นักลงทุน

All posts tagged นักลงทุน

เซียนหุ้นชี้เปรี้ยงทุนนอกทะลัก

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128118.

Pic_128118

เซียนหุ้นชี้เปรี้ยงทุนนอกทะลัก หนุนตลาดหุ้นไทยคึกคักอีก 3 ปี เกรงปัญหาบริหารจัดการเงินไหลเข้าไม่ดี หวั่นเกิดปัญหาซ้ำปี 39-40 …

นายกอปศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “แนวโน้ม เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยปี 54” ในงาน SET IN THE CITY 2010 ว่า นักลงทุนไม่ต้องกังวลกับข่าวเงินทุนไหลออก เพราะสหรัฐฯกับยุโรปยังอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบอีก และมีความเป็นไปได้ว่าอีก 3 ปีนี้ จะยังคงมีเงินไหลเข้ามาในเอเชียรวมทั้งไทย แต่ปัญหาจะบริหารจัดการเงินที่ไหลเข้ามาอย่างไร เพราะหากกระบวนการจัดสรรเงินไม่ดี ก็อาจจะเกิดปัญหาเหมือนปี 2539-2540

“เรามีบทเรียนในการจัดสรรเงินที่ไม่ดี แต่ในรอบนี้หากเราจัดสรรเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างดี นำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ดี ไม่นำเงินไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ก็จะได้ประโยชน์กับเงินทุนที่ไหลเข้า”

นายวิศิษฐ องค์พิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ปีหน้าจะมีเงินจากตลาดพันธบัตรทั่วโลก มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ขณะที่สภาพคล่องภายในประเทศไทยเยอะมาก มีเงินอยู่ใน ระบบสูงถึง 12 ล้านล้านบาท สูงกว่าจีดีพีของประเทศที่มีมูลค่า 9 ล้านล้านบาท และขณะนี้ต่างชาติยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ได้เข้ามาถือหุ้นใน NVDR (ใบสำคัญแสดงสิทธิในหลักทรัพย์อ้างอิงไทย) รวมกันเป็นสัดส่วน 37.5% ของมูลค่ามาร์เก็ตแคป และถ้าต่างชาติเพิ่มน้ำหนักการลงทุนไทยเป็น 39% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท

“ขณะนี้นักลงทุน 3 กลุ่มคือ รายย่อย นักลงทุนสถาบัน และต่างชาติ มีกำลังของเม็ดเงินเท่าเทียมกัน แต่ฝีมือนักลงทุนสถาบันอาจมากกว่า ดูได้จากช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีเงินที่ออกไปลงทุนในกิมจิบอนด์ (พันธบัตรเกาหลีใต้) จะไหลกลับเข้ามา ดังนั้นต่อให้ต่างชาติขายหุ้น คนไทยก็ยังมีเงินรอรับซื้อหุ้นได้หมด และยังมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่คาดว่าจะเข้ามาในตลาดหุ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

รองนายก-ขุนคลังพร้อมตั้งรับวิกฤติหนี้สหรัฐฯ-ยุโรป

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193344.

Pic_193344

กิตติรัตน์ – ธีระชัย ยืนยันพร้อมตั้งรับวิกฤติหนี้สหรัฐ-ยุโรป เชื่อนักลงทุนไม่ตื่น หลังส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้…

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรป  ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯมีขนาดใหญ่มาก เมื่อรวมยุโรปเข้าไปด้วย ถือว่าเป็นขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้นความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในซีกโลกนั้น ก็ต้องกระทบกับส่วนอื่นของโลกแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทางเอเชียก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในระดับที่เบาบางกว่า การตั้งรับของหน่วยงานที่ดูแลประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถทำได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือกระทรวงการคลังในระดับข้าราชการก็ปฏิบัติได้ดี ก็อย่าตกใจ

“มีคนถามว่า ในฐานะอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความเห็นอย่างไร ซึ่งคงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้น ที่ทำให้หุ้นตกมากๆ จะเห็นว่าในระยะหลังๆ ปริมาณการตกของหุ้น แบบตกใจมันน้อยลง เป็นเพราะว่าผู้ลงทุนได้รับบทเรียนต่างๆ ว่าการตกใจหลายครั้งก็เป็นการตกใจที่เกินกว่าเหตุ และราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมากได้ดีทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่านักลงทุนคงมีความเข้าใจและไม่ตกใจเยอะ ส่วนที่มีผลกระทบในขณะนี้ เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า เรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นของจริงมันไม่ได้มีผลกระทบขนาดนั้น เชื่อว่า ช่วงนี้เป็นแค่ระยะสั้นๆ”

ทั้งนี้ วิกฤตของสหรัฐฯ และยุโรป จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหรือไม่ นายกิตติรัตน์ ตอบว่า หลายปีที่ผ่านมาสังเกตว่า ประเทศตะวันตกซื้อสินค้าจากประเทศไทยน้อยลง ซึ่งเป็นการขายกันเองในอาเซียนและเอเชียมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่กระทบรุนแรงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน จะเห็นว่าอย่างไรก็ตาม เอเชีย และประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาไม่สูง

ดังนั้น เมื่อเกิดผลกระทบอะไรก็แล้วแต่ กำลังซื้อที่มีอยู่ ก็ต้องการสินค้าราคาไม่สูงจากซีกโลกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่กังวลมากนัก

ด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา และภาวะหนี้สินที่ลุกลามในสหภาพยุโรปนั้น จากนี้คงต้องเข้าไปหารือร่วมกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่ามีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

รวมถึงแนวทางที่จะมองไปข้างหน้าเพื่อหาแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ และในวันที่ 15 ส.ค.นี้ จะเดินทางเข้าไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อหารือกับข้าราชการเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นทั้งนี้ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย นั้น เบื้องต้นก็เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายทั้งหมด แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการคลับเคลื่อนนโยบายประกอบ โดยเฉพาะเรื่องทางการเงินการคลัง และจำเป็นต้องหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังก่อน เพื่อรับฟังความเห็นก่อน อย่างไรก็ตามในการดำเนินนโยบายทั้งหมดต้องคำนึงถึงความยั่งยืนให้มีความเหมาะสมด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 21:00 น.

ตลท.แนะสำรวจพอร์ตลงทุนหลังหุ้นร่วงแรง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127970.

Pic_127970

ผจก.ตลท.ระบุสาเหตุหุ้นร่วงแรง มาจากการปรับฐานการลงทุนให้แข็งแกร่งมากขึ้น แนะเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะกลับไปสำรวจพอร์ตลงทุนว่ามีคุณภาพหรือไม่ พร้อมเตือนนักลงทุนเก็งกำไรให้ระวังมากขึ้น…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานมหกรรมการลงทุน Set in the city 2010 ว่า ตลาดทุนไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผ่านช่วงวิกฤติ เศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา และกลไกของตลาดทุนยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตของประเทศและประโยชน์จาก นวัตกรรมทางการเงินจะให้ประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนซึ่งจะส่งผลให้ เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและรองรับการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ โลกที่เกิดขึ้น ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 7-8

ด้าน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงนี้ว่า เป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนพิจารณาพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบ และเป็นการปรับฐานการลงทุนให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะหากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นอย่างร้อนแรงจนเกินระดับ 1,000 – 1,200 จุด โดยที่ไม่มีการพักฐานเลย ดัชนีจะปรับตัวลงแรงมาก และอาจจะเกิดปัญหาได้ ดังนั้นในช่วงนี้ จึงเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนจะกลับไปสำรวจพอร์ตการลงทุน ของตัวเองว่ามีคุณภาพหรือไม่ หากลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ก็จะมีความเสี่ยง ขณะที่นักลงทุนที่เก็งกำไรก็ต้องระวัง

สำหรับการจัดงาน Set in the city 2010 ตั้งแต่วันนี้ (18 พ.ย.) ถึงวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นการเพิ่มฐานนักลงทุนให้มากขึ้น เพราะคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 คน จากปีที่แล้วที่มีจำนวน 100,000 คน โดยมีปริมาณธุรกรรมเพิ่มเป็น 20,000 รายการ จากปีที่แล้ว 10,000 รายการ และเป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะผู้ลงทุนกำลังมองหาทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลคอบแทนสูงกว่าอัตรา ดอกเบี้ย และมีโอกาสเพิ่มดีมานด์ของนักลงทุนทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับ ขึ้นเกิน 1,000 จุด อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตลท. ก็พร้อมที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น

ส่วนกิจกรรมภายในงานมีการออกบูธจากภาครัฐและเอกชน มากกว่า90 องค์กร ทั้ง บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โบรกเกอร์ผู้ค้าทองคำ บริษัทประกันชีวิต ที่จะให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการลงทุนอย่างครบวงจร ทั้งหุ้น  อนุพันธ์ ทองคำ พันธบัตร และบริการทางการเงินใหม่

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

เตือนนักลงทุนระวังหุ้น”ทรู-ดีแทค”

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127814.

Pic_127814

ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสาร พบว่าราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนตลาดท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ขอให้นักลงทุนโปรดใช้ความระมัดระวังในการติดตามข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของดีแทค…

นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่าคณะกรรมการของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) อนุมัติให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัททรูมูฟ จำกัด ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ด้วยเทคโนโลยี HSPA ในเชิงพาณิชย์นั้น ทางทรู ในฐานะบริษัทแม่ของทรูมูฟขอชี้แจงว่ายังไม่ได้รับแจ้งจาก กสท เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯเช่นกันว่า ตามที่มีข่าวระบุว่าบอร์ด กสท อนุมัติให้ดีแทคให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ด้วยเทคโนโลยี HSPA ในเชิงพาณิชย์นั้น ดีแทคขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ข่าวโดยผู้บริหารระดับสูงของ กสท โดยดีแทคได้ยื่นขออนุมัติการให้บริการดังกล่าวมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว เนื่องจากเห็นว่าบริการดังกล่าวเป็นการสนองนโยบายการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของภาครัฐ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการของดีแทค อย่างไรก็ตาม ดีแทคได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าในการประชุมบอร์ด กสท เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีการอนุมัติในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอให้นักลงทุนโปรดใช้ความระมัดระวังในการติดตามข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของดีแทคด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มสื่อสาร พบว่าราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนตลาดท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ปิดที่ระดับสูงสุดของวัน ที่ 5.95 บาท บวก 0.15 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 2,800.91 ล้านบาท ขณะที่ดีแทคปรับตัวลงมาที่ 42 บาท ลดลง 0.50 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

ผวาตลาดหุ้นไทยหลุด 1,000 จุด

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127543.

Pic_127543

นักลงทุนเทขายหวั่นจีนขึ้นดอก-วิกฤติหนี้ไอร์แลนด์ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในการชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันตลาดโดยรวมทั่วทั้งเอเชีย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 16 พ.ย.53 ทรุดตัวลงอย่างหนักจากแรงเทขายหุ้นขนาดใหญ่ หลังนักลงทุนกังวลกับข่าวจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปัญหา วิกฤติหนี้ของไอร์แลนด์ รวมถึงความกดดันกรณีหลายประเทศใน เอเชียเตรียมออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงรุนแรง กดดัชนีหุ้นมาปิดทำการที่ระดับต่ำสุดของวันที่ 1,000.73 จุด เกือบหลุดระดับพันจุด ลดลง 28.41 จุด ทำจุดต่ำสุดใหม่ (นิวโลว์) ในรอบกว่า 2 สัปดาห์ โดยระหว่าง วัน ดัชนีปรับขึ้นไปได้ถึง 1,031.16 จุด ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 46,143.25 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 701.78 ล้านบาท

นายก้องเกียรติ เดโช นักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากทางการจีนจะออกมาตรการดูแลเงินเฟ้อ รวมถึงการที่ให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองมากขึ้น รวมถึงตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมามากแล้ว พอมีปัจจัยลบด้านจิตวิทยาเข้ามากระทบ จึงกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ขณะที่นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป กล่าวในทางเดียวกันว่า แรงเทขายหุ้น น่าจะเป็นแรงขายเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลถึงกรณีที่จีนเริ่มใช้มาตรการเพิ่มเพดานกันสำรอง 0.5% ของภาคธนาคารในจีนที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 พ.ย. เพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงความกังวลการที่ประเทศไอร์แลนด์ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในการชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันตลาดโดยรวมทั่วทั้งเอเชีย

ขณะเดียวกัน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธปท.ยังคงพิจารณามาตรการควบคุมเงินทุน ที่เข้มงวดขึ้น แต่ก็กำลังพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ และมีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อประเทศอย่างไรในระยะยาว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

กรุงไทยจับมือฮั่วเซ่งเฮงเปิดตัวอีทีเอฟทองคำกองแรกของไทย

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 23:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189033.

Pic_189033

บลจ.กรุงไทยออกกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงกับทองคำเป็น กองแรกของไทย มั่นใจได้รับความนิยมเพราะซื้อขายง่ายผ่านตลาดหุ้น รับรู้ราคาซื้อขายได้ทันที ขณะที่ผู้ลงทุนยังสามารถรับค่าขายเป็นทองคำแท่งจากห้างทองฮั่วเซ่งเฮงได้ ฟันธงราคาทองโลกยังเป็นขาขึ้น เชื่อราคาสูงสุดปีนี้ แตะ1,650 เหรียญได้ไม่ยาก …

วันที่ 25 ก.ค. นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย เปิดเผยว่าได้เปิดตัวกองทุนเปิดเคแทม โกลด์ อีทีเอฟ แทร็กเกอร์ (KTAM GOLD ETF TRACKER) ซึ่งเป็นกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากราคาทองคำในตลาดโลก เป็นกองแรกของประเทศไทย เนื่องจากกองทุนนี้ มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยจะเปิดเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ตั้งแต่วันที่ 25-29 ก.ค. มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท โดยลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 10,000บาท หลังจากนั้นจะนำกองทุนนี้เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเริ่มซื้อขายในตลาดได้ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า GLD

สำหรับจุดเด่นของ กองทุน GLD คือผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากราคาหน่วยลงทุน ETF ที่เคลื่อนไหวตามกองทุนรวมหลัก คือSPDR Gold Trust ที่สะท้อนราคาทองคำในตลาดโลก หลังหักค่าใช้จ่ายของกองทุน ขณะที่นักลงทุนจะมีความคล่องตัวในการซื้อขาย เพราะสามารถซื้อขายได้ทันทีตามราคาในกระดานของตลาดหุ้นทำให้สามารถทราบราคาซื้อขายได้ทันที โดยไม่ต้องรอราคาปิดสิ้นวันเหมือนกองทุนรวมทองคำอื่นๆ นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวยังมีบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือห้างทองฮั่วเซ่งเฮง ซึ่งมีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือในธุรกิจทองคำมากว่า 60ปี เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องให้ด้วย

“มั่นใจว่า กองทุน GLD จะได้รับความนิยมและมีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ เพราะซื้อขายได้เหมือนหุ้น ผ่านโบรกเกอร์ได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือรายย่อยก็สามารถซื้อขาย GLD โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการหรือสนใจลงทุนในทองคำไม่ต้องรอสะสมเงินให้ครบเพื่อจะซื้อทองคำน้ำหนักเป็นบาท เพราะหลังหน่วยลงทุนเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นแล้ว สามารถซื้อขายขั้นต่ำเพียง 100หน่วย โดยราคาต่อหน่วยประมาณ2บาทกว่าๆ ขึ้นลงล้อตามราคาบาททองคำของไทยเพื่อให้เข้าใจง่าย ทำให้ผู้มีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ ประกอบกับความต้องการลงทุนทองคำยังมีสูง เพราะมีโอกาสได้ผลตบแทนดี และยังเป็นสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ดี”

ด้านนายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์สกล่าวว่า กองทุนนี้ จะเป็นมิติใหม่ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนในกองทุนทองคำมีความสะดวก และมีความคล่องตัวในการซื้อขายมากยิ่งขึ้น กว่ากองทุนรวมทองคำในรูปแบบเดิมๆ และที่พิเศษคือผู้ลงทุนที่ซื้อขายกองทุน GLD ผ่านบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถแจ้งความจำนงกับบริษัท เพื่อรับค่าขายคืนเป็นทองคำแท่ง ความบริสุทธิ์ 96.50% น้ำหนักขั้นต่ำ 50 บาท จากห้างทองฮั่วเซ่งเฮงได้ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมจากการรับค่าขายคืนเป็นเงิน

นายธนรัชต์ยังกล่าวว่า คาดว่าการซื้อขายกองทุน GLD คงจะได้รับความนิยมเนื่องจากอ้างอิงกับกองทุนทองคำที่มีขนาดใหญ่ในโลกอย่างกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทน เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 19% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน SPDR มาในปี2546 ส่วนราคาทองคำในตลาดโลกตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปรับตัวขึ้นหรือให้ผลตอบแทนแล้ว 12%ซึ่งกองทุนนี้นอกจากฮั่วเซ่งเฮงจะทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตเมกเกอร์หรือสร้างสภาพคล่องให้กับการซื้อขาย คือทำให้ผู้ต้องการซื้อสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้และผู้ต้องการขายสามารถขายหน่วยลงทุนได้แล้ว ฮั่วเซ่งเฮงยังได้รับอนุญาติให้ทำหน้าที่เป็น สเปเชียล ซับโบรกเกอร์ คือชเป็นนายหน้าส่งคำสั่งซื้อขาย ETF ได้ เป็นรายแรกและรายเดียวของโบรกเกอร์ที่มาจากฝั่งธุรกิจค้าทองคำ

“ขณะนี้พบว่านักลงทุนยังคงไหลเข้ามาลงทุนในทองคำอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายทองคำแท่งของนักลงทุนเพียงแค่ 4-5 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายสูงกว่าทั้งปี53ถึงเท่าตัว โดยมีทั้งนักลงทุนที่เข้ามาซื้อทองคำแท่งเพื่อถือลงทุนระยะยาวและที่ซื้อขายเก็งกำไร หากช่วงไหนราคาทองลงก็จะเข้ามาซื้อและรอขายเมื่อราคาทองโลกปรับขึ้นแรง บางวันช่วงที่ราคาทองขึ้นแรงทำนิวไฮ มีนักลงทุนมาซื้อและขายทองคืนถึงวันละ7,500ล้านบาท ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า(โกลด์ฟิวเจอร์ส) หลังเปิดให้ซื้อขายเพิ่มในช่วงภาคค่ำตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. ทำให้มูลค่าการซื้อขายของบริษัทเติบโตกว่า 80% ส่วนกองทุน GLDนี้ถือเป็นการเปิดทางเลือกหนึ่งในการลงทุนให้นักลงทุนเพิ่มขึ้นซึ่งมั่นใจว่าน่าจะได้รับความสนใจ”

นายธนรัชต์ ยังให้ความเห็นถึงมุมมองทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกปีนี้ว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้เป็นโอกาสในการลงทุน แต่จะมีแรงเหวี่ยงผันผวนขึ้นลงแรง โดยคาดว่ามีโอกาสได้เห็นราคาสูงสุดที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ไม่ยากซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ยังน่ากังวล โดยเฉพาะการแก้ปัญหานี้ของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลให้นักลงทุนในช่วงนี้ โดยนักลงทุนต้องติดตามการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ หากมีข้อสรุปออกมาไม่ดี รัฐสภาของสหรัฐฯไม่ยอมให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะ จนทำให้สหรัฐฯไม่สามารถจ่ายหนี้ที่ครบกำหนดจ่ายในวันที่ 2 ส.ค.ได้ จนเกิดการ Default หรือผิดนัดชำระหนี้จะผลักดันราคาทองคำให้สูงกว่าระดับที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะเงินทุนจะไหลเข้ามาถือทองคำมากขึ้นเพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง และปลอดภัย แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ตนยังคาดการณ์ว่าข้อสรุปการชำระหนี้ของสหรัฐฯน่าจะออกมาดี แต่ถึงอย่างไรราคาทองคำก็คงไม่ปรับตัวลงจากเหตุนี้ตราบใดที่ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในสหรัฐฯและยุโรปยังไม่คลี่คลาย

ทั้งนี้ราคาทองโลกในตลาดโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะนักลงทุนยังกังวลเรื่องการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ทำให้ราคาซื้อขายทองคำแท่งในประเทศวันที่ 25 ก.ค.ทำนิวไฮอีกครั้ง โดยขายออกที่บาทละ22,800บาท และรับซื้อที่ 22,700บาท ขณะที่มองทิศทางราคาทองคำแท่งในประเทศจะไปสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ระดับ 23,300 บาท ภายใต้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยังคาดการณ์ ภาพรวมของการลงทุนในทองคำยังมีโอกาสเติบโต เพราะราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นทำนิวไฮมาอย่างต่อเนื่อง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 23:40 น.

ธปท.ค้านรัฐบาลใหม่เร่งใช้จ่าย เสี่ยงเงินเฟ้อ-หนี้สาธารณะเพิ่ม

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 15:44 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188050.

Pic_188050

ผู้ว่าธปท.เสนอ 3 ข้อให้รัฐบาลใหม่ช่วยทำเพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ส่วนนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลใหม่ หากทำให้แรงงานไทยมีทักษะการทำงานดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างผลผลิตได้มากขึ้น เชื่อรัฐบาลใหม่ทำได้ไม่มีใครค้านแน่

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนา “มองไปข้างหน้าบรรยากาศการลงทุนประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันให้หัวข้อ “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2554”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโต 4.4% ซึ่งอยู่เป็นไปตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และในปีนี้ธปท.เชื่อว่า การขยายตัวของเราจะดีขึ้นกลับขึ้นมาเต็มศักยภาพของเศรษฐกิจ โดยเติบโตอย่างพอประมาณในครึ่งปีแรก และโตอย่างมั่นคงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกของไทยยังขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก ขณะที่รายได้ที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวดี

“ตลอดทั้งปีนี้ เสถียรภาพทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะสร้างให้เกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งที่เรียบร้อยถือเป็นขั้นแรก แต่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจในประเทศไทย ขณะที่สำหรับ ธปท.นั้น ปัจจัยที่เป็นห่วงมากที่สุด ยังคงเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากราคาสินค้ายังมีแนวโน้มสูงขึ้น และประชาชนยังมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง”นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ จะเดินไปข้งหน้า โดยการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและคุณภาพของสินค้าเป็นประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในช่วงเต็มศักยภาพเช่นนี้ การเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นแล้ว เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้น

“การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูก ต้องในขณะนี้ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย คือ การสร้างเครื่องมือที่จะใช้ในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศไทย ซึ่งก็คือ การลงทุน เพราะในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนน้อยเกินไป ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งตนมองว่า รัฐบาลใหม่ควรจะเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ การหาความสมดุลระหว่างการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาล เพราะเรามีรายได้ที่จำกัด โดยการจัดลำดับความสำคัญควรจะเป็นการลงทุนที่สร้างผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ การขนส่ง ชลประทาน และการศึกษา ซึ่งการลงทุนภาครัฐ จะก่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน ก่อนความสำคัญในเรื่องนโยบายการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งหากจะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายควรจะเป็นนโยบายที่มีสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของนโยบายรัฐอย่างแท้จริง และไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น”ผู้ว่าการธปท. กล่าว

นายประสาร กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่ 2 รัฐบาลจำเป็นทีจะต้องดำเนินนโยบายโดยรักษานโยบายการเงิน การคลัง เพราะการใช้นโยบายการคลังจะก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จึงต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี และหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างสมดุลด้วย ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ การรักษาเสถียรภาพของการเมือง ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร และสนใจเข้ามาลงทุนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนการเร่งเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น ทั้งภาครัฐ และเอกชนจะต้องช่วยกันแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะในขณะนี้มีปัญหาในเรื่องแรงงาน ทั้งการขาดแคลนแรงงาน และแรงงานไม่มีทักษะ ซึ่งในส่วนของการขาดแคลนแรงงานนั้น ในช่วงที่เงินบาทแข็ง ภาคเอกชนควรใช้โอกาสในการนำเข้าเครื่องจักร และเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งให้ความสนใจในเรื่องการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศ และทดแทนการขาดแคลนแรงงาน เพราะไทยคงพึ่งพาแรงงานต่างด้าวที่มีค่าแรงต่ำไม่ได้ตลอดไป ขณะเดียวกันจะต้องเร่งฝึกอบรวมสร้างทักษะ ให้การศึกษาเพิ่มขึ้นกับแรงงานของไทย เพื่อให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะทำให้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่ เกิดขึ้นได้จากประสิทธิภาพ และผลิตภาพของประเทศที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 15:44 น.

กกต. แขวน “ยิ่งลักษณ์ “ไม่กระทบตลาดหุ้นและความเชื่อมั่นต่างชาติ

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 17:21 น.

กกต. แขวน “ยิ่งลักษณ์ “ไม่กระทบตลาดหุ้นและความเชื่อมั่นต่างชาติ.

Pic_186376

รองผู้จัดการตลาดหุ้นระบุ กกต. แขวน “ยิ่งลักษณ์” ไม่กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ เท่ากับโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล สรุปภาวะตลาดหุ้นในรอบครึ่งแรกของปี 54 พบตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้น ที่ให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลสูงสุดในตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการสายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์  กล่าวถึงผลกระทบกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยังไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญใน ขณะนี้เพราะตามขั้นตอนของ ก.ก.ต. ยังมีเวลาในการพิจารณาอีก นอกจากนี้ เห็นว่าเป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยและต่างชาติให้ความสำคัญมากกว่าคือการวางตัว ทีมครม.เศรษฐกิจของรัฐบาล ว่าใครจะเป็นคีย์แมนในการนำทีมเศรษฐกิจ รวมทั้งความชัดเจนของนโยบายเศรษบกิจและการจัดลำดับการดำเนินนโยบาย เศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัท จดทะเบียน

“โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสำคัญมาก ที่สุดในขณะนี้ เพราะมีนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลที่จะกระทบต่อเศรษบกิจ และกำไรขาดทุนของบริษัทจดทะเบียน จึงต้องดูว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ เช่น นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน”นายวิรไท กล่าว

นายวิรไท  กล่าวต่อว่า  ภาวะตลาดหลักทรัพย์ในรอบ 6 เดือนแรกของปี54 บริษัทจดทะเบียน (บจ.)มีการรระดมทุนผ่านตลาดมูลค่ารวม 70,906ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.27%จาก ช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่า 30,808ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.69%จากช่วงปีก่อนและบางช่วงยังสูงกว่าตลาด หุ้นสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค ขณะที่มีการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 52.4%โดยในเดือน พ.ค.มีจำนวนบัญชีอินเทอร์เน็ตถึง 80,896 บัญชีเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต้มี การซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังพบว่า สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยหากวัดโดยสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายต่อมูลค่าหลัก ทรัพย์ตามราคาตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป)สูงที่สุดในตลาดหุ้นเอเชียตะวันออก เฉียงใต้นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย มีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับตลาดใน ภูมิภาค โดยอยู่ที่ระดับ 3.70% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนที่นอกจากจะมีผลกำไร ที่ดีแล้ว ยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงสุดในภูมิภาค อย่างไรก็ตามพบว่า นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียวในเมื่อเทียบกับ ตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคโดยมีการขายสุทธิรวม 14,803.05 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิหนักในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. เนื่องจากมีความกังวลต่อ วิกฤติหนี้กรีซ และความไม่มั่นใจในผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล

นายวิรไท  กล่าวอีกว่า  ตลาดหลักทรัพย์ยังมีแผนที่จะขยายฐานผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยได้ ออกไปโรดโชว์ให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกับนักลงทุนต่างชาติ ในทุกภูมิภาคทั้งเอเชีย ยุโรปและอเมริกา เพื่อสร้างความสมดุลให้กับตลาด ขณะที่ยังมุ่งให้คสามรู้เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนในประเทศรวมทั้งออก ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่หลากหลายเพื่อมีสินค้าที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้ทุก กลุ่ม

นายวิรไท กล่าวถึงความคืบหน้าของการแปรสภาพองค์กรตลาดหลักทรัพย์ว่า ขณะนี้อยู่ ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกาวาระ 2 หรือ 3 คาดว่าประมาณต.ค.-พ.ย. จะนำเข้าเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ทำให้การแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์จะเดินไปตามแผนเดิมที่วางไว้โดย คาดว่ากฎหมายน่าจะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2556 เป็นอย่างเร็ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 17:21 น.

สบน.อวดพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ยอดจองล้น

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

สบน.อวดพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ยอดจองล้น.

Pic_184892

สบน. เผย พันธบัตรรัฐบาลดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงเงินเฟ้อ วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้าน อายุ 10 ปี ยอดจองสถาบันและต่างชาติล้น เหลือแต่ส่วนของนักลงทุนรายย่อย ที่มียอดจองเข้ามาแล้ว 4 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า พันธบัตรรัฐบาลอัตราดอก เบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ (พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (ILB)) วงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท อายุ 10 ปีที่จะจำหน่าย 11-13 ก.ค.นี้ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นฐานไว้ที่ 1.2% ซึ่งจะมีการบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปในผลตอบแทนทุก 6 เดือน ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่ไปโรดโชว์ต่างประเทศ โดยพบว่า มีนักลงทุนแสดงความต้องการลงทุนสูงถึง 65,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.6 เท่าของวงเงินที่ออกขาย 40,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สบน.มีการจัดสรรพันธบัตรดังกล่าว แบ่งเป็นนักลงทุนในประเทศ ได้รับการจัดสรร 2 ใน 3 ของวงเงินที่ออกขาย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้รับจัดสรร 1 ใน 3 ซึ่งล่าสุดมีกองทุนจาก 10 ประเทศ แสดงความสนใจลงทุน ทั้งจากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง ขณะที่นักลงทุนรายย่อยแสดงความสนใจจองซื้อแล้ว 4,000 ล้านบาท

“ตอนนี้นักลงทุนสถาบันและต่างชาติ มีการจองซื้อเต็มแล้ว เหลือแต่รายย่อยที่จองซื้อมาแล้ว 4,000 ล้านบาท หากรายย่อยจองซื้อไม่หมด จะมีการโอนให้นักลงทุนสถาบันในประเทศเข้าซื้อแทน” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

ต่างชาติเก็บเงินผวาการเมืองไทย

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

1 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

ต่างชาติเก็บเงินผวาการเมืองไทย.

Pic_182994

รองผู้ว่าฯธปท.สายเสถียรภาพการเงิน ระบุ นักลงทุนทั้งในและตปท. จับตาการเมืองหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เสียงข้างมาก เงินทุนตปท.จะไม่เข้ามาลงทุนในไทยทันที…

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งขึ้นวานนี้ (30 มิ.ย.) เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซที่ผ่านไปอีกช่วง ทำให้ค่าเงินเกือบทุกสกุลในโลกแข็งขึ้นตามทิศทางของเงินยูโร แต่ต้องจับตามองทิศทางของการแก้ปัญหาต่อไป ส่วนการไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) 2 นั้น ไม่น่ากระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สำหรับปัจจัยในประเทศยอมรับว่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ กำลังจับตาสถานการณ์ในประเทศของไทย โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง โดยมองว่าหลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้น ในวันที่ 3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เสียงข้างมาก เงินทุนต่างประเทศจะยังไม่ไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทันที โดยมีปัจจัย 2-3 เรื่อง คือการทำตาม และเคารพกติกาประชาธิปไตยหรือไม่ การทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ซึ่งนโยบายขณะนี้ไม่แตกต่างกัน และสุดท้ายพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้ยังดีอยู่

“เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนต่อเมื่อเหตุการณ์สงบจริงๆ ช่วงนี้ ต่างชาติน่าจะรอดูสถานการณ์ก่อน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่แน่ใจ การเมืองของเรา ถ้าการเมืองสงบ รัฐบาลใหม่ทำงานต่อไปเงินจะกลับเข้ามา แต่หากกลับไปเป็นเหมือนเดิมมีความแตกแยก หรือความรุนแรง มีความเป็นไปได้ที่เงินที่ไหลออกไปจะไม่กลับเข้ามาประเทศไทยอีก”

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง จากนโยบายพรรค การเมืองว่า หากมองจากด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ธปท.มองว่ากรอบการขาดดุลงบประมาณในปี 2555 ที่ได้วางกรอบไว้ ก่อนหน้านี้ 350,000 ล้านบาท ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้น การส่งสัญญาณการใช้จ่ายรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลังการเลือกตั้ง อาจจะเป็นสัญญาณที่ไม่เหมาะสมต่อตลาดการเงินที่เรามีปัญหาเงินเฟ้ออยู่

ทั้งนี้ ธปท.และภาคเอกชนกำลังจับตาในการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่จะมีความชัดเจนในเรื่องการใช้จ่ายและหาเงินอย่างไร ถ้านโยบายการ คลังดูแลอย่างดี การใช้นโยบายการเงิน หรือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไปก็อาจจะไม่ต้องปรับเพิ่มขึ้นมากนัก แต่หากนโยบายการคลังมี การใช้จ่ายที่ส่งปัญหากับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดูแลเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินของ ธปท.ในช่วงต่อไปอาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้น

ผู้ว่าการ ธปท.ยังแสดงความเห็นต่อแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีความเห็นว่า หากเป็นรัฐบาลจะกลับมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed Rate) ว่า การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวอย่างมีการจัดการ (Managed Float) ในขณะนี้ เหมาะสมกับประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนั้น จากการศึกษาของ ธปท.การใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการ ควบคุมเงินเฟ้อกับประเทศไทยนั้น มีผลค่อนข้างน้อย โดยการแข็งค่าขึ้นของ ค่าเงินบาท 1% เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลง 0.1-0.15% เท่านั้น และหากบาทอ่อนค่าลง 1% เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1-0.15%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.
%d bloggers like this: