นานาสารพัน

All posts tagged นานาสารพัน

งาน ‘เกษตรรักแม่’ ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ – นานาสารพัน

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 29 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เตรียมจัด งานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรรักแม่” เพื่อให้ชาวไทยตระหนักและเห็นความสำคัญและคุณค่าของแม่ แม่โพสพ แม่คงคา แม่ธรณี ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์จากหญิงเก่งด้านเกษตรทั่วประเทศ ที่พึ่งพาตนเอง โดยใช้การเกษตรเป็นแนวทางดำรงชีวิต ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงตน และเชื่อมั่นว่าเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงคือทางออกทางเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว อย่างยั่งยืนและมั่นคง ในวันเสาร์ที่ 2 และวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2557 เวลา 09.30–17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี (โรงพยาบาลนวนครเดิม) ถนนพหลโยธิน กม.36-37 (ฝั่งขวา) จ.ปทุมธานี

นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงกิจกรรมที่น่าสนใจในงาน “เกษตรรักแม่” ว่าพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ได้จัดกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงมากมาย โดยให้ความสำคัญใน การทดแทนพระคุณแม่ ได้แก่ แม่ แม่โพสพ แม่คงคา แม่ธรณี ที่คอยคุ้มครองดูแลทุกชีวิตให้สามารถดำเนินไปได้อย่างมีความสุข

การเปิดหลักสูตรอบรมวิชาของแผ่นดิน 9 หลักสูตร แบ่งเป็น วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ ทำเกษตรด้วยสมองและสองมือ โดยกลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอสนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา    พบรูปแบบและกระบวนการทำเกษตรที่เหมาะสมกับผู้หญิง และตัวอย่างการทำแปลงของผู้หญิงที่ทำเกษตรเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง สปาหน้าเด้ง โดย สำนักงานสาธารณ สุข จ.สระแก้ว (เครือข่ายมูลนิธิโรงพยา บาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร) ดูแลผิวพรรณด้วยตนเอง สวยใสเปล่งประกายด้วยการทำสปาด้วยพืชพรรณจากธรรมชาติ เกษตรบนแผ่นดินแม่ โดย คุณศิริพร อาจแย้มสรวล 1 ใน 9 ผู้กล้า โครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จากสาวออฟฟิศระดับผู้บริหาร ผันตัวไปทำเกษตรเพื่อหาความสุขจากการทำงานบนแผ่นดินของแม่  พร้อมสูตรพิเศษ การทำข้าวยาคูสูตรคุณแม่ กระดาษมหัศจรรย์ โดยคุณปุณยวีร์ เอี่ยมสกุล หรือ ครูข้าวเม่า ศิลปินหัวใจดอกไม้และ ความงดงาม เรียนรู้การทำกระดาษธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นดอกไม้แสนสวย ด้วยการพับกระดาษ พิเศษ ทำดอกมะลิมอบให้แม่ ในวันแม่แห่งชาติ

และ วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม  อีกจำนวน 5 หลักสูตร ได้แก่ ผู้หญิงเลี้ยงปลา โดยคุณลินดา ขมเล็ก จากร้านฉลองพันธุ์ปลา เปิดเผยสุดยอดวิทยายุทธ ด้านการเพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์ปลาต่าง ๆ เกษตรธรรมชาติตามวิถีพุทธ โดยคุณสุมณฑา เหล่าชัย จ.ร้อยเอ็ด การทำเกษตรธรรมชาติและเกษตรผสมผสานแบบไม่ต้องมีการเลี้ยงสัตว์ กดจุดรักษาโรค โดย ดร.บุญมี อย่างธารา เรียนรู้ดูแลรักษาตัวเองด้วยวิธีกดจุด รักษาโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ ฯลฯ เกษตรคันนาใหญ่ สร้างรายได้ร่ำรวย โดย แม่พิมพ์ โถตันคำ จ.สกล นคร จากคนขายแรงงานในเมือง เมื่อสูญเสียสามีและต้องเลี้ยงลูกโดยลำพัง จึงหันมาเรียนรู้ ลงมือทำเกษตรเลี้ยงครอบครัว ด้วยปณิธานจะเอาลูกกลับบ้านอยู่ร่วมกัน ความสำเร็จที่ได้มานั้น ได้จากสองมือของแม่ที่แสนรักลูก รักเกษตร งามแต้ ๆ จากภายนอกและภายใน : สมุนไพรกับชีวิตและความงาม โดย ดร.อุษา กลิ่นหอม ผู้หลงใหลในภูมิปัญญาท้องถิ่นคนอีสาน หันมาศึกษาทำความเข้าใจต้นไม้ใบหญ้าอย่างจริงจัง ผสมผสานความรู้ที่เรียนมากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ครั้งนี้จะมาคุยเรื่อง สมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย เน้นที่สรรพคุณด้านความงามเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ อีก 4 วิชา ได้แก่  เมนูอาหาร กินเป็นยา รักษาสุขภาพ โดย คุณคำปุ่น กุดวงศ์แก้ว และ คุณกรรณทรลักษณ์ ทันจร เรียนรู้สูตรอาหารบำรุงร่างกาย ผักพื้นบ้านที่ใช้กินเป็นยา ดอกไม้สารพัดอาหาร โดย คุณมุฑิตา แซ่ซ้ง เรียนรู้การนำดอกไม้มาประกอบอาหารแทนการประดับแจกัน โอ่งแก๊สชีวภาพ ผู้หญิงก็ทำได้ โดย คุณละมุน แก้วตาล จ.สระแก้ว แก๊สชีวภาพสร้างได้โดยใช้โอ่ง ลดมลพิษและปัญหากลิ่นจากมูลสัตว์ อุปกรณ์ ขั้นตอน

การประกอบโอ่ง น้ำข้าวไรซ์เบอรี่งอกเพื่อสุขภาพ โดย คุณนวน เล็บครุฑ สูตรลับสูตรเด็ดในการทำข้าวไรซ์เบอรี่งอกและวิธีงอกข้าวเพื่อสุขภาพ

ใครสนใจ ติดต่อสำรองที่นั่งและโทรฯสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 0-2529-0885 หรือมือถือ 08-

7359-7171 08-6901-4638 หรือคลิกดูรายละเอียดใน http://www.wisdomking.or.th และ เฟซบุ๊กแฟนคลับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมชวนเพื่อนฟอลโลว์ในทวิตเตอร์และอินสตาแกรมกันได้ที่ wis            domkingfan หรือ Line : ID wisdomkingfan

จับตา…‘กลุ่มตรวจการสหกรณ์’ มือปราบทุจริตขบวนการสหกรณ์ – นานาสารพัน

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 22 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“สหกรณ์” นับเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ วันที่ 1 มกราคม 2557 ประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ อาทิ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่อยู่ในสถานะดำเนินการ 6,993 แห่ง และอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการ 221 แห่ง รวม 7,214 แห่ง และมีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 11 ล้านคน

ขณะที่ตัวเลขปริมาณธุรกิจสะสมของสหกรณ์ทุกประเภทรวมกันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ถึง ไตรมาสที่ 4 ประจำปี 2556 มีมากถึงกว่า 2.04 ล้านล้านบาท!

ตัวเลขทั้งหมดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “พลัง” ของขบวนการสหกรณ์ในการเป็นฐานค้ำยันรากฐานเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มั่นคงได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางตรงกันข้าม หากมีการบริหารที่ผิดพลาดหรือขาดความโปร่งใส สิ่งที่ตามมาย่อมหมายถึงผลกระทบอันรุนแรง

ดังเช่นกรณีปัญหาการทุจริตใน สหกรณ์ต่าง ๆ และเป็นข่าวผ่านตาให้รับทราบกันมาโดยตลอด ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงสถานะความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ และสร้างความเสียหายที่ไม่ดีแก่สหกรณ์ทั่วประเทศ

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลสหกรณ์ จะต้องเร่งวางมาตรการตรวจสอบและป้องกัน เพื่อสร้างหลักประกันความโปร่งใสให้กับขบวนการสหกรณ์ และเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกได้อย่างแท้จริง

ดร.จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ นอกจากจะมีภารกิจหลักเรื่องการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมทั้งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งแล้ว ยังมีภารกิจอีกด้าน คือ การกำกับดูแลและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การตรวจสอบการบริหารงานของสหกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสนั่นเอง ดังนั้นเพื่อให้ภารกิจด้านนี้มีประสิทธิภาพ จึงได้ออกคำสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ 117/2557 ตั้ง “กลุ่มตรวจการสหกรณ์” เป็นการภายในสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และพื้นที่ 2 ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ เพื่อสอดส่องดูแลให้สหกรณ์ดำเนินการภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบของสหกรณ์ ระเบียบและคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์

“การตรวจการสหกรณ์ ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อจับผิด แต่เป็นการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้เกิดความถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้ง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง เป็นการป้องกันขัดขวางคนที่หวังเข้ามาใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์ที่มีต่อสหกรณ์”

โดยกระ บวนการทำงาน ผู้ตรวจการสหกรณ์มีหน้าที่ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์โดยตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า มีการดำเนินการใดที่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัตินอกขอบเขตวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ หรือมีการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือกระทำการใด ๆ ที่มีความเสี่ยงหรือว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์หรือสมาชิกหรือไม่

ขณะที่กลุ่มตรวจการสหกรณ์ จะทำหน้าที่วิเคราะห์ผลการตรวจสอบและรายงานของผู้ตรวจการสหกรณ์ว่า ข้อมูล หลักฐานเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หรือมีส่วนใดต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว หากพบว่าสหกรณ์มีข้อบกพร่อง  จะต้องเสนอแนวทางแก้ไข พร้อมกำหนดระดับการใช้อำนาจตามกฎหมาย วิธีการและระยะเวลาการแก้ไขต่อนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อพิจารณาสั่งการได้อย่างเหมาะสม

ดร.จุมพล ย้ำว่า หากผลการตรวจสอบพบข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่ควรปรับปรุง ก็จะทำการแนะนำสหกรณ์ให้ดำเนินการแก้ไขทันที แต่หากมีการตรวจพบสหกรณ์ที่ดำเนินการแล้วส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตก็จะดำเนินการหาทางป้องกันแก้ไขให้ทันท่วงที ไม่ปล่อยไว้จนยากที่จะแก้ไข หรือหากพบการฉ้อโกงหรือทุจริตเกิดขึ้นก็จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ชี้ว่า การตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ให้อยู่ภายใต้กรอบการทำงานที่ถูกต้องและโปร่งใส   คงไม่สามารถกระทำโดย “กลุ่มตรวจการสหกรณ์” ได้เพียงลำพัง เพราะกลไกสำคัญที่สุดที่จะสามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์ที่มีสถานภาพเป็นทั้ง “เจ้าของ” และ “ผู้ใช้บริการ” ของสหกรณ์ในเวลาเดียวกัน ทำให้มีโอกาสในการควบคุมดูแลการบริหารงานได้อย่างใกล้ชิด

ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ทุกคนจึงควรมีการ ติดตามสอดส่องการดำเนินงานของสหกรณ์ เช่น การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ เพื่อให้ได้คนดีมาทำงาน รวมทั้งต้องเข้าร่วมประชุมติดตามความเคลื่อนไหวในสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมการดำเนินงานสหกรณ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง… เพราะผลประโยชน์ของเรา ย่อมไม่มีใครปกป้องได้ดีไปกว่าตัวของเราเองแน่นอน!.

สานต่อ…ปลูกฝังเยาวชนทำบัญชี – นานาสารพัน

Published กรกฎาคม 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 8 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์อ่างทองกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สานต่อ “โครงการรณรงค์การจัดทำบัญชีแก่เยาวชนนักเรียน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6  โดยเริ่มปลูกฝังเยาวชนนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมปลาย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน ขณะเดียวกันเป็นการปลูกฝังและปูพื้นฐานให้กับเยาวชนนักเรียนให้มีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รักการออมซึ่งถือเป็นการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็ง แกร่งในอนาคต ประการสำคัญการทำบัญชีก่อให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัว และชุมชน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปีนี้ได้จัดให้มีการอบรมทั้งสิ้น 10 รุ่น มีโรงเรียนระดับจังหวัดและระดับอำเภอในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง จำนวน 18 โรงเรียน นักเรียนจำนวน 15,200 คนเข้าร่วมโครงการเพื่อให้เยาวชนนักเรียนเป็นกลไกในการขับเคลื่อน นำความรู้ทางด้านบัญชีไปสู่บุคคลในครอบครัว พร้อมกับการสร้างเครือข่ายแก่บุคคลทั่วไป ให้มีความรู้ด้านการบัญชีรายรับ-รายจ่าย และคิดต้นทุน-กำไรที่แท้จริงอย่างมีประสิทธิ ภาพและประสิทธิผล

ด้าน นางพรวิภา สุ่มทา ผอ. สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ 1 (สตท.1) กล่าวว่า สำหรับการจัดอบรมรุ่นที่ 1 เริ่มที่โรงเรียนสตรีอ่างทอง มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จำนวน  3,357 คน ถือว่าเป็นการจุดประกายให้เยาวชนนักเรียนได้เรียนรู้ถึงคุณค่าและประโยชน์ของการจดบันทึกการทำบัญชี และเป็นแรงจูงใจให้มีการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสร้างวินัยทางการเงินทั้งเด็กและครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีเงินออมสร้างอนาคต

ส่วน ด.ญ.หัสวรรษา กลิ่นสุคนธ์ อายุ 14 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีอ่างทอง เล่าว่า เริ่มทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การทำบัญชีทำให้มีเงินเก็บ และวางเป้าหมายอนาคตจะนำเงินเก็บดังกล่าวไปใช้เพื่อเป็นทุนการศึกษา  และอีกประการสามารถจับจ่ายสิ่งที่อยากได้โดยไม่ต้องขอเงินจากพ่อแม่ เหมือนกับที่ผ่านมา ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเองกับเงินที่สามารถเก็บออมได้เอง  การทำบัญชีถือว่ามีประโยชน์และสอนให้คนเรามีระบบ ระเบียบในการใช้จ่าย ปัจจุบันมีเงินเก็บหลายหมื่นบาท

“อนาคตถ้าเป็นไปได้ จะนำเงินออมที่เก็บได้ กับเงินที่สามารถทำงานเองได้สร้างบ้านให้พ่อแม่ อยากตอบแทนบุญคุณของท่าน และอยากให้ท่านทั้งสองอยู่อย่างสบายมากขึ้น ซึ่งการทำบัญชีทำให้เป็นคนมีความรอบคอบมากขึ้น และไม่เป็นคนฟุ่มเฟือย รู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักใช้จ่าย เพื่ออนาคต…” ด.ญ.หัสวรรษา กล่าว

เห็นได้ว่า บัญชีเป็นตัวบ่งชี้อนาคตของเยาวชนในชาติได้เป็นอย่างดี การปลูกฝังให้เด็กรักการออมตั้งแต่เด็ก ถือเป็นการสร้างรากฐานการมีวินัยทางการเงินให้กับเยาวชน  เมื่อเยาวชนมีวินัย  รู้จักวางแผนในการใช้ชีวิต ก็ทำให้ครอบครัวนั้นมีความเข้มแข็งและนำไปสู่สังคมและชุมชนเข้มแข็งในที่สุด.

พิพิธภัณฑ์เกษตรจัดงาน ‘เกษตรมิติใหม่’ อบรมการทำเกษตรแนวคิดทันสมัย – นานาสารพัน

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 1 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบันหลายคนยังมีแนวคิดเก่าว่าการทำการเกษตรนั้นลำบากตรากตรำและยากจน เพราะใช้ต้นทุนสูง มีรายได้ต่ำ จึงทำให้มีหนี้สิน และต้องมีพื้นที่ในการเพาะปลูกขนาดใหญ่เท่านั้นถึงจะทำได้ และส่วนใหญ่ทำได้เฉพาะพื้นที่ชนบททำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้านำพาตนเองเข้ามาสู่วิถีเกษตร และหากทำเกษตรอยู่แล้ว ก็ยังเป็นการทำเกษตรที่ยังต้องพึ่งพาสารเคมีอยู่ เพราะมุ่งเน้นที่ปริมาณของผลผลิต จนหลงลืมคุณภาพของผลผลิตไป จากสถานการณ์ดังกล่าว พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จึงได้จัดงานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรมิติใหม่” ขึ้นระหว่างวันที่ 5–6 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้คนไทยได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางด้านการเกษตร พร้อมนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องตามภูมิลำเนาต่าง ๆ เพื่อสร้างผลผลิตเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีในครัวไทยสู่ครัวโลก สร้างรายได้ ลงทุนต่ำ ประหยัดเมล็ดพันธุ์ เวลา และแรงงาน โดยผู้มีประสบการณ์ รู้จริง ทำจริง ได้ผลจริง

นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรมิติใหม่” มีการนำเสนอรูปแบบการทำเกษตรแบบใหม่ ได้แก่ เกษตร 1 ตารางเมตร โดย พ่อจันทร์ที ประทุมภา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2554 สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประยุกต์ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ ทำตามกำลังเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ทั้งใต้ดิน บนดิน บนอากาศ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เหลือกินแจก เหลือแจกขาย ลดรายจ่าย สร้างรายรับทั้งรายวัน รายเดือน รายปี และบำนาญชีวิต สร้างปัจจัย 4 ขยายสู่พื้นที่ใหม่ มุ่งสู่การพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง “เมล็ดพันธุ์ ปู่– ย่า” การอนุรักษ์พืชพื้นบ้านอย่างยั่งยืน โดยเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม การสนับสนุนให้คนได้ปลูกพืชผักพื้นบ้าน สามารถเก็บพันธุ์ไว้ใช้ต่อไปได้ เป็นพันธุ์พื้นบ้าน และมีความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ ที่นับวันจะหายไปหมดแล้ว การเลี้ยงสัตว์นานาชนิด เช่น แพะ แกะ ห่าน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมากิจกรรม อบรมวิชาของแผ่นดิน 8 หลักสูตร ฟรี อาทิ นาโยนกล้า ปลูกข้าวต้นเดียว โดย อ.เชาว์วัช หนูทอง เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี ผู้เชี่ยวชาญในการทำนาอินทรีย์โยนกล้า ข้อดีของการทำนาอินทรีย์โยนกล้า คือ ใช้ทุนต่ำ ประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว แรงงาน และเวลาในการปลูก ลดการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชและแมลง พร้อมทั้งให้ผลผลิตสูง นวัตกรรมทุ่นแรง ราคาถูก : เครื่องหยอดข้าว และเครื่องแพ็กสุญญากาศ โดย น้าสมบัติ เล็บครุฑ เครือข่าย พกฉ. จังหวัดนครปฐม นวัตกรรมใหม่ เกษตรกรทำเอง ใช้เอง ทุ่นแรง ประหยัดเวลา ราคาถูก ชี้แนะแบบเต็ม ๆ เทคนิคการหยอดข้าวด้วยเครื่อง การทำเครื่องแพ็กไทยประดิษฐ์ จากราคา 60,000 บาท เหลือ 6,000 บาท ทำใช้ได้เอง และ อบรมเชิงปฏิบัติการอีก 4 วิชา ได้แก่ น้ำมันเหลืองแก้ปวดเมื่อย ปุ๋ยมัชฌิมา อาหารเป็ด และเทคนิคการขยายพันธุ์พืช

พร้อม ชม ชิม ช้อป สินค้าปลอดภัยใส่ใจสุขภาพ และสินค้าเกษตรอินทรีย์มากมาย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ทั่วเมืองไทย เรียนรู้จากแรงบันดาลใจเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ สู่การสร้างสรรค์คุณค่า ปกปักรักษาพันธุกรรมเพื่อเป็นมรดกล้ำค่าแก่ลูกหลานไทย ในดินแดน พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม ท่องไพรใน พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร สนุกทะลุจอกับการชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่น 3 มิติ 3 เรื่อง ที่ทำให้เราได้เข้าใจว่า “ในหลวงรักเรา” มากมายเพียงใดใน พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรากิจกรรมพิเศษ “กระดาษมหัศจรรย์” ร่วมเรียนรู้ฟรี กับการเปลี่ยนโฉมกระดาษธรรมดา ๆ ให้เป็นดอกไม้นานาพรรณ โดย คุณปุณยวีร์ เอี่ยมสกุล หรือ ครูข้าวเม่า ผู้สรรค์สร้างงานศิลป์จากกระดาษ ไทยเปเปอร์อาร์ต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2529-2212-13, 08-7359-7171 http://www.wisdomking.or.th

เฟซบุ๊ก แฟนคลับพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ หรือไลน์ อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ wisdomkingfan

การแก้ปัญหาลิ้นจี่ของสหกรณ์ ถือเป็นโมเดลแห่งความสำเร็จ – นานาสารพัน

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 24 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์นับเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทในการแก้ปัญหาตลาดของลิ้นจี่และปัญหาของผลไม้ตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเน้นส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ให้ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด ตลอดจนสนับสนุนให้สหกรณ์ดำเนินการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรสมาชิก เพื่อกระจายไปยังตลาด ต่าง ๆ ภายใต้กลไกธุรกิจปกติ พร้อมทั้งประสานช่องทางการตลาดต่าง ๆ มารองรับผลผลิตที่สหกรณ์ได้ดำเนินการรวบรวม เพื่อจำหน่ายไปสู่ผู้บริโภค เพื่อขยายช่องทางในการจำหน่ายให้สมาชิก ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยยกระดับราคาผลผลิตให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

นายวินัย กสิรักษ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการแก้ปัญหาตลาดของลิ้นจี่ที่ผ่านมาว่าถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากโดย กรมฯ ได้ประสานงานกับสหกรณ์ผู้ผลิต 9 แห่งใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และ พะเยา ทำหน้าที่รวบรวมลิ้นจี่ของสมาชิกสหกรณ์ ปริมาณ 2,100 ตัน โดยแยกออกเป็น การกระจายลิ้นจี่ตามกลไกตลาดปกติจำนวน 1,000 ตัน และจะเพิ่มปริมาณการรวบรวมเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผลผลิตออกจำนวนมาก (Peak) กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอีกจำนวน 1,000 ตัน และให้สหกรณ์ดำเนินโครงการนำร่องการขนส่งลิ้นจี่โดยใช้กล่องโฟม เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิต โดยเน้นส่งจำหน่ายให้กับตลาดที่มีระยะทางไกล เช่น จังหวัดทางภาคใต้ อีกจำนวน 100 ตัน

ขณะเดียวกัน   กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้สนับสนุนให้สหกรณ์จัดตั้งในจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งกระจายสินค้าสู่สมาชิกสหกรณ์ภายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง    เพื่อเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจของสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ และเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดลิ้นจี่ของสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตอบรับที่จะช่วยเหลือในการกระจายลิ้นจี่จากสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 10 แห่ง ใน 9 จังหวัด  ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี สิงห์บุรี ชัยนาท ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สกลนคร บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง โดยสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตลิ้นจี่จากสหกรณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่านและพะเยา

ด้าน นายเชิดชัย พรหมแก้ว  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้ช่องทางเครือข่ายสหกรณ์ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้ซื้อมาเป็นช่องทางในการระบาย เพื่อรวบรวมผลผลิต และจัดส่งให้ศูนย์กระจายสินค้า 9 สหกรณ์    เพื่อนำไปกระจายให้กับเครือข่ายในจังหวัดที่    ผลิต และพื้นที่ใกล้เคียงโดยข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหกรณ์ผู้ขายและผู้ซื้อ เห็นชอบให้การกำหนดราคาซื้อขายเป็นไปตามคุณภาพและสถานการณ์ตลาดในขณะนั้น โดยสหกรณ์ผู้ขายจะกำหนดราคาที่เสนอขาย เป็นราคาที่รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและบวกค่าบริหารจัดการกิโลกรัมละ 2 บาท และการส่งมอบสินค้าแต่ละครั้ง สหกรณ์ผู้ซื้อต้องการให้ส่งสินค้าภายในเช้าวันจันทร์หรือวันอังคาร เพื่อที่จะสามารถกระจายผลผลิตได้ในวันทำการ เพื่อจะได้ไปกระจายสู่ตลาดในวันพุธ พฤหัสบดี และศุกร์ เพื่อสหกรณ์ต้นทาง จะดำเนินการรวบรวมผลผลิต คัดคุณภาพแพ็กกิ้งภายในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อจะจัดส่งสินค้าถึงปลายทางได้ทันตามกำหนด

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการแก้ปัญหาตลาดในลิ้นจี่ ถือเป็นโมเดลแห่งความสำเร็จที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาทางการตลาดให้กับผลไม้ตามฤดูกาล ภายใต้การเชื่อมโยงตลาดของสหกรณ์ไปยังผลไม้ชนิดอื่น ๆ ต่อไป.

สร้าง ‘ทายาทสหกรณ์’ รุ่นใหม่ – นานาสารพัน

Published มิถุนายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 3 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

“ขบวนการสหกรณ์” นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ช่วยแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เป็นแหล่งทุน แหล่งความรู้ แหล่งอาชีพและรายได้ของคนมากกว่า 11.34 ล้านคนทั่วประเทศ จากรายงานข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสหกรณ์ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เมื่อปี     2554 ระบุจากจำนวนตัวเลขสหกรณ์ทั่วประเทศ 10,000 แห่งกว่าพันแห่ง มีทุนดำเนินการไม่ต่ำกว่า 1.54 ล้านล้านบาท สร้างมูลค่าธุรกิจได้รวมกว่า 1.71 ล้านล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 14.77 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของขบวนการสหกรณ์ของไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

นายจุมพล  สงวนสิน  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ หรือนักสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ จึงนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ไทยให้มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งพาของเกษตรกร ประชาชนและสมาชิกทั้งปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากเป็นบุคคลที่คอยเป็นพี่เลี้ยงชี้แนะแนวทางของสหกรณ์ในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมให้ถูกต้องตามหลักการสหกรณ์ นำมาสู่ความแข็งแกร่งของขบวนการสหกรณ์ไทยทั้งระบบ ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการสหกรณ์สู่สากล

ดังนั้น เพื่อเป็นการบ่มเพาะบุคลากรสหกรณ์เป็นทายาทที่ดีของสหกรณ์ในอนาคต กรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ระหว่างร่างหลักสูตรสร้างและพัฒนาบุคลากรของขบวนการสหกรณ์ หรือโครงการทายาทสหกรณ์ขึ้น เพื่อเตรียมสร้างคน รุ่น 2 เตรียมขึ้นสู่ผู้บริหารสหกรณ์ เป็นกรรมการสหกรณ์ เป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์ หรือสมาชิก ทดแทนคนรุ่นเก่า เพื่อให้เป็นสมาชิกชั้นนำต่อไป  แม้ปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีศูนย์การเรียนรู้อย่างยั่งยืนที่มีหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรอยู่แล้วแต่คิดว่ายังคงไม่เพียงพอต่อภาวะขาด แคลนนักสหกรณ์ในขณะนี้ โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเทียบเท่าหลักสูตรสถาบันกรรมการสหกรณ์ที่กรมเคยดำเนินการในอดีต โดยคาดปีแรกจะนำร่อง 4 รุ่น รุ่นละ 50 คนมีค่าใช้จ่ายคนละ 34,000 บาท ในเบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้การสนับสนุนคนละ 17,000 บาทส่วนอีก 20,000 บาท ให้สหกรณ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

“เป้าหมายของหลักสูตร ต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรและธุรกิจ รวมทั้งเข้าใจหลักการและวิธีการสหกรณ์เป็นนักบริหาร เป็นนักประสานงานและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในอนาคต รวมทั้งต้องการให้กรรมการสหกรณ์ที่เข้ามาเรียนได้นำความรู้ไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสหกรณ์ให้มีความเจริญเติบโต สร้างสหกรณ์ให้มีความแข็งแกร่ง พึ่งตนเองได้และปลอดจากปัญหาทุจริต

สำหรับแนวทางในการดำเนินงานนั้น นายจุมพล กล่าวว่า อาจจะมีการทำ MOU กับสถาบันการศึกษา หรือจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นขึ้นมาโดยสำนักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ของกรมเองร่วมกับสหกรณ์ต่าง ๆ โดยการปรับหลักสูตรบางส่วน  มาจากสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ คือจะเน้นให้การศึกษาอบรมแบบค่ายสหกรณ์ โดยให้บุคคลเป้าหมายเข้าอบรมหลักสูตรรุ่นละ 50 คนใช้ระยะเวลาอบรม 30 วัน

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นการต่อยอดสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ในอดีต  ซึ่งกรมฯ ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้  การบริการเกี่ยวกับการพัฒนากรรมการสหกรณ์ทั่วประเทศให้เป็นผู้นำมืออาชีพผ่านการถ่ายทอดความรู้ระยะสั้น ๆ ด้วยตระหนักว่าสหกรณ์ที่ไม่เข้มแข็งและล้มเหลว   สาเหตุหนึ่งมาจากคณะกรรมการสหกรณ์ไม่มีศักยภาพ  การบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาผู้นำสหกรณ์ให้เป็นมืออาชีพเพื่อเป็นกลไกนำพาสหกรณ์ไปสู่เป้าหมายและสามารถพึ่งพาตนเองได้”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งหวังที่จะให้หลักสูตรดังกล่าว  สามารถสร้างทายาทสหกรณ์ที่มีจิตสำนึกความเป็นคนสหกรณ์ขึ้นมา  ทดแทนนักสหกรณ์และเจ้าหน้าที่สหกรณ์รุ่น เก่า ๆ ที่ปลดเกษียณหรือลาออกไป ส่วนสมาชิกสหกรณ์ก็ได้นำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสหกรณ์ ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพและเป็นสมาชิกสหกรณ์ที่ดีในอนาคต

ที่สำคัญยังสามารถนำไปขยายผลโดยใช้เครือข่ายกรรมการสหกรณ์ที่ผ่านการอบรมเทคนิคครั้งนี้ เป็นวิทยากรนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดให้กรรมการสหกรณ์คนอื่น ๆ ได้อีก  เพื่อพัฒนาขบวนการสหกรณ์ไทยไปสู่ความยั่งยืนนั่นเอง.

จุลินทรีย์…พลิกผืนปฐพีไทย งานวิจัยเชิงรุกพัฒนาที่ดิน – นานาสารพัน

Published มิถุนายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 27 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

จุลินทรีย์ (Micro Organism) มาจากคำว่า “จุล” สมาสกับคำว่า “อินทรีย์” หมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องขยายเท่านั้น    สิ่งมหัศจรรย์อย่างจุลินทรีย์ครอบคลุมทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส  แอคทิโนมัยซิส

เพราะจุลินทรีย์ในดินมีทั้งที่ดีมีประโยชน์ และที่ร้ายมีโทษต่อพืชที่อาศัยดิน      เจริญเติบโต กรมพัฒนาที่ดิน โดย กองเทคโน โลยีชีวภาพทางดิน นอกจากเสาะหาจุลินทรีย์ในแต่ละพื้นที่ที่ดินมีปัญหาแล้ว ยังต้องคัดกรองเอาเฉพาะจุลินทรีย์ชนิดดีเท่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน

นางกุลรัศมิ์  อนันต์พงษ์สุข รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะโฆษกกรมฯ ให้ความเห็นว่า กรอบการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์เพื่อใช้ประโยชน์ กระทำใน 3 ทิศทางคือ ปรับปรุงบำรุงดินพร้อมกับเพิ่มธาตุอาหารในดิน  กำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช  และการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม

การแก้ไขปัญหาเรื่องดินนั้น มุ่งกระทำในดินที่มีปัญหาความเสื่อมโทรม อันเนื่องมาจากการใช้ดินอย่างไม่เหมาะสม  การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป  นอกจากช่วยปรับปรุงบำรุงดินแล้ว ยังทำให้โครงสร้างดินร่วนซุย รากพืชสามารถหาอาหารได้ดีขึ้น รวมทั้งจุลินทรีย์ไปปลดปล่อยธาตุอาหารบางตัวให้รากพืชสามารถดูดธาตุอาหารนั้นได้

เช่นเดียวกับ จุลินทรีย์บางชนิดที่สามารถใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรหลายชนิดในการป้องกัน หรือกำจัดศัตรูพืชได้

การใช้จุลินทรีย์ในสองประการนี้ช่วยลดการใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช ทำให้ต้นพืชมีความแข็งแรงและทนทานต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืชระดับหนึ่ง  ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนโดยตรง กลับกัน   ยังเพิ่มผลผลิตไปในตัวอีกด้วย เท่ากับยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว

“การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินจำเป็น นอก จากทำให้ดินจับตัวแข็งแล้ว ธาตุอาหารบางตัวก็ไม่สามารถปลดปล่อยให้พืชใช้ประโยชน์ได้  แต่ผลิตภัณฑ์สารเร่ง พด.ที่เราวิจัยและพัฒนาช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินดีขึ้น และให้ธาตุอาหารบางตัวที่ไม่มีในปุ๋ยเคมีด้วย  แถมยังช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารที่เดิมพืชไม่สามารถใช้ได้ให้กลับมาใช้ได้ ถือเป็นประโยชน์ที่หลากหลายมาก” นางกุลรัศมิ์กล่าว

นอกจากนั้น ในส่วนของการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาที่ดินยังวิจัย และพัฒนาจุลินทรีย์ที่ใช้ปรับปรุงน้ำเน่าเสียให้ดีขึ้น และยังทำลายลูกน้ำยุงรำคาญอีกด้วย

โฆษกกรมพัฒนาที่ดินยังกล่าวด้วยว่า  ทิศทางการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์ยังได้ขยายขอบ เขตจากดินที่มีปัญหาเสื่อมโทรมไปยังดินที่มีปัญหาในตัวเอง เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินดาน  เป็นต้น

“เราจำเป็นต้องเสาะแสวงหาจุลินทรีย์ที่ทนทานต่อสภาพดินเหล่านี้ได้ และพัฒนาให้ช่วยปรับปรุงบำรุงดินด้วย เช่น ปลดปล่อยธาตุอาหารในกรณีดินเปรี้ยว หรือกรณีดินดาน นอกจากปลูกต้นแฝกให้รากระเบิดดินให้ร่วนซุยแล้ว ต้องหาจุลินทรีย์ที่อิงอาศัยรากแฝกได้ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ดินอีกด้วย  ซึ่งเรากำลังเริ่มต้นอยู่”

นางสาวสุภาพร จันรุ่งเรือง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดินกล่าวว่า  ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อสารเร่งพด.ที่มีมากกว่า 10 ชนิดนั้นถือเป็นความสำเร็จของกรมพัฒนา ที่ดินที่เริ่มต้นวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยมีกรอบนโยบายการวิจัยที่ชัดเจนคือนอกจากได้องค์ความรู้แล้ว ยังต้องต่อยอดให้เกษตรกรใช้งานได้  อีกด้วย

“องค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ก็ทำกันไป  แต่เป้าหมายต้องให้ถึงเกษตรกร  โดยใช้ได้ง่าย ใช้ได้สะดวก และประหยัดต้นทุน ซึ่งจะเกิดประโยชน์มหาศาลอย่างที่คาดไม่ถึงทีเดียว”

นางสาวสุภาพรยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 หรือน้ำหมักชีวภาพ  นอกจากใช้จุลินทรีย์ในสารเร่งแล้ว ยังช่วยลดขยะสดในครัวเรือนไปในตัว ที่สำคัญยังเป็นการกำจัดหอยศัตรูพืชไม่ว่าหอยทากหรือหอยเชอรี่อีกด้วย

“แต่ก่อนหอยทากกับหอยเชอรี่เป็นศัตรูสำคัญของพืช  รณรงค์กำจัดยังไงก็ไม่หมด เดี๋ยวนี้แทบสูญพันธุ์แล้วเพราะสามารถใช้หมักร่วมกับขยะสดและสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 กลายเป็นน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้”

นอกจากนโยบายที่ชัดเจนแล้ว บุคลากร ในงานด้านนี้คือนักวิจัยยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ

“ทุกคนตื่นตัวในงาน ในการแสวงหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ  ทำให้งานวิจัยและพัฒนามีเป้าหมายชัดเจนขึ้น และมีงานมากกว่าแค่การวิจัยเพียงหน้าเดียว  นักวิจัยที่นี่ยังต้องทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกร ผลิตน้ำหมักและสารเร่ง พด. แถมยังต้องควบคุมคุณภาพสารเร่งอีกด้วย”

ผลงานผลิตภัณฑ์สารเร่งพด.ซุปเปอร์พด.1 และซุปเปอร์ พด.2 ได้รับรางวัลนวัต กรรมการบริการที่เป็นเลิศ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) ประจำปี 2556 และผลงานนี้ได้ส่งประกวดรางวัลการพัฒนาการให้บริการประชาชนในระดับสหประชาชาติ แม้จะไม่ได้รางวัล แต่สามารถเข้ารอบ 2 ได้

ความสำเร็จนี้  ทำให้องค์กรต่างประเทศและระหว่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาร่วมวิจัย และพัฒนากับกรมพัฒนาที่ดิน ล่าสุดธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ขอให้กรมพัฒนาที่ดินจัดอบรมหลักสูตรการผลิตปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพให้กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงในเดือนกรกฎาคม 2557 นี้

สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นเหล่านี้ มักถูกมองข้ามเสมอ แต่เมื่อกรมพัฒนาที่ดิน วิจัยและแปรมาเป็นผลิตภัณฑ์สารเร่ง พด.ต่าง ๆ แล้ว กลับกลายเป็นอาวุธที่มีพลานุภาพ ช่วยพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์ กลับคืนมามีชีวิตชีวา และเป็นเนื้อนาบุญ ให้แก่ต้นพืชและเกษตรกรอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว.

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เปิดหลักสูตรอบรมวิชาแผ่นดิน 12 หลักสูตร..ฟรี – นานาสารพัน

Published พฤษภาคม 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 29 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

เพื่อเป็นการเติมเต็มองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป  ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอาชีพเกษตรอย่างถ่องแท้ พร้อมตระหนักการทำเกษตรนั้นไม่ได้ทำยากอย่างที่คิด หากเข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจัง

ก็จะทำให้การทำการเกษตรนั้นเป็นเรื่องง่าย หากเรียนรู้อย่างถูกวิธี สามารถนำไปเป็นอาชีพ  พึ่งตนเองได้

นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า ในงาน “เกษตร ทำได้ ไม่ตาย” ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเตรียมจัดขึ้นระหว่าง 3-5 พฤษภาคมนี้ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ได้เปิด อบรมวิชาของแผ่นดิน ฟรี 12 หลักสูตร พร้อมรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากครอบครัววิถีเกษตร เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในการทำเกษตรแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

สำหรับ หลักสูตรการอบรมวิชาของแผ่นดิน 12 หลักสูตรตลอด 3 วันประกอบด้วย    วันเสาร์ที่  3 พฤษภาคม จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ เกษตรบนดินลูกรัง โดย นายนฤทธิ์ คำธิศรี  ปราชญ์เดินดิน เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม ในปี 2548 ถ่ายทอดประสบการณ์ องค์ความรู้การเกษตรในพื้นที่ดินเลวที่ยากลำบากในการเพาะปลูกสร้างผลผลิต ร่วมเรียนรู้ได้ว่า เขาทำอย่างไร จึงประสบผลสำเร็จ การเพาะเห็ด 7 ชั่วโคตร โดย ดร.อุทัย อันพิมพ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ ทำอย่างไรให้มีเห็ดกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน วิธีการปั่นเชื้อเห็ด ฯลฯ การคัดพันธุ์มะละกอ โดย อ.รภัสสา จันทาศรี สำหรับคนปลูกมะละกอคงจะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์เป็นต้นทุนการผลิตที่สูงมาก การพึ่งตนเองเรื่องเมล็ดพันธ์ุ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับวิถีการเกษตร  มาเรียนรู้ วิธีการคัดพันธุ์ให้ได้มะละกอพันธุ์แท้ ผลผลิตสูง ดินดีด้วยจุลินทรีย์ท้องถิ่น โดย พ่อจันที ประทุมภา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2554  สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปรับปรุงฟื้นสภาพดินให้สมบูรณ์โดยใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น เป็นวิถีเกษตรที่ใช้เงินลงทุนน้อย และประหยัดแรงงาน

ส่วนวันอาทิตย์ที่  4 พฤษภาคม จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ ผักไร้ดินด้วยน้ำหมักชีวภาพ โดย รศ.ดร.ดนัย วีระรัตน์ตระกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  บอกเล่าเรื่องราวของเทคนิคการปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่ไม่ใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี แต่ใช้มูลไส้เดือน น้ำหมักชีวภาพ ได้ผักคุณภาพ แต่ต้นทุนต่ำ สวนยางพาราผสมผสาน โดย อ.ประสิทธิ์ กาญจนา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หาทางเลือก ทางรอด จากความไม่แน่นอนในการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา เป็นต้นทุนที่ไม่ควรละเลย ไส้เดือนเลี้ยงง่าย ได้ปุ๋ย โดย คุณศศิธร จุ้ยนาม บอกต่อวิธีการเลี้ยงไส้เดือนในภาชนะ ได้ปุ๋ยน้ำใช้ในการเกษตร มีกิน มีใช้ ลดค่าใช้จ่ายได้ในพื้นที่ 1 ไร่ โดย ผญ.สุธรรม จันทร์อ่อน เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2553 สาขาบัญชีฟาร์ม ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการจัดการแปลง และเทคนิคการขยายพันธุ์พืช

ส่วนวันจันทร์ที่  5 พฤษภาคม   จำนวน 4 หลักสูตร  ได้แก่ นาอินทรีย์ ดินดี สุขภาพดี  โดย คุณทองเหมาะ แจ่มแจ้ง สถาบันพัฒนาการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ จ.สุพรรณบุรี สอนวิธีการปรับเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์และการปรับปรุงดิน   การเตรียม ดิน ปุ๋ย น้ำ ก่อนทำเกษตร โดย คุณขวัญชัย รักษาพันธ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2555 สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง บอกเล่าเรื่องสำคัญของพื้นฐานการทำเกษตรให้ได้ผล  การปรับค่า pH ของดินและน้ำ ให้เหมาะกับการทำเกษตร และการผลิตปุ๋ยต้นทุนต่ำ หลักคิดและหลักการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน โดย คุณพีระพงษ์ แซ่หยุ่ง เกษตรกรที่เข้ารับการอบรม “นา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน รุ่นที่ 1 ที่ พิพิธภัณฑ์ฯ” บอกเล่าเรื่องราว เตรียมตัว เตรียมใจก่อนเริ่มต้นทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน สวนผักคนเมือง  โดย คุณนคร ลิมปคุปตถาวร ศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมืองบ้านเจ้าชายผัก รูปแบบการปลูกผักที่เหมาะกับคนเมือง ได้กินผัก ได้ความรู้ และอบรมเชิงปฏิบัติการ อีก 6 วิชา ได้แก่  เทคนิคการเพาะผักหวานป่า อาหารพื้นบ้านจากหน่อไม้ วิธีเสียบยอดพืชตระกูลส้ม ปลาส้มไร้ดินปะสิวและผงชูรส เพาะขยายพันธุ์และการทำแป้งจากต้นเท้ายายม่อม  และการทำไข่เค็มรสเลิศ

ร่วมรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากครอบครัววิถีเกษตร 2 ครอบครัว จาก “ไร่ไม้งาม” โดย คุณมาลี ใจเป็ง และคุณอัครพงษ์ พรมสิทธิ์ จ.อุทัยธานี อดีตเจ้าหน้าที่มูลนิธิสานแสงอรุณที่ดูแลและจัดการงานเกษตรพร้อมเขียนคอลัมน์ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรทำให้สนใจเรื่องอาหารพื้นบ้านและการเกษตร ปัจจุบันตัดสินใจมาทำเกษตรที่สวน  มีผลผลิตผักพื้นบ้าน ไม้ผลและแปรรูป กระเจี๊ยบ งา ถั่ว และ “สวนเกษตรอินทรีย์ขุนน้ำแม่ลาว” โดยคุณชิดณัฎฐา เข็มราช และคุณนาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย จ.เชียงใหม่ อดีตพนักงานบริษัทที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรกับการพัฒนาเอกชนสายเกษตรกรรมทางเลือก ที่ชอบงานเกษตร เป็นอาชีพที่มีความสุขมีอิสระ และการเริ่มต้นทำการเกษตรตั้งแต่อายุยังน้อย เท่ากับเป็นการสร้างฐานชีวิตที่ดี

ผู้สนใจติดต่อสำรองที่นั่งและโทรฯ สอบ ถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2529-2212-13  0-2529-0885 หรือมือถือ 08-7359-7171 08-6901-4638 หรือคลิกดูรายละเอียดใน http://www.wisdomking.or.th และเฟซบุ๊ก แฟนคลับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ และชวนเพื่อนฟอลโลว์ ในอินสตาแกรมกันได้ที่ wisdomkingfan หรือ ไลน์ : ID wisdomkingfan.

เตรียมความพร้อม ‘มะพร้าว’ รับมือเออีซี – นานาสารพัน

Published มกราคม 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 17 ธันวาคม 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?เตรียมความพร้อม ‘มะพร้าว’ รับมือเออีซี - นานาสารพัน?
  • ?เตรียมความพร้อม ‘มะพร้าว’ รับมือเออีซี - นานาสารพัน?

ขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร อยู่ระหว่างเร่งพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวของไทย ทั้งการปรับปรุงพันธุ์และเพิ่มปริมาณการผลิตต้นกล้ามะพร้าว

วันอังคาร 17 ธันวาคม 2556 เวลา 00:00 น.

ขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร อยู่ระหว่างเร่งพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวของไทย ทั้งการปรับปรุงพันธุ์และเพิ่มปริมาณการผลิตต้นกล้ามะพร้าวลูกผสมพันธุ์ดี ป้อนให้กับเกษตรกรที่จะปลูกทดแทนต้นที่มีอายุมาก พร้อมพัฒนาเทคโน โลยีการผลิตมะพร้าวอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสวนมะพร้าวไปสู่เกษตรกร และเร่งแก้ไขปัญหาแมลงศัตรูมะพร้าวด้วย เพื่อลดผลกระทบจากการที่ไทยเปิดตลาดมะพร้าวผล มะพร้าวฝอย น้ำมันมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวแห้ง ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า (AFTA) และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ในปี 2558 ซึ่งคาดว่าจะมีการนำเข้าสินค้ามะพร้าวจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามาตีตลาดภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวของไทยและทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ปีนี้ประเทศ ไทยมีเนื้อที่ปลูกมะพร้าวให้ผลผลิต ประมาณ  1.31 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 1.06 ล้านตัน มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ประมาณ 3 แสนครัวเรือน โดยผลผลิต ประมาณ 60 % ใช้บริโภคภายในประเทศ ส่วนอีก 35 % เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานกะทิสำเร็จรูป และผลผลิต 5 % ใช้ในโรงงานแปรรูปเนื้อมะพร้าวแห้ง นอกจากนั้น ไทยยังมีการส่งออกมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศด้วย โดยมีการส่งออกในรูปมะพร้าวผล มะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น ขณะเดียวกันไทยก็มีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ ทั้งมะพร้าวผลแห้ง มะพร้าวแก่ปอกเปลือก มะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว

ที่ผ่านมา ราคามะพร้าวภายในประเทศค่อนข้างผันผวนและปรับตัวขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในแต่ละปี ปัจจุบันมะพร้าวผลแห้งมีราคาค่อนข้างแพง เพราะปริมาณผลผลิตมีน้อย โดยราคาซื้อขายหน้าสวนอยู่ที่ 10-19 บาทต่อผล ขึ้นอยู่กับขนาดของผล ซึ่งราคาจะลดต่ำลงในช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวขาดแคลนและไม่เพียงพอกับความต้องการของโรงงานแปรรูป  ทางคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชได้กำหนดมาตรการและเงื่อนไขการนำเข้าสินค้ามะพร้าวเพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม เฉพาะสินค้ามะพร้าวเพื่อใช้ในการแปรรูปเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวผลเข้ามาวางจำหน่ายในท้องตลาด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาในประเทศ

กรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าสินค้ามะพร้าวผลอย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่า ผลมะพร้าวที่นำเข้าจะมีหน่อหรือยอดอ่อนติดมา ซึ่งอาจมีโรคและแมลงศัตรูพืชกักกันติดมากับสินค้า

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวของไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนายกระดับการผลิตมะพร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปริมาณมากขึ้น โดยการปลูกทดแทนต้นที่อายุมากด้วยมะพร้าวลูกผสมพันธุ์ดี มีการจัดการสวนที่เหมาะสม ทั้งยังต้องปรับลดต้นทุนให้ต่ำลงจาก 5 บาทต่อผล มีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และใช้ประโยชน์มะพร้าวอย่างครบวงจรด้วย อาทิ แปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวกระป๋อง และน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้ามะพร้าวไทยได้.

โลจิสติกส์และเกษตรรับมือ…เออีซี – นานาสารพัน

Published มกราคม 20, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 26 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?โลจิสติกส์และเกษตรรับมือ...เออีซี - นานาสารพัน?
  • ?โลจิสติกส์และเกษตรรับมือ...เออีซี - นานาสารพัน?
  • ?โลจิสติกส์และเกษตรรับมือ...เออีซี - นานาสารพัน?
  • ?โลจิสติกส์และเกษตรรับมือ...เออีซี - นานาสารพัน?
  • ?โลจิสติกส์และเกษตรรับมือ...เออีซี - นานาสารพัน?

ทั้งนี้ผลวิจัยโลจิสติกส์ในปี 2556 ภายใต้บริบทเออีซี ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรจะนำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนแต่ละโครงการของภาครัฐ

วันอังคาร 26 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ร่วมกับสำนักประสานงานโครงการวิจัยด้านโลจิสติกส์ร่วมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการแถลงข่าวเรื่อง “การปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยด้านโลจิสติกส์ภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยโลจิสติกส์ฯ กล่าวสรุปผลงานเรื่องยุทธศาสตร์วิจัยโลจิสติกส์ฯ ว่า ผลงานวิจัยเด่น ๆ ที่ได้จากชุดโครงการนี้ผลที่ได้จากโครงการวิจัยนี้จะเป็นผลพลอยได้เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในการบริหารและพัฒนาประเทศ เพื่อให้ตอบโจทย์ประเทศว่าควรจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และจะมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศที่มีศักยภาพ ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม เกษตร และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างไร รวมถึงการเกิดเครือข่ายวิจัยในภูมิภาคเพื่อหาผลวิจัยด้านโล จิสติกส์ เพื่อรองรับและตอบสนองต่อประชา คมเศรษฐกิจอาเซียนในทุกประเทศ

ทั้งนี้จากการพัฒนาแบบจำลองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นพบว่า การเข้าสู่เออีซีจะมีผล กระทบเชิงเศรษฐกิจต่อภูมิภาคในเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะจีดีพีและจีพีพีของไทยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการมีขีดความสามารถในแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ด้านสุขภาพ (การจัดการวัสดุคงคลังและการขนส่งเคลื่อนย้าย) ที่จะเกิดประสิทธิ ภาพสูงสุด เกิดการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนและบริหารข้อมูลได้ ที่สำคัญคือเกิดการสอบย้อนกลับได้ของสินค้าและข้อมูล ซึ่งผลสุดท้ายเกิดแก่ความปลอดภัยของผู้ป่วยและประสิทธิภาพทั่วทั้งประเทศ ขณะนี้ประเทศไทยมีการบริการด้านสุขภาพที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับการมีการจัดการโซ่อุปทานทั้งสินค้าและฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานนานาชาติและมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับนานาชาติ ก็จะทำให้ไทยเป็นฐานของภูมิภาคในอนาคต

ทั้งนี้ผลวิจัยโลจิสติกส์ในปี 2556 ภายใต้บริบทเออีซี ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรจะนำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนแต่ละโครงการของภาครัฐ ขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับท่าเรือทวายจะช่วยเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์หากท่าเรือทวายเปิดดำเนินการ รวมถึงงานวิจัยด้านสุขภาพที่ดำเนินงานตามความต้องการของโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์แบบรวมศูนย์ของกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2556-2557 ตลอดจนงานวิจัยโลจิสติกส์เกษตรเพื่อโซ่อุปทานและโลจิสติกส์สีเขียว

อุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก เออีซีมากที่สุด โดยมีจุดเด่น คือ คุณภาพของการบริการสูง เพราะมีความหลากหลายของระดับการให้บริการภายในประเทศ ดังนั้นผู้บริโภคจึงให้ความสนใจในเรื่องคุณภาพการให้บริการเป็นสำคัญ ขณะที่โซ่อุปทานสินค้าเกษตรจะยาวขึ้นหากมีการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและสร้างความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค รวมถึงมีมาตรฐานจีพีเอที่แม่นยำมากขึ้น

…ทั้งนี้ไม่ควรขายสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบเท่านั้น แต่จะต้องแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น อาหารฮาลาล เพราะประชากรเกินครึ่งของอาเซียนเป็นชาวมุสลิม แต่ปัจจุบันการพัฒนาอาหารฮาลาลยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงต้องอาศัยงานวิจัยมากขึ้น …

นอกจากนี้รัฐบาลควรให้ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมาลงทุนด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายระบบรางคู่ให้ครอบคลุมในประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเหล่านี้ด้วย.

%d bloggers like this: