น้ำ

All posts tagged น้ำ

อีก 10 ปี น้ำขาดแคลนหนัก กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเปิดเวทีระดมสมองรับมือช่วยภาคเกษตร

Published เมษายน 8, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/2965

วันศุกร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.52 น.

tags : กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเกษตร,

นายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่มีความเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ แม้ว่าประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรกรรมมากถึงประมาณ 131 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ในเขตชลประทานที่มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปีเพียง 29.34 ล้านไร่เท่านั้น ขณะที่จากการประเมินของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงสัดส่วนความต้องการใช้น้ำ พบว่า อีก 5 ปีข้างหน้า มีอัตราการขยายตัวโดยเฉพาะภาคการใช้น้ำเพื่อการเกษตร มากกว่าร้อยละ 10 ดังนั้นมีแนวโน้มว่า แหล่งน้ำผิวดินจะมีไม่เพียงพอ และเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

ดังนั้น กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำบาดาลในภาคการเกษตรให้เหมาะสม มีสมดุลและเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป จึงได้จัดการประชุมวิชาการ เรื่อง “น้ำบาดาลกับความมั่งคงทางการเกษตร”ขึ้น เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง ให้เกิดแนวทางในการบริหารจัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพตามกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรน้ำของภาคการผลิตต่างๆ

สำหรับรูปแบบการประชุมวิชาการครั้งนี้ จะมีการเสวนาเรื่อง “น้ำบาดาลกับความมั่นคงทาง การเกษตร: กุญแจสู่ความกินดี อยู่ดี” ซึ่งมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน นายวิโรจน์ ภู่สว่าง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานอ้อย บริษัทกลุ่มมิตรผล ศ.ชูพงษ์ สุกุมลนันทน์ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร” พร้อมเชิญคณะครูอาจารย์และนักเรียน จากโรงเรียนปิยชาติพัฒนาในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จ.นครนายก และโรงเรียนบ้านบวกค้าง จ.เชียงใหม่ ร่วมจัดแสดงผลงานโครงการน้ำโรงเรียน ที่ได้รับการสนับสนุนระบบน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานองค์การอนามัยโลกจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

ให้น้ำมันสำปะหลัง…เพิ่มผลผลิตพิชิตเพลี้ยแป้ง

Published เมษายน 6, 2012 by SoClaimon

kasikorn83 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

เกษตรสร้างสรรค์ : กระทรวงน้ำ

Published เมษายน 4, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/2764

วันพุธ ที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2555, 07.08 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์กระทรวงน้ำ,

รูปรอยกระทรวงน้ำมีร่างกันขึ้นมาแล้ว ผมเองยังไม่ทันเห็น ทันรู้ ฟังแต่ที่คนเล่าขานกัน

แนวคิดการรวมหน่วยงานด้านน้ำ 30 กว่าหน่วยเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวกัน จะเป็นชื่อกระทรวงน้ำ กระทรวงชื่อใด เชื่อว่า ทุกคนยอมรับได้ โดยเฉพาะประเทศนี้มีน้ำเยอะ แต่เก็บน้ำได้นิดเดียว แถมยังปล่อยให้ท่วมให้แล้งอย่างน่าเวทนา

ประเด็นคือปฏิรูปเชิงโครงสร้างแล้ว จะปฏิรูประบบการทำงานอย่างไรให้คล่องตัว ไม่เป็นระบบราชการที่ล่าช้า ขัดกันเอง ขัดกันข้ามกระทรวง เหมือนอย่างที่ผ่านมา

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการตั้งกระทรวงน้ำให้เปลืองภาษีชาวบ้าน

รายละเอียดบางอย่างฟังแล้วขำ เช่น ผนวกกรมพัฒนาที่ดินเข้ากับสำนักงานจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ของกรมชลประทาน

ชื่อนั้นอาจละม้ายกัน แต่ภารกิจและวิธีการทำงานต่างกันราวฟ้ากับดิน

กรมพัฒนาที่ดิน งานหลักคือพัฒนาดินที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภาคการเกษตร นอกเหนือจากปัจจัยด้านน้ำที่มีกรมชลประทานกำกับรับผิดชอบอยู่ แต่งานพัฒนาดินชะงักงันต่อเนื่องอย่างน้อยในระยะ4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาใหญ่ ใช้คนไม่ถูกกับงาน แถมยังทำให้งานเสียอีกด้วย เป็นเรื่องที่พรรคชาติไทยพัฒนาปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้น ลำพังคนเดียวก็แย่อยู่แล้ว นี่เล่นกันทั้งโขยง ไม่พังวันนี้ แล้วจะพังวันไหน

ประชาชนรับกรรมเป็นพื้นฐาน ข้าราชการกรมพัฒนาที่ดินก็พลอยรับกรรมขั้นทุติยภูมิไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

ส่วนสำนักงานจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สังกัดกรมชลประทาน ก่อนนี้ก็เคยผิดฝาผิดตัวโยกไปสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯมารอบหนึ่งแล้ว และประจักษ์ว่า ล้มเหลวที่ไม่อาจจัดรูปที่ดินได้อย่างที่ควรจะเป็น เพิ่งเข้ารูปเข้ารอยเมื่อกลับมาสังกัดกรมชลประทานที่เป็นฐานสนับสนุนสำคัญเรื่องน้ำ และงบประมาณ

กระนั้น ความที่รัฐบาลไม่ประสาถึงความสำคัญของการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือเพราะสันดานนักการเมืองมองเฉพาะวันนี้ ไม่แลเรื่องวันพรุ่งหรืออนาคต การจัดรูปที่ดินฯที่วางไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังเป็นแค่ลมๆแล้งๆสร้างฝันให้บรรเจิด เพราะได้รับงบประมาณ 200 ล้านบาท จากที่ขอไป 600 ล้านบาท

สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของนักการเมืองทุกยุคสมัยได้เป็นอย่างดี เพราะการจัดรูปที่ดินฯโครงการหนึ่งๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีถึงจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง นักการเมืองไทยทนคอยไม่ไหวหรอกครับ

ทั้งที่ การจัดรูปที่ดินฯคือหัวใจของการเกษตร ตรงที่มีระบบน้ำเข้าถึงทุกแปลง ถนนถึงทุกแปลง ระบบระบายก็ออกโดยตรงจากทุกแปลง ถ้าแปลงเกษตรเป็นอย่างนี้ ทำอะไรก็ได้ ปลูกอะไรก็ขึ้น ก็งาม ทำเงินทำรายได้ให้เกษตรกรอย่างไม่ขาดมือ เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากโดยไม่ต้องไปขอให้รัฐช่วยอุดหนุนสงเคราะห์

คงเป็นเพราะกลัวเกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้กระมัง นักการเมืองจึงเลือกที่จะทำให้ถ่วงหรือชลอโครงการที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ แล้วมุ่งไปทำโครงการทำเงินอื่นๆแทน

ผมยังไม่มีรายละเอียดกระทรวงน้ำ รอให้ได้พิมพ์เขียวมาก่อนแล้วจะนำมาเสนอให้รับรู้กันอีกครั้ง

พอใจ สะพรั่งเนตร

เสียงจากคน 6 ทุ่ง น้ำกำลังจะมาแต่หาความชัดเจนไม่ได้

Published เมษายน 3, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/scoop/2479

วันอาทิตย์ ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555, 19.51 น.

 

  •              จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครฟันธงเรื่องพื้นที่รับน้ำ เงินชดเชยเยียวยา ซ้ำร้ายข้อมูลที่ไปลงถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเต็มๆ วันนี้ดูจะยังไม่มีอะไรชัดเจน…มาฟังคำร้องทุกข์จากชาวบ้าน 6 ทุ่งรับน้ำในวันนี้
  •           ข้อมูลจาก ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ภายหลังคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)จัดหาพื้นที่แก้มลิงจำนวน 3.7 ล้านไร่ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ กรุงเทพ มหานคร งบดำเนินการ 60,000 ล้านบาทใน 19 จังหวัด 609 ตำบลคือ…
  •               กำแพงเพชรมีพื้นที่รับน้ำ 3 อำเภอ 5 ตำบล ฉะเชิงเทรา 2 อำเภอ 8 ตำบล ชัยนาท 4 อำเภอ 25 ตำบล นครนายก 1 อำเภอ 5 ตำบล นครปฐม 3 อำเภอ 27 ตำบล  นครสวรรค์ 7 อำเภอ 39 ตำบล 3 อำเภอ ปทุมธานี 6 ตำบล พระนครศรี อยุธยา 14 อำเภอ 143 ตำบล 10 อำเภอ 61 ตำบล พิษณุโลก 6 อำเภอ 38 ตำบล ลพบุรี3 อำเภอ 34 ตำบล สมุทรปราการ 1 อำเภอ พิจิตร6 ตำบล สระบุรี 7 อำเภอ 28 ตำบล สิงห์บุรี 6 อำเภอ 43 ตำบล สุโขทัย 5 อำเภอ 7 ตำบล สุพรรณบุรี 7 อำเภอ 52 ตำบลอ่างทอง 7 อำเภอ 73 ตำบล อุตรดิตถ์ 3 อำเภอ 7 ตำบล และอุทัยธานี 1 อำเภอ 2 ตำบล
  •              การทำโครงการพื้นที่แก้มลิง จะต้องประกาศเป็นกฎหมายตามอำนาจของนายกรัฐมนตรี  เพื่อที่สามารถใช้อำนาจบังคับให้เกษตรกรพักทำการเกษตรในพื้นที่รับน้ำนอง ประชุมชี้แจงให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและเห็นถึงความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งอนุมัติจ่ายเงินเยียวยาที่เป็นธรรม ล่าสุดนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 19 จังหวัดตรวจสอบพื้นที่รับน้ำนองทั้งหมดและประชาสัมพันธ์กับประชาชนเรื่องพื้นที่รับน้ำนอง อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และป่าต้นน้ำ ให้ชาวบ้านเข้าใจถึงระบบชลประทานในการป้องกันน้ำท่วม
  •           “ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน” ได้สัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำนองบางส่วน เพื่อติดตามถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยที่จะมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่าพวกเขาเตรียมพึ่งตนเองและรัฐบาลอย่างไร และถึงขณะนี้คนในพื้นที่มีความชัดเจนแค่ไหนในสิ่งที่พวกเขาเผชิญ “คนทุ่งรับน้ำ”
  •                   ชาวบ้านชี้รัฐยังไม่ชี้แจงความคืบหน้าใดๆ
  •             ประชาญ มีสี รองประธานองค์กรชุมชน ต.บางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ชลประทานยอมรับว่าสิงห์บุรีไม่ได้อยู่ในแผนแก้มลิงของรัฐบาล แต่ตัวเมืองสิงห์บุรีมีแม่น้ำเจ้า พระยาผ่ากลาง ปกติพื้นที่ชาวบ้านที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำจะเป็นแก้มลิงอยู่แล้วเพราะระดับตลิ่งมันต่ำ  ตอนที่นายกรัฐมนตรีลงมามีการเสนอโครงการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน และ โครงการบูรณซ่อม แซมแต่สิ่งที่ชาวบ้านเป็นห่วงคือ พื้นที่ใกล้เคียงคือทุ่งท่าวุ้ง ลพบุรี บางบาล อยุธยาที่ติดสิงห์บุรีที่อยู่ติดกัน อะไรคือคันกั้นน้ำระหว่างสิงห์บุรีกับลพบุรีเพราะมันเป็นผืนน้ำเดียวกัน ระดับต่างของพื้นที่เป็นระดับเดียวกันความสูงต่ำ เพราะฉะนั้นจะเป็นท่าวุ้งหรือสิงห์บุรีก็ทุ่งเดียวกัน เพราะพื้นที่มันคาบเกี่ยว แม้กระทั่งทุ่งบางบาลกับอ่างทองก็มีลักษณะคล้ายๆกัน เพราะเป็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่มีรายละเอียดเหล่นนี้ออกมาชี้แจงประชาชนแม้แต่น้อย
  •          “ตอนนี้ภาครัฐมีหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งๆที่การจ่ายเงินชดเชยค่าน้ำท่วม 5,000 บาทปีที่ผ่านมายังไม่จบ บางคนยังไม่ได้ บางคนค่าเสียหายทั้งหลัง ได้ค่าชดเชย 2,000-3,000 ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ส่วนค่าชดเชยอื่นๆทั้งไร่นาสวนก็ยังไม่จบ วันนี้ยังไม่เห็นทั้งแผนตั้งรับ แผนเยียวยา ชดเชยยังไม่มี นอก เหนือจากน้ำท่วม ถ้าผลกระทบเกิดจากแก้มลิงมาถึงสิงห์บุรี ต้องคุยให้ชัดเจนเมื่อเอาน้ำเข้ามาปุ๊บน้ำจะออกเมื่อไหร่ ช่วงที่ชาวบ้านประกอบอาชีพไม่ได้ เขาจะทำอะไร การมีส่วนร่วมกับชาวบ้านเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่มีส่วนร่วมช่วงสุดท้าย คุณทำแผนเสร็จเรียบร้อย คุณค่อยมาถามชาวบ้านว่าเอาไม่เอา มันไม่ใช่ คุณต้องประชาพิจารณ์ชาวบ้านก่อน คุยต้องเปิดข้อมูล คุณต้องมาคุยกับชาวบ้านก่อนที่จะลงมือทำ” รองประธานองค์กรชุมชน ต.บางกระบือ กล่าว
  •             อำนวย โฉมมิตร ชาวตำบลบางนา อ.มหาราช จ.อยุธยา กล่าวว่า อำเภอมหาราชเป็นเหมือนแอ่งกระทะน้ำจากที่ต่างๆจะลงมหาราชก่อนแล้วถึงจะระบายไปที่อื่น ซึ่งมีแม่น้ำคลองบางแก้วที่แยกจากเจ้าพระยาอ่างทองมาบรรจบกัน แม่น้ำสายลพบุรี  ส่วนบางบาลเลยเส้นมหาราชไปแต่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสายจึงกระทบรุนแรง ปกติมหาราชท่วมสูงประมาณ 2 เมตรแต่ปีที่ผ่านมาระดับน้ำสูงกว่า 5 เมตร สำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วมปีนี้ ยังไม่มีหน่วยงานไหนมาคุยกับชาวบ้าน รวมทั้งค่าชดเชยหรือการดำเนินการใดๆจากภาครัฐ
  •       “แม้ยังไม่รู้ข้อมูลใดๆจากทางราชการ แต่ชาวบ้านก็เตรียมสู้ นาปีจะไม่ทำแล้ว จะปรับทำแค่นาปรัง ส่วนเรื่องค่าชดเชยเราทำประชาคมเพื่อทำข้อมูลเสนอรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบปีที่ผ่านมา ที่การช่วย เหลือจากภาครัฐเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใช้วิธีแบบพวกมึงพวกกู บางบ้านเสียหายน้อยได้เงินชดเชยมาก บางบ้านเสียหายมากได้เงินชดเชยน้อย มันเหมือนเป็นการเมืองเข้ามาครอบงำ ซึ่งก็ไม่รู้มีนอกมีในเรื่องงบประมาณหรือเปล่า” อำนวย โฉมมิตร กล่าว
  •              ความกำกวมของคำว่าเยียวยาทุ่งรับน้ำ
  •          ประมวล คล้ายทอง ผู้ใหญ่บ้านม. 2 ต.เขาแก้ว อ.ทับพระยา จ.ชัยนาท กล่าวว่า ทุ่งเชียงรากมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 50,000 ไร่ ชาวบ้านในพื้นที่ยอมรับที่จะให้มีการนำพื้นที่ไปทำทุ่งรับน้ำ แต่อยากให้ทางรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อวิถีชีวิตชาวนาปรับเปลี่ยนไปจะทำอย่างไร ช่วงน้ำหลากชาวบ้านยอมให้เอาน้ำเข้าทุ่งได้ แต่ต้องจัดสรรน้ำให้ทำนาได้ 2 ครั้งแต่ความต้องการชาวบ้านไม่เคยมีเจ้าหน้าที่เข้ามารับฟัง รวมทั้งไม่มีความชัดเจนใดๆจากรัฐบาลในเรื่องค่าชดเชยว่าจะให้เท่าไหร่และจะดำเนินการอย่างไร
  •             “ทุกคนยอมรับและจะปรับวิถีชีวิตช่วงไม่ได้ทำนามาหาปลาเพื่อเสริมรายได้ให้กับครัวเรือน ซึ่งเราก็ยังไม่แน่ใจว่าที่รัฐจะเข้ามาช่วยยกบ้านขึ้นหนีน้ำหรือยกระดับถนนให้สูงขึ้นให้สัญจรไปมาได้ก็ไม่รู้ว่ารัฐจะทำยังไง” ผู้ใหญ่ประมวล กล่าว
  •           สำรวย ศรีกลัด ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลหาดทะนง อ.เมือง จ.อุทัยธานี กล่าวว่า จังหวัดอุมัยธานีพื้นที่ที่กำหนดไว้ทราบมาว่าประมาณ 26,000 ไร่ ชาวบ้านมีข้อกังวลว่าวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไป การผันน้ำเข้ามาในพื้นที่จะมีเงื่อนไขและความชัดเจนอย่างไร เนื่องจากผลกระทบปีที่ผ่านมา อาชีพทำสวนไม้ยืนต้น เช่น สวนส้ม มะนาว ฝรั่ง มะม่วง มีความลำบากมาก ทางออกหรือการดูแลชาวบ้านในปีนี้จะมีวิธีการอย่างไร ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนจากภาครัฐ แต่ถ้าให้อุทัยธานีเป็นพื้นที่รับน้ำ แน่นอนต้องมีผลกระทบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระยะเวลาการฟื้นฟูสวนต้องใช้เวลานาน ถ้าท่วมทุกปีเราจะทำอะไรไม่ได้เลย อีกอย่างฝั่งตรงข้ามเป็นฝั่งชัยนาทที่เขามีคันกั้นน้ำไม่ให้น้ำเข้าพื้นที่การเกษตรแต่ ฝั่งอุทัยธานีไม่มีคันกั้นและด้านหลังยังมีแม่น้ำสะแกกรังอีกหนึ่งสายที่โอบล้อมเข้ามา
  •         “ตอนนี้นโยบายต่างๆยังไม่มีความชัดเจน ยังมีการปรับแผนกันอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างยังไม่นิ่ง การเกิดผลกระทบทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มานั่งเครียดว่าจะเริ่มต้นกันอย่างไรสำหรับเจ้าของสวนหลายๆสวนความรู้สึกจะไม่เหมือนชาวไร่ชาวนาที่ปลูกพืชระยะสั้นที่มีปฏิทินหลบหลีกตามฤดูกาลได้ รวมทั้งค่าชดเชยก็ยังไม่ชัด ไม่ว่าจะเป็น 3 พันหรือ 5 พันก็ยังไม่ชัด” สำรวย ศรีกลัด กล่าว
  •                เลี่ยงสนามกอล์ฟเอื้อนักการเมือง
  •           บัณฑิต ประหัช ประธานประชาคมระดับตำบล ต.ชุมพล อ.องครักษ์ จ.นครนายก กล่าวว่า พื้นที่ตำบลชุมพล อ.องครักษ์ติดปทุมธานี ปีหนึ่งให้ชาวนาทำนาครั้งเดียว ฤดูน้ำหลากให้ประชาชนหยุดการทำนามีทั้งผลดีผลเสีย ถ้ามีการจ่ายค่าชดเชย คนที่เช่าที่ดินทำนาหรือเจ้าของที่นาจะเป็นผู้ได้รับก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะถ้าให้เจ้าของที่นา คนที่เช่านาทำจะทำยังไง จะอยู่อย่างไรในช่วงที่น้ำท่วม ยังคงไม่มีข้อตกลงในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เข้ามาทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้ ส่วนเรื่องพื้นที่รับน้ำนอง ยังไม่มีใครเข้ามาทำความเข้าใจแจ้งให้ชาวบ้านทราบ รู้แต่เพียงการทำฟลัดเวย์จากคลองรังสิตตั้งแต่คลองหนึ่ง คลองสองถึงคลอง 16 ซึ่งมีการสำรวจแล้ว มีการทำแผนที่ออกมาแล้ว แต่ชาวบ้านมีข้อสงสัยว่าทำไมไม่ทำเป็นเส้นตรงไปแต่มีการกำหนดพื้นที่ให้เลี้ยวออกจากแนวสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณไปตัดที่นาชาวบ้าน
  •           “ขณะนี้ชาวบ้านหลายคนต้องการร้องเรียนในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรัฐทำไม่ถูกต้อง เป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังไม่มีการชี้แจงใดๆทั้งสิ้น พื้นที่รับน้ำจะอยู่ตรงไหน ฟลัดเวย์ทำไมกำหนดออกจากพื้นที่สนามกอล์ฟที่มีนักการเมืองบางคนมีเอี่ยว และค่าชดเชยต่างๆ ชาวบ้านไม่รู้เรื่องทั้งสิ้นเพราไม่เคยมีการทำประชาคม ผมเป็นประธานระดับตำบลผมรู้ดี” ประธานประชาคมระดับตำบล ต.ชุมพล กล่าว
  •                  ชีวิตที่ไม่โมเดลของ “บางระกำโมเดล”
  •            สงัด มายัง ชาวบ้านบ้านตะโม่ ม.5 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ในฐานะจังหวัดที่ถูกยกให้เป็นต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม กล่าวว่า รัฐจะใช้พื้นที่บึง 3 แห่งเป็นพื้นที่รับน้ำคือบึงจะเคร็ง บึงละมาน และบึงขี้แล้ง ซึ่งบึงจะเคร็งและบึงละมานเริ่มขุดแล้วแต่มีปัญหาที่บึงละมานเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะมีการนำดินไปถมในที่ชาวบ้าน จะมีการฟ้องร้องศาล แต่รัฐบาลก็ยังไม่หยุด ไม่มีแนวทางแก้ไขชัดเจน แต่ในความเป็นจริงในพื้นที่ชาวบ้านเขาไม่กลัวน้ำท่วมแต่กลัวภัยแล้งมากกว่า
  •             “หลังน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ชีวิตบางระกำก็อยู่กันปกติ บอกได้เลยว่าไม่ต้องมาแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม เพราะบางระกำท่วมทุกปี ท่วมมากท่วมน้อยไม่รู้ แต่ถ้าบางระกำแล้งไม่ดีแน่ สิ่งที่ควรแก้คือแก้ปัญหาน้ำแล้งทำยังไงจะกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ทำยังไงจะเอาแม่น้ำยมที่ไหลไปหมดเอาเก็บไว้ใช้ได้บ้าง อยากให้รัฐเข้ามาดูแล แต่ไม่อยากให้มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ ป่า วิถีชีวิต ชุมชน” สงัด มายัง กล่าว
  •              นั่นคือเสียงสะท้อนของคนลุ่มน้ำ วันนี้ยังคงรอความชัดเจนจากผู้มีอำนาจ เพราะหากเป็นไปตามแผนของรัฐบาลที่วางไว้ พื้นที่ทำการเกษตร วิถีชีวิตของพวกเขาย่อมเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกไม่กี่เดือนน้ำจะมา  หลายคนจึงหวังว่าพวกเขาจะยังมีเวลาเตรียมตัวอยู่บ้าง

SCOOP@NAEWNA.COM

เร่งขุดคลองรังสิตสกัดท่วม เกษตรฯรณรงค์ดึงชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำ

Published มีนาคม 28, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/news.asp?ID=306534

วันที่ 28/3/2012

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดปทุมธานี จัดทำโครงการรวมใจอนุรักษ์พัฒนาคลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองสาขาขึ้น เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ตลอดจนปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์แม่น้ำ คู คลอง และสิ่งแวดล้อมในชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างเครือข่ายชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ดูแล ป้องกัน รักษาคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยใช้วิธีชีวภาพและกายภาพที่ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ รวมทั้งยังเป็นการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์คลองรังสิตประยูรศักดิ์ให้ดีขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้กรมชลประทานได้ส่งเครื่องจักร-เครื่องมือ ได้แก่ Mart BackHoe 2 คัน BackHoe ลงโป๊ะ 4 คัน เรือกำจัดวัชพืชสายพาน 2 ลำ และเรือกำจัดวัชพืชชนิด Champ shell 1 ลำ เข้าดำเนินการขุดลอก กำจัดวัชพืช และสิ่งปฏิกูลในคลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองสาขา มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ.2555-2557) เป้าหมายระยะแรกปี 2555 โดยจะพัฒนาคลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองสาขา จำนวน 20 คลอง ความยาว 309 กม. และปี 2556-2557 มีเป้าหมายในการอนุรักษ์และพัฒนาคลองต่างๆ ในเขต จ.ปทุมธานี 22 คลอง ความยาว 404.5 กม.

“สำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการนี้ นอกจากจะทำให้ชุมชนในพื้นที่คลองรังสิตฯและคลองสาขา มีสภาพแวดล้อม คุณภาพน้ำ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมี แหล่งน้ำไม่เสื่อมโทรมแล้ว ยังทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้น้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการเกษตรกรรม กลุ่มผู้ใช้น้ำได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพแหล่งน้ำ รวมทั้งยังจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทด้านอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” นายธีระ กล่าว

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมชลประทานจะเข้าไปจัดกิจกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้และปลูกจิตสำนึกให้กับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ ตลอดจนสนับสนุนโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายประชาชน ที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลการทำงาน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี โดยจะสิ้นสุดโครงการฯ ในเดือนมีนาคม 2557 และจะขยายผลไปยังคลองสายอื่นๆ ต่อไป

พด.ผลักดันงานอนุรักษ์ดิน-น้ำ ช่วยบรรเทาภัยพิบัติท่วม-แล้ง

Published มีนาคม 28, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/news.asp?ID=306533

วันที่ 28/3/2012

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งอากาศร้อนที่มีอุณหภูมิที่สูงหรือมีฝนตกหนักต่อเนื่อง เป็นสาเหตุสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติต่างๆ เกือบทั้งประเทศ โดยภัยพิบัติหลักๆ คือ ภัยแล้ง อุทกภัย และดินโคลนถล่ม

“กรมพัฒนาที่ดิน มีหน้าที่อนุรักษ์ดินและน้ำ การเข้าไปหาแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในส่วนของกรมฯนั้น เราจะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่เราสามารถเข้าไปดำเนินการได้ คือ ในส่วนของพื้นที่เกษตรโดยเฉพาะพื้นที่เกษตรบนที่สูงและพื้นที่โครงการหลวง โดยเข้าไปจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ต้นน้ำให้มีการจัดการที่ดีขึ้นส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว โตช้า ที่มีระบบรากแก้วช่วยยึดดิน โดยช่วยชะลอความเร็วและแรงน้ำทำให้น้ำไม่ไหลบ่ามาอย่างรวดเร็ว และการปลูกหญ้าแฝกที่มีระบบรากยาว เพื่อช่วยการเก็บกักน้ำเอาไว้ในดินแล้วค่อยๆ ให้มันซึมออกมา การเกิดปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย ดินโคลนถล่มต่างๆที่จะเกิดก็ลดความรุนแรงลงได้ ถ้าพื้นที่นั้นๆ ต้นน้ำบนภูเขายังสมบูรณ์ดี ภัยพิบัติทั้งหลายก็จะเกิดขึ้นได้ยาก”

นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า สำหรับกรมพัฒนาที่ดินเข้าไปดำเนินการนั้น ในแผนงานมีอยู่ 3 โครงการด้วยกันคือโครงการอนุรักษ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม, โครงการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรที่มีความวิกฤตต่อการสูญเสียดิน, โครงการปลูกต้นไม้ยืนต้นพร้อมระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรทิ้งร้าง โดยทั้ง 3 โครงการ ในขณะนี้ถือว่าผลดำเนินการยังได้ไม่ตรงตามเป้า เนื่องจากแผนงานในการอนุรักษ์ดินและน้ำนั้นต้องใช้งบประมาณสูง งบประมาณที่ได้ยังไม่พียงพอต่อพื้นที่ที่จะเข้าไปดำเนินการ จึงทำให้ภัยพิบัติเหล่านี้ยังเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เร่งขุดอุโมงค์ดึงน้ำ

Published มีนาคม 27, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/19044

วันอังคารที่ 27 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ก่อสร้างระบบส่งน้ำของเขื่อนทดน้ำโกกโก่ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก เพิ่มเติม เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่

สำหรับเขื่อนทดน้ำโกกโก่ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของ จ.ตาก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับเนินเขา ทำให้ในบางพื้นที่สามารถกระจายน้ำจากเขื่อนทดน้ำโกกโก่โดยการปล่อยน้ำลงตามคลองธรรมชาติเพื่อให้ไหลลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกได้ แต่ในบางพื้นที่เป็นภูเขาสูง  มีเนินลาดสลับเนินเขา  ไม่สามารถส่งลงคลองธรรมชาติได้  ดังนั้นกรมชลประทานจึงได้ขุดอุโมงค์ลอดใต้เขาเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมแทน ได้แก่ ในพื้นที่บริเวณบ้านโกกโก่ บ้านแม่กาษา บ้านแม่กิ๊ดสามท่า บ้านน้ำดิบ บ้านโพธิ์ทอง และบ้านแม่ภาษาใหม่ไหลท่า

“การขุดอุโมงค์จะทำให้ร่นระยะการเดินทางของน้ำมากกว่าการตัดผ่านเขา โดยจะลดระยะทางจาก 1 กิโลเมตรเหลือ 500 เมตร ทำให้ประหยัดงบประมาณได้เป็นอย่างมากด้วย กรมชลประทานคาดว่างานก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำและอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำเขื่อนทดน้ำโกกโก่จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เมื่อก่อสร้างเสร็จคาดว่าจะส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกโดยระบบคลองเปิดในช่วงฤดูฝนได้ 16,800 ไร่ และในฤดูแล้งได้ 6,100 ไร่” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว.

พัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดตรัง

Published มีนาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/18456

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดตรัง โครงการแก้มลิงทะเลสองห้อง ซึ่งแบ่งเป็น  2 ระยะ โดยระยะแรกนั้นกรมชลประทานใช้งบประมาณปกติในปี 2553 เป็นเงิน 10 ล้านบาท ทำการปรับปรุงและขุดลอกแก้มลิงในห้องที่หนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วได้พื้นที่ประมาณ 145 ไร่ เก็บกักน้ำได้ 464,000 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้น เพื่อให้ทะเลสองห้องซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติมีพื้นที่ประมาณ 350 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น และยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ในฤดูฝน

กรมชลประทานจึงได้เตรียมแผนงานโครงการในการขุดลอกพื้นที่แก้มลิงในห้องที่สองอีก 155 ไร่ เก็บน้ำได้ 750,000 ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งก่อสร้างท่อลอดคันกั้นน้ำจำนวน 1 แห่ง และก่อสร้างคันกั้นน้ำยาว 1,576 เมตร ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี ซึ่งสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะนำเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบงบประมาณดำเนินงานโครงการจำนวน 64 ล้านบาท ในการประชุม ครม. นอกสถานที่ จ.ภูเก็ต

ผลประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการแล้วจะสามารถกักเก็บน้ำได้ทั้งสิ้นประมาณ  1,214,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรังและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนไว้สำหรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของค่ายลูกเสือไทยเฉลิมพระเกียรติ หมู่ที่ 10 ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ซึ่งมีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 2,000 คน และประชาชนในพื้นที่จำนวน 50 ครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์อีกประมาณ 200 ไร่ อีกด้วย.

เพิ่มประสิทธิภาพลุ่มแม่น้ำปิง

Published มีนาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/18295

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายประพนธ์ คำไทย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกำแพงเพชร สำนักชลประทานที่ 4 กรมชลประทาน กล่าวว่า    ขณะนี้กรมชลประทานได้มีคำสั่งให้โครงการท่อทองแดง ซึ่งเป็นโครงการรับน้ำนองจากแม่น้ำปิง จัดตั้งเป็นโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาท่อทองแดง ขึ้นตรงกับสำนักชลประทานที่ 4 มีพื้นที่รับผิดชอบในฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิงในเขตจังหวัดกำแพงเพชร และสุโขทัย รวมพื้นที่ประมาณ 380,000 ไร่ ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าวมีเอกภาพและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทั้งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน

ส่วนอีก 2 โครงการอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากพื้นที่ที่รับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญนั้น มีพื้นที่บางส่วนคาบเกี่ยวเข้าไปในเขตจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ในการดูแลของสำนักชลประทานที่ 3 จะต้องประชุมพิจารณาร่วมกันเพื่อถ่ายโอนพื้นที่การรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เนื่องจากเป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและประชาชน

นายประพนธ์กล่าวต่อว่า หลังจากการแยกหน่วยงานแล้วในส่วนของโครงการชลประทานกำแพงเพชร ก็จะรับผิดชอบฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงชันและเป็นภูเขา ไม่สามารถรับน้ำจากแม่น้ำปิงได้ จำเป็นจะต้องพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่เอง ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำปิง ซึ่งปัจจุบันมีน้อยมากโดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพียงแห่งเดียว คือ อ่างเก็บน้ำคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน  จังหวัดกำแพงเพชร มีขนาดความจุ 38.5 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ทั้งนี้ตามแผนระยะยาวที่วางไว้จะสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาฝั่งขวาของแม่น้ำปิงจำนวนทั้งหมด 16 แห่ง เป็นอ่างเก็บ น้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 150,000 ไร่.

การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ

Published มีนาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/18299

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายปราโมทย์  ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวระหว่างการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ” ในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันก่อนว่า แนวทางการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลกับการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ค่อนข้างแตกต่างกัน

โดยแนวทางตามแนวพระราชดำรินั้น ไม่ได้ดูเพียงแค่น้ำเป็นเป้าหมายหลัก หากยังศึกษาภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่พระองค์จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วย ทรงเน้นการบริหารจัดการน้ำด้วยการสร้างแหล่งน้ำในระดับชุมชน หมู่บ้าน และตำบลเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนมีน้ำพอกินพอใช้ตลอดทั้งปี และสร้างเศรษฐกิจของตนเองได้

“แนวพระราชดำริการจัดการน้ำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์จะรับสั่งว่า ถ้าทำแล้วจะต้องให้ประชาชนในที่ทุรกันดารมีน้ำใช้ที่เพียงพอ ไม่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ พวกเขาอยู่อย่างมีความสุข ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแล้ว ที่สำคัญทุกครั้งไม่ว่าพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปบริหารจัดการน้ำพื้นที่ใดก็ตาม ก็จะทรงทำประชาพิจารณ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเสมอ ว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบเดือดร้อน หรือถ้าจะได้รับผลกระทบก็ให้เกิดน้อยที่สุด” นายปราโมทย์ ไม้กลัด กล่าว

ส่วนแนวพระราชดำริเรื่องการจัด การน้ำกรณีของภัยพิบัติ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2538 ได้สะสมให้เกิดเป็นแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านเป็นลำดับเรื่อยมา ในปี 2538 พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริว่าควรจะต้องมีมาตรการระบายน้ำอุทกภัยออกสู่ทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะเกิดน้ำล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือน นับตั้งแต่บริเวณทุ่งรังสิต มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง จะถูกน้ำเข้าโจมตี และเกิดการติดขัดไปหมด

“พระองค์รับสั่งว่าต้องระบายน้ำทางนี้ให้ออกสู่อ่าวไทยให้เร็ว ต้องมีแฟลตเวย์ ซึ่งก็มีแฟลตเวย์ทางธรรมชาติอยู่แล้วทางด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ทรงหมายถึงแนวคลองรังสิต รวมไปถึง มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง บางพลี บางบ่อ ลอดสู่ถนนสุขุมวิท ออกสู่อ่าวไทย ซึ่งแฟลตเวย์ธรรมชาติที่พระองค์รับสั่ง ตั้งแต่ในปี 2523, และปี 2533 จนกระทั่งถึงปี 2538 ก็รับสั่งว่าอย่าอั้นน้ำเอาไว้ ให้เร่งระบายออกสู่อ่าวไทยให้เร็ว รวมทั้งคันกั้นน้ำ ก็ต้องทำตามความเหมาะสม ไม่ใช่สู้ด้วยระบบคันกั้นน้ำเพียงอย่างเดียว ต้องระบายน้ำให้เร็วที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะลำบาก” นายปราโมทย์  ไม้กลัดกล่าว

แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งนอกจากการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ตลอดจนน้ำแล้งแล้ว ยังรวมถึงด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมอันรวมไปถึง น้ำ ป่าไม้ และทุกสรรพสิ่ง

ทางด้าน นายเฉลิมเกียรติ  แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางให้มาพิจารณาและดำเนินการด้านดูแลรักษาสภาพป่าไม้ ซึ่งถือเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ป่าต้นน้ำ ป่าเศรษฐกิจ รวมถึงป่าพื้นที่ต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ดังนั้นแนวพระราชดำริของพระองค์จึงต้องการให้เราทำอย่างไรเพื่อเป็นการดูแลรักษาน้ำ และป่าไม้ รวมไปถึงต้องดูแลทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นเมื่อจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความพร้อม และต้องคำนึงถึงสภาพภูมิสังคมที่เป็นอยู่ สภาพที่เป็นป่าก็ควรที่จะเป็นป่า สภาพที่เป็นแม่น้ำลำคลองก็ควรที่จะอยู่ในสภาพนั้น นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานตามแนวพระราชดำริ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นต้องมีการบริหารจัดการให้เกิดความพอเหมาะพอควร ถูกต้องตามจุดต่าง ๆ เช่น ป่าที่อยู่บนภูเขา พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริว่า ป่าบนภูเขาค่อนข้างเป็นไม้โตเร็ว แข็งแรง และดูดซับน้ำเพื่อรองรับน้ำไว้ใช้เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้ ส่วนร่องน้ำก็ควรดูลักษณะว่าควรจะปลูกอะไรในร่องน้ำ เพื่อที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำไม่ให้ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการด้านป่าไม้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญและต้องใช้เวลามาก และต้องใช้การวางแผนที่ดีเช่นกันและต้องช่วยกันรักษาป่า ปลูกป่า อย่าทำลายป่า” นายเฉลิมเกียรติ  แสนวิเศษ กล่าว.

%d bloggers like this: