ธุรกิจ

All posts tagged ธุรกิจ

ธุรกิจปั๊มแก๊สผุดเป็นดอกเห็ด

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127812.

Pic_127812

โดยปีที่ผ่านมามีทั้งสิ้น 665 แห่ง แยกเป็นต่างจังหวัด 469 แห่ง และ กทม. 196 แห่ง ขณะที่มีเอกชนขอยื่นเป็นผู้ค้าแอลพีจีมาตรา 7 เพิ่มเป็น 13 ราย จากปีที่ผ่านมามีผู้ค้าเพียง 6 รายเท่านั้น….

นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปั๊มแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ทั่วประเทศมีทั้งสิ้นประมาณ 865 แห่ง แบ่งเป็นต่างจังหวัด 657 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ 208 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 200 แห่ง โดยปีที่ผ่านมามีทั้งสิ้น 665 แห่ง แยกเป็นต่างจังหวัด 469 แห่ง และ กทม. 196 แห่ง ขณะที่มีเอกชนขอยื่นเป็นผู้ค้าแอลพีจีมาตรา 7 เพิ่มเป็น 13 ราย จากปีที่ผ่านมามีผู้ค้าเพียง 6 รายเท่านั้น โดยรายล่าสุดคือบริษัทยูไนเต็ดแก๊ส ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

“ปั๊มแอลพีจีลงทุนเฉลี่ยแค่ 5 ล้านบาทต่อแห่ง ถือว่าต่ำกว่าน้ำมันมาก และสำคัญคือหากจำหน่ายเฉพาะครัวเรือนการใช้น้อย แต่ขายในรถจะได้ปริมาณที่มาก ก็เป็นโอกาสทำกำไร จึงกลายเป็นมาแย่งตลาดกันเอง จะเห็นว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ก็คงจะต้องขอเตือนผู้ที่จะขยายปั๊มแอลพีจีต้องคิดให้ดี”

สำหรับการนำเข้าแอลพีจี 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.53) อยู่ที่ 1.29 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยเดือน ต.ค.53 มีการนำเข้า 1.48 แสนตัน คาดว่าเดือน พ.ย.จะนำเข้าอีก 1.3 แสนตันเนื่องจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของ บมจ.ปตท.ยังอยู่ระหว่างการทดสอบการผลิต และคาดว่าจะเดินเครื่องผลิตได้ 100% ในเดือน ธ.ค. และจะส่งผลให้นำเข้าลดเหลือประมาณ 8.8 หมื่นตัน

อย่างไรก็ตาม ปี 2554 คาดว่าในไตรมาสแรกการนำเข้าจะยังเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8.8 หมื่นตัน แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือไตรมาส 2 จะมีโรงงานปิโตรเคมีเกิดใหม่ 1 แห่งในไทย ซึ่งจะทำให้ความต้องการแอลพีจีเพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นตัน ซึ่งจะส่งผลให้การนำเข้าขยับเป็น 1.2 แสนตันต่อเดือนอีกครั้ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

3บิ๊กโทรคมนาคมงัดกำไรโชว์ไตรมาส3/54

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

11 พฤศจิกายน 2553, 16:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126219.

Pic_126219

กลุ่มสามารถฯ ซีเอส ล็อกซอินโฟ และไทยคมโชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 เป็นบวก กลุ่มสามารถฯ ฟุ้งปี 54 รุกธุรกิจสื่อสาร เน้นบริการคอนเทนท์-เอ็มวีเอ็นโอ ต่อยอด 3จี ด้านซีเอส ล็อกซอินโฟ มีรายได้รวม 2,009 ล้านบาท ขณะที่ไทยคมกวาด 5,048 ล้านบาท จากการขายและการให้บริการ…

วันที่ 11 พ.ย. นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2553 มีรายได้รวม 3,755 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน คิดเป็นกำไรสุทธิอยู่ที่ 193 ล้านบาท ทั้งนี้ ในระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้รวมทั้งสิ้น 12,620 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 485 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% และสูงกว่ากำไรปี 2552 ที่ผ่านมาทั้งปี โดยคาดการณ์ว่ารายได้การดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 จะไปในทิศทางที่ดีเนื่องจากบริษัทยังมีโครงการใหญ่ที่อยู่ระหว่างการลงทุนกับทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและบ้านเมืองที่ดีขึ้น ทำให้ธุรกิจในส่วนของ ไอซีที โซลูชั่น ที่ปัจจุบันมีการเซ็นสัญญาโครงการใหญ่ๆ รวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,026 ล้าน บาท ลดลงจากช่วงปีก่อนเนื่องจากการล่าช้าของการเซ็นสัญญา นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี ซึ่งสามารถเทลคอม จะเข้าร่วมการประมูลโครงการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมอีกกว่า 4,000 ล้านบาท อีกทั้ง ในช่วงต้นปี 2554 บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะร่วมขยายโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

สำหรับการเช่าใช้โครงข่ายเอ็มวีเอ็นโอ เพื่อให้บริการ 3จี ของ ทีโอที ขณะนี้ สามารถฯ มีลูกค้าอยู่ที่ 1.1 แสนเลขหมาย มีรายได้เฉลี่ย 100 บาท/เลขหมาย ทั้งนี้ คาดว่าสิ้นปี 2553 จะมีลูกค้าอยู่ที่ 1.3-1.5 แสนเลขหมาย อย่างไรก็ตาม หากปีหน้า ทีโอที มีการลงทุน 3จี ทั่วประเทศ บริษัทจะใช้งบในการลงทุนจัดทำระบบบิลลิ่งเอ็มวีเอ็นโอเองเพื่อทำโปรโมชั่นพิเศษของบริษัทเอง ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 สามารถฯ จะออกซิมพิเศษ สำหรับไอ-โน้ต และไอแพด ที่สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ไม่จำกัด ซึ่งไฮไลท์เด่นของสามารถจะเน้นการทำธุรกิจเอ็มวีเอ็นโอ และคอนเทนต์เป็นธุรกิจหลัก

นายอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท มีผลกำไรสุทธิในงบการเงินไตรมาส 3/2553 อยู่ที่ 73 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรรวมเท่ากับ 256 ล้านบาท สำหรับผลประการการดำเนินงาน มีรายได้ทั้งสิ้นรวม 2,009 ล้านบาท โดยมาจากการดำเนินกิจการธุรกิจอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 1,155 ล้านบาท มีการเติบโต 5% ที่มาจากในส่วนของภาคเอกชนที่มีผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ธุรกิจสมุดหน้าเหลือง 418 ล้านบาท ลดลง 3% เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนจากการใช้กระดาษเป็นการดาวโหลดข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตมายังโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ธุรกิจโมบายคอนเทนท์ 293 ล้านบาท และธุรกิจโฆษณาย่อยอีก 143 ล้านบาท

ขณะที่ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) แถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ของปี 2553 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 9 เดือนทั้งสิ้น 5,048 ล้านบาท ทั้งนี้ แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจดาวเทียม 3,421 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์ 1,140 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตและสื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 487 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไอทีออนไลน์
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 16:30 น.

ธปท.คาดแนวโน้มสินเชื่อภาคธุรกิจ ใหญ่-เล็กปีนี้โตพุ่ง

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189842.

Pic_189842

ธปท.คาดแนวโน้มสินเชื่อภาคธุรกิจทั้งใหญ่ และเล็กปีนี้กระฉูด ระบุยังไม่เกิดการรีไฟแนนซ์สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไปธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จนสร้างปัญหา คาดครึ่งปีหลังยังเห็นปรากฎการณ์แข่งขันเงินฝากของแบงก์อยู่ ซึ่งจะปรับขึ้นล้อตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าประเภทสินเชื่อของของระบบธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี น่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจ ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เพราะมองว่า สินเชื่อน่าขยายตัวไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดี และน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องตามศักยภาพ และความมั่นใจของนักธุรกิจที่ปรับดีขึ้นด้วย

“คาดว่าปีนี้สินเชื่อที่น่าจะโตได้ดีที่สุดน่าจะเป็นสินเชื่อในภาคธุรกิจ ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ และขนาดเล็กอย่างเอสเอ็มอี เป็นไปตามแนวโน้มการขยายตัวที่ดีของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้น” นายเกริก  กล่าว

นายเกริก กล่าวต่อว่า การออกโปรโมชันการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% ในระยะเวลานาน สวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะดำเนินการสนองนโยบายการเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงนี้ มองว่า ยังไม่ส่งผลกระทบให้เกิดการรีไฟแนนซ์สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไปยังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมากมายจนสร้างปัญหาผลกระทบในการแข่งขันทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังต้องติดตามสถานการณ์การขยายตัวของสินเชื่อในระบบต่อไป นอกจากนี้ มองว่าปรากฎการณ์การแข่งขันด้านเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในครึ่งหลังของปีนี้ เชื่อว่ายังคงมีอยู่ ซึ่งจะปรับขึ้นล้อไปตามนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.

ทั้งนี้ ธปท.รายงานยอดคงค้างสุทธิของสินเชื่อทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ ณ เดือนพฤษภาคมปีนี้มีจำนวน 7.50 ล้านล้านบาท ซึ่งสินเชื่อในจำนวนนี้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ( Net NPL) เพียง 1.55 แสนล้านบาท หรือประมาณ 1.63% ของสินเชื่อรวมเท่านั้น ส่วนเงินฝากทั้งระบบมีจำนวน 7.54 แสนล้านบาท โดยแนวโน้มสินเชื่อทุกประเภทยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อในภาคธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อเพื่อการบริโภค เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

“บิ๊กซี”เปิดตัว “จัมโบ้” ชน “แม็คโคร”

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189618.

Pic_189618

“บิ๊กซี” พร้อมรุกธุรกิจขายส่ง เปิดตัว “จัมโบ้” ชน “แม็คโคร”

นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเปิดตัว “บิ๊กซี จัมโบ้” ซึ่งเป็นค้าปลีกรูปแบบใหม่ลักษณะเดียวกับห้างแมคโคร เน้นขายสินค้าแบบขายส่งเป็นหลัก โดยได้เริ่มทดลองเปิดให้บริการสาขาแรกที่สำโรง คาดพร้อมเปิดตัวภายในปลายปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาร้านในรูปแบบต่างๆอีกหลายรูปแบบด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสาขาในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตเปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ 105 สาขา ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นสาขาที่ปรับปรุงจากห้างคาร์ฟูร์ 41 สาขา โดยใน 41 สาขา บริษัทได้ปรับเป็น “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า” 15 สาขา ส่วนที่เหลืออีก 26 สาขา ปรับเป็น “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” นอกจากนี้ยังมีสาขาในรูปแบบบิ๊กซี มาร์เก็ต 10 สาขา มินิ บิ๊กซี 25 สาขา และร้านเพียว ซึ่งเป็นร้านขายยา เปิดให้บริการในห้างบิ๊กซีอีก 38 สาขา
“แผนการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดสาขาใหม่อีก 6 สาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หลังจากครึ่งปีแรกไม่ได้มีการขยายสาขาอย่างจริงจัง”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ค้าปลีกสร้างรายได้อันดับ 2 ของไทย

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189338.

Pic_189338

ค้าปลีกสร้างรายได้อันดับ 2 ของไทย ซ้ำแนวโน้มมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง

นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกปีที่ผ่านมาเติบโต 4% หรือมีมูลค่า 1,300,000 ล้านบาท คิดเป็น 13.1% ของ GDP ประเทศ เป็นอันดับ 2 ของธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย รองจากภาคการผลิต ซึ่งในส่วนของสมาชิกสมาคมเอง มีการสร้างรายได้ให้กับประเทศ 647,000 ล้านบาท เติบโต 11% ทั้งนี้ จากแนวโน้มที่ธุรกิจค้าปลีกมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง สมาคมจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยผลักดันธุรกิจค้าปลีก ด้วยการตั้งหน่วยงานกลางเข้ามากำกับดูแล เหมือนกับธุรกิจการท่องเที่ยว ที่มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ดูแล

“อยากให้ภาครัฐผลักดันธุรกิจค้าปลีกเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต จึงควรมีการส่งเสริมให้ธุรกิจค้าปลีกของไทย สามารถแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคเอเชียได้ เนื่องจากปี 2558 จะมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกควรต้องปรับตัว เพื่อแข่งขันกับตัวเอง กับประเทศเพื่อนบ้าน และกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเรื่องการปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าถือเป็นอีกเรื่องที่ภาครัฐควรเข้ามาให้ความสนใจ เนื่องจากปัจจุบันกำแพงภาษีนำเข้าของไทยสูงมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกง ที่เปิดฟรีภาษีนำเข้า”

นางสาวบุษบา กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกสิ้นปี 54 น่าจะเติบโต 7-8% ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการของสมาชิกในสมาคม ครึ่งปีแรกเติบโต 10-15% เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกขยายตัวต่อเนื่อง คิดเป็นพื้นที่กว่า 500,000 ตร.ม. มีเงินสะพัดในธุรกิจค้าปลีกมากถึง 40,000-50,000 ล้านบาท ด้านนายฉัตร-ชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาทนั้น ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกบ้าง แต่หากรัฐประกาศนโยบายดังกล่าวจริง เอกชนก็ต้องปรับตัว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

MCOT รับหารือคลัง ดันบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2554, 20:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188370.

Pic_188370

MCOT รับหารือคลัง ดัน บริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น รวมทั้งบอร์ดยังเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ตั้งบริษัทลูกเพื่อมาบริหารธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ รองรับการเกิด กสทช.

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)(MCOT) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแผนนำบริษัทลูกของ อสมท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมี 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท พาโนรามา และบริษัท ซี้ด MCOT โดยอาจนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการของ อสมท และเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุน ส่วน แนวคิดกระทรวงการคลังที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ในบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นลงนั้นตนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเป็นการ เพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นและจะส่งผลดีต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงการคลัง โดยปัจจุบัน อสมท มีทุนจดทะเบียน 687 ล้านหุ้น โดยกระทรวงการคลังและธนาคารออมสิน ถือหุ้นรวมกว่า 77% หากจะลดสัดส่วนการถือหุ้น ให้บริษัทยังคงอยู่ในสถานะรัฐวิสาหกิจที่หน่วยงานรัฐถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะลดสัดส่วนโดยขายหุ้นออกได้ 200-300 ล้านหุ้น แต่การตัดสินใจคงขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ที่จะพิจารณาเรื่องนี้เพราะเป็นการ ตัดสินใจเชิงนโยบาย

นายสุรพล กล่าวต่อว่า คณะกรรมการ อสมท. ได้หารือถึงแผนยุทธศาสตร์การบริหารงาน โดยเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อมาบริหารธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ รวมไปถึงธุรกิจวิศวกรรมที่ อสมท.ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำสื่อดิจิตอลในอนาคต ซึ่งการเตรียมแผนกลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อรองรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) โดย อสมท จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้กำกับดูแล มีรายได้จากค่าสัญญาสัมปทานจากคู่สัญญา ทั้ง BEC และ TRUE

“ภายในปีนี้ จะจัดตั้งบริษัทลูกให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปดูแลเกี่ยวกับธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ เป็นหลัก ตามนโยบายของ กสทช. ซึ่ง อสมท เตรียมความพร้อมหาก กสทช.เกิดขึ้น จะขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจได้ทันที และการแยกตั้งบริษัทลูกจะไม่กระทบต่อโครงสร้างรายได้ของ อสมท เพราะบริษัท แม่จะถือหุ้นในบริษัทลูกเกินกว่า 50% สามารถรับรู้รายได้จากลูกได้โดยตรง” ประธานกรรมการ อสมท. กล่าว

นายสุรพล กล่าวด้วยว่า  การทำข้อตกลง กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BEC เพื่อขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 10 ปี โดยจะหมดสัญญาในปี 2563 พร้อมรับเงิน 405 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลประโยชน์ตอบแทน นอกเหนือสัญญา หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้อนุมัติความเห็นจากข้อเสนอของบริษัทฯแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นข้อยุติสำหรับผลประโยชน์ ตอบแทน ทั้งนี้ อายุสัญญาสัมปทานกับ BEC ได้สิ้นสุดเมื่อ มี.ค.2553 โดยวงเงินค่าสัญญาสัมปทานมีการพิจารณาแล้วว่าสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และรายได้ที่ BEC สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ บริษัท จะรับรู้รายได้จากค่าสัญญาสัมปทานจาก BEC วงเงิน 405 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะบันทึกเพิ่มเติมเป็นรายได้พิเศษ ของงวดไตรมาส3นี้

ด้านนายประสาร มาลีนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ เปิดเผยว่า บริษัท จะบันทึกรายจ่ายจากค่าสัญญาสัมปทานกับ MCOT ในช่วงไตรมาส 3 เช่นเดียวกัน ซึ่งจะไม่กระทบต่อภาพรวมโครงสร้างรายได้บริษัทมากนัก เพราะได้มีการคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วว่าบริษัท จะต้องจ่ายค่า สัญญาสัมปทานในส่วนดังกล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กรกฎาคม 2554, 20:50 น.

ผู้ถือหุ้นใหญ่’เสริมสุข’คุยลงตัว ดัน SSC พุ่งปรี๊ด 58 บาท

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 21:07 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188129.

Pic_188129

เป๊ปซี่โคฯ-SSN จรดปากกาเซ็นเงื่อนไข เสนอซื้อขายหุ้นเสริมสุข โดย เป๊ปซี่โคฯ เป็นฝ่ายเสนอราคาหุ้นให้SSN เป็นฝ่ายตัดสินจะซื้อหรือขายหุ้นSSC ขณะที่ราคาหุ้นSSC ร้อนแรงปรับเพิ่ม 9.75 บาท ก่อนปิดตลาดลดลงมาปิดบวก 7 บาท อยู่ที่ 55.25 บาท

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายสมชาย บุลสุข ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)(SSC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าคณะกรรมการได้เรียกประชุม นัดพิเศษ หลังได้รับแจ้งจากบริษัท เอสเอเนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด ( SSN ) และกลุ่มเป๊ปซี่ โคฯว่า ทั้ง2 ฝ่าย ได้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นSSC ลงวันที่ 20 ก.ค.54 โดยมี เงื่อนไขว่ากลุ่มเป๊ปซี่โคฯ มีหน้าที่เสนอราคาหุ้นให้เอสเอสเนชั่นแนลฯ พิจารณา และเอสเอสเนชั่นแนลฯ จะเป็นฝ่ายเลือกว่าจะเป็นผู้ขายหุ้นหรือจะซื้อหุ้น นอกจาก นี้เอสเอสเนชั่นแนลฯ อาจจะจัดให้ผู้ลงทุนฝ่ายเอสเอสเนชั่นแนลฯหรือผู้ ลงทุนรายอื่น เข้าซื้อหุ้นที่เป๊ปซี่โคฯถือหุ้น SSC อยู่ทั้งหมดในราคาหุ้นที่เป๊ปซี่โคฯเสนอก็ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาสาระสำคัญในเรื่องนี้แล้วเห็นว่า หากข้อตกลงจะซื้อจะขายหุ้นระหว่างเอสเอสเนชั่นแนลฯและเป๊ปซี่โคฯ สามารถบรรลุผลก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และผู้ถือหุ้นโดยรวม เนื่องจาก จะมีความชัดเจนในทิศทางการดำเนินกิจการของบริษัท รวมทั้งจะทำให้ข้อขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปในทาง ที่ดีขึ้น รวมทั้งอนุมัติให้บริษัทแก้ไขสัญญาทางธุรกิจที่ทำกับกลุ่ม เป๊ปซี่โคฯ หากกลุ่มเป๊ปซี่โคฯเป็นผู้ซื้อ หุ้นSSC จากเอสเอสเนชั่นแนลฯด้วย เช่น ให้บริษัทฯและเป๊ปซี่โคฯทำสัญญาธุรกิจฉบับใหม่ มีอายุ 7 ปี และต่อสัญญา ได้อัตโนมัติอีก 5 ปี กำหนดค่าหัวน้ำเชื้อ ลดลง8.61% ก่อนหักส่วนลด (หรือ 8.80% หลังจากหักส่วนลด) จากราคาภายใต้สัญญาปัจจุบัน นอกจากนี้จะมีการทำคำเสนอซื้อหุ้น SSC ทั้งหมดโดยสมัครใจ เมื่อคู่สัญญาได้ตกลง กันแล้วว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ซื้อหุ้นหรือผู้ขายหุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าราคาหุ้น SSC ทะยานขึ้นร้อนแรงหลังในการซื้อขายภาคบ่ายวันที่ 21 ก.ค.หลังบริษัท ขอให้พักการซื้อขายหุ้น 1ชั่วโมงในช่วงเช้าก่อนที่จะเปิดเผยการทำสัญญาซื้อ ขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ดังกล่าว โดยราคาหุ้นมาปิดที่ 55.25 บาท บวก 7บาท โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 58บาท บวก 9.75บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 21:07 น.

หุ้นDTAC ทะยานหลังพาณิชย์ไม่กล่าวโทษเป็นต่างด้าว

Published กรกฎาคม 20, 2011 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2554, 15:01 น.

หุ้นDTAC ทะยานหลังพาณิชย์ไม่กล่าวโทษเป็นต่างด้าว.

Pic_187807

ราคาหุ้นDTAC ทะยานหลังกระทรวงพาณิชย์ไม่กล่าวโทษเป็นต่างด้าว แค่ส่งเรื่องให้ตำรวจ สืบสวนต่อ คาดเรื่องนี้ต้องใช้เวลาอีกยาวขณะที่โบรกฯเชียร์ถือรับปันผล แจ่มแม้ราคาสูงแล้ว

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) ว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรง โดยระหว่างวันทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ 61 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หลังนาย บรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่าคณะกรรมการทำงานเพื่อตรวจสอบกรณีสัญชาติของบริษัท DTAC ได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานตำรวจตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม โดยไม่ได้มีการร้องทุกข์และกล่าวโทษต่อ DTAC หลังจากคณะกรรมการเพื่อ ทำงานตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่มีพยานหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า DTAC เป็นบริษัทต่างชาติ

ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า ข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเคจีไอที่ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าฯ จะไม่ทำตามคำสั่งของนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช. พาณิชย์ เนื่องจากมองว่าน่าจะเป็นการแทรกแซงทางการ เมือง ขั้นตอนต่อไปคือ กรมฯ จะส่งเรื่องของ DTAC ไปให้กับตำรวจสืบสวนในเชิงลึกต่อไปว่า DTAC เป็นต่างชาติหรือไม่ ซึ่งหากตำรวจได้ข้อมูลเพียงพอว่า DTAC ละเมิดกฎหมายไทย ก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ อย่างไรก็ตามเชื่อเรื่องนี้จะใช้เวลานาน หลายปีกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า DTAC ผิดหรือไม่ ผลก็คือกระแสเงินสดและกำไรของ DTAC ในช่วงสั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว ยังคงแนะนำถือสำหรับหุ้นDTAC เพื่อรับเงินปันผล ให้ราคาเป้าหมายที่ 61.50 บาท

ด้าน บล.กิมเอ็ง ระบุว่า ถือเป็นปัจจัยบวกทางจิตวิทยา เพราะไม่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ DTAC ต่อตำรวจ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเลือกใช้วิธีส่งเรื่อง DTAC ให้ตำรวจสอบสวนต่อ หลังตรวจสอบพบว่าผู้ถือหุ้นของ DTAC อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี เป็นสิ่งที่ไม่เกิน ความคาดหมาย โดยกระบวนการนับจากนี้ คือ การสอบสวนของตำรวจ จากนั้นจึงส่งเรื่องต่อให้อัยการพิจารณาว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ ซึ่งคาดว่ากระบวนการต่างๆจะใช้เวลานาน เช่นเดียวกับกรณีของ บจ.กุหลาบแก้ว (มีการส่งเรื่องให้ตำรวจตั้งแต่ปี 2549 แต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ) และแม้ราคาหุ้น DTAC จะเหลือ upside จำกัดเมื่อเทียบกับราคา เป้าหมายที่ 60 บาท แต่เนื่องจากคาดหมายว่า DTAC จะจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 54 ได้ในอัตราสูง ถึง 7.1 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล(dividend yield) ราว 12.2% จึงคงคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรับเงินปันผล

ล่าสุด ราคา หุ้น DTAC ณ เวลา 12.31 น. (ปิดตลาดเช้า) อยู่ที่ 60.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท เปลี่ยนแปลง 3.43%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 กรกฎาคม 2554, 15:01 น.

ปตท.ฝัน10 ปี ติดอันดับบริษัทระดับโลก 1 ใน 100

Published กรกฎาคม 20, 2011 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

ปตท.ฝัน10 ปี ติดอันดับบริษัทระดับโลก 1 ใน 100.

Pic_187795

ปตท.ทุ่มงบลงทุนตามแผนธุรกิจ 5 ปี กว่า 1 ล้านล้านบาท ส่วนแผน 10 ปี งบลงทุนพุ่ง 3 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าภายใน 10 ปี ติดอันดับ 1 ใน 100 ของการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ของโลก…

20 ก.ค. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร เพื่อกำหนดทิศทางแผนธุรกิจ 5 ปี (2555-59) คาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนของปตท.กว่า 30,000 ล้านบาท, บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) กว่า 400,000 ล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มโรงกลั่นกว่า 200,000 ล้านบาท โดย 40% ของเงินลงทุนจะนำไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของ PTTEP เน้นลงทุนธุรกิจก๊าซมากที่สุด เช่น การก่อสร้างท่อก๊าซและคลังจ่าย NGV ระยะที่ 2 เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต นอกจากนี้จะมีการลงทุนธุรกิจถ่านหินในต่างประเทศ อาทิ บรูไน มาดากาสกา ออสเตรเลีย รวมถึงซื้อกิจการร่วมทุนกับปตท.ในการผลิต LNG ลอยน้ำ และการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงแผนการลงทุนของกลุ่มปตท.ในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะต้องใช้เงินลงทุนสูงประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกว่า 50% จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งปตท.ตั้งเป้าเป็นบริษัทติดอันดับ 1 ใน 100 ของการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ของโลก โดยนิตยสารฟอร์จูน จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 128 ซึ่งหากแผนธุรกิจดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ตามแผนทั้งหมด กลุ่มปตท.จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า จากนั้นจะเพิ่มเป็น 6 ล้านล้านบาทตามแผนธุรกิจ 10 ปี โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่การแปลงสภาพเข้าตลาดหลักทรัพย์จนถึงปัจจุบัน ปตท.ส่งรายได้จัดเก็บภาษีและเงินปันผลเข้าคลังแล้วกว่า 400,000 ล้านบาท นับเป็นการสร้างรายได้สูงสุด เมื่อเทียบกับบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ทั่วโลก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

ทีดีอาร์ไอ วอนรัฐบาลใหม่รื้อกม.ประกอบกิจการต่างด้าว

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 19:31 น.

ทีดีอาร์ไอ วอนรัฐบาลใหม่รื้อกม.ประกอบกิจการต่างด้าว.

Pic_184928

ทีดีอาร์ไอ วอนรัฐบาลใหม่รื้อ 3 บัญชี กม.ประกอบกิจการคนต่างด้าว หวังปฏิรูปภาคบริการไทยให้มีประสิทธิภาคทัดเทียม

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2554 นางสาวเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทความเรื่อง กฎหมายการประกอบกิจการของคนต่างด้าว ได้เวลาที่จะสะสางแล้วหรือยัง โดยส่วนหนึ่งระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามารื้อกฎหมายการประกอบกิจการของคนต่างด้าว เพื่อปฏิรูปให้ภาคบริการของไทย โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับ ภาคการผลิตที่ปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งจากการลงทุนจากต่างประเทศ และแรงกดดันของการแข่งขันจากทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพิงกฎหมายที่กีดกันคู่แข่งจากต่างชาติแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รัฐบาลควรทบทวนบัญชี 3 ของกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในปัจจุบัน ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อธุรกิจไทยที่ยังไม่พร้อมแข่งขันใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะหากภาคบริการของไทยยังไม่พร้อม แข่งขันหลังจากเวลาเนิ่นนานมาแล้วเป็นเวลาเกือบ 40 ปี นับจากที่มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 หรือ ปว. 281 ลงวันที่ 24  พ.ย.2515 ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่ไทยประกาศใช้เพื่อ จำกัดสิทธิการลงทุนของต่างชาติฉบับแรก ก็ต้องเลิกพูดกันเรื่องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะภาคบริการจะเป็นตัวถ่วงภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม และทำให้ไทยล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในการตักตวงประโยชน์จากการเปิดเสรีการ ลงทุนในภูมิภาคอาเซียนในปี 2558

นางสาวเดือนเด่น ยังระบุด้วยว่า ในบัญชี 3 นั้นควรให้การคุ้มครองแก่ธุรกิจที่เป็นแหล่งทำมาหากินของผู้ประกอบการราย ย่อยจำนวนมากเท่านั้น ไม่ใช่ส่งเสริมให้ทุนขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทางตลาดสูงเอาเปรียบเกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดย่อมและผู้บริโภคไทยจากการผูกขาดตลาด ไม่เช่นนั้นไทยจะไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ หากนโยบายของภาครัฐยังคงให้การคุ้มครองกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในภาคบริการที่สำคัญ ของประเทศ

“กฎหมายปัจจุบันได้มีการห้ามธุรกิจต่างด้าวประกอบธุรกิจบริการในทุกประเภท แบบครอบจักรวาล ซึ่งมองไม่เห็นว่าเป็นผลดีอย่างไรต่อคนไทยและเศรษฐกิจไทย  เพราะสุดท้ายแล้วการที่เราห้ามประกอบธุรกิจอะไรไปหมด ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะมีธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาจำนวนมากในหลากหลายสาขา รวมถึงบาร์เบียร์ หรือสถานบันเทิงจำนวนมากแถวพัทยาที่เป็นของคนต่างด้าวที่ไม่ก่อประโยชน์ใด ๆ ต่อเศรษฐกิจไทย  โดยผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายการลงทุนแบบปากว่าตาขยิบของไทย คือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยบางกลุ่ม ที่พอใจที่จะเห็นคู่แข่งต่างชาติถูกกีดกันในการประกอบธุรกิจ และพร้อมนำกฎหมายนี้ออกมาเป็นอาวุธในการต่อสู้ทางธุรกิจกับคู่แข่งที่มีหุ้น ส่วนต่างชาติ เพราะหากปราศจากการแข่งขันจากบริษัทต่างชาติแล้ว กลุ่มทุนเหล่านี้จะสามารถแผ่ขยายอำนาจทางธุรกิจเพื่อยึดครองตลาดภายในประเทศ ได้ง่ายดายขึ้น”น.ส.เดือนเด่น กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 8 กรกฎาคม 2554, 19:31 น.
%d bloggers like this: