นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

All posts tagged นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

“ลาออก”หรือ”ยุบสภา” ถึงเวลา”สมัคร”ต้องตัดสินใจ?

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 9/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

สถานการณ์การชุมนุมขับไล่”รัฐบาลนอมินี่ระบอบทักษิณ” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ท่ามกลางความดื้อดึงแข็งขืนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว จนถึงกับประกาศใช้พรก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน ที่ยิ่งทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง

จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ โดยที่ไม่มีทางออกใดๆ ประเทศชาติก็จะไปสู่จุดหายนะล่มจมได้

ในท่ามกลางแรงกดดันของฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ ภาคสังคม กลุ่มองค์กรนักวิชาการ สถาบันการศึกษาต่างๆที่เหลืออดเหลือทนยิ่งขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะต่อบทบาทในการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองของระบอบรัฐสภาไทยที่ดูเหมือนไม่ อาจเป็นที่พึ่งที่หวังได้เลย จึงทำให้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯต้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขวิกฤติ เพื่อกอบกู้ศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาคืนมา โดยมอบให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นตัวกลางไปเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและพันธมิตรฯเพื่อหาทางออกให้ได้

จนนำมาสู่การหารือร่วมกันล่าสุดของตัวแทน 7 พรรคการเมืองในสภาฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน กับฝ่ายวุฒิสภา เพื่อเสนอทางออกผ่านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ไปเสนอต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้ตัดสินใจ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ข้อเสนอที่ให้ไป รวมถึงการให้”ลาออก”หรือไม่ก็”ยุบสภา”เสีย

นี่จะเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วง พอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีผู้ได้ชื่อว่า “ดื้อสุดขีด”ผู้นี้ จะสยบยอมหรือไม่ เช่นไร นับเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาด้วยใจระทึก และหากยังดื้อด้านที่จะใช้แนวทางที่ 3 ตามที่เคยประกาศหลายครั้ง คือ ไม่ยุบ-ไม่ลาออก แต่จะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยข้ออ้างเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยแล้วไซร้ ในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจะก่อกระแสกดดันอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่รู้สึกรู้สมต่อกระแสสังคม ยังยืนยันที่จะ”กระเตง”กันไปแบบนี้ ทำให้ชาติบ้านเมืองยิ่งเสียหายล่มจมมากขึ้น ก็น่าเป็นห่วงยิ่งว่า สถานการณ์อาจจะก้าวไปซ้ำรอยเหตุการณ์”พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี 2535 ที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆในเวลานี้ ได้ร่วมกันยืนกรานไม่ฟังเสียงต่อต้านของประชาชน จนนำไปสู่เหตุจลาจล”นองเลือด”ในที่สุด กลายเป็น”ตราบาป”ที่ทุกวันนี้ ก็ยังล้างคราบคาวกันไม่หมด

แล้วหนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังจะทำความผิดพลาด ก้าวซ้ำรอยเดิมอีก?

หรือจะต้องให้คนรุ่นหลังจารึกประวัติศาสตร์อันอัปยศไปชั่วลูกหลาน
นายชัย ชิดชอบ
ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“รัฐสภาในฐานะตัวแทนของประชาชนได้ปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน สรุปได้ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถึงข้อห่วงใยและข้อมูลต่างๆที่ได้มีการพูดคุยกัน เมื่อได้คำตอบอย่างไร ให้มาแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ

โดยส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจว่า ประธานวุฒิสภาจะเป็นคนกลางที่ประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ แต่การจะให้ทุกอย่างจบภายในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันหมักหมมพอสมควร

ถามเหตุใดจึงต้องให้เลขาฯพรรคพลังประชาชนไปแจ้งนายกฯด้วย

นายชัย-ก็ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯว่าจะตัดสินใจอย่างไร เราให้ไปเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและเรื่องที่จะต้องแก้ไข

ถาม-มีข้อเสนอให้นายกฯยุบสภาหรือลาออกใช่หรือไม่

นายชัย-ก็แล้วแต่เลขาธิการพรรคพลังประชาชนจะไปปรึกษากับนายกฯเอง เพราะคิดว่า ถึงนายกฯลาออกปัญหาก็คงไม่จบ และการทำประชามติก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศเป็นเรื่องใหญ่ หากทุกฝ่ายยังประจันหน้ากันอยู่ เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ทรุดลงทุกวัน ต่างประเทศก็ไม่เชื่อมั่น

ถาม-มีข้อเสนออะไรไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่

นายชัย-ไม่กล้าบังอาจ

ถาม-มีข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่

นายชัย-ได้สอบถาม 6 พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เขาก็ร่วมมือ ผนึกกันแน่น ไม่มีพรรคใดถอนตัว ขณะนี้เราขอร้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว

ถาม-การประชุมร่วมฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าล้มเหลวหรือไม่

นายชัย-ไม่ล้มเหลว บรรยากาศของบ้านเมืองจะเริ่มดีขึ้นเพราะลูกเห็บตกแล้ว และทันทีที่ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าวก็ควรจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว”
ประสพสุข บุญเดช
ประธานวุฒิสภา

“ผมได้ตั้งคณะทำงานประสานขึ้นมาจำนวน 8 คน ประกอบด้วยส.ว. 7 คน และนางสุวิมล ภูมิสิงหราช เวลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการคณะทำงาน จากนั้นได้เข้าเจรจากับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดยมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ คณะทำงาน เป็นผู้ประสาน

โดยจากการหารือพล.อ.อนุพงษ์ ได้แสดงความห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้หันหน้าเข้าหากัน ถอยคนละก้าว ขณะเดียวกันพล.อ.อนุพงษ์ ได้สนับสนุนให้ฝ่ายรัฐสภาช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศชาติ โดยทางทหารยืนยันจะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และจะไม่มีการทำปฏิวัติรัฐประหารอยางเด็ดขาด เพราะเห็นว่า วิธีการของรัฐสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ผมยังได้ประสานไปยังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ยังไม่มีการพบปะเจรจากัน เพราะจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย ซึ่งผมเข้าใจว่า จะต้องให้เวลา โดยยืนยันว่า ผมยังรออยู่และจะเปิดประตูที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาต่อไป

จากที่คณะทำงานได้นำข้อมูลข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆมาสนทนาอภิปรายร่วมกันถึง แนวทางการแก้ปัญหา แนวทางที่น่าจะเป็นทางออกในขณะนี้คือ ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ และเสียสละเพื่อประเทศชาติ และถอยกันคนละก้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ คือ

1.นายกฯควรประกาศลาออกเพื่อเปิดให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ และรัฐบาลใหม่ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้นก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกฯควรประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ 2.พันธมิตรต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใตกฎหมายและยุติการชุมนุม และ 3. สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกฯเสนอนั้น คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าปฏิบัติในตอนนี้”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ท่านประธานวุฒิสภาได้รายงานสิ่งที่ได้ไปทำมา ซึ่งยอมรับกันว่า ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่อยากจะเห็น เพราะยังมีความยากลำบากที่จะนำ 2 ฝ่ายมาเจรจากัน ส่วนการหารือดังกล่าวก็มีความเห็นที่หลากหลายและมองสถานการณ์ในหลายแง่มุม แต่ในส่วนของผมไม่ได้มีการเสนออะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจากหลายแง่มุม แต่ในที่สุดการดำเนินการโดยระบบรัฐสภาต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภาผู้ แทนราษฎร ซึ่งก็คือพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค โดยพรรคเหล่านี้ได้รับความเห็นต่างๆในวันนี้ไปแจ้งกับฝ่ายรัฐบาล

ถาม-จากการหารือ คาดหวังหรือไม่ว่า สถานการณ์จะคลี่คลายหรือคงอยู่อย่างนี้ต่อไป

นายอภิสิทธิ-ผมยังเป็นห่วงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าฝ่ายค้านและวุฒิสภาเป็นตัวประกอบ เพราะเราทำตามหน้าที่ และรัฐบาลก็เรียกร้องให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ

ผมรู้สึกหนักใจและเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไร เพราะยังมองไม่เห็นว่ามีวิธีใดจะเป็นหลักประกันได้ และเห็นได้ชัดว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การทำให้แต่ละฝ่ายพยายามเข้าใจอีกฝ่าย ยังมีน้อยมาก คือ ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ในกลุ่มผู้นำเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนด้วย ผมคิดว่าถ้าสามารถทำให้สังคมสมานฉันท์ได้ ต้องเริ่มต้นจากการพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก”
นายมั่น พัธโนทัย
รองนายกฯและรมว.ไอซีที
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“ที่ประชุมได้มอบหมายนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกฯและรัฐบาลลดอุณหภูมิลงบ้าง และขอให้ฟังทุกฝ่ายบ้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้น ในเมื่อต่างคนต่างแข็งกร้าว จึงเห็นว่า ควรให้นพ.สุรพงษ์คุยกับนายกฯเพื่อหาทางอะลุ่มอะลวยกัน ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่นพ.สุรพงษ์ไปคุยกับนายสมัครแล้วก็จะมีการประชุม อีกรอบเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบผลการเจรจาว่าเป็นไปในทิศทางไหน”
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“เราควรยึดหลักการในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ หากนายกฯไม่ตัดสินใจแก้ไข ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นมาแก้ไข หรือไม่ก็ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็อยู่ที่อำนาจของนายกฯว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นการพูดในหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือนายกฯแคนาดาก็ลาออกเพื่อแสดงสปิริตกันทั้งนั้น”
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกฯและรมว.คลัง
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้ผมไปพูดคุยกับท่านนายกฯ ซึ่งข้อเสนอนั้นมีหลากหลาย การพูดคุยวันนี้ ผมไม่รู้สึกหนักใจที่จะไปพูดคุยกับนายกฯและการหารือวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไปด้วย

ถาม-พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนขั้วใช่หรือไม่

นพ.สุรพงษ์-ก็ไม่ได้พูดคุยกัน เราคุยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ถาม-ประธานวุฒิสภาเสนอให้มีการยุบสภา

นพ.สุรพงษ์-อันนี้เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งยังไม่มีการลงมติ วันนี้เป็นเพียงการระดมความเห็น

ถาม-จะมีการพูดคุยกับพันธมิตรฯหรือไม่

นพ.สุรพงษ์-พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นการเจรจากับกลุ่มใดๆทั้งสิ้น

“หมอเลี้ยบ”โชว์บัญญัติ 7 ประการ ดื้อ-ยื้อ-ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 29/7/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:ทันที่ทีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ที่มี นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 6 ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะรวม 9 คน รับฟ้องคดีหวยบนดิน ซึ่งมีอดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คณะรัฐมนตรีและข้าราชการรวม 47 คน เป็นจำเลย โดยหนึ่งในนั้นมี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง คนปัจจุบันรวมอยู่ด้วย ขณะที่นพ.สุรพงษ์ แถลงยืนยันไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องคดีหวยบนดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และขณะนั้นก็ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอซีที ซึ่งในกระบวนการยื่นฟ้องและการรับฟ้องนั้นนี้มีข้อสังเกต 7 ประการคือ

ประการที่ 1 ในวันที่ 28 ก.ค. 2551 ศาลฎีกาเป็นเพียงรับฟ้องคดีเท่านั้น ยังมีขั้นตอนที่ต้องไต่สวนเพื่อที่จะได้พิสูจน์ ก่อนที่จะมีคำพิพากษาต่อไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ถูกฟ้องทั้งหมด โดยกระบวนการพิจารณาตามระบบยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังไม่ได้มีการพิพากษาเป็นผู้กระทำผิด และต้องมีการลงโทษ

ประการที่ 2 เมื่อศาลมีการรับฟ้อง ก็มีการตั้งประเด็นว่าผู้ที่ถูกฟ้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยตำแหน่งทางการเมืองมีตั้งแต่การเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประเด็นนี้มีการพูดมาตลอดว่าหากรัฐมนตรี 3 ท่าน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในรับบาลชุดนี้ หากศาลรับฟ้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจต้องตีความว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง อาจจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ด้วยหรือไม่ ไม่ใช่เพียงตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น กล่าวคือผู้ถูกฟ้อง ถูกฟ้องในตำแหน่งหน้าที่เดิม จึงไม่ชัดเจนว่าต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่หรือไม่ หากหยุดหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ อาจถูกร้องได้ว่าละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

ประการที่ 3 มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ท่านหนึ่งคือ นายวิชา มหาคุณ ได้ยกประเด็นของมาตรา 55 ของกฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ซึ่งระบุว่า หากกรรมการป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไปไม่ได้ จนกว่า สว.จะมีมติ หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาแล้วแต่กรณี จะเน้นว่ามาตรา 55 เมื่อป.ป.ช.มีมติ ผู้ถูกกล่าวหาจะทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้ ก็เลยเกิดการตีความว่า ผู้ถูกกล่าวหานี้ในกรณีนี้คือผู้ที่ดำรงตำแหน่งในขณะที่ถูกกล่าวหาต้องหยุด ปฏิบัติหน้าที่ หรือถ้าหากดำรงตำแหน่งใดก็ตามต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด

ประการที่ 4 กรรมการป.ป.ช.อีกท่านหนึ่งคือ นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล ได้เขียนบทความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 8 เม.ย. 2551 หัวข้อชื่อว่า “มาตรา 55 ในมุมมองของข้าพเจ้า” ซึ่งท่านได้พูดถึงว่าหากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะเห็นได้ว่าในมาตรา 275 ซึ่งให้นำมาตรา 272 วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม บัญญัติว่า หากคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติมากกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการที่มีอยู่ ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ จนกว่าสว.จะมีมติ หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา ซึ่งท่านสมลักษณ์ได้สรุปว่า มาตรา 275 และ272 วรรคสี่ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้ถ้อยคำต่างกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 55 กล่าวคือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 และ272 วรรคสี่ ใช้คำว่าผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหา ซึ่งแตกต่างจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้คำว่า ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อวิเคราะห์ถ้อยคำที่ใช้แตกต่างกันแล้ว ผู้เขียนเห็นมาตามรัฐธรรมนูญมาตรากร 275 และ272 วรรคสี่ เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าต้องเป็นหน้าที่ตามข้อกล่าวหา ขณะถูกกล่าวหา ไม่ใช่หน้าที่ขณะที่ป.ป.ช.มีมติ

นอกจากนี้ ยังได้เขียนไว้ว่าแม้แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีบทบัญญัติไว้ มาตรา 309 และ305 วรรคสี่ โดยใช้คำว่าผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหา เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เนื่องจากพ.ร.บ. ป.ป.ช. มีฐานะเป็นเพียงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงน่าถือตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักและเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ฉะนั้น เมื่อป.ป.ช.หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (ค.ต.ส.) ได้แจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหายังมีขั้นตอนทางกฎหมายอีกมาก จึงไม่ได้มีบทบัญญัติให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดการปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับแจ้ง ข้อกล่าวหา

ประการที่ 5 หากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในขณะนี้ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกตัวอย่างกรณี หากมีท่านที่ถูกฟ้องในคดีหวยบนดินท่านใดท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีได้ คำถามอยู่ว่า ผู้ถูกฟ้องในคดีนี้สามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เมื่อไปดูในมาตรา 174 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ชัดเจนว่าไม่มีข้อห้ามใดๆ ที่จะทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีได้ แม้แต่ผู้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแต่ถูกฟ้องหวยบนดิน

ประการที่ 6 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรี หมายความถึงสว.และส.ส.ด้วย เช่นเดียวกันในกรณีนี้ก็ไม่มีใครพูดถึงเลยว่าผมดำรงตำแหน่งส.ส.ต้องหยุด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ ก็เห็นแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย เพราะฉะนั้นตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนี้ จึงไม่ใช่เป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ถูกกล่าวถึงไว้ในรัฐธรรมนูญ

และประการที่ 7 คือ รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านคือ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม จะหารือกันเพื่อทำให้เกิดบรรทัดฐานในการปฏิบัติในกรณีนี้ต่อไปในอนาคต ทั้ง 3 คน จะขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาเรื่องของแนวทางปฏิบัติต่อกรณีนี้ เพื่อที่จะได้ถือปฏิบัติต่อไป

อาจจะมีผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ซึ่งสามารถทำได้ ไม่ได้ปิดกั้น แต่รัฐมนตรี 3 ท่าน จะดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน

การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งในส่วนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ จะเสนอให้ครม.อนุมัติ และจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศตามที่กำหนดไว้ เช่น วันที่ 30 ก.ค.นี้ จะเดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อดูกิจการรถไฟของประเทศอินเดีย ซึ่งยืนยันเรื่องที่เป็นอำนาจรัฐมนตรีคลังเช่น การอนุมัติขยายเพดานการถือหุ้นของต่างชาติเกิน 49% ในธนาคารไทยธนาคาร ก็ต้องดำเนินการต่อไป แต่ต้องมีการปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าในฐานะรัฐมนตรีคลัง จะสามารถตัดสินใจอะไรได้บ้าง และจะมีผลไปโมฆะในอนาคตหรือไม่ ซึ่งจะส่งตีความในวันนี้ (29ก.ค.) ส่วนจะได้ข้อสรุปเมื่อใดนั้น ไม่สามารถบอกได้

นอกจากนี้ จะปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกา การที่เป็นรัฐมนตรีคลัง ดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะกระทบต่อการพิจารณาคดีหวยบนดินหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักงานสลากฯยังคงเดินหน้าการขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ด้วยเครื่องอัตโมัติ (หวยออนไลน์) ต่อไป เนื่องจากดำเนินการตามพ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 โดยยืนยันว่าจะขายได้ในงวดวันที่ 1 หรือ 16 กันยายน เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบการเปลี่ยนแปลง

ศาลรับฟ้องคดีหวยบนดิน
เปิดทางปปช.เป็นโจทก์แทนคตส.

ศาลพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาล ตาม มาตรา 9 (1) (2) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมือง พ.ศ.2542 และคำฟ้องถูกต้องตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 8 จึงมีคำสั่งรับฟ้องและอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องได้ ในส่วนที่โจทก์ ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเพิ่มเติม ลงวันที่ 18 มี.ค. 2551 ส่วนคำร้องขอร่วมเป็นโจทก์กับ คตส. ของนายเทพนม ศิริวิทยารักษ์ ประธานเครือข่ายประชาชน ภาคอีสานพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2551 นั้น องค์คณะฯพิจารณาแล้วเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 23 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง พ.ศ.2542 ไม่ได้ให้อำนาจผู้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ ให้ยกคำร้อง

ส่วนที่ จำเลยที่ 31-47 จำเลยที่ 9 -10 และ 13 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 13 เม.ย. , 9 ก.ค. และ 21 ก.ค. 2551 ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจ คตส.ในการดำเนินคดีนี้ องค์คณะฯ เห็นสมควรที่จะมีคำวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา

ส่วนคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมแทน คตส. และขอแก้ไขคำร้องเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ลงวันที่ 25 ก.ค. 2551 องค์คณะพิจารณาแล้วเห็นว่า คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 โดย คตส.ใช้อำนาจ ป.ป.ช. ได้ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เพื่อตรวจสอบการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดเสียหายแก่รัฐ ข้อ 5 และข้อ 9 บัญญัติที่ไว้ว่า มติ คตส. ที่ดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งในการมีมติดังกล่าวเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.พ.ศ.2542 ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมีอำนาจมาเป็นโจทก์แทน คตส. ซึ่งจะสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 30 มิ.ย. 2551 ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 พ.ศ.2550 จึงอนุญาตให้ ป.ป.ช.เข้าเป็นโจทก์แทน คตส.ได้ ส่วนที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องครั้งที่ 2 องค์คณะฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย จึงอนุญาตให้ ป.ป.ช. แก้ไขได้ โดยให้ ป.ป.ช. ส่งสำเนาคำฟ้องทั้ง 2 ฉบับให้จำเลยทุกคน

ให้โจทก์คัดสำเนาทะเบียนบ้านจำเลยทั้ง 47 คน ส่งต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ ให้ส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง สำเนาแก้ไขคำฟ้องครั้งที่ 1 และ 2 และสำเนาเป็นคู่ความแทน คตส.ให้จำเลย โดยจำเลยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ทนายโจทก์นำเจ้าพนักงานศาลนำส่งภายใน 15 วัน ส่วนจำเลยที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดให้ศาลที่มีอำนาจในเขตจังหวัดนั้นส่ง หมายเรียก สำเนาคำฟ้อง สำเนาแก้ไขคำฟ้องครั้งที่ 1 และ 2 และสำเนาเป็นคู่ความแทน คตส. ให้จำเลย หากไม่ปรากฏจำเลยมีภูมิลำเนาแห่งอื่นที่ปรากฏในคำฟ้อง ให้ปิดหมาย และนัดพิจารณาคดีครั้งแรก 26 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น.

%d bloggers like this: