น้ำ

All posts tagged น้ำ

บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร

Published มิถุนายน 30, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/121778

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในปี 2554 ว่ามีพื้นที่ดำเนินการ 75 จังหวัด รวม 90 จุด คิดเป็นพื้นที่ 137,267 ไร่ เกษตรกร 10,627 ราย ล่าสุดได้มีการสำรวจผลการดำเนินโครงการรอบ 6 เดือน ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด  นครพนม บุรีรัมย์ สระบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี  นครศรีธรรมราช  และ สงขลา รวมเกษตรกรตัวอย่าง 266 ราย พบว่า เกษตรกรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตร้อยละ 72 ของเป้าหมาย และเกษตรกรที่ผ่านการอบรมได้นำความรู้ ไปปรับใช้ประโยชน์ร้อยละ 68 โดยมีประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในฤดูแล้งที่ร้อยละ 67

ส่วนประสิทธิภาพการผลิตข้าวนาปรังซึ่งเป็นพืชหลักในฤดูแล้งให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากเดิม 700 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 747 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 47 กิโลกรัมต่อไร่คิดเป็นร้อยละ 7 เนื่องจากมีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการดำเนินการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำใหม่เพิ่มเติม ซึ่งสมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มที่ร้อยละ 67 ส่งผลให้เกษตรกรได้รับน้ำเพื่อการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพ พร้อมทั้งร่วมสนับสนุนงบประมาณอีกด้วย ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมีการดำเนินกิจกรรมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งโครงการ  คาดว่าจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิต และรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นมากกว่านี้.

วิธีอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119085

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

นายไพบูลย์ กันธรมณฑล หมอดินอาสาประจำตำบลแม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า เมื่อได้สมัครเข้าไปเป็นหมอดินอาสากับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงรายและได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนการพัฒนาที่ดินด้านต่าง ๆ จึงได้นำความรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ได้แก่ ปลูกชาในระบบอินทรีย์เป็นแถวขวางทางลาดเท มีคันดิน และปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวบนสันคันดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินบริเวณสันคันดินพัง ส่วนบริเวณร่องน้ำด้านหน้าคันดินปลูกพืชสวนครัว เช่น คะน้า ถั่วลันเตา

“ประโยชน์ที่ได้รับจากหญ้าแฝกนอกจากป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ยังรักษาความชื้นของดินในช่วงแล้งได้ดี ซึ่งใบหญ้าแฝกยังนำมาคลุมดินแปลงผักช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ได้สร้างฝายกึ่งถาวรเพื่อชะลอความเร็วในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ ได้ผลิตปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 ทำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ผลิตสารไล่แมลงจากสารเร่ง พด.7 เพื่อใช้เองในแปลงชาและพืชผัก ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากและปลอดภัยจากสารเคมี ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดสามารถจำหน่ายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแปลงชาอินทรีย์แห่งนี้ยังเป็นจุดขายของดอยแม่สลองด้วย” หมอดินไพบูลย์ กล่าว
ขณะนี้มีเกษตรกรในหมู่บ้านสนใจนำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ไปดำเนินการในพื้นที่ปลูกชาและกาแฟเพิ่มขึ้น 20% จากแต่ก่อนที่ไม่มีใครสนใจเลย.

จัดสรรน้ำเป็นไปตามเป้า ปริมาณน้ำในเขื่อน…ยังเอาอยู่ – นานาสารพัน

Published พฤษภาคม 8, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/113328

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ข้อมูลจากศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ  กรม ชลประทาน ระบุว่า ในปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันคงเหลือประมาณ 39,716 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 57 ของปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ จำนวน 16,218 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด หากเปรียบเทียบ ณ เวลาเดียวกัน จะพบว่าปริมาณน้ำในปี 2555 มากกว่าปี 2554 จำนวน 2,481 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ ล่าสุดพบว่า มีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งไปแล้วกว่า 19.45 ล้านไร่ จากแผนกำหนดไว้ 19.23 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 101 ของแผนทั้งหมด แบ่งเป็น พื้นที่ทำนาปรัง 16.85 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 101 ของแผน (แผนกำหนดไว้ 16.70 ล้านไร่) และพืชไร่-พืชผัก 2.60 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 103 ของแผน (แผนกำหนดไว้ 2.53 ล้านไร่) เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งไปแล้ว
กว่า 10.29 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 103 ของแผนทั้งหมด (แผนกำหนดไว้ 10 ล้านไร่) แยกเป็นพื้นที่ทำนาปรัง 9.84 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 103 ของแผน (แผนกำหนดไว้ 9.60 ล้านไร่) และพืชไร่-พืชผัก 0.45 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 113 ของแผน (แผนกำหนดไว้ 0.40 ล้านไร่)
ขณะที่ผลการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั่วประเทศ มีการนำน้ำไปใช้แล้ว 33,262 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 99 ของแผนจัดสรรน้ำ  เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการนำน้ำไปใช้แล้ว 14,751 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 101  ของแผนการจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าผลการใช้น้ำ ณ วันที่สิ้นสุดสิ้นแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งของปี 2554/2555 ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 54–30 เม.ย. 55 การใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

นายอภิชาต กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักที่ส่งน้ำไปสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีดังนี้  เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 6,828 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯ  มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,028 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 4,951  ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 52 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,101 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 259 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 216 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 202 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 199 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้  กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าฤดูฝนจะเริ่มประมาณกลางเดือน พ.ค. เป็นต้นไป ประกอบกับปรากฏการณ์ลานินญ่าได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คาดว่าฝนปีนี้จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศส่วนใหญ่มีพื้นที่ว่างพอที่จะรองรับน้ำในฤดูฝนได้ โดยไม่เกิดปัญหาน้ำล้นลงมาท่วมพื้นที่ด้านล่างจนทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยหนักตามมาเหมือนเช่นปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ…

…หากปีนี้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำในเกณฑ์น้อยจะทำให้น้ำต้นทุนที่จะใช้สนับสนุนการใช้น้ำในฤดูแล้งในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์น้อยเช่นกัน ซึ่งจะต้องวางแผนการใช้น้ำให้เหมาะสมต่อไป.

‘โรดแมป’ลงทุนระบบน้ำ ดึงต่างชาติสร้างเกราะกำบัง

Published พฤษภาคม 8, 2012 by SoClaimon

‘โรดแมป’ลงทุนระบบน้ำ ดึงต่างชาติสร้างเกราะกำบัง

  • 08 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:51 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

อย่างนี้ต้องเรียกว่าไอเดียกระฉูดหยุดไม่อยู่แล้ว

เมื่อ “ดร.ปลอด” ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เข็นวิธีการลงทุนระบบน้ำ “รูปแบบใหม่” จนสำเร็จ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบวันที่ 8 พ.ค.

เป็นวิธีการที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะนำศัพท์แสงฝรั่งมาใช้

แต่อธิบายง่ายคือ เริ่มตั้งแต่ กบอ.จะแต่งตั้งทีมร่างทีโออาร์ที่กำหนดว่าในอีก 1-5 ปีข้างหน้า ไทยต้องการระบบจัดการน้ำอย่างไรบ้าง เช่น อ่างเก็บน้ำ ฟลัดเวย์ และแก้มลิง เป็นต้น

โดยกำหนดเสนอความต้องการแบบกว้างๆ ไม่มีการจำเพาะเจาะจง

“จริงๆ เราต้องใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว รัฐบาลก็รู้ แต่ถ้าจ้างต่างชาติมาทำโครงการเร่งด่วนก็จะไม่ทัน แต่การลงทุนน้ำระยะยั่งยืนมีเวลา 1-5 ปี จึงจ้างต่างชาติมาทำได้ ซึ่งฟลัดเวย์อาจเป็นสองฝั่งหรือฝั่งเดียวก็ได้ หรือพื้นที่แก้มลิงอาจใช้พื้นที่น้อยกว่านี้ เขื่อนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องมี แต่เป็นฝายผสมก็ได้” สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขานุการ กบอ. ระบุ

พร้อมทั้งเปิดกว้างให้บริษัทไทยที่มี “คุณสมบัติ” ที่กำหนดไว้ และบริษัทต่างชาติที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ ให้ “การรับรอง” เสนอสิ่งที่เรียกว่า “Conceptual Design” ในการลงทุนระบบจัดการน้ำภาพรวมและรายโครงการ

Conceptual Design ในความหมายของปลอดประสพ คือ การเสนอโครงการลงทุนระบบน้ำเบื้องต้น ที่ต้องแสดงราคาค่าก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง วิธีคิด วิธีทำ และมีกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจน

จากนั้นบริษัทต่างๆ มารับฟังความต้องการแบบ “ตัวต่อตัว” เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และให้เวลา 3 เดือน ไปออกแบบว่า Conceptual Design ลงทุนระบบน้ำที่ดีที่สุดสำหรับประเทศคืออะไร และเสนอให้ กบอ.เลือก

หากบริษัทใดเสนอ Conceptual Design ที่ “โดนใจ” กบอ.มีอำนาจตัดสินอนุมัติให้บริษัทลงทุนโครงการระบบน้ำ ทั้งแบบ“เหมาเข่ง” หรือ “แยกตะกร้า” โดยให้ออกแบบรายละเอียดโครงการ หรือ “Detail Design” และเริ่มงานทันที

แม้ว่าในขั้นตอนสุดท้าย โครงการที่ กบอ. อนุมัติ ต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอ ครม.อนุมัติ

แต่ด้วยอำนาจจัดสรรงบลงทุนโครงการน้ำที่แบบจะอยู่ในมือ “ปลอดประสพ” เบ็ดเสร็จ และเพราะมี “แบ็กอัพดี”โอกาสที่โครงการ “พลิกโผ” เกิดขึ้นได้น้อยมาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนได้ว่าการทำงานในห้วงเวลา 2-3 เดือนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อกำหนดแผนจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 3 แสนล้านบาท

เช่น แผนการปลูกป่า 1 หมื่นล้านบาท แผนลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำ 5 หมื่นล้านบาท แผนปรับปรุงแก้มลิงเพื่อรับน้ำหลาก 6 หมื่นล้านบาท แผนลงทุนในพื้นที่ปิดล้อม 5 หมื่นล้านบาท และแผนลงทุนทางน้ำหลาก 1.2 แสนล้านบาท

เหลือเพียงแต่ “โครง” และกำลังถูกแทนที่ด้วย “โรดแมป” ลงทุนระบบจัดการน้ำ ที่เสนอโดยบริษัท “ผู้เชี่ยวชาญ”

โดยเฉพาะขณะนี้มีมากกว่า 10 ประเทศ สนใจลงทุนระบบน้ำในไทย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฮังการี อังกฤษ และอิสราเอล เป็นต้น

“กยน.เขามีโครงการในแผนอยู่แล้ว ผมก็เอาออก ไม่เช่นนั้นก็เหมือนกันให้คนอื่นเขาคิดไป แล้วบอกให้เขาไปซื้อทิชชู ซื้อเป๊ปซี่ได้อย่างไร เราเอาเฉพาะหลักการไว้ คือ แผน กยน. 8 แผน แต่ไม่เอาโครงการ” ปลอดประสพ ย้ำ

ย้อนหลังไปเมื่อมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ผ่านพ้นไปหมาดๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอออกร่าง พ.ร.ก.4 ฉบับ หวังฟื้นศรัทธา เรียกความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากมหาภัยพิบัติ

1 ใน 4 ร่าง พ.ร.ก.ที่สำคัญ คือ ร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท

และเป็น 1 ใน 2 พ.ร.ก.ที่ถูกพรรคฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ “ตีความ” การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้จำเป็นเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ลงทุนระบบน้ำฯ ไม่ใช่การ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลนำเงินกว่า 3 แสนล้านบาท นำเงินไปใช้ลงทุนระบบน้ำโดยไม่มีทิศทาง หลังจากที่ประเทศไทยเกือบครึ่งประเทศต้อง “จมน้ำ”

เพราะในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีผู้ชี้แจงหลักฝ่ายรัฐบาล 2 คน คือ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการ กยน. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ

ครั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่ามีแผนหลักลงทุนระบบน้ำ 8 แผนงาน ยังมีการ “แนบ” รายชื่อโครงการลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่กลั่นกรองจากโครงการที่ส่วนราชการ “โหม” เสนอวงเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าไปด้วย

นั่นหมายความว่า “เงื่อนไข” ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

นอกเหนือจากความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว โครงการลงทุนที่แนบไปกับแผน เป็นสิ่งที่ “การันตี” ต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ารัฐบาลลงทุนแน่นอน และมีโครงการลงทุนอยู่ในมืออย่างชัดเจน

เมื่อปลอดประสพเตรียม “รื้อ” โครงการลงทุนระบบน้ำทั้งหมด แต่ให้คงเฉพาะ “แผนลงทุน” ไว้ แม้จะระบุว่ามีโครงการลงทุนที่ “ดีกว่า” ก็มีความเป็นไปได้ที่ว่าจะมีใครไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ “ตีความ” กรณีนี้ได้

ขณะที่มุมมองของนักกฎหมายมหาชนรายหนึ่งให้ความเห็นว่า พ.ร.ก.ที่มีผลทางกฎหมายแล้วก็ยังคงมีผลต่อไป ส่วนการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการลงทุนระบบน้ำภายใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เขียนวัตถุประสงค์ไว้ การใช้เงินลงทุนตามวัตถุประสงค์ แม้มีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดโครงการ ไม่น่ามีผลทำให้ “พ.ร.ก.ต้องชะงัก”

ทว่าตรงนี้เป็น “เงื่อนปม” ทางกฎหมายที่ต้องติดตามกันว่าจะมีผลให้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ต้อง “สะดุด” หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การรื้อและสอดไส้โครงการลงทุนระบบน้ำหลายระลอกของปลอดประสพ สร้างความ “อึดอัดใจ” ให้กับกรรมการ กยน.หลายคน เพราะทำงานหนักมาตลอดหลายเดือน แต่สุดท้ายโครงการที่วางไว้กลับ “ขึ้นหิ้ง”

นี่ยังไม่รับรวมองค์กรต่างประเทศที่เข้าร่วมจัดทำแผนลงทุนน้ำอย่าง “ไจกา” หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ที่ส่ง “ผู้เชี่ยวชาญ” มาร่วมทำแผนลงทุนระบบน้ำ แต่สุดท้ายก็ถูกตัดจากสารบบเหมือนไม่เคยมีส่วนร่วม

“นักลงทุนญี่ปุ่นสบายใจเพราะมีไจกา ซึ่งมีประสบการณ์ในการวางระบบป้องกันอุทกภัยในญี่ปุ่นเข้าร่วมงานกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำของไทย” กิตติรัตน์ กล่าวหลังเยือนญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น หากยังจำกันได้ รัฐบาลให้ กยน.เดินสายชี้แจงโครงการลงทุนระบบน้ำเพื่อเรียกความ “เชื่อมั่น” จากนักลงทุนว่าทั้งปีนี้และในอนาคตจะไม่มีน้ำท่วมในแหล่งอุตสาหกรรมหรือเขตเศรษฐกิจอีก

หากโครงการเปลี่ยนไปแล้วอย่างนี้ “ผู้ชี้แจง” จะสามารถชี้แจงกับเหล่านักลงทุน “เต็มปาก” ได้อย่างไร ว่าไทยมีโครงการลงทุนไม่ให้น้ำท่วมได้อย่างไร

ในท้ายที่สุดหาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แผนการกู้เงินลงทุนโครงการน้ำภายใต้ พ.ร.ก.ที่ต้องสรุปโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2555 และมีกำหนดต้องกู้เงินให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 นั้น

ก่อเกิดคำถามตามมาว่า การเปิดทางให้บริษัทต่างๆ เสนอโครงการลงทุนเข้ามา และเมื่อได้งานไปแล้ว แต่ในการก่อสร้างในพื้นที่จริง แรงต่อต้านจาก “มวลชน” เป็นสิ่งที่คงอยู่ โดยเฉพาะหากถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลาก

รัฐบาลอาจ “รู้สึก” ว่าการเปิดกว้างให้บริษัทที่เชี่ยวชาญมาลงทุนโครงการน้ำ จะลดแรงเสียดทานจากมวลชนได้ เพราะบริษัทที่มาลงทุนล้วนเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทั้งสิ้น

แต่ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าจะไม่มีการ “ต่อต้าน” เพราะสิ่งที่ทั้งรัฐบาล หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และบริษัทผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ละเลยหรือไม่ให้ความสนใจ คือ การรับฟังความคิดเห็นหรือรับฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้าน

การลงทุนโครงการที่คำนึงถึงเทคนิคทางวิศวกรรมและความคุ้มค่าของโครงการ แต่ไม่ตอบโจทย์ของมวลชน ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ในยามนี้

ขณะที่การกำหนดให้ผู้ชนะในขั้นตอนการเสนอ Conceptual Design ได้งานโครงการไปทำทันที จำเป็นต้องพลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่าเข้าเงื่อนไขกฎหมายหรือไม่

หากไม่เข้าเงื่อนไขปกติ หมายความว่ารัฐบาลกำลังเปิดให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง “วิธีพิเศษ” ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทุจริตมากกว่าการจัดซื้อจัดจ้างวิธีปกติ ในขณะที่หน่วยงานตรวจสอบ “ไม่คุ้นเคย” กับวิธีการเหล่านี้

นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่กำหนดในร่างทีโออาร์การเปิดประมูลโครงการน้ำ ที่กำหนดคุณสมบัติบริษัทที่เข้าร่วมประมูล หรือกรณีเป็นบริษัทต่างชาติที่ต้องมีรัฐบาลประเทศนั้นๆ รับรอง

นี่เป็นปมคำถามว่าจะไม่มี “ล็อบบี้” ข้ามประเทศกระนั้นหรือ และนี่อาจจะกลายเป็น “ปมใหญ่” ที่รอรัฐบาลต้องตอบคำถามในอนาคต

เปิดต้นแบบบริหารจัดการน้ำสากล ค้นหาความสำเร็จประเทศกับความรับผิดชอบสังคม

Published พฤษภาคม 6, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/254812

23 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_254812

เมื่อ “น้ำ” ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก การประชุม World Water Forum ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์กเซย ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ท้ายที่สุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ในฐานะเจ้าภาพ  จะผลักดันให้ประเทศภาคีสมาชิกจากทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ  ร่วมกันหาทางออกในหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า Time To Solution หรือถึงเวลาหาทางออก เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาอันเกิดจากความแปรปรวนอย่างหนักของสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกปีได้อย่างจริงจังและมากน้อยเพียงใด

ภายใต้ข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลของทุกประเทศแสวงหาความร่วมมือ  รวมถึงความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับของปัญหาน้ำขึ้นเป็น “วาระแห่งโลก”

ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ทุกประเทศต้องจัดทำแผนการดำเนินงานในระดับนโยบายของตน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นอย่างจริงจังอันจะสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่มีสาเหตุจากภัยแล้งและภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัยครั้งใหญ่ เช่น ที่ได้เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

อุทกภัยที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนำมาซึ่งความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ  ประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม มีผลทำให้ต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่นเดียวกับอุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี 2554 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยโดยทั่วไปก็ยังไม่ดีขึ้น

ขณะที่ภาคการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ  ยังไม่สามารถกลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ  แม้รัฐบาลไทยจะอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 120,000 ล้านบาทก็ตาม

สังเกตการณ์กับอีสท์ วอเตอร์

ในฐานะสื่อ ทีมเศรษฐกิจ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมเดินทางไปกับคณะของผู้บริหาร และกรรมการบอร์ด บริษัท อีสท์ วอเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มี นายประพันธ์ อัศวอารีย์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อร่วมสังเกตการณ์และศึกษาแผนการบริหารจัดการน้ำของประเทศภาคีสมาชิกที่ได้มีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งมีตัวแทนจากรัฐบาลและภาคเอกชนเข้าร่วมเสวนากันกว่า 25,000 คนด้วย

และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือ การได้รับรู้ถึงความกระตือรือร้นของรัฐบาลและภาคเอกชนจากทุกประเทศต่อความพยายามจะหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำดิบและภัยแล้งไปพร้อมๆกับความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ การสร้างสุขอนามัยในการอุปโภค-บริโภคน้ำและการลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะน้ำท่วมหรืออุทกภัยในพื้นที่ต่างๆที่น้ำมีปริมาณมากเกินความสามารถในการจัดเก็บ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย

นายบรูโน กราวิทซ์ หัวหน้าแผนกจัดการน้ำและโครงสร้าง ของ บริษัท เอสซีพี หรือ โซซิเอเต้ ดู กานาล เดอ โปรวองซ์ (SCP : Societe du Canal de Provence) ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอสซีพี ซึ่งจับคู่กับนายประพันธ์ จากอีสท์ วอเตอร์ ในการเข้าร่วมเสนอแนวคิดของการบริหารจัดการน้ำในส่วนที่บริษัททั้ง 2 รับผิดชอบต่อที่ประชุม WWF ครั้งที่ 6

เล่าให้ฟังถึงหลักการสำคัญในการทำงานของเอสซีพี ว่า การจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในการอุปโภค-บริโภคของผู้คนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ใน 110 เมือง ของแคว้นโปรวองซ์ รวมถึงที่เมืองท่ามาร์กเซย, เมืองท่องเที่ยวอย่าง นีซและคานส์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเทศกาลหนังเมืองคานส์ทุกปีกับพื้นที่เพื่อการเกษตรอีก 800 ตารางกิโลเมตรและภาคเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ คือ  เป้าหมายหลักและความท้าทายที่พวกเขาจะปล่อยให้เกิดการขาดแคลนน้ำดิบไม่ได้

แม้ทรัพยากรน้ำทั้งหมดจะมาจากการละลายของหิมะและน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ ที่แทบไม่ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเลยก็ตาม  แต่สภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน  อาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูร้อนขึ้นได้

เอสซีพีจึงร่วมกับสภาเมืองหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่การสร้างเขื่อน ฝาย คลองส่งน้ำและวางแนวท่อส่งเชื่อมโยงกับแหล่งน้ำต่างๆอย่างเป็นระบบภายใต้การควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถควบคุมปริมาณการไหล และแรงดันของน้ำจากศูนย์ควบคุมกลางผ่านระบบอัตโนมัติที่คอยมอนิเตอร์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบควบคุมอัตโนมัตินี้ นอกจากจะทำให้เอสซีพีลดการพึ่งพาคนในการเฝ้าดูทรัพย์สินที่ตนลงทุน รวมถึงการควบคุมการเปิด-ปิดประตูส่งน้ำจากคลองสู่ท่อส่งที่เชื่อมโยงไปในพื้นที่เป้าหมายได้แล้ว

ซอฟต์แวร์ที่เอสซีพีสร้างขึ้นยังสามารถตรวจวัดคุณภาพน้ำ เช่น ค่าออกซิเจน ความเป็นกรดด่าง รวมถึงการปนเปื้อนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า น้ำดิบและน้ำประปาที่ส่งถึงผู้บริโภค จะเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีแน่นอน

ต้นแบบบริษัทบริหารจัดการน้ำ

ระหว่างเอสซีพีซึ่งเป็นบริษัทจัดการน้ำให้แก่พื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของฝรั่งเศสกับ

อีสท์ วอเตอร์ บริษัทจัดการน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย ทั้ง 2 มีการจัดการน้ำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ จัดสรรน้ำดิบจากแหล่งน้ำหลักผ่านท่อส่งขนาดใหญ่ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการอุปโภค-บริโภคของผู้คน โดยมีการคิดคำนวณราคาค่าน้ำ

สำหรับเอสซีพีซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลฝรั่งเศส ให้ทำหน้าที่จัดสรรน้ำตามความต้องการของผู้ใช้และบริหารงานโดยคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากองค์กรส่วนท้องถิ่น กับผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มาจากสภาหอการค้า สภาเกษตรและธนาคารพาณิชย์นั้น

มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการภายใต้แผนพัฒนาท้องถิ่น ที่บรรจุไว้ด้วยการจัดระบบชลประทานรัฐ การจัดสรรน้ำในปริมาณตามความต้องการและการจัดทำนโยบายเพื่อการตั้งราคาค่าใช้น้ำ

ขณะเดียวกันก็ร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างเขื่อน วางโครงสร้างระบบชลประทานที่ประกอบไปด้วย การผลิต กักเก็บ การขนส่งและการจัดสรรน้ำ ตลอดจนถึงการวางโครงข่ายการกระจายน้ำ สร้างสถานีสูบน้ำ บำบัดน้ำเสีย รวมถึงให้มีการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน  ทั้งในการบำรุงรักษา  การสร้างระบบข้อมูลทางธรณีวิทยา การจัดการด้านการเงิน การพาณิชย์ การบริการน้ำและจัดวางระบบการป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ยังต้องทำการศึกษาวิจัย คุณสมบัติด้านเคมี-ชีวภาพของน้ำไปด้วย

ในช่วงเวลากว่า 50 ปีมานี้  เอสซีพีได้ออกแบบเครื่องมือบริหารจัดการน้ำและดำเนินโครงการจัดการน้ำครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 314,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยราว 5 ล้านคน มีท่อส่งน้ำกระจายไปในพื้นที่ต่างๆกว่า 5,000 กิโลเมตร ปัจจุบันสินทรัพย์ของเอสซีพีมีมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านยูโร หรือราว 100,000 ล้านบาท (42 บาท/ ยูโร) แต่มีพนักงานประจำอยู่เพียง 450 คน

ที่สำคัญการบริหารจัดการน้ำภายใต้ระบบอัตโนมัติของเอสซีพีนี้  มีการสูญเสียน้ำระหว่างทางเพียง 16% เท่านั้น  เพราะน้ำจะถูกจัดสรรไปตามความต้องการของชุมชนในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย  ส่วนที่เหลือจากความต้องการจะถูกส่งกลับเข้าสู่คลอง แหล่งกักเก็บน้ำ หรือแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ของเมืองเพื่อรอการป้อนเข้าสู่ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายในวันรุ่งขึ้น

วิธีการของ อีสท์ วอเตอร์

ส่วน อีสท์ วอเตอร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2535 หรือ 19 ปีมาแล้ว โดยการประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้น 100% ก่อนที่จะมีการเพิ่มทุน 1,000 ล้านบาทเพื่อแปลงสภาพเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น

อีสท์ วอเตอร์ ได้ลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำหล่อเลี้ยงปากท้องและเศรษฐกิจในภาคตะวันออกไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท ทำให้เกิดโครงข่ายท่อส่งน้ำที่มีความยาวกว่า 340 กิโลเมตร เชื่อมต่อแหล่งน้ำสำคัญในภาคตะวันออกอันได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ดอกกราย คลองใหญ่และประแสร์ ในจังหวัดระยอง
รวมถึงอ่างเก็บน้ำหนองค้อและบางพระ ในจังหวัดชลบุรี ไปจนถึงแม่น้ำบางปะกงเพื่อส่งน้ำดิบและน้ำประปาเพื่อการอุปโภค–บริโภคให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง ตลอดจนถึงชุมชนในภาคตะวันออกด้วยปริมาณ 261 ล้าน ลบ.ม.ในจำนวนนี้ เป็นลูกค้าจากภาคอุตสาหกรรม 65% และเป็นลูกค้าที่ใช้เพื่อการอุปโภค–บริโภค 35% และควบคุมการสูบส่งน้ำทางไกลในระบบรวมศูนย์ ซึ่งส่งข้อมูลตรงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติงานกลางที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

ภายใต้ระบบการควบคุมที่ว่านี้ อีสท์ วอเตอร์ สามารถลดปริมาณความสูญเสียในเส้นท่อเดิมที่เคยสูงถึง 20% ลงเหลือเพียงไม่เกิน 3% เป็นผลสำเร็จ

หลังจากประเทศไทยประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงและมีผลทำให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆซึ่งคิดเป็น 92% ของยอดขายของอีสท์ วอเตอร์ ลดลงถึงจุดอันตรายนั้น  นายประพันธ์เปิดเผยว่าเขาได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำต้นทุนในระยะยาว ด้วยการสร้างแหล่งน้ำสำรองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะสร้างแหล่งน้ำสำรองที่ทับมาในจังหวัดระยองที่มีความจุ 32.5 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันก็เฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาการขาด แคลนน้ำจากสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันได้อย่างทันท่วงที

“การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ทำให้อีสท์ วอเตอร์ สามารถสร้างความมั่นคงในการส่งน้ำในช่วงที่เกิดสภาวะแล้งจัด ทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วง10 ปีหลังเกิดวิกฤติภัยแล้งได้ด้วย”

หลักการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากทำหน้าที่ในการจัดสรรน้ำให้แก่ชุมชนเป้าหมายแล้ว ทั้ง อีสท์ วอเตอร์ และ เอสซีพี ยังเป็นบริษัทรับบริหารจัดการน้ำต้นแบบที่สามารถต่อยอดให้กับการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

เช่นเดียวกับบริษัทบริหารจัดการน้ำของประเทศต่างๆที่เข้าร่วมโชว์ผลงาน และแผนการรับมือกับปัญหาเรื่องน้ำในงาน WWF ซึ่งแต่ละประเทศและบริษัทต่างๆ ล้วนแต่ให้ข้อเสนอการดำเนินงานในหลักการสำคัญ 3 ประการที่ว่าด้วย 1. จัดระบบชลประทาน 2. จัดสรรน้ำในปริมาณตามความต้องการจริง และ 3. จัดทำนโยบายเพื่อการตั้งราคาค่าใช้น้ำร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่น  ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างบูรณาการกับชุมชนเป็นสำคัญ

การประชุมว่าด้วยเรื่องของน้ำใน WWF ที่ฝรั่งเศสครั้งนี้ ยังทำให้เห็นด้วยว่า ทุกประเทศต่างเห็นตรงกันว่า “น้ำ” ทุกหยดนั้น มีราคาค่างวดและหากไม่มีแผนการบริหารจัดการน้ำที่ดีภายใต้หลักการข้างต้น  ประชาชนในประเทศนั้นๆก็จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และจากภาวะน้ำท่วมที่ไม่สามารถหาที่จัดเก็บได้ เหมือนๆกับที่ประเทศและคนไทยเผชิญมาตลอดช่วงระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา

แม้วันนี้ รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำเอาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภายใต้พระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้ มาใช้เป็นแผนแม่บทในการแก้ปัญหาเร่งด่วน ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุดที่เรียกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อแปรแผนแม่บทฉบับดังกล่าวให้เป็นแผนปฏิบัติการ

พร้อมให้อำนาจสั่งการแก่หน่วยงานรับผิดชอบ ดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมหนักเช่นที่เกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกันก็ให้มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สามารถนำน้ำทุกหยดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทย หรือปล่อยให้เกิดการสูญเสียไปอย่างที่เคยเป็นมาก็ตาม

แต่วันนี้สิ่งที่เรายังไม่ได้พูดกันให้ชัดเจนก็คือ  จะสร้างความยั่งยืนให้กับการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศและความมีส่วนร่วมของประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมถึงการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากนักการเมืองในระดับชาติได้อย่างไร

ทำอย่างไร  เราจึงจะทำให้ประชาชนคนไทยรู้คุณค่าของน้ำ ไม่เอาเครื่องสูบน้ำไปลักน้ำจากคลองชลประทานและใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการผลิตต่อเนื่องถึงภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ จากปัจจุบันที่เราปล่อยให้น้ำซึ่งเข้ามา 100% ต้องสูญเสีย หรือไหลลงทะเลไปกว่า 60% มีเหลือให้ใช้ได้จริงๆก็เพียง 40% เท่านั้น

ความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย  จึงขึ้นอยู่กับหน้าที่พลเมืองดี  ความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของสังคมเป็นสำคัญ.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 23 เมษายน 2555, 05:00 น.

เกษตรยันน้ำพอพ้นภัยแล้ง ย้ำจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผน ไม่จำเป็นต้องเลื่อนปลูกนาปรัง

Published พฤษภาคม 5, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/5676

วันศุกร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : เกษตรภัยแล้งจัดสรรน้ำนาปรัง,

               นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยผลการติดตามแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2555 ว่า กรมชลประทานรายงานปริมาณน้ำคงเหลือในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รวมกัน 39,716 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 57 ของปริมาณน้ำทั้งหมดในอ่างเก็บน้ำรวมกัน สามารถเอาน้ำไปใช้ได้ 16,218 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 23% ของปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด หากเทียบเวลาเดียวกันของปี 2554 มีมากกว่า 2,481 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะรองรับการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้งก่อนที่จะเข้าช่วงฤดูฝนในปีนี้

โดยขณะนี้ได้จัดสรรใช้ไปแล้ว 33,262 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 99% ของแผนจัดสรรน้ำ ประกอบด้วยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 14,751 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น101% เขื่อนภูมิพล  มีปริมาณน้ำในอ่าง6,828 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 51% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,028 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 4,951 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 52% ของความจุ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,101 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน  มีปริมาณน้ำในอ่าง 259 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 28% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 216 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 202 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 26% ของความจุอ่า’ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 199 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม ได้รับแจ้งจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ฤดูฝนจะเริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ประกอบกับปรากฏการณ์ลานีญาได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คาดว่าฝนปีนี้จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศส่วนใหญ่มีพื้นที่ว่างพอที่จะรองรับน้ำในฤดูฝนได้ โดยไม่เกิดปัญหาน้ำล้นลงมาท่วมพื้นที่ด้านล่างจนทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยหนักตามมาเหมือนเช่นปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ หากปีนี้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำในเกณฑ์น้อย จะทำให้น้ำต้นทุนที่จะใช้สนับสนุนการใช้น้ำในฤดูแล้งในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์น้อยเช่นกัน ซึ่งจะต้องวางแผนการใช้น้ำให้เหมาะสมและเพียงพอในการเพาะปลูกของเกษตรกร โดยไม่ต้องมีการเตือนที่จะเลื่อนการเพาะปลูกตามฤดูกาลแต่อย่างไร

จีนไทยลงนามร่วมมือศึกษาเรื่องน้ำ

Published พฤษภาคม 4, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/112715

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกันจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทาน โดยหน่วยงานในการประสานงานของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนของประเทศไทย ได้แก่ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ  สำหรับความคืบหน้าปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบสาระของข้อตกลงแล้ว  ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากผ่านความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถประสานงานในการลงนามได้ต่อไปสำหรับข้อตกลงฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายระยะเวลาและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกันในสาขาทรัพยากรน้ำด้านการใช้ประโยชน์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีขอบเขตครอบคลุมเรื่องการป้องกันและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและมาตรการรับมือ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การอนุรักษ์ดินและน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำในระดับนานาชาติ และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกัน.

น้ำบาดาล ทางเลือกยามวิกฤติ

Published เมษายน 17, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/253520

17 เมษายน 2555, 05:30 น.

Pic_253520

ทบ.เปิดยุทธศาสตร์ดึงศักยภาพน้ำใต้ตินสร้างประโยชน์ชาติอย่างยั่งยืน

ตัวการทำแผ่นดินทรุด…

ตัวการทำให้เกิดโพรงใต้ถนน…

ตัวการทำให้เกิดถนนยุบ…ฯลฯ

จำเลยของสารพัดข้อกล่าวหาเหล่านี้ มักหนีไม่พ้น น้ำบาดาล ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวการทำดินทรุด จากการสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่มากเกินพอดี

แต่เมื่อเหรียญยังมี 2 ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติน้ำบาดาล  ก็เช่นกัน  เพราะนอกจากปัจจุบันจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญในหลายพื้นที่ซึ่งน้ำประปายังไม่สามารถไปถึงแล้ว ในอนาคตข้างหน้าหากวันใดเกิดสถานการณ์ความไม่มั่นคงของน้ำที่เข้าขั้นภาวะวิกฤติ  ทั้งในยามปกติและยามเกิดอุทกภัย โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย เมื่อปลายปี 2554

แหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล ย่อมกลายเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่ทุกคนเริ่มหันกลับมามอง

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทบ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอดีตถูกมองว่า มีบทบาทสมกับชื่อกรม คือเหมือนอยู่ใต้บาดาล ไม่มีใครให้ความสำคัญ  จึงเริ่มถูกจับตาและให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากในข้อเท็จจริง น้ำบาดาล หรือแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคที่สำคัญแล้ว  ยังเป็นแหล่งนํ้าสำรองที่ใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในยามขาดแคลนน้ำผิวดินด้วย

ที่สำคัญน้ำบาดาลมีศักยภาพและปริมาณมากกว่าน้ำผิวดินถึง 24 เท่า

เพียงแต่ยังไม่มีใครพูดถึงและดึงศักยภาพของน้ำบาดาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนความ ต้องการใช้น้ำจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 ทำให้แนวโน้มว่าแหล่งน้ำผิวดินจะมีไม่เพียงพอและเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง  เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร-กรรม ซึ่งมีอยู่กว่า 131 ล้านไร่ แต่อยู่ในเขตชลประทานเพียง 29.34 ล้านไร่เท่านั้น ที่เหลืออีกกว่า 101 ล้านไร่ ยังเป็นพื้นที่การเกษตรที่พึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าฝนไม่ตกก็แล้ง ดังนั้นน้ำบาดาลต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างความ มั่นคงในเรื่องน้ำของประเทศ” นายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

พร้อมกับให้ข้อมูลด้วยว่า  น้ำที่กักเก็บในเขื่อนทั้งประเทศ 33 เขื่อน มีน้ำอยู่ประมาณ 7.6 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ศักยภาพของน้ำใต้ดินมีเพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์กว่า 1.1 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นน้ำบาดาลจึงเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้น้ำภายในประเทศได้ในอนาคต

ที่สำคัญน้ำบาดาลซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่สำคัญแล้ว  ยังสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการใช้ในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้อย่างดี   เนื่องจากน้ำบาดาลมีศักยภาพและปริมาณมากกว่าน้ำผิวดินถึง 24 เท่า

นายปราณีตยังระบุด้วยว่า  รัฐบาลมีนโยบาย ให้ความสำคัญต่อภาคการเกษตร ซึ่งมีประชากรประมาณ 24 ล้านคน ให้มีความอยู่ดีกินดี สามารถเลี้ยงตนเองได้ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น โดยการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร  เพิ่มการลงทุนและเทคโนโลยีภาคการเกษตร เพิ่มผลผลิตต่อไร่และช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติ แต่จากสภาพความเป็นจริงหากเศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติบโตมากขึ้น ความต้องการใช้ทรัพยากรต่างๆจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำ

แต่การจะนำน้ำบาดาลมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะต้องมีการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำบาดาล โดยเฉพาะภาค การเกษตรให้เหมาะสม  สมดุลและเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “น้ำบาดาลกับความมั่งคง ทางการเกษตร” เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้เกิดแนวทางในการบริหาร จัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพตามกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรน้ำของภาคการผลิตต่างๆ และให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“แหล่งน้ำบาดาลทั้งประเทศในความลึก 100 เมตร การขุดบ่อบาดาลสามารถทำ ได้เร็วและไม่เสียพื้นที่อย่างเช่น การขุดลอกลำน้ำสาขา นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังได้วิจัยเรื่องการเติมน้ำลงใต้ดินเพื่อเก็บกัก ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียนรู้จากบทเรียนในช่วงเกิดมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ซึ่งน้ำได้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าว

และเพื่อส่งเสริมให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่ยั่งยืน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงมีโครงการที่จะขุดเจาะเพิ่มอีก 3,000 บ่อ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่มีความต้องการ เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี เลย ชัยภูมิและกาฬสินธุ์ เป็นต้น

ส่วนข้อกังวลถึงผลกระทบเรื่องการทรุดตัวของแผ่นดิน ที่มีการสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่มากเกินพอดี ได้รับการยืนยันจาก อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ว่า กรมฯ สามารถควบคุมการใช้น้ำบาดาลอยู่ในระดับ 1.2 ล้าน ลบ.ม./วัน แต่มีการใช้จริงเพียง 3.6 แสน ลบ.ม./วัน ประกอบกับพื้นที่ใดที่มีน้ำประปา ก็จะไม่อนุญาตให้ขุดเจาะน้ำบาดาลอีก

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีมาตรการควบคุมปริมาณการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด โดยออก พ.ร.บ.น้ำบาดาล ปี 2520 ควบคุมการประกอบกิจการน้ำบาดาล ซึ่งจะต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง

“เราต้องมีการควบคุมปริมาณน้ำบาดาลให้ดีและสมดุล เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีมาตรการคุมเข้มให้เรื่องการใช้น้ำบาดาลมากเกินไป จนทำให้น้ำบาดาลอัดแน่นสูงทำให้พื้นดินขยายตัว ส่งผลกระทบต่อตึกสูง จนต้องมีการดูดน้ำบาดาลทิ้ง แต่หากใช้น้ำมากเกินไปก็จะทำให้แผ่นดินทรุด  จึงต้องมีการควบคุมให้ดี” นายปราณีต กล่าวในที่สุด

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม”  มองว่า  การเรียนรู้และรู้จักนำทรัพยากรน้ำ เช่น แหล่งน้ำบาดาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ย่อมเท่าเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติ

เพราะหนึ่งในแหล่งน้ำที่จะเป็นตัวเลือกยามวิกฤติ น่าจะหนีไม่พ้น น้ำบาดาลเป็นคำตอบสุดท้ายก็ได้.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม
  • 17 เมษายน 2555, 05:30 น.

จับตาแผนรับมือ…สถานการณ์น้ำปี 2555 – บอกกล่าวเล่าขาน

Published เมษายน 9, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/21297

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

จากวิกฤติมหาอุทกภัยปี 2554 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเป็นมูลค่า มากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ตามการประมาณการของธนาคารโลก เพื่อเป็นการเยียวยาฟื้นฟูประเทศ และไม่ให้มหาอุทกภัยเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะกรรมการหลัก 2 ชุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคต (กยอ.) ซึ่งมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน รวมทั้งยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการตามมาอีกหลายชุด

อย่างไรก็ตามในระยะเร่งด่วน เพื่อให้ทันต่อฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง กยน.จึงได้วางแผนบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการ กยน. ได้ลงพื้นที่สำรวจตั้งแต่ต้นน้ำที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ลงมากลางน้ำ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา จนถึงพื้นที่ปลายน้ำ คือ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.

แม้ในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้า พระยา จะมีลุ่มน้ำสาขาหลัก ๆ 4 สายคือ ปิง วัง ยม น่าน  แต่การบริหารจัดการในพื้นที่ต้นน้ำดังกล่าว จะสามารถควบคุมได้เฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่มีการสร้างเขื่อนใหญ่เท่านั้น

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี 2555 ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยเร่งด่วน ตามมติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) นั้นได้มอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน โดยต้องการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศและในเขื่อนสำคัญให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปีอีกด้วย

สำหรับเขื่อนที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยตรง มี 5 เขื่อนด้วยกัน ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก กั้นแม่น้ำปิง เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ กั้นแม่น้ำน่าน เขื่อนกิ่วลม จังหวัดลำปาง กั้นแม่น้ำวัง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก กั้นแม่น้ำแควน้อยสาขาของแม่น้ำน่าน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี กั้นแม่น้ำป่าสัก
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในส่วนของต้นน้ำกรมชลประทานได้พร่องน้ำตามมติของ กยน. โดยล่าสุดได้ปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดย ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เขื่อนภูมิพลจะมีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 56 หรือประมาณ 7,587 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 55 หรือประมาณ 5,325 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่เหลือร้อยละ 55 และ 56 ดังกล่าวจะเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรหากเกิดกรณีฝนทิ้งช่วงในปี 2555  อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปสามารถปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำใหม่ได้ตามความเหมาะสมการพร่องน้ำให้เหลือร้อยละ 55 ดังกล่าวนั้นจะทำให้มีพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงฤดูน้ำหลากของปีนี้ น้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อน ก็จะถูกกักเก็บไว้ โดยไม่มีปัญหาน้ำล้นอ่างฯ ลงมาท่วมพื้นที่ด้านท้าย ดังเช่นปี 2554

ในส่วนของพื้นที่กลางน้ำ กรมชล ประทานก็จะใช้แก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำนองประมาณ 3 ล้านไร่ เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำเหนือในพื้นที่ต้นน้ำก็จะถูกกักเก็บไว้โดยเขื่อน พื้นที่กลางน้ำก็จะถูกกักเก็บไว้โดยแก้มลิง ดังนั้นปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ ก็จะมีปริมาณน้อยลง สามารถที่จะควบคุมและบริหารจัดการได้
นอกจากนี้ในพื้นที่ปลายน้ำ จะมีการขุดลอกคลองต่าง ๆ กำจัดวัชพืช กำหนดแนวพื้นที่ฟลัดเวย์ เพื่อให้การระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมีการสร้างคันกั้นน้ำเป็น
ชั้น ๆ พร้อมประตูระบายน้ำที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจก่อนที่จะถึงกรุงเทพฯ ทั้งนี้ได้มีการปรับแนวคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริใหม่ โดยสร้างครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

“กรมชลประทานได้ปรับเปลี่ยนแนวคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ (King Dike) ฝั่งตะวันออกใหม่ ให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะสร้างสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2554 ประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนบริเวณที่เป็นคันกั้นน้ำเดิมก็จะทำการเสริมให้มีระดับความสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2554 ประมาณ 50 เซนติเมตรเช่นกัน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 6 เดือนแล้วเสร็จไม่เกินเดือนกันยายน 2555 นี้แน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

จากแผนบริหารจัดการน้ำที่ กยน.วางไว้ดังกล่าวนั้น นายกิจจา ผลภาษี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า หากในปีนี้มีปริมาณฝนตก และน้ำเหนือไหลลงมาเท่ากับปี 2554 คือประมาณ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจะไม่ท่วมอย่างเช่นปี 2554 อย่างแน่นอน เพราะได้มีการวางแผนรับมือในทุกขั้นตอน และจะมีการสั่งการโดยหน่วยงานเดียว (Single Commands)

นายกิจจา อธิบายต่อว่า หากมีปริมาณน้ำเหนือประมาณ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของเขื่อนต่าง ๆ ในพื้นที่ต้นน้ำจะสามารถกักเก็บไว้ได้ประมาณ 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และแก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำนองที่อยู่ในพื้นที่กลางน้ำจะรับน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือประมาณ 22.000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำที่กรมชลประทานจะสามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมได้อย่างไม่มีปัญหา และยิ่งมีการขุดลอกคลองต่าง ๆ รวมทั้งมีการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์ด้วยแล้ว การระบายลงสู่ทะเลยิ่งจะทำได้ง่ายขึ้น

“ปีนี้น้ำไม่ท่วมแน่นอน ห่วงแต่จะเกิดภัยแล้งมากกว่าโดยเฉพาะในปี 2556” นายกิจจา กล่าวทิ้งท้าย.

เขื่อนแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ – เกษตรทั่วไทย

Published เมษายน 9, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/20607

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รายงานว่า ขณะนี้ ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้งแล้วจำนวนกว่า  30  จังหวัด  208 อำเภอ 1,442 ตำบล 14,612หมู่บ้าน (ณ วันที่ 2 ก.พ. ถึง 23 มี.ค.55)กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้ส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดต่าง ๆ จำนวน635 เครื่อง จากจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ 1,402 เครื่อง รวมทั้งยังมีรถบรรทุกน้ำที่เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้ง อีกจำนวน 295 คันทั่วประเทศ (ณ วันที่ 23 มี.ค.55)

นอกจากนี้เขื่อนใหญ่หลายแห่งยังได้ปรับลดการระบายน้ำใหม่ เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูแล้งและกรณีฝนทิ้งช่วง ตลอดจนมีน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งปีหน้า

ส่วนปีนี้ภัยแล้งจะรุนแรงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก จะต้องดูจากเหตุการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ ประกอบ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ชลประทานนั้น กรมชล ประทานยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ประสบปัญหาภัยแล้ง หรือขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด  ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอที่จะจัดสรรให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะข้าวนาปรังตามแผน

แต่ที่น่าห่วงก็คือพื้นที่นอกเขตชลประทาน นายกิจจา ผลภาษี กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) กล่าวว่า ปีนี้ฝนอาจจะตกไม่มากตามที่คาดการณ์ตั้งแต่แรก เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่เหมือนปีที่ผ่านมาซึ่งมีฝนตกตั้งแต่ต้นปี แต่ปีนี้ฝนยังไม่ตกมากนัก พื้นที่หลายแห่งประสบปัญหาภัยแล้งโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนพื้นที่ในเขตชลประทานนั้นไม่น่าห่วง กรมชลประทานสามารถปรับการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้  ซึ่งจะเห็นได้ว่า พืชฤดูแล้งโดยเฉพาะข้าวนาปรังในพื้นที่ชลประทานอุดมสมบูรณ์มาก ให้ผลผลิตสูง
ในฤดูฝนที่ผ่านมา หลายคนเข้าใจว่า เขื่อนปล่อยน้ำจนทำให้เกิดน้ำท่วม ทั้ง ๆ ที่ความจริงเขื่อนช่วยกักเก็บน้ำไว้ส่วนหนึ่งช่วยบรรเทา ไม่ให้ท่วมรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่ปล่อยออกมาคือปริมาณน้ำส่วนเกินหากไม่มีเขื่อนน้ำส่วนนี้ก็ไหลลงมาตามปกติไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรือ น้ำท่วม เขื่อนสามารถช่วยบรรเทาได้  ในปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีสัญญาณส่อเค้าว่าภัยแล้งจะเกิดขึ้น เขื่อนต่าง ๆ ก็ต้องปรับลดการระบายน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงที่น้ำขาดแคลนได้

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า  คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เห็นชอบร่วมกันในการปรับแผนการระบายน้ำ 6 เขื่อนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในปีหน้า ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรว่า แนวโน้มของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะฝน ได้เปลี่ยน แปลงไปจากที่คาดหมายไว้ โดยจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดย ณ วันที่ 1 พ.ค. 55  เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำเหลือประมาณร้อยละ 55

จากสถานการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องของน้ำสามารถกล่าวได้ว่า เขื่อนสามารถช่วยได้ทั้งช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน โดยเฉพาะประเทศไทยประเทศกสิกรรมน้ำเพื่อการเกษตรและเพื่ออุปโภคบริโภค หากขาดแล้วซึ่งระบบเก็บกักและการบริหารจัดการที่คนเราสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ โอกาสของการขาดแคลนอย่างเบ็ดเสร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรมก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน.

%d bloggers like this: