นักลงทุนต่างชาติ

All posts tagged นักลงทุนต่างชาติ

ธปท.ระบุนักลงทุนต่างชาติหันหัวกลับไทย เตือนเงินบาทผันผวน

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189013.

Pic_189013

ธปท.ระบุเงินทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมาลงทุนในไทย หลังการเมืองเริ่มนิ่ง ทุนนอกเข้าตลาดตราสารหนี้-ตลาดหุ้นต่อเนื่อง ยังไม่เห็นเก็งกำไรแต่เตือนระวังค่าบาทผันผวนมากขึ้น พบปีนี้ผันผวนขึ้นลงแล้ว 5% มากกว่าปีก่อน …

วันที่ 25 ก.ค. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งเรียบร้อย และในขณะนี้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในระดับหนึ่ง โดยเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามานั้น กลับเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นไทย

“เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลออกไปในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เริ่มไหลกับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทั้งการซื้อพันธบัตร และตราสารหนี้ใหม่เพิ่มเติม และการต่ออายุตราสารหนี้เดิมที่ถืออยู่ แต่ครบกำหนดชำระคืน ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยนั้น นักลงทุนเริ่มซื้อสุทธิบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากนัก” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้เพิ่มเติมช่องทางในการติดตามการไหลเข้าของเงินทุน โดยให้สถาบันการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์รายงานการลงทุนเร็วขึ้น และชัดเจนมากขึ้น ทำให้ ธปท.สามารถที่จะรู้ว่าเงินที่เข้ามาไปที่ไหน และลงทุนอย่างไรได้มากขึ้น และทำให้สามารถที่จะบริหารจัดการ และดูแลความร้อนแรงของเงินทุนที่ไหลเข้าได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยมองว่าเครื่องมือและมาตรการที่ ธปท.ใช้ดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเหมาะสมและเพียงพอ

“ในขณะนี้เท่าทิ่ติดตามยังไม่เห็นเงินทุนระยะสั้นที่จงใจเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทโดยเฉพาะ แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้ระบบการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอน การไหลเข้าและไหลอออกของเงินทุนต่างชาติต่อจากนี้ไป จะไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ และค่าเงินบาทมีความผันผวน โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทผันผวนสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีค่าความผันผวนอยู่ที่ 5% ขณะที่ปีที่ผ่านมาค่าความผันผวนอยู่ที่ 3%” นางผ่องเพ็ญ กล่าวและว่า ในส่วนของภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ธปท.มีความเชื่อว่า ภาคเอกชนไทยได้รับทราบแนวโน้มนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และทยอยปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สูงขึ้นแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถปรับตัวรับมือได้ โดยในส่วนของ ธปท. ก็จะดูแลลดความผันผวนในช่วงที่มีมากเกินไปให้ ซึ่งเป็นแนวทางปกติที่ ธปท.ดำเนินการอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

ฝรั่งลุยซื้อตราสารหนี้หลังเลือกตั้ง สัปดาห์เดียว3.6หมื่นล้าน

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 18:56 น.

ฝรั่งลุยซื้อตราสารหนี้หลังเลือกตั้ง สัปดาห์เดียว3.6หมื่นล้าน.

Pic_184925

สมาคมตราสารหนี้ เปิดตัว “บัณฑิต” นั่งประธานคนใหม่ เผย ผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยชนะทำฝรั่งซื้อตราสารหนี้ทะลักสัปดาห์เดียวกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคนใหม่ เปิดเผยถึง การไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหนี้ของนักลงทุนต่างชาติภายหลังผลการเลือกตั้ง ออกมาพบว่า เพียงสัปดาห์แรกของเดือนนี้ นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิ เพียงสัปดาห์เดียวกว่า 36,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดการซื้อสุทธิของต่าง ชาติเมื่อในช่วง 2 เดือนก่อนหน้าชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามมองแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มกาเติบโต อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการใช้จ่ายในประเทศ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ยังช่วยลดแรงกดดันและความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อลงได้บ้าง แม้ทิศทางอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยจะยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ยอดการถือครองสุทธิตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ อยู่ที่ 368,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เทียบกับสิ้นปี 53 โดยในจำนวนนี้เป็นตราสารหนี้อายุมากกว่า 1 ปี มีมูลค่า 94,000 ล้านบาท และจาก ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ พบว่ามูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า สิ้นปี 2 54 มูลค่าคงตราสารหนึ้คงค้างน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากสิ้นปี 53 ซึ่งอยู่ที่ 6.75 ล้านล้านบาท ซึ่งจากประมาณการดังกล่าว ยังไม่ได้นำปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง และรัฐบาลใหม่มาคำนวณ หากนักลงทุนยังมองเชิงบวกก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับประมาณการเพิ่มขึ้น

ส่วนการซื้อขายในตลาดรองนั้น นักลงทุนยังคงเน้นซื้อขายตราสารหนี้ที่ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากยังมีความระมัดระวัง
เรื่องดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในขาขั้น เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเมื่อเดือน มิ.ย. พบว่ามีการปรับตัวขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (รวม 1%) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอายุระหว่าง 1 เดือน ถึง 1ปีได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 0.94% – 1.19% และอัตราผลตอบแทนสำหรับพันธบัตรอายุ 2 ถึง 3 ปี เพิ่มขึ้น 0.86-1%

นายบัญฑิต  กล่าวถึงการนำมาตรการภาษีมาใช้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เมื่อช่วงเดือน ต.ค. 53 เพื่อชะลอความร้อนแรงของเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ว่า ไม่ได้ส่งผลให้เงินทุนชะลอการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยแต่อย่างใด เนื่องจากผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนมีความจูงใจมากกว่าภาษีที่จะต้อง เสีย ส่วนอนาคตหากจะนำมาตรการภาษีมาใช้อีกก็ไม่น่าจะเป็นผลดี เพราะจะหยุดยั้งพัฒนาการของตลาดได้

สำหรับภาพรวมการออกตราสารหนี้ทุก ประเภทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 54 ภาคเอกชนมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมด 111,800 ล้านนาท ลดลง 29% เทียบกับสิ้นปี 53 และในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเอกชนจะออกหุ้นกู้อีก 140,000 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีคาดว่าเอกชนจะออกหุ้นกู้ 250,000 ล้านบนาท ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะออกหุ้นกู้ 280,000-300,000ล้านบาท เพราะเอกชนมีการเร่งออกตั้งแต่ปีก่อนหลังจากเห็นสัญญานดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

นายบัณฑิต  กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คณะกรรมการตลาดตราสารหนี้ไทยได้จัดทำแผนพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย เพื่อเพิ่มบทบาทในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีศักยภาพในด้านการระดมทุน ให้มีความสมบูรณ์ โดยจะนำข้อมูลนี้ไปหารือกับ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ค้าตราสารหนี้ และกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อจัดทำเป็นแผนพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อไป เพราะตลาดตราสารหนี้เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญสำหรับประเทศ

ทั้งนี้มาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรกตราสารหนี้ มี 2 มาตรการ ได้แก่ 1.ส่งเสริมให้ ภาคเอกชนระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพิ่มขึ้น2.มาตรการด้านภาษีอากรเกี่ยวกับตราสาร หนี้ สำหรับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดรองตราสารหนี้มี5 มาตรการ ได้แก่ 1.ผลักดันให้ผู้ค้าตราสารหนี้หลักทำหน้าที่ให้เกิดสภาพคล่องใน ตลาด 2.เพิ่มสภาพคล่องของพันธบัตรรัฐบาลโดยการลดจำนวนรุ่นและเพิ่ม ปริมาณต่อรุ่น เพื่อให้เกิดสภาพคล่องของการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลแต่ละ รุ่นเพิ่มขึ้น 3.ส่งเสริมการทำธุรกรรมกู้ยืมและการทำธุรกรรมขายช็อตเซล โดยมีแนวทางสนับสนุนการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน 4.ส่งเสริมการซื้อขายตลาดตราสารหนี้ของนักลงทุนรายย่อย และ 5.พัฒนาระบบซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 18:56 น.

สบน.อวดพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ยอดจองล้น

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

สบน.อวดพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ยอดจองล้น.

Pic_184892

สบน. เผย พันธบัตรรัฐบาลดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงเงินเฟ้อ วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้าน อายุ 10 ปี ยอดจองสถาบันและต่างชาติล้น เหลือแต่ส่วนของนักลงทุนรายย่อย ที่มียอดจองเข้ามาแล้ว 4 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า พันธบัตรรัฐบาลอัตราดอก เบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ (พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (ILB)) วงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท อายุ 10 ปีที่จะจำหน่าย 11-13 ก.ค.นี้ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นฐานไว้ที่ 1.2% ซึ่งจะมีการบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปในผลตอบแทนทุก 6 เดือน ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่ไปโรดโชว์ต่างประเทศ โดยพบว่า มีนักลงทุนแสดงความต้องการลงทุนสูงถึง 65,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.6 เท่าของวงเงินที่ออกขาย 40,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สบน.มีการจัดสรรพันธบัตรดังกล่าว แบ่งเป็นนักลงทุนในประเทศ ได้รับการจัดสรร 2 ใน 3 ของวงเงินที่ออกขาย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้รับจัดสรร 1 ใน 3 ซึ่งล่าสุดมีกองทุนจาก 10 ประเทศ แสดงความสนใจลงทุน ทั้งจากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง ขณะที่นักลงทุนรายย่อยแสดงความสนใจจองซื้อแล้ว 4,000 ล้านบาท

“ตอนนี้นักลงทุนสถาบันและต่างชาติ มีการจองซื้อเต็มแล้ว เหลือแต่รายย่อยที่จองซื้อมาแล้ว 4,000 ล้านบาท หากรายย่อยจองซื้อไม่หมด จะมีการโอนให้นักลงทุนสถาบันในประเทศเข้าซื้อแทน” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

“จรัมพร”นั่งไม่ติดแถลงเรียกความเชื่อมั่นด่วน หลังฝรั่งเทขายหนักร่วง 20 จุด

Published มิถุนายน 9, 2011 by SoClaimon

8 มิถุนายน 2554, 21:00 น.
“จรัมพร”นั่งไม่ติดแถลงเรียกความเชื่อมั่นด่วน หลังฝรั่งเทขายหนักร่วง 20 จุด.

Pic_177523

ฝรั่งเทขายหุ้นไทยยับ กดดัชนีฯรูดกว่า 20 จุด หลังโบรกเกอร์ต่างชาติพร้อมใจออกบทวิเคราะห์ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลง ผวาการเมืองหลังเลือกตั้งรุนแรง ด้านผู้จัดการตลาดหุ้นนั่งไม่ติดแถลงการณ์เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า นักลงทุนต่างชาติได้ถล่มเทขายหุ้นไทยกดดัชนีฯปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตลอดทั้งวัน หลังโบรกเกอร์ต่างชาติหลายรายพร้อมใจกันออกบทวิเคราะห์ถล่มหุ้นไทย โดยปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลง หลังผวาความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ ประเมินกันว่าหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จะเกิดความวุ่นวายและความรุนแรงทางการเมืองขึ้น ขณะนี้เศรษฐกิจในประเทศยังเผชิญกับปัจจัยเงินเฟ้อที่สูง ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯที่ส่งสัญญานชะลอตัว ลงยิ่งเป็นตัวซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุน ยังไม่นับรวมถึงความกังวลกับวิกฤติหนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรป

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทวันที่ 8 มิ.ย. ปรับตัวลงแรงตั้งแต่เปิดตลาดและปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,009.03 จุด ลดลง ก่อนมาปิดทำการที่ 1,014.58จุด ลดลง 20.17จุด ทำสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือนนับจากวันที่ 13มี.ค.54 ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขาย 36,547.28 ล้านบาท ต่างชาติถล่มขายสุทธิ 6,311.84 ล้านบาท หากดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่า รอบนี้ต่างชาติเริ่มกลับมาขายสุทธิหุ้นไทยอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.โดยมีการทยอยขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงล่าสุดนับจาก 3 พ.ค.ถึงล่าสุด 8 มิ.ย.ต่างชาติโชว์การขายสุทธิถล่มหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น 30,607ล้านบาท กดดัชนีหุ้นไทยร่วงลง78.98จุด จากระดับ 1,093.56 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,014.58จุด ส่งผลให้หลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม(มูลค่ามาร์เก็ตแคป)ที่แสดงถึงความมั้ง คั่งของนักลงทุนในตลาดทุนหยวับไปแล้วกว่า 410,000ล้านบาท เพียงช่วงเวลาเดือนเศษๆเท่านั้น

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า การที่ดัชนีราคาหุ้นไทยปรับตัวลดลงในระยะที่ผ่านมา เป็นผลจากความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวอีกครั้ง นอกจากนี้ ในกรณีของประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศ ส่วนกรณีที่มีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดทุนไทยโดย โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์ นั้น เชื่อมั่นว่าจะมีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น เพราะบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีผลประกอบการที่ดี นอกจากนี้เมื่อผ่านพ้นการเลือกตั้งแล้ว และรัฐบาลใหม่ทำให้เกิดความชัดเจนด้านทีมเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจ ก็เชื่อว่าความมั่นใจของผู้ลงทุนต่างประเทศจะกลับมาสู่ตลาดทุนไทยอีกครั้ง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 มิถุนายน 2554, 21:00 น.

เครดิตสวิสฟันธง ปชป.ลอยลำเลือกตั้ง

Published มีนาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 มีนาคม 2554, 19:54 น.

เครดิตสวิสฟันธง ปชป.ลอยลำเลือกตั้ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159776

 

“ธีระพงษ์” เผย ต่างชาติตั้งคำถามการเมืองน้อยลง ในงานไทยแลนด์โฟกัส หลัง สถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น พร้อม ฟันธงประชาธิปัตย์ ลอยลำเลือกตั้ง…

นายธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร เปิดเผยถึงผลของการจัดงานไทยแลนด์โฟกัส2011 ว่า การประชุมย่อยรวมประมาณ 800 ครั้ง แบ่งเป็นการพบกันระหว่างผู้ลงทุนกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (one-on-one meeting) เกือบ 500 ครั้ง และ รูปแบบกลุ่มย่อย(group meeting) กว่า 300 ครั้ง ในรูปแบบผู้ลงทุนกับผู้บริหารบจ. พบว่ามีการพบผู้บริหารกลุ่มธนาคารพาณิชย์มากที่สุด ตามด้วยกลุ่ม พลังงาน ปิโตรเคมี รองลงมาคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก สาเหตุเนื่องจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่ดีที่สุด หากจะมาลงทุนในไทย

นอกจากนี้ การจัดงานครั้งนี้นักลงทุนต่างชาติสอบถามเรื่องการเมืองน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับการจัดงาน ในครั้งก่อนๆ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองมีความนิ่งและชัดเจนมากขึ้น และมีข้อพิสูจน์จากปี53ว่า แม้จะมีเหตุรุนแรงในประเทศแต่กำไรของบริษัทจด ทะเบียน(บจ.)ยังขยายตัวในระดับสูงถึง 30% และราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาพรวมการลงทุนดีขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ ตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ จากในอดีตที่ราคาจะอยู่ในระดับต่ำกว่าถึง 30%

ส่วน กรณีที่ เครดิต สวิส (CLSA) ออกบทวิเคราะห์ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง ครั้งนี้นั้น นายธีระพงษ์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติแทบทุกสำนักส่วนใหญ่ต่างมองคล้ายกันแต่ ในแง่ของภัทรไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น โดยมองว่าโอกาสของทั้ง 2 พรรคที่จะชนะการเลือกตั้งใกล้เคียงกัน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มีนาคม 2554, 19:54 น.

 

ต่างชาติทิ้งไม่ยั้งหุ้นไทยดิ่งเหว

Published กุมภาพันธ์ 11, 2011 by SoClaimon

11 กุมภาพันธ์ 2554, 06:00 น.

ผ่านทางต่างชาติทิ้งไม่ยั้งหุ้นไทยดิ่งเหว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_148132

 

ต่างชาติทิ้งไม่ยั้งหุ้นไทยดิ่งเหว กดดัชนีลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือน  ปิดตลาดที่จุดต่ำสุดที่ 949.09 จุด  ดัชนีตลาดนิวโลว์รอบ 4 เดือนค่าเงินบาทอ่อนยวบ …

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวานนี้ (10 ก.พ.) แรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ที่ถล่มขายออกมาอย่างหนักในตลาดหุ้นทั้งภูมิภาคเอเชีย กดให้ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงอย่างรุนแรงตลอดทั้งวัน กดดัชนีลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือน และยืนปิดตลาดที่จุดต่ำสุดที่ 949.09 จุด ลดลง 20.80 จุด มูลค่าการซื้อขาย 32,609.63 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 35,142 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีหุ้นปรับตัวลงจากต้นปี 82.67 จุด จากดัชนี 1,032.76 จุด ถือเป็นการปรับตัวลงหนักสุดหากเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงไปแล้วกว่า 640,000 ล้านบาท โดยเฉพาะของวันที่ 10 ก.พ. วันเดียว มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยหายไปกว่า 138,000 ล้านบาท

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า สาเหตุใหญ่ตลาดหุ้นไทยและเอเชียปรับตัวลงแรง เกิดจากต่างชาติที่ขายหุ้นรอบใหญ่ เพราะกังวลกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อในเอเชียที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ล่าสุดจีนประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าธนาคารกลางหลายประเทศอาจขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตาม ส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยนับจากปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาพบว่าเงินทุนได้ไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3,000-7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“ต้นทุนราคาหุ้นของต่างชาติรอบนี้ อยู่ในช่วงดัชนี 924- 928 จุด คาดว่าดัชนีที่ระดับดังกล่าวน่าจะพอรับไหว เพราะต่างชาติคงไม่ขายหุ้นต่ำกว่าทุน”

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับตลาดหุ้นเอเชียพบว่าอินโดนีเซียดัชนีลบ 43.83 จุด มาปิดที่ 3,373.64 จุด สิงคโปร์ดัชนีลบ 47.17 จุด มาปิดที่ 3,103.39 จุด ขณะที่ค่าเงินบาทของไทย ปิดตลาดที่ 30.77-30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากช่วงเช้าที่ 30.71-30.76 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 กุมภาพันธ์ 2554, 06:00 น.

 

ตลาดออกโรงปลอบขวัญนักลงทุน แรงขายต่างชาติแผ่วอย่าตื่นตูม!

Published มกราคม 26, 2011 by SoClaimon

26 มกราคม 2554, 05:20 น.

ผ่านทางตลาดออกโรงปลอบขวัญนักลงทุน แรงขายต่างชาติแผ่วอย่าตื่นตูม! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_144128

 

ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ระบุ แรงเทขายของต่างชาติไม่น่าจะมากอย่างที่กลัว ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนก หากต่างชาติจะเทขายทำกำไรหุ้นออกมาอีก ไม่น่าจะเกิน 20,000 ล้าน…

 

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า หลังมีนักวิเคราะห์หลายค่ายออกมาระบุว่า แรงขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จะยังคงมีออกมาได้อีกจำนวนมากกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท แต่ตนกลับเห็นว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติอาจเหลือไม่มากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เพราะเมื่อพิจารณาจากตัวเลขยอดซื้อสะสมของต่างชาติ นับตั้งแต่ 16 มิ.ย.53 ถึง 5 ม.ค.54 พบว่ามียอดซื้อสุทธิราว 100,000 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติได้ขายหุ้นไทยตั้งแต่ 6 ม.ค-25 ม.ค. ประมาณ 30,000 ล้านบาท แม้ยอดซื้อสุทธิของต่างชาติในรอบนี้จะยังเหลืออีกราว 70,000 ล้านบาท แต่ต้องไม่ลืมว่าในยอดซื้อสุทธิดังกล่าวเป็นการเข้าซื้อรายการใหญ่ หรือ “บิ๊กลอต” ของกองทุนต่างๆโดยตรง เพื่อการลงทุนระยะยาว ดังนั้น จึงเห็นว่าหากต่างชาติจะเทขายทำกำไรหุ้นออกมาอีก ก็ไม่น่าจะเกิน 20,000 ล้านบาท

“แรงเทขายของต่างชาติไม่น่าจะมากอย่างที่กลัว ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนก หากการขายครั้งนี้เป็นการขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น ต่างชาติก็มีรูม (room) ที่จะขายเหลือไม่มากแล้ว เพราะที่เข้ามาซื้อ 47,000 ล้านบาท น่าจะเป็นการซื้อเพื่อลงทุนยาว ขณะที่พื้นฐานของหุ้นไทยยังดี เพราะผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกำลังจะออกมา รวมทั้งใกล้จะมีการจ่ายเงินปันผลด้วย”

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 มกราคม 2554, 05:20 น.

 

หุ้นไทยทรุด 42 จุดหลุดต่ำพัน ค่าเงินบาทอ่อนยวบฝรั่งขายหนีตาย 3 หมื่นล้าน

Published มกราคม 25, 2011 by SoClaimon

25 มกราคม 2554, 06:15 น.

ผ่านทางหุ้นไทยทรุด 42 จุดหลุดต่ำพัน ค่าเงินบาทอ่อนยวบฝรั่งขายหนีตาย 3 หมื่นล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143862

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 24 ม.ค.ว่า หุ้นไทยถูกเทขายออกมาอย่างหนักจากนักลงทุนต่างชาติ ผสมโรงด้วยนักลงทุนสถาบันในประเทศที่ตื่นตระหนกขายตาม กดดัชนีปรับตัวลงแรงหลุดระดับ 1,000 จุด และปรับตัวลงอย่างหนักหน่วงมาปิดที่ระดับต่ำสุดของวัน ที่ 963.68 จุด ลดลง 42.89  จุด หรือ 4.26% ทำสถิติ ต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน…

 

ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 37,402.09 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 4,049.49 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 54 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 29,367.55 ล้านบาท โดยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มหลักๆของตลาด ปรับตัวลงแรงทั้งหมด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี ปรับตัวลงไปแล้ว 6.69% โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปรับตัวลงหนักสุดในภูมิภาค 9.65% ตามด้วยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ 7.10% และตลาดหุ้นไทย ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท พบว่าค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.53 โดยอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 30.91 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติและโยกเงินออกนอกประเทศ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 4.26% ถือเป็นเรื่องปกติของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อและออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วต่างชาติเทขายหุ้นในอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะเทขายหุ้นไทยหนักในรอบนี้ โดยมองว่าเป็นการปรับตัวลดลงตามปกติ และกระทรวงการคลังก็จะไม่มีมาตรการใดออกมาเพื่ออุ้มนักลงทุน

ขณะที่นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติน่าจะเป็นเพียงการขายทำกำไรระยะสั้น โดยเป็นการขายหุ้นออกมาใน 3 ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP คือ ตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่ดัชนีได้ปรับตัวสูงสุดมาในปี 53 และค่าเงินได้แข็งค่าขึ้นมาก มาปีนี้มีสัญญาณให้ขายทำกำไรตั้งแต่ต้นปีจากค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลง ซึ่งเรารู้ว่าการขายทำกำไรจะต้องเกิดขึ้นแน่ ขึ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่และจังหวะไหนเท่านั้นเอง

ส่วนต่างชาติจะขายหุ้นออกมาต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหนและทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงไปอีกเท่าไหร่ต้องดูที่ Fund flow หรือกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าและออกในภูมิภาค ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่สำหรับระยะยาวแล้ว ยังมองว่าหุ้นไทย มีปัจจัยพื้นฐานรองรับที่แข็งแกร่ง ซึ่งดัชนีที่ระดับ 970-1,050 จุด ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานที่มี จึงไม่น่ากังวล สำหรับความวิตกที่ว่ารอบนี้ต่างชาติจะขายทิ้งหุ้นไทยแล้วขนเงินออกไปเลยนั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าภูมิภาคไหนที่เศรษฐกิจจะมีความแข็งแกร่งเท่าเอเชีย “การลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้น อยู่ในภาวะผันผวนนี้ ต้องใช้ดุลพินิจลงทุนอย่างระมัดระวัง หากถือหุ้นดีมีปัจจัยพื้นฐานรองรับก็ไม่น่าห่วงมากนัก ที่สำคัญต้องใช้เงินตัวเองในการลงทุน อย่ากู้ยืมเงินมาลงทุนซื้อหุ้น” ผู้จัดการตลาดหุ้นกล่าวเตือน

ขณะที่นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส กล่าวว่า สาเหตุที่ต่างชาติเทขายทิ้งหุ้นไทยออกมาอย่างหนัก เพราะรอบนี้ตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯเริ่มกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น หลังบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯมีผลประกอบการออกมาดีเกินคาด ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำเพราะปีที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวขึ้นน้อยมากหรือแทบไม่ขึ้นเลย ทำให้ตลาดหุ้นในประเทศเหล่านี้ปรับตัวกลับขึ้นมา ขณะที่ตลาดหุ้นไทยราคาหุ้นเริ่มไม่ได้ถูกแล้วและเงินบาทที่เคยแข็งค่าขึ้นก็เริ่มอ่อนตัวลง ต่างชาติจึงขายหุ้นออกมาและล็อกกำไรค่าเงินไว้ก่อน และบางส่วนอาจโยกเงินไปลงทุนตลาดหุ้นที่น่าสนใจกว่า สำหรับคำแนะนำนั้น ปีนี้ต้องพยายามกระจายการลงทุนออกไปต่างประเทศมากขึ้น ส่วนพวก ที่ถือหุ้นอยู่หากเป็นหุ้นพื้นฐานดีก็ยังสามารถถือต่อได้ ส่วนพวกเก็งกำไรก็คาดว่าน่าจะขายหุ้นออกมาหมดแล้ว ส่วนจะดูว่าการปรับขึ้นรอบใหม่ของตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้น ให้ดูกระแสเงินทุนเป็นสำคัญ

ขณะที่การสำรวจโบรกเกอร์หลายสำนักต่างๆมองว่าแรงขายต่างชาติจะยังไม่หมด โดย บล.กิมเอ็งระบุว่า ตลาดหุ้นไทยจะยังถูกแรงขายออกมาต่อเนื่อง ขณะที่ บล.พัฒนสินระบุว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับโดมิโน เอฟเฟกต์จากแรงขายของต่างชาติในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ออกมาก่อน ทำให้กระทบต่อตลาดกลุ่ม TIP ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยตลาดเริ่มหมดหวังว่าต่างชาติจะหยุดขายและกลับมาซื้อคืน โดยมองความเสี่ยงของตลาดไทยคือ ปัญหาการเมืองขาดเสถียรภาพและความรุนแรงทางการเมือง

ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการขายหุ้นของต่างชาติ ว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเทขายหุ้นจนทำให้มีเงินทุนไหลออกช่วงนี้ ไม่น่ามาจากเศรษฐกิจไทยมีปัญหา เพราะจากข้อมูลขณะนี้เศรษฐกิจไทยไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจใหม่ๆเพิ่มเติม โดยเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งมีเสถียรภาพและมีโอกาสเติบโตได้ดี แต่คาดว่าสาเหตุมาจากการขายทำกำไรมากกว่า ขณะที่นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท. กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่มีปัจจัยสี่ยงใหม่ๆในระยะต่อไปเพิ่มเติมจากที่ ธปท.เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งการไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้นเป็นเพียงช่องทางหนึ่งคงไม่สามารถนำมาเป็นสาเหตุเพื่อสรุปว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหามีความเสี่ยงเพิ่มได้.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 มกราคม 2554, 06:15 น.

 

บีโอไอหน้าบาน ‘เอฟดีไอ’ ปี53โต35%

Published มกราคม 12, 2011 by SoClaimon

12 มกราคม 2554, 14:57 น.

ผ่านทางบีโอไอหน้าบาน \’เอฟดีไอ\’ ปี53โต35% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_140853

 

บีโอไอ เผยตัว เลขเอฟดีไอ ตลอดปี 53 ยังแรง ญี่ปุ่นไม่หวั่นปัญหาสารพัดด้านในไทย รักษาแชมป์ลงทุนเพิ่มอีกกว่า 1 แสนล้านบาท ขยายตัวจากปี 52 ถึง 35% เร่งจี้บีโอไอ บุกตลาดต่างประเทศเชิงรุก ทั้งกลุ่มประเทศเป้าหมายเดิม และตลาดใหม่ หวังปลุกกระแสลงทุนปี 54 ต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาพรวมการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย 865 โครงการ เงินลงทุน รวม 236,037 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มี 788 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุนแม้จะปรับลดลง 32.7% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งสิ้น 350,754 ล้านบาท แต่เป็นเพราะโครงการลงทุนจากต่างประเทศในปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลาง

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า การลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนประเทศญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนสูงสุด และปรับเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน โดยในปีที่ผ่านมามีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่น 363 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 104,422 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่ม 36.4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 266 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 77,380 ล้านบาท

“กิจการที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับแรก เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่งจำนวน 156 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 46,616 ล้านบาท รองมาเป็นกลุ่มกิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 66 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 33,296 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์กระดาษ และพลาสติก จำนวน 52 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,102 ล้านบาท ตามลำดับ” เลขาบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวอีกว่า  ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญปัญหา ทั้งมาบตาพุด วิกฤติการเมือง ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่จากพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดี จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ จึงมั่นใจว่าการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี นี้จะยังขยายตัวต่อเนื่องหลังจากทิศทางของการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งประเทศไทยจะยังเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือขยายฐานการผลิตเพิ่มขึ้น สำหรับภาพรวมของการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี ที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 1,591 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 447,400 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 400,000 ล้านบาท โดยโครงการ ปรับเพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มี 1,489 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 638,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีที่มูลค่าการลงทุนสูงสุดในรอบ 40 ปี

“ทิศทางของจำนวนโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยที่ยังขยายตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในกลุ่มกิจการขนาดกลาง ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 20-500 ล้านบาท มีจำนวนรวมกันถึง 981 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 131 ล้านบาท” เลขาบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า  แนวโน้มการลงทุนในปี นี้ ยังคงต้องจับตามองเนื่องจากยังมีปัจจัยลบที่จะมีผลกระทบต่อภาคการลงทุนของ ไทย เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม เงินบาทแข็งค่า ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ได้มอบให้บีโอไอ เร่งจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเป้าหมายทั้งกลุ่มนักลงทุนเดิม เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป และนักลงทุนเป้าหมายใหม่ เช่น จีน อินเดีย ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งการส่งเสริมการลงทุน 2 ทางทั้งการส่งเสริมการลงทุนของไทยไปลงทุนในต่างประเทศ และการชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศมาไทย.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 มกราคม 2554, 14:57 น.

 

แบงก์ชาติหวั่นนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานหนีหลังเหตุจลาจล

Published มิถุนายน 9, 2010 by SoClaimon

7 มิถุนายน 2553, 16:10 น.

ผ่านทางแบงก์ชาติหวั่นนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานหนีหลังเหตุจลาจล – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_87934

แบงก์ชาติ ระบุไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ 5-7% ใกล้เคียงกับตัวเลขที่นายกฯระบุว่าจะโต 6% รับกังวลการลงทุนใหม่หดหาย หลังส่งทีมสำรวจความคิดเห็น พบนักลงทุนต่างชาติเริ่มตัดสินใจลดสัดส่วนการลงทุนในไทยระยะต่อไปลง…

เมื่อ วันที่ 7 มิ.ย. 2553 นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธปท.ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนไทย และ นักลงทุนต่างชาติ เพื่อเก็บข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจของไทยหลังเกิดสถานการณ์ความวุ่นวาย ทางการเมือง และ การจลาจล พบว่า ส่วนที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่การใช้จ่ายในประเทศชะลอตัวลงตามรายได้ของภาคการท่องเที่ยวที่ปรับ ตัวลดลงมาก ขณะที่ในส่วนของภาคการผลิตนั้น มีผลกระทบบ้างจากการลดเวลาการผลิตลงในช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมจะปรับเวลา และกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตในอัตรา ที่ดีได้

“ภาคที่ ธปท. มีความเป็นห่วงมากที่สุด คือ การลงทุนในระยะยาว เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการพบว่า นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว เริ่มคิดทบทวนหรือเลื่อนเวลาการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่ไม่เคยลงทุนในไทยอาจจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศ เพื่อนบ้าน ทำให้ในภาพรวมนักลงทุนต่างประเทศลดสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยในระยะข้าง หน้าลง ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ในช่วงต่อไป หลังเกิดสถานการณ์ความรุนแรง และการจลาจลจากปัญหาการเมือง”  นายสุชาติ กล่าว

ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. ยังกล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้นักลงทุนต่างชาติอยู่ในระหว่างประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยใหม่ รวมทั้งตัดสินใจทบทวนการลงทุน และหากจะมีการลดส่วนการลงทุนใหม่ในประเทศไทยลง และการตัดสินใจชะลอโครงการลงทุน น่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนหลังจาก 3 เดือนต่อจากนี้ไปแล้ว หรือในครึ่งหลังของปี 2553 เป็นต้นไป สำหรับผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจากปัญหาภัยแล้งนั้น นายสุชาติ กล่าวว่า หลังจากที่มีรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ลดน้อยลงมาก ขณะที่เกษตรกรต้องเลื่อนการทำนาปีออกไป ธปท.จะต้องมีการจับตา และติดตามข้อมูลผลกระทบและความเสียหายต่อพื้นที่ภาคการเกษตรของประเทศไทยอีก ครั้ง เนื่องจากตัวเลขในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ยังมีผลผลิตทางการเกษตรของไทยออกมาในตลาดจำนวนมาก ขณะที่ราคาอยู่ในระดับสูง ทำให้รายได้เกษตรกรโดยรวมลดลงไม่มาก

ด้าน นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข่าวที่นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นต่อสถานการณ์การลุกลามของวิกฤตหนี้ ของประเทศยุโรป ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังประเทศฮังการี เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ ธปท.กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก จะมีผลต่อการเติบโตของภาคการส่งออกของไทย และมีผลต่อการขยายตัวต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่ในขณะนี้คงยังไม่มีใครบอกผลกระทบที่ชัดเจนได้

ผู้สื่อข่าวรายงาน เพิ่มเติม ว่า ในขณะนี้ ธปท.ยังคงการประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระดับ 4.3-5.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยไตรมาสที่ 2 ของปีนี้คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 5-7% ใกล้เคียงกับตัวเลขที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไตรมาสที่ 2 ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 6% อย่างไรก็ตาม ธปท. ประมาณการว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มปรับลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 และ 4 จากฐานปีที่แล้วที่สูง และแรงส่งจากไตรมาสที่ 2 ที่ลดลง

%d bloggers like this: