น้ำท่วม

All posts tagged น้ำท่วม

เตือน “โรคผิวหนัง”จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิตหากไม่ใส่ใจ

Published มิถุนายน 28, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/46781

19 October 2554

“วิตกกับภัยพิบัติน้ำท่วมได้ แต่ต้องหันมาใส่ใจกับโรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำท่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอันตรายอาจถึงชีวิต หากปล่อยให้แผลอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด” ถ้อยคำเตือนภัยจาก นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่งตรงถึงประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาอุทุกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่หลายจังหวัดของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากการเอาชีวิตรอด และตรวจตราดูแลทรัพย์สินไม่ให้เสียหายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงไม่แพ้กันก็คือโรคผิวหนัง ภัยอันตรายที่มักมาพร้อมกับน้ำท่วมทุกคราว
“เวลาเกิดน้ำท่วม ปัญหาที่พบบ่อยมีอยู่ 2 เคส คือ ความชื้นของน้ำทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ถ้าร่างกายต้องแช่อยู่ในน้ำเพียง 1-2 ชั่วโมงผิวหนังก็เปื่อยแล้ว และเมื่อถูกเสียดสีก็จะเกิดบาดแผลได้ง่าย เช่น ตามง่ามนิ้วเท้า ข้อพับ หรือแม้บริเวณต้นขาด้านในที่มักเสียดสีกับกางเกงเวลาเดิน และกรณีเกิดบาดแผลลึกจากการถูกของมีคมที่พัดมากับกระแสน้ำบาดผิวหนัง ซึ่งเมื่อแผลเปื่อยหรือบาดแผลลึกเกิดการติดเชื้อ ในที่นี้มีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” ผอ.สถาบันโรคผิวหนังระบุ
นพ.จิโรจกล่าวต่อว่า วิธีการรักษาในเบื้องต้นถ้าผิวหนังเปื่อยยุ่ย หรือเกิดอาการแพ้ระคายเคืองมีผื่นแดงคัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าน้ำกัดเท้า ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง และซื้อยาในกลุ่มแก้แพ้มาทาน ยาแก้อักเสบมาทา อาการจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่เกิดแผลหรือตามทางเดินของเส้นน้ำเหลือง มีหนอง และมีไข้ร่วม ให้สันนิษฐานว่าเกิดการอักเสบติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และควรรีบไปหาแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะโดยเร็ว
“ถ้าติดเชื้ออย่างเชื้อราไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ เพราะอย่างมากแค่มีอาการคัน ผิวถลอก และตุ่มน้ำพองเกิดขึ้น แต่เชื้อพวกนี้จะไม่หายขาด เป็นๆ หายๆ ถ้าป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้จะดีกว่า ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจากสิ่งปฏิกูล ซากพืช ซากสัตว์ เชื้อโรคจากใต้ดินชั้นลึก หรือสารเคมีอันตรายจากการเกษตรในครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่แบคทีเรียปกติที่อยู่ตามผิวหนัง การรักษาจะทำได้ยากเพราะเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดอันตราย บางครั้งทั้งกินและฉีดยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิดยังไม่หายก็มี อย่างกรณีโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ก็เกิดจากแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ฟันแทะ เมื่อน้ำท่วมก็จะชะล้างฉี่ปนเปื้อนมากับน้ำ ยิ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังด้วยแล้วเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ผู้ที่ได้รับเชื้อพวกนี้เข้าสู่กระแสเลือดและรักษาไม่ทัน กล้ามเนื้อและพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อของร่างกาย จะอักเสบรุนแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต” ผอ.สถาบันโรคผิวหนังย้ำอีกครั้งถึงอันตรายจากโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม.

กรมชลจำลองสถานการณ์น้ำท่วม วางแผนกำหนดวันเวลาผันน้ำเข้า-ออกพื้นที่รับน้ำนอง3.8ล้านไร่มั่นใจเอาอยู่

Published มิถุนายน 28, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/11986

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : พื้นที่รับน้ำนองผันน้ำอุทกภัยน้ำท่วมกรมชลประทานเอาอยู่กยน.,

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานจัดทำแผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายของ กยน.ได้กำหนดพื้นที่รับน้ำนองในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีพื้นที่รับน้ำนองที่สามารถควบคุมปริมาณน้ำเข้าออกได้ทั้งสิ้น 3.87 ล้านไร่ โดยจะสามารถรองรับน้ำได้ทั้งสิ้น 6,674 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งยังได้จำลองสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมเหมือนปี 2554  อีกด้วย

สำหรับพื้นที่รับน้ำนองทั้ง 3.87 ล้านไร่ดังกล่าว จะต้องแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 2.87 ล้านไร่ นำมาใช้ทำเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำชั่วคราว  ซึ่งจะมีพื้นที่อยู่ใน 10 จังหวัด  แบ่งเป็นพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนบน 3 จังหวัดคือ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ และลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง 7 จังหวัดคือ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี  โดยจะสามารถรองรับน้ำได้ 4,382 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้ผันน้ำเข้าพื้นที่รับน้ำนองในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนบนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-15 ตุลาคม 2555 ก่อนที่จะทยอยระบายน้ำออกในช่วงวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2555 และในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างสามารถผันน้ำเข้าพื้นที่รับน้ำนองได้ตั้งแต่วันที่  20 กันยายน-21 ตุลาคม 2555 และทยอยระบายน้ำออกในช่วงวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งการผันน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้นจะผันน้ำผ่านทางเขากระดี่ และ ทางระบายน้ำล้น (Spillway) เขื่อนชัยนาทไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินมาตรการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นปีใน 2555 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่รับน้ำนองได้ตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว  จะต้องมีการควบคุมการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆที่มีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้ปรับปรุงและกำหนดขึ้นมาใหม่  และจะต้องดำเนินการด้านสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่สอดคล้องกับแผนการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 215 โครงการ ใช้งบประมาณ 2,643 ล้านบาทอีกด้วย

“ทั้งนี้หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ดังกล่าว จะสามารถควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาใต้เขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกินความจุของลำน้ำได้ และมหาอุทกภัยก็จะไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างแน่นอน แม้จะมีฝนจะตกมากเท่ากับปี 2554 ก็ตาม” นายสมเกียรติ กล่าวในตอนท้าย

พด.ห่วงไม้ผลถูกน้ำท่วมขัง ส่งเจ้าหน้าที่แพร่วิธีการดูแล

Published มิถุนายน 28, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/271574

28 มิถุนายน 2555, 05:30 น.

Pic_271574

นายจรูญ ยกถาวร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า ขณะนี้ย่างเข้าสู่ฤดูฝนชาวสวนผลไม้มักจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ดินขาดการระบายอากาศ ส่งผลให้รากพืชขาดออกซิเจน อินทรียวัตถุในดิน เศษซากพืชและซากสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายโดยกระบวนการไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้เกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากไม้ผล ธาตุอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไม้ผลจะลดลง ลำต้นของไม้ผลจะอ่อนแอง่ายต่อการที่โรคและแมลงเข้าทำลาย กลายเป็นปัญหาลุกลามต่อไปเรื่อยๆ และทำให้เกษตรกรขาดทุน

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเผยอีกว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจความเสียหายพร้อมกับเข้าไปแนะนำในการดูแล เช่น ห้ามเข้าไปเหยียบย่ำรอบบริเวณต้นไม้ผล ถ้าหากจะล้มให้หาไม้ค้ำยันไว้ หลังจากนั้นเร่งระบายน้ำออกให้หมด จากนั้นดึงเศษซากพืชและดินเลนทับถมออก ให้ใช้ไม้ไผ่เจาะรูปักใต้โคนต้นเพื่อระบายความร้อนและก๊าซพิษออกจากโคนต้น เมื่อดินเริ่มแห้งให้ตัดแต่งกิ่ง โดยเอาใบแก่และกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มออกและใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี ส่วนเกษตรกรต้องการคำแนะนำติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน หรือสายด่วน 1760.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 28 มิถุนายน 2555, 05:30 น.

ภาพจากดาวเทียมรับมือน้ำท่วม-ภัยพิบัติ

Published มิถุนายน 4, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/sunday/030612/57722

3 June 2555

ในปี 2547 ที่เกิดเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทย ภาพจากดาวเทียมของ GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สทอภ. แสดงความเสียหายของพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ซึ่งถูกคลื่นยักษ์เข้าถล่มพังพินาศ เมื่อปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น GISTDA มีส่วนช่วยนำภาพจากดาวเทียมในระบบสำรวจพื้นที่เกิดภัยส่งมอบให้รัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อใช้ประเมินความเสียหาย
ปลายปีเดียวกัน ไทยเกิดมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศ ซึ่งประชาชนได้เห็นแผนที่ติดตามสถานการณ์น้ำจากดาวเทียมขององค์กรนี้ตามหน้าสื่อ  ทั้งภาพแสดงพื้นที่น้ำท่วม ภาพมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลบ่าเข้าสู่พื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาจนทะลักเข้ากรุงเทพฯ ในที่สุด ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสรับรู้ข้อมูลที่แท้จริงและเตรียมตัวรับมือจากวิกฤติน้ำท่วม แม้อุทกภัยจะผ่านไปแล้ว แต่ภาพถ่ายจากดาวเทียมและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในไทยยังจำเป็นต้องทำหน้าที่รับมือภัยพิบัติต่อ
จากเวทีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความจริงประเทศไทย…(ที่คุณอาจไม่รู้)” (Thailand Truth Untold) ซึ่ง GISTDA จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เผยถึงการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติว่า GISTDA เคยใช้ภาพจากดาวเทียมในการประเมินและตรวจสอบการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาแล้วเมื่อปี 2553 ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมวิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมที่แท้จริง ลดความซ้ำซ้อนและงบประมาณ น้ำท่วมปี 2554 เราต้องทำแผนที่ติดตามสถานการณ์ด้วยดาวเทียมแบบ Real Time ทำให้ความจริงเรื่องน้ำท่วมถูกนำมาวางบนโต๊ะ เกิดคำถามพื้นที่นี้ท่วมพื้นที่นั้นไม่ท่วม ทำไมน้ำไม่ไป แม้มีความข้องใจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีการบริหารจัดการน้ำจากนี้ไปต้องโปร่งใส ไม่งุบงิบ
ดร.อานนท์ระบุการรับมือภัยพิบัติต้องทำเชิงรุก ปีนี้เกี่ยวกับน้ำท่วม GISTDA ได้รับมอบหมายให้สำรวจความสูงภูมิประเทศอย่างละเอียดโดยใช้ลำแสงเลเซอร์ติดตั้งบนเครื่องบิน  เนื้อที่ 34,000 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นช่วยสำรวจอีก 26,000 ตร.กม. รวมพื้นที่สำรวจ 60,000 ตร.กม. ครอบคลุม 20 จังหวัดของไทย ตั้งแต่พิษณุโลกถึงกรุงเทพฯ  ข้อมูลที่ได้จะใช้ประกอบแผนที่จากดาวเทียมช่วยให้ประเมินปริมาณน้ำแม่นยำมากขึ้น อีกภารกิจสำคัญคือ ต้องนำภาพจากดาวเทียมมาวิเคราะห์ทำแบบจำลองพยากรณ์อากาศ ให้เห็นทั้งฝนและจำนวนพายุ
“ในอดีตเรื่องความชื้นของดินถูกละเลยในการจัดการน้ำ แต่ปีนี้จะใช้ข้อมูลจากดาวเทียมประเมินความชื้นของดินแบบรายวันและรายสัปดาห์เป็นครั้งแรก ในแต่ละพื้นที่ฝนตกเท่ากัน แต่การไหลบ่าของน้ำต่างกัน ถ้าดินอิ่มตัวน้ำไหลทันที ดินแห้งซับน้ำได้เยอะ กรณีน้ำท่วมจะเห็นทิศทางการไหลของน้ำ ช่วยประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ และถ้าใส่แบบจำลองปริมาณน้ำเข้าไปด้วย จะช่วยเตือนภัยน้ำป่าไหลหลากและดิมถล่มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นักวิชาการคนเดิมให้ข้อมูล
นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงระบบติดตามเฝ้าระวังทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยด้วยดาวเทียมให้เต็มที่ ไม่เฉพาะดาวเทียมไทยโชต แต่มีดาวเทียมอื่นอีกกว่า 10 ดวง จะใช้ประโยชน์แก้ปัญหาอุทกภัย การกัดเซาะชายฝั่งผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงด้านการเกษตรเพื่อใช้ประเมินพื้นที่เพาะปลูกและด้านความมั่นคงของประเทศ อีกหนึ่งโครงการสำคัญ คือ การจัดตั้งอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมด้านอวกาศ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการดาวเทียมไทยโชตที่มีอยู่เดิมแล้ว แต่จะพัฒนาให้มีศูนย์วิจัยและฝึกอบรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถนักวิจัยทั้งในไทยและอาเซียน ตั้งเป้าให้อุทยานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแก้ปัญหาภัยพิบัติของอาเซียน
ดร.อานนท์ย้ำภัยพิบัติด้านการกัดเซาะชายฝั่งมีความจำเป็นเร่งด่วนใช้ภาพดาวเทียมสำรวจและทำแผนที่ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่มาก เกิดผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบต้องสูญเสียที่ดิน GISTDA จะทำการสำรวจพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของไทยใกล้ชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะอ่าวไทยตัว ก กรุงเทพฯ และระยอง จะจัดตั้งสถานีเรดาร์ชายฝั่งเพิ่มเติมอีก 18 สถานี แล้วเสร็จเดือนกันยายน ปี 2555  เพื่อติดตามคลื่น กระแสน้ำชายฝั่ง รวมถึงภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่ง นอกจากนี้ ปัจจุบันกรุงเทพฯ เผชิญปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในอัตราที่เร็วกว่าที่คาดคิด มี 3 พื้นที่น่าวิตก เทพารักษ์ สะพานสูง และดอนเมือง ตามลำดับ ปีที่แล้วน้ำท่วมสูงดอนเมือง ส่วนหนึ่งเพราะการทรุดตัวของพื้นที่ ข้อมูลการศึกษาพบทรุด 2-3 เซนติเมตรต่อปี นี่คือความจริง ไม่ได้เป็นที่ดอนเหมือนอดีตกาล
“การบริหารจัดการน้ำให้สมดุล ทั้งน้ำมากไปและน้ำน้อยไป จะต้องมีข้อมูลที่แม่นยำ ไม่ใช่คาดเดา ซึ่งภาพจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ และประกอบการตัดสินใจให้มีความแม่นยำมากขึ้น แต่เทคโนโลยีดาวเทียมไม่ใช่พระเอก ตราบใดที่คนหรือชุมชนยังอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เป็นพื้นที่เสี่ยง หรือรุกล้ำสร้างสิ่งกีดขวางแม่น้ำลำคลองก็จะเกิดปัญหา สังคมที่ไม่ยอมพอ ติดกับดักทุนนิยม ไม่ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร หรือพัฒนาในทิศทางที่ไม่ยั่งยืนยากจะรอดพ้นภัยพิบัติ น้ำท่วมปี 2554 เราได้บทเรียนและเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ชีวิตเราไต่บนขอบเหว พร้อมตกเหวได้ตลอด” ดร.อานนนท์กล่าวทิ้งท้าย
ในงานเดียวกันนี้ ยังมีการเปิดตัวหนังสือที่ GISTDA จัดทำขึ้นเป็นพิเศษนำเสนอเรื่องจริงของการเกิดมหาอุกทภัยปี 2554 ชื่อหนังสือ “โลกแห่งน้ำ” (The World of water) พิมพ์จำนวน 5,000 เล่ม จำหน่ายราคาเล่มละ 200 บาท รายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ภายในเล่มประกอบด้วย พระราชดำรัสเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัย และเรื่องอุทกภัยในประเทศไทยจากข้อมูลดาวเทียม รวมถึงมหาอุทกภัย 2554 เรื่อง (อันซีน) จากคนบริหารจัดการน้ำคนหนึ่ง ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นอกจากนี้ ยังรวบรวมภาพดาวเทียมและภาพถ่ายน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์มาบอกเล่าอีกด้วย.

ป้องกันน้ำท่วมช่วยภัยแล้งคืบหน้า

Published พฤษภาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115109

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมชลประทานได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายเมื่อครั้งเกิดอุทกภัยในปี 2554  โดยล่าสุดมีจำนวนทั้งสิ้น 1,991 รายการ  ณ วันที่ 23 เม.ย. 2555 ที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานร้อยละ 70-100 มีจำนวน 1,161 รายการ คิดเป็นร้อยละ 58 โดยใช้งบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 2,041 ล้านบาท อีก 817 รายการนั้น ขณะนี้ผลการดำเนินงานยังไม่ถึงร้อยละ 70

สำหรับงานซ่อมแซมที่แล้วเสร็จ เช่น การซ่อมแซมคันคลองเป็ดฝั่งซ้ายกิโลเมตรที่ 1 + 000-3 + 000 ของโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา การซ่อมคันกั้นน้ำฝั่งซ้ายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 3 กิโลเมตรที่ 6 + 000-11 + 000  ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค จ.นครสวรรค์ การซ่อมคันกั้นน้ำฝั่งซ้ายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 3 กิโลเมตรที่ 6 + 000-11 + 000  ของโครงการชลประทานสุพรรณบุรี

การซ่อมคันกั้นน้ำฝั่งขวาคลองระบายใหญ่สองพี่น้อง ของโครงการชลประทานชัยนาท  การซ่อมคลองส่งน้ำ 11 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งวัดสิงห์ เป็นต้น
ทั้งนี้การซ่อมแซมระบบชลประทานดังกล่าว จะช่วยในการบริหารจัดการน้ำในช่วงเกิดอุทกภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจ มั่นคงในการดำรงชีวิตของทั้งเกษตรกรและประชาชนโดยทั่วไปด้วย

อย่างไรก็ตามแม้ขณะนี้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง  แต่ได้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมชลประทานจึงเริ่มเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปี พ.ศ.  2555 ตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ควบคู่ไปกับงานซ่อมแซมดังกล่าวข้างต้น เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 127 รายการ อาทิ งานป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำ งานติดตั้งเครื่องจักร-เครื่องสูบน้ำ งานเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย เป็นต้น ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 8 รายการ ใช้งบประมาณไป 327 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 119 รายการนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการ 89 รายการ และอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างจำนวน 30 รายการ คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 6,151 ล้านบาท.

เยียวยาน้ำท่วมแล้ว1.2ล้านราย เกษตรฯแจงผลจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร29ล.ใกล้ครบตามเป้าหมาย

Published พฤษภาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/6182

วันพุธ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.21 น.

tags : เยียวยาน้ำท่วมเกษตรกรกฟต.,

พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัยด้านการเกษตร (กตฟ.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตร ปี 2554 กรณีพิเศษ ว่า ผลการดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 25 สิงหาคม 2554 วงเงิน 8,174.55 ล้านบาท วันที่ 27 ธันวาคม 2554 วงเงิน 18,895.91 ล้านบาท และวันที่  2 เมษายน 2555 วงเงิน 2,659.97 ล้านบาท  รวม 3 ครั้ง วงเงิน 29,730.42 ล้านบาท สำนักงบประมาณได้อนุมัติงบประมาณให้  ธ.ก.ส. เกษตรกร 1,323,225 ราย วงเงิน 29,274.10 ล้านบาท  ธ.ก.ส. โอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 1,247,522 ราย วงเงิน  27,910.46 ล้านบาท

พล.อ.พิศาล กล่าวต่อว่า ด้านการเยียวยาเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนโครงการรับจำนำรวมทั้งกรณีที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากประสบอุทกภัย ในอัตราตันละ 1,437 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 27 กันยายน 2554 วงเงิน 6,544 ล้านบาท วันที่ 7 กุมภาพันธ์  2555 วงเงิน 4,580 ล้านบาท วันที่ 28 กุมภาพันธ์  2555 วงเงิน 57.94 ล้านบาท และวันที่ 2 เมษายน 2555 วงเงิน 221.27 ล้านบาท โดยให้ช่วยเหลือเกษตรกรเป็นรายแปลง และไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี  ปีการผลิต 2554/55 วงเงินรวม 11,403.21 ล้านบาท ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการสำรวจความเสียหายให้ ธ.ก.ส. แล้ว 828,152 ราย วงเงิน 9,787.77 ล้านบาท ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว จำนวน 413,596 ราย วงเงิน 7,209.32 ล้านบาท

ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกพืชต้นทุนสูงที่ประสบอุทกภัยปี 2554 กรณีพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 22 กุมภาพันธ์  2555 ที่เห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชต้นทุนสูงที่ประสบอุทกภัย ปี 2554 กรณีพิเศษ วงเงิน 1,962.43 ล้านบาท และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 อนุมัติกรอบวงเงินให้ 1,000 ล้านบาท โดยมีพื้นที่เสียหาย 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร อ่างทอง กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และนครปฐม ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว จำนวน 3,241 ราย วงเงิน 1,000.37 ล้านบาท

IMFชมไทยฟื้น ศก.เร็วหลังน้ำท่วม แนะหั่นงบอุดหนุนเลิกลดหย่อนภาษี

Published พฤษภาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259635

11 พฤษภาคม 2555, 13:11 น.

Pic_259635

ไอเอ็มเอฟ ชมไทยฟื้นเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมได้เร็วคาดขยายตัวในปีนี้ 5.5% เตือนยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือน้ำท่วม แนะรัฐบาลเลิกลดหย่อนภาษีลดภาระการคลัง และควบคุมความเสี่ยงแบงก์เฉพาะกิจรัฐ…

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สรุปทบทวนภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2555  โดยมีความเห็นว่า การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐของไทย ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากอุทกภัยได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 5.5 และ 7.5 ในปี 2555 และ 2556 ตามลำดับ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีในระยะสั้น แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความคืบหน้าของมาตรการป้องกันอุทกภัย  

ขณะที่นโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายมีความเหมาะสมในภาวะปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรทยอยปรับลดมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและเข้าสู่ภาวะปกติ และมุ่งสู่เป้าหมายกรอบความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง ความท้าทายสำคัญในระยะข้างหน้า คือการเร่งฟื้นฟูประเทศภายหลังอุทกภัย ในขณะที่ต้องดูแลรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ทั่วถึง (inclusive growth)

นอกจากนี้ รัฐบาลควรต้องปรับลดเงินอุดหนุนตามโครงการต่าง ๆ และยกเลิกรายการลดหย่อนภาษี เพื่อลดภาระและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังไว้ (fiscal space)  การดำเนินนโยบายกระจายรายได้ควรมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมภาระทางการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพ นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำควรดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน 

ทั้งนี้ กระแสเงินทุนไหลเข้าจะยังคงมีความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทน่าจะปรับตัวได้ยืดหยุ่นขึ้นทั้งสองทิศทาง ซึ่งคณะกรรมการบริหารเห็นด้วยกับนโยบายของทางการไทยที่จะผ่อนคลายเงินทุนไหล ออกมากขึ้น ในขณะที่ยังคงมีมาตรการรองรับหากเกิดเงินทุนไหลออกฉับพลัน

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารชื่นชมความคืบหน้าในการพัฒนาตลาดการเงินของประเทศ และเห็นควรเร่งดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่เกิดจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยปรับบทบาทสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้มุ่งดำเนินงานตามพันธกิจหลัก ปรับปรุงมาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยง และมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 11 พฤษภาคม 2555, 13:11 น.

น้ำท่วม-การเมืองทำธุรกิจเสี่ยง บริษัทตลาดหุ้นเร่งรัฐทำแผนป้องกันเป็นรูปธรรม

Published พฤษภาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259516

11 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_259516

นางเพ็ญศรี สุธีรศานต์ ผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยผลสำรวจ CEO Survey-Economic Outlook ครึ่งหลังปี 55 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยสำรวจความเห็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผลสำรวจพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 55 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% และกว่า 1 ใน 3 เห็นว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.0-5.0% ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจนั้น ผู้บริหารส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ตามด้วยเสถียรภาพการเมืองไทย อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล รวมทั้งปัญหาการจัดการน้ำและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่แม้จะกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ก็ยังคงมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยขยายการลงทุนในประเทศอาเซียนมากสุด โดยผู้บริหารมองว่าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาสที่ธุรกิจไทยจะออกไปลงทุนในอาเซียน

ส่วนความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงการทำธุรกิจใน 6 เดือนข้างหน้า ให้ความเสี่ยงกับเสถียรภาพการเมืองมากสุด ตามด้วยภัยธรรมชาติ-น้ำท่วม และความขัดแย้งทางสังคม ส่วนความเสี่ยงค่าเงินบาทและอัตราแลกเปลี่ยนกลับเป็นปัจจัยที่ผู้บริหารให้น้ำหนักน้อยที่สุด ส่วนสิ่งที่ต้องการให้รัฐเร่งทำทั้งในระยะสั้นและยาวพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ 33% ต้องการให้รัฐเร่งทำแผนป้องกันความเสี่ยงจากอุทกภัยที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ส่วนเสถียรภาพการเมืองที่เป็นประเด็นสำคัญอันดับ 1 จากการสำรวจครั้งที่แล้วผู้บริหารราว 1 ใน 5 เห็นว่า การเมืองที่มีเสถียรภาพจะสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนได้มากขึ้น และคอรัปชันก็เป็นนโยบายที่ผู้บริหารต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ส่วนการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยและโลก ที่ได้ทำไปแล้วมากที่สุดคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพพนักงาน ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าใหม่ รวมถึงขยายตลาดส่งออกใหม่ และขึ้นราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุน โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ระบุว่าราคาวัตถุดิบ 6 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้น และจะขอปรับขึ้นราคา ทั้งนี้ผู้บริหารประเมินอัตราเงินเฟ้อใน 12 เดือนจะอยู่ในอัตรา 3-5%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

จากวิกฤติน้ำท่วม..สู่ภัยแล้ง เอกชนสะท้อน “บริหารจัดการ” ล้มเหลว

Published พฤษภาคม 6, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/256564

30 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_256564

ประพันธ์

ขณะที่รัฐบาลระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาอุทกภัยมาหลายเดือน มีแผนงานประดังออกมามากมาย แต่ผลในทางปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน ไม่มีรูปธรรมอะไรชัดเจนออกมา

แผนงานและมาตรการต่างๆ ของรัฐยังไม่อาจเพรียกหาความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ทั้ง 100% ประชาชนคนไทยก็ต้องเผชิญกับ “วิกฤติภัยแล้ง” ซ้ำร้ายเข้าให้อีก ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งว่าลุกลามกินพื้นที่ไปกว่า 48 จังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว โดยที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายลงง่ายๆ

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณารากเหง้าของปัญหา ยิ่งตกใจเพราะดูเหมือนวิกฤติ “น้ำท่วม-ภัยแล้งซ้ำซาก” ของประเทศไทยกลายเป็นวัฏจักรปัญหาที่รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า “แก้ไม่ตก” น้ำในเขื่อนที่ถูกพร่องออกไปมากก่อนหน้าเพื่อรับปริมาณน้ำฝนระลอกใหม่ ทำท่าจะเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งที่อาจทอดยาวแทน

เข้าตำรา “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” สางวิกฤติอุทกภัยยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ ก็กลับต้องมาเผชิญวิกฤติภัยแล้งซ้ำรอยเข้าให้อีก จนทำให้การบริหารจัดการน้ำของภาครัฐขณะนี้ ดูจะยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่า จะแสวงหาความ  “สมดุล” ที่สามารถจะ “รับมือ” กับสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งไปพร้อมกันแบบเบ็ดเสร็จได้อย่างไร

เพื่อร่วมแสวงหาคำตอบ  “ทีมเศรษฐกิจ”  จึงนำเสนอมุมมองจากผู้บริหารภาคเอกชนองค์กรใหญ่ที่ได้ติดตามสถานการณ์น้ำ แก้ไขวิกฤติน้ำเพื่อลดความเสี่ยงขององค์กรมาโดยตลอด เพื่อร่วมกันสะท้อนข้อคิด ข้อเสนอแนะให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก และหาหนทางรับมือกับปัญหา ในรูปแบบของการบริหารจัดการน้ำ “ครบวงจร” ดังนี้ :

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

ไพรินทร์ไพรินทร์

“ผมรู้สึกเสียดายว่า หลังปัญหาน้ำท่วมคลี่คลายไปแล้ว 6 เดือน แต่การบริหารจัดการน้ำเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ยังไม่ไปถึงไหน ที่สำคัญ ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้กับปีก่อนนั้น มีสภาพเหมือนกันคือ เกิดภาวะแห้งแล้ง แต่ในเขื่อนไม่มีน้ำ เพราะถูกเร่งระบายออกเพื่อเตรียมพื้นที่ไว้รองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า แต่ถ้าฝนไม่ตกลงมา ก็จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ ถึงตอนนั้น ประเทศไทยจะทำอย่างไร เพราะนโยบายบริหารจัดการน้ำ ยังจับต้องไม่ได้”

นายไพรินทร์ กล่าวด้วยว่า เดิมทีมีผู้ประเมินความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งที่แล้วว่าสูง 700,000 ล้านบาท แต่หลังจากคำนวณรวมความเสียหายของนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่ถูกน้ำท่วมเข้าไปด้วย มูลค่าความเสียหายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านบาท นี่แปลว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ได้มีเฉพาะภาคเกษตรกรรมเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่มีความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมการส่งออกผนวกรวมอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น เวลาจะต้องคิดถึงการบริหารจัดการน้ำ จึงต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในส่วนของภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมไปพร้อมๆกัน และคิดมาตรการเผื่อไว้สำหรับแก้ปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งไปด้วย หมายความว่าต้องมีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ครบวงจร และปลอดจากการเมืองเข้าแทรกแซง

“ผมคิดว่า มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเรื่องน้ำใหม่ทั้งหมด การบริหารจัดการน้ำก็เหมือนกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ และที่จะเป็นปัญหาในอนาคตก็คือ ต้องทำให้ทุกภาคส่วนยอมรับว่า “น้ำ” ก็มีต้นทุนการผลิต และมีแหล่งที่มาเหมือนกับ “พลังงาน”…

น้ำ จึงมีราคาเสมือนสิ่งของที่มีคุณค่า เมื่อมีราคา น้ำ ก็จะไม่ถูกนำไปใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นเช่นเดียวกันกับ “พลังงาน”

ยกตัวอย่างเช่นน้ำในปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หากอยู่ในประเทศไทยอาจมีต้นทุนการผลิต และจัดหาเพียง  9-10  บาท  แต่หากน้ำในปริมาณดังกล่าวไปอยู่ในตะวันออกกลาง หรือประเทศอิสราเอล ราคาของน้ำ 1 ลบ.ม.ก็คงจะมีมูลค่าสูงมาก เพราะเป็นของหายาก

ที่นั่น น้ำทุกหยดจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า เช่น เมื่อระบายลงท่อน้ำทิ้ง ก็ถูกนำไปรดต้นไม้ หรือที่ญี่ปุ่น ก็นำมารีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ แต่ของประเทศไทย น้ำ ในปริมาณดังกล่าว ก่อนจะถูกส่งผ่านท่อประปามายังผู้ใช้ ก็เกิดการรั่วไหลไปแล้วกว่า 40% เพราะไม่เห็นคุณค่าเหมือนประเทศที่ขาดแคลนน้ำ

“เราต้องยอมรับว่า แนวคิดดั้งเดิมจากอดีตถึงปัจจุบัน เรามักจะมองว่า น้ำ เป็นของเกษตรกรที่ต้องใช้เพื่อการเพาะปลูก ไม่ว่าน้ำจากเขื่อน หรือจากอ่างเก็บน้ำ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญแก่การเพาะปลูกเป็นอันดับแรกก่อน ชาวนาก็คิดว่า น้ำเป็นของเขา ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยืนกำกับว่า น้ำทุกหยดต้องกันไว้ให้ชาวนาปลูกข้าว

เพราะข้าว คือ หัวใจสำคัญของการส่งออก และการสร้างรายได้ให้กับประเทศ…

แต่นโยบายต่างๆที่ออกมากลับสวนทางกัน เช่น ต้องการให้ส่งออกข้าวจำนวนมากๆ  แต่กลับใช้นโยบายประกันราคาข้าวสูง ทำให้ผู้ส่งออกไม่ซื้อข้าวไปส่งออก เพราะสู้กับราคาข้าวเวียดนามในตลาดโลกไม่ได้ ปัญหาก็วนเวียนเป็นวัฏจักรไม่รู้จบ ที่สำคัญ ยังทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศ เกิดความยากลำบากไปด้วย”

นายไพรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ ต้องมีวิธีการจัดการน้ำ เพื่อบริหารน้ำจากทุกแหล่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ต้องเลือกระหว่างการจัดการน้ำเพื่อภาคเกษตรกรรม หรือภาคอุตสาหกรรม เพราะ “น้ำ” ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนปัจจุบัน

การจะดำเนินการในเรื่องนี้ให้เกิดความสำเร็จ รัฐบาลต้องรวบรวมองค์กรที่ทำเรื่องเกี่ยวกับน้ำให้มาอยู่รวมกัน เพื่อให้มีข้อมูลครบทุกด้าน มีทีมงานที่เป็นเอกภาพ ปลอดจากการเมือง และมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการน้ำ ให้หลุดพ้นจากกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งมีเข็มทิศที่จะนำพาการแก้ปัญหาน้ำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

เหมือนกับเป้าหมาย “กองทุนอุทกพัฒน์” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทราบว่า ขณะนี้มีหลายองค์กรแล้วที่ไปร่วมให้การสนับสนุน

นายไพรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ จะต้องทำในขณะที่กำลังเกิดวิกฤติ และใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้ อย่ารอให้วิกฤติคลี่คลายไปแล้ว จึงลงมือทำ เพราะถึงเวลานั้น ก็อาจสายเกินกว่าจะแก้ไขเยียวยา จนกลายเป็นความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนไป

นายประพันธ์ อัศวอารี
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) “อีสท์วอเตอร์”

“เท่าที่ทีมงานของอีสท์วอเตอร์ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก

ในขณะนี้ ที่ จ.ระยอง น่ากังวลมาก เพราะฝนตกน้อย น้ำไม่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน เพราะแหล่งกักเก็บน้ำหลักของภาคตะวันออกกว่า 70% อยู่ที่ จ.ระยอง ประเมินแล้วสถานการณ์เข้าข่ายจะซ้ำรอยวิกฤติภัยแล้งปี 2548 ซึ่งต้องขอดน้ำที่ติดอยู่ก้นอ่างมาใช้กันทีเดียว”

จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดปริมาณน้ำที่อีสท์วอเตอร์สามารถนำมาใช้ได้นานที่สุดจากนี้ไปจะได้ประมาณ 6 เดือน หรือมีน้ำใช้ไปได้ถึงเดือน ต.ค.นี้ ถ้าถึงเดือน ก.ย.แล้วฝนยังไม่ตกมีปัญหาหนักแน่ ซึ่งจากสถิติในอดีตสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะเกิดภัยแล้งยาวนานถึง 8 เดือน จึงนิ่งนอนใจไม่ได้

“อีสท์วอเตอร์” ตั้งทีมงานมาติดตามประเมินสถานการณ์ตลอดระยะเวลาดูว่าในระยะ 15, 20, 30 วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเกิดแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร ทำกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามแผนปฏิบัติการที่วางไว้

“ทุกอย่างต้องติดตามตรวจเช็กในรายละเอียด ระบบสูบ-ส่ง น้ำต้องเตรียมให้พร้อมทั้งหมด ทดสอบระบบว่าสามารถใช้งานได้จริง ไม่ใช่มานั่งรอให้เกิดปัญหาแล้วพอจะใช้งานเพิ่งรู้ว่า เครื่องสูบน้ำเสีย ใช้การไม่ได้ เหมือนช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว เพิ่งมาพูดกันว่าคูคลองไม่ได้ขุดลอก ปั๊มสูบน้ำเสีย ระบบการทำงานแบบนั้นเอกชนรับไม่ได้”

นายประพันธ์  ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ขณะที่ปัญหาภัยแล้งก่อตัวทำท่าว่าจะรุนแรงในภาคตะวันออก ด้านปริมาณความต้องการใช้น้ำของภาคตะวันออกกลับเติบโตรวดเร็วมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เคยอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง หนีปัญหาน้ำท่วม ย้ายฐานการผลิตมา

ขณะที่แรงงานก็ย้ายตามมาด้วย รวมถึงพ่อค้า แม่ค้า ชุมชนขยายตัวขึ้น ห้องพัก ห้องเช่ามากขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น สูงกว่าแผนของอีสท์วอเตอร์ที่เคยคาดการณ์ไว้ประมาณ 8%

“ทางอีสท์วอเตอร์ต้องทบทวนตัวเลขคาดการณ์ใช้น้ำในภาคตะวันออกใหม่ทั้งหมด เพราะวันนี้ปัจจัยที่มีผลกระทบเปลี่ยนไปมาก ในขณะที่แหล่งน้ำต้นทุนที่จะนำมาใช้มีอยู่เท่าเดิม ตามไม่ทันความต้องการใช้น้ำ อีก 3 ปีข้างหน้าต้องลุ้นอย่างเดียวให้ฝนตกและมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างเพียงพอ”

สำหรับแผนรองรับในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ได้เตรียมแนวทางที่จะสร้างแหล่งน้ำเป็นแก้มลิงที่ อ.แกลง จ.ระยอง เพื่อกักเก็บน้ำที่จะปล่อยลงทะเล ซึ่งแต่ละปีมีน้ำไหลลงทะเลผ่านพื้นที่บริเวณที่จะสร้างแก้มลิง หลายร้อย ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษามาจัดทำรายละเอียดประเมินโครงการ อีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะมีข้อสรุป เบื้องต้นจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาท การลงทุนส่วนนี้จะทำให้ต้นทุนค่าน้ำเพิ่มขึ้นจาก ลบ.ม.ละ 7 บาท เป็น ลบ.ม.ละ 10 บาท

นายประพันธ์  ยังได้ให้ความเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลว่า การบริหารจัดการน้ำมี 2 มิติ ที่จะต้องดูว่าจะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้อย่างไร คือระหว่างน้ำท่วม กับน้ำขาดแคลน อยากฝากให้ภาครัฐอย่าดูแต่เรื่องน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว ต้องดูน้ำส่วนที่ขาดแคลน ซึ่งต้องมีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ที่มีการลงทุนหลายแสนล้านบาท หากขาดแคลนน้ำจะกระทบทั้งระบบ รวมไปถึงความมั่นใจของนักลงทุน

“เมื่อปีที่แล้วผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มาปีนี้หนีจากน้ำท่วมย้ายมาภาคตะวันออก ถ้ายังมาเจอปัญหาน้ำขาดแคลนอีก จะตอบคำถามกับต่างประเทศถึงการบริหารจัดการน้ำของเราอย่างไร  น้ำท่วมยังพออพยพหนีได้ แต่น้ำขาดนี้ตายอย่างเดียว”

การจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศมองว่า การทำแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งในอนาคตจะยิ่งทำยากขึ้น เช่น เขื่อนแม่วงก์ จะสร้างหรือไม่สร้าง ตกลงสมดุลอยู่ตรงไหน ข้อมูลที่แท้จริงเป็นอย่างไร ฝ่ายที่ต้องการสร้างก็มีเหตุผล ขณะที่คนที่ต่อต้านก็มีน้ำหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

ถ้าฝ่ายที่ต่อต้านในอนาคตพิสูจน์ได้ว่าข้อมูลผิดพลาด จะรับผิดชอบต่ออนาคตลูกหลานได้หรือไม่ เรื่องนี้อาจจะต้องใช้วิธีการโหวตกันหรือไม่เพื่อให้มีทางออก เพราะการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำต้องใช้เวลา เริ่มสร้างวันนี้อีก 5 ปีก็ยังไม่เสร็จ

นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ไทย

ปราโมทย์ปราโมทย์

ปัญหาเรื่องน้ำมีอยู่ 3 ด้านคือ น้ำเกิน น้ำขาด และน้ำเสีย ในฐานะที่อยู่ในภาคธุรกิจเข้าใจดีว่าปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดจากภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ แต่โจทย์สำคัญของภาครัฐที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจคือ มาตรการในการบริหารจัดการไม่ว่าปริมาณน้ำจะมีมากหรือน้อยก็ตาม

“แต่ปัจจุบัน แม้แต่ในเรื่องสำคัญๆ เช่นการเกิดภัยพิบัติ ประเทศไทยยังต้องคอยฟังประกาศเตือนจากสหรัฐอเมริกา ทั้งที่อยู่ไกลกันคนละซีกโลก อย่างเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆนี้ หน่วยงานราชการไทยระบุว่าหากเกิดแผ่นดินไหวระดับต่ำกว่า 4.5 ริกเตอร์ จะไม่สามารถตรวจสอบพบ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมากทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ”

ดังนั้น มาตรการแรกที่ประเทศไทยควรจะทำ คือ การลงทุนให้ระบบการพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำมากขึ้น เทียบเท่ากับประเทศใหญ่ๆในโลกที่มีศักยภาพในด้านนี้สูงมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐฯ

เพราะถ้ารู้ล่วงหน้าว่าในแต่ละปีจะต้องเจอกับพายุกี่ลูก แต่ละลูกจะมีปริมาณเท่าไหร่ จะช่วยให้สามารถคำนวณปริมาณการพร่องน้ำในเขื่อนได้เหมาะสม แต่ในทางกลับกันเมื่อไม่รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังเกิดน้ำท่วมก็พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำออกไปมาก สุดท้ายต้องมาตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งแทน

ที่สำคัญในปีที่ผ่านมา  ภาคอุตสาหกรรมเจอปัญหาน้ำท่วม จึงโยกย้ายโรงงานหรือขยายที่ตั้งของโรงงานแห่งใหม่ออกจากพื้นที่ใกล้น้ำ แต่ปีนี้ที่กำลังเกิดปัญหาภัยแล้งและหากมีผลกระทบมาถึงภาคอุตสาหกรรม จนไม่มีน้ำใช้ในการผลิต เช่นเดียวกับปี 2548 ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเกือบต้องหยุดดำเนินการทั้งหมด ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อีก  ความเชื่อมั่น การลงทุนในประเทศก็จะแย่มาก

อย่างไรก็ตาม  จากประสบการณ์ที่โรงงานปิโตรเคมีของเอสซีจี ที่ จ.ระยอง เคยเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดแคลนน้ำของภาคตะวันออกในปี 2548 จนทำให้แต่ละอุตสาหกรรมต้องมาตกลงกันว่าใครจะลดกำลังการผลิตลงเท่าไหร่ เพราะชาวบ้านก็ต้องการใช้น้ำเหมือนกัน ซึ่งสำหรับเอสซีจี น้ำมีความจำเป็นมากในการผลิต ดังนั้น เอสซีจีจึงขุดบ่อขนาดใหญ่ไว้ในโรงงานที่ จ.ระยอง กักเก็บน้ำได้ประมาณ 300,000-400,000 ลบ.ม. สำรองไว้ใช้

จากการเข้าไปทำโครงการจัดการน้ำร่วมกับชุมชนของเอสซีจีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้ว่า การจัดการปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง อาจไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งเขื่อนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวก็ได้

หากต้องการจัดสรรน้ำให้ไปถึงทุกพื้นที่ในประเทศ ควรมีการพัฒนาแก้มลิง หรือบ่อน้ำชุมชนกระจายไปทุกชุมชนในประเทศ เพื่อรองรับน้ำในปีที่มีน้ำเกิน เมื่อถึงช่วงแล้ง ก็จะกลายเป็นแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตรได้.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 30 เมษายน 2555, 05:00 น.

กำหนดแผน’เคยู โมเดล’ทางแก้วิกฤติน้ำท่วมปี55

Published พฤษภาคม 4, 2012 by SoClaimon

กำหนดแผน’เคยู โมเดล’ทางแก้วิกฤติน้ำท่วมปี55

กำหนดแผน ‘เคยู โมเดล’ ทางแก้วิกฤติน้ำท่วมปี55 : รายงานพิเศษ : โดย … ปารมี ปานงาม

          เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งล่าสุดช่วงปลายปี 2554 สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเป็นประวัติการณ์ ทั้งทรัพย์สิน ชีวิตผู้คน สัตว์เลี้ยงและพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2554 พื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย 17 จังหวัด ได้แก่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ พัทลุง และนราธิวาส รวมแล้ว 12.59 ไร่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายภาคส่วนต่างหาหนทางในการที่จะแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในปี 2555 และการแก้ปัญหาในระยาวในหลายโครงการทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น

ในส่วนของนโยบายและการวางแผนงานในระดับประเทศนั้น รัฐบาลได้มอบหมายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการและแก้ปัญหาที่เกิดเพื่อที่จะได้รับผลกระทบในทรัพย์สินและการดำเนินชีวิต อย่างล่าสุดในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ระดมมันสมองจากหลายภาคส่วนในรูปแบบของการสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “ก้าวพ้นวิกฤติน้ำบนเส้นทางเกษตรศาสตร์โมเดล” เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและระดมสมองในการเตรียมการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมที่ใกล้จะมาถึงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้

สำหรับการเตรียมความพร้อมตามหลักนโยบายภาครัฐบาล คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้กำหนดแผนงาน 2 แบบด้วยกัน คือ แบบปฏิบัติการอุทกภัยระยะเร่งเด่น กับยุทธศาสตร์การบรรเทาทุกข์ภัยแบบบูรณาการ (กรณีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา)

แผนงานระยะเร่งด่วนนั้น มีการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก โดยมุ่งเน้นใน 8 ลุ่มน้ำที่สำคัญที่เกี่ยวพันธ์กับแม่น้ำเจ้าพระยา แผนเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเดิมที่เกิดจากความเสียหายเมื่อปีที่แล้ว แผนการพัฒนาคลังข้อมูลระบบะพยากรณ์และเตือนภัยจะเป็นความร่วมมือและรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อนำมาวิเคราะห์และคาดการณ์แผนงานพื้นที่รับน้ำนองหรือแผนที่ทั้งหมดที่สามารถจะนำน้ำระบายลงสู่พื้นที่ได้ และสุดท้ายแผนปรับปรุงองค์ประกอบเพื่อการบริหารจัดการน้ำ

แนวทางแก้ปัญหาในมุมมองของ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ระบุว่า แผนงานด้านกรมชลประทานก็มี 4 แผนงาน คือ 1.จะมีการปรับปรุง จัดการเขื่อนน้ำหลัก 2.ฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างเดิม 3.ระบบพยากรณ์ และ 4.พื้นที่รับน้ำนอง เขื่อนทั้งในประเทศไทยมีทั้งหมดด้วยกัน 33 เขื่อน เป็นเขื่อนของการไฟฟ้า 10 เขื่อน และของกรมชลประทาน 23 เขื่อน ซึ่งจะเป็นการวางแผนในการใช้น้ำในแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน ในแต่ละปีจะมีน้ำมาก-น้ำน้อย ถ้าน้ำมากจะอยู่ 83% และน้ำน้อยจะอยู่ที่ 59%

จากสถิติในปีที่ผ่านมาจึงมีเทคโนโลยีที่เป็นระบบคำนวณพยากรณ์ที่มากกว่า 500 สถานีโดยใช้การเชื่อมโยง โดยเอาโปรแกรมพยากรณ์ทั้งหมดนำมารวบรวมและประมวลผลความรวดเร็วของน้ำเพื่อจัดสรรน้ำในเขื่อน หลังจากประมวลผลเสร็จน้ำมากน้อยเพียงใดยังมีพื้นที่รองรับน้ำส่วนที่เกิน คือพื้นที่รับน้ำนอง การดำเนินในการหาพื้นที่คือสำรวจพื้นที่แล้วหาศักยภาพในการกักเก็บน้ำแล้วจำลองสภาพน้ำในปี 2554 และต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่ทั้งหมดนี้ในการบริหาารจะขึ้นอยู่กับเรื่องการบรรเทาและอุทกภัยเป็นอันดับแรก ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยากล่าว

ด้าน รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้นำเสนอแบบ เคยู โมเดล (ku model) ที่ช่วยบรรเทาและแรงต้านของน้ำโดยมีแนวคิดป้องกันน้ำไม่ให้รอดรั้วใต้กำแพง กำแพงที่ใช้จะเป็นกำแพงทึบ และเสริมกำแพงด้านหลัง รั้วนี้มีการออกแบบป้องกันการไหลลอดของน้ำจะไม่สามารถผ่านหรือรอดรั้วจากใต้ดินได้เนื่องจากมีแผ่นจีซีแอล (GCL) ที่ผลิตจากวัสดุเบนโทไนท์ มีชั้นของแผ่นใยสังเคราะห์ชนิดถักทอ แผ่นใยสังเคราะห์ชนิดไม่ถักทอ เป็นตัวประสานและยึดติดกันกับด้าย ป้องกันน้ำไหลผ่านรอยต่อ ป้องกันการล้มคว่ำ สร้างระบบดักน้ำใต้ดินป้องกันการไหลผ่านดินจนเป็นโพรง อายุการใช้งานของระบบกันน้ำใต้ดินมากกว่า 30 ปี ประหยัด สามารถหาวัสดุและผู้ก่อสร้างได้ง่าย และยังไม่ต้องรื้อรั้วเก่าสามารถทำและก่อสร้างต่อได้เลย “ขั้นตอนการทำ รั้วเดิมตั้งขุดหลุมด้านหลัง ใส่แผ่นจีซีแอลฝังลงไปใต้รั้ว และนำดินกลบนำแผ่นจีซีแอลไว้ชั้นอีกครั้ง และกลบดินให้สูง 70 เซนติเมตร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแต่รั้วที่จะไม่สร้างความอึดอัดให้ผู้ที่อยู่ในรอบรั้วแห่งนี้เนื่องจากมีประโยชน์เพื่อใช้เป็นลู่วิ่งรอบรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรฯ แต่ในการทำครั้งนี้จะต้องมีวิศกรในการควบคุมจึงมั่นใจได้เอาเคยู โมเดล เอาอยู่ครับ” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.วราวุธ วุฒิวณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน คาดการณ์ว่าในปี 2555 ที่อาจเกิดเหตุการณ์อุทกภัยได้มาจาก 4 ประเด็น คือ การเกิดเหตุการณ์ในน้ำท่วมเมื่อครั้งอดีต จากการศึกษาการน้ำท่วมเกิดขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 1 เกิดน้ำท่วมลึก 8 ศอก หรือประมาณ 4 เมตร แต่ในปีพ.ศ.2485 และพ.ศ.2538 ระดับแม่น้ำเจ้าพระยาสูงที่สุดในระดับ 2.27 เมตร นับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ แต่ในปี พ.ศ.2554 เกิดประวัติกาลครั้งใหม่ มีระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาสูงถึง 2.53 ที่ว่าได้สถิติสูงที่สุดในประวัติศาสตร์

ส่วนปัจจัยที่ก่อให้เกิดน้ำท่วม คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเละหนุน และสิ่งที่ตามมานั้นคือความเตรียมพร้อมและระบบการป้องกันมาจากเครื่องมือ เช่น อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ระบบพยากรณ์ นี่คือการป้องกันแต่สิ่งที่เราจะป้องกันไม่ได้คือ พายุ ในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดมวลน้ำมหาศาลนั่นคือ พายุที่เข้ามาจำนวนมากและทิศทางการเข้าคือทิศทางเดิมหรือเกิดซ้ำๆ จึงไม่สามารถคาดการณ์ได้ต้องขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ ถ้าภูมิอากาศไม่มีความเปลื่ยนแปลงก็จะไม่ส่งผลให้เกิดผลกระทบในประเทศไทยได้

เคยู โมเมล ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาเสนอมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมในปี 2555 ที่ก่อนหน้านี้มีหลายหน่วยงานที่เสนอแผนมา ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลน่าจะนำไปพิจารณาเพื่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติในอนาคต

———-

(หมายเหตุ : กำหนดแผน ‘เคยู โมเดล’ ทางแก้วิกฤติน้ำท่วมปี55 : รายงานพิเศษ : โดย … ปารมี ปานงาม)

———-

%d bloggers like this: