ท่องโลกเกษตร

All posts tagged ท่องโลกเกษตร

ชมสวนสมุนไพร-แช่น้ำร้อนดื่มด่ำธรรมชาติที่’ริเวอร์แคว วิลเลจ’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160110/220182.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2559
ชมสวนสมุนไพร-แช่น้ำร้อนดื่มด่ำธรรมชาติที่'ริเวอร์แคว วิลเลจ'

ท่องโลกเกษตร : ตระเวนชมสวนสมุนไพร-แช่น้ำร้อน ดื่มด่ำธรรมชาติที่ ‘ริเวอร์แคว วิลเลจ’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      การหาสิ่งแปลกใหม่ด้วยกิจกรรมเพื่อสุขภาพ กลายเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญของธุรกิจบริการในการดึงดูดใจลูกค้า ในยุคปัจจุบัน โรงแรมริเวอร์แคววิลเลจ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่หันมาเติมเต็มในสิ่งเหล่านี้ ล่าสุดได้สร้างลานกิจกรรม Xtreme Centric Park ซึ่งเป็นศูนย์รวมกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมที่รวมเครื่องเล่นไว้มากที่สุดใน จ.กาญจนบุรี และเป็นรายแรกของประเทศไทยที่นำเข้า DTV(Dual Track Vesical) มาให้ทดสอบความท้าทาย ความกล้าของลูกค้าผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งมีการปรับปรุงกิจกรรมแช่น้ำร้อนริมแม่น้ำแควน้อยใหม่ทั้งหมด โดยยกออนเซนแบบญี่ปุ่นมาให้สัมผัสกันอย่างเต็มอิ่ม
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้มาสัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติกลางหุบเขาใน ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แหล่งรวมกิจกรรมเพื่อสุขภาพของโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจ ที่เต็มไปด้วยความสนุกตื่นเต้นเร้าใจ แต่มีการผ่อนคลายด้วยกิจกรรมแช่น้ำร้อนสมุนไพรธรรมชาติริมแม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นไฮไลท์ของโรงแรม “สวัสดีครับทุกคน ยินดีต้อนรับสู่ริเวอร์แคววิลเลจครับ” คำกล่าวทักทายจากผู้บริหารหนุ่ม “วีรวัฒน์ เจียรจิตเลิศ” ทันทีที่พวกเราเดินทางไปถึง พร้อมน้ำดื่มสมุนไพรแก้กระหาย หลังใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ จากนั้นก็มาสัมผัสกิจกรรมเริ่มด้วยการปาเป้าแล้วก็มาต่อด้วยกิจกรรมการยิงธนูเพื่อทดสอบสายตาและความแม่นยำ
                      จากนั้นก็นั่งรถมาที่บริเวณลานกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม เซ็นทริค พาร์ค เพื่อมาทดสอบความกล้าและท้าทายด้วยเครื่องเล่นหลากหลายชนิด เริ่มด้วย บับเบิลฟุตบอล ขับเอทีวีในเส้นทางวิบาก รวมทั้งดีทีวี ซึ่งเป็นเครื่องเล่นท้าทายที่นำเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังใช้เวลาเล่นกิจกรรมเรียกเหงื่อพอสมควร แม้ว่าจะยังมีอีกหลายกิจกรรมที่รอความท้าทายแต่ร่างกายกลับไม่ไหว  เช้าวันต่อมาเริ่มด้วยการล่องแพเปียก ถือเป็นอีกกิจกรรมที่สนุกสนานทุกคนไม่ควรพลาดหากมีโอกาสแวะเวียนมาที่นี่ ก่อนจะเข้าสู่ไฮไลท์ในโซนRock Vallay Hot Spring&Fish Spa ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับโรงแรม
                      วีรวัฒน์ เผยระหว่างนำเยี่ยมชมกิจกรรมในโซน Rock Vallay Hot Spring&Fish Spa ว่าโซนนี้ได้มีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดและเสร็จสมบูรณ์ในปลายปีที่แล้ว หลังเปิดให้บริการมาเกือบ 10 ปี ด้วยการขยายบ่อแช่น้ำร้อนสมุนไพรจากธรรมชาติ จากเดิมมี 8 บ่อเพิ่มเป็น 15 บ่อ แบ่งเป็นบ่อด้านนอก 8 บ่อ ด้านใน 7 บ่อ เพื่อความหลากหลายมากขึ้น โดยบ่อแต่ละบ่อนั้นจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไป เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 38-42 องศาเซลเซียส พร้อมเติมเต็มด้วยพืชสมุนไพรไทยชนิดต่างๆ ในแต่ละบ่อ ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้นชัน ไพล มะกรูด ตะไคร้ ใบเตย อัญชัน ชาใบหม่อน กาแฟ รางจืด กระเจี๊ยบแดง ยูคาลิปตัส ฯลฯ นอกจากยังมีสปาเท้า หรือฟิชสปา อีก 2 บ่อเพื่อความผ่อนคลายหลังจากได้แช่น้ำร้อนสมุนไพร พร้อมบริการพอกหน้าด้วยโคลนและนวดเพื่อการผ่อนคลาย
                      “บ่อน้ำร้อนของเราเป็นบ่อน้ำแร่ธรรมชาติเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ก็ได้พัฒนามาเป็นบ่อแช่น้ำร้อนสมุนไพร โดยเริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2009 พัฒนามาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากทำเป็นบ่อสมุนไพรรวม คือรวมทุกอย่างไว้ในบ่อเดียวกัน จากนั้นก็ได้พัฒนาแยกชนิดของสมุนไพรไว้ในแต่ละบ่อ เพราะบางคนอาจจะไม่ชอบสมุนไพรบางชนิดหรือบางคนเกิดอาการแพ้ ใครอยากแช่สมุนไพรชนิดไหนก็เลือกได้ตามสะดวก” วีรวัฒน์ให้ข้อมูล พร้อมชี้ไปที่บ่อสมุนไพรรวม ซึ่งเป็นบ่อแรก ด้วยความร้อนอุณหภูมิปกติเพื่อต้องการปรับความสมดุลของร่างกายก่อนจะไปแช่ในบ่อถัดไป ที่แยกเป็นบ่อสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น บ่ออัญชัน บ่อกาแฟ บ่อยูคาลิปตัส บ่อรางจืด เป็นต้น
                      สองข้างระหว่างทางเดินจากบ่อหนึ่งไปอีกบ่อหนึ่งเต็มไปด้วยพืชสมุนไพรนานาชนิดที่ปลูกไว้มีกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ และบางส่วนก็เก็บมาใส่ในบ่อน้ำร้อนด้วย สภาพร่มรื่นด้วยสมุนไพรทั้งใหญ่น้อยทำให้ผู้ที่มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้มาสัมผัสในโซนนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการแช่แต่ละบ่อเฉลี่ยประมาณ 10-15 นาที จากนั้นก็มาที่สปาเท้าด้วยปลา หรือฟิชสปา ในฐานะผู้บุกเบิกเป็นที่แรกเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ก่อนจะทำกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันแล้วก็มาผ่อนคลายด้วยการพอกหน้าด้วยโคลนและนวดตัวเป็นลำดับสุดท้าย โดยระยะเวลาในการใช้บริการโซนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 3-4 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ
                      นับเป็นอีกก้าวของโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจในการปรับกลยุทธ์มัดใจลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ โดยเน้นกิจกรรมเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกายควบคู่การดูแลด้วยพืชสมุนไพร และในวันที่ 23 มกราคมนี้ ริเวอร์แคววิลเลจได้ฤกษ์เปิดศักราชใหม่ด้วยกิจกรรมปล่อยใจไปบนราง เดินทางด้วยเสียงเพลง พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเต็มรูปแบบ สนใจสัมผัสกิจกรรมเด่นสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2251-7828, 0-2251-7552 ได้ทุกวัน
———————
(ท่องโลกเกษตร : ตระเวนชมสวนสมุนไพร-แช่น้ำร้อน ดื่มด่ำธรรมชาติที่ ‘ริเวอร์แคว วิลเลจ’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ดูสหกรณ์จังหวัดต้นแบบ ชิมสตรอเบอร์รี่-ชมวิธีปลูกมันฝรั่ง

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151220/218896.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2558
ดูสหกรณ์จังหวัดต้นแบบ ชิมสตรอเบอร์รี่-ชมวิธีปลูกมันฝรั่ง

ท่องโลกเกษตร : ตามชุมชนชสท. ดูสหกรณ์จังหวัดต้นแบบ ชิมสตรอเบอร์รี่-ชมวิธีปลูกมันฝรั่ง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ได้ชื่อเป็นแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ถั่วเหลืองส่วนใหญ่อยู่ใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ขณะที่มันฝรั่งคุณภาพปลูกกันมากใน อ.สันทราย ผลผลิตเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในกำมือของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเกือบทั้งสิ้น “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ยังวนเวียนอยู่แถวภาคเหนือตามคณะผู้บริหารชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) นำโดยประธานกรรมการบริหาร “ศิริชัย ออสุวรรณ” เยี่ยมชมกิจกรรมของสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ตามโครงการ “ชุมชนสหกรณ์การเกษตรจังหวัดต้นแบบ” โดยชุมชนสหกรณ์การเกษตรเชียงใหม่ ร่วมกับ ชสท.จัดขึ้นเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของสหกรณ์แต่ละแห่ง
                      เช้าตรู่ของวันต้นหนาว หลัังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมโบทานิค (ตรงข้ามสวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์) อ.แม่ริม ขบวนรถตู้ของคณะก็มุ่งสู่จุดหมายแรกสหกรณ์การเกษตรสะเมิง จำกัด ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง แหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่คุณภาพของ จ.เชียงใหม่ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีถึงที่ทำการสหกรณ์ก่อนรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานจากประธานกรรมการสหกรณ์ “ฉลอง โปทา” สมาชิกของสหกรณ์ที่นี่ส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการปลูกสตรอเบอร์รี่และกระเทียม โดยเฉพาะสตรอเบอร์รี่นั้นจัดเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากจึงได้รับการขนานนามว่า “เมืองหลวงของสตรอเบอร์รี่” สตรอเบอร์รี่ที่นี่จะปลูกได้ปีละครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี
                      “รายได้หลักของสมาชิกส่วนใหญ่มาจากสตรอเบอร์รี่และกระเทียม สตรอเบอร์รี่ที่นี่ไม่มีปัญหาเรื่องตลาด มีการสั่งจองล่วงหน้า ส่วนกระเทียมมีปัญหาทุกปี เพราะเจอกระเทียมจากจีนเข้ามาแย่งตลาด” ฉลองเผย สำหรับสตรอเบอร์รี่นั้นนอกจากจำหน่ายผลสดแล้วสหกรณ์ยังนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นไวน์สตรอเบอร์รี่เพื่อเพิ่มมูลค่าสตรอเบอร์รี่ตกเกรดอีกด้วย
                      จากนั้นลงพื้นที่ดูแปลงปลูกของ ลุงมนัส สุวินต๊ะ เกษตรกรสมาชิกที่ปลูกสตรอเบอร์รี่และกระเทียมมากว่า 40 ปี โดยสตรอเบอร์รี่ที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พระราชทาน 80 เนื่องจากขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์อื่นและมีตลาดรองรับแน่นอน โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งจำหน่ายให้สหกรณ์สะเมิง นอกจากนี้ยังเจียดพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับปลูกกระเทียมและข้าวสำหรับไว้รับประทานเองที่บ้านด้วย หลังพูดคุยกับลุงมนัสเจ้าของสวนเสร็จ จากนั้นก็แวะดื่มน้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น กาแฟสดและอีกหลากหลายเมนูที่ร้านกาแฟแม่อุ้ยแก้ว ออกแบบเรือนไม้สไตล์ล้านนาของ คุณธวัลรัตน์ ศิริกูลอนันตญา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรสะเมิง อยู่ในตลาดสะเมิงก่อนกลับ
                      หลังอิ่มอร่อยมื้อเที่ยงที่ร้านคุ้มเสือจากนั้นมุ่งหน้าสู่สหกรณ์การเกษตรสันทรายตั้งอยู่ริม ถ.สันทราย-พร้าว ต.สันทรายหลวง อ.สันทรายเพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากประธานกรรมการสหกรณ์ คุณรจเรศ ณ ลำปาง ในอดีตสหกรณ์แห่งนี้มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพจนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติหลายครั้ง จนกระทั่ง 4-5 ปีที่ผ่านมามีปัญหาการดำเนินงานโดยคณะกรรมการชุมเก่าจนกระทั่งถูกฟ้องจากสถาบันการเงิน จนคณะกรรมการชุดปัจจุบันภายใต้การนำของคุณรุจเรศ ณ ลำปาง และคุณนิโลบล วิชัยพันธ์เข้ามาแก้ไขฟื้นฟูจนสหกรณ์การเกษตรแห่งนี้กลับมาเป็นที่พึ่งของสมาชิกได้อีกครั้ง ก่อนกลับชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยและชุมชนสหกรณ์การเกษตรเชียงใหม่ได้มอบเครื่องทำน้ำเย็นให้แก่สหกรณ์แห่งนี้จำนวน 1 เครื่องไว้สำหรับบริการน้ำดื่มแก่สมาชิกที่มาใช้บริการ
                      ช่วงบ่ายวันเดียวกันเดินทางต่อไปยังสหกรณ์การเกษตรแม่ริม ตั้งอยู่ริม ถ.เชียงใหม่-ฝาง ต.แม่ริมใต้ อ.แม่ริม สมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้มีอาชีพหลักคือการปลูกถั่วเหลืองส่งให้ไวตามิ้ลค์ ทำให้รายได้หลักของสหกรณ์ มีกำลังการผลิตอยู่ที่  50 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย นอกจากผลผลิตถั่วเหลืองแล้วยังมีรายได้หลักจากค่าเช่าปั๊มน้ำมันเดือนละ 3 หมื่นบาทอีกด้วย ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรแม่ริมมีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 3,872 ราย มีเงินทุนสำรอง (ณ 3 ธ.ค.58) อยู่ประมาณ 11.12 ล้านบาท ถือเป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการค่อนข้างดีและมีประสิทธิภาพอีกสหกรณ์หนึ่ง
                      เช้าวันสุดท้ายของการรตระเวนดูงานสหกรณ์จังหวัดต้นแบบ มุ่งหน้าไปยังสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่ จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.แม่แฝกใหม่ อ.สันทราย เป็นสหกรณ์เฉพาะพืชก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1 พันราย มีอาชีพปลูกมันฝรั่งเป็นรายได้หลัก โดยสหกรณ์จะดูแลด้านการตลาดให้สมาชิก สำหรับสายพันธุ์มันฝรั่งที่นำมาปลูกนั้นมี 2 ชนิดคือสายพันธุ์แอตแลนติกและสปูนต้า ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้นำเข้าจากต่างประเทศเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โดยปีนี้ (2558) นำเข้ามาประมาณ 125 ตัน แบ่งให้ 4 สหกรณ์ในประเทศไทยที่สมาชิกที่มีอาชีพปลูกมันฝรั่ง
                      อินทร โปทาเจริญ ประธานกรรมการสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามันฝรั่งสายพันธุ์แอตแลนติก (เนื้อขาว) นั้น เกษตรกรสมาชิกจะปลูกส่งโรงงานอย่างเดียว โดยปลูกตามคำสั่งซื้อจากโรงงานเท่านั้น จึงทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาด้านการตลาด ส่วนสายพันธุ์สปูนต้า (เนื้อเหลือง) เป็นสายพันธุ์ที่สามารถนำมาบริโภคได้ทันที ทำให้ตลาดค่อนข้างกว้างไม่มีความแน่นอนในเรื่องราคา โดยราคารับซื้อ (ราคาประกัน) แอตแลนติกอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนสปูนต้าเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50 บาท โดยเกษตรกรสามารถปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้นในช่วงฤดูหนาวมีระยะการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวประมาณ 90-100 วัน หรือเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนและเก็บเกี่ยวผลผลิตในกุมภาพันธ์ของปีถัดไป จากนั้นเกษตรกรก็จะปลูกข้าวโพดต่ออีกแล้วจะกลับมาปลูกมันฝรั่งอีกครั้งในช่วงปลายปี
                      สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์เด่นของสหกรณ์ทั่วประเทศหรือแวะสนับสนุนสินค้าสหกรณ์สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประทศไทย (ชสท.) โทร.0-2561-4590-6 ทุกวันในเวลาราชการ
——————–
(ท่องโลกเกษตร : ตามชุมชนชสท. ดูสหกรณ์จังหวัดต้นแบบ ชิมสตรอเบอร์รี่-ชมวิธีปลูกมันฝรั่ง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

เปิดประตูแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ 75 ปี ‘เจียไต๋-ทาคิอิ’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151213/218448.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2558
เปิดประตูแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ 75 ปี 'เจียไต๋-ทาคิอิ'

ท่องโลกเกษตร : เปิดประตูแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ ในวันฉลอง 75 ปี ‘เจียไต๋-ทาคิอิ’ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      นานทีปีหน บริษัท เจียไต๋ จำกัด เปิดประตูต้อนรับคณะสื่อมวลชนและเป็นครั้งแรกที่เปิดประตูต้อนรับลูกค้าทั่วไปเข้าไปเยี่ยมชมสถานีวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์เจียไต๋แห่งที่ 2 ที่ ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพในความเป็นผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในเอเชีย ในวันฉลองครบ 75 ปี แห่งความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ทาคิอิ จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น กับบริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ในภูมิเอเชีย เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยปกติแล้วบริษัท เจีไต๋ จะเปิดประตูสถานีวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์เจียไต๋แห่งแรกที่ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ในรูปแบบงาน “เจียไต๋แฟร์” เท่านั้น
                      สถานีวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์เจียไต๋แห่งที่ 2 นี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ในพื้นที่กว่า 60 ไร่ โดยแบ่งใช้ประโยชน์ 3 ใน 4 ส่วนเป็นแปลงปลูกทดลอง ผสมพันธุ์ใหม่ และช่วงแรกเน้นวิจัยมะเขือเทศพันธุ์สีดา, Table และ Cherry และอีกส่วนวิจัยและพัฒนาพืชตระกูลพริกชนิดต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกหนุ่ม และพริกต่างประเทศ
                      ปัจจุบันสถานีวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์เจียไต๋แห่งที่ 2 ขยายพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,500 ไร่ แบ่งเป็นสำหรับที่ตั้งสำนักงาน อาคารวิจัย ตั้งโรงงาน และอีกส่วนพื้นที่ปลูกพืชสำหรับวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ทั้งที่กลางแจ้งและในโรงเรือน จะเน้นพืชตระกูลแตง อาทิ แตงกวา แตงญี่ปุ่น แตงโม เมล่อน ถึงรวมฟักทอง มะระ บวบ ขณะที่มะเขือเทศและพริกบางส่วน อาทิ พริกมัน พริกหยวก พริกเหลืองก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม
                      คุณสุภัทร เมฆิยานนท์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท เจียไต๋ จำกัด เล่าว่าตลอดระระเวลาที่ผ่านมา บริษัทจะให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านนวัตกรรม การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถขจัดอุปสรรคในการเพาะปลูกเพื่อให้เกษตรกรได้ประกอบอาชีพด้านการเพาะปลูกให้ง่ายขึ้น ซึ่งภายในสถานีวิจัยมีห้องแล็บ หรือห้องปฏิบัติการสำหรับกระบวนการวิจัย แต่หากเป็นงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในระดับดีเอ็นเอมาร์กเกอร์ ก็จะส่งไปยังห้องแล็บที่สถานีวิจัย จ.กาญจนบุรี ส่วนสายพันธุ์พืชต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นจะนำไปปลูกทดสอบในแปลงขยายผลอีกหลายแห่งทั้งในภาคกลาง อาทิ จ.เพชรบุรี ภาคเหนือ แถบบริเวณภาคอีสาน รวมทั้งที่ประเทศเวียดนามและอินเดียอีกด้วย
                      ฤกษ์งามยามดี เวลา 09.00 น. ผู้บริหารทั้งสองบริษัทผู้นำเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ฝ่ายเจียไต๋ นำโดย คุณมนู เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย คุณมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติการและผู้บริหารบริษัทเจียไต๋ จำกัด ส่วนฝ่ายบริษัท ทาคิอิ จำกัด นำโดย มร.เดนิชิ ทาคิอิ ประธานคณะผู้บริหาร และ มร.คาซิโอะ ฮัทสึดะ ผู้อำนวยการบริหารอาวุโส ขึ้นเวทีประกาศก้องกังวาลถึงความสัมพันธ์อันดีในการดำเนินธุรกิจเมล็ดพันธุ์ระหว่างกันมายาวนานถึง 75 ปี และประกาศจุดยืนที่จะเดินหน้าพัฒนาเมล็ดพันธุ์คุณภาพตลอดไป
                      คุณมนูย้อนอดีตว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทาคิอีกับเจียไต๋ มีมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มกิจการในลักษณะเดียวกันคือเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างไปมาหาสู่กัน ตั้งแต่กิจการเล็กๆ จนวันนี้ทาคิอิเป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์อันดับโลก ขณะที่เจียไต๋เป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์ในระดับเอเชีย และทั้งสองฝ่ายก็จะจับมือเพื่อวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์สู่ภาคเกษตรต่อไป
                      ด้านคุณมนัส บอกว่าปัจจุบันธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชของเจียไต๋ใหญ่ติดอันดับผู้นำในภูมิภาคเอเชียและเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ทำให้เมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋เป็นที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรในต่างประเทศ ถือเป็นจุดแข็งของเจียไต๋ที่พัฒนาและส่งออกไปยังประเทศในเขตร้อนได้ อาทิ เมล็ดแตงกวา ฟักทอง มะระ บวบ มะเขือเทศ พริก เมล่อน และแตงโม ขณะที่ทาคิอิเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เริ่มจากกิจการครอบครัวมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งยาวนานถึง 180 ปี และพัฒนาจนปัจจุบันกลายเป็นผู้นำเมล็ดพันธุุ์ระดับโลก
                      “จุดที่เจียไต๋และทาคิอิเป็นพันธมิตรธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นมาจากแนวคิดที่ว่าคุณภาพสู่เกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างได้รับมาตรฐาน ISTA ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่กำหนดมาตรฐานห้องปฏิบัติการและวิธีการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เป็นที่ยอมรับในวงการค้าเมล็ดพันธุ์ทั่วโลก แต่ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งทำให้มิตรภาพระหว่างเจียไต๋และทาคิอิยั่งยืนต่อเนื่องมานานถึง 75 ปี และยังคงเดินหน้าร่วมกันวิจัยและพัฒนา โดยใช้เทคโนโลยีนำสมัยเพื่อให้ได้มาซึ่งสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมเป็นอาหารสุขภาพสำหรับเลี้ยงดูประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น” คุณมนัส กล่าว
                      ขณะที่ มร.ทาคิอิ บอกว่า การทำธุรกิจกับเจียไต๋ของเขากับคุณมนู และคุณมนัสนั้น ถือเป็นทายาทรุ่นที่สองที่รับช่วงมาจากคุณพ่อ โดยบริษัท ทาคิอิ ครบรอบ 180 ปีแล้ว จากอดีตจนถึงปัจจุบันความสัมพันธ์ของทาคิอิและเจียไต๋ไม่ใช่เป็นเพียงคู่ค้ากันเท่านั้นแต่ถือเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันในทุกระดับตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ทีมงานวางแผนการตลาดทีมงานวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์รวมถึงทีมงานขาย ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบันซึ่งมีบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อบริษัท ซีทีทีเมล็ดพันธุ์ จำกัด ที่ร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์แตงโมจำหน่ายไปทั่วโลกและด้วยศักยภาพที่เต็มเปี่ยมของเจียไต๋ในฐานะผู้นำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทาคิอิได้มอบความไว้วางใจให้เจียไต๋เป็นผู้จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของสินค้าเมล็ดพันธุ์จากทาคิอิในประเทศไทยด้วย
                      ทั้งหมดนี้คือสีสันในงานฉลองวันแห่งมิตรภาพทางธุรกิจระหว่างเจียไต๋-ทาคิอิ ครอบ 75 ปี เมื่อเร็วๆ นี้
——————–
(ท่องโลกเกษตร : เปิดประตูแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ ในวันฉลอง 75 ปี ‘เจียไต๋-ทาคิอิ’ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

พลิกที่ 2 ไร่ทำสวนมะนาวเข่ง สร้างรายได้ปีละล้านที่ ‘มหาชัย’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151129/217639.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2558
พลิกที่ 2 ไร่ทำสวนมะนาวเข่ง สร้างรายได้ปีละล้านที่ 'มหาชัย'

ท่องโลกเกษตร : พลิกที่ 2 ไร่ทำสวนมะนาวเข่ง สร้างรายได้ปีละล้านที่ ‘มหาชัย’ : โดย…มานพ พฤติวโรดม

                      กระแสนิยมเกษตรหมุนเวียนปลูกพืชแบบผสมผสานต้องยอมรับมีหลายจังหวัดตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้รับความสนใจต่อเนื่อง ทำให้นอกจากมีรายได้หมุนเวียน ประหยัดเนื้อที่ ยังช่วยลดต้นทุน ปัจจุบันมีเกษตรกรไม่น้อยประสบความสำเร็จจนเป็นตัวอย่างสวนพืชผสมผสานและแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจนสร้างรายได้น่าพอใจ อย่างของ “วรพงษ์ ชอบชื่น” เจ้าของสวนมะนาวแป้น (ต้นแบบ) ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการเพาะมะนาวเข่งและปลูกผักสวนครัวไร้สารจำหน่าย บนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ เลขที่ 30/9 หมู่ 3 ต.ชัยมงคล (ริมถนนเส้นทางพระประโทน-บ้านแพ้ว) อ.เมือง จ.สมุทรสาคร กระทั่งล่าสุดได้ยกระดับเป็นต้นแบบ “แปลงสาธิตผสมผสานปลูกพืชหมุนเวียนปลอดสารเคมี” และ “ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ จ.สมุทรสาคร” ทำให้มีรายได้กว่า 1 ล้านบาทต่อปี
                      วรพงษ์ เล่าว่ามีความชื่นชอบทำสวนผสมเป็นการส่วนตัว โดยที่ผ่านมาได้ประสบการณ์จากคลุกคลีในวงการเกษตรมากพอสมควรหลายปี กระทั่งเมื่อปี 2551 ได้จังหวะทำสวนมะนาวแบบผสมผสานตามความคิดและเริ่มต้นอย่างจริงจัง ทำควบคู่กับผักสวนครัวหลังเห็นความสำคัญของที่ดินว่างเปล่ามีใช้อยู่ประมาณ 2 ไร่เศษทำประโยชน์ได้ จึงตัดสินใจรวบรวมทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ ค่อยๆ ดำเนินการ หาซื้อดินมาปรับปรุงและปรับหน้าดินตามความต้องการ แบ่งเป็นโซนๆ เพื่อทำพืชหมุนเวียนแบบผสม โดยเน้นเลือกใช้เข่งขนาด 70 เซนติเมตร มาปลูกมะนาวขายเพื่อประหยัดเนื้อที่ อย่างไรก็ตามต่อมาไม่นานต้องหยุดว่างเว้นไปช่วงหนึ่งราว 1-2 ปี เนื่องจากมีโครงการซ่อมแซมขยายถนนสายพระประโทน-บ้านแพ้ว ผ่านหน้าบ้านทำให้การสัญจรไม่สะดวกไม่ค่อยสะดวก กระทั่งมาลงตัวในปี 2557
                      “ในพื้นที่ตอนนี้มีมะนาวเข่ง (หรือหลัว) มีประมาณกว่า 300 ต้น นอกจากนี้ยังมีโซนปลูกพืชผักสวนครัวแบบปลอดสารเคมีเกือบครบทุกชนิด มีโซนผลิตปุ๋ยและยาจากธรรมชาติ ส่วนเนื้อดินที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นดินผสมจากใบต้มก้ามปูเป็นหลัก เพราะเหมาะกับพืชหลายชนิดต้องการ โดยเฉพาะมะนาวจะชอบดินร่วนซุย ทำให้ขณะนี้มีสินค้าขายเป็นรายได้หมุนเวียนหลายอย่างเข้ามา”
                      เจ้าของสวนมะนาวคนเดิมเผยอีกว่า สำหรับมะนาวแป้นนั้นในสมุทรสาครถือเป็นพืชที่ทำเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่งของจังหวัด ยิ่งช่วงหน้าร้อน ยิ่งทำรายได้ดีเพราะความต้องของตลาดรับซื้อไม่อั้น ขณะที่การบริโภคก็ใช้กินกันอยู่ทุกวัน ส่วนพันธุ์ผลไม้ใหญ่ที่ซื้อดักหน้ามาปลูกไว้ก่อนเพื่อช่วยบังแสงแดดช่วยพืชล้มลุก ก็สามารถทำเงินได้เล็กน้อยๆ แต่มีตลอดทั้งปี เช่น มะม่วง มะขาม ละมุด กระท้อน หมากไทย กล้วยน้ำหว้า และกล้วยหอม ไม่ใช่ขายมะนาวอย่างเดียว ที่เป็นตัวชูโรงอันดับหนึ่ง
                      “ส่วนข้อดีมะนาวบ้านแพ้วคือ ลูกใหญ่ เนื้อนุ่ม ให้น้ำมาก โดยเฉพาะผิวเปลือกบางเป็นจุดเด่นซึ่งผ่านพิสูจน์มาแล้ว แต่ราคาอาจจะสูงกว่าชนิดอื่นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมะนาวบรรจุเข่งจุดเด่นก็คือ ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ประหยัดเนื้อที่ ดูแลรักษาก็ง่าย และง่ายต่อการบังคับให้น้ำ อย่างการพรวนดินแค่เราเขย่าเข่งให้เคลื่อนไหวไปมา ข้อสำคัญมะนาวในเข่งสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้แค่คำนวณไว้ล่วงหน้า 6-7 เดือน สวนแห่งนี้เป็นหัวใจหลัก”
                      เจ้าของสวนย้ำด้วยว่า สำหรับมะนาวบรรจุเข่งที่ขายสังเกตที่โคนต้นยังมีผักสวนครัวชนิดต่างๆ เหมาะสมกับมะนาวเรื่องมีกลิ่นฉุน อาทิ กะเพรา โหระพา พริก หรือผักชี ให้มาเกื้อกูลกันช่วยไล่แมลงให้ด้วย ขณะที่สนนราคาขายอยู่ ณ ขณะนี้เข่งแถมลูกไปด้วยสามารถนำไปทำเงินได้เลยเข่งละ 3,000 บาท หากเป็นมะนาวต้นกล้าราคาตั้งแต่ต้นละ 40 บาทขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ที่สวนมีจำหน่ายขายทั้งมะนาวและพืชผักรวมๆ แล้วกว่า 1 ล้านบาทต่อปี
                      ไม่เพียงการทำสวนมะนาวเข่งและพือผักสวนครัวเท่านั้น แต่วรพงษ์ยังมีจิตสาธารณะช่วยงานสังคมด้วยการเป็นวิทยากรความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ประธานศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ จ.สมุทรสาคร ประธานสหกรณ์เพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส., ประธานสภาสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหลายปีก่อนได้เป็นตัวแทนสภาเกษตรเยาวชน ที่ผ่านมาจึงออกเสวนาร่วมเวทีโครงการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้วิถีเกษตรในและนอกจังหวัด ไปเผยแพร่ประสบการณ์นับไม่ถ้วน สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากจะเรียนรู้ดูงานหรือซื้อกิ่งพันธุ์และผลิตผลทางการเกษตรจากสวนแห่งนี้เจ้าของสวนยินดีต้อนรับตลอดเวลา
——————–
(ท่องโลกเกษตร : พลิกที่ 2 ไร่ทำสวนมะนาวเข่ง สร้างรายได้ปีละล้านที่ ‘มหาชัย’ : โดย…มานพ พฤติวโรดม)

ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217255.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
ตะลุยสำรวจ 'ฟาร์มสเตย์' วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร

ท่องโลกเกษตร : ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      หลังประสบความสำเร็จในการคิดค้นมะนาวสายพันธุ์ใหม่ “แป้นวโรชา” จนเป็นที่รู้จักของเกษตรกรทั่วประเทศสำหรับปราชญ์ชาวบ้านอย่าง “วโรชา จันทโชติ” เกษตรกรเจ้าของสวนมะนาววโรชาใน ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ก็ได้เตรียมขยับขยายพื้นที่เพื่อเนรมิตศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบของฟาร์มสเตย์สำหรับใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวด้านการเกษตร หวังใช้องค์ความรู้เรื่องมะนาวมาต่อยอดสู่การทำเกษตรแบบครบวงจร
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่อ่างทองไปดูรูปแบบฟาร์มสเตย์ของปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรวัยใกล้ 50 “วโรชา จันทโชติ” ที่กำลังปรับพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน หลังวัดม่วงใน ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ ห่างจากสวนมะนาววโรชาประมาณ 1.5 กิโลเมตร เพื่อสร้างฟาร์มสเตย์แบบครบวงจรเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ ประกอบด้วยบ่อน้ำขนาดใหญ่  3 ไร่ บ่อน้ำขนาดเล็ก 2 งาน แปลงมะนาว พืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ กว่า 50 ชนิด มีบ้านที่อยู่อาศัย 1 หลังและเรือนพักสำหรับผู้มาศึกษาดูงานอีก 1 หลัง สามารถพักได้ประมาณ 30 คน
                      “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ” วโรชากล่าวทักทายกับทีมงานทันทีที่เดินทางถึงหน้าฟาร์มสเตย์ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จากนั้นได้พาเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ พร้อมอธิบายถึงที่มาของคอนเซ็ปต์ในแต่ละจุดพร้อมประโยชน์ในการใช้สอย โดยทุกจุดจะเน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่าบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษนั้นเกือบจะไม่มีที่ว่างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย
                      “มันมีอะไรหลายอย่างที่ต่อยอดมาจากสวนเดิมนอกจากมะนาว ที่นั่นเราปลูกดาวเรืองให้ดูแล้ว มาที่นี่มาดูว่าการเพาะเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองทำอย่างไร ที่นั่นมีปลูกทานตะวัน มาที่นี่เอาเมล็ดไปทำถั่วงอกทานตะวัน ที่นี่จะต้องคิดในเรื่องการต่อยอด เป็นคอนเซ็ปต์ของฟาร์มเราเลย ตอนนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องมองเรื่องการตลาดมาก่อน ทำเพียงเพื่อเอามันอย่างเดียวไม่ได้”
                      หลังจากเกริ่นให้ฟังรูปแบบแนวคิดการทำฟาร์มสเตย์อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ ที่คุณวโรชาจัดแบ่งไว้เป็นโซนๆ โดยจุดแรกเป็นบ้านพักอาศัยของตัวเองและครอบครัว มีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้น ทรงเรือนไทยภาคกลาง ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน ชั้นบนสร้างเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างจะทำร้านนวดแผนไทยโดยกลุ่มแม่บ้านอสม.ในพื้นที่สลับสับเปลี่ยนกันมารับหน้าที่ให้บริการลูกค้าที่มาท่องเที่ยวและดูงาน หลังตระเวนเดินชมจนเกิดอาการเมื่อย
                      ส่วนอีกหลังตั้งอยู่ใกล้กันเป็นบ้านไม้ 3 ชั้น ทรงปั้นหยา หลังนี้จะใช้เป็นเรือนพักของผู้มาศึกษาดูงานที่ต้องการพักค้างคืน โดยจะเป็นห้องพักรวม แยกชาย-หญิง ชั้นล่างเป็นห้องพักผู้หญิง ส่วนชั้นบนเป็นผู้ชาย มีห้องครัวพร้อมสำหรับประกอบอาหารเองหรืออาจจะใช้บริการแม่ครัวของทางฟาร์มได้เช่นกัน ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นที่สำหรับพักผ่อน พูดคุยและกิจกรรมสันทนาการ อีกทั้งบรรยากาศดีสามารถมองเห็นตัวฟาร์มสเตย์ในมุม 360 องศา
                      “เราพยายามใช้พื้นที่บ้านทั้งสองหลังนี้ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด อาจไม่สะดวกสบาย แค่พออยู่ได้แบบเรียบง่ายตามวิถีเกษตรกร ที่สำคัญพื้นที่ทุกตารางนิ้วเราจะใช้ให้เกิดเประโยชน์สูงสุดและเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ใครก็ตามที่มาดูงานที่นี่แล้วจะสามารถนำกลับไปใช้ได้ทันที” วโรชาแจงรายละเอียดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แต่ละโซน จากนั้นพาเดินตระเวนมาทางด้านในสุดจะเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ที่คุณวโรชาบอกว่าบ่อแห่งนี้นอกจากจะใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาแล้วจะเป็นแหล่งพักน้ำสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคในฟาร์มอีกด้วย
                      “น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาบางครั้งก็มีหินปูน มีสนิม ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เราก็เอามาพักที่บ่อนี้ก่อนนำมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมเสริมให้แก่ผู้มาใช้บริการฟาร์มด้วยการดัดแปลงเป็นบ่อตกปลาควบคู่กันไปด้วย ส่วนรายรอบบ่อก็จะปลูกไม้ผลรวมถึงปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินรอบๆ คันบ่อ”
                      หลังจากเดินชมบริเวณรายรอบบ่อใหญ่จากนั้นเดินทางยังบ่อเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก โดยมีบ้านพักอาศัยสร้างกั้นอยู่ตรงกลาง โดยบ่อแห่งนี้คุณวโรชาตั้งใจให้เป็นบ่อเกษตรผสมผสาน ซึ่งในบ่อจะมีศาลากลางน้ำ เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ปลานิลและอีกหลายชนิด มีกรงเลี้ยงไก่ไข่และเป็ดไข่ มูลไก่ก็จะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับปลาที่เลี้ยงไว้ ส่วนน้ำก็จะมีการระบายออกอาทิตย์ละครั้งเพื่อป้องกันน้ำเสีย ในขณะที่ในบ่อก็จะเลี้ยงเป็ดอีกด้วย
                      “ข้อดีอีกอย่าง ฟาร์มสเตย์เราตั่้งอยู่กลางท้องทุ่ง กลางคิืนเราเปิดไฟล่อแมลงให้บินมาแล้วตกลงไปในบ่อก็จะเป็นอาหารปลาได้อีกทางหนึ่ง” วโรชากล่าว พร้อมพาเดินวนมายังทางออกซึ่งจะมีการปลูกมะนาวไว้บริเวณปากทาง โดยปลูกไว้ในกระถางต้นไม้เพื่อให้รู้ว่ามะนาวสามารถปลูกได้ในทุกที่ ไม่จำเป็นต้องลงดินอย่างเดียว ส่วนใกล้ๆ กันก็จะเป็นพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรนานาชนิด ปลูกในลักษณะสวนสมรม ไม่เป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนว ขอให้มีพื้นที่ว่างก็จะปลูกลงไป” เจ้าของฟาร์มสเตย์สรุปทิ้งท้ายก่อนจาก
                      ฟาร์มสเตย์วโรชา นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ใน จ.อ่างทอง ที่รอคอยทุกคนไปสัมผัสในเร็ววันนี้ โดยมีพิธีทำบุญเปิดฟาร์มในวันเสาร์ 28 พฤศจิกายน 2558 และจะสามารถให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป สนใจติดต่อคุณวโรชา จันทโชติ เจ้าของฟาร์มสเตย์วโรชา 09-2112-7822 ได้ตลอดเวลา
———————-
(ท่องโลกเกษตร : ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ตามสภาวิจัยตะลุย ‘เมืองน่าน’ ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151115/216870.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558
ตามสภาวิจัยตะลุย 'เมืองน่าน' ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง

ท่องโลกเกษตร : ตามสภาวิจัยตะลุย ‘เมืองน่าน’ ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      จ.น่าน ไม่เพียงเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย ทว่ายังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด ชา กาแฟ หรือแม้กระทั่งไม้ผลเมืองหนาวอย่างลำไยและสตรอเบอร์รี่ที่ว่ากันว่ามีรสชาติดีกว่าในพื้นที่อื่นๆ แต่ที่ผ่านมาการดูแลพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ให้เจริญเติบโต ปราศจากโรคและแมลงรบกวนนั้นต้องใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายทั้งเกษตรกรผู้ใช้และผู้บริโภค ทั้งยังมีปัญหาในเรื่องสารตกค้างในดิน มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย
                      จะเห็นว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์ชีวินทรีย์แห่งชาติ ร่วมกับสถาบันการศึกษาในเครือข่าย นำนักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน ตลอดจนนักส่งเสริมการเกษตร เข้าไปอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมรณรงค์ให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนความคิดหันมาใช้วิธีการกำจัดศัตรูพืช โรคและแมลงโดยชีววิธีแทนการใช้สารเคมี นอกจากนั้นมีผลดีต่อสุขภาพ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ ขึ้นเหนือเพื่อไปดูการเพิ่มมูลค่าชาอัสสัม (ชาเมี่ยง) และการบริหารศัตรูพืชโดยชีววิธี นำโดยรองเลขาธิการรักษาการแทนเลขาธิการ วช. “สุกัญญา ธีระกูรเลิศ” พร้อมด้วยผู้บริหาร นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้านใน จ.เชียงราย เพื่อนำองค์ความรู้ นวัตกรรมมาถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกชาอัสสัม (ชาเมี่ยง) ในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ และใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาอัสสัมคุณภาพส่งออกของจังหวัด ณ ห้องประชุมศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน
                      น่านช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวโชยมาเป็นระยะๆ ช่วงเช้าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจุดหมายแรกไปดูการผลิตข้าวปลอดภัยและการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนป่าคาการเกษตรที่ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา ซึ่งเป็นศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปัจจุบันมี ประภาส อินต๊ะแสน เป็นประธานศูนย์ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจากตัวเมือง ทันทีที่ไปถึงที่ทำการศูนย์ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของศูนย์จากคุณประภาส ก่อนพาเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ อาทิแปลงปลูกข้าว เครื่องสีข้าวและขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งที่นี่ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กข6 กข10 และสันป่าตอง1 โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่มาให้คำปรึกษาแนะ จนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพส่งจำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียง
                      เสร็จจากเยี่ยมชมศูนย์ จากนั้นเดินทางไปยังแปลงนาข้าวของ สมเดช มหาวงศ์นันท์ อายุ 54 ปี เกษตรกรสมาชิกในเครือข่ายของศูนย์ใน ต.ท่าวังผา อ.ท่าวังผา ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวหอมมะลิ105 จำนวน 3 ไร่ ข้าวเหนียวสันป่าตอง1 จำนวน 4 ไร่ ที่เหลืออีก 1 ไร่ปลูกข้าวก่ำ โดยใช้วิธีนาดำและไม่ใช้ยากำจัดศัตรูพืช แต่จะใช้วิธีแบบชีววิธีแทน ทำให้สามารถลดต้นทุนไปเกือบเท่าตัว ที่สำคัญทำให้สุขภาพของตัวเองดีขึ้นด้วย
                      จากนั้นเดินทางต่อไปยัง ต.พญาแก้ว อ.เชียงกลาง เพื่อดูการปลูกลำไยคุณภาพส่งออกของ ปรินทร การัตน์ ซึ่งเป็นเกษตรกรสมาชิกในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของ จ.น่านด้วย โครงการลำไยแปลงใหญ่มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 1,000 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเข้าร่วมกว่า 300 ราย ปัจจุบันมี บุญพร้อม สมศิริิ เกษตรอำเภอเชียงกลาง เป็นผู้จัดการโครงการ
                      หลังจากตระเวนเยี่ยมพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจของ จ.น่าน อย่างข้าวและลำไยแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ขึ้นสู่พื้นที่สูง เพื่อร่วมสัมมนาการเพิ่มมูลค่าชาอัสสัม (ชาเมี่ยง) และการบริหารจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี ให้แก่ชาวบ้านที่มีอาชีพปลูกชาตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ห้องประชุมศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ ซึ่งเป็นสถานที่ในการอบรมสัมมนา จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชชีวินทรีย์แห่งชาติ ร่วมสถาบันการศึกษาในเครือข่ายเขตภาคเหนือตอนบน
                      การอบรมครั้งนี้ นอกจากเน้นภาคทฤษฎีและนำนวัตกรรมที่เป็นผลงานจากการวิจัยมาโชว์ให้เกษตรกรผู้ปลูกชาให้เห็นแล้ว ยังเชิญเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกชาโดยใช้ชีวินทรีย์ในการกำจัดโรคและแมลงที่มาทำลายใบชาอย่าง ร.ต.ท.ศุภชัย โพธิ์สุวรรณ เจ้าของไร่ชาดอยวาวี จ.เชียงราย และบุญทวี ทะนันไชย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกชาอัสสัม จ.น่าน เจ้าของผลิตภัณฑ์ชาแปรรูป “ทีพนา” มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังด้วย จากนั้นได้เยี่ยมชมแปลงปลูกชาอินทรีย์ในพื้นที่บริเวณโดยรอบศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เพื่อจะให้ชาวบ้านได้เห็นของจริง ทั้งขั้นตอนและวิธีการดำเนินการอย่างครบวงจร
                      นับเป็นอีกก้าวในการส่งเสริมชาวบ้านทำการเกษตรบนพื้นที่สูง โดยใช้วิธีธรรมชาติในการปราบศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำหลายสายในปัจจุบัน
——————–
(ท่องโลกเกษตร : ตามสภาวิจัยตะลุย ‘เมืองน่าน’ ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ฟื้นส้มโอหอมควนลัง ปรับวิถีเกษตรเขตเมืองรับท่องเที่ยว

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151108/216481.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558
ฟื้นส้มโอหอมควนลัง ปรับวิถีเกษตรเขตเมืองรับท่องเที่ยว

ท่องโลกเกษตร : ‘จีรพร ผดุง’ ฟื้นส้มโอหอมควนลัง ปรับวิถีเกษตรเขตเมืองรับท่องเที่ยว : โดย…ภูชิสส์ พิรุณละออง

                      การทำเกษตรในพื้นที่เขตเมืองเป็นโจทย์ที่ชาวบ้านในชุมชนเทศบาลเมืองควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต้องร่วมกันขบคิดว่า จะทำการเกษตรออกมารูปแบบไหนเพื่อให้ก้าวเดินไปพร้อมกับสังคมเมืองที่รุกคืบเข้ามา อย่างกรณี “จีรพร ผดุง” วัย 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 820 หมู่ 3 ต.ควนลัง หนึ่งในจำนวนชาวบ้านที่ยึดอาชีพเกษตร ที่อาสาร่วมมือเทศบาลเมืองควนลังเข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการปลูกส้มโอหอมควนลัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นส้มโอพันธ์ุพื้นเมืองประจำถิ่น ซึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ให้กลายเป็นผลไม้ขายดีที่ตีตราเป็นสินค้าโอท็อปดังที่ต้องแวะชิมและซื้อเป็นของฝาก
                      จีรพรบอกว่า ในชุมชนควนลังแต่ละบ้านจะมีการปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมืองไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นเหมือนผลไม้ประจำถิ่น แต่ไม่ได้มุ่งเน้นการจำหน่ายเพราะไม่ค่อยได้รับความนิยมเมื่อเทียบกับส้มโอที่วางจำหน่ายในท้องตลาด กระทั่งเทศบาลต้องการส่งเสริมและรักษาพันธุ์ส้มโอเอาไว้ ซึ่งก็เห็นด้วย จึงตัดสินใจเข้าไปดูแลสวนส้มโออีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 1 ไร่ จากพื้นที่สวนทั้งหมด 10 ไร่ ที่ปลูกยางพาราเป็นหลัก โดยมีส้มโอประมาณ 40 ต้น แต่ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพต้นแก่และไร้ผลผลิต เพราะไม่ได้สนใจใส่ปุ๋ยบำรุงแต่อย่างใด
                      กระทั่งเข้าร่วมการอบรมจากนักวิชาการเกษตรในการนำองค์ความรู้ต่างๆ เช่น การบำรุงต้น การตัดแต่งกิ่ง การใส่ปุ๋ย มาประยุกต์ใช้จนได้สวนส้มโอที่สมบูรณ์และเริ่มให้ผลผลิต และที่สำคัญเพื่อให้สอดรับกับสังคมที่มีความเจริญเข้ามาเรื่อยๆ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาปรับภูมิทัศน์พื้นที่ภายในสวนเพื่อให้สามารถรองรับผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานและต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวไปด้วยในตัว
                      เจ้าของสวนส้มโอหอมควนลังมองว่า การปรับตัวจากวิถีเกษตรกรชาวบ้านให้พร้อมรับมือการท่องเที่ยวนี้เองที่ทำให้ “ส้มโอหอมควนลัง” ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากขายผลผลิตคุณภาพดีที่มีรสชาติบ่งบอกเอกลักษณ์ประจำถิ่นที่เห็นปุ๊บรู้เลยว่าเป็นส้มโอหอมควนลัง ทั้งเนื้อสีชมพูแกมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีกลิ่นหอม แล้วยังเพลิดเพลินกับการชมสวนผลไม้ที่สามารถบันทึกเป็นภาพถ่ายออนไลน์ในโลกโซเชียลได้อย่างง่ายดาย
                      “ใช้เวลาร่วม 2 ปีกว่าจะพลิกฟื้นสวนส้มโอให้ได้ผลผลิตอย่างที่เห็น โดยผลผลิตหลักจะถูกจองไว้ล่วงหน้าจากลูกค้าขาประจำและบางส่วนจะนำไปขายตามตลาดนัด ที่นับวันผลผลิตไม่เพียงพอความต้องการ ส่วนราคาขายจะขายลูกละไม่ต่ำกว่า 40 บาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ชุมชนร่วมกันกำหนด” จีรพร กล่าวปลื้ม
                      สำหรับส้มโอหอมควนลังนั้น ถือเป็นส้มโอพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของ จ.สงขลา และเป็นหนึ่งในส้มโอที่มีรสชาติดีที่สุดอีกชนิดหนึ่งของไทย โดยมีแหล่งปลูกหลักอยู่ในพื้นที่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปัจจุบันเริ่มมีน้อยลงเรื่อยๆ จากการออกสำรวจพื้นที่ปลูกส้มโอหอมควนลังที่พันธุ์แท้ดั้งเดิม ขณะนี้เหลืออยู่ไม่เกิน 1,500 ต้น จากจำนวนผู้ปลูกมีอยู่เพียง 50 รายเท่านั้น
                      ส่วนจุดเด่นส้มโอสายพันธุ์นี้อยู่ที่รสชาติที่หวานอมเปรี้ยว กลีบสีชมพูอมแดง เมื่อรับประทานจะได้ความหวาน เนื้อล่อน แกะกินได้ง่าย และเป็นส้มโอที่มีอายุยืน ให้ผลผลิตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 ปี ไม่มีเมล็ดและใช้วิธีขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งอย่างเดียว
                      การปรับตัวของวิถีเกษตรกรรม กลายเป็นเคล็ดลับสำคัญการทำเกษตรในเขตเมืองให้ประสบความสำเร็จนั่นเอง
———————
(ท่องโลกเกษตร : ‘จีรพร ผดุง’ ฟื้นส้มโอหอมควนลัง ปรับวิถีเกษตรเขตเมืองรับท่องเที่ยว : โดย…ภูชิสส์ พิรุณละออง)

‘ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม’ แปลงผักสลัดในกรุง

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151101/216110.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2558
'ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม' แปลงผักสลัดในกรุง

ท่องโลกเกษตร : ‘ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม’ แปลงผักสลัดในกรุง ยึดพอเพียงซื้อ 2 กก.บริการส่งถึงบ้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      หากเราใช้เส้นทางถนนราษฎร์พัฒนา แยกจากถนนรามคำแหง ที่ชาวบ้านเรียกติดปาก “แยกมิสทีน” ลึกเข้าไปบรรจบเส้นทางเลียบถนนกาญจนภิเษก (วงแหวนตะวันออก) ในพื้นที่แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ด้านซ้ายมีซอยเล็กๆ ราษฎร์พัฒนา 23 มีป้ายสีเขียวอ่อนพอสะดุดตา “ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม” จำหน่ายผักไฮโดรโปนิกส์ ปลีก-ส่ง บริการถึงบ้าน เห็นแล้วสนใจจึงแวะเข้าไปชมฟาร์ม พบว่าเป็นแปลงปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์ หรือผักสลัดขนาดย่อมในพื้นที่ ราว 140 ตารางวา ของสาวใหญ่วัย 45 ปี “ณัฐนรี ธนาดลธัมธาดา” หรือ “ชุน” ที่หันมายึดอาชีพเกษตรแบบเรียบง่ายใกล้ๆ บ้านพักของตัวเอง
                      ภายในฟาร์มมีโต๊ะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ 12 ชุด เป็นโต๊ะปลูกขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 12 เมตร จำนวน 8 ราง สามารถปลูกผักสลัดได้ 450 ต้น แบ่งเป็นโต๊ะเพาะต้นกล้าและอนุบาลอย่างละ 1 โต๊ะ ที่เหลือเป็นโต๊ะปลูกผักสลัดเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 โต๊ะ ซึ่งแต่ละโต๊ะจะมีผักสลัดขนาดไม่เท่ากันเนื่องจากเป็นการปลูกที่ต้องเว้นช่องแห่งเวลาการปลูกที่ไม่ให้ผักโตพร้อมกันเพื่อให้มีผักขายได้ทุกวันนั่นเอง
                      ก้าวแรกที่อย่างเข้าไปในฟาร์มปลูกไฮโดรโปนิกส์แห่งนี้จะแลเห็นผักสลัดประกอบด้วยกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนคอส บัตเตอร์เฮด เรดคอรัล และฟิลเลย์ ชูใบสดสวยงามอย่างน่ารับประทาน ทำให้ใจสะดุด ให้สมองนึกคิดถึงภาคการเกษตรที่สะท้อนให้เห็นว่าคนเราถ้าตั้งใจจะทำมาหากินยึดอาชีพเป็นเกษตรกรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่แปลงใหญ่ มีเพียง 1-2 งาน หากบริหารจัดการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคก็สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ถ้ารู้จักคำว่า “พอเพียง”
                      กว่าจะเป็นเกษตรกรในเมืองกรุงของณัฐนรี เธอย้อนอดีตว่าชีวิตการทำงานเริ่มต้นมาจากมนุษย์เงินเดือนในฐานะพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ดำเนินกิจการด้านออร์แกไนเซอร์ ในบริบทของดีไซเนอร์ นักออกแบบงานอีเวนท์ แต่การทำงานของเธอในช่วงนั้นเสมือนหนึ่งเป็นการหาประสบการณ์ชีวิตก่อนที่จะไต่เต้าสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝันคือ “ธุรกิจของตัวเอง” ที่ตั้งใจจะเป็นผู้บริหาร
                      ในที่สุดก็สานฝันได้สำเร็จ ในปี 2552 มีบริษัทออร์แกไนเซอร์เป็นของตัวเอง และเป็นงานตรงกับความรู้ที่เล่าเรียนมา โดยเอาความรู้จากที่จบด้านศิลปศาสตร์ ในระดับปริญญาตรีจากสถาบันชั้นนำของประเทศ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ผสมผสานกับความรู้ด้านการบริหารที่จบคณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรังสิต แต่กระนั้นธุรกิจของเธอไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ พอลงมือทำจริงผ่านไป 1 ปี ดูเหมือนว่าโชคไม่เข้าข้าง บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย มีการประท้วงและปิดถนนสายธุรกิจหลักของประเทศที่ถนนราชประสงค์ในปี 2553 ทำให้ลูกค้าต่างประเทศยกเลิกโดยไม่มีกำหนด
                      “ปีแรกทำท่าไปได้สวย มีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ พอมีม็อบและเผาห้างเวิลด์เทรด ลูกค้ารายใหญ่จากต่างประเทศที่มูลค่าจ้างงานเป็นหลักล้านบาทบางรายยกเลิกไปจัดที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ลูกค้าคนไทยขอเลื่อนไม่มีกำหนด ทำให้สถานภาพของบริษัทเริ่มสั่นคลอน แต่เราก็ประคองได้ มาเจอน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คราวนี้ต้องบอกกับตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นเครียดมาก จึงต้องปิดบริษัทไป” ณัฐนรี กล่าว
                      หลังจากที่ปิดบริษัทแล้ว ณัฐนรีต้องพักผ่อนเป็นแรมเดือนเพื่อหาช่องทางใหม่ จึงมองว่าตัวเองเป็นคนชอบรับประทานสลัดผัก ประกอบคนสมัยใหม่หันมาสนใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารการกินที่คนเริ่มลดพวกเนื้อสัตว์ที่มันๆ หันมาบริโภคผัก โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษ จึงนึกว่าน่าจะปลูกพืชผักสลัด แต่ปัญหาติดตรงที่ว่าเป็นคนมือร้อนปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น แม้แต่ แคคตัส (ตะบองเพชร) ที่ขึ้นตามทะเลทรายปลุกแล้วยังตาย แต่แฟนเป็นคนมือเย็น ชอบด้านการเกษตร ให้กำลังใจมาตลอด จึงตัดสินใจว่าจะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จากนั้นจึงศึกษาเกี่ยวกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ พร้อมกับไปดูงานและอบรมตามสถานที่ต่างๆ และตระเวนหาทำเลที่เหมาะอีกหลายแห่ง
                      วันเวลาผ่านไปเป็นแรมปี ไปพบกับพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งในซอยราษฎร์พัฒนา 23 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง ห่างจากบ้านพักในหมู่บ้านธารารมณ์ ถนนรามคำแหง 166 ที่ทะลุถนนราษฎร์พัฒนาไม่กี่ร้อยเมตร เมื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านของคนชนชั้นกลางขึ้นไป ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จึงตัดสินใจขอเช่าในราคาเดือนละ 6,000 บาท ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในนาม “ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม” กระนั้นเธอยอมรับว่าคนกลุ่มนี้บางครั้งอาจไม่มีเวลาพอที่จะเข้าที่ฟาร์ม จึงคิดวิธีการหาตลาดแบบใหม่คือบริการถึงที่ ถ้าลูกค้าอยู่ในละแวกรัศมีไม่เกิน 2 กม.และซื้อไม่ต่ำกว่า 2 กก.ในราคา กก.ละ 130 บาท แต่ถ้าซื้อ 5 กก.ขึ้นไปคิดราคาส่ง กก.ละ 100 บาท ฟาร์มจะส่งถึงหน้าบ้านในเวลาอันรวดเร็ว
                      “แรกๆ ลูกค้ายังไม่ค่อยรู้จัก จึงใช้วิธีติดป้ายหน้าปากซอย และตามหมู่บ้านในละแวกเดียวกัน พร้อมๆ กับการใช้โซเชียลมีเดีย โพสต์ตามเฟซบุ๊ก ww.facebook.com/LivelyVeggie คนเริ่มรู้จักมากขึ้นทุกวันนี้มีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น สามารถสร้างรายได้เดือนละ 4-5 หมื่นบาทหักค่าใช้จ่าย ทำอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตอยู่พอเพียงสามารถเลี้ยงตัเองได้” เจ้าของฟาร์มกล่าว
                      “ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม” แม้จะเป็นเปลงปูกผักไฮโดรไปนิกส์ขนาดกะทัดรัด แต่ด้วยระบบบริหารและจัดการทั้งในรูปแบบการจัดช่วงจังหวะเวลาปลูกให้มีผลผลิตสม่ำเสมอ และอ่านทะลุถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมาย ก็สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับผู้ที่มีพื้นที่อันจำกัดในสังคมเมืองก็สามารถทำการเกษตรและสร้างได้ให้ครอบครัวได้
———————-
(ท่องโลกเกษตร : ‘ไลฟ์ลี่ เวจจี้ ฟาร์ม’ แปลงผักสลัดในกรุง ยึดพอเพียงซื้อ 2 กก.บริการส่งถึงบ้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ตะลุยเมียนมาร์ (1) สัมผัสวิถีเกษตรเมืองเมาะลำไย

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151018/215286.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2558
ตะลุยเมียนมาร์ (1) สัมผัสวิถีเกษตรเมืองเมาะลำไย

ท่องโลกเกษตร : ตาม ‘เอสซีจี’ ตะลุยเมียนมาร์ (1) สัมผัสวิถีเกษตรเมืองเมาะลำไย : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือพม่า ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนหลากหลายวัฒนธรรมเต็มไปด้วยผู้คนจากหลายชนเผ่า (ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 135 ชนเผ่า) ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรและมีฐานะค่อนข้างยากจน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและยังเป็นดินแดนศิวิไลซ์แห่งพุทธศาสนา อันเป็นที่ตั้งของพระมหาเจดีย์ชเวดากองที่คนทุกชาติทุกภาษาต่างเลื่อมใสอยากจะมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้จะพาไปสัมผัสวิถีชีวิตผู้คนในต่างแดนข้ามฝั่งไปยังประเทศพม่า ในโอกาสที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เอสซีจีและโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) นำทีมจักษุแพทย์กว่า 10 ชีวิตไปรักษาผู้ป่วยโรคต้อกระจกตา ณ โรงพยาบาลเจเนอรัลเมาะลำไย เมืองเมาะลำไย รัฐมอญ ประเทศพม่า ภายใต้โครงการ Sharing a Brighter Vision เนื่องในวันสายตาโลก วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยการนำของคุณวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผอ.สำนักงานสื่อสารองค์กรเอสซีจี คุณวรรณวิมล ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการศูนย์จักษุแพทย์และต้อกระจก จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอตา โรงพยาบาลบ้านแพ้วและทีมงาน
                      เช้าตรู่ในวันสายฝนพรำ เราเริ่มออกการเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบินแห่งชาติ เที่ยวบิน ทีจี 303 มุ่งสู่เมืองย่างกุ้ง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที จากนั้นก็เดินทางต่อด้วยรถบัสเพื่อสู่ที่หมายคือเมืองเมาะลำไย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งประมาณ 270 กิโลเมตร โดยมี พิว พิว ไกด์สาวสวยจากเมืองทวายที่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วให้ความรู้ตลอดการเดินทางกว่า 8 ชั่วโมงเศษ
                      การเดินทางสู่เมืองเมาะลำไยนั้นผ่านเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพม่าหลายเมืองด้วยกัน แต่เมืองสำคัญเป็นที่รู้จักของคนไทยเป็นอย่างดี อาทิ เมืองพะโค หรือที่รู้จักกันในนามเมืองหงสาวดี เมืองหลวงเก่าของพม่า อันเป็นที่ตั้งของพระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์ หรือพระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นมหาเจดีย์สูงทีี่สุดในพม่ามีความสูง 327 ฟุต จากย่างกุ้งสู่เมืองพะโคมีระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพถนนสองเลนไม่เอื้ออำนวย บางช่วงอยู่ระหว่างการซ่อมแซมพื้นผิวถนน
                      ส่วนสองฟากฝั่งถนนมีสภาพเป็นทุ่งนาที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นการเพาะปลูกจะสังเกตเห็นต้นข้าวเขียวขจีเต็มท้องทุ่งเกือบตลอดเส้นทาง จากย่างกุ้งจนถึงเมืองพะโค หลังผ่านตัวเมืองพะโคไม่นานก็ข้ามสะพานแม่น้ำสะโตง จากนั้นเจอสามแยกหากเลี้ยวซ้ายก็จะไปพระธาตุอินแขวน จากพะโคสู่เมาะลำไยเส้นทางค่อนข้างดีลาดยางตลอด มีรถวิ่งค่อนข้างน้อย ไกด์บอกว่าเนื่องจากไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวหลัก การเดินทางของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาแค่พระธาตุอินแขวน
ด้วยระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชั่วโมง แต่การเดินทางไม่มีเบื่อเพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยความงามของธรรมชาติ จากสภาพทุ่งนาที่เขียวขจีก็เริ่มเข้าสู่พื้นที่สูงเป็นภูเขาสลับทุ่งนา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การปลูกยางพาราจะสังเกตเห็นยางพาราบางแปลงมีอายุมาก น่าจะเป็นยางพารารุ่นเก่าที่ปลูกมานาน ในขณะที่เกือบตลอดเส้นทางเป็นยางพาราที่เพิ่งปลูกใหม่อายุน่าจะประมาณ 2-4 ปีที่ยังไม่เปิดกรีด
                      ขณะเพลิดเพลินชมธรรมชาติสองข้างทางเราก็เดินทางมาถึงเมืองสะโตงหรือสุวรรณภูมิ เมืองหลวงของรัฐมอญในอดีต ก่อนย้ายไปยังเมืองหงสาวดี เมืองสะโตงแห่งนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างพะโคกับเมาะลำไย โดยใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง ก่อนแวะพักดื่มชา กาแฟที่ร้านเมาเทน ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ น่ารัก ตกแต่งสไตล์คันทรีที่ใครผ่านไปผ่านมาเมืองนี้จะต้องแวะชมและชิมชา กาแฟรสเลิศด้วยฝีมือการชงจากต้นตำรับคนมอญก่อนเดินทางต่อไปยังเมืองเมาะลำไย
                      หลังหยุดพักเหนื่อยที่ร้านเมาเทน กระทั่งเกือบสี่โมงเย็นเราจึงออกเดินทางต่อสู่เมืองเมาะลำไย ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ห่างจากเมืองสะโตงประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง ก่อนถึงเมืองเมาะลำไยจะต้องข้ามสะพานยาวที่สุดของพม่าเพื่อข้ามแม่น้ำสาละวิน โชเฟอร์ชาวพม่าหยุดพักรถประมาณ 15 นาทีเพื่อให้พวกเราชมทัศนียภาพยามพลบค่ำบริเวณเชิงสะพานก่อนเดินทางข้ามสะพานไปสู่ตัวเมืองเมาะลำไย
                      ประมาณทุ่มเศษเราก็ถึงร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารเย็นซึ่งอยู่ภายในโรงแรม Ngwe Moe Hotel ใจกลางเมืองเมาะลำไยอาหารมื้อนี้ถือเป็นมื้อพิเศษที่ทุกคนได้ลิ้มรสเมนูอาหารมอญแท้ๆ และเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดก็ว่าได้ หลังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาครึ่งค่อนวัน ระหว่างรับประทานอาหารก็มีการแนะนำความเป็นมาของโครงการ Sharing a Brighter Vision ที่ทั้ง 3 หน่วยงานผนึกกำลังร่วมกันเพื่อมอบให้ผู้ป่วยโรคต้อกระจกชาวพม่าจำนวน 206 ราย พร้อมทีมงานก่อนที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวทำงานใหญ่ในวันรุ่งขึ้น
——————–
(ท่องโลกเกษตร : ตาม ‘เอสซีจี’ ตะลุยเมียนมาร์ (1) สัมผัสวิถีเกษตรเมืองเมาะลำไย : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

คาราวาน ‘ฟอร์ด’ ตะลุยเขาใหญ่ พิสูจน์สมรรถนะในสวนเกษตร

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214874.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2558
คาราวาน 'ฟอร์ด' ตะลุยเขาใหญ่ พิสูจน์สมรรถนะในสวนเกษตร

ท่องโลกเกษตร : คาราวาน ‘ฟอร์ด’ ตะลุยเขาใหญ่ พิสูจน์สมรรถนะในสวนเกษตร : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      ราวกับเทวดาเห็นใจ ท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งแต่เช้าแต่ไร้เม็ดฝนโปรยลงมา ขณะที่รถปิกอัพฟอร์ดเรนเจอร์รุ่นใหม่เอี่ยมล่าสุดหลากหลายสีกว่า 10 คันพร้อมพลขับและเนวิเกเตอร์ หรือผู้นำทางที่เป็นคณะกรรมการสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยคันละ 2 คน ขยับตัวออกช้าๆ เรียงแถวเป็นคาราวานจากโรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดี-รังสิต เป้าหมายปลายทางที่สวนเกษตรอินทรีย์ “ฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม” ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
                      การจัดคาราวานฟอร์ดลุยสวนเกษตรในครั้งเป็นหนึ่งกิจกรรมของฟอร์ดประเทศไทยที่จัดกิจกรรมคาราวาน “ฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่ คู่ซี้ลุยทุ่ง คู่แท้ลุยงาน” เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถกระบะสายพันธุ์แกร่งฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่ ในรุ่น เอ็กซ์แอลและเอ็กซ์แอลเอส (XL และ XLS) และมีประสิทธิภาพในการที่ใช้งานภาคการเกษตรทั้งในรูปแบบของบรรทุกและลากจูง ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โดยมี “อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร และ “ชนาธิป ธานีรัตน์” ผู้จัดการกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และราคา ฟอร์ดประเทศไทย เป็นผู้นำคณะ
                      ตะวันคล้อยบ่ายคาราวานของเราลัดเลาะเข้าซอยเล็กๆ เชื่อมกับถนนสายหลัก “มิตรภาพ” ที่กม.45 ผ่านถนนลาดราว 1 กม.เลี้ยวซ้ายและขวาตามถนนลูกรังมีหลุมบ่อมีน้ำขังประปราย ครู่ใหญ่ไปถึงหน้า “ฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม” ของบริษัท ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่มีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น “โช โอกะ” เป็นกรรมผู้จัดการโดยมี ณัชฐานันท์ โพธิ์สวัสดิ์ ซึ่งดูแลด้านธุรการและการต้อนรับลูกค้า เป็นผู้ต้อนรับ
                      ฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 75 ไร่ เป็นที่พื้นของบริษัท ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซื้อมาตั้งแต่ปี 2541 จำนวน 50 ไร่ และพื้นที่เช่าอีก 25 ไร่ ภายในสวนมีพืชผักที่หลากหลาย รวมทั้งไม้ผลและการปศุสัตว์ที่จัดเป็นสัดส่วน โดยมีถนนตัดกลางสวนไปยังโซนต่างๆ ราวกับกรงปลา เพื่อสะดวกในการใช้ยานพาหนะเพื่อดูแลฟาร์มนั่นเอง
                      ณัชฐานันท์ เล่าว่า โช โอกะ เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นไม่ได้จบด้านการเกษตร แต่มาทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย จึงมองว่ามูลเหตุแห่งการเกิดโรคภัยไข้เจ็บมีจำนวนไม้น้อยที่มาจากอาหารที่ไม่ปลอดภัย สาเหตุนี้กลายเป็นจุดประกายทำให้ โช โอกะ เปลี่ยนวิถีชีวิตจากนักธุรกิจผันตัวมาเป็นเกษตรกร ปลูกพืชผัก ผลไม้ไทย สมุนไพร อินทรีย์ และผลิตสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิค โดยมีพืชมหัศจรรย์ “โมโรเฮยะ” ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอียิปต์ เป็นผักที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพทั้งวิตามินเอ เกลือแร่ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเส้นใยเป็นจำนวนมาก ชาวอียิปต์และญี่ปุ่นเรียกว่า “ผักของพระราชา” เป็นตัวชูโรง
                      “ภายในฮาร์โมนี  ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม เรามีพืชทั้งหมด 70 ชนิด เป็นผัก 40 ชนิด สมุนไพร 15 ชนิด และไม้ผล 15 ชนิด อาทิ มะม่วง กล้วย แคนตาลูป เมล่อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ 700 ตัว และโคอีก 30 ตัว เน้นการเลี้ยงเพื่อนำมูลเป็นปุ๋ยคอกชั้นดีสำหรับใช้ในไร่ในนา ส่วนน้ำเราใช้วิธ่ีเจาะบาดาลลึกลงใต้ผิวดิน 150 เมตร สูบมาพักไว้ในสระเพื่อให้ตกตะกอนเพราะไม่ต้องการใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติเนื่องจากไม่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในแหล่งน้ำนั้นๆ มีสารบางอย่างปนเปื้อนหรือไม่” ณัชฐานันท์ กล่าว
                      ณัชฐานันท์ บอกด้วยว่า ผลผลิตทั้งหมดภายในฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม จะเน้นในการนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ จำพวกน้ำยาซักผ้าสูตรธรรมชาติ น้ำยาล้างจานสูตรธรรมชาติ สบู่โอลีฟออยล์ มาจากน้ำมันที่สกัดจากพืช รวมทั้งผลิตผงผักโมโรเฮยะ และชาสมุนไพรจากโมโรเฮยะ ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิค วางจำหน่ายร้านซัสเทนา ออร์แกนิค ช็อปแอนด์เรสเตอรองต์ ที่ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ ของบริษัท ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นสถานที่จำหน่ายพืชผักผลไม้และผลิตภัณฑ์ และร้านอาหารออร์แกนิค ที่เปิดบริการแก่ผู้รักสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตโดยตรงอีกด้วย ขณะเดียวกันในปัจจุบันมีสินค้าส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐ เป็นต้น สร้างรายได้ปีละราว 100 ล้านบาท
                      “รายได้หลักของเราต้องยอมรับว่าผักโมโรเฮยะ ซึ่งผักชนิดนี้เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริมสุขภาพในลักษณะซุปผักในญี่ปุ่น แต่ฟาร์มเรานำผักโมโรเฮยะมาบดเป็นผง เป็นส่วนหนึ่งของบะหมี่ผักโมโรเฮยะที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ผสมในขนมปัง คุกกี้ และอื่นหลายอย่าง” ณัชฐานันท์ กล่าว
                      สำหรับต้นโมโรเฮยะปลูกได้ดีในสภาพอากาศร้อน หากดูผิวเผินคล้ายกับปอกระเจา หรือต้นกะเพรา ใบทรงรี ขอบใบหยัก สูงราว 1-2 เมตร โดยทั่วไปต้นปอกระเจาสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ทั้งชนิดฝักกลมและฝักยาว แต่ต้องลวกน้ำเกลือก่อนนำไปผัด สำหรับผักโมโรเฮยะ ฝักยาว ใบมีรสหวาน ซึ่งก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาการผลิตผักโมโรเฮยะมาแล้ว พบว่าเหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชผักสวนครัว ฤดูปลูกที่เหมาะสมตั้งแต่เดือนเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ของทุกปี
                      หลังจากที่ได้พูดคุยกับณัชฐานันท์แล้ว การทดสอบสมรรถนะความแกร่งของฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่ ในรุ่นเอ็กซ์แอลและเอ็กซ์แอลเอส ด้วยใช้งานบรรทุกและลากจูงผลผลิตทางการเกษตรได้เริ่มขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ โดยชนาธิป ยืนยันการลากจูงของฟอร์ดรุ่นนี้สามารถบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรได้ 1.5 ตัน หากบรรทุกในกระบะได้ 1.3 ตัน จนจวนตะวันจะลับขอบฟ้า การทดสอบสมรรถนะตามโซนต่างๆ ภายในฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม ได้สิ้นสุดลง
                      และแล้วคณะของเรานำคาราวานฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่ ในรุ่นเอ็กซ์แอลและเอ็กซ์แอลเอส อำลาฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม มุ่งหน้าไปสู่ที่พักเพื่อเอาแรงขับราคาวานกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น
——————–
(ท่องโลกเกษตร : คาราวาน ‘ฟอร์ด’ ตะลุยเขาใหญ่ พิสูจน์สมรรถนะในสวนเกษตร : โดย…ดลมนัส กาเจ)
%d bloggers like this: