้องมาเสียเวลาชำอนุบาลในถุงดำ

แต่มีข้อระวังนิดเดียวคือตอนแกะถุงพลาสติกออกจากตุ้มขุยมะพร้าว ควรระวังไม่ให้ตุ้มตอนแตกออกจากราก ต้องทำอย่างระมัดระวังและเบามือ

พอปลูกเสร็จจะต้องมีไม้ไผ่ปักค้ำต้น ให้ทำมุมสัก 60 องศา กับลำต้นมะกรูด เพื่อไม่ให้ต้นมะกรูดโยกคลอนจากลม เพราะรากของมะกรูดที่ปลูกยังไม่เจริญเติบโต เป็นรากอ่อนๆ เมื่อมีลมพัดทำให้ต้นโยกไปมา ก็จะทำให้รากขาด ต้นชะงักการเจริญเติบโตหรือยืนต้นตาย ฉะนั้น ไม้ค้ำต้นมีความสำคัญมาก

หลังจากปลูก ใบมะกรูดจะเหี่ยวแห้งไป ซึ่งไม่ต้องตกใจ เพราะถ้าลำต้นยังเขียวอยู่ไม่นานต้นมะกรูดก็จะสร้างใบใหม่ขึ้นมา หรืออาจจะได้กิ่งพันธุ์ที่ชำมาแล้วก็สามารถปลูกได้เลยเช่นกัน

ในการดูแลต้นมะกรูดต้นเล็ก 1-6 เดือนแรกนั้น ก็ไม่ยุ่งยากมากนัก คือ มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ มะกรูดชอบน้ำ แต่ไม่ชอบขังแฉะ ระบบน้ำขึ้นอยู่กับเกษตรกรซึ่งสามารถใช้ได้ทุกระบบ เช่น

ระบบให้น้ำ

ระบบการให้น้ำแปลงปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด จะมีอยู่ 3 แบบ หลักๆ คือ

ระบบสูบน้ำปล่อยน้ำเข้าร่องแปลง ซึ่งต้นทุนต่ำ เพียงวางโครงสร้างแปลงให้ดีเพื่อให้เป็นทางน้ำให้น้ำเข้าร่องทางเดินได้ ซึ่งคุณสายชลใช้ระบบน้ำร่วมกับระบบสปริงเกลอร์ โดยปล่อยน้ำเข้าร่องแค่ให้น้ำมีความสูงครึ่งแปลงปลูกเท่านั้น ไม่ให้ท่วมร่องหรือท่วมโคนต้น เพราะน้ำที่มากเกินไปอาจจะทำให้ต้นมะกรูดเป็นโรครากเน่า โคนเน่าได้ โดยการให้น้ำปล่อยเข้าร่องจะให้น้ำทุกๆ 7 วัน

ระบบน้ำหยด แนะนำว่าใช้สายน้ำหยดแบบเทปแบน ไม่ต้องมีการใช้หัวน้ำหยดแต่อย่างใด เพราะถ้าใช้หัวน้ำหยดจะมีปัญหามากเรื่องหัวน้ำอุดตัน แต่แบบสายเทปน้ำหยดแบบแบนจะเป็นสายที่เจาะรูสำเร็จไว้แล้ว ระบบน้ำหยดนั้นเป็นระบบที่ประหยัดน้ำ แล้วยังสามารถให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำได้อีก การให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยดยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าและประหยัดกว่าการให้ปุ๋ยทางดิน

ระบบสปริงเกลอร์ เป็นระบบน้ำที่มีข้อดีมากในช่วงฤดูแล้ง เพราะช่วยในเรื่องของความชื้น ช่วยลดการระบาดของเพลี้ยไฟ และไรแดงได้ดีระดับหนึ่งในช่วงอากาศร้อน

การใช้พลาสติกคลุมดิน

คุณสายชล เล่าว่า ในการทำสวนมะกรูดระยะชิด ในตอนแรกที่ปลูกต้นมะกรูดที่ต้นยังเล็ก ก็ใช้พลาสติกคลุมแปลงเพื่อลดปัญหาการกำจัดวัชพืชและรักษาความชื้น

ซึ่งพลาสติกคลุมแปลงสามารถใช้ได้ดีในช่วงระยะแรก สัก 3-6 เดือนแรก เท่านั้น (แล้วแต่เกรดและคุณภาพพลาสติก) พลาสติกก็จะหมดอายุ เริ่มฉีกขาดหรือเราเหยียบย่ำฉีกขาด แต่พลาสติกคลุมแปลงก็มีราคาไม่แพงมากนัก เช่น ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวมาตรฐาน 400 เมตร ราคาไม่เกิน 1,000 บาท ต่อม้วน ก็ถือว่าคุ้มกว่าที่เราต้องมาจ้างแรงงานถอนกำจัดหญ้าในช่วงปลูกระยะแรก

ภายหลังเมื่อพลาสติกคลุมแปลงฉีขาดก็หาวัสดุอื่น เช่น ฟางข้าว มาคลุมแปลงอีกที แต่ก็ต้องใช้แรงงานในการจัดการบริหารวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

โรคแมลงที่ต้องระวัง

โรคและแมลงศัตรูมะกรูด ก็จะมี เช่น หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอนและแมลงกินใบ ฯลฯ ส่วนโรคก็จะมีโรคแคงเกอร์ที่ระบาดรุนแรงช่วงหน้าฝน

ส่วนปุ๋ยเคมีก็จะให้เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์

ในระหว่างที่เลี้ยงต้นควรตัดแต่งจัดทรงต้นมะกรูดให้เป็นลำต้นเดียว เพื่อให้เป็นลำต้นหลัก ถ้ามีกิ่งแขนงก็ตัดสินใจตัดออกให้ลำต้นมะกรูดมีเพียงลำต้นเดียวดีที่สุด

สำหรับการเตรียมต้นมะกรูดเพื่อเข้าสู่การตัดตั้งลำ หลังปลูกเลี้ยงต้นมะกรูดกิ่งตอนได้ 6-8 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแล) ต้นมะกรูดจะมีขนาดลำต้น ประมาณ 1 เซนติเมตร จะตัดแต่งตั้งลำเพื่อเลี้ยงลำต้น โดยตัดลำต้นมะกรูดที่เป็นกิ่งหลักที่ตั้งตรง ใช้กรรไกรตัดยอดมะกรูดทิ้งไป โดยตัดให้สูงจากพื้นดินขึ้นมา 60 เซนติเมตร

หลังการตัดยอดมะกรูด ต้นมะกรูดก็จะแตกยอดขึ้นมาใหม่ ให้เกษตรกรเลือกเลี้ยงยอดที่สวย สมบูรณ์ สัก 2-3 ยอด เพื่อให้เป็นกิ่งในการผลิตยอดต่อไป แล้วต้องพยายามเลือกกิ่งที่มีลักษณะตั้งตรง มีองศา กิ่งไม่เอนราบนอน ซึ่งกิ่งลักษณะนี้จะให้ผลผลิตทางใบได้ดี เป็นหลักการคล้ายการจัดทรงมะม่วงหรือไม้ผล คือ จาก 1 ลำต้นหลัก และเลี้ยงยอดใหม่ให้เป็นยอดหลัก 2-3 ยอด เพื่อเป็นยอดหลักที่จะผลิตใบมะกรูด โดยถ้าต้นมี 2 ยอดหลัก จะไว้ยอดที่จะตัดขาย 3 ยอด จากกิ่งหลัก

มะกรูด 1 ต้น จะได้ยอดมะกรูดตัดใบ 6 ยอด เช่นกัน ถ้าต้นมะกรูด มี 3 ยอดหลัก จะต้องไว้ยอดที่แตกมาใหม่ กิ่งละ 2 ยอด เพื่อให้ได้ยอดมะกรูดตัดใบ 6 ยอด เช่นกัน

การตัดใบมะกรูดออกจากยอดหลัก เกษตรกรจะต้องตัดให้เหลือกิ่งชุดที่ตัดออกไว้สัก 3-5 เซนติเมตร เพื่อให้ตาจากกิ่งเหล่านี้ได้แตกเป็นยอดมะกรูดชุดใหม่ต่อไป (กิ่งที่มีสีเขียวจะแตกตาได้เร็วกว่ากิ่งสีน้ำตาล)

“วิธีการเหลือกิ่งมะกรูดชุดที่จะตัด เกษตรกรควรให้เหลือความยาวเอาไว้บนต้น 3-5 เซนติเมตร ทุกครั้ง ราวๆ สัก 4 รุ่น กิ่งที่ไว้หรือเหลือไว้ ให้เป็นกิ่งเจริญทุกๆ รุ่นรวมกัน ยอดที่ไว้ก็จะมีความสูงขึ้น เราก็จะมาเริ่มต้นตัดที่บริเวณ 3 ยอดหลักใหม่ เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งและทรงพุ่มจะได้ไม่สูงมากนัก” คุณสายชล กล่าวทิ้งท้าย

สวนคุณลี แจกฟรี เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สนใจติดต่อได้ ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

เดินหน้าโครงการท้าทายไทย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า ตามที่ ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะดำเนินโครงการท้าทายไทย (Grand Challenges Thailand) ด้วยเห็นว่าการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศนั้น เป็นเรื่องที่เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง โดยต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย นับว่าสอดคล้องกับแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่เป็นองค์กรหลักด้านนโยบายของประเทศที่ชี้นำการพัฒนาประเทศ โดยใช้การวิจัย ซึ่งเล็งเห็นว่าการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วนั้นต้องอาศัยการบริหารจัดการวิจัยที่มีความโดดเด่นก้าวหน้าทันสมัย สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

“วช. ได้มีการร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ หรือ คอบช. ในการดำเนินการ โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมระดมสมองโครงการท้าทายไทยขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีการเสนอโจทย์การวิจัยในเบื้องต้นทั้งสิ้น 35 โครงการ จาก 15 หน่วยงาน ประกอบด้วยด้านอาหารและการเกษตร ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ด้านคุณภาพชีวิต และด้านเศรษฐกิจและสังคม สุดท้ายด้านการแพทย์และสาธารณสุข”

เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวอีกว่า โดยขณะนี้ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการแล้วสำหรับปีงบประมาณ 2559 แต่ วช. และ คอบช. จะร่วมกันเร่งผลักดันให้สามารถดำเนินการอย่างรวดเร็ว ในปีงบประมาณ 2558 นี้ อีกทั้งยังจะมีความร่วมมือระหว่างองค์กรบริหารงานวิจัยหลักของประเทศและร่วมมือกับเครือ Grand Challenges ในระดับนานาชาติ โดยมุ่งประเด็นที่มีความสำคัญมากต่อประเทศไทยและการแสดงบทบาทของประเทศไทยในประเด็นปัญหาที่สำคัญในระดับนานาชาติด้วย

อนึ่ง สำหรับโครงการท้าทายไทย (Thailand Grand Challenges) เป็นโครงการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาที่มุ่งแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศ ไม่ว่า ด้านเกษตร ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ด้านคุณภาพชีวิต ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยเป็นการร่วมมือทำงานวิจัยแบบบูรณาการสหสาขาวิชา ซึ่งรูปแบบการทำงานจะมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูปัญหาและมีการสอบถามภาคประชาสังคม เพื่อมาช่วยกันคิดและตอบโจทย์ปัญหาร่วมกัน

มาทำปุ๋ยหมัก อย่างง่ายๆ ไว้ใช้เอง

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

มาทำปุ๋ยหมัก อย่างง่ายๆ ไว้ใช้เอง

คุณประโยชน์ของปุ๋ยหมัก อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

หนึ่ง ช่วยปรับปรุงสมบัติต่างๆ ของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช กรณีดินนั้นเป็นดินเนื้อละเอียดอัดตัวกันแน่น เช่น ดินเหนียว ปุ๋ยหมักก็จะช่วยทำให้ดินนั้นมีสภาพร่วนซุยมากขึ้น ไม่อัดตัวกันแน่นทึบ ทำให้ดินมีสภาพการระบายน้ำ ระบายอากาศดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำ หรือดูดซับน้ำที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้มากขึ้น คุณสมบัติในข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของปุ๋ยหมัก เพราะดินที่มีลักษณะร่วนซุย ระบายน้ำ ระบายอากาศได้ดีนั้น จะทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้รวดเร็วแข็งแรง แตกแขนงได้มาก มีระบบรากที่สมบูรณ์ จึงดูดซับแร่ธาตุอาหารหรือน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนในกรณีที่ดินเป็นดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินร่วนปนทราย ซึ่งส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุอยู่น้อย ไม่อุ้มน้ำ การใส่ปุ๋ยหมักก็จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และทำให้ดินเหล่านั้นอุ้มน้ำ หรือดูดซับความชื้นไว้ให้พืชได้มากขึ้น ในดินเนื้อหยาบจึงควรต้องใส่ปุ๋ยหมักให้มากกว่าปกติ

สอง ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในแง่ของการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้แก่ต้นพืชอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ

โดยทั่วไปแล้ว ปุ๋ยหมักจะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารพืชที่สำคัญดังนี้คือ ธาตุไนโตรเจนทั้งหมด ประมาณ 0.4-2.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ประมาณ 0.2-2.5 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียมในรูปที่ละลายน้ำได้ ประมาณ 0.5-1.8 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณแร่ธาตุอาหารดังกล่าวจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเศษพืชที่นำมาหมัก และวัสดุอื่นๆ ที่ใส่ลงไปในกองปุ๋ย

ถึงแม้ปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารหลักดังกล่าวอยู่น้อยกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยหมักมีข้อดีกว่าตรงที่นอกจากธาตุอาหารทั้ง 3 ธาตุ ที่กล่าวมาแล้ว ปุ๋ยหมักยังมีธาตุอาหารพืชชนิดอื่นๆ อีก เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก สังกะสี แมงกานีส โบรอน ทองแดง โมลิบดีนัม ฯลฯ ซึ่งปกติแล้วปุ๋ยเคมีจะไม่มีหรือมีเพียงบางธาตุเท่านั้น

แร่ธาตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่น้อยกว่าธาตุอาหารหลัก เพียงแต่ต้นพืชต้องการในปริมาณน้อยเท่านั้นเอง

ปุ๋ยหมักยังมีคุณค่าในแง่ของการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์อีกหลายๆ อย่าง เช่น ช่วยทำให้แร่ธาตุอาหารของพืชที่มีอยู่ในดินแปรสภาพมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ช่วยดูดซับแร่ธาตุอาหารพืชเอาไว้ไม่ให้ถูกน้ำฝนหรือน้ำชลประทานชะล้าง สูญหายไปได้ง่าย เป็นการช่วยถนอมรักษาแร่ธาตุอาหารหรือความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อีกทางหนึ่ง เป็นต้น

จากคุณสมบัติดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า แม้ปุ๋ยหมักจะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารในปุ๋ยไม่เข้มข้นเหมือนปุ๋ยเคมี แต่ก็มีลักษณะอื่นๆ ที่ช่วยรักษาและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินได้เป็นอย่างดี

การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย ดังนี้

หนึ่ง นำกิ่งไม้ ใบไม้หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เปลือกถั่ว แกลบดิบ ซังข้าวโพด ฯลฯ ใส่ในถังตาข่าย สูงประมาณ 15 เซนติเมตร

สอง นำขี้วัวมาเททับใบไม้ สูงประมาณ 5 เซนติเมตร

สาม รดน้ำให้ชุ่ม (น้ำ ประมาณ 5 ลิตร)

สี่ ทำซ้ำ ข้อ 1-3 อีก 3 ครั้ง จะได้กองปุ๋ยหมัก สูงประมาณ 80 เซนติเมตร

ห้า นำใบไม้ที่ย่อยแล้วมาเททับขี้วัว สูงประมาณ 5 เซนติเมตร

หก รดน้ำให้ชุ่ม (น้ำ ประมาณ 5 ลิตร)

เจ็ด นำพลาสติกใสมาพันรอบถังตาข่าย โดยพันให้สูงจากขอบล่างของถังตาข่าย ประมาณ 10 เซนติเมตร (ถ้าไม่มีพลาสติกก็ไม่ต้องนำมาพันรอบถังก็ได้ แต่ต้องพยายามรดน้ำรอบถังตาข่ายเพื่อเพิ่มความชื้นให้แก่กองปุ๋ย อย่าปล่อยให้แห้ง)

แปด รดน้ำทุกๆ 5-7 วัน ทำโดยใช้ไม้หรือเหล็กแทงเข้าไปในกองปุ๋ยให้เป็นรู เพื่อที่จะกรอกน้ำลงไป เนื่องจากเมื่อปุ๋ยยุบตัวลงจะมีความแน่นมากขึ้น การรดน้ำจะทำให้น้ำซึมลงไปเฉพาะด้านบนของกองปุ๋ย ส่วนด้านล่างกองปุ๋ยจะไม่ได้รับน้ำ การใช้ไม้หรือเหล็กแทงเข้าไปในกองปุ๋ยนอกจากจะเป็นการเติมน้ำแล้วยังเป็นการช่วยเติมอากาศเข้าไปในกองปุ๋ยอีกด้วย

เก้า ใบไม้จะกลายเป็นปุ๋ยหมัก ในช่วงเวลาประมาณ 45-60 วัน (สังเกตกองปุ๋ยหมักจะยุบตัวลง ประมาณ 30-40 เซนติเมตร และปุ๋ยหมักจะมีสีดำ ถ้าขุดลงไปจะไม่พบใบไม้ แต่ใบไม้จะกลายเป็นปุ๋ยหมดแล้ว)

สิบ ปุ๋ยหมักสามารถนำไปใช้ได้เลย

สิบเอ็ด ถ้าต้องการนำไปบรรจุถุง ต้องล้มกองปุ๋ยหมักแล้วตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ก็จะได้ปุ๋ยที่แห้งสามารถบรรจุถุงได้ แต่ถ้าปุ๋ยหมักยังมีขนาดใหญ่อยู่ก็นำไปบดย่อยก่อนบรรจุลงถุงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

สิบสอง การทำปุ๋ยหมักครั้งต่อไป ไม่จำเป็นต้องซื้อขี้วัวอีกก็ได้ เราสามารถใช้ปุ๋ยหมักที่เราทำไว้แทนขี้วัวได้เลย

ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่เหลือใช้ในครัวเรือนในวงบ่อซีเมนต์

นำบ่อปูนซีเมนต์ มาวางบนอิฐหรือลูกปูน ให้ขอบล่างของบ่อปูนซีเมนต์อยู่สูงจากพื้นดิน 15 เซนติเมตร นำใบไม้หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใส่ในบ่อปูนซีเมนต์ให้สูง 40 เซนติเมตร จากนั้นนำเศษอาหารมาเทใส่โดยความสูงของเศษอาหารไม่ควรเกิน 30 เซนติเมตร แล้วนำใบไม้มาเททับอีกครั้ง โดยให้มีความสูง 15-20 เซนติเมตร

ในระหว่างช่วงเวลาการหมัก กองปุ๋ยจะยุบตัวลง ให้นำเศษอาหารมาเติมลงไปแล้วนำกิ่งไม้ ใบไม้มาเททับ เพื่อป้องกันกลิ่นและแมลงวันมาตอม

ขั้นตอนต่อมาคือ การรดน้ำด้วยน้ำหมักชีวภาพหรือใช้สารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ผสมน้ำรดเพื่อเร่งการย่อยสลาย จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน ก็จะได้ปุ๋ยหมัก ใช้พลั่วตักปุ๋ยหมักซึ่งกองอยู่ด้านล่างของบ่อปูนซีเมนต์ไปใช้งานได้เลย โดยด้านบนสามารถนำเศษอาหารมาเติมได้ตลอด

เครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือน นวัตกรรมใหม่จากไต้หวัน

ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของไต้หวันที่ผลิตเครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือนเพื่อลดปัญหาขยะภายในบ้านและสร้างให้เกิดประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้เหล่านี้

โดยตัวเครื่องถูกออกแบบวิธีมาให้ง่ายต่อการใช้งาน รองรับขยะหรือเศษอาหาร เศษผลไม้ในครัวเรือนได้วันละ 2 กิโลกรัม

ตัวเครื่องจะมีการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมแล้ว ในตัวเครื่องยังมีใบพัดเหล็กที่คอยหมุนให้เศษอาหารคลุกเคล้ากันอยู่ตลอดเวลาหรือทุกครั้งที่เราเปิด-ปิดฝา

โดยจากข้อมูลพบว่า เครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือนดังกล่าวประหยัดไฟมาก ในไต้หวันขณะนี้เครื่องดังกล่าวถูกไปใช้ในบ้านเรือน เรื่องเรียน หน่วยงานต่างๆ ที่เห็นถึงความสำคัญของปุ๋ยหมัก ลดปริมาณขยะและลดภาวะโลกร้อน

ขั้นตอนในการทำปุ๋ยหมักจากเครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือน ประกอบด้วย ถุงหัวเชื้อจุลินทรีย์ ถุงเศษไม้ย่อยละเอียดและถุงเศษไม้ย่อยหยาบ (วัสดุตั้งต้นจะมาพร้อมกับตัวเครื่อง)

นำเศษอาหาร เศษผลไม้ที่เหลือทิ้งในครัวเรือน น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม แกะถุงเศษไม้ย่อยหยาบและละเอียดคลุกเคล้าเข้าด้วยกันทั้งหมด แกะซองหัวเชื้อจุลินทรีย์ โดยใช้เพียง 1 ใน 6 ของปริมาณที่บรรจุในซอง จากนั้นนำน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตร มาละลายเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อกระตุ้นการมีชีวิต นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปคลุกเคล้าเศษไม้ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ เคล้าให้เข้ากัน

แล้วนำเศษไม้ที่มีเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดใส่ในถังของตัวเครื่องเพื่อจะบ่มเลี้ยงจุลินทรีย์ให้เพิ่มจำนวนเสียก่อน ประมาณ 2 วัน ก่อนที่จะใส่เศษอาหารลงไปในตัวเครื่อง

เมื่อปล่อยให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตในวัสดุ คือเศษไม้ไว้แล้ว 2 วัน ก็จะพร้อมให้เศษอาหารที่เหลือใช้ในครัวเรือน ได้ครั้งละประมาณ 2 กิโลกรัม หลังใส่เศษอาหารให้ปิดฝา ตัวเครื่องจะปรับอุณหภูมิให้ร้อนขึ้น ประมาณ 60 องศา พร้อมใบพัดเหล็กในตัวเครื่องจะหมุนให้เศษวัสดุที่มีจุลินทรีย์และเศษอาหารคลุกเคล้ากัน ทำให้เกิดกระบวนการหมักย่อย ซึ่งทุกๆ วัน โดยก่อนเติมเข้าไปใหม่

หากสังเกตว่าเศษอาหารชุดก่อนหน้านี้ดูย่อยสลายแล้วให้นำไปใช้หรือเอาออกจากตัวเครื่อง 2 ใน 3 ส่วน โดยให้เหลือไว้ในตัวเครื่องสัก 1 ส่วน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ยังคงเหลือย่อยเศษอาหารต่อไปเรื่อยๆ อีกราว 5-10 วัน เศษอาหารก็จะกลายเป็นปุ๋ยหมักพร้อมนำไปใช้ใส่ต้นไม้หรือนำไปใช้ประโยชน์

สนใจเครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือน ติดต่อได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โทร. (081) 901-3760

วิธีการขยายพันธุ์ “มะเดื่อฝรั่ง” (FIGS)

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

วิธีการขยายพันธุ์ “มะเดื่อฝรั่ง” (FIGS)

“การปักชำมะเดื่อฝรั่ง” การปักชำเป็นวิธีง่ายและสะดวกมาก ทำได้จำนวนมาก แต่การชำมักได้ผลไม่มากนัก ถ้ามีกิ่งจำนวนมากก็ไม่ต้องเสียดาย เพราะส่วนมากจะพบปัญหากิ่งชำเน่าเสียก่อน เปอร์เซ็นต์ที่ได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การปักชำควรทำในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน เคล็ดลับที่สำคัญ อย่าเร่งปุ๋ยจนงามเกินไป เมื่อตัดกิ่งไปปักชำมักจะเหี่ยวง่าย ควรบำรุงต้นให้สมบูรณ์ก็เพียงพอ

การคัดเลือกกิ่งที่จะนำมาปักชำควรเลือกกิ่งแก่ ห้ามใช้กิ่งอ่อน ดูกิ่งที่ตั้งตรง ยอดใบสมบูรณ์ ไม่มีโรคและเเมลงรบกวน ริดก้านใบให้หมดแล้วนำมาตัดเป็นท่อนๆ ยาว 6-10 นิ้ว ตัดใต้ข้อตาลงมาอย่างน้อย 3-5 เซนติเมตร (รากจะออกบริเวณใกล้ข้อตา) หรือบางท่านอาจจะเพิ่มพื้นที่การออกรากโดยการใช้มีดกรีดที่เปลือก จากนั้นนำท่อนพันธุ์มะเดื่อฝรั่งจุ่มด้วยน้ำยาเร่งราก ประมาณ 15-30 นาที นำไปปักในกระบะหรือตะกร้าภายในตาข่ายพรางแสง โดยวัสดุชำใช้แกลบดำ 3 ส่วน ผสมทรายหยาบ 1 ส่วน หรือดินร่วน 1 ส่วน รดน้ำให้ชุ่ม แต่ไม่ควรรดน้ำบ่อยจนเกินไปทำให้กิ่งเน่าง่าย หลังปักชำ 1 สัปดาห์ ถ้าต้นยังสดอยู่มีแนวโน้มได้ผลดี ราว 7-15 วัน ตาใบจะเริ่มแตกและจะเริ่มออกรากตามมา รอให้กิ่งมะเดื่อแตกใบ อย่างน้อย 4-5 ใบ และมองดูว่าแข็งแรง เพราะในช่วงแตกใบ รากจะเริ่มแตกตาม จึงค่อยแยกย้ายลงในถุงชำ (บางท่านอาจจะชำกิ่งในกระถางใบเล็ก ถุงดำ หรือแก้วพลาสติกเจาะรูก็ได้ หรือชำในตุ้มขุยมะพร้าวแล้วอบในกล่องโฟมปิดฝา, อบในวงบ่อซีเมนต์ปิดฝาด้วยพลาสติก, อบในถุงร้อนใบใหญ่ หรือตู้อบแบบมีระบบน้ำแบบแปลงพ่นหมอกด้วย ซึ่งการชำแล้วแต่ความถนัดและทรัพยากรใกล้ตัวของแต่ละท่าน) วัสดุชำในถุงดำควรระบายน้ำง่าย ไม่อุ้มน้ำเกินไป จะเกิดกิ่งมะเดื่อหรือรากเน่าได้ง่าย ควรใช้ดินร่วน, ทราย, ปุ๋ยหมัก และแกลบดิน หรือใช้ดินผสมใช้ปลูกไม้ประดับที่มีใบฉำฉาเป็นส่วนประกอบจะช่วยได้มาก เพราะมีความพรุน ระบายน้ำดี

การตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่ง

การตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่ง ใช้หลักการและวิธีการเดียวกันกับการตอนกิ่งทั่วไป

อุปกรณ์ที่ใช้ตอนกิ่ง

1. มีด ต้องคม และสะอาด

2. ตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้อย่างน้อย 1 คืน บีบน้ำออกให้พอหมาด อัดใส่ถุงพลาสติก 4×6 นิ้ว)

3. เชือกปอฟาง (ไว้มัดตุ้มตอนขุยมะพร้าว)

4. กรรไกรตัดแต่งกิ่ง

การตอนกิ่ง เลือกกิ่งที่ไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป ก็จะเลือกกิ่งแก่ที่มีสีน้ำตาล ริดใบออกให้เหลือ 4-5 ใบ ใช้มีดคมๆ ควั่นเปลือก และกรีดเปิดแผลยาว ประมาณ 1 นิ้ว ใช้มีดควั่นลอกเปลือกออก ใช้มีดขูดเนื้อเยื่อออกให้หมดแบบเบามือ ใช้น้ำยาเร่งรากทาบริเวณแผลด้านบน นำตุ้มตอนผ่าตามยาวหุ้มบนรอยแผลของกิ่งตอน มัดตุ้มตอนให้แน่นด้วยเชือกฟาง 2 เปาะ หัวกับท้ายตุ้มขุยมะพร้าว หรือบางท่านอาจจะใช้แผ่นฟอยล์ (ที่ใช้เผาปลา) หรือถุงดำหุ้มตุ้มขุยมะพร้าวอีกชั้น เพื่อให้รากออกเร็วขึ้น หลังตอนกิ่ง ประมาณ 10-15 วัน รากมะเดื่อฝรั่งจะเริ่มงอกออกมาให้เห็น เมื่อเห็นว่ารากมะเดื่อฝรั่งมีมากพอ และรากเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาล ซึ่งมองเห็นได้จากรากจะเดินเกือบเต็มตุ้มตอนขุยมะพร้าว จึงจะสามารถตัดกิ่งตอนลงจากต้นได้ เมื่อตัดกิ่งตอนลงมาควรนำตุ้มกิ่งตอนแช่น้ำไว้สัก 30 นาที เพื่อให้รากได้ดูดน้ำ จากนั้นใช้มีดริดใบมะเดื่อฝรั่งออกเพื่อลดการคายน้ำ เอากิ่งตอนชำอบในตู้อบ 10 วัน หรืออบในถุงร้อนใบใหญ่ จะช่วยให้รากเดินเร็วขึ้น และมีจำนานรากมากขึ้น ต้นไม้จะแข็งแรงฟื้นตัวได้เร็ว ถ้ามีโรงเรือนอบ ก็ให้ชำลงวัสดุปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่มแล้วเอาเข้าโรงอบ การอบจะช่วยให้กิ่งตอนที่ตัดลงมาชำมีอัตราการรอดตายสูง เข้าอบประมาณ 10 วัน ทำให้รากแข็งแรง รากเดินเร็ว เมื่อเห็นว่าต้นชำจากกิ่งตอนดูตั้งตัวได้ ก็ให้เอาออกจากตู้อบ ควรพักไว้ที่ร่มแดดรำไรสัก 20 วัน หรือสังเกตว่าต้นชำกิ่งตอนดูแข็งแรง ก็ให้ขยับถุงกิ่งชำออกแดดให้มากขึ้นตามลำดับ หรือวางไว้ใต้ซาแรนพรางแสง สังเกตดูว่ากิ่งชำแตกใบ แข็งแรง ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงกลางแจ้ง หรือย้ายปลูกลงกระถางใบใหญ่ หรือวงบ่อซีเมนต์ได้

การเปลี่ยนยอดมะเดื่อฝรั่ง

การเปลี่ยนยอดมะเดื่อฝรั่งนั้น สามารถทำได้อีกวิธีหนึ่งในการขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง โดยเป็นการเพิ่มจำนวนต้นมะเดื่อฝรั่งที่ใช้ยอดพันธุ์ดีน้อยกว่าการปักชำกิ่ง และสามารถเสียบขยายเปลี่ยนยอดบนต้นตอขนาดใหญ่ได้เลยทันที ต้นตอที่นำมาใช้ก็สามารถใช้ได้ทั้งที่เป็นต้นตอมะเดื่อป่าในบ้านเรา หรือ ต้นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ที่ไม่ต้องการหรือเปลี่ยนสายพันธุ์เดิม หรือต้องการทำต้นมะเดื่อแฟนซี (มีหลายสายพันธุ์ในต้นเดียวกันคือ มีหลากหลายสายพันธุ์ในต้นเดียวกัน แต่ควรเลือกพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตพอๆ กัน เช่น สายพันธุ์ญี่ปุ่น, บราวน์ตุรกี, แบล็กแจ๊ก ฯลฯ ซึ่งติดผลทั้งปีเหมือนกัน เป็นต้น เพื่อให้การเจริญเติบโตที่สมดุลกันทุกพันธุ์) ยกตัวอย่าง “การต่อยอดแบบเสียบข้าง” โดยให้เลือกกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งที่ต้องการ นำมาเสียบที่ตา สวยสมบูรณ์ แล้วใช้มีดกรีดและลอกเปลือกต้นตอเป็นรูปตัวยู (U) คว่ำ ตัดเปลือกด้านบนออก 2 ใน 3 เหลือเปลือกไว้ด้านล่าง 1 ส่วน เลือกยอดพันธุ์ที่สวย มีตา สัก 2-3 ตา ริดใบมะเดื่อฝรั่งออกให้หมด ใช้มีดปาดยอดพันธุ์ดีให้แผลยาวเท่าๆ กับแผลที่ทำไว้กับต้นตอ แผลยอดพันธุ์ดีจะเท่ากับแผลของต้นตอ เสียบยอดพันธุ์ดีให้เนื้อไม้แนบชิดกัน แล้วพันพลาสติกจากด้านล่างขึ้นข้างบน พันพลาสติกให้มิดยอดขึ้นไปเป็นอันเสร็จขั้นตอนการเสียบเปลี่ยนยอด เมื่อสังเกตว่ายอดที่เปลี่ยนไว้เริ่มแทงใบอ่อนออกมา ให้ใช้ปลายมีดกรีดพลาสติกให้ยอดสามารถแทงออกมาได้ แต่ยังไม่ต้องกรีดพลาสติกออกทั้งหมด แนะนำว่าควรกรีดเปิดยอดในช่วงเวลาเย็น เพื่อให้ยอดอ่อนได้ปรับตัว ไม่คายน้ำเร็วเกินไป (ในการเปลี่ยนยอดนั้นสามารถทำได้หลายวิธี คือ ทั้งแบบเสียบข้าง เสียบตรง หรือติดตานั้น ก็ตามความถนัดและความชำนาญของแต่ละท่าน) ช่วงฤดูที่เหมาะสม ควรทำช่วงต้นฤดูฝนถึงปลายฝนสามารถทำได้ หลีกเลี่ยงเรื่องฝนชุกมากเกินไป อาจพบปัญหายอดเน่าบ้างก่อนที่แผลจะติด แต่ถ้าเปลี่ยนยอดกับต้นตอที่อยู่ในกระถางก็สามารถทำได้ทั้งปี เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้

การต่อยอดมะเดื่อฝรั่ง แบบเสียบข้าง

ควรเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ ถ้ากิ่งไม่ตั้งตรง ควรทำด้านบนของกิ่ง โดยใช้มีดกรีดขวาง ยาว 1 เซนติเมตร และกรีดขนานเป็น 2 รอย ยาวลงมา 1.5 นิ้ว เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลอกเปลือกออก ระวังอย่าให้รอยแผลช้ำ ตัดขวางด้านล่างเว้นไว้เป็นลิ้นคอยรับยอดเล็กน้อย ยอดพันธุ์ปาดรูปฉลาม ด้านหนึ่งยาวอีกด้านหนึ่งสั้น เสียบยอดพันธุ์ดีลงไป ใช้พลาสติกพันจากล่างขึ้นบน พันมิดยอดและพันรัดด้านบนให้แน่น ไม่ให้น้ำซึมเข้าแผลได้ หลังจากต่อยอดได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้ายอดยังเขียวอยู่แสดงว่ามีโอกาสติดสูง ปล่อยไว้จึงสังเกตยอดพันธุ์ดีปลิยอดออกมา แล้วค่อยเปิดแผลด้านบนเพียงเล็กน้อย ช่วยให้ยอดแทงออกมา ถ้าเปิดทีเดียวหมดอาจทำให้ยอดโดนแสงแดดทำลาย ยอดปรับตัวไม่ทันอาจแห้งตายได้

วิธีการต่อยอดมะเดื่อฝรั่ง แบบเสียบข้าง

1. เตรียมต้นตอมะเดื่อป่า หรือต้นตอมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ที่ต้องการเปลี่ยนยอด บำรุงให้เต็มที่เพื่อรับยอดที่จะเสียบ (กิ่งจะมีสีน้ำตาลเข้ม)

2. ใช้มีดที่คม สะอาด กรีดและลอกเปลือกอย่างระมัดระวัง อย่าให้ช้ำ แผลคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ควรทำแผลด้านบนของกิ่ง

3. รอยแผลจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

4. เลือกยอดที่กำลังเจริญเติบโต กิ่งอวบอ้วนสมบูรณ์ ยอดควรยาว 3-4 นิ้ว ริดก้านใบออก

5. ใช้มีดคม สะอาด ปาดรอยแผลให้เรียบ ด้านหนึ่งยาวอีกด้านหนึ่งสั้น

6. เสียบยอดพันธุ์ลงบนรอยแผลของต้นตอ พันด้วยพลาสติกใสให้แน่น ปิดมิดยอดป้องกันการคายน้ำ

7. พันพลาสติกให้มิดยอดด้านบน ควรรัดพันให้แน่น กันน้ำเข้า

8. หลังจากต่อยอด 3 เดือน จะได้กิ่งมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ขึ้นเป็นพุ่มแทน

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง สามารถทำได้หลายวิธีและทำได้ง่าย นอกจากการตอนกิ่ง การปักชำ และการเปลี่ยนยอดโดยการเสียบข้าง ก็ยังสามารถเสียบตรง ติดตา เพาะเมล็ด เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อีกหลายวิธี

สนใจกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

ปัญหา? …ต้นมะนาว เติบโตไม่สม่ำเสมอกัน ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 598

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักด์ ชัยเรืองยศ

ปัญหา? …ต้นมะนาว เติบโตไม่สม่ำเสมอกัน ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปัญหาปลูกต้นมะนาวไม่โต หรือโต แต่ไม่เสมอกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ผู้ปลูกมะนาวพบมากที่สุด บางคนซื้อกิ่งพันธุ์ไปปลูกเป็นปี แต่ต้นมะนาวกลับเล็กลงๆ ไม่เจริญงอกงามดั่งที่หวังไว้ ทั้งที่ดูแลเอาใจใส่อย่างดี ผู้เขียนได้รวบรวมลักษณะของปัญหา และการแก้ไขไว้เป็นแนวทาง ดังนี้

เกิดจากกิ่งพันธุ์

จะต้องยอมรับกันให้ได้ว่า กิ่งพันธุ์พืชที่ดี จะทำให้ผู้นำไปปลูกประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า การเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวที่ดีจะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติต่างกันประกอบด้วย

1.1 จะต้องเป็นกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค เพราะถ้าเราเลือกกิ่งพันธุ์ไม่ดี หรือมีการทำลายของโรคมาปลูก จะสร้างปัญหาให้กับผู้ปลูกในระยะต่อไปแน่นอน กิ่งพันธุ์ที่ดีต้องไม่เป็นโรค ถ้าเราเป็นมือใหม่ ดูโรคไม่ออก ให้ดูว่า เป็นต้นที่มีใบเขียวใหญ่สม่ำเสมอ ใบไม่เล็กบิดเบี้ยวบริเวณกิ่ง ก้าน และลำต้น ต้องไม่เป็นแผลฟู อันเกิดจากโรคแคงเกอร์

1.2 เป็นกิ่งที่สมบูรณ์ อยู่ในระยะการเจริญเติบโต เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องยกมาพิจารณาในลำดับต้นๆ เพราะมะนาวเป็นพืชที่มีปัญหาในเรื่องนี้มาก ถ้าเราได้กิ่งพันธุ์ที่ตัดชำมานานจนรากขดงอ และต้นแคระแกร็นมาปลูก ต้นจะไม่โตอีกเลย ในทางปฏิบัติ ชาวสวนมะนาวจะเลือกกิ่งพันธุ์ 2 ลักษณะ

กรณีกิ่งตอน จะเลือกใช้กิ่งตอนที่ยังไม่ได้ชำลงถุงเอาไปปลูกเลย เพราะจะไม่มีปัญหาเรื่องระบบราก โดยจะเอากิ่งตอนที่ตัดแล้ว ปลูกลงในดินกลางแจ้งเลย หลายคนที่ไม่เคยปลูกจะตั้งคำถามว่า “แล้วต้นมะนาวไม่ตายหรือ?” ตอบได้เลยครับว่า “ไม่ตาย” และเป็นวิธีที่เซียนสวนมะนาวใช้กันอยู่ การปลูกแบบนี้รากของต้นมะนาวจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลย ลดปัญหาการเกิดโรครากเน่าได้เยอะ

วิธีการปลูกกิ่งตอน กิ่งตอนที่พร้อมปลูก รากจะมีจำนวนมากพอสมควร และรากเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาล โดยดำเนินการดังนี้

– ขุดและพรวนพูนดินให้เป็นเนินหลังเต่า

– ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือขุยมะพร้าวที่หลุมปลูก

– พรวนดินคลุกเคล้าปุ๋ยคอก หรือวัสดุปลูกให้เข้ากัน

– ใช้มีดคมๆ ตัด แกะพลาสติกออก ต้องระวังไม่ให้ตุ้มรากแตก

– แกะถุงออกจากตุ้มด้วยความระมัดระวัง

– รากสวยกำลังเดิน เหมาะแก่การปลูกอย่างยิ่ง

– ขุดหลุมให้ใหญ่กว่าตุ้มมะนาวเล็กน้อย

– กลบดินให้เท่าระดับเดียวกับตุ้มตอน ไม่ควรปลูกลึก เพราะต้นมะนาวจะเน่าง่าย

– ปักไม้หลักเพื่อพยุงต้นไม่ให้ขยับเมื่อมีลมพัดแรง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต

– ใช้เชือกปอฟางมัดกิ่งตอนกับไม้หลักให้แน่นพอประมาณ

– ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และขุยมะพร้าว เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินและรักษาความชื้นของหน้าดิน

– รดน้ำทุกวันจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ดี จึงให้น้ำตามสมควร

แต่ถ้าเราไม่สะดวกในการทำวิธีนี้ โดยอาจจะหากิ่งตอนแบบนี้ไม่ได้ ก็ให้เลือกกิ่งที่ชำลงถุงได้ไม่นานนัก โดยอาจใช้การสอบถามจากผู้ขาย หรือพิจารณาจากถุงชำเป็นหลัก ถ้าเก่ามากจนถุงเปื่อยขาด ก็ไม่ควรเอามาปลูก เพราะปลูกไปก็ไม่โต

กรณีกิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ ให้ดูรอยแผลกับต้นตอว่าสนิทกันดีหรือไม่ ถ้าแผลสนิทดี การเจริญเติบโตก็จะดี ต้องดูว่ามีการแตกใบอ่อนแล้ว 1-2 ครั้ง เพราะนั่นแสดงให้เห็นถึงการประสานของรอยแผลที่ดี

บางคนซื้อต้นที่เสียบยอดใหม่ๆ ไปปลูก แต่ไม่โต เพราะรอยแผลไม่ประสานกัน ดูต้นตอว่าเหมาะกับพื้นที่ปลูกของเราหรือไม่ เช่น ถ้าเป็นต้นตอทรอยเยอร์ ควรปลูกในพื้นที่ดอน ไม่ควรปลูกในพื้นที่ลุ่ม ดินเหนียว

ท่านที่จะปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ไม่แนะนำให้ใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอ ให้ใช้กิ่งตอนจะดีกว่า เพราะการเจริญเติบโตต่างกัน (ธรรมชาติต้นตอจะมีรากแก้ว เมื่อปลูกในวงบ่อจะเจอปัญหาด้านการเจริญเติบโต อาจให้ผลผลิตแค่ 2-3 ปี ก็โทรม แต่ถ้าใช้กิ่งตอน อายุต้นอาจเพิ่มเป็น 4-5 ปี ได้) ต้องเป็นต้นพันธุ์ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะถ้าเราซื้อกิ่งเสียบยอดที่มีอายุเยอะไปปลูกจะไม่โต เนื่องจากพ้นระยะการเจริญเติบโตแล้ว ถึงจะบำรุง แต่ก็ไม่เจริญเติบโต

ปลูกในที่ที่ไม่เหมาะสม

เราต้องเข้าใจธรรมชาติของมะนาวก่อนว่า มะนาวนั้นเป็นไม้แดด เป็นพืชที่ต้องการการระบายน้ำเป็นอย่างดี ระบบรากก็อ่อนแอมาก จึงมีหลักให้พิจารณา ดังนี้

– บริเวณที่ปลูกมะนาวต้องไม่มีน้ำท่วมขัง บางคนถามว่า ขังไม่นาน แค่ 3-4 วันเอง ตรงนี้ขออธิบายว่า แม้น้ำจะท่วมขังไม่นาน แต่ระบบรากของมะนาวไม่ชอบสภาพแบบนั้น ทางที่ดีตอนปลูกให้เลือกทำเลดีๆ หรือยกร่องนิดหนึ่งก็ได้ ในเขตภาคกลางที่มีพื้นที่ลุ่ม เกษตรกรจะใช้วิธีขุดร่อง แล้วปลูกบนสันร่อง ต้นมะนาวถ้าแช่น้ำบ่อยๆ ใบจะเหลือง รากเน่าตายได้

– ปลูกในพื้นที่ร่ม มะนาวเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดเกือบ 100% แต่ก็พอทนกับสภาพร่มบางส่วนได้ แต่หากจะปลูกมะนาวให้ออกผลดก ต้นแข็งแรง ไม่เลื้อย จะต้องปลูกกลางแจ้ง ไม่มีต้นไม้อื่นแทรก หรือมีร่มเงาบัง มีเกษตรกรหลายรายถามว่า ถ้าเราจะปลูกเป็นพืชแซม โดยมีไม้ผลอื่นร่วมด้วยได้ไหม คำตอบคือ พอได้ แต่ผลผลิตจะไม่เท่าปลูกกลางแจ้ง หรือถ้ามีร่มมากๆ ต้นก็จะไม่โต

ดูแลมะนาว ไม่เป็น

เป็นปัญหาใหญ่ที่ถูกถามมากที่สุดว่า “ปลูกต้นมะนาวไปแล้ว จะดูแลอย่างไร” เริ่มเลย การให้น้ำ ให้แค่พอชื้น ถ้าฝนตกเพียงพอไม่ต้องให้ โดยให้ใช้การสังเกตของเจ้าของสวนมะนาวเอง ดูจากความชื้นของดิน ไม่ใช่นึกจะรดน้ำมะนาวก็รด โดยไม่ได้ดู มะนาวถ้าชื้นหรือดินแฉะมากจะไม่ดี

โรคและแมลง ต้องดูให้เป็น เพราะมะนาวเป็นพืชที่มีโรคและแมลงศัตรูมาก การหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีจึงเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ แต่เกษตรกรต้องใช้สารเคมีให้เป็น ใช้ให้ถูกจังหวะ รู้จักโรคและแมลง เพื่อจะเลือกใช้สารเคมีได้ถูกต้อง

โรคแคงเกอร์

โรคแคงเกอร์ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นมะนาวเสื่อมโทรม ผลผลิตตกต่ำ และเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวต้องปวดหัวกับโรคนี้มาก โรคแคงเกอร์ หรือที่ชาวสวนเรียกว่า “โรคขี้กลาก” เป็นโรคที่สำคัญที่สุดของการปลูกมะนาว

โรคนี้แม้ว่าจะไม่ทำให้ต้นมะนาวตายโดยตรง แต่จะทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรม ใบร่วง กิ่งแห้ง และผลผลิตเสียหาย

โรคแคงเกอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv.citri เป็นโรคที่สร้างความเสียหายให้กับพืชตระกูลส้มได้เกือบทุกชนิด โดยเฉพาะมะนาว ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพืชตระกูลส้มเหมือนกัน และมะนาวมีความอ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์มากที่สุด

โรคนี้เป็นกันทุกสวน โรคนี้เข้าทางปากใบและทางบาดแผลได้ง่าย สามารถฟักตัวอยู่ในดินได้นาน

ดังนั้น โรคนี้จะระบาดรุนแรงเมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม เช่น อุณหภูมิพอเหมาะ คือประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง ดังนั้น โรคนี้มักจะระบาดหน้าฝนเป็นส่วนใหญ่

ลักษณะอาการ

ใบ จะมีจุดนูนสีน้ำตาลเล็กๆ ล้อมรอบด้วยวงสีเหลือง พบทั้งบนใบและใต้ใบ จุดนูนนี้จะกระจายทั่วไป ถ้าเป็นมาก ใบจะเหลือง ร่วงหมด กิ่งและต้นจะเป็นแผลตกสะเก็ด แผลแตก ชาวสวนบอกเหมือน “ขี้กลาก”

ผล ถ้าลงที่ผลจะเป็นจุดเหมือนที่ใบ แต่จะทำให้ผลแตก เหลือง ร่วง ขายไม่ได้ราคา การระบาดพบมากในช่วงฤดูฝนที่อากาศชื้นและลมแรง

การป้องกัน ตัดแต่งกิ่งด้านในทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อป้องกันการสะสมของโรค โดย…

– กิ่งที่ตัดออกต้องนำไปเผาทำลายทันที (ให้ตัดกิ่งในช่วงแล้ง ไม่มีฝน เพราะถ้าฝนตกแล้วแต่งกิ่ง โรคจะเข้าทำลายตามรอยแผลที่เกิดบนต้นมะนาวได้)

– คอยเช็กสภาพดิน ให้มี pH ประมาณ 6-7

– เมื่อฝนเริ่มตก ให้ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันโรคแคงเกอร์ทันที

ยกตัวอย่าง ถ้าเราแต่งกิ่งเสร็จเดือนพฤษภาคม มะนาวเริ่มแตกใบอ่อน ให้ฉีดสารอะบาเม็กตินเพื่อกำจัดหนอนชอนใบ สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เพื่อป้องกันโรคแคงเกอร์

ต้องจำไว้เสมอว่า ถ้าใบมะนาวโดนหนอนชอนใบทำลาย เมื่อนั้นโรคแคงเกอร์จะทำลายตามทันที การฉีดพ่น จะฉีดทุก 5 วัน จนกว่าใบอ่อนจะเปลี่ยนเป็นใบแก่ จึงหยุดฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงดังกล่าว

เทคนิคป้องกัน และรักษา

โรครากเน่า โคนเน่า

โรครากเน่า โคนเน่า เป็นโรคร้ายแรงที่ทำลายต้นมะนาวที่กำลังให้ผลผลิตให้เกิดความเสียหายมากที่สุด สวนมะนาวส่วนใหญ่ต้องล่มสลายเพราะโรคนี้ โรครากเน่า โคนเน่า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา

อาการที่พบ

– ต้นจะโทรม ใบเหลือง ร่วง เหี่ยวเหมือนมะนาวขาดน้ำ

– รากจะถูกทำลาย เมื่อขุดดูจะพบรากเน่าเป็นสีน้ำตาล ดำ ลักษณะเหนียว ไม่ยุ่ย

– ถ้าเป็นที่โคนต้น จะสังเกตเห็นเปลือกของต้นมะนาวมีสีคล้ำ เปลือกปริแตก และมียางไหลบริเวณขอบแผล เมื่อถากเปลือกดูจะพบว่า เปลือกของต้นมะนาวเปื่อยยุ่ย และจะลุกลามไปเรื่อยๆ จนที่สุดต้นมะนาวจะยืนต้นตาย

การป้องกัน

– ยกร่อง หรือทำเนิน ก่อนปลูกต้นมะนาว เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังบริเวณราก อันจะเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของโรค

– ตรวจเช็กสภาพดินอย่าให้ดินเป็นกรด เพราะรากมะนาวจะอ่อนแอ และโรคจะระบาดได้ (pH ต้องไม่ต่ำกว่า 5)

– กำจัดวัชพืชออกจากโคนในช่วงฤดูฝน เพราะถ้าฤดูฝนโคนต้นชื้น โรคจะระบาดได้มาก

– งดการใช้เครื่องมือขุด หรือพรวนดินบริเวณโคนต้นมะนาว เพื่อป้องกันไม่ให้รากขาดหรือเป็นแผล เพราะถ้ารากขาดโรคจะเข้าทำลายตามแผลได้เร็วยิ่งขึ้น

การรักษา

– ใช้มีดขูด หรือช้อนขูดเปลือกที่เป็นโรคออก แล้วทาด้วยสารเมทาแล็กซิล จากนั้นใช้เมทาแล็กซิล หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ผสมน้ำราดโคนและทรงพุ่มอีกครั้ง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อในดิน

– ควรตรวจเช็กสำรวจดูโคนต้นมะนาว ปีละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงฝนชุก ว่ามีต้นไหนเป็นโรคหรือไม่ เพื่อความรวดเร็วในการรักษา

– ถ้าปลูกต้นมะนาวไปแล้ว 4-6 เดือน ยังไม่ยอมแตกใบอ่อน ไม่ยอมโต ให้ขุดทิ้ง แล้วลองเปลี่ยนต้นใหม่ทันที ต้นมะนาวจะได้โตเสมอกัน ดังนั้น จึงควรเตรียมกิ่งพันธุ์สำรองไว้ด้วย เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องเปลี่ยน จะได้เปลี่ยนได้ทันที

หากต้องการรายละเอียด เกี่ยวกับกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นดกพิเศษบนต้นตอทรอยเยอร์ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

การใช้ปุ๋ยในการทำสวนมะนาว แบบประสบการณ์

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การใช้ปุ๋ยในการทำสวนมะนาว แบบประสบการณ์

หลายท่านที่เคยอ่านหนังสือมะนาว และพบบทสัมภาษณ์ของเกษตรกรที่ปลูกมะนาวหลายรายว่า ใช้ปุ๋ยสูตรนั้นดี สูตรนี้ดี แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ปุ๋ยในแต่ละสูตร จะใส่ช่วงไหนบ้าง และมีข้อจำกัดในการใส่อย่างไร ทีมงานชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้สอบถามชาวสวนมะนาวที่มีประสบการณ์หลายท่าน และได้พูดคุยกับเกษตรกรชั้นเซียนเหล่านั้น ได้ให้ข้อแนะนำ ดังนี้

ข้างกระสอบปุ๋ย เขียน N-P-K คืออะไรบ้าง N = ไนโตรเจน ชาวบ้านให้นึกถึง ใบ, P = ฟอสฟอรัส ชาวบ้านให้นึกถึง ดอก และราก และ K = โพแทสเซียม ชาวบ้านให้นึกถึง ผล ดังนั้น ถ้าสูตรปุ๋ยเขียนว่า 15-15-15 ก็หมายถึงบำรุงใบ 15% บำรุงดอก 15% และ เร่งผล 15%

สูตรเร่งใบอ่อนทางดิน

กรณีเป็นต้นมะนาวปลูกใหม่ ให้ใส่สูตร 25-7-7 เพื่อเร่งการแตกใบอ่อน ทรงพุ่มจะได้โตเร็ว แต่ถ้าไม่มี ให้ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 แทนได้ การใส่ปุ๋ยเคมีทางดิน มีข้อควรระวังคือ ต้องใส่แต่น้อย ยกตัวอย่าง ใส่ปุ๋ยทางดินครั้งแรก หลังปลูกไปได้ 20 วัน โดยใช้ปลายนิ้วหยิบปุ๋ยหว่านรอบๆ โคนต้นแล้วรดน้ำตาม (ปริมาณที่ใส่น้อยจริงๆ ถ้าตวงก็ไม่น่าจะเกิน 1 ช้อนชา) การใส่ปุ๋ยมากในแต่ละครั้ง จะทำให้สภาพดินเป็นกรดเร็ว และต้นมะนาวอาจน็อกปุ๋ยตายได้เมื่อใส่ครั้งต่อไป เมื่อเห็นว่าต้นมะนาวมีความเขียวลดลง หรือกำหนดเวลาประมาณ 1-2 เดือน การใส่ในครั้งต่อไป ให้เพิ่มปริมาณปุ๋ยทีละน้อย จนเมื่อมะนาว อายุ 1 ปี และมีทรงพุ่ม ประมาณ 1-2 เมตร ปริมาณปุ๋ยที่ใส่จะอยู่ที่ 2 กำมือ ต่อครั้ง เท่านั้น

สูตรเร่งใบอ่อนด้วยปุ๋ยทางใบ

ปุ๋ยที่ฉีดทางใบเป็นคนละตัวกับที่ใส่ทางดิน ไม่แนะนำให้เอามาใช้ทดแทนกัน ปุ๋ยทางดินนั้น แม้จะเป็นสูตรที่เราต้องการ แต่ส่วนผสมที่ใส่ไว้เพื่อเพิ่มน้ำหนัก (filler) จะมีปัญหากับระบบการฉีดพ่นทางใบมาก ดังนั้น ถ้าเราจะฉีดพ่นทางใบ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยที่ทำมาเพื่อฉีดพ่นทางใบเท่านั้น ในตลาดบ้านเราพบเห็นได้ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ปุ๋ยเกล็ด เช่น นิวตริไจเซอร์ (20-20-20) และ ปุ๋ยเหลว เช่น 12-12-12, 18-6-6 ในการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ แนะนำให้ใช้ตามอัตราที่ฉลากแจ้งไว้ เพราะปุ๋ยแต่ละสูตรอัตราการใช้ไม่เท่ากัน แต่ควรฉีดในช่วงที่อากาศเย็น ไม่ร้อน โดยปกติจะนิยมฉีดช่วงเช้ามืด หรือช่วงเย็นๆ กรณีใช้ปุ๋ยเกล็ด ต้องนำไปละลายน้ำให้ดีเสียก่อน จึงใส่ลงในถังฉีดพ่น ถ้าใส่ลงไปเลย อาจเกิดปัญหาการไม่ละลาย ทำให้หัวฉีดอุดตัน และได้รับประสิทธิภาพของปุ๋ยไม่เต็มที่

การฉีดพ่นปุ๋ยเร่งการแตกใบอ่อน

ในกรณีต้นมะนาวโทรม หรือไม่ยอมแตกใบอ่อน ปัญหานี้มักเกิดกับต้นมะนาวที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบราก หรือมะนาวมีประวัติออกลูกมากเกินไป จะต้องบำรุงและดูแลอย่างดี ทางดิน แนะนำให้ตรวจวัดค่าความเป็น กรด-ด่าง (pH) ของดินก่อน ส่วนมากถ้าปลูกนานๆ ดินมักจะมีสภาพเป็นกรด การตรวจวัด pH ของดิน ต้องไม่ต่ำกว่า 6 ถ้าตัวเลขน้อยกว่านี้ แสดงว่าดินเป็นกรดมาก เกษตรกรจะต้องเร่งปรับสภาพดินด้วยการใส่ปูน เช่น ปูนขาว, ปูนโดโลไมท์ ฯลฯ หลังใส่ปูนตรวจวัด pH อีกครั้ง ถ้าอยู่ในระหว่าง (pH 6-7) ให้ถือว่าใช้ได้ ให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ปริมาณขึ้นอยู่กับขนาดและสภาพของต้น (ใส่แต่เพียงพอดี) บางครั้งพบว่า หลังปรับสภาพดินด้วยปูนขาว หรือปูนโดโลไมท์แล้ว มะนาวกลับเขียว และฟื้นสภาพเอง โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี เพราะปูนได้ไปช่วยปลดปล่อยปุ๋ยในดินให้รากต้นมะนาวเอากลับไปใช้ได้ (อธิบายแบบชาวบ้านจะได้เข้าใจง่าย) ควรหมั่นตรวจดูสภาพโคนต้นมะนาว ว่ามีอาการของโรครากเน่า โคนเน่า หรือเปล่า? เพราะโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรม ไม่ยอมแตกใบอ่อน ถ้าพบต้องรีบแก้ไข เมื่อตรวจทุกอย่างดีแล้ว จึงใช้ปุ๋ยทางดิน ช่วยให้การแตกใบอ่อนเร็วขึ้น และสม่ำเสมอ สูตรที่นิยมใช้และหาง่าย คือ สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 การใส่ปุ๋ยทางดินกับมะนาวที่โต หรือให้ผลผลิตแล้ว หลายท่านอาจเคยได้พบบทความที่ว่า ถ้าต้นมะนาวมีอายุ 4-5 ปี ใส่ต้นละ 2 กิโลกรัม คำว่า 2 กิโลกรัม ไม่ใช่ใส่ครั้งเดียวนะ ให้แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง เพราะถ้าใส่ปริมาณสูงในครั้งเดียว ปุ๋ยจะเป็นพิษได้ ต้นมะนาวเราก็ใช้ไม่ทัน สูญเสียเยอะกว่า สรุปได้ว่า การใส่ปุ๋ยเคมีให้กับต้นมะนาว ควรใส่น้อย แต่บ่อยครั้ง

ข้อควรจำอีกอย่างคือ หลังใส่ปุ๋ยเคมีทุกครั้ง ต้องรดน้ำตามจนปุ๋ยละลายหมด ไม่ใช่ใส่แล้วปล่อยไว้อย่างนั้น มะนาวไม่สามารถเอาปุ๋ยเม็ดไปใช้ประโยชน์ได้ ถ้าปุ๋ยไม่ละลาย ตรงนี้พบบ่อยมาก และเป็นข้อเสียของเกษตรกรที่ไม่รู้จักวิธีการ มีข้อสงสัยว่า ทำไมการใส่ปุ๋ยมะนาวจึงไม่แนะนำให้พรวนดินกลบ ต้องบอกเลยว่า อย่าพรวนดินที่บริเวณต้นมะนาว ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เพราะรากมะนาวอ่อนแอมาก การที่เราพรวนดิน จะไปตัดรากให้เกิดแผล และโรครากเน่าจะเข้าทำลายทันที ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้พรวนดิน

การฉีดปุ๋ยทางใบให้กับมะนาว เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อนนั้น แนะนำว่า ถ้าต้นโทรมมาก ใช้ปุ๋ยเหลว สูตรตัวหน้าสูง เช่น 30-0-0 ร่วมกับสารสกัดธรรมชาติ เช่น สาหร่าย-สกัด, ปุ๋ย 30-0-0 ใช้อัตรา 30-40 ซีซี และ สาหร่าย-สกัด 20-60 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร (ดูคำแนะนำในฉลาก) กรณีโทรมไม่มาก ให้ใช้ปุ๋ยทางใบสูตรเสมอ เช่น นิวตริไจเซอร์ (20-20-20) หรือ ปุ๋ยเหลว สูตร 12-12-12 แทน ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยตัวหน้าสูงอย่างเดียว (อัตราการใช้ ดูตามคำแนะนำในฉลาก) การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบนั้น สามารถฉีดร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงพร้อมกันในคราวเดียวกันได้ เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนการฉีด และประหยัดเวลา แต่ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่มั่นใจ ว่าจะผสมกันได้ไหม ให้ลองเอายาที่เราจะฉีดทั้งหมดมาผสมในถังน้ำขนาดเล็กก่อน เพื่อดูว่าสามารถเข้ากันได้ดีหรือเปล่า ถ้าผสมแล้วของผสมที่ได้เป็นวุ้น หรือตกตะกอน ไม่แนะนำให้ฉีดพ่น ตรงนี้เกษตรกรต้องคอยจดจำไว้ จะได้ไม่สับสนเมื่อผสมยาในคราวต่อไป

ปุ๋ยเร่งการออกดอก สูตรไหนดี?

หลายท่านสงสัยว่า ถ้าเราจะทำมะนาวให้ออกดอกหน้าแล้ง จะฉีดปุ๋ยตัวไหนดี ฉีดกี่ครั้งถึงจะออก หรือแม้แต่บางท่านทำตามคำแนะนำทุกอย่าง ก็ยังไม่เห็นดอกมะนาวเลย ตรงนี้ขอบอกตรงๆ เลยว่า การบังคับมะนาวให้ออกดอกตามที่ต้องการนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ จึงแนะนำว่า ต้องลองศึกษาด้วยตัวเองก่อน คนที่ทำมะนาวจนชำนาญ เขาสามารถเลือกใช้สูตรปุ๋ยได้โดยไม่ต้องระบุสูตรที่ชัดเจน เอาแค่ใกล้เคียงกันก็ใช้ได้แล้ว

สูตรปุ๋ยที่แนะนำ ช่วงสะสมอาหารของมะนาว จะต้องมีโครงสร้างปุ๋ย 1:1:5 หรือ 1:2:5, 1:1:5 เช่น 5:5:25, 1:2:5 เช่น 3:16:36 (เฟอร์ติไจเซอร์) แต่ถ้าไม่มีหรือหาไม่ได้ จะใช้สูตร 0-52-34 หรือ 10-52-17 แทน ตัวอย่างสูตรปุ๋ยช่วงสะสมอาหาร 3:16:36 อัตรา 40 กรัม, เฟตามิน อัตรา 10 ซีซี หรือ 0-52-34 อัตรา 100 กรัม, สังกะสี อัตรา 20 ซีซี ฉีดพ่นช่วงเช้า ประมาณ 3-4 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน ในช่วงนี้ถ้าเป็นไปได้ ห้ามรดน้ำโดยเด็ดขาด ถ้ามีฝนตกจะต้องเร่งระบายน้ำออกจากบริเวณต้นมะนาวให้เร็วที่สุด ส่วนทางดินจะใช้ปุ๋ยสูตร 9-24-24 หรือ 8-24-24 เป็นหลัก เพราะหาซื้อง่าย การใส่จะให้ใส่ในช่วงก่อนเริ่มสะสมอาหารทางใบ ใส่แล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นเมื่อเราเริ่มสะสมอาหารทางใบ เราจะไม่ใส่ปุ๋ยทางดินอีกเลย จนกว่าจะดึงดอก เพราะต้องการให้ดินแห้ง เมื่อถึงเวลาใกล้ดึงดอก เกษตรกรบางรายจะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยจาก 0-52-34 มาเป็น 10-52-17 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ตาดอกเริ่มพัฒนา การใช้ 10-52-17 จะใช้อีกประมาณ 2 ครั้ง เมื่อสังเกตเห็นตาดอกเริ่มปูดโผล่มาจึงดึงดอก

สูตรปุ๋ยที่นิยมใช้เปิดตาดอก

โพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) 300 กรัม, สาหร่าย-สกัด 50 ซีซี ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน ส่วนทางดิน จะใส่ปุ๋ยสูตร 9-24-24 อีกครั้ง พร้อมกับเปิดน้ำให้ชุ่มติดต่อกัน 2 สัปดาห์ จุดนี้เกษตรกรหลายรายไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องเปิดน้ำทุกวัน การเปิดน้ำทุกวัน (เปิดให้ชุ่ม น้ำไหลท่วมเลย) จะช่วยกระตุ้นให้มะนาวออกดอกดีมาก หลายท่านทำตามขั้นตอนมาทั้งหมด แต่มาตกม้าตายตอนท้าย คือ ไม่ยอมเปิดน้ำติดต่อกัน จึงทำให้การออกดอกไม่ดี เรื่องเทคนิคการทำสวนมะนาว คุยกี่ปีก็ไม่มีจบ ดังนั้น ขอให้บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการพิจารณา เพราะผู้เขียนก็ทำสวนมะนาวมากว่า 20 ปี ยังเรียนไม่จบเลยครับ

การกำจัดวัชพืช

ในการทำสวนมะนาวนั้น เราจะกำจัดวัชพืชกันอย่างไร? ถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดแรงงาน จะใช้ยาฆ่าหญ้าได้ไหม หรือยาชนิดไหนห้ามใช้ ซึ่งจากการสอบถามชาวสวนที่มีประสบการณ์หลายท่าน ได้ให้ข้อคิดเห็นดังนี้ การกำจัดวัชพืชในระยะต้นเล็ก เมื่อเราปลูกมะนาวใหม่ๆ หรือช่วงที่ต้นมะนาวยังเล็กอยู่ ถ้าจะกำจัดวัชพืช มี 2 แนวทาง คือ

หนึ่ง วิธีเขตกรรม โดยการใช้มีด ค่อยๆ ตัดต้นหญ้าออก ห้ามใช้วิธีการถอนหญ้า โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกหรือดินชื้น เพราะถ้าเราถอนหญ้าช่วงนั้น ดินจะติดมากับรากวัชพืชเยอะ ทำให้รากมะนาวที่อยู่บริเวณนั้นได้รับความเสียหาย และทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรม ใบเหลืองลง ถ้าเป็นบ่อยๆ ต้นมะนาวจะเจริญเติบโตช้า หรือใช้เครื่องทุ่นแรงอย่างเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลัง หรือถ้าเป็นสวนมะนาวขนาดใหญ่ มีการจัดแปลงปลูกที่เอื้ออำนวยต่อการใช้รถไถเข้าทำงาน ก็จะใช้ใบตัดหญ้าติดท้ายรถไถตัด ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และ

สอง การใช้ยาฆ่าหญ้า สำหรับสวนมะนาวที่มีพื้นที่มาก หรือไม่สามารถจัดการวัชพืชได้ทัน ก็สามารถใช้ยาฆ่าหญ้า ซึ่งทำให้เกษตรกรทำงานได้รวดเร็วขึ้นในการกำจัดวัชพืช ยาฆ่าหญ้าที่นิยมใช้ในสวนมะนาวมีอยู่ 2 ชนิด ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อต้นมะนาวก็คือ สารไกลโฟเซต (ชื่อการค้า ไกลช้าง) ใช้กำจัดวัชพืชหลังวัชพืชงอก โดยซึมเข้าทางใบวัชพืช แล้วแพร่กระจายไปทั่วทั้งต้นและราก สามารถใช้ได้ในสวนมะนาว สามารถใช้กำจัดวัชพืชประเภทใบแคบ วัชพืชประเภทใบกว้างต่างๆ เช่น หญ้าคา หญ้าแห้วหมู หญ้าขน หญ้าชันอากาศ หญ้าตีนนก หญ้าปากควาย หญ้าตีนกา หญ้าปล้อง หญ้าลูกเห็บ และหญ้าใบไผ่ สาบแร้ง สาบกา ผักตบชวา และไมยราบยักษ์ และวัชพืชประเภทกก เช่น แห้วหมู เป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดดูดซึม โดยสวนมะนาวนิยมใช้สารไกลโฟเซต เพราะไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นมะนาวมากนัก อัตราการใช้คือ 125-150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 1,250-1,500 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นวัชพืช จากนั้นอีก 7-10 วัน วัชพืชจะเริ่มเหลืองและตายในที่สุด, สารกลูโฟซิเนต แอมโมเนียม (ชื่อการค้า คือ บาสต้า-เอ็กซ์) เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทสัมผัส เป็นสารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก ประเภทไม่เจาะจงการทำลายวัชพืช ใช้กำจัดวัชพืชแบบภายหลังงอก โดยทางสัมผัสและมีฤทธิ์ในทางดูดซึม ใช้ป้องกัน ควบคุม และกำจัดวัชพืชล้มลุก ฤดูเดียวและยืนต้นทั่วไป ที่สามารถฆ่าวัชพืชได้อย่างรวดเร็ว วัชพืชจะแสดงอาการตายหลังจากได้สัมผัสยาภายใน 2-5 วัน สามารถกำจัดวัชพืชชนิดใบกว้างได้ดีกว่าใบแคบ ถ้าวัชพืชใบกว้าง ควรใช้ในระยะเริ่มเจริญเติบโต หรืออายุยังน้อยอยู่ หญ้าควรจะกำจัดในระยะวัชพืชเริ่มแตกหน่อจะได้ผลดีที่สุด การฉีด ต้องระวังไม่ให้ละอองยาปลิวไปถูกใบมะนาว เพราะจะเกิดอาการไหม้ได้ อัตราการใช้ คือ 125 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 1,250-1,500 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร หลังฉีดพ่น ฝนไม่ควรตกภายใน 6 ชั่วโมง จึงจะได้ผลดี

การใช้สารกำจัดวัชพืชพวกนี้ จึงควรที่จะใช้ด้วยความระมัดระวัง เช่น ฉีดพ่นตอนลมสงบ อย่าฉีดสูง และที่พบได้บ่อยก็คือ เมื่อใช้เครื่องฉีดพ่นแล้วลืมล้าง หรือล้างเครื่องพ่นไม่สะอาด เมื่อนำเครื่องไปฉีดพ่นยาฆ่าแมลง จะทำให้ต้นมะนาวเสียหายได้ทั้งต้น

สนใจกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นดกพิเศษบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

ปลูกมะนาว โดยใช้กิ่งเสียบยอด บนต้นตอส้มต่างประเทศ

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกมะนาว โดยใช้กิ่งเสียบยอด บนต้นตอส้มต่างประเทศ

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตร และเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่าแป้นรำไพ 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากัน ขนาดผลใหญ่ และมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด

เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ในแต่ละปีสามารถออกดอกและติดผลได้ปีละ 4-5 ครั้ง อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นสายพันธุ์มะนาวที่กระตุ้นการออกดอกได้ง่ายที่สุด ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบาง และมีปริมาณน้ำในผลมาก ทรงผลแป้น มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

ที่สำคัญ มะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก

ในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา นับเป็นช่วงปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาว ที่สามารถขายผลผลิตได้ราคาแพง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เรื่อยมาจนถึงเดือนมีนาคม 2558 ราคามะนาวแพงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คาดว่าในเดือนเมษายน 2558 ผู้บริโภคอาจจะต้องซื้อมะนาวในราคาแพงกว่า 10 บาท คาดกันว่า จะแพงที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากได้มีการสำรวจผลผลิตมะนาวในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2558 มีผลผลิตน้อยมาก

นอกจากมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษแล้ว ปัจจุบัน ที่สวนคุณลี ยังมีพันธุ์ “มะนาวแป้นดกไต้หวัน” ซึ่งมีลักษณะของใบใหญ่ และให้ผลผลิตดกมาก ผลใหญ่มาก น้ำมาก และทนทานต่อโรคแคงเกอร์ มีเกษตรกรชาวสวนมะนาว ปลูกมะนาวพันธุ์แป้นดกไต้หวันแซมไปในสวนมะนาวแป้นดกพิเศษ เมื่อผลผลิตแก่และนำไปจำหน่ายพ่อค้า แยกไม่ออกว่าเป็นพันธุ์อะไร

จุดเด่นที่สุดของมะนาวแป้นดกไต้หวัน คือผลจะมีขนาดใหญ่มาก ได้ไซซ์โม่ง และจัมโบ้เป็นส่วนใหญ่

ที่ผ่านมาในอดีต การปลูกมะนาวของเกษตรกรไทย นิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำ โดยคิดว่า ต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ มักจะพบปัญหาว่า ต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่มีภาระเลี้ยงผลมาก

อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูก มักจะมีโรคไวรัสทริสเตซ่า และโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำ และมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าและรากเน่าได้ง่าย

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้น อายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปี ก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่

ถ้าคิดการลงทุนปลูกใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่มะนาวจะมีอายุอย่างน้อย 10 ปี ขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์ สวิงเกิล ฯลฯ เป็นต้นตอ ซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่า ต้านทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง และมีรากแก้ว

ที่สวนคุณลี ได้มีพื้นที่ปลูกมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษหลายร้อยต้น รุ่นแรก ได้ตัดต้นส้มพันธุ์ทับทิม ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ออก เพราะรสชาติเปรี้ยวมาก ถึงแม้จะติดผลดก ตัดสินใจเอายอดมะนาวแป้นดกพิเศษเสียบยอด ผลปรากฏว่า ให้ผลผลิตหลังจากเสียบยอดไปได้ 1 ปี และติดผลดกมาก ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2558 แปลงมะนาวที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์แปลงนี้ ถูกน้ำท่วมขังอยู่นานกว่า 2 อาทิตย์ ผลปรากฏว่าหลังจากน้ำแห้ง ไม่มีต้นมะนาวตายแม้แต่ต้นเดียว

สรุปได้ว่า การปลูกมะนาวบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ทนสภาพน้ำท่วมได้อย่างดี ปัจจุบันนี้อายุต้นเกือบ 10 ปีแล้ว ต้นมะนาวยังออกดอกและติดผลดกทุกปี

ต่อมาทางสวนคุณลี ได้มีการทดลองนำต้นตอส้มต่างประเทศที่มีชื่อว่า โวลคาเมอเรียน่า (volkameriana) มาใช้เป็นต้นตอ เพื่อเสียบยอดมะนาวแป้นดกพิเศษ ปกติแล้วมีการนำต้นตอส้มพันธุ์นี้ใช้เสียบยอดส้มเขียวหวานและส้มสายน้ำผึ้ง เพื่อผลิตส้มปลอดโรค แต่ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โดยปกติในทางวิชาการแล้ว ต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่าจะมีความทนต่อสภาพดินเค็มและดินด่างได้ดีระดับหนึ่ง และจัดเป็นต้นตอในกลุ่มของเลมอน (lemon)

เมื่อสวนคุณลีได้นำมาใช้เป็นต้นตอเพื่อเสียบยอดมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษ ผลปรากฏว่า เมื่อนำไปปลูกลงแปลง พบว่า ต้นเจริญเติบโตเร็วมาก ออกดอกและติดผลเมื่อต้นอายุได้เพียง 8 เดือน เท่านั้น ลำต้นตรง ทรงพุ่มสวยงามมาก และให้ผลผลิตดกเมื่อต้นอายุได้เพียง 3-4 ปี เท่านั้น

ในอนาคต ทางสวนคุณลีได้มีการนำต้นตอส้ม JC ซึ่งศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย นำมาเป็นต้นตอเพื่อเสียบยอดส้มสายน้ำผึ้ง

ความจริงแล้วต้นตอส้ม JC นี้ ได้มีการนำเมล็ดมาจากประเทศอินโดนีเซีย ได้มีการสอบถามกับ รศ.ดร. รวี เสรฐภักดี ผู้เชี่ยวชาญในการบังคับมะนาวออกฤดูแล้ง ท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้บอกว่า ต้นตอ JC นี้ เป็นต้นตอเดียวกับพันธุ์ Rangpur lime ซึ่งเป็นต้นตอที่ต้นใหญ่และแข็งแรง มีความเป็นไปได้ เมื่อเอามะนาวแป้นดกพิเศษมาเสียบยอดบนต้นตอส้ม JC หรือ Rangpur lime น่าจะได้ผลดี ไม่แพ้ตอโวลคาเมอเรียน่า

มีงานวิจัยจากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ปทุมธานี ได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของต้นตอส้มบางชนิด ที่มีต่อการเจริญเติบโตของมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ ด้วยวิธีการนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพมาเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ

ผลจากการศึกษาและวิจัยพบว่า กิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ (Troyer) มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมากที่สุด กิ่งพันธุ์มะนาวแป้นรำไพที่เสียบยอดไป มีการเจริญเติบโตสูงสุดในด้านความยาวกิ่งแขนง

เทคนิคในการเสียบยอด ให้ใช้ต้นตอส้มทรอยเยอร์ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร ตัดยอดต้นตอส้มให้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ หรือแป้นดกพิเศษ เสียบยอดด้วยวิธีการผ่าลิ่ม ให้แผลมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ยอดที่เสียบจะแตกยอดใหม่ออกมา

แต่การวิจัยในครั้งนั้น ไม่ได้มีการทดลองกับต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่า และ Rangpur lime แต่ในทางปฏิบัติจริง การใช้ต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่า ผลปรากฏว่า ต้นมะนาวเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตดกมาก ทางราชการก็ยอมรับ และนำไปเสียบยอดมะนาวให้กับเกษตรกร จนปัจจุบันหาต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่าไม่ได้แล้ว

ยากจะหลีกเลี่ยง สารปราบศัตรูพืช

โดยธรรมชาติของต้นมะนาวเอง จัดเป็นพืชที่มีโรคและแมลงศัตรูระบาดทำลายมาก ทำให้ยากจะหลีกเลี่ยงต่อการใช้สารปราบศัตรูพืช แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในขณะนี้มีสารปราบศัตรูพืชหลายชนิดที่มีค่าความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากกว่าแต่ก่อน และอาจจะใช้เพียงชนิดเดียว สามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูมะนาวได้หลายชนิดไปพร้อมกัน

อย่างกรณีของแมลงศัตรูที่สำคัญของมะนาวคือ หนอนชอนใบ แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารโปรวาโด โดยใช้อัตราเพียง 1-2 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หรือ 10-20 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร แต่ถ้ามีการระบาดของเพลี้ยไฟที่รุนแรง นอกจากจะใช้สารเคมีในกลุ่มของฟิโพรนิล (เช่น เฟอร์แบน) แล้ว อาจจำเป็นต้องใช้สารปราบศัตรูพืชที่มีชื่อว่า “เอ็กซอล” จะช่วยป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จัดการสวนถูกต้อง ส่วนสำคัญต่อความสำเร็จ มะนาวนอกฤดู

สิ่งที่ชาวสวนมะนาวและนักวิชาการเกษตรไม่ควรมองข้ามในการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูนั้น เรื่องของการจัดการสวน เป็นหัวใจที่มีความสำคัญ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

– โครงสร้างของดิน ดินที่มีลักษณะเป็นทราย มีการระบายน้ำที่ดี จะมีผลทำให้การชักนำการออกดอกได้ดีกว่าดินที่อุ้มน้ำสูง และดินเหนียว

– ขนาดของพุ่มต้น ควรเตรียมแปลงปลูกในลักษณะของแนวแถวยกสูงเป็นแบบลูกฟูก อันที่จะช่วยให้เกิดการระบายน้ำได้ดีขึ้น การชักนำการออกดอกจะง่ายกว่า

– ขนาดของพุ่มต้น มะนาวที่มีขนาดพุ่มต้นที่เล็กกว่า สามารถชักนำการออกดอกเพื่อการผลิตนอกฤดูได้ดีกว่า ต้นตอบสนองต่อสภาพการงดน้ำได้เร็วมากขึ้น (ใช้เวลาสั้นกว่า)

– การปฏิบัติเพื่อชักนำการออกดอก ควรจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติ และนิสัยการออกดอก กิ่งมะนาวจะไม่มีการออกดอก หากว่ากิ่งนั้นยังคงมีผลติดอยู่ เมื่อเป็นดังนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำลายดอกหรือผลในช่วงที่ไม่ปรารถนาออกทิ้งไปก่อน กิ่งจึงจะสามารถออกดอกได้

การเปลี่ยนแปลงจากตาใบไปเป็นตาดอก ยังสามารถควบคุมได้ด้วยปุ๋ยทางใบ ที่มีธาตุโพแทสเซียม (K) สูง ในระยะที่ตาผลิก่อน มีความยาวยอดมากกว่า 7.5 เซนติเมตร การพ่นปุ๋ยทางใบที่มีธาตุ N:P:K ในสัดส่วน 1:1:3, 1:1:4, 1:1:5 หรือ 1:2:5 ในระยะยอดอ่อนผลิ จะมีบทบาทช่วยให้การสร้างตาดอกดีมากยิ่งขึ้น

ปัญหา ทำมะนาวนอกฤดู ไม่สำเร็จ

ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ชาวสวนมะนาวไม่ประสบความสำเร็จในการผลิตมะนาวนอกฤดู ที่พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. ชาวสวนไม่มีความตั้งใจจริง โดยเฉพาะในวงจรที่ 2 ถ้าต้นมะนาวจะมีผลผลิตเต็มต้นในทุกกิ่ง โอกาสชักนำให้ออกดอกในระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้งนี้ ธรรมชาติของมะนาวและส้ม จะไม่มีการออกดอกจากกิ่งที่มีผลติดอยู่

2. ชาวสวนมะนาวโดยส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจวงจรการออกดอก-ติดผลของมะนาวอย่างแท้จริง ทำให้ไม่อาจนำเทคนิคดังกล่าวไปใช้ได้

3. ชาวสวนผู้ปลูกมะนาว หวังพึ่งเพียงกรรมวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ

4. สภาพต้นมะนาวขาดความสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมสำหรับการผลิต การผลิตมะนาวนอกฤดู จำเป็นต้องใช้หลายๆ กรรมวิธีมาประมวลร่วมกันจึงจะได้ผลดี จากประสบการณ์ที่ได้เคยแนะนำให้ชาวสวนปฏิบัติ มักได้ผลไม่มากนักตามที่คาดหวัง เนื่องจากชาวสวนยังคงยึดถือวิธีที่ได้กระทำกันอยู่

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในการปลูกมะนาวเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ ตลาดมีความต้องการมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษมากที่สุด และการเลือกใช้กิ่งพันธุ์มะนาว ได้เปลี่ยนจากการใช้กิ่งตอน มาใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และอายุยืนยาวกว่าปลูกด้วยกิ่งตอน

หากต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นดกพิเศษบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

มะระขี้นกยักษ์…โอกินาวา

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

มะระขี้นกยักษ์…โอกินาวา

คนประเทศญี่ปุ่น บนเกาะโอกินาวา มีอายุยืนที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่าสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลาย ไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

ซึ่ง 3 อันดับ อาหารโอกินาวาที่กินแล้วอายุยืน คือ

1. ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ)

2. ผัดสาหร่ายคอนบุ (คูบุอิริจิ)

3. น้ำส้มโอกินาวา (ชีกัวชา)

โดยเฉพาะ โกยะ จัมปุรุ หรือผัดมะระ จัดเป็นอาหารยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องกินให้ได้ ในบรรดาผักสีเหลืองเขียว

มะระ นั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และ “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน

ที่โอกินาวา เชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่า ความขมของมะระจะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลี ถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน

นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน

มะระ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูของอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

มะระโกย่า นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูซิ

ซึ่ง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา” มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่ามีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือรสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป

เทคนิคการปลูก “มะระขี้นกยักษ์”

เริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวา โดยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือวางบนกระดาษทิชชูเปียกน้ำหมาดๆ บ่มเมล็ด ประมาณ 2-3 วัน ในกระติกน้ำ กล่องโฟม หรือกล่องพลาสติก เพื่อให้รากงอกได้ดี

เมื่อเริ่มมีรากงอกออกมาให้เห็น ให้เลือกเมล็ดที่พร้อมย้าย คือมีรากงอกออกมา เปลือกแตกเป็นสองซีก รากไม่ควรยาวเกิน 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากหักเวลาย้ายปลูก

วัสดุปลูกคือ แกลบดำ ดินร่วน และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:1:1

ย้ายเมล็ดลงถาดหลุมหรือถุงดำขนาดเล็ก เมื่อกล้ามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่หรือปลูกลงแปลงได้ ควรย้ายปลูกในตอนเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนมากนัก หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม

การรดน้ำต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะระโอกินาวายิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผลไม่ควรที่จะให้ต้นขาดน้ำ โดยสามารถวางระบบเป็นน้ำสาย น้ำหยด หรือลากสายยางเดินรดน้ำได้ตามสะดวก

มะระ เป็นพืชเถามีมือเกาะ จำต้องทำค้างไม้ไผ่ให้ต้นมะระเลื้อยเกาะเกี่ยวในการเจริญเติบโต

การให้ปุ๋ย เน้นการให้ปุ๋ยคอก โดยใช้รวมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบและปุ๋ยชีวภาพตามระยะการเจริญเติบโต

แมลงศัตรู ในพื้นที่ที่มีแมลงวันทองระบาด ควรจะมีการห่อผลมะระด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หรือถุงห่อ

มะระโอกินาวา มีวิธีปลูกได้ดังนี้

หนึ่ง ปลูกแบบลงดิน โดยมีพลาสติกคลุมแปลงเพื่อลดการกำจัดวัชพืชคือไถตาก และพลาสติกคลุมแปลงยังช่วยให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ

โดยการเตรียมดินก็เหมือนแปลงปลูกผักทั่วไป การปลูกมะระต้องเตรียมดิน โดยไถ 1 ครั้ง และตากแดดประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน เก็บเศษวัชพืชหรือวัสดุอื่นออกจากแปลงให้หมด ปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วยปูนขาว ความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 5.5-6

ทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือกหรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร ไถตามแนวยาวของแปลง ให้เป็นร่องลึก ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ยกแปลงให้สูงซัก 15-20 เซนติเมตร

หากปลูกจำนวนไม่มาก ก็ใช้จอบขุดขึ้นแปลงตามขนาดที่ต้องการปลูก ขั้นตอนการเตรียมแปลง สามารถใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไปในขั้นตอนนี้เลย

สอง ปลูกลงถุงดำขนาดใหญ่ การปลูกในถุงดำขนาดใหญ่ (ถุง ขนาด 11×23 นิ้ว) หรือกระถาง อาจใช้วัสดุที่เป็นกระถางพลาสติก กระถางดินเผา หรือถุงพลาสติกประยุกต์จากวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ต่างๆ ซึ่งจะต้องเจาะรูระบายน้ำด้านล่าง

วัสดุดินปลูก เช่น ดิน 2 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีในสูตรข้างต้นเพียงเล็กน้อย

หลังปลูกจะต้องให้น้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง การทำค้างใช้วิธีการปักไม้ในถุงดำหรือกระถาง ปักไม้ไผ่ทำค้างนอกถุงหรือกระถาง

ส่วนการให้น้ำมะระ จะเริ่มให้น้ำตั้งแต่ปลูกเสร็จ ทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ในช่วงแรก และลดลงเหลือวันละ 1 ครั้ง เมื่อต้นโตตั้งตัวได้ ควรให้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงกับเปียกแฉะ ไม่ควรขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผล

การให้น้ำ อาจจะต้องอาศัยการสังเกตว่าควรให้มากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะสม เช่น การปลูกในถุงดำน้ำจะแห้งเร็วกว่าการปลูกในแปลงที่ปูด้วยพลาสติก เป็นต้น ซึ่งอาจให้น้ำด้วย ระบบน้ำหยด สปริงเกลอร์ และการให้น้ำโดยลากสายยางรดโดยคน

เมื่อกล้ามะระโอกินาวามีใบจริง 3-5 ใบ ก็ย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่หรือปลูกลงแปลงได้ ด้วยระยะระหว่างหลุม ประมาณ 50-75 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.50 เมตร

การย้ายกล้า นิยมปลูกในช่วงเวลาเย็น แสงแดดไม่ร้อนมากนัก

มะระ เป็นไม้เถามีมือเกาะ จำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2 เมตร ปักลงข้างๆ หลุมปลูก หรือข้างๆ ถุง แล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วหรือกระโจม มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ หรือทำค้างแบบสี่เหลี่ยมตามความต้องการ แล้วใช้ตาข่ายไนลอนขึงให้ต้นมะระเลื้อยเกาะขึ้นไป

หลังปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะเริ่มให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้ง โดยจะเน้นใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ให้ปุ๋ยบ่อยแต่ให้ครั้งละไม่มาก ให้มะระได้กินปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง ยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ก็จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง อย่าง 25-7-7 พอยอดเดินดีแล้ว ก็ค่อยกลับมาใช้ 16-16-16 ยืนพื้นตามเดิม

อีกทั้งต้องเน้นให้ปุ๋ยทางใบค่อนข้างถี่ ตั้งแต่ช่วงปลูกแรกๆ พอมะระแตกใบมา 4-5 ใบ ก็เริ่มฉีดพ่นแล้ว เพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว แตกยอดเลื้อยขึ้นค้างได้เร็ว โดยจะพ่นทั้งแคลเซียมโบรอนอี ธาตุอาหารเสริมเร่งต้น สาหร่ายสกัด เร่งการแตกยอด แตกใบ ต้นโตเร็ว

เมื่อ มะระ 1 เดือน เริ่มออกดอก ธาตุอาหารทางใบยังพ่นต่อเนื่อง จะช่วยให้มะระออกดอกดี ติดผลดี สาหร่ายทะเลช่วยเปิดตาดอก ส่วนแคลเซียมโบรอนอี จะช่วยให้ดอกแข็งแรง ผสมเกสรได้ดี ติดผลได้ดี เมื่อติดลูกแล้วแคลเซียมโบรอนอี และแมกนีเซียมขาดไม่ได้ ช่วยขยายลูก สร้างเนื้อ เลี้ยงต้นด้วย

ช่วงมะระอายุได้ 30 วัน ยังไม่ติดผล ให้รดน้ำวันละครั้ง ทิ้งน้ำไม่ได้เลยช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระนิ่งไม่ค่อยอยากจะโต เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล

สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดียอดพุ่งดี มันจะติดดอกติดผลดีมาก เราเพียงแค่ดูสภาพดินเป็นอย่างไร อุ้มน้ำดีหรือไม่ ดินแห้งหรือเปล่า ถ้ายอดเหี่ยว ใบห่อ ใบไม่ใส แสดงว่าน้ำไม่ถึง

เมื่อมะระติดผล ก็ให้น้ำธรรมดา ดูว่ายอดยังสมบูรณ์ดี ก็ไม่ต้องทำอะไร พอผลมะระโตได้ 4-5 วัน เริ่มห่อได้แล้ว สังเกตผลมะระยาวประมาณ 1 นิ้วมือ ก็ห่อได้ ถ้าห่อตอนผลเล็กกว่านี้ไม่ดี จะทำให้ผลเหลือง เวลาห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเลย เอาไม้กลัดเย็บให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้ผลมะระถูกลม

ช่วงนี้ให้ดูว่า มีเพลี้ยไฟ เกาะอยู่ใต้ใบหรือไม่ สังเกตดูที่ใบจะหงิกก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เช่น พวกหนอนตายหยาก+สะเดา+ใบยาสูบ และโล่ติ๊น กับน้ำ แล้วฉีดพ่นทางใบให้ เพลี้ยไฟมากับลม

ถ้าเห็นว่าระบาดมากควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน เช่น สารที่มีความปลอดภัยสูงอย่างกลุ่มอะมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์) ฉีดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว

นอกจากนี้ ควรสังเกตหากผลไม่ใหญ่ต้องเพิ่มปุ๋ย สูตร 15-15-15 เข้าช่วยด้วย ผลมะระดีหรือไม่ดีอยู่ที่ต้นสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าต้นสมบูรณ์ ดินดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง ผลมะระออกมาจะตรง ที่ผลงอเพราะต้นไม่สมบูรณ์

การห่อผลมะระ เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลจนลูกโตขนาดนิ้วก้อย ก็เริ่มห่อผลได้ทันที โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ทำเป็นถุง ขนาด 15?20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ไม้กลัด กลัดปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ การห่อผลจะช่วยไม่ให้มะระถูกรบกวนจากแมลง ศัตรูพืชมากนัก และยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อนน่ากิน

การเก็บผล เมื่อต้นมะระอายุได้ประมาณ 40 วัน มะระรุ่นแรกจะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ในการเก็บระวังอย่าปล่อยให้มะระแก่จัด จนมีสีเหลือง

การป้องกันและกำจัดศัตรู

1. แมลงวันทอง จะเจาะและวางไข่ในผล ทำให้มีหนอนไชผล ผลจะเล็กแกร็นและเน่าเสีย ควรป้องกันด้วยการฉีดพ่นด้วยมาลาไธออน ซึ่งสลายตัวง่าย ไม่มีฤทธิ์ตกค้างนาน (สารตัวนี้ใช้มากในการฉีดมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกของไทย)

2. หนอนเจาะเถา, หนอนเจาะยอด ซึ่งหนอนเจาะเถา เกิดจากยุงกลางวันชนิดหนึ่งวางไข่ที่เถา แล้วตัวหนอนของยุงกลางวันชนิดนี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ภายในเถามะระ ทำให้เถาโปร่ง ออกมองเห็นได้ชัด ต้นมะระเมื่อเกิดอาการโรคนี้ จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต ไม่แตกตาดอก ไม่ออกดอกออกผล ป้องกันและกำจัดได้ หนอนเจาะยอด ทำให้ยอดตาย ต้นมะระเจริญเติบโตช้า

โดยใช้สารไซโรเฮทริน (เช่น เคแอล), สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85), สารอะบาร์แม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือเลือกใช้ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเจนซิส (บีที) สามารถกำจัดหนอนได้ดี ปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็น แดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อ บีที ชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

3. เพลี้ยไฟ ถ้ายอดมะระถูกเพลี้ยไฟ ซึ่งมีลักษณะตัวเล็กๆ สีดำ ปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก เคลื่อนไหวว่องไว เกาะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้ยอดหงิก เจริญเติบโตช้า ไม่มีดอก ไม่มีผล หรือถูกเพลี้ยอ่อนที่มีหัวใส สีค่อนข้างคล้ำ เกาะเป็นกระจุกตามยอด ขับถ่ายสิ่งที่เป็ นสีดำออกมา ทำให้มองเห็นยอดมะระมีสีดำ เพลี้ยชนิดนี้เคลื่อนไหวได้ช้า เพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้มะระเติบโตช้าเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อเห็นมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายยอดของมะระ ให้ใช้สารอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, โคฮีนอร์, สลิง เอ็กซ์) สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85), สารฟิโปรนิล (เช่น เฟอร์แบน), สารไธอะมีโทแซม (เช่น มีโซแซม), สารสไปนีโทแรม (เช่น เอ็กซอล) โดยในพื้นที่มีการระบาดมากแนะนำให้ฉีดสลับตัวยากันสัก 2 ชนิด เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง หรือเลือกใช้ยาเชื้อราบิวเวอเรีย สามารถกำจัดเพลี้ยไฟและแมลงต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็น แดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อราบิวเวอเรียชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

ซึ่งการปลูกมะระโอกินาวานั้น สามารถเลือกแนวทางผสมผสานระหว่างการใช้สารชีวภาพ สมุนไพรสกัดไล่แมลง และสารชีวภัณฑ์ เช่น ยาเชื้อ เพื่อให้ปลอดภัยในการบริโภค หรือเลือกใช้สารเคมีให้ถูกต้องถูกจังหวะ ก็ถือว่าไม่มีอันตรายอย่างใด เพราะสารเคมีจะมีระยะการสลายตัว ประกอบกับการใช้ถุงห่อก็สามารถลดการถูกสารเคมีได้โดยตรง

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวาที่กินแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู

มะระโอกินาวา หรือ มะระญี่ปุ่นนั้น มีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมากและเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบกินนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น

มะระโอกินาวา จึงเป็นผักที่มีความน่าสนใจมาก แม้จะปลูกเพื่อบริโภคเอง หรืออนาคตจะปลูกเชิงการค้าก็เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจมาก

รายละเอียดเมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ติดต่อได้ ที่ “สวนคุณลี” โทร. (081) 886-7398

%d bloggers like this: