บอกกล่าวเล่าขาน

All posts tagged บอกกล่าวเล่าขาน

‘กลุ่มหญ้าแพรกสาละวิน’… ชวน ‘บวชป่า’ สร้างคลังอาหาร – บอกกล่าวเล่าขาน

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 17 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

ในขณะที่มีข่าวน้ำท่วมในหลาย ๆ จังหวัด แต่ที่ชุมชนบนพื้นที่สูง ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นชุมชนที่เดินทางลำบากโดยเฉพาะหน้าฝน อาชีพหลักของชุมชนทำไร่หมุนเวียน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชุมชนปกาเกอะญอ มีภูมิปัญญาด้านอาหาร ยา ผ้า บ้าน ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 880 ครัวเรือน อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสาละวิน ใกล้กับแม่น้ำสายสำคัญ 3 สาย คือ แม่น้ำยวม แม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน ปัจจุบันพื้นที่ป่าต้นน้ำของแต่ละชุมชนถูกทำลายและเสื่อมสภาพไปจากอดีตจนเกิดเป็นความวิตกกังวลในบ้านเกิดของตนเอง ทำให้เกิดกลุ่มเยาวชนปกาเกอะญอรักบ้านเกิดขึ้น ภายใต้ชื่อ “กลุ่มหญ้าแพรกสาละวิน” ลุกขึ้นมาร่วมกันปลุกจิตสำนึกให้คนในชุมชน

“กลุ่มหญ้าแพรกสาละวิน” นำโดย นางสาวอำภา ธวัชวิฑูรย์ (นุ้ย) วัย 23 ปี แกนนำ ร่วมด้วย นางสาวพิชญาภรณ์ พิมานกระสินธุ์ (แอพ) วัย 17 ปี  นางสาวพรรณี จารุวีรวรรณ (หมวย) วัย 17 ปี และเยาวชนจากบ้านห้วยมะโอ บ้านแม่ลามาน้อย บ้านห้วยกระต่าย บ้านปู่คำ บ้านซิวาเดอ เกือบสิบคน มาร่วมกันทำโครงการ “คนต้นกล้า ป่าต้นน้ำ วิถีปกาเกอะญอ” ในโครงการปลูกใจรักษ์โลกปี 2 ดำเนินงานโดย มูลนิธิกองทุนไทย สนับสนุนโดย มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เกิดผลสัมฤทธิ์จัดกิจกรรม “บวชป่า-ลำห้วย” จนเกิดกติกาการใช้ทรัพยากรในชุมชนร่วมกัน

เริ่มแรกกลุ่มของ “นุ้ย” สนใจเรื่อง “ป่า” เพราะป่าคือตัวเชื่อมเรื่องอาหาร กล้วยไม้ สุขภาพ มีการวิเคราะห์ข้อมูลชุมชนพบว่าอาหารที่ได้จากป่าลดลง ใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลเริ่มตั้งแต่ในอดีตมีอาหารในป่ากี่ชนิด ในแต่ละฤดูกาลมีอะไรบ้าง ปัจจุบันอะไรที่ลดลงไป มีการสำรวจการกินอยู่และการใช้จ่ายในครัวเรือนเสริมกันไปด้วย พบว่าอาหารในชุมชนที่กินกันเป็นประจำกว่า 90 ชนิด ลดลงอย่างเห็นได้ชัด “พอได้ข้อมูลตัวนี้มา เราก็ชวนชาวบ้านจากแม่ลามาน้อยทุกครัวเรือน กว่า 150 คนมาพูดคุยและจัดเป็นเวทีประชุมชาวบ้านขึ้น มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ชาวบ้านมองเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นมติร่วมของคนในชุมชนว่าน่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้กัน” นุ้ยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการบวชป่าและลำห้วยเพื่อรักษาแหล่งอาหารตามธรรมชาติของชุมชน

เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจเริ่มต้นในเช้าวันหนึ่ง ลุง ป้า น้า อา ลูก ๆ หลาน ๆ ในหมู่บ้าน แม่ลามาน้อย และเยาวชนกลุ่มหญ้าแพรกสาละวิน รวมกันกว่าร้อยคนต่างคึกคัก เดินเท้าจากหมู่บ้านจูงมือกันเข้าไปร่วมกันทำกิจกรรมบวชป่าต้นน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำบริเวณเขตป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติ จัดพิธีบวชป่า 3 ศาสนา (พุทธ คริสต์ ถือผี) โดยมีนายบุญเกื้อ คุณาธารกุล นายอำเภอสบเมยเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

“นุ้ย” แกนนำเผย “กิจกรรมบวชป่าทำให้ชาวบ้านได้มาแลกเปลี่ยนกัน ร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น หันมาเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่า เป็นความสำเร็จที่เรารู้สึกได้และมีความสุขที่ชาวบ้านเห็นด้วยกับการที่พวกเราเยาวชนมีบทบาทลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ ที่สำคัญยังได้มีการตั้งกฎ กติกา ประจำหมู่บ้านออกมาอีกด้วย เช่น ถ้าใครตัดต้นไม้ในป่าที่บวช จะปรับ 500 บาท ครั้งที่สอง ปรับ 1,000 บาท “เราคิดว่าถ้าไม่มีกฎ ก็จะไม่เกิดผล นอกจากได้ร่วมกันบวชป่าแล้วยังได้บวชลำห้วยไปด้วยมีระยะประมาณ 500 เมตร มีกฎถ้าจับปลา 1 ตัว ปรับ 500 บาท ตัวที่สอง 1,000 บาท”

“ชาวบ้านเห็นด้วยกับกิจกรรมนี้ เพราะจากที่เราทำกิจกรรมเสร็จแล้ว เราไปสัมภาษณ์ความรู้สึก ความคิดเห็นชาวบ้าน เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะมีบางอย่างที่กำลังจะหายไป เช่น สัตว์บางชนิดที่ไม่เคยเห็นอีกแล้วในปัจจุบัน

ผลจากการกระตุ้นให้ชาวบ้านแม่ลามาน้อยตระหนักเรื่องอาหารทำให้ตอนนี้ปัญหาบรรเทาลง ชาวบ้านเริ่มแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เราทำผักลอยฟ้า หาของที่ปลูกง่ายอย่างหอมแดง ฟักทอง หน่อไม้ ชาวบ้านซื้อเยอะ ชาวบ้านก็เริ่มปลูกเองผสมผสานกับการปลูกข้าวไร่ ช่วงฤดูฝนมีผักเยอะไม่ค่อยมีปัญหาแต่พอหน้าหนาวผักน้อยลงก็หามาทดแทน ลดการซื้อของจากข้างนอกลงไปได้

การร่วมมือร่วมใจของชุมชนในการบวชป่าครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของน้อง ๆ เยาวชนกลุ่มหญ้าแพรกสาละวิน ที่วันนี้แม้จะเห็นความสำเร็จแล้ว แต่ทั้งกลุ่มก็ยังไม่หยุดนิ่งที่จะร่วมกันพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองต่อไป.

‘ผักกระเฉด’…รอบพื้นที่สุวรรณภูมิ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 28 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับพืชเล็ก ๆ ที่มีแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ใกล้ ๆ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พืชเล็กที่ไม่ธรรมดาชนิดนั้นคือ “ผักกระเฉด”…เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับผู้ไม่รู้เช่นผู้เขียนที่แหล่งปลูกผักกระเฉดแหล่งใหญ่ของประเทศอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร นั่นคือ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ อำเภอบางพลี อาณาบริเวณรอบ ๆ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั่นเอง พื้นที่ปลูกผักกระเฉดทั้งจังหวัดรวม 1,202 ไร่ ผลผลิตรวม 11,693 ตัน มูลค่าสูงถึง 94 ล้านบาท (ปี 2556) โดยปลูกในเขตอำเภอบางพลีและอำเภอบางเสาธง จำนวนเกษตรกรทั้งสิ้น 204 ราย (คิดเล่น ๆ เกษตรกรแต่ละรายทำรายได้จากการปลูกผักกระเฉดขายอย่างเดียวไม่ต่ำกว่าปีละ 4.5 แสนบาท สูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการชั้นผู้น้อยทั้งปีเลยทีเดียว)

ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปสนทนาแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรนักปลูกผักกระเฉดที่อำเภอบางพลี ด้วยความร่วมมืออย่างดีจาก คุณชุติมา เชาว์ช่างเหล็ก นักส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงาน เกษตรอำเภอบางพลี สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ เกษตรกรท่านนั้นคือ คุณสำรวย จุ้ยนิยม อยู่ที่หมู่ 10 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าวและสายลมอันเงียบสงบ

การปลูกผักกระเฉดของคุณสำรวย จะใช้พันธุ์จากแหล่งปลูกในพื้นที่ทั้งแปลงเดิมของตนเองและแปลงของเกษตรกรรายอื่น ด้วยการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะดี คือ เป็นต้นที่มีข้อปล้องยาวและกรรเชียง  (กิ่งแขนง) แผ่สม่ำเสมอ และสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่หากเป็นฤดูหนาวอากาศเย็นการเจริญเติบโตและการยืดข้อปล้องของผักกระเฉดจะน้อยกว่าฤดูอื่น

การเตรียมพื้นที่ปลูก หากเป็นพื้นที่ใหม่จะไถเตรียมดินให้หน้าดินเป็นดินเลน แต่ถ้าเป็นบ่อเลี้ยงปลา จะใช้วิธีการไถย่ำให้หน้าดินเป็นเลน ระยะปลูก 30×30 เซนติเมตร ปลูกจำนวน 2 ต้นต่อหลุม ใช้วิธีการปักดำในน้ำ ระดับน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร โดยปล่อยน้ำขังแปลงประมาณ 1-3 วัน จากนั้นระบายน้ำออกให้แห้ง โรยปูนขาวในอัตรา 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อลดความเป็น กรดของดิน ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้รากเจริญเติบโตและแตกยอดอ่อน หลังจากนั้นระบายน้ำเข้าแปลงให้ได้ความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร โดยเพิ่มระดับน้ำไปเรื่อย ๆ ตามระดับการเจริญเติบโตของผักกระเฉดใช้เวลาประมาณ 7 วัน จนได้ระดับน้ำที่ 80 เซนติเมตร จึงรักษาระดับน้ำไว้ที่ระดับดังกล่าว ในช่วงที่ระบายน้ำเข้าตอนผักกระเฉดอายุ 2 สัปดาห์จะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย ในอัตราความเข้มข้น 200 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

เมื่อผักกระเฉดอายุประมาณ  20-25 วัน คุณสำรวยจะปล่อยแหนลงในแปลงปลูก โดยเชื่อว่าแหนจะไปช่วยให้เกิดนม ฟอกนมให้ยาว และทำให้เกิดกรรเชียง รวมทั้งลดปริมาณไส้เดือนกินผัก และเกิดพังผืด เพิ่มออกซิเจนในน้ำ ป้องกันแสงแดดส่องลงไปในน้ำมากเกินไปซึ่งช่วยให้ไม่เกิดตะไคร่สีเหลือง และทำให้น้ำใส ช่วงอายุดังกล่าวจะมีการใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ สูตร 18-12-6 ในอัตรา 25-35 กิโลกรัมต่อไร่ และพ่นสารเคมี โดยใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมรวมกันและฉีดพ่นไปในคราวเดียวกัน ในอัตราน้ำ 20 ลิตร ต่อสารเคมีและฮอร์โมนต่าง ๆ คือ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต 200 ซีซี ฮอร์โมนเร่งยอด 60-80 ซีซี จุลินทรีย์ป้องกันหนอนม้วนใบ 200 ซีซี สารผงทำให้แตกกรรเชียง 200 ซีซี และสารเคมีป้องกันเชื้อรา 30 ซีซี โดยโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญคือ หนอนกระทู้ โรคใบร่วงจากเชื้อรา และโรคเน่าจากเชื้อรา ทั้งนี้ หากเกิดฝนตกหนัก จะทำให้นมแตก ลำต้นดำช้ำไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อผักกระเฉดอายุประมาณ 30-45 วัน จนกระทั่งอายุประมาณ 80 วัน โดยเว้นช่วงการเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 วัน ในแต่ละรอบ จึงจะรื้อปลูกใหม่ ช่วงการปลูกดังกล่าวในอดีตจะสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 10-13 ครั้ง หากเมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ จำนวนรอบของการเก็บเกี่ยวเหลือเพียง 4-6 ครั้ง สูงสุดไม่เกิน 8 ครั้ง คุณสำรวยเล่าอย่างติดตลกว่า สงสัยผักกระเฉดตกใจเสียงเครื่องบิน โดยใน 1 ปี สามารถปลูกผักกระเฉดได้ประมาณ 4 รอบ และสามารถเลี้ยงปลาสลิดในแปลงผักกระเฉด  ได้ด้วย

วิธีการเก็บผลผลิตของเกษตรกรในจังหวัดสมุทรปราการ มี 2 ลักษณะ คือ เก็บเป็นผักสั้น ความยาวประมาณ 70 เซนติเมตร โดยมัดรวมเป็นกำ กำหนึ่งประมาณ 10-11 ยอด รวมให้ได้ 10 กำ จึงจัดใส่ในถุงพลาสติกใส พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 125 ถุง ราคาขายส่งอยู่ที่ถุงละประมาณ 50 บาท สำหรับการเก็บครั้งที่ 1-3 ส่วนการเก็บครั้งที่ 4-6 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 บาท แต่ถ้าหากเป็นฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ราคาผลผลิตเฉลี่ยจะขยับสูงขึ้นที่ราคาถุงละ 70-80 บาท

ลักษณะที่ 2 คือ การเก็บผักฟ่อน ความยาวของผักกระเฉดประมาณ 1 เมตร นำมามัดรวมเป็นกำ โดย 1 กำ มีจำนวน 8 ยอด จากนั้นนำผักกระเฉดจำนวน 25 กำ มามัดรวมเป็น 1 ฟ่อน ราคารับซื้ออยู่ที่ถุงละ 170-180 บาท ต่อถุงตลาดหลักของผักกระเฉดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ คือ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดจังหวัดชลบุรี โดยพ่อค้าคนกลางมารับซื้อโดยตรงจากเกษตรกรถึงแปลงผลิต อย่างไรก็ตาม คุณสำรวยเล่าว่า บางทีอาจจะเลิกอาชีพปลูกผักกระเฉด เพราะมีปัญหาเรื่องที่ดิน เนื่องจากที่ดินบริเวณนั้น เกษตรกรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทหรือนายทุนรายใหญ่ ซึ่งซื้อไว้เพื่อทำธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม

…ในอนาคตไม่แน่ว่าแปลงผักกระเฉดและบ่อปลาสลิดจะยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้หรือไม่ เมื่อราคาที่ดินในย่านนั้นถีบตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แรงจูงใจในการขายที่ดินที่ทำการเกษตรทิ้งก็เป็นไปได้สูง.

สุ่มตรวจปัจจัยการผลิต… นำร่องกรุงเทพฯ-ปริมณฑล – บอกกล่าวเล่าขาน

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 21 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

จากนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มีหลักการชัดเจนในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยมุ่งลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการควบคุมราคาและคุณภาพของปัจจัยการผลิต ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ส่งเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร 8 ชุด กว่า 150 นาย สุ่มตรวจปัจจัยการผลิตในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การส่งเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรออกตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้สินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกันจะเสริมการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อตรวจสอบราคาจำหน่ายปัจจัยการผลิตว่ามีการลดราคาหรือจำหน่ายตามประกาศราคาแนะนำของกรมการค้าภายใน รวมถึงมีการทำป้ายประกาศเข้าร่วมโครงการลดต้นทุนค่าปัจจัยการผลิตที่ชัดเจนด้วยหรือไม่ สำหรับพื้นที่เป้าหมายในการตรวจสอบของสารวัตรเกษตรนั้นจะดำเนินการทั่วประเทศ แต่ในเบื้องต้นจะตรวจสอบในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล 13 จังหวัด รัศมี 200 กม. เช่น สุพรรณบุรี ชัยนาท สมุทรปราการ ราชบุรี นครนายก เป็นต้น เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำของผลผลิตปุ๋ย สารเคมีเกษตรที่สำคัญถึง 90% ที่กระจายไปจำหน่ายทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีการประชุมหารือกับผู้ประกอบการโรงงานผลิตปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเมล็ดพันธุ์พืช  ซึ่งมีสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อเป็นการซักซ้อม และทำความเข้าใจร่วมกันในการสนับ สนุนนโยบายภาครัฐในการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรตามมติ คสช. ให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ทางสมาคมต่าง ๆ จะรวบรวมรายชื่อร้านค้า และจุดจำหน่ายที่อยู่สมาคมฯ มายังกรมวิชาการเกษตร เพื่อจัดทำเป็นคู่มือแหล่งจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพและลดราคาตามโครงการลดต้นทุนเพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรต่อไป

ด้าน นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่กรมวิชาการเกษตรซึ่งดูแลพระราชบัญญัติที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตร คือ พระราชบัญญัติปุ๋ย พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย และพระราชบัญญัติพันธุ์พืชนั้น ที่ผ่านมาได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด พบว่า มีคดีที่สิ้นสุดแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการจำนวนลดลง โดยผลการดำเนินการจับกุมผู้ผลิตและจำหน่ายที่ฝ่าฝืนกฎหมายมีจำนวน 15 ราย ของกลาง 7,570  ตัน มูลค่า 113 ล้านบาท เป็นคดีปุ๋ยจำนวน 11 ราย มูลค่า 80 ล้านบาท วัตถุอันตรายปลอม 4 ราย มูลค่า 32 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นได้ว่ามาตรการเสริมของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตรวจสอบและปราบปราม จะทำให้การกระทำผิดเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างรวดเร็วแน่นอน.

เมื่อพริกสดราคาตก…กับวิธีการแก้ปัญหา – บอกกล่าวเล่าขาน

Published สิงหาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 14 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

จากปัญหาพริกสดเขียวที่จังหวัดนครศรีธรรมราชราคาตกต่ำมากตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยขายได้เพียงกิโลกรัมละ 8 บาท จากปีที่แล้วกิโลกรัมละ 40 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะค่าจ้างแรงงานเก็บพริกกิโลกรัมละ 7 บาทแล้ว ซึ่งนายณรงค์ คงมาก นักวิจัยในพื้นที่ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการหาช่องทางในการส่งออกพริกไปประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ราคาพริกสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 14 บาท จึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้บ้าง แต่จำเป็นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาพริกสดเขียวราคาตกต่ำให้ได้

ล่าสุด อ.วีระ ภาคอุทัย หัวหน้าโครง การวิจัย “การพัฒนาระบบการตัดสินใจ และการจัดการโซ่อุปทานพริกปลอดภัย จังหวัดแพร่ น่าน และชัยภูมิ” ของ สกว. เปิดเผยว่า ตนและ ดร.เยาวรัตน์ ศรีวรานันท์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เดินทางลงพื้นที่โดยการประสานงานจากสภาเกษตรกร นครศรีธรรมราช ซึ่งจากการศึกษาชนบทแบบเร่งด่วน พบว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการปลูกพริกมากในเขตอำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอปากพนัง รวมประมาณ 7,000 ไร่ สภาพที่ดินมีความอุดมสมบรูณ์ น้ำจะท่วมหลากพื้นที่ประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เกษตรกรเริ่มปลูกพริกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเริ่มเก็บพริกเขียวตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน หลังการปลูกประมาณ 65-70 วัน    โดยไม่ต้องรอเก็บพริกแดง ทั้งนี้พันธุ์พริกที่เกษตรกรส่วนมากนิยมปลูก คือ พันธุ์ลูกผสมหรือที่เกษตรกรเรียกว่า “พริกรูด” เนื่องจากเก็บเกี่ยวหรือเด็ดง่าย และสามารถหาซื้อพันธุ์ได้ในท้องตลาด

นอกจากปัญหาราคาตกต่ำแล้ว     เกษตรกรยังประสบปัญหาโรคพริกที่เกิดจาก เชื้อราและแบคทีเรีย เช่น โรคกุ้งแห้ง โรคยอดไหม้ โรคโคนเน่า และอาการใบพริกเหลือง ต้นพริกเหี่ยวแห้งยืนต้นตาย เนื่องจากมีฝนตกเกือบทุกวัน และเกษตรกรปลูกพริกแบบสภาพพริกไร่ คือ หลังจากไถเตรียมดินแล้วก็ขุดหลุมปลูก ไม่ขึ้นแปลง ระยะปลูกชิดกัน ไม่มีการแต่งกิ่งแขนงใต้ง่ามแรก เมื่อพริกเจริญเติบโต กิ่ง ก้าน ใบพริก ระหว่างต้น จึงซ้อนทับกันแน่นทำให้ลมพัดผ่านไม่สะดวก แสงแดดส่องไม่ถึงโคนต้น เกษตรกรไม่เก็บพริกที่เป็นโรคหรือแมลงออกไปเผาทำลาย ทำให้การแพร่กระจายของโรคและแมลงได้รวดเร็ว เป็นต้น

ด้านการตลาดพริกเขียวมีตลาดหลัก คือ มาเลเซีย จากการสอบถามแม่ค้าหรือผู้ส่งออกพริกรายใหญ่ที่ตลาดกลางขายส่งผักและผลไม้ตลาดหัวอิฐ อำเภอเมือง ปรากฏว่ามีปริมาณพริกสดส่งออกมากถึงประมาณปีละ 1.8-2 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 450-600 ล้านบาท โดยส่งออกเกือบทุกวัน ๆ ละประมาณ 60 ตัน พริกส่วนมากมาจากทั่วทั้งประเทศ โดยพริกที่ส่งออกไปยังมาเลเซียมีหลายประเภท ได้แก่ พริกขี้หนูสวน เช่น พริกแด้หอมหรือพริกขี้หนูหอมจากเชียงใหม่ ตาก และตราด เป็นต้น พริกขี้หนูผลใหญ่ เช่น พริกเขียวและพริกแดงพันธุ์ลูกผสม จากศรีสะเกษ นครราชสีมา ชัยภูมิ และลพบุรี เป็นต้น พริกใหญ่หรือพริกชี้ฟ้าหรือพริกยำ พริกยำเขียว พริกยำแดง จากแพร่ น่าน เชียงใหม่ ตาก สุโขทัย และหนองคาย เป็นต้น ปัญหาที่สำคัญในการส่งออก คือ คุณภาพของพริกไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน โดยเฉพาะพริกขี้หนูผลใหญ่และพริกแดงสู้พริกที่มาจากประเทศเวียดนามไม่ได้ เพราะขนาดผลเล็กกว่าเก็บได้นานเป็นเดือน แต่พริกสดของไทยเก็บได้ไม่เกิน 10 วัน

สำหรับปัญหาราคาพริกตกต่ำนั้นเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปีนี้ทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชและเกือบทุกจังหวัด มีพื้นที่ปลูกพริกเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจาก     ปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายพริกได้ราคาสูง และพริกจากแหล่งที่ผลิตพริกสดพันธุ์ลูกผสมเพื่อการค้าที่สำคัญของประเทศออกผลผลิตในช่วงเดียวกัน คือพริกสดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ ปกติจะออกสู่ตลาดมากตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม ต่อจากนั้นพริกจากชัยภูมิโดยเฉพาะอำเภอเกษตรสมบูรณ์จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ เดือนมีนาคม-มิถุนายน แต่ปีนี้บางอำเภอของศรีสะเกษมีการปรับช่วงปลูกพริกช้าลง เพราะฝนตกหนักช่วงเดือนธันวาคม ทำให้ช่วงเก็บเกี่ยวล่าช้าออกไป 1-2 เดือน ส่งผลให้พริกจากทั้งสามจังหวัดออกสู่ตลาดมากในช่วงเดียวกันคือเมษายน-พฤษภาคม ราคาพริกเขียวและพริกแดงของไทยจึงตกต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่เคยเกิดซ้ำมาแล้วหลายครั้ง

“พริกจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการขาดการประสานข้อมูลระดับพื้นที่ ในการนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาพริกล้นตลาด และราคาตกต่ำ อีกทั้งสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรรู้จักการเรียนรู้ที่จะปรับวิธีคิดจากการทำการเกษตรในปัจจุบันให้เป็น การทำธุรกิจการเกษตร โดยศึกษาหาความรู้ใหม่ที่เหมาะสม และข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะทำการผลิต ทั้งข้อมูลการผลิต การตลาด คุณภาพมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบทางการค้า ความเคลื่อนไหวของราคา การแข่งขัน การกีดกันทางการค้า การจัดการกลุ่มเกษตรกร การประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากราคาและภัยทางธรรมชาติ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2558” อ.วีระ กล่าวสรุป.

กระทรวงเกษตรฯชู ‘บัญชี’ ขานรับนโยบายปรองดอง ‘คสช.’ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published กรกฎาคม 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 7 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีนโยบายให้แต่ละหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและเร่งพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เดินหน้าไปได้    รวมทั้งให้การส่งเสริมกิจกรรมการสร้างความปรองดองของคนในชาตินั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นับเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้เร่งขานรับนโยบายดังกล่าว โดยเร่งปรับแผนงานด้านการแก้ไขปัญหาปากท้องของเกษตรกร และส่งเสริมแนวทางสู่การปรองดองสมานฉันท์ในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่การอยู่ดีกินดีของเกษตรกรและเสริมสร้างความมั่นคงในเศรษฐกิจฐานราก

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนองนโยบายของ คสช. ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  เร่งนำกลไกด้านบัญชีมาช่วยยกระดับชีวิตของคนในชุมชนเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพราะเชื่อมั่นว่าบัญชีช่วยชาติได้ ซึ่งขณะนี้ทราบว่ากรมตรวจฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี  (ครูบัญชีอาสา) ในแต่ละจังหวัด เร่งส่งเสริมและกระตุ้นการเรียนรู้และติดตามผลการจัดทำบัญชีของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ กลุ่มอาชีพวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเป้าหมายตามโครงการพระราชดำริและประชาชนทั่วไปให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เดินไปอย่างมั่นคง รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาให้ครูบัญชีอาสาเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“หลายคนอาจสงสัยว่าบัญชีจะทำให้คนในชาติมีความรักสามัคคี การปรองดองกันอย่างไร การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ หากทุกครัวเรือนไม่มีปัญหาปากท้อง ไม่มีหนี้มีสิน คนในครอบครัวมีวินัยทางการเงิน เกษตรกรรู้ต้นทุนการผลิตของตัวเอง เมื่อปัญหาเหล่านี้หมดไปก็จะทำให้คนในชุมชนอยู่กันอย่างมีความสุข เอื้ออาทรต่อกัน เกิดความรักกันในครอบครัวและชุมชนตามมา ซึ่งทั้งหมดบัญชีช่วยได้ และนำมาสู่การสร้างความเข้มแข็งในชุมชนในที่สุด” นายชวลิต  กล่าว

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า      ที่ผ่านมากรมฯ ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมการทำบัญชี เพื่อน้อมนำในการดำรงชีวิตแก่เกษตรกร สหกรณ์และนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน อยู่ดี มีสุข มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถนำบัญชีเป็นกระจกส่องนำทางชีวิตและครอบครัว โดยเฉพาะการทำบัญชีเพื่อนำไปลงทุนการวางแผนในการผลิตและเพาะปลูก เพื่อให้รู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง รวมทั้งจะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของฐานรากให้มีความมั่นคงในที่สุด

ทั้งนี้  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มั่นใจว่า การทำบัญชีนอกจากจะช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปแล้ว บัญชียังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยสร้างความปรองดองของคนในชาติ ผ่านอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีหรือครูบัญชีอาสา ซึ่งมีกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ โดยจะมอบหมายให้ครูบัญชีเหล่านี้เข้าไปส่งเสริมการใช้บัญชีให้แก่เกษตรกรและคนในครอบครัว ได้รู้จักการทำบัญชี รู้รายรับ รายจ่าย นำมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดี ร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีปัญหาปากท้อง คนในชุมชนก็จะเกิดความปรองดองตามมา ทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากสร้างครอบครัวที่มีความอบอุ่น มีน้ำใจซึ่งกันและกัน

เพราะความปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความปรองดองของคนในครอบครัวและชุมชน

การทำบัญชีนั้น  จะทำให้เกษตรกรรู้ต้นทุนอาชีพ รู้จักควบคุมภาระค่าใช้จ่ายเงินในครัวเรือน  ทำให้เกษตรกรมีวินัยทางการเงิน รู้จักออม และกำหนดอนาคตตัวเองได้ ตลอดจนเสริมสร้างภูมิปัญญาแก่เกษตรกรไทยได้ดีที่สุด.

วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 26 การแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่ยิ่งใหญ่ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 23 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

กรมประมง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 26” ที่สุดแห่งการประกวดปลาสวยงามและแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ครั้งยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมชมสีสัน ความมหัศจรรย์ของสัตว์น้ำหลากสีสัน และหาชมได้ยาก ในคอนเซปต์ “มหัศจรรย์พันธุ์ปลา มหัศจรรย์บอลโลก” ที่ยกทัพมาเป็นตัวแทนสี(เสื้อ) ของแต่ละประเทศ จาก 10 ทีมเต็ง อาทิ บราซิล-ปลาหมอกล้วยหอม, สเปน-ปลาสอดตาแดง, อิตาลี-ปลาหมอดีมาสันอาย, ญี่ปุ่น-ปลาปอมปาดัวร์ บลูไดมอนด์, อาร์เจนตินา-ปลาไวท์เทล, เยอรมนี-ปลาทองโคเมท, โปรตุเกส-ปลาแพลทตี้แดง, ฮอลแลนด์-ปลาการ์ตูนส้มขาว, อังกฤษ-ปลามอลลี่ขาว, ฝรั่งเศส-ปลาหมอฟ้าเผือก-ปลาหมอซีบร้าบลู และกิจกรรม “การปล่อยปลาออนไลน์” ตลอดจนหลากหลายความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน–6 กรกฎาคม ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 26” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมประมง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าถวายฯ สมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์  ตลอดจนเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพันธุ์ปลาสวยงามสัตว์น้ำ และพรรณไม้น้ำชนิดต่าง ๆ ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ส่งออกภายในประเทศ เพื่อยกระดับการจัดงานก้าวสู่สากล โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่  27 มิถุนายน–6 กรกฎาคม  2557  ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ซึ่งปีนี้ คณะกรรมการจัดงานได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นางรสกร พัฒนศักดิ์ภิญโญ ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์ฯ จัดตู้ปลาสวยงาม ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2557 เวลา 14.30 น. และโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอกณรงค์ ยุทธวงศ์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฝ่ายประสานงาน เป็นผู้แทนพระองค์เปิดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ พร้อมทั้งพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดในกิจกรรมต่าง ๆ ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลา 14.00 น.

งาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่  26” จัดขึ้นในคอนเซปต์ “มหัศ จรรย์พันธุ์ปลา มหัศ จรรย์บอลโลก” โชว์ความสวยงามของสัตว์น้ำในช่วงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 “เล่นกันเป็นทีม มากันเป็นฝูง” โดยมีการรวบรวมสัตว์น้ำที่มีความโดดเด่น สีสันสวยงาม อยู่รวมกันเป็นฝูง มาจัดแสดงรวมกันเป็น ปลาตามสีเสื้อทีมฟุตบอลโลก อาทิ บราซิล  ฝรั่งเศส  ฮอลแลนด์  อาร์เจนตินา  อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี ญี่ปุ่น ฯลฯ และยังจะมีการนำเสนอสัตว์น้ำสวยงามประเภทอื่น ๆ อาทิ ประเภท แพลทตินัม ที่สวยงาม ขาวใสเป็นประกาย หายาก เช่น ปลาการ์ตูนแพลทตินัม  ปลาปอมปาดัวร์แพลทตินัม  ปลาเทวดาแพลทตินัม ฯลฯ รวมถึงสัตว์น้ำสวยงามนานาชนิด อาทิ ปลากระเบนโมโตโร่ ปลากระเบนเพริล์เรย์ ปลากระเบนไฮบริด กุ้งเครฟิชก้ามแดง ฯลฯ และสัตว์น้ำ-มหึมาและแปลกหาชมยาก อาทิ ปูเขียวยักษ์ หนัก 3 กก. ปลาไหลมอร์เรย์ยักษ์ ปลาฉลามหูดำยักษ์ ขนาด 1 เมตร ปลาฉลามกบ ปลากะรังหัวโขน และ ปลาจูบ นอกจากนี้ ยังมีการนำผลงานทางวิชาการมาจัดแสดง อาทิ ปลานวลจันทร์ทะเลตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  Touch pool นำโลกใต้ท้องทะเลมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด สาหร่าย Pamimo ขนาดเท่าลูกฟุตบอล  สาหร่ายเศรษฐกิจ (สาหร่ายลิ้นมังกร สาหร่ายผักกาดทะเล สาหร่ายผมนาง  สาหร่ายมงกุฎหนาม) ปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร 1 ปลาในป่าพรุ ปลาภูเขา การเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดแบบครบวงจร ซึ่งในงานจะมีการแจกมุกน้ำจืด ให้กับผู้เข้าชม ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ทางด้านการประมง อาทิ การรณรงค์งดจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เครื่องมือประมง เรือประมงประเภทต่าง ๆ ที่สำคัญในปีนี้ยังมีการจัดกิจกรรมให้ท่านได้ร่วมลุ้นร่วมสนุกกับความสามารถของเหล่าสัตว์น้ำ อาทิ การโชว์จับจระเข้ด้วยมือเปล่า  ปลาเสือพ่นน้ำทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก โลมาเตะฟุตบอล และการปล่อยปลาออนไลน์ เพียงแค่คลิกเดียวคุณสามารถปล่อยปลาได้ถึงกว๊านพะเยา พร้อมกันนี้ยังได้จัดการประกวดปลาสวยงาม ประกวดตู้พรรณไม้น้ำ ประกวดภาพถ่าย และประกวดวาดภาพระบายสี ชิงถ้วยพระราช ทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกรมประมง เช่น ปลานวลจันทร์ต้มเค็ม ปลานวลจันทร์ทะเลรมควันเป็นต้น โดยปีนี้ ชมฟรี ไม่เสียค่าบัตรผ่านประตูแต่อย่างใด

ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ตระการตา และความแปลกมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องน้ำหลากสีสันและสุดยอดปลาสวยงามจากการประกวด ตลอดจนความรู้เรื่องสุขภาพ และรับบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ฟรี!! ในงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 26” ได้ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน-6 กรกฎาคม 2557 เวลา 10.30– 20.00 น. ณ บริเวณ (แคสคาต้า) ชั้น จี และบริเวณพื้นที่จอดรถของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค.

ผลักดันการเชื่อมโยงเครือข่าย… แก้ปัญหาด้านตลาดผลไม้ตะวันออก – บอกกล่าวเล่าขาน

Published มิถุนายน 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 9 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

แม้ว่าภาคตะวันออกของไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตไม้ผลที่สร้างชื่อให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง โดยในแต่ละปีจะมีผลผลิตออกมาในปริมาณมาก สร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนมหาศาล ทว่าปัญหาที่ตามมาก็คือการให้ผลผลิตของผลไม้บางชนิดกระจุกตัวอยู่ในช่วงเดียวในปริมาณมาก ระบายสู่ตลาดไม่ทัน ส่งผลให้ราคาผลผลิตตกต่ำ โดยเฉพาะเงาะและมังคุด ซึ่งในแต่ละปีมักจะประสบปัญหาในเรื่องของผลผลิตล้นตลาดและขายได้ในราคาที่ไม่คุ้มต้นทุนการผลิตอยู่เสมอ

หลังจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนด้านการนำหลักการสหกรณ์เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการกลุ่มฯ ทำให้เกษตรกรสามารถสามารถแก้ไขปัญหาด้านการตลาดได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย อีกทั้งมีการควบคุมการผลิตตั้งแต่ในระยะเริ่มปลูกจนถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยว พร้อมทั้งมีการรวบรวมผลผลิตและคัดเกรดผลไม้ ทำให้ผลผลิตของสหกรณ์มีคุณภาพผ่านการรับรองมาตรฐาน จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่ง สหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด  อ.แกลง จ.ระยอง   เป็นตัวอย่างสหกรณ์ที่มีระบบการบริหารจัดการผลไม้ได้ประสบผลสำเร็จอีกแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก

นางสาวปิยะนันท์ ประกอบกิจ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนตนเองซึ่งประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่มาระยะหลัง ๆ ต้องประสบปัญหาในเรื่องการผลิตผลไม้ โดยก่อนที่จะมีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด นั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เขตอำเภอแกลง จังหวัดระยอง จะประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ท้องถิ่น อาทิ มังคุด เงาะ ทุเรียน สละและลองกอง ประสบกับปัญหาเรื่องมาตรฐานการผลิต และการตลาด ผลผลิตราคาตกต่ำ ด้วยภาวะปัจจัยความต้องการทางการตลาดไม่สอดคล้องกับคุณภาพและปริมาณผลผลิตของเกษตรกร  แต่หลังการก่อตั้งสหกรณ์ฯ ได้ประมาณ 5 ปี ด้วยการนำหลักการสหกรณ์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ สหกรณ์ฯสามารถวางแผนการผลิต จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค นอกจากนี้ยังสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ทำให้สหกรณ์ฯมีความมั่นคง สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน สหกรณ์ทุ่งควายกิน จำกัด มีสมาชิกจำนวน 200 คน ทั้งนี้สหกรณ์ฯจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับซื้อผลผลิตของสมาชิก รวมถึงเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อส่งจำหน่ายไปยังกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ เฉลี่ยปริมาณผลผลิต 600–800 ตันต่อปี ซึ่งตลาดใหญ่ภายในประเทศจะเป็นเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศที่รับซื้อผลผลิตไปจำหน่ายต่อ และมีการคัดเกรดมังคุดเพื่อส่งให้ผู้ส่งออกส่งจำหน่ายไปยังประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาชนจีน ปริมาณเฉลี่ย 200 ตันต่อปี

“การรวมตัวจัดตั้งเป็นสหกรณ์การ เกษตรทุ่งควายกิน จำกัด ส่งผลให้ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์และเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่สามารถมีรายได้ที่มั่นคงในการจำหน่ายผลผลิต มังคุด เงาะ ทุเรียน ไม่ต้องประสบกับปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำ เนื่องจากระบบสหกรณ์สามารถบริหารจัดการให้มีการวางแผนการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและทราบถึงปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วงของฤดูการเก็บเกี่ยว จึงส่งผลให้สามารถวางแผนในการระบายสินค้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันผลผลิตจะถูกนำมาคัดเกรดในการตั้งราคาจำหน่าย โดยสหกรณ์ฯ จะรับซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานรับรองคุณภาพกับคู่ค้า เพื่อให้ผลผลิตทุกขนาดจำหน่ายได้ทั้งหมด แก้ไขปัญหาให้สมาชิกและเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ ไม่ต้องนำผลผลิตตกเกรดไปจำหน่ายเองในราคาขาดทุน และไม่ต้องประสบกับปัญหาการถูกกดราคาในช่วงผลผลิตล้นตลาด”

ระบบสหกรณ์ยังส่งผลต่อการ บริหารจัดการขนส่งผลผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ในจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ผลักดันให้สหกรณ์ทุกจังหวัดที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ จัดตั้งเป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ประจำจังหวัด เพื่อช่วยระบายผลผลิตและเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ให้กับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าจากจังหวัดต่าง ๆ โดยส่งเสริมให้สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ผู้ซื้อ ได้เชื่อมโยงธุรกิจซื้อขายร่วมกันในลักษณะเครือข่ายสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อรถบรรทุกขนส่งผลผลิตให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์  เพื่อส่งเสริมระบบขนส่ง ทำให้สามารถจัดส่งผลผลิตได้ตรงตามเป้าหมาย ทันเวลา ผลผลิตไม่เน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบสหกรณ์สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและจำหน่ายผลไม้ให้กับเกษตรกรได้อย่างชัดเจน

การรวมกลุ่มโดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์ กลางจึงส่งผลให้เกษตรกรในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง สามารถแก้ไขปัญหาด้านการผลิตและการตลาดผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสหกรณ์จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรมาคัดเกรดส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านช่องทางกลไกการสร้างเครือข่าย ซึ่งสามารถระบายสินค้าสู่ตลาดที่มีความต้องการผลผลิตของเกษตรกร นอกจากนี้สหกรณ์สามารถวางแผนการจำหน่ายผลผลิตได้อย่างเป็นระบบ จึงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนด้วยระบบสหกรณ์.

สมุนไพรสกัดต้านโรคนมโคอักเสบ…ดันเกษตรกรผลิตนมคุณภาพ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published มิถุนายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 2 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

นักวิจัยด้านเภสัชศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระดมสมองวิจัยน้ำมันสมุนไพรสกัดต้านโรคเต้านมวัวอักเสบแทนการใช้ยาปฏิชีวนะได้สำเร็จ ผลักดันเกษตรกรไทยผลิตนมที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันโรคเต้านมวัวอักเสบ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังของเกษตรกรไทยผู้เลี้ยงวัวนม ทำให้น้ำนมวัวที่ได้ไม่มีคุณภาพและปริมาณลด    ลง นอกจากค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงแล้ว เกษตรกรยังต้องสูญเสียรายได้คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำนมวัวเป็นจำนวนมาก ประมาณความเสียหายโดยรวม 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี แนวทางการรักษาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นการนำยาปฏิชีวนะและยาต้านการอักเสบมาใช้ ซึ่งยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปัญหาการดื้อยาและการปนเปื้อนในน้ำนม น้ำนมวัวที่ได้จะขาดคุณภาพและส่งผลเสียต่อผู้บริโภคในที่สุด

รศ.ดร.วัชรี  คุณกิตติ นักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า ที่มาของงานวิจัยเกิดจากการหารือร่วมกันระหว่างอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์กับอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในประเด็นงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงพบโจทย์งานวิจัยที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโรคเต้านมวัวอักเสบของเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนม ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้น้ำนมวัวไม่มีคุณภาพ ปริมาณลดลง เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง สาเหตุของโรคเกิดจากการอักเสบและติดเชื้อของเต้านมวัว อันเนื่องมาจากการทำความสะอาดเต้านมก่อนและหลังรีดไม่ดีพอ หรือเกิดจากการรีดนมด้วยเครื่องรีดนมที่แรงเกินไป ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสะอาดเต้านมวัว และการรีดนมวัวที่ถูกวิธี เพื่อป้องกันการเกิดโรค ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่เกษตรกรนำมาใช้ในการทำความสะอาดเต้านมวัวจะเป็นยาปฏิชีวนะหรือน้ำยาฆ่าเชื้อที่เตรียมจากสารเคมี เมื่อใช้เป็นระยะเวลานานจะทำให้วัวดื้อยา และก่อให้เกิดสารตกค้างในน้ำนม ตามมาด้วยปัญหาการปนเปื้อนในน้ำนม ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค ในที่สุด

คณะนักวิจัยร่วมกันศึกษาแนวทางการนำสมุนไพรมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ โดยเล็งเห็นศักยภาพของสมุนไพรไทยว่ามีสรรพคุณสามารถฆ่าเชื้อได้ จึงเกิดเป็น โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จุ่มเต้านมวัวที่สามารถฆ่าเชื้อก่อนเกิดโรคเต้านมอักเสบ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนวิจัย (สกว.) จากนั้นทำการเก็บตัวอย่างจากแม่วัวในฟาร์มเครือข่ายของกรมปศุสัตว์ โดยนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมปศุสัตว์ พบเชื้อที่ให้ก่อเกิดโรคมากที่สุด 2 ชนิด คือ แสตปฟิโลคอกคัส ออเรียส และสเตร็ปโตคอกคัส อกาแลกเตีย

จากเชื้อก่อโรคที่พบนำมาทดสอบกับน้ำมันสมุนไพรหลายชนิด พบว่าน้ำมันสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้มากที่สุดมีอยู่ 7 ชนิด เป็นน้ำมันที่สกัดจากสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้ พลู ขมิ้นชัน ไพล กระเพรา โหระพา และ มะกรูด จากนั้นนำน้ำมันสมุนไพรสกัด 7 ชนิด มาพัฒนาเป็นตำรับยาทดสอบฤทธิ์การฆ่าเชื้อได้ภายในระยะเวลาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ แล้วทำการทดสอบกับแม่วัวจริง จนประสบผลสำเร็จได้ผลิตภัณฑ์จุ่มเต้านมวัว จากนั้นนำมาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมทดลองใช้ ปรากฏว่าผลสะท้อนจากเกษตรกรอยากให้ผลิตภัณฑ์มีความสะดวกในการใช้งานด้วย คณะนักวิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์จากตำรับยาเดิมเป็นแบบ

สเปรย์ฉีด เพื่อให้เกษตรกรได้เลือกใช้ตามความเหมาะสม

จุดเด่นของน้ำมันสมุน ไพรสกัดที่นำมาใช้ทำยาฆ่าเชื้อหัวนมแม่วัวก่อนและหลังรีดนม นอกจากจะช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ๆ ในน้ำนมแล้ว ยังมีกลิ่นหอมและระเหยได้ง่าย ความหนืดน้อยสามารถไหลเข้าสู่ท่อนมวัวได้ง่ายในระยะเวลาไม่นานและปริมาณที่ใช้ไม่เยอะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในน้ำนมเหมือนน้ำยาฆ่าเชื้อที่เตรียมจากสารเคมี ไม่ระคายเคืองเต้านมวัว เก็บไว้ได้นานตามอุณหภูมิห้อง อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการติดเชื้อโรคครั้งใหม่ได้ถึงร้อยละ 50 เป็นการลดอุบัติการณ์การเกิดโรคเต้านมอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญลดการนำเข้ายาปฏิชีวนะจากต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งในขณะนี้ทั้งผลิต ภัณฑ์จุ่มและสเปรย์ฉีดเต้านมวัว ได้รับการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับเอกชนที่สนใจต้องการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ กระบวนการผลิตไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำง่าย และลงทุนต่ำ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร.0-4320-2733.

ลำไยไทยผ่านด่านสุดโหดตลาดจีน ลดสารตกค้างด้วยห้องรมจากแม่โจ้ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published พฤษภาคม 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 13 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

จีนเป็นตลาดลำไยใหญ่ที่สุดของไทย โดยเฉพาะผลลำไยสด ซึ่งในปี พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าประมาณ 2 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 4 พันล้านบาท และยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญของการส่งออกลำไยสดจากไทยไปจีน คือ การมีปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในเนื้อผลลำไยสูงกว่าเกณฑ์ที่จีนได้กำหนดไว้ นั่นคือ มากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (พีพีเอ็ม) ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้มีการแจ้งเตือนปัญหาดังกล่าวไปยังเกษตรกรและสถานประกอบการรมอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนได้มีหนังสือแจ้งระงับการนำเข้าลำไยผลสดจากผู้ประกอบการของไทยไปแล้วจำนวน 9 แห่ง

กระบวนการรมลำไย ที่ผู้ประกอบการใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่ วิธีการเผาไหม้ผงกำมะถันเพื่อให้ได้แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นวิธี    ที่ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่การควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของสารดังกล่าวเป็นไปได้ยาก และมักใช้ระดับความเข้มข้นหรือปริมาณผงกำมะถันสูงกว่าที่กำหนดไว้ สกว.จึงได้สนับสนุนทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดย ผศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยพัฒนาและปรับปรุงเทคนิคการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับผลลำไยสดขึ้นมาใหม่ ด้วยการนำแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากถังอัดความดันโดยตรง รวมทั้งนำระบบบังคับอากาศแนวตั้งเข้ามาใช้ในกระบวนการรม เพื่อช่วยให้แก๊สเข้าไปสัมผัสกับผลลำไยสดที่บรรจุภายในตะกร้าได้ดียิ่งขึ้น จึงสามารถลดระดับความเข้มข้นของสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์หลังสิ้นสุดการรมให้เหลือเพียง 4,000-6,000 พีพีเอ็ม หรือประมาณ 4-5 เท่า เมื่อเทียบกับระดับความเข้มข้นตามคำแนะนำที่สถาบันอาหารกำหนดไว้ หรือตามที่ผู้ประกอบการใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ 15,000-20,000 พีพีเอ็ม ทำให้ผลลำไยสดมีปริมาณการตกค้างในส่วนเนื้อผลหลังจากรมทันทีประมาณ 15-20 พีพีเอ็ม อีกทั้งควบคุมโรคและป้องกันการเกิดสีน้ำตาลบนเปลือกผลลำไยได้ไม่ต่ำกว่า 20 วัน ที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์

ผศ.จักรพงษ์ กล่าวว่า องค์ความรู้และผลงานวิจัยนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้วิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยี 4 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา) ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำไปปรับปรุงคุณภาพห้องรมลำไยเพื่อพัฒนามาตรฐานระบบการผลิตลำไยของประเทศไทย เพื่อการส่งออก จำนวน 8 ห้อง ในปี พ.ศ. 2555 รวมทั้งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตผลเกษตรบ้านเกี๋ยงดอย จ.เชียงราย และสหกรณ์การเกษตรน้ำแวน จ.พะเยา ขอรับแบบห้องรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับผลลำไยสดไปก่อสร้างแล้วปรับใช้ในเชิงการค้า เช่นเดียวกับบริษัทไทยฮงผลไม้ จำกัด ผู้ประกอบการส่งออกลำไยรายใหญ่ของไทย นำไปปรับปรุงและดัดแปลงห้องรมที่มีอยู่เดิมเพื่อส่งออกลำไยไปจีนและฮ่องกง ซึ่งปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก แม้ว่าจะทำให้มีต้นทุนสูงกว่าวิธีปฏิบัติแบบเดิมประมาณ 0.20-0.30 บาทต่อกิโลกรัมผลลำไยสด ล่าสุดบริษัท กรีนริชโปรดิวซ์ จำกัด อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ได้ดำเนินการสร้างห้องรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับผลลำไยสด จำนวน 4 ห้อง และนำไปปฏิบัติใช้เชิงการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 เพื่อส่งไปจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตภายในประเทศ ได้แก่ เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี รวมถึงส่งออกผลลำไยสดที่ผ่านกระบวนการรมด้วยเทคนิคดังกล่าวไปยังตลาดเซี่ยงไฮ้ของจีน ซึ่งมีความเข้มงวดอย่างมากเกี่ยวกับในการนำเข้าผลไม้

การขนส่งทางเรือ รวมถึงการผ่านพิธีทางศุลกากร การรอผลตรวจวิเคราะห์สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้าง และคุณภาพผลลำไยสด จากห้องตรวจวิเคราะห์ของสำนักงานตรวจสอบสินค้านำเข้าของจีน (AQSIQ) ณ ศูนย์กระจายสินค้าที่เซี่ยงไฮ้ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 23 วัน จึงจะอนุญาตให้ขนถ่ายตู้คอนเทเนอร์ออกจากท่าเรือได้ ผลปรากฏว่าผลลำไยสดทั้งหมดผ่านการตรวจวิเคราะห์ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยจากสารตกค้างทุกชนิด เช่นเดียวกับคุณภาพของผลลำไย ซึ่งพบความเสียหายจากตำหนิต่าง ๆ ทั้งการเกิดเชื้อรา ศัตรูพืช ผลแตก และผลช้ำ น้อยมากเพียงร้อยละ 0.1

การสร้างห้องรมแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ พร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามเทคนิคนี้ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 500,000-550,000 บาทต่อห้อง โดยสามารถรมแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับผลลำไยได้สูงสุดครั้งละ 360 ตะกร้า หรือคิดเป็นกำลังการผลิตต่อรอบการผลิตชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ประมาณ 4,140 กิโลกรัม  (11.5 กิโลกรัมต่อตะกร้า) “ทั้งผู้รู้ ความรู้ เครื่องมือ กลไก และผลการทดสอบดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น เป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานวิจัยนี้มีความพร้อมใช้เพื่อแก้ปัญหาสารตกค้างในผลลำไยสดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานประกอบการ ผู้ส่งออก หรือผู้เกี่ยวข้อง ว่าจะพิจารณาลงทุนเพื่อรับเทคโนโลยีนี้ไปใช้หรือไม่ อย่างไร”

สำหรับผู้สนใจห้องรมแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับผลลำไยสดดังกล่าว หรือต้องการชมห้องต้นแบบเป็นหมู่คณะ รวมทั้งขอรายละเอียดการก่อสร้าง สามารถติดต่อได้ที่ ผศ.จักรพงษ์ โทร. 0-5387-3922 และ 0-5387- 8117 หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไยแม่โจ้  0-5387-3390.

ชูมาตรฐาน ‘สินค้าเกษตร’ ไทย ในงาน ‘World EXPO Milano 2015’ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published พฤษภาคม 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 5 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

 ภายหลังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพในการเข้าร่วมงาน “World  EXPO  Milano 2015”ภายใต้หัวข้อ “Feeding The Planet, Energy For Life”หรือ “อาหารหล่อเลี้ยงโลก พลังงานหล่อเลี้ยงชีวิต”ระหว่าง 1 พฤษภาคม-31 ตุลาคม 2558 รวมระยะเวลา 6 เดือน ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี

นายชลิต ดำรงศักดิ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมเข้าร่วมงาน “Expo Milano 2015” ภายหลังรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพหลักกระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเร่งรัดติดตามงานอย่างต่อเนื่อง   เพื่อเนรมิตพื้นที่ให้สวยงามอวดสายตาประชาคมโลก

โดยขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมหลายด้านเรียบร้อยแล้ว เช่น การคัดเลือกสินค้าอาหาร สินค้าแปรรูปและสินค้าอื่น ๆ ที่จะนำไปจัดแสดง ทั้งยังได้ลงนามว่าจ้างกิจการร่วมค้าเวิร์คไรท์เป็นผู้ออกแบบก่อสร้างอาคารแสดงนิทรรศการของไทย ซึ่งได้เสนอให้องค์กรผู้จัดงานเอ็กซ์โปของอิตาลีพิจารณาแล้ว คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างฐานและอาคารได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์  2558 จากนั้นจะเร่งตกแต่งภายใน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2558

สำหรับวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ พระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมโชว์ศักยภาพด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไทย ตลอดจนนวัตกรรมด้านการเกษตรของไทยสู่ประชาคมโลก  ทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีไทยสู่สากลด้วย

“การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นงานใหญ่ระดับโลกเทียบเท่ากับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกหรือฟุตบอลโลก ซึ่งการจัดงานกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนัก งานมหกรรมโลก พร้อมทั้งได้ว่าจ้างบริษัทกิจการร่วมค้าเวิร์คไรท์ ของกลุ่มเวิร์คพอยท์ เข้ามาเป็นทีมงานในการจัดงาน” นายชลิต  กล่าว

“นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม และกงสุลไทยประจำเมืองมิลาน เพื่อประชา สัมพันธ์ให้คนไทยในอิตาลี รวมถึงยุโรปได้รับทราบและเข้าร่วมชมงานฯ นี้ด้วย นอกจากผู้เข้าร่วมชมงานจะเห็นพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว การที่ไทยเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงานฯ ดังกล่าว ยังทำให้ประชาคมโลกเห็นศักยภาพของไทยด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุน ที่สำคัญยังช่วยขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยสู่ตลาดโลกเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วย” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

สำหรับการจัดงาน World  EXPO Milano 2015 จะมีผู้แสดงสินค้าจาก 138 ประเทศทั่วโลก และคาดว่าภายในงานจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมงานไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคน และทางการอิตาลีคาดว่าจะมีประชาชน ตลอดจนผู้ผลิตจากทั่วโลกเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน โดยงาน World  EXPO จะจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี.

%d bloggers like this: