ทีมเศรษฐกิจ

All posts tagged ทีมเศรษฐกิจ

ประเดิมงานแรก นายกฯสั่ง “กิตติรัตน์” ตามปัญหาหมูแพง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193058.

Pic_193058

รมว.พาณิชย์ เผย นายกฯสั่งเข้าดูสถานการณ์หมูอย่างใกล้ชิด หวั่นกระทบประชาชน ส่วนการที่ ส.อ.ท.และสภาหอการค้าไทย ไม่มั่นใจการทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เชื่อ ทำความเข้าใจกันได้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์เนื้อหมูที่มีราคาแพงในปัจจุบันนั้นล่าสุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตนเข้าไปดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีความ เป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดของราคาที่เหมาะสมซึ่งปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นได้ รับทราบรายงานของกระทรวงพาณิชย์ว่ามีสาเหตุมาจากการเกิดโรคระบาดจนทำให้ราคา เนื้อหมูมีราคาแพงขึ้น แต่กรมการค้าภายในก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่แล้วจึงคาดว่าไม่น่าจะ มีปัญหา แม้ว่าในข่วงเทศกาลสารทจีนที่จะถึงนี้อาจทำให้ราคาหมูปรับเพิ่มสูงขึ้นแต่ หลังจากผ่านช่วงดังกล่าวไปราคาก็คงปรับลดลง

“คุณยิ่งลักษณ์ ก็แสดงความเป็นห่วงซึ่งคงต้องไปดูกันอีกที แต่ตอนนี้ก็มี โมเดิร์นเทรดเข้าไปช่วยอยู่แล้วและคงไม่น่าจะมีปัญหา และจากนี้จะไปหารือกับกระทรวงพาณิชย์ก่อน ว่ามีการดูแลอย่างไรบ้างและนอกจาก เรื่องของเนื้อหมูแล้ว ยังมีเรื่องของการกำหนดราคาสินค้าก็เป็นอีกเรื่องที่จะเข้าไปดูด้วย”

ทั้งนี้ เรื่องของค่าครองชีพประชาชนนั้นเป็นเรื่องหลักที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแล อย่างใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้วโดยเฉพาะการหาวิธีทำอย่างไรให้ประชาชนมีความ เชื่อมั่น และเกิดกำลังซื้อให้มากขึ้น ส่วนกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทยออกมาให้ความเห็นว่าไม่มั่นใจการทำงานของทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลนั้นเรื่องดังกล่าวคงไม่เป็นปัญหาและทำความเข้าใจกันได้ เพราะทั้งสองก็เป็นคนคุ้นเคยกันอยู่แล้วขณะที่การทำงานกับธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้นจะทำงานร่วมกันได้และไม่มีปัญหาเพราะคุณธีรชัย มีความรู้ความสามารถใน เรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

“หมอเสริฐ”เปิดเกมรุกใหม่ เสนอรัฐบาลควบรวมกิจการ สปส.กับ สปสช.

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

31 กรกฎาคม 2554, 11:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190454.

Pic_190454

หลังเปิดเกมรุกในธุรกิจโรงพยาบาลด้วยการเข้าซื้อ และควบรวมกิจการโรงพยาบาลต่างๆของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ใน ที่สุด นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BGH ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นของกรุงเทพดุสิตเวชการ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงพยาบาลกรุงเทพเดิม ได้รับมูลค่าตลาดรวมในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นถึง 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 57,000 ล้านบาท (30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ขณะเดียวกันยัง สามารถรวบรวมโรงพยาบาลทั้งขนาดใหญ่และกลางที่มีชื่อเสียง อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช บีเอ็นเอช กรุงธน นนทเวช กระทั่งถึงโรงพยาบาลพญาไท เปาโล เมโมเรียล และอื่นๆไว้ในมือได้กว่า 30 แห่ง ในจำนวนโรงพยาบาลเหล่านี้ ยังมีเตียงอีกกว่า 4,600 เตียงที่พร้อมจะรองรับผู้ป่วยได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

ด้วยศักยภาพที่มากมายของโรงพยาบาลในมือ ทำให้กรุงเทพดุสิตเวชการผงาดขึ้นเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย และใหญ่พอที่จะรองรับการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการแพทย์ (MIDICAL HUB) ที่ประมาณว่า อาจสร้างรายได้เข้าประเทศได้สูงถึง 450,000 ล้านบาทต่อปี

หาก รัฐบาลจะหันมาให้การสนับสนุนธุรกิจของโรงพยาบาลไทยอย่างจริงจัง และใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ภายใต้การปฏิรูปโครงสร้างระบบการแพทย์ การรักษาพยาบาล และการสาธารณสุขของประเทศไทยใหม่

และในโอกาสที่ ประเทศไทย กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ นพ.ปราเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับ ทีมเศรษฐกิจ ว่า เขาหวังจะได้เห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสางปัญหา และบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนถึงการรักษาพยาบาลในหมู่คนไทยใหม่ “ผมอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพที่ดี และได้รับการดูแลรักษาอย่างดี”

เพราะ ระบบการประกันสุขภาพ หรือการรักษาพยาบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) หรือระบบการรักษาพยาบาลภายใต้สิทธิการประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นั้น มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่มากจากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา

ทำให้ มีความจำเป็นจะต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการกันใหม่ และผู้ที่มีอำนาจจะรับเป็นเจ้าภาพเพื่อจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มี อยู่ได้ ก็เห็นจะมีแต่รัฐบาล เท่านั้น

ประชาชนถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งซึ่งมีประมาณ 9-10 ล้านคน มีสำนักงานประกันสังคม ของ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการ ดูแลอยู่ ส่วนอีกกลุ่มซึ่งมีประชาชนอยู่ประมาณ 48 ล้านคน มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งกำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแล

“คน 2 กลุ่มมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันก็ตรงที่มนุษย์เงินเดือนซึ่งได้จ่ายเงิน สมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลตน โดยรัฐบาล และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีกส่วนหนึ่งนั้น แทบจะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เพราะไม่ค่อยได้เจ็บป่วย แต่ถึงเวลาเจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล พวกเขากลับไม่ได้รับการดูแลรักษาด้วยบริการที่มีคุณภาพ เฉกเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการบัตรทองของ สปสช.ซึ่งไม่ต้องจ่ายสักบาท”

นพ.ปราเสริฐ กล่าวว่า ถ้ายังปล่อยให้ 2 หน่วยงานต่างคนต่างทำงานกันเช่นนี้ ขณะที่การรักษาพยาบาล หรือการดูแลสุขภาพของคนไทยทุกหมู่เหล่า และทุกอาชีพ ยังไม่รวมศูนย์อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ปัญหาจะสั่งสมกลายเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยต้องเข้าสู่การเป็นประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : Asean Economic Community) ซึ่งต้องเปิดเสรีการค้า การลงทุน ตลอดจนถึงการบริการ และแรงงานในหมู่อาเซียน 10 ชาติด้วย

“ถึงเวลา นั้น ถ้ารัฐบาลไม่วางแผนอนาคตของการแพทย์ การสาธารณสุข และการดูแลสุขภาพของคนไทยทั้ง 64 ล้านคนอย่างรอบคอบ และรัดกุม ประเทศ และคนไทยก็อาจจะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนต่างด้าวที่ไม่ใช่คนไทยมาขอใช้สิทธิประโยชน์จากการรักษาพยาบาล หรือรักษาสุขภาพถ้วนหน้าด้วย”

กรรมการผู้อำนวยการกรุงเทพดุสิตเวชการ ยังให้ความเห็นต่อไปว่า รัฐบาลควรรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดให้ 2 หน่วยงานมาคุยกันเพื่อปรับปรุงระบบการรักษาพยาบาลของแต่ละฝ่ายใหม่ ภายใต้หลักการที่ว่า รัฐจะดูแลสุขภาพของคนไทยทุกคนอย่างมีคุณภาพ

ในความเห็นของ นพ.ปราเสริฐนั้น โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง สามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดให้ผู้ประกันตนไปใช้สิทธิประโยชน์จากการ รักษาพยาบาลได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าเพียงแต่ สปส. จะเอาเงินก้อนใหญ่กว่า 800,000 ล้านบาทออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อหัวของผู้ ประกันตนขึ้นอีก เช่น จากที่เคยจ่ายอยู่เพียงหัวละ 2,000 กว่าบาท ก็ควรจะเพิ่มเป็นหัวละ 3,000 กว่าบาท

“นอกจากผู้ประกันตนจะได้รับ บริการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้ว ยังจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมในการรับรักษาพยาบาลผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นด้วย แทนที่จะมีแต่โรงพยาบาลเอกชนขอออกจากระบบไป และละทิ้งมนุษย์เงินเดือนที่จ่ายค่าประกันตนเพื่อการรักษาพยาบาลปีละหลายบาท ไป…

ด้วยเหตุผลนี้ ยังจะทำให้มีโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นอีกมากมายทั้งในเมือง และในต่างจังหวัดด้วย และเมื่อมีโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพสูงๆเข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้มีโอกาสเลือกที่จะเข้ารับบริการ ในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีๆ และมีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน”

นพ.ปราเสริฐ ยังให้ข้อคิดต่อว่า การเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนในวันนี้ ย่อมจะดีกว่าการวาดภาพอนาคตว่า ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเท่าไหร่เมื่อเกษียณอายุ หรือเมื่อไม่ได้ทำงาน เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับเก็บเงินก้อนโตที่ได้จากรัฐบาล และผู้ประกันตนในแต่ละปีไปสร้างอำนาจต่อรองให้แก่ตนในการนำเงินก้อนไปลงทุน หรือไปฝากกินดอกเบี้ยกับธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแทนที่จะนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

“ส่วนโรงพยาบาลของรัฐซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่สมบูรณ์กว่า น่าจะให้บริการการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ด้อย โอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีไป…

เนื่องจากยังมีคนไทยอีก เป็นจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ที่สำคัญรัฐบาลควรต้องวางแผนอย่างเร่งด่วนเพื่อดูแลสิทธิการรักษาพยาบาลของ คนไทยให้ดี และไม่ปล่อยให้คนต่างชาติที่เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายนำสิทธิประโยชน์ และงบประมาณจำนวนมากไปใช้”

การปฏิรูปโครงสร้าง และระบบการดูแลสุขภาพของคนไทยให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี ยังเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้มองเห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณ และทำให้การบริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับสภาพความ เป็นจริง ไม่ใช่แออัดอยู่แต่ เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ เช่นเดียวกัน ยังสามารถบริหารจัด การกับระบบการจัดหายาคุณภาพเพื่อจ่ายให้แก่ประชาชนด้วย

เมื่อ รัฐจัดการกับโครงสร้างการดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนก็อาจรวมตัวกันเพื่อลดต้นทุนด้านการจัดซื้อเครื่องมือ แพทย์ ตลอดจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนได้ ขณะเดียวกันยังสามารถจะรับการส่งต่อคนไข้หนักๆได้ง่ายขึ้นด้วย

การเต รียมความพร้อมในสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ระบบการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลของประเทศไทย แข็งแกร่งพอจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 4-5 ปีข้างหน้าได้ เพราะจะมีทั้งแพทย์ พยาบาล จากฟิลิปปินส์ กัมพูชา หรือเวียดนาม ฯลฯ เข้ามาตั้งคลินิกรักษาคนไข้ในประเทศไทยได้

และถ้ารัฐบาลส่งเสริมให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี เพิ่มเป็นปีละ 4.5 ล้านคน ขณะที่คนไข้แต่ละคนจะมีผู้ติดตามเดินทางมาด้วย 1-2 คนด้วยแล้วล่ะก็ การเป็น Medical Hub ของประเทศไทยในภูมิภาคนี้ ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมาก

“เพราะศักยภาพ การรักษาของโรงพยาบาล และแพทย์ไทยเวลานี้มีสูงมาก โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งนอกจากจะมีคนไข้จากยุโรป และอเมริกา เดินทางมาเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีคนไข้ในเอเชียด้วยกันนิยมเดินทางมารักษาตัวกันที่ประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะแพทย์เก่ง และราคาไม่แพงนั่นเอง” นพ.ปราเสริฐ กล่าวในที่สุด.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 31 กรกฎาคม 2554, 11:30 น.

สังคายนา ก.ม.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รื้อธุรกิจสีเทาเลิกปากว่าตาขยิบ

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188807.

Pic_188807

ในช่วงที่ผ่านมา กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวถูกวิพากษ์ถึงความไม่ชัดเจน และความอ่อนด้อยของบทบัญญัติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมาโดยตลอด

ขณะที่อีกด้าน การสวมรอยให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อเข้ามาทำธุรกิจต้องห้าม หรือธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อทำให้สถานะของบริษัทเหล่านี้กลายเป็นคนไทย และได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทย ในลักษณะ “ธุรกิจสีเทา” ก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมากมายในประเทศไทย เช่น ในธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม

ในกรณีของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่กำลังเป็นปมปัญหาร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ซ้ำรอย…สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยกรณี อื้อฉาวนี้ปะทุขึ้น จากผลพวงความขัดแย้งของธุรกิจโทรคมนาคมไทย หลังจากบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ลุกขึ้นมาร้องเรียนให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ “ดีแทค” ว่า กระทำผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และมีสถานะเป็นบริษัทต่างด้าว

แต่ผลการตรวจสอบความเป็นต่างด้าวของ คณะทำงานตรวจสอบสถานะ “ดีแทค” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ดีแทคเป็นต่างด้าวจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายต่างด้าวไม่ได้ให้อำนาจกรมฯในการสอบสวนเชิงลึก แม้จะพบว่าเข้าข่ายมีมูลอันเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นต่างด้าว แต่หากไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่าเป็นคนต่างด้าว สร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองที่ดูแลอยู่อย่างมาก

อย่างไร ก็ตาม การปล่อยปละละเลยปล่อยให้กฎหมายของไทย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้บริษัทต่างด้าวเลี่ยงกฎหมายได้อย่างที่เป็นอยู่นี้ ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง

เพราะทำให้คนต่างด้าวเข้ามาตักตวงผล ประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจไทยที่ไม่พร้อมแข่งขันเสียเปรียบ และยังเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่มีอำนาจกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจได้อีกด้วย

จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีความชัดเจน และรัดกุมมากยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเรื่องฟ้องร้องมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่จะทำอย่างไรให้การแก้กฎหมายดังกล่าว สามารถทำให้การร่วมทุนของคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ วิน วิน ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เมื่อ สาวลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาทั้งมวล เราพบว่าบทบัญญัติที่ว่าด้วย “นิยมคนต่างด้าว” ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 หรือ ปว.281 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 นั้น คือ ต้นเหตุทั้งหมดของปัญหา

เพราะใน ปว.281 การพิจารณาธุรกิจคนต่างด้าวไม่เพียงแต่จะดูสัดส่วนของหุ้นที่ถือในบริษัท นั้นๆ เพียงบริษัทเดียว ยังตรวจสอบลึกลงไปถึงทุนของคนต่างด้าวในบริษัทอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนใน บริษัทแรกด้วย เรียกว่าการนับหุ้นแบบหลายชั้น หรือนับหุ้นแบบสะสม เช่นหากบริษัท ข. ค. หรือ ง. ที่ถือหุ้นในบริษัท ก. มีต่างด้าวถือหุ้นบริษัทละ 49% ก็จะนับรวมกันหมดทำให้หุ้นของต่างด้าวในบริษัท ก. มีมากกว่า 49% สถานะบริษัท ก. กลายเป็นต่างด้าวทันที

แต่ในกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปัจจุบัน การพิจารณาสถานะความเป็นต่างด้าว จะดูจากทุนจดทะเบียนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นๆ ว่ามีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพียง “ชั้นเดียว” เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกหรือล้วงลึกลงไปถึงที่มาของทุน และอำนาจในการบริหาร หรืออำนาจการครอบงำกิจการ (corporate  control) ของคนต่างด้าวในนิติบุคคลนั้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของ “ดีแทค” ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบสถานะของดีแทคก่อนระบุว่า ไม่อาจจะชี้ชัดว่าเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะอำนาจการตรวจสอบในฐานะ “นายทะเบียน” ธุรกิจคนต่างด้าวนั้น ตรวจสอบได้เพียงสัดส่วนการถือหุ้นเท่าที่บริษัทจดแจ้งไว้ แม้พฤติการณ์แวดล้อมทั้งสัดส่วนการถือหุ้น  การกู้ยืมเงินในภายหมู่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพฤติกรรมการออกเสียงและอำนาจควบคุมจะเข้าข่าย

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเสียงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง กลับมีความเห็นว่า เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะธุรกิจบริการเหล่านั้น เป็นธุรกิจที่คนไทยไม่มีความสามารถในการลงทุน ไม่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่จะดำเนินการได้ด้วยตัวเอง บางธุรกิจยังมีการผูกขาดโดยผู้ประกอบการเพียง 1-2 ราย จึงได้ปล่อยให้คนต่างด้าวยังประกอบธุรกิจในไทยต่อไปได้

เพราะเห็นว่า คนไทยจะได้ประโยชน์ทั้งจากเงินลงทุน เทคโนโลยี และการแข่งขันกันให้บริการ!!!

จาก นี้เป็นความเห็นของนักวิชาการ ที่ติดตาม และศึกษา กรณีการตรวจสอบสถานะความเป็นคนต่างด้าวของ “ดีแทค” และความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างน่าสนใจ…

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

จากการศึกษาปัญหาคนต่างด้าวในธุรกิจโทรคมนาคมไทยนั้น ควรแก้ไขที่กฎหมายเฉพาะคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 จะแก้ไขที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เพราะกฎหมายโทรคมนาคม เป็นตัวกำหนดว่าผู้ที่จะประกอบธุรกิจโทรคมนาคมจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าว

“กฎหมาย โทรคมนาคม” เป็นตัวบล็อกต่างด้าวเอาไว้ไม่ให้เข้ามาลงทุนในกิจการโทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ แต่ในความจริง ประเทศ ไทยจำเป็นจะต้องเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม เพราะเราไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงต้องอาศัยทั้งเงินทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

ที่สำคัญ ธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น จึงอาจเกิดการผูกขาด และทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้ประโยชน์ การเปิดเสรีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างด้าวเข้ามาลงทุนได้ และจะทำให้ปัญหาคนต่างด้าวทำธุรกิจโดยไม่ได้ขออนุญาตและการให้คนไทยถือหุ้น แทน (นอมินี) หมดไปเลย

กรณีของ “ดีแทค” นั้น ถ้าผิดก็ต้องว่าผิดกันไปตามกฎหมาย แต่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ส่งฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะเป็นเพราะยังพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้จริงๆ หรือเป็นเงินลงทุนของคนต่างด้าวซึ่งผ่านบริษัทอื่นที่ถือหุ้นในดีแทคถึง 7 ชั้น จึงจำเป็นต้องส่งให้ตำรวจสอบสวนสืบสวนต่อไป ส่วนอำนาจครอบงำกิจการ (corporate control) ก็ต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่าต่างด้าวมีอำนาจครอบงำกิจการหรือไม่

“ส่วน ตัวเห็นว่า ถ้าคนต่างด้าวไม่มี corporate control คงถอนทุนไปแล้ว เพราะกลัวว่าคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีเท่าเขา ต่างจากกรณีของกุหลาบแก้ว ที่พิสูจน์ที่มาของเงินลงทุนได้ว่าเป็นเงินของต่างด้าว แต่หากไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ การถือหุ้นไขว้กันไปมาเป็นชั้นๆของดีแทคจะไม่ผิดกฎหมาย”

แม้ว่าดีแทค ผิดจริงและฟ้องร้องกันแล้ว สุดท้ายศาลคงไม่สั่งให้เลิกกิจการ เหมือนกรณีบริษัท กุหลาบแก้วที่เป็นนอมินีของเทมาเสกจากสิงคโปร์ เพราะเราต้องการเทคโนโลยีและการให้บริการจากเขา เลยไม่ไล่ออกนอกประเทศ

“กฎหมาย ต่างด้าวเป็นกฎหมายปากว่าตาขยิบ ปากบอกว่าห้ามคนต่างด้าวลงทุนธุรกิจบริการต้องห้าม หรือต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการในธุรกิจบริการที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน แต่กลับเป็นว่า มีคนต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการมากมาย โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมาย และความร่วมมือของนักกฎหมาย ที่เห็นชัดเจนก็ธุรกิจค้าปลีก  แต่ก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร เพราะคนไทยต้องการบริการจากเขา และประชาชนได้ประโยชน์จากการแข่งขันในกิจการค้าปลีก”

ดร.เดือนเด่น ให้ความเห็นต่อว่า ในส่วนของกฎหมายต่างด้าวจำเป็นต้องแก้ไขมานานแล้วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยต้องแก้ไขให้กฎหมายมีความชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันใหม่ จนทำให้เกิดข้อถกเถียง และทำให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายไม่จบสิ้น

เพราะ กฎหมายมีช่องโหว่มากมาย โดยเฉพาะคำนิยามของคนต่างด้าวอ่อนมาก และยังเปิดช่องให้นับการถือหุ้นได้เพียงชั้นเดียว ถ้าเห็นว่านิติบุคคลหนึ่ง คนไทยถือหุ้น 51% ต่างด้าว 49% ก็ถือว่ามีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว ทั้งที่คนต่างด้าวที่ทำธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะมีนอมินีทั้งนั้น แล้วยังถือหุ้นเป็นลำดับชั้นอีกหลายชั้น

“กฎหมายเปิดช่องให้คน ต่างด้าวสมรู้ร่วมคิดกับคนไทยหาเลี่ยงกฎหมาย เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับคนไทย ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่คนไทยพร้อมแข่งขัน หรือธุรกิจบริการที่เป็นประโยชน์กับไทยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้ามาในธุรกิจที่เราไม่พร้อมแข่งก็ตายกันหมด”

การแก้ไขกฎหมาย “นิยามของคนต่างด้าว” ต้องทำให้ชัดเจนว่ามีคำจำกัดความแค่ไหน การนับหุ้นจะดูชั้นเดียว หรือดูหุ้นสะสม มีอำนาจการครอบงำกิจการ มีสิทธิในการออกเสียงอย่างไร เพราะถ้าย้อนไปที่ ปว. 281 กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่ชัดเจน และเข้มงวดมากกว่า เพราะพิจารณาถึงทุนของคนต่างด้าวตามความเป็นจริง รวมไปถึงทุนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทนั้น ด้วย หรือเรียกว่า การนับหุ้นแบบสะสม

แต่การแก้ไขกฎหมายเป็น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และกำหนดนิยามคนต่างด้าวให้อ่อนลง และนับหุ้นเพียงชั้นเดียว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลี่ยงกฎหมายขึ้นมากมายในหลาย ธุรกิจบริการต้องห้าม และธุรกิจบริการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้เลยว่า การแบ่งผลประโยชน์ให้กับคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากน้อยกว่าคนต่างชาติที่ถือ หุ้นข้างน้อยเป็นนอมินีนั้น ไม่เห็นด้วย เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

“นัก ลงทุนบางคนมีเงินมาก แต่บริหารงานไม่เป็นก็อาจลงทุนเพียงอย่างเดียว แล้วให้คนต่างชาติบริหารงานแทน เมื่อมีผลประโยชน์ก็ยอมรับที่จะรับน้อยกว่าคนบริหารงาน ขณะที่นักลงทุนบางคนก็ยอมเป็นหุ้นที่ไม่ออกเสียง (non-voting share) เพื่อแลกกับการมี guarantee  return คือจะได้รับการรันตีว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่แน่นอน กรณีเช่นนี้ หากเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นนอมินีหรือไม่ จะมาสันนิษฐานว่าเป็นนอมินีเลยไม่ได้แน่นอน”

แต่เมื่อแก้ไขให้นิยาม คนต่างด้าวเข้มงวดมากขึ้นแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไป คือจะต้องผ่อนคลายบัญชีแนบท้าย 3 (ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคน ต่างด้าว) เพื่อให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนไม่รู้สึกว่า กฎหมายไทยปิดกั้นการลงทุนมากเกินไป และไม่ถูกต่อต้านโดยคนเสียประโยชน์

ขณะ ที่บัญชีแนบท้าย 3 (21) ธุรกิจบริการอื่นๆ ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น ควรเอาออกให้หมด เพราะถือว่าเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจบริการแบบครอบจักรวาล และเพื่อความชัดเจนของกฎหมาย จะต้องเขียนระบุในกฎหมายเลยว่า มีธุรกิจบริการใดบ้างที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน และไม่ต้องการให้ต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการ เป็นการปิดกั้นเฉพาะธุรกิจบริการที่ไทยไม่พร้อม รวมถึงธุรกิจบริการที่ไม่มีประโยชน์สำหรับไทย

ขณะที่บัญชีแนบท้าย นั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องทบทวนทุกปีว่า จะถอดหรือเพิ่มธุรกิจใดที่คนไทยไม่พร้อมแข่งขันเข้าไป แต่ทุกวันนี้ไม่มีการทบทวนเลยถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เราต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ  ในอาเซียนมีไทยเพียงประเทศเดียวที่ล็อกไว้หมดทุกธุรกิจ

“กฎหมายที่ นิยามอ่อนแล้วทำให้บัญชีแนบท้าย 3 เข้มงวด ก็จะมีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน  ต้องมานั่งพิสูจน์กันไม่จบสิ้นว่า เป็นต่างด้าวหรือไม่ แต่ถ้าแก้ไขนิยามให้อ่อน แล้วเปิดเสรีธุรกิจบริการบัญชี 3 ด้วย ต่างชาติจะแห่เข้ามาลงทุน ธุรกิจไทยที่แข่งขันไม่ได้จะตายหมด จึงน่าจะทำนิยามให้เข้มงวด และเปิดเสรีบัญชี 3 ดีกว่า”

ผศ. ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล ผอ.โครงการนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพราะกฎหมายในขณะนี้มีหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน มีข้อด้อย ทำให้ตัวกฎหมายปัจจุบันไปไม่ถึงการทำธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบถือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

สมชาย - เดือนเด่นสมชาย – เดือนเด่น

“ดังนั้น เมื่อกฎหมายตี ความเพียงแค่ชั้นเดียว ก็อาจจะลงไปไม่ถึงข้อเท็จจริง ซึ่งแตกต่างจากการตรวจสอบในต่างประเทศที่เขามองลึกลงไปหลายชั้นทั้งการถือ หุ้น และอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท”

ในขณะที่กรณีการตรวจสอบ สถานะความเป็นต่างด้าวของดีแทคนั้น ผศ.ดร.สมชาย มองว่า เป็นปัญหาทั้งในเรื่องทฤษฎีและตัวกฎหมาย เพราะในทางทฤษฎีนั้น การตรวจสอบความเป็นต่างด้าว ควรจะต้องสอบลงไปว่า บริษัทที่ถือหุ้นที่แท้จริงเป็นใคร มีตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบอำนาจการบริหารว่า ใครเป็นคนมีอำนาจในการบริหาร เพราะบางครั้งคนที่ถือหุ้นน้อยอาจจะมีอำนาจบริหารที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งมองได้ชัดว่า เจ้าของตัวจริงเป็นใคร

แต่ในทางกฎหมายมีนิยามความ เป็นต่างชาติ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เป็นการตรวจสอบชั้นเดียวตามตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น ดังนั้น แม้จะตรวจสอบต่อไปได้ว่า มีกรณีที่อำนาจการบริหารไม่ได้เป็นของคนไทย หรือหุ้นน้อยมีอำนาจมาก ก็ไม่สามารถจะใช้ข้อ 4 ซึ่งไม่มีในกฎหมายข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไปฟ้องร้องได้ ที่สำคัญ ในกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีอำนาจฟ้องร้องกล่าวโทษ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

“กรณี นี้ทำได้ดีที่สุดก็คือส่งหลักฐานที่ได้ต่อให้ตำรวจเพื่อสอบสวน และฟ้องร้องต่อไป นอกจากนั้น จากช่องโหว่ของ พ.ร.บ. ที่ทำให้ภาคธุรกิจ หรือบริษัทต่างด้าว สามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายดังกล่าวในการถือหุ้นได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกฟ้องร้องกลับ หากการสอบสวนให้ดุลพินิจที่ก้าวหน้าไปกว่าที่กฎหมายมีอยู่ในขณะนี้ หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งบริษัทเอกชนได้ เพราะคำสั่งหรือการใช้อำนาจรัฐ จะถูกตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสั่งการหรือทำอะไรต้องดูตามตัวกฎหมายเป็นหลัก”

กรณี ของ “ดีแทค” เอง อาจจะไม่ใช่บริษัทเดียวที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทย บริษัทไทย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงเรื่องนี้ และหาแนวทางแก้ไข เช่น ในเบื้องต้น หากมีการตรวจสอบสถานะของบริษัทอื่นอีก การตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกเหนือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรจะมีตำรวจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้การฟ้องร้องทำได้จริงและเร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปและต้องเป็นการแก้ไขที่เห็นร่วมกันของทุก ฝ่ายทั้งในด้านทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ

โดย 1. ควรจะมีการนิยามธุรกิจที่เป็นต่างด้าวให้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนิยามที่มีอยู่ 3 ข้อในขณะนี้เป็นการตรวจสอบแค่ผิวๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงในเชิงลึก ข้อ 2. การตรวจสอบนั้น จะต้องมีการตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน ด้านแรกคือ จะต้องไม่ตรวจสอบเพียงตัวเลขหุ้น หรือสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะต้องตรวจสอบลึกลงไปถึงอำนาจการบริหารงานที่แท้จริง ผู้ที่ได้รับเงินปันผล หรือกำไรที่แท้จริง รวมทั้งการถือหุ้นแทน หรือนอมินีด้วย

ส่วนด้านที่สองคือ การตรวจสอบในเชิงลึก ไม่ใช่การตรวจสอบชั้นเดียวแค่ผิวๆ เช่น ที่มาของเงินในการถือหุ้น หรือปัจจุบันมีการถือหุ้นไขว้กันในหลายบริษัท ทำให้ไม่สามารถรู้เจ้าของที่แท้จริงได้ เพราะถ้าตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ความชัดเจนว่าบริษัทไหนเป็นไทยแท้ ไทยเทียม หรือต่างด้าวก็จะชัดขึ้น

อย่างไร ก็ตาม เมื่อในช่วงที่ผ่านมา พ.ร.บ.ของเรามีช่องโหว่ เมื่อมีการแก้ไขการประกาศใช้ก็ต้องให้โอกาสภาคธุรกิจปรับตัวด้วย โดยเมื่อประกาศใช้อาจจะมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบการเดิมปรับตัว เช่น อาจจะให้เวลา 1-2 ปีในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขกฎหมายไม่สร้างปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ขณะ เดียวกัน ควรจะมีการผ่อนคลายการเปิดเสรีในภาคบริการ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ที่เรายังต้องการเงินทุนและเทคโนโลยีของต่างชาติด้วย.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

เปิดแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 โจทย์การบ้านรัฐบาลใหม่ รับมือความเสี่ยงประเทศ

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

18 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/186988.

Pic_186988

นับเป็นความประจวบเหมาะของประเทศไทย เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) จะเริ่มต้นใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2554 นี้ เป็นเวลาไล่เลี่ยและใกล้เคียงกับการเริ่มต้นดำเนินงานบริหารประเทศของคณะรัฐบาลชุดใหม่

การก้าวไปพร้อมกันของแผนพัฒนาชาติกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดเพื่อไปสู่การพัฒนาประเทศ อำนวยความสุขให้กับประชาชน

การแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ของทั้งสองส่วนตั้งแต่ช่วงของเริ่มต้น จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

เพราะในห้วงเวลานี้ พรรคเพื่อไทย ผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วประเทศ ก็อยู่ในช่วงของการจัดเตรียมทำร่างนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภาเช่นกัน

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้เปิดมุมมองและทรรศนะของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต่อวิสัยทัศน์และทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 รวมทั้งข้อเสนอแนะ และมุมมองที่มีต่อการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่นี้….

แนวทางร่างนโยบายของรัฐบาล

นายอาคม เริ่มต้นว่า กระบวนการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดจะมีวิธีการแตกต่างกัน เช่นในอดีตของพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ก็มีการจัดทำร่างนโยบายเอง ใช้ภาษาง่ายๆ แบบชาวบ้านเข้าใจง่าย ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีร่างนโยบายขึ้นมาและให้ สศช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยดูร่างและการใช้คำในตอนหลัง

ส่วน “ว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” เชื่อว่ามีแนวทางคล้ายๆ กับรัฐบาลไทยรักไทยที่จะจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลขึ้นมาเอง ในขณะนี้ยังเป็นช่วงของการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปให้ความเห็นในบางประเด็น

ซึ่งนโยบายหาเสียงจะสามารถทำได้หรือไม่จะต้องคุยกันในรายละเอียดและวิธีการทำ ขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาว่าหากต้องใช้งบประมาณ จะใช้เท่าใด ซึ่งต้องมาดูรายละเอียดกัน ซึ่งขณะนี้ยังพูดไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องวางนโยบายให้ครบ โดยกลั่นกรองจากแนวทางที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลหลักๆ จะต้องดู 3 ส่วนประกอบและทำให้สอดคล้องกัน โดยส่วนแรกที่ต้องนำมาใช้ คือ สิ่งที่เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลชุดใหม่มีความตั้งใจเข้ามาทำ

ส่วนต่อมาที่ต้องดูประกอบ คือ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใจความสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การกระจายรายได้ของประชาชน การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมภาคการเกษตร การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ส่วนที่สามจะต้องดูแผนและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง คือ แผนพัฒนาชาติ ถ้าเป็นช่วงเวลานี้ก็ต้องพิจารณากรอบการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ที่จะใช้เป็นแผนระหว่างปีงบประมาณ 2555-2559 โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2554 นี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

พร้อมกับมีเป้าหมายหลักของการพัฒนาให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขและความสงบสุขของสังคมไทย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงและภาพลักษณ์การคอรัปชันดีขึ้น คนไทยมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สถาบันสังคมเข้มแข็งมากขึ้น เศรษฐกิจเติบโตในอัตราเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับผลิตภาพโดยรวมไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีต่อจีดีพี ไม่ต่ำกว่า 40% และลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่คุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ

เปิด 6 ยุทธศาสตร์แผนฯ 11

สำหรับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีด้วยกัน 6 ข้อ คือ 1. การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ได้รับการบริการทางสังคมที่มีคุณภาพ สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค

2. การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และมีจิตสำนึกในคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม

3. ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้มแข็งและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

4. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ภูมิปัญญา องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

5. การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม มุ่งเชื่อมโยงมิติการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศกับมิติความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคต่างๆ บนพื้นฐานการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก

6. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้เพียงพอต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้พูดถึงปัจจัยที่มีผลต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ถือว่าเป็น หัวใจสำคัญ คือ ทุกภาคส่วนต้องนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ พร้อมทั้งนำทุนทางวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงการท่องเที่ยว รวมทั้งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ประเมินความเสี่ยงประเทศ

เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ได้มีการประเมิน ความเสี่ยงของประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และต้องเผชิญความเสี่ยงที่สำคัญ 5 ประการ คือ

1. การบริหารภาครัฐอ่อนแอ ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน และระหว่างประชาชนกับประชาชนในบางพื้นที่มีช่องว่างมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น แต่การมีส่วนร่วมตัดสินใจในระดับนโยบายมีน้อย  เจ้าหน้าที่รัฐย่อหย่อนในการปฏิบัติตามหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง การดำเนินงานไม่โปร่งใส เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย

2. โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การขยายตัวทาง เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิตดั้งเดิมโดยเฉพาะทุน และแรงงานราคาถูกที่มีผลิตภาพการผลิตต่ำ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมาพึ่งภาคการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก ผลตอบแทนแรงงานในภาคเกษตรมีสัดส่วนต่างเมื่อเทียบกับนอกภาคเกษตร เกษตรกรยังประสบความยากจนและมีปัญหาหนี้สิน ความต้องการใช้พลังงานของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น มีการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก”

3. โครงสร้างประชากรที่มีวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2568 ขณะที่ประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลงต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลงในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11

“อาจกระทบต่อความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคต การแข่งขันเพื่อแย่งชิงแรงงานจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานคุณภาพ ภาครัฐและครัวเรือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่างๆ”

4. ค่านิยมที่ดีงามของไทยเสื่อมถอย สังคมไทยมีความเป็นวัตถุนิยม ให้ความสำคัญกับศีลธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงามลดลง มุ่งหารายได้เพื่อสนองความต้องการ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันลดลง ความมีน้ำใจไมตรีน้อยลง ต่างแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้คนไทยขาดความสามัคคี การเคารพสิทธิผู้อื่น และการยึดถือประโยชน์ส่วนรวม

5. ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรมรุนแรง ขณะที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทบต่อฐานการผลิตภาคเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน 6. ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ทั้งที่มาจากปัญหาการก่อความไม่สงบในประเทศ ปัญหาการก่อการร้าย วิกฤติเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศ

นำ 5 ปัจจัยสร้างภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ โดยนำภูมิคุ้มกันที่มีอยู่มาใช้ ประกอบด้วย 1. ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่ยึดโยงคนในชาติให้เกาะเกี่ยวกันอย่างแน่นแฟ้น เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม

2. การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสําหรับการพัฒนาประเทศ 3. สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม สามารถยึดโยงคนไทยให้เป็นเอกภาพ 4. ภาคการเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

5. ชุมชนเป็นกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงกันเป็นสังคมสวัสดิการ เป็นพลังหลักในการพัฒนารากฐานของประเทศให้มั่นคง

ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการนำแผนไปสู่การปฏิบัตินั้น ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไม่มีข้อห่วงใยเลยว่าแผนจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติ

เนื่องจากการเขียนแผนได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนมาตั้งแต่แรก และเป็นแผนชี้ทิศทาง ไม่ใช่แผนของราชการเหมือนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-7

และตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ก็ยังยึดหลักและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อการมีส่วนร่วมเกิดขึ้นตั้งแต่มีการเริ่มร่างแผน ภาคประชาชนเข้าใจแผนมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนก็นำไปใช้กันอย่างเต็มที่

ข้อเสนอแนะพรรคเพื่อไทย

เลขาธิการ สศช. มีมุมมองที่เพิ่มเติมจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ฝากให้พิจารณาเพิ่มเติม คือ การป้องกันปัญหาภัยพิบัติ และผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ที่เกิดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประเด็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภายหลังเกิดภัยสึนามิในประเทศไทย ช่วงปลายปี 2547 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ได้เกิดภัยพิบัติอีกหลายครั้ง

เช่นในปี 2553-2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องหามาตรการป้องกันน้ำท่วม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเป็นความสูญเสียมากมายมหาศาลและเป็นความสูญเสียของมนุษยชาติ

ดังนั้น จะต้องมีการศึกษากันอย่างจริงจังถึงการวางมาตรการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ต้องดูลึกกันไปถึงความไม่สมดุลของน้ำหรือการก่อสร้างทางน้ำ ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนเข้าสู่เมือง

เช่นเวลานี้ กรุงเทพมหานคร กลายเป็น 1 ในเมืองหลักของโลกในอันดับที่ 7 ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม บางเวลาโดนน้ำทะเลหนุนเข้าสู่เมือง บางเวลาถูกน้ำเหนือไหลบ่า และบางเวลาถูกน้ำหลากมาทั้งสองทาง

ทั้งนี้แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการทำโครงการพัฒนา 25 ลุ่มน้ำ แต่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติพร้อมกัน ทั้งๆที่ควรทำไปพร้อมกันและถือเป็นแผนระยะยาว

มีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นมีการวางแผนป้องกันสึนามิไว้ล่วงหน้าถึง 50 ปี ก็ยังเจอกับภัยพิบัตินี้ได้ เนื่องจากคลื่นสึนามิที่เกิดจริงสูงกว่าที่คาดเอาไว้มาก
ที่ลืมไม่ได้เลย คือ การติดตามและก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีประเด็นหลากหลายกว่าในอดีตมาก

แต่ก่อนเราพูดกันถึงกฎระเบียบทางการค้า ต่อมาก็พัฒนาเป็นการกีดกันทางการค้าและมีข้อกำหนดเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งยังมีกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในต่างประเทศ

ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก จึงจำเป็นต้องตามกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆในโลกให้เท่าทันมากขึ้น.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 18 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ตลาดหุ้นตอบโจทย์นโยบายหาเสียงรัฐ เปิดทางเลือกระดมทุนประเทศ

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

11 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ตลาดหุ้นตอบโจทย์นโยบายหาเสียงรัฐ เปิดทางเลือกระดมทุนประเทศ.

Pic_185244

หลังจากได้รับการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและอยู่ระหว่างการฟอร์มจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และทีมเศรษฐกิจเพื่อเร่งดำเนินการตามนโยบาย ที่รัฐบาล “เพื่อไทย” สัญญาไว้ โดยเฉพาะโครงการประชานิยม ลดแลกแจกแถม!!

เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชน ทั้งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพิ่มเงินเดือนขั้นแรกอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน ขณะที่มีพันธะที่จะต้องลงทุนสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล

ขณะเดียวกัน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาตลาดเงิน และตลาดทุน เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และดึงดูดเงินทุนต่างชาติที่ไหลเวียนอยู่ในตลาดการเงินโลก ให้กลายเป็นแหล่งทุนสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยก็สำคัญไม่แพ้กัน

เขาว่ากันว่ามี 2 แนวทางที่จะเร่งรัดให้เป็นแหล่งในการหารายได้ให้กับรัฐบาลได้อย่างมากมาย และรวดเร็ว เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการเหล่านี้ คำตอบที่หนีไม่พ้นคือ “ไม่ขายหวย ก็ต้องระดมทุนผ่านหุ้น”

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสได้คุยกับ 3 ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำโดย “จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ “วิรไท สันติประภพ” รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และ “ชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)”

ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ทั้ง 3 ท่าน ได้ชี้ทางสว่างให้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า จะสามารถหาช่องทางในการหารายได้ เพื่อลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และจุนเจือนโยบายประชานิยมจากตลาดหุ้นหรือตลาดทุนได้อย่างไร

รวมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีของการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งถือเป็นเสาหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยให้กว้างและลึกขึ้น เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทย และกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ตลาดทุนไทยสู่ตลาดระดับโลก

“การพัฒนาตลาดหุ้นให้กว้างและลึกขึ้น ดึงดูดเงินทุนต่างชาติได้มากขึ้น ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่การรวมอาเซียนเป็นตลาดเดียว ซึ่งจะมาถึงตามสัญญาประชาคมอาเซียนในปี 2558 เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ขณะที่การเดินหน้าตามแผนพัฒนาตลาดทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์และผู้เกี่ยวข้องได้ทำงานร่วมกัน จะเป็นแนวทางในการพัฒนาตลาดทุนที่ทำให้ประเทศแข่งขันได้ จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ช่วยผลักดันให้ทำงานต่อได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง” เป็นคำพูดแรกที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฝากถึงรัฐบาลใหม่
นายจรัมพร ยังเล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมือง มาแถลงนโยบายตลาดทุน ซึ่งทุกพรรคต่างสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน และที่น่าดีใจคือเห็นด้วยในการปฏิรูปหรือแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ให้สามารถตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้

“อยากให้ รมว.คลัง คนใหม่ สานต่อแผนพัฒนาตลาดทุนที่เราทำไว้ และถ้าได้คนที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ เข้าใจถึงประโยชน์ของการแปรสภาพตลาดหุ้นไทย ยิ่งจะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการตัดสินใจต่างๆ ที่จะพัฒนาตลาดทุน จะมีทั้งคนได้ และคนเสียประโยชน์”

ทั้งนี้ ตลอด 36 ปีนับตั้งแต่จัดตั้งมา ตลาดหลักทรัพย์มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจ เป็นแหล่งระดมทุนให้กับภาคธุรกิจมาขยายกิจการ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ช่วยลดต้นทุนการเงิน และทำให้ธุรกิจเติบโต ขยายโรงงาน ซื้อที่ดิน เครื่องจักร มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจนเกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ตลาดหุ้นไทยยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาซื้อขาย เพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ไทย จนส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 8.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของ GDP

“แต่ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางกระแสทุนไหลบ่าและการเปิดเสรี ในทุกภาคธุรกิจ การแข่งขันแย่งเม็ดเงินในตลาดทุนมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น เราจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มแรงดึงดูดเม็ดเงินทุนจากต่างชาติมากขึ้น”
โดยใช้แผนพัฒนาตลาดทุนไทยเป็นตัวกำหนดแนวทางเพื่อนำไปสู่เป้าหมายเหล่านี้!!

ด้วยการเพิ่มสินค้าที่ดีมีคุณภาพ โดยมีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรดีเติบโตได้ต่อเนื่อง และเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี ขณะที่ต้องมีสินค้าที่หลากหลายให้เลือกลงทุนมากขึ้น มีกฎเกณฑ์เอื้ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนและให้ธุรกิจเข้ามาจดทะเบียน รวมทั้งกำกับดูแลไม่ให้มีคนเข้ามาปั่นหุ้นหรือเอาเปรียบผู้ลงทุนรายอื่น

นอกจากนั้น ยังต้องหาทางลดต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการทำธุรกรรมในตลาดทุนเพื่อให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ บัญชี ภาษี ข้อมูลเทคโนโลยีและการกำกับดูแล ที่สำคัญคือต้องส่งเสริมการแข่งขันในตลาดทุนไทยและความเชื่อมโยงกับตลาดทุนโลก เพื่อไม่ให้ไทยตกขอบเวทีโลก

“สิ่งที่ต้องทำคือช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ระดมทุนเข้าถึงตลาดได้ง่ายและทั่วถึง เร่งพัฒนาคุณภาพและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าในตลาดอนุพันธ์หรือตลาดสินค้าล่วงหน้า เช่น เปิดให้มีการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า รวมทั้งพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วย  เพื่อให้ เกษตรกรไทยได้ใช้ประโยชน์”

ทั้งหมดนี้ คือ “ตลาดหุ้นไทยในฝัน” ที่อยากเห็น คือเป็นตลาดที่ภาคธุรกิจทั้งบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติทั่วโลกต้องการเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียน ในขณะเดียวกันก็เป็นตลาดที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนในเอเชียอยากขนเงินเข้ามาลงทุน

“ตลาดหุ้นของเราตอนนี้ อาจจะยังเหมือน “ตลาดสด” ที่มีคนซื้อขายระดับหนึ่ง เราต้องการปรับปรุงและยกระดับให้ตลาดสดเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ที่มีแต่คนอยากนำสินค้าเข้ามาขายในตลาดของเรา ยิ่งยกระดับเป็นตลาดสินค้าแบรนด์เนมยิ่งดี ทำให้ตลาดเรามีความน่าสนใจมากขึ้นและมีคนให้ราคามากขึ้น”

ระดมทุนสู่โครงสร้างพื้นฐาน

ส่วนทางออกในการระดมทุนของรัฐบาลเพื่อรองรับการใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ที่สัญญาไว้นั้น นายวิรไท ให้ความเห็นว่า ในเบื้องต้นหากรัฐบาลไม่มีงบประมาณที่จะเข้ามาลงทุนได้เอง หรือต้องการลดภาระงบประมาณการลงทุนของภาครัฐลง ก็ควรเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

“รัฐบาลสามารถใช้เครื่องมือในตลาดทุนเข้ามาช่วย เพราะมีเงินในตลาดทุนมากมาย เพียงแต่ภาครัฐหรือเอกชนจะเลือกใช้เครื่องมืออะไรในการระดมเงินทุนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด” เช่น การตั้งกองทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure fund) เพื่อระดมทุนจากภาคเอกชนและประชาชนมาลงทุน โดยรัฐบาลอาจให้การอุดหนุนบางส่วน และให้สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจในการจัดตั้ง เช่น ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีการโอนสินทรัพย์เข้ามาอยู่ในกองทุน ยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ประชาชนจะได้จากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรือเงินที่นำมาลงทุนซื้อหน่วยลงทุนนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

นอกจากนี้ นโยบายในการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการร่วมลงทุนกับภาครัฐ (PPP) ในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยบริษัทร่วมทุนนี้ยังสามารถเข้ามาใช้เครื่องมือในตลาดทุนระดมเงินทุน ทั้งการขายหุ้นให้ประชาชนเข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ หรือเครื่องมือทางการเงินอื่นๆได้

นายวิรไท ยังชี้ให้เห็นอีกช่องทางหนึ่งที่สำคัญ หากรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องกู้เงิน ควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งผลักดันให้เกิด “ตลาดตราสารหนี้เพื่อนักลงทุนบุคคล” ซึ่งเป็นตลาด และโอกาสที่รัฐบาลจะกู้เงินจากประชาชน โดยรัฐออกพันธบัตรขายให้ประชาชนโดยตรง เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพที่สุด เพราะเป็นฐานเงินทุนขนาดใหญ่ที่มีความแน่นอน มีเสถียรภาพทั้งในช่วงเวลาปกติและในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพิงการระดมเงินจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล และยังลดภาระด้านงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะได้ จากการเปิดให้ประชาชน มีส่วนร่วมลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของภาครัฐผ่านการออกตราสารหนี้เพื่อนักลงทุนบุคคล

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนผ่านการออมระยะยาวให้กับประชาชน ที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ขณะที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกันหรือแทบไม่มีความเสี่ยงเลยเพราะรัฐบาลเป็นประกัน ขณะที่ในอนาคตการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์จะได้รับการคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อธนาคารเท่านั้น

“ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ตลาดตราสารหนี้เพื่อนักลงทุนบุคคลเติบโตและมีขนาดที่ใหญ่มากเป็นแหล่งเงินทุนจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลพึ่งพาจากประชาชน เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศระยะยาว แต่ประเทศไทย ตลาดตราสารหนี้เพื่อนักลงทุนบุคคลยังไม่เกิดขึ้น”

ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลให้โอกาสนี้ ควรเร่งให้สร้างตลาดตราสารหนี้เพื่อนักลงทุนบุคคลให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกู้เงินของรัฐบาล โดยต้องกำหนดตารางการออกขายพันธบัตรให้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและอื่นๆที่ช่วยส่งเสริมการออมระยะยาวให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

แปรรูปรัฐวิสาหกิจเพิ่มขีดความสามารถ

ขณะเดียวกัน แนวทาง “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ” เป็นอีกช่องทางที่สำคัญในการหารายได้ของรัฐบาล เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นหัวหอกในการลงทุน แต่ควรเลือกรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจที่เปิดให้มีการแข่งขันกันอย่างกว้างขวางแล้ว เช่น ทีโอที และ กสท (CAT) มาแปรรูปก่อน ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ตั้งบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจแข่งขัน หรือร่วมทุนกับภาคเอกชนนั้น สามารถนำบริษัทลูกมาแปรสภาพได้ โดยไม่ต้องนำตัวรัฐวิสาหกิจใหญ่มาเข้าตลาด

“ต้องทำความเข้าใจว่า รัฐวิสาหกิจที่เข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น รัฐแค่ถือหุ้นลดลง และหากรัฐยังถือหุ้นเกินกว่า 50% ก็ยังมีอำนาจเหนือรัฐวิสาหกิจแห่งนั้น หรือหากต้องการให้มีการบริหารจัดการเป็นภาคธุรกิจเต็มตัว ก็ถือหุ้นต่ำกว่า 50% แต่คงความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่มีอำนาจบริหารจัดการ ไม่ถือเป็นการขายสมบัติชาติแต่อย่างใด”

ผลดีของการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ นอกจากรัฐบาลจะได้เงินจากการกระจายขายหุ้นให้ประชาชนเพื่อนำไปลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆแล้ว ยังจะทำให้การบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นเอกชนมากขึ้น เกิดความคล่องตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แข่งขันกับภาคเอกชนได้มากขึ้น และการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีเงื่อนไขทำให้รัฐวิสาหกิจต้องพยายามเพิ่มศักยภาพองค์กร ต้องมีการบริหารงานที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะจะต้องมีการรายงานและเปิดเผยผลการดำเนินงานและงบการเงินทุกไตรมาส

การตรวจสอบจากนักวิเคราะห์และผู้ถือหุ้น ยังเป็นตัวชี้วัดผลการทำงานและเป็นตัวผลักดันศักยภาพองค์กร และการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ทำให้มีผลประกอบการดีขึ้น มีกำไรมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่จะได้เงินปันผลมากที่สุด และยังจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้เพิ่มขึ้น และลดภาระการพึ่งพารัฐบาลที่ต้องนำเงินมาอุดหนุนอีกด้วย

หนุนธุรกิจเข้าตลาดหุ้นเก็บภาษีได้เพิ่ม

นายชนิตร กล่าวเสริมว่า มีตัวเลขยืนยันว่าบริษัทที่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันแล้ว ยังพบด้วยว่าบริษัทเหล่านี้มีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง และมีการจ่ายภาษีเป็นรายได้เข้ารัฐบาลเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะแต่เดิมที่อยู่นอกตลาด ไม่ต้องเปิดเผยและถูกตรวจสอบการจัดทำงบการเงินอย่างเข้มงวดจากทางการและผู้สอบบัญชี จึงอาจมีธุรกิจบางส่วนที่หลบการลงบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษี หรือทำให้เสียภาษีน้อยที่สุด
ดังนั้น การสนับสนุนและส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจและธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์จะช่วยเรื่องรายได้ของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง เพราะทำให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีจากบริษัทเหล่านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย!!

นายชนิตร ยังเปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีนิติบุคคลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 10 ปี ย้อนหลัง (ปี 2543-2553) พบว่า บริษัทจดทะเบียน 540 บริษัท จ่ายภาษีนิติบุคคลให้กับกรมสรรพากรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35-40% ของภาษีนิติบุคคลที่รัฐเก็บได้ทั้งหมด จากนิติบุคคลทั่วประเทศกว่า 300,000-400,000 ราย หรือ ภาษีมากกว่า 1 ใน 3 ที่รัฐเก็บได้ มาจากบริษัทในตลาดหุ้นเพียง 500 กว่าบริษัทเท่านั้น!!

นอกจากนั้น ยังพบว่า บริษัทเหล่านี้จ่ายภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 20% นับจากปี 43 บริษัทในตลาดจ่ายภาษีนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 37,017 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 203,644 ล้านบาท ในปี 53!! (ดูในตารางกราฟ) ขณะที่ปี 53 รัฐเก็บภาษีนิติบุคคลจากบริษัททั่วประเทศได้รวมกันเพียง 460,000 ล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังได้เก็บข้อมูลเปรียบเทียบเม็ดเงินการจ่ายภาษีนิติบุคคลให้รัฐ ในช่วงก่อนและหลังนำบริษัทเข้าตลาดของบริษัทที่เข้าตลาดช่วงปี 2544-48 จำนวน 109 บริษัท ปรากฏว่า “บริษัทเหล่านี้จ่ายภาษีเข้ารัฐในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังที่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งที่อัตราการจ่ายภาษีได้รับการลดหย่อนให้เสียในอัตรา 25% สำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเสีย 20% สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI)”

ดังนั้น ความพยายามที่จะขอสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์และตลาด MAI ให้แตกต่างจากการอยู่นอกตลาด เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจยอมเข้ามาอยู่ในระบบการจัดเก็บภาษีที่ถูกต้อง โปร่งใส เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ แม้รัฐจะจัดเก็บภาษีได้ในอัตราที่ลดลง แต่เมื่อแปลงเป็นเม็ดเงินที่จ่ายจริงแล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว รัฐก็จะมีรายได้นำมาจัดสรรใช้ในโครงการต่างๆเพื่อประชาชนรากหญ้าได้เพิ่มขึ้น

นายชนิตร ตอกย้ำว่า ผลพลอยได้จากการสนับสนุนให้บริษัทที่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีระบบการลงบัญชีที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน ไม่ใช่เพียงภาษีนิติบุคคลที่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ระบบภาษีที่โปร่งใส ยังช่วยให้การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานในบริษัทที่มีจำนวนมากอย่างถูกต้องอีกด้วย

รัฐบาลจะได้เงินเข้ากระเป๋าหลายใบ โดยใช้กระสุนจาก “ตลาดทุน” เพียงนัดเดียว!!
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 11 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

4 เซียนออกแบบผู้นำประเทศ นายกฯคนที่ 28 กล้าคิด-กล้าทำ-มีจริยธรรม

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

4 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

4 เซียนออกแบบผู้นำประเทศ นายกฯคนที่ 28 กล้าคิด-กล้าทำ-มีจริยธรรม.

Pic_183550

บุคคลในแวดวงนักธุรกิจ และคอมเมนเตเตอร์ (Commentator) ชั้นแนวหน้าของประเทศช่วยกัน “ออกแบบ” ว่าที่ผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “นายกรัฐมนตรีคนที่  28” ของประเทศไทยว่า เขาหรือเธอคนนั้นควรมีคุณสมบัติอย่างไร จึงจะพาประเทศชาติรอดผ่านสถานการณ์เปราะบางของการเมืองภายใน และความผันผวนเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วในทุกด้านของโลกกลมๆใบนี้ไปได้

เขาหรือเธอคนนั้นอาจไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์  (Perfect)  เพราะในความสมบูรณ์แบบ ย่อมมีความบกพร่องอยู่ และในความบกพร่องก็อาจมีความสมบูรณ์แบบอยู่ในตัว

ขอแต่เพียงแค่ให้เขาหรือเธอคนนั้น เป็นคนรอบรู้ กล้าคิด และกล้าลงมือทำ ความสำเร็จก็คงจะบังเกิดเป็นประโยชน์โพดผลตกอยู่กับประเทศชาติ และคนไทยได้ โดยไม่ยาก หรือต้องใช้เวลานานเกินไป

ลองพินิจพิเคราะห์ความเห็นของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไปพร้อมๆกับ ทีมเศรษฐกิจ

ก่อนที่ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา จะชี้ชัดออกมาอย่างเป็นทางการว่า พรรคใดจะชนะการเลือกตั้ง และใครคือ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พวกเรารอคอย

ดุสิต นนทะนาคร
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

“ภาคเอกชนต้องการเห็นนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นผู้นำที่ดี  กล้าคิด กล้าทำ และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆไปสู่การปฏิบัติได้อย่างจริงจัง”

นายกรัฐมนตรีต้องมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล กำหนดนโยบายเพื่อนำพาประเทศให้เดินหน้าได้ในระยะยาว เช่น ในอีก 10-20 ปี โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ต้องวางนโยบายให้ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนเดินตามไปทัน ไม่เช่นนั้น ภาคเอกชนจะเดินไปตามแนวทางของตนเอง อาจขัดกับแนวทางของรัฐบาลและต้องทำงานกับภาคเอกชนให้ใกล้ชิดมากขึ้น และจริงจัง

“ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวพัฒนาประเทศให้ชัด ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในอีก 10 ปี 20 ปี ประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร อุตสาหกรรมไหนจะก้าวทางไหน ที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายระยะสั้น ทำให้เอกชนมองลำบาก วางแผนยาก โดยเฉพาะการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ในอีก 4 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมตัวให้มาก ไม่เช่นนั้นจะสู้ชาติอื่นไม่ได้”
ภาคเอกชนต้องการให้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคอรัปชัน ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงคนที่คอรัปชัน ปัจจุบันประเทศไทยมีการคอรัปชันมาก ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุน หากไม่รีบทำเชื่อว่าใน 10-20 ปี ประเทศไทยต้องสูญสิ้นแน่

ส่วนบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจต้องฉลาดหลักแหลม สามารถผลักดันนโยบายต่างๆให้เป็นรูปธรรม และดำเนินการไปสู่เป้าหมายได้ จากที่ผ่านมารัฐมนตรีส่วนใหญ่มักไม่มีสมอง หากรัฐมนตรีใหม่ยังไม่มีสมองเหมือนเดิมอีก คงไม่สามารถกำหนดนโยบายให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของไทยไม่มีความผสมผสานกันระหว่างความเก่งและความดี ส่วนใหญ่จะมีแต่ความเก่ง บางคนเป็นผู้นำที่ดี แต่เป็นคนโกง บางคนเป็นคนฉลาด แต่ไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ”

พร้อมกันนั้น ต้องการได้รัฐบาลใหม่ที่ใสสะอาด โปร่งใสในการทำงาน ไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม ซึ่งที่ผ่านๆมาไม่เคยมีคุณสมบัติเช่นนี้เลย มีแต่ความโสโครก ส่วนนโยบายบริหารประเทศก็ต้องเป็นเชิงรุกเน้นนโยบายในทุกด้านเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เน้นแต่นโยบายเศรษฐกิจ แล้วทำให้สังคมแตกแยก ขาดความสามัคคี

สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการเป็นอย่างแรก คือ การสร้างบรรยากาศการค้า การลงทุนให้เกิดขึ้น เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมา การทะเลาะเบาะแว้ง ทำให้เอกชนทำงานลำบาก

ในระยะสั้นรัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเพื่อเอกชนมาก ขอแค่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องสร้างปัญหาน่าจะพอ เพราะภาคเอกชนส่วนใหญ่ปรับตัวแข่งขันกับต่างชาติได้อยู่แล้ว

“ไม่อยากได้รัฐบาลที่โสโครกอีกแล้ว สงสารประเทศไม่เจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่นๆ ทั้งที่ไทยมีพร้อมในทุกด้าน เป็นศูนย์กลางของอาเซียน มีความสามารถในการผลิตสินค้าต่างๆ และหลายสินค้าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก ของเอเชีย คนไทยมีความสามารถในการให้บริการ ส่วนภาคเอกชนก็มีความเข้มแข็งพอสมควร แต่เราไม่มีรัฐบาลที่ดี จึงทำให้ประเทศไทยขาดโอกาสในการพัฒนา”

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ
นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

“ต้องยอมรับว่า นอกจากการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันจะเป็นไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย นายกรัฐมนตรียุคใหม่ จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ เปิดกว้าง รับความเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด บนข้อมูลที่ถูกต้อง เพียงพอ ทันการณ์”

หมดสมัยแล้วที่นายกรัฐมนตรีจะเก่งคนเดียว ผู้บริหารประเทศในปัจจุบัน เปรียบเสมือนวาทยากร ต้องสามารถดึงจุดเด่นของทีมงานขึ้นมา ต้องสามารถประสานให้คณะรัฐมนตรีบรรเลงเพลงให้ไพเราะ มีประโยชน์ และจับใจผู้ฟังให้การสนับสนุน ประชาชนสมัยนี้กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

ผู้บริหารประเทศต้องรับฟังและนำข้อคิดเห็นต่างๆมาพิจารณาไตร่ตรอง ข้อสำคัญคือต้องอดทน ทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มั่นใจในศักยภาพที่จะนำพาประชาชนและประเทศไทยไปสู่ความเจริญและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน

ส่วนทีมเศรษฐกิจต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน การคลัง และต่างประเทศ ต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถวางยุทธศาสตร์ของประเทศให้อยู่ในสถานะที่ดี หรืออย่างน้อยก็ไม่เสียเปรียบ ต้องดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลังให้ดี กล้าที่จะคัดค้านโครงการที่จะนำพาประเทศไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพในระยะปานกลางถึงระยะยาว กล้าที่จะยืนหยัดอยู่บนหลักการและความถูกต้อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่น ถ้ายืนหยัดแต่ไม่ยืดหยุ่นก็อาจจะพังได้เหมือนกัน ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้เหมาะสม โดยยังต้องอยู่บนพื้นฐานของความมีเสถียรภาพในระยะยาว

“สิ่งที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ทำ ทางด้านนโยบาย คือ 1. เร่งวางกรอบแนวทางการพัฒนาการโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการขนส่งทางราง ท่าเรือ ถนน นโยบายการจัดการการคมนาคมทางน้ำ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่องการสาธารณสุข การชลประทาน การป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ อุบัติเหตุ และที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์

2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งการปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาคน ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่บั่นทอนคุณภาพเยาวชนและคนในวัยทำงาน

3. นโยบายด้านแรงงาน นอกจากจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งต้องทยอยดำเนินการเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจแล้ว ยังต้องขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู อาจารย์ และข้าราชการการเมือง อย่างน้อยให้เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างสุขสบายพอสมควร

มีนโยบายเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจน ต้องยอมรับว่าเราขาดแคลนแรงงานในระดับที่ไม่ต้องใช้ฝีมือ และต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดการ ดูแลและดำเนินการอย่างมีระบบ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อมนุษยธรรม และเพื่อไม่เปิดช่องให้มีผู้แสวงหาประโยชน์จากแรงงานเหล่านี้

4. นโยบายเกี่ยวกับเกษตรกรและการดำเนินการสหกรณ์ให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ สินค้าเกษตร โดยเฉพาะอาหารจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคตและประเทศไทยอยู่ในฐานะได้เปรียบ เพราะเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสุทธิอันดับ 10 ของโลก เกษตรกรควรจะได้รับประโยชน์จากวงจรนี้ และมีความมั่งคั่งและมั่นคง

5. การเปิดรับความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆในหลายๆช่องทางด้วยใจจริง ไม่ปิดกั้น ไม่เสแสร้ง

ปัทมาวดี ซูซูกิ
อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณสมบัติของผู้นำที่ประเทศต้องการในขณะนี้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความรับผิดชอบและจริยธรรมมาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยการมีวิสัยทัศน์ ซึ่งทั้งสองข้อข้างต้นตอนนี้ยังไม่เห็นว่ามีอยู่ในตัวผู้นำพรรคการเมืองใด

ผู้นำของพรรคการเมืองที่เห็นคือ เล่นเกมการเมืองเกินไป ไม่ได้มองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบพรรคการเมืองของไทย ที่ไม่ได้เอื้อที่จะสร้างผู้นำที่มีความรับผิดชอบ จริยธรรม และมีวิสัยทัศน์ แต่กลายเป็นการสร้างผู้นำที่อยู่ในกรอบของการเป็นนักการเมือง เน้นเรื่องผลประโยชน์ของพรรค ทำให้บางครั้งต้องสูญเสียคนดีๆไปกับระบบการเมือง

“พอถึงวันเด็กเรามักจะเรียกร้อง คาดหวังให้เด็กต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ แต่เมื่อมองดูผู้นำ ที่ควรจะเป็นต้นแบบที่ดีแล้ว ยังไม่สามารถหาผู้นำประเทศที่น่าภาคภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า  นี่คือผู้นำที่จะพาประเทศก้าวไปข้างหน้าได้”

สำหรับเรื่องการมีวิสัยทัศน์นั้น เป็นสิ่งที่ผู้นำของไทยจำเป็นต้องมี เนื่องจากโลกในขณะนี้มองประเด็นเรื่องบูรพาภิวัฒน์ หรือกระแสโลกเหวี่ยง มาทางภูมิภาคตะวันออกมากขึ้น การจะวางตำแหน่งของประเทศไทยในกระแสโลกที่เปลี่ยนไปจะต้องทำอย่างไร ตอนนี้ยังไม่เห็นว่าจะมีผู้นำพรรคการเมืองคนใดแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ประเด็นต่อมาคือเรื่องโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น มีนโยบายตรงจุดนี้อย่างไร

ก็ยังไม่เห็นผู้นำพรรคการเมืองใดแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในประเด็นนี้

นอกจากนี้ในด้านการศึกษา ผู้นำจะต้องมองเปรียบเทียบการศึกษาของไทยกับของทั้งภูมิภาคว่าอยู่ในระดับใด จะวางนโยบายในการสร้างคนอย่างไร พรรคการเมืองแต่ละพรรคในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายในการสร้างคนที่ชัดเจน แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือคุณภาพของการศึกษา เพื่อสร้างคนให้มีคุณภาพและคุณธรรมควบคู่กันไป

ปัญหาเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับโลกและนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ตรงจุดนี้ประเทศไทยจะวางมาตรการรับมืออย่างไร เป็นเรื่องที่ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์ รวมไปถึงวิกฤติอาหารและพลังงานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคู่กันที่จะต้องวางยุทธศาสตร์การผลิตในภาคการเกษตรให้ชัดเจน ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายในอนาคตข้างหน้า

“อีกปัญหาหนึ่งที่แต่ละพรรคการเมืองมักจะพูดถึงกันคือ ความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่เท่าที่ดูในขณะนี้แม้แต่พรรคที่ได้ขึ้นชื่อว่าพรรคของคนจน ก็ยังไม่เห็นนโยบายที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น ทั้งการลดการผูกขาดอำนาจในการตลาด การลดอำนาจการเมือง อำนาจเหล่านี้ถูกดูดไปกระจุกตัวอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทำอย่างไรถึงจะมีนโยบายที่จะดึงกลับมาให้ภาคประชาสังคม เป็นการบ้านที่ผู้นำต้องไปคิด”

ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการ คือ 1. ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ถือว่าสำคัญมาก เพราะขณะนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือต้องปฏิรูปหลายด้าน ทั้งระบบภาษี และการศึกษา เป็นต้น

2. ต้องกล้าตัดสินใจ เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว หากไม่กล้าตัดสินใจ มัวแต่ตั้งคณะกรรมการ หรือคณะทำงานชุดนั้นชุดนี้ มาวิเคราะห์กลั่นกรอง การที่ไม่กล้าตัดสินใจชี้ขาด หรือเด็ดขาด ก็จะทำให้งานหลายอย่างเดินหน้ายาก ทำให้เสียเวลาและเสียโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ

3. ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเข้าใจในเศรษฐกิจมหภาคอย่างดี เพราะขณะนี้ปัจจัยภายในประเทศ และภายนอกประเทศ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น คนที่เข้ามาเป็นผู้นำต้องรู้เรื่องและเข้าใจเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ

4. ต้องเป็นผู้ที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูง และมีบารมี เพราะการเป็นรัฐบาลผสม นายกรัฐมนตรีจะต้องสามารถควบคุมรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลได้ เพื่อทำให้การบริหารประเทศขับเคลื่อนไปได้ การมีผู้นำที่มีบารมีสามารถขจัดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลได้

5. ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศหรือนานาชาติ เพราะขณะนี้ประเทศเราจะต้องเข้าสู่ความร่วมมือกับนานาประเทศมากมายหลายประเด็นที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น การเปิดเสรีอาเซียน และ 6. ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มิเช่นนั้นปัญหาเดิมๆจะกลับมาอีก

สำหรับผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และ ครม.เศรษฐกิจต้องมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจน อยู่ในระดับรองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเศรษฐกิจโดยเฉพาะ และต้องเป็นผู้ที่รอบรู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมหภาคอย่างดี จะรู้เศรษฐกิจเพียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ต้องครบเครื่อง และทำงานประสานงานได้กับทุกพรรคการเมือง ที่สำคัญต้องมีวินัยในการใช้จ่ายเงินในการ ลงทุนต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ และประสบการณ์ในการทำงานในตลาดเงินตลาดทุน เพราะตลาดเงินตลาดทุนมีความกว้างและลึกมาก ผู้ที่เข้ามาทำงานในด้านนี้ ต้องมีความรอบรู้พอสมควร และต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารงานได้ดี

ส่วน รมว.พาณิชย์ อยากได้ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ ระดับซีอีโอในบริษัทขนาดใหญ่ในภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการค้า และการส่งออก ซึ่งจะเข้าใจภาคธุรกิจ ทำให้เราได้เปรียบเพราะกระทรวงนี้ดูแลเรื่องการค้าเกี่ยวพันกับภาคธุรกิจและภาคเอกชนเยอะ ซึ่งหากมีประสบการณ์ในด้านการเงินด้วยก็จะดี

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงาน อยากได้อยากเห็นนักบริหารที่มีประสบการณ์ในภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งควรมีคุณสมบัติในการประสานงานและสามารถต่อกรกับฝ่ายการเมืองได้ก็จะดีมาก เช่นเดียวกับกระทรวงไอซีที ผู้ที่เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีต้องเข้าใจธุรกิจเอกชนและเทคโนโลยีที่สำคัญต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

“ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านที่ตนเองต้องมารับ ผิดชอบด้วย เพราะประเทศไม่สามารถที่จะเสียเวลากับรัฐมนตรีฝึกงาน หรือผู้ที่ไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ”

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 4 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

“นที”คลี่ปมโทรคมนาคมไทย ประเทศเสียโอกาสบนเส้นทางความขัดแย้ง

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

27 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

“นที”คลี่ปมโทรคมนาคมไทย ประเทศเสียโอกาสบนเส้นทางความขัดแย้ง.

Pic_181867

หลังจาก “ศาลปกครอง” ประกาศคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี มาตั้งแต่เดือน ก.ย.2553 ที่ผ่านมา

ความสับสนวุ่นวายในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ทั้งความพยายามในการแก้ไขสัญญาสัมปทานเดิม การดิ้นรนของผู้ประกอบการมือถือในการเปิดพื้นที่หาสัญญาสัมปทานใหม่ และปัญหาการฟ้องร้องระหว่างภาคเอกชนก็ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ

ศึกล่าสุดเป็นของ 2 ค่ายผู้ให้บริการ ระหว่าง บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” ที่เกิดขึ้นอย่างร้อนแรง ในช่วงตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

เริ่มจาก “ดีแทค” ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า “สัญญาการ ให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3 จี บนโครงข่าย CDMA ที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทำกับกลุ่มทรู” ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรูเดินหน้า 3 จี เต็มรูปแบบอย่างที่หวังไว้

ขณะที่กลุ่มทรูก็เดินหมาก “เอาคืน” ดีแทคอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยการรวบรวมหลักฐานยื่นฟ้องต่อกองบังคับการกองปราบปราม, กระ-ทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ดีแทคเป็น “บริษัทต่างด้าว” ที่ละเมิดกฎหมายไทย ทำเอาดีแทคนั่งไม่ติด เพราะ หากพบว่า “ผิดจริง” มีหวังต้อง “แพ็กกระเป๋ากลับบ้าน”

ภาคธุรกิจเปลี่ยนโฉมหน้าจากการแข่งขันกันด้วยการให้บริการ เป็นการเปิดฉากงัดกฎหมายฟาดฟันกันตรงๆ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริโภคต่างมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างงงงัน!!!

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรงของภาค เอกชน และขาดองค์กรที่จะเป็นผู้ตัดสินปัญหา และกำกับดูแลที่ชัดเจน

“ทีมเศรษฐกิจ” ในฐานะผู้บริโภคยังค้นพบความจริงอีก ประการว่า คุณภาพการให้บริการของทุกค่ายมือถือได้ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง ปัญหาโทร.ออกยาก สัญญาณหาย สายหลุด ต่อไม่ติด กลายเป็นปัญหาเรื้อรังกระทบต่อการใช้งานของลูกค้ามือถือที่มี อยู่กว่า 70 ล้านเลขหมาย

เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมองผ่านสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ด้วยความ หวังว่าจะได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอให้ “พ.อ. นที ศุกลรัตน์” รักษาการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ 1 ใน 44 ผู้เข้า ชิงตำแหน่ง กสทช.ที่สำนักงานเลขาวุฒิสภา จะเสนอรายชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) คัดเลือกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ให้ความกระจ่างเรื่องนี้

ถาม : อะไรคือต้นตอของปัญหาความสับสนวุ่นวายใน กิจการโทรคมนาคมประเทศในขณะนี้?

ตอบ : สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยพลาดหวังจากการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี และใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกกะเฮิตรซ์ (GHz) ที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ (กทช.) พยายามผลักดันให้เกิด ขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความพยายามในการหาทางออกให้กับโทรคมนาคม ของประเทศ เพื่อปลดล็อกปัญหาสัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิม

แต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่ทุกคนทราบดี บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครอง ให้ระงับการเปิดประมูล เพราะเห็นว่า กทช.ไม่มี อำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่และเปิดประมูลใบอนุญาต จะต้อง รอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ทำให้การประมูลถูกระงับไปในที่สุด

เมื่อ กทช.ไม่สามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ ขณะที่กฎหมายเดิมก็ไม่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาปรับเปลี่ยนหรือแปรสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาตได้อีก ประกอบกับสัมปทานของบรรดาผู้ประกอบการกำลังทยอย สิ้นสุดลง โดยทรูมูฟ จำกัด เหลือสัมปทาน 2 ปี สิ้นสุดปี 2556 บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เหลือ 5 ปี สิ้นสุดปี 2558 และดีแทค เหลืออายุสัญญา 7 ปี สิ้นสุดปี 2560

“เอกชนทุกรายจึงตกอยู่ในสภาวะหลังพิงฝา ไม่รู้อนาคตว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ 70 ล้านราย จะได้รับผลกระทบหรือไม่”

เหตุนี้ ทุกค่ายจึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะเปิดให้บริการ 3 จี เป็นรายแรก ทุกรายจึงต้องดิ้นรนหาทางออกให้กับตัวเองทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน โดยสัญญาการให้บริการ 3 จี รูปแบบใหม่ระหว่าง กสท และทรู ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทรูจะหมด อายุสัมปทานรายแรก ถึงต้องดิ้นรนหาทางออกพยายามเล็ดลอดช่องทางที่คิดว่ากฎหมายให้ทำได้

ถาม : ผลพวงที่ไม่สามารถเปิดประมูล 3 จี ทำให้ผู้บริโภค เผชิญปัญหาคุณภาพบริการมือถือที่ลดลง

ตอบ : กทช.เข้าใจและตระหนักถึงคุณภาพการให้บริการที่ถดถอยลงอย่างมากในช่วงนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจผู้ให้บริการเช่นกันเมื่อไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้เพิ่มเติม คลื่นความถี่เดิมก็ไม่เพียงพอต่อความ ต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการให้บริการข้อมูล (Data) ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากตามความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือ (Mobile internet) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้ ความนิยมในกระแสโซเชียล เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในประ-เทศไทยเพิ่มขึ้นเร็วมาก มีคนใช้มากถึง 12 ล้านคนแล้ว เป็นสมาชิกเฟซบุ๊ก 10 ล้านคน โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ 1 ล้านข้อความต่อวัน จัดเป็นประเทศที่ใช้เครือข่ายออนไลน์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลกแล้วในปัจจุบัน

รายได้ส่วนนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีสัดส่วนกว่า 30% ของรายได้ทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทุกค่ายถึงต้องเจียดช่องสัญญาณ เจียดคลื่นที่มีอยู่ไปใช้ในบริการที่เป็น Data Application มากขึ้น จนส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวม

อย่างไรก็ตาม แม้ทางออกในเรื่องนี้คือ การให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมไปก่อน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการลงทุนอุปกรณ์ที่มี ราคาแพงกว่าอุปกรณ์บนคลื่น 2.1 GHz ซึ่งเป็น คลื่นมาตรฐานและมีผู้ใช้แพร่หลาย การลงทุนดังกล่าวยังติดเงื่อนไขตามสัญญาปัจจุบันที่เป็นแบบ Built-Transfer-Operate (BTO) ซึ่งเมื่อลงทุนปรับปรุงโครงข่ายแล้วต้องโอนให้แก่รัฐที่เป็นเจ้าของสัมปทาน แต่เมื่ออายุสัญญาสัมปทานทุกค่ายเหลือเพียงไม่กี่ปี การลงทุนบนโครงข่ายเดิมจึงไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก

“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกค่ายเลือกที่จะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า บางรายมีการขนเงินกลับไปให้บริษัทแม่ คุณภาพการให้บริการในโครงข่ายเดิมที่เป็น 2 จี จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังอยู่ในระดับมาตรฐานที่ กทช.รับได้”

ถาม : แล้ว กสทช.จะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้อย่างไร

ตอบ : ในฐานะรักษาการ ผมบอกได้เลยว่าเราทำอะไรได้ไม่มากนัก ต้องรอให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการ กสทช.” เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาอีกไม่เกิน 180 วัน หรือราวเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ การคัดเลือกกรรมการ กสทช.ชุดใหม่น่าจะเสร็จสิ้นลงได้

แต่การประมูลใบอนุญาต 3 จี คงต้องใช้เวลามากกว่านั้น ขบวนการประมูลคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี เพราะ กสทช.ชุดใหม่ต้องจัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการประมูล 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้

ส่วนแนวคิดที่จะก้าวข้ามผ่านไปสู่การประมูล 4 จี เพื่อป้องกันการเสียโอกาสซ้ำซ้อนนั้น หากมองในระยะใกล้คงเป็นเรื่องยากน่าจะใช้เวลาอีกราว 5 ปี เพราะขณะนี้ราคาอุปกรณ์และสมาร์ทโฟนสำหรับ 4 จี ยังแพง และยังไม่แพร่หลาย ต่างจากสมาร์ทโฟน 3 จี และ 3.9 จี ที่มีราคาถูกมีเงิน 3,000-5,000 บาท ก็สามารถซื้อหาได้

“ยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ขณะนี้เราไม่มีโอกาสนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ต้องปล่อยโอกาสของประเทศไทยไว้อย่างนั้น ขณะที่ประชาชนไม่ได้รับบริการที่ดี แต่เราเองก็ทำอะไรไม่ได้ต้องเฝ้ารอให้มีการจัดตั้งองค์กร กสทช.ใหม่แล้วเท่านั้น”

ถาม : ปัญหาความขัดแย้งของผู้ให้บริการ ในฐานะรักษาการ กสทช. มองสัญญาระหว่าง กสท กับทรู ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการวิพากษ์อย่างหนักอย่างไร

ตอบ : มองเผินๆ สัญญาระหว่างทรูกับ กสท นั้น คล้ายกับระบบ สัมปทานเดิม เพราะรัฐยังคงมีบทบาทในการควบคุม แม้จะทำในลักษณะสัญญาค้าส่ง-ค้าปลีก (Wholesale-Reseller) ก็ตาม ซึ่งกรณีอาจจะ ต้องทำความเข้าใจทรูเขาด้วย เพราะอย่างที่รู้เขาไม่มีทางเลือกอื่นอายุ สัมปทานเก่าเหลือเพียง 2 ปี จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้สามารถให้บริการได้ต่อ

แม้สัญญาใหม่นี้ทรูอาจดูเหมือนได้ต่อลมหายใจออกไปอีก แต่ถ้ามองลงไปอีก สัญญาที่ทำกันในลักษณะนี้ไม่มีความคล่องตัวและไม่ได้ส่งเสริมการแข่งขันมากนัก แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ทรูถึงต้องยอมดำเนินการในรูปแบบนี้ไปก่อน

แต่หากมีการเปิดประมูลใบอนุญาตใหม่เชื่อว่าทรูจะต้องเข้าร่วมแน่ เพราะความคล่องตัวในการทำธุรกิจมีมากกว่า สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากกว่า ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกสัมปทานอย่างแท้จริง

“การหาวิธีการเพื่อประกอบกิจการต่อไปนั้น หากยังมีความคลุมเครือ เป็นเรื่องใต้โต๊ะ ไม่นำขึ้นมาบนโต๊ะ ก็คงไม่ใช่ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คงว่าใครไม่ได้ ทุกคนต่างต้อง หาทางออกเพื่อความอยู่รอด”

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปถ้ามีการประมูล 3 จี เกิดขึ้น เรามีการประเมินกันว่าจะมีเงินไหลเข้ารัฐเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนของภาครัฐ แต่วันนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐกลับตัดสินใจที่จะลงทุนเอง ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล โดยให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง กสท โทรคมนาคม ลงทุน 3 จีเอง กลายเป็นว่าแทนที่รัฐจะได้ “ค่าต๋ง” ก็กลับต้องควักเนื้อ

สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไทย “ย่ำอยู่กับที่”!!!

ถาม : กสทช.มีการตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาเหล่านี้ อย่างไรบ้าง?

ตอบ : ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช.ได้มีการตรวจสอบสัญญา ดังกล่าวและมีข้อสรุปบางประการออกมา แต่บอร์ด กสทช.เห็นว่าสิ่งที่สำนักงานฯดำเนินการไป เป็นการตรวจสอบที่เกินเลยไปกว่าอำนาจ เกินกว่ากฎหมายที่เรามีอยู่ เพราะเราไม่มีอำนาจไปตรวจ ว่าสัญญานี้ถูกหรือผิด และมีการปฏิบัติตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ หรือตรวจสอบว่าเป็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์กับทรูหรือไม่

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการล่าสุด เราถึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบใหม่และกำหนดกรอบในการตรวจสอบตามขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เราจะตรวจสอบสัญญาภายใต้กรอบ 2 ประการ ได้แก่ การตรวจสอบว่าสัญญาดังกล่าว บิดเบือนการแข่งขันหรือไม่ และละเมิดต่อมาตรา 46 ที่ห้ามไม่ให้
ผู้รับใบอนุญาตนำคลื่นไปให้คนอื่นใช้ หรือไม่เท่านั้น

ส่วนเรื่องการขอนำเข้าอุปกรณ์มาเพื่อติดตั้ง อัพเกรดโครงข่ายจากซีดีเอ็มเอเป็นเอชเอสพีเอ 3 จี ภายใต้สัญญาระหว่าง กสท และทรู ฉบับนี้ ซึ่งมีข้อกังขาว่า กสทช.ดึงเรื่อง ไม่ยอมอนุมัติเพราะขุ่นเคือง กสท ที่ไปฟ้องระงับประมูล 3 จีนั้น ต้องขอชี้แจงตรงนี้ว่า ไม่มีเลย

“เรื่องการขออนุมัตินำเข้าอุปกรณ์นั้น กสทช.จะพิจารณาเฉพาะในกรอบกฎหมายที่เรามีอยู่ ผู้ขอนำเข้าอุปกรณ์เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ อุปกรณ์ที่ขอนำเข้าได้มาตรฐานตาม ประกาศหรือไม่อย่างไรเท่านั้นอย่างกรณีนี้ ส่วนตัวเห็นว่าต้องอนุมัติ ให้นำเข้า เพราะหากพิจารณาแล้วไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 ก็ไม่มีเหตุให้ต้องฉุดรั้งไว้”

อย่างไรก็ตาม การอนุมัติต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า กสท ต้องยอมรับความเสี่ยงเอง หากที่สุดแล้วสัญญาถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย หรือเป็นโมฆะอุปกรณ์ที่ขอนำเข้าเหล่านี้ก็ต้องเลิกใช้ถือเป็นของเถื่อนหมด

ถาม : ขณะนี้ใน “ธุรกิจโทรคมนาคม” กำลังมีการฟ้องร้องกันในเรื่องการเป็น “บริษัทต่างด้าว”

ตอบ : ผมว่าธุรกิจโทรคมนาคมจะใช้ความเป็นชาตินิยมมาตัดสินไม่ได้ เพราะเป็น ธุรกิจสากล การที่เอกชนไปลงทุนในหลายๆ ประเทศ เป็นเพราะต้องการลดต้นทุนลง อีกทั้ง ในปี 2558 เราจะเปิดเสรีโทรคมนาคมอาเซียนอยู่แล้ว ถ้ารัฐวิสาหกิจไทย เอกชนไทยไม่แข็งแกร่ง ก็จะไม่สามารถแข่งขันได้

บริษัทโทรคมนาคมที่เป็นรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศ เช่น นอร์เวย์ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ต่างขยับขยายไปลงทุนในต่างประเทศทั้งนั้น เว้นแต่รัฐวิสาหกิจไทย ที่ไม่เคยขยับขยาย เพราะได้รับการปกป้องมากเกินไป สบายและไม่พร้อมแข่งขัน คอยแต่มัดมือมัดเท้าเอกชน

เรื่องการพิจารณาการถือหุ้นของคนต่างด้าวนั้น กสทช.ยึดหลักตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดวิธีการตรวจสอบเฉพาะที่จดแจ้งไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกลงไปถึงการถือหุ้นแทนหรือนอมินีหรือไม่

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่อยู่ในระบบโทรคมนาคมของไทยต้องปรับตัวและเตรียมตัวที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันที่เป็นมาตรฐานสากล ถ้าแข่งขันไม่ได้ ก็อยู่ในธุรกิจนี้ไม่ได้ ไม่ใช่หยุดทุกอย่างไว้เพียง เพราะรัฐวิสาหกิจของรัฐยังไม่พร้อมแข่งขัน และทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้

“ตราบใดก็ตาม ถ้าการแข่งขันไม่เกิดขึ้น องค์กรกำกับดูแลก็ต้องสร้างกฎ กติกาให้มีการแข่งขัน สร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานไปสู่ใบอนุญาตที่ราบรื่น แต่ในขณะนี้ยังทำไม่สำเร็จ”

ถาม : สุดท้าย อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การรักษาวงโคจรดาวเทียมที่ถือเป็นสมบัติของประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเราอาจต้องสูญเสียไป และ กสทช.ถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความร่วมมือ

ตอบ : ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมนั้นถือเป็นสมบัติของประเทศ เป็นเหมือนผืนแผ่นดินของเรา เราคงปล่อยให้สูญเสียไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงไอซีทีจะต้องหาทางเจรจามา ในส่วน ของ กสทช.นั้นกฎหมายกำหนดให้เราเป็นเพียงผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมเท่านั้น

ในแง่ของใบอนุญาตนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย หากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องของประเทศที่เราจำเป็นต้องรักษาไว้ หากรัฐสามารถไป เจรจาเช่าดาวเทียมที่อยู่ใกล้เคียงมาได้ กสทช.ก็พร้อมจะออกใบอนุญาตชั่วคราวเพื่อความมั่นคงให้ได้ ส่วนระยะยาวในเรื่องใบอนุญาตในเชิง พาณิชย์จะเอาอย่างไรค่อยไปว่ากัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กสทช.เลย

ทั้งหมดนี้ เป็นภาพสะท้อนของกิจการโทรคมนาคมไทยในภาวะสุญญากาศ ซึ่งยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนว่าจะเป็น อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าเวลาแต่ละวินาทีผ่านไป คือการสูญเสียโอกาสและล้าหลังของประเทศไทยในสังคมโลก.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 27 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

เชื่อตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว-โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจแกร่งดันหุ้นไทยขึ้น

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 22:48 น.

เชื่อตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว-โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจแกร่งดันหุ้นไทยขึ้น.

Pic_185849

ผู้จัดการตลาดหุ้นบอกหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง นโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย แต่ขณะนี้หุ้นไทยปรับตัวลง ตามความกังวลต่อวิกฤติหนี้ยุโรปที่กำลังลามเข้าอิตาลีกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงถ้วนหน้า

วันที่ 12 ก.ค. นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้จะปรับตัวตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเพราะกังวลกับปัญหาหนี้ยุโรปที่กำลังลุกลามไปอิตาลีที่มีผลกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งจากปัญหาความกังวลวิกฤติหนี้ยุโรปนี้ได้ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในหุ้น ทั่วโลกไหลออกไปลงทุนในตลาดพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้มูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นทั่วโลกเบาบางและปรับตัวลงไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ถือว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง น้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากมีปัจจัยบวกด้านการเมือง

อย่างไรก็ตามมองว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งได้รับการยอมรับ และนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาปรับตัวขึ้นได้

นอกจากนี้เม็ดเงินที่ไหลออกไปลงทุนในตลาดพันธบัตรจำนวนมาก จนทำให้ราคาพันธบัตรแพงเกินไปและทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเริ่มไม่จูงใจแล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะหันกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเดิมมองว่าจะใช้เวลาไม่นานแต่พอมีความกังวลปัญหาหนี้ยุโรป เงินที่จะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นจึงอาจจะยังชะลออยู่

นายจรัมพรยังเปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทจดทะเบียนมีการระดมทุนในตลาดรองแล้วจำนวน 55,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯที่ตั้งไว้ปีนี้จะอยู่ที่ 40,000ล้านบาท ขณะที่การเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์ เกตแคป)ของหุ้นใหม่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ปีนี้ที่ 100,000ล้านบาท คาดว่าน่าจะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันทำได้ที่ 47,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าการซื้อขายถือว่าเป็นไปตามเป้า มีมูลค่าเฉลี่ยต่อวันประมาณ 30,000 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 22:48 น.

โบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นขึ้นต่อขานรับผลเลือกตั้ง

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

3 กรกฎาคม 2554, 21:57 น.

โบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นขึ้นต่อขานรับผลเลือกตั้ง.

Pic_183623

โบรกฯประสานเสียง หุ้นไทยสัปดาห์นี้ปรับเพิ่มแน่หลังได้รัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่ง แนะจับตานโยบายและโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ลุ้นครึ่งปีหลัง ทะยานถึง 1,200 จุด…

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัส กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวผู้นำรัฐบาลและพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคิดว่า ทุกฝ่ายคงต้องยอมรับเสียงข้างมากของประชาชน ซึ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งต้องให้โอกาสรัฐบาลใหม่ในการทำงานเพื่อพิสูจน์ฝีมือ

นายก้องเกียรติ กล่าวต่อว่า การที่พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากเข้ามาเกินครึ่งก็น่าจะทำให้การดำเนิน นโยบายหรือการบริหารงานสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวมากขึ้น แม้จะเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคร่วมเข้ามาหลายพรรคก็ตาม ซึ่งน่าจะเป็นผลดีหรือปัจจัยบวกต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ที่เปิดทำการมา ดัชนีหุ้นน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลังจากนั้นก็ต้องรอดูทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้แม้ชื่อหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับเข้ามารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการเห็นที่สุดคือการลดปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศและการลด ปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอมาเช่นกัน หลังจากนี้ก็คงต้องรอดูการพิสูจน์ฝีมือ

ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้าว่าพรรคเพื่อไทย จะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งมีผลทำให้ตลาดหุ้นช่วง 2-3วัน ก่อนการเลือกตั้งปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง และเมื่อผลออกมาเป็นไปตามที่คาดไว้ ก็อาจมีนักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการจัดตั้งรัฐบาล ดูนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีกครั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงที่ได้เกินครึ่งซึ่งเป็นผลดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพก็อาจมีนักลงทุนส่วนหนึ่งเข้า มาลุยซื้อหุ้นต่อเพราะเกิดความเชื่อมั่น ดังนั้นสัปดาห์นี้ตลาดก็อาจปรับตัวขึ้นได้ต่อแต่คงไม่แรงมากนัก เพราะปรับขึ้นรับข่าวไปบ้างแล้ว

ขณะที่ นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นหลังจากนี้จะปรับขึ้นได้ต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลสืบเนื่อง ความเสี่ยงที่นักลงทุนกังวล ดังนี้ 1.ความไม่ยอมรับของประชาชน แต่ผลที่ออกมาการที่เพื่อไทยได้เสียงเกินครึ่งและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมายอมรับผลการเลือกตั้งและแสดงความยินดีกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศไทย ประเด็นนี้จึงไม่น่าห่วง 2.เมื่อประชาชนให้การยอมรับแล้ว จะมีความเสี่ยงที่มีการท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมหรืไม่ ในประเด็นการ ปรองดองหรือการนิรโทษกรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ แต่หากเป็นไปตามหลักของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้ท้าทายกระบวนการยุติธรรมตลาด หุ้นไทยก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้อย่างมีความมั่นคง แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลา

สำหรับตลาดหุ้นระยะสั้นในสัปดาห์นี้ คาดว่าดัชนีหุ้นคงปรับตัวขึ้นได้ 1,050-1,070 จุด ซึ่งอาจจะถูกแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา แต่สำหรับตลาดหุ้นระยะกลางหากความเสี่ยงข้างต้นไม่เกิดขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังคงมีโอกาสได้เห็นดัชนีหุ้นไปได้ถึง 1,150-1,200 จุด เพราะไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ยังมีกำไรเติบโตที่ดี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 กรกฎาคม 2554, 21:57 น.

วิกฤติพลังงานประเทศไทย

Published มิถุนายน 23, 2011 by SoClaimon

20 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
วิกฤติพลังงานประเทศไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180144

จนถึงขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีพรรคการเมืองใด กล้าชูนโยบายสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาเป็นนโยบายของพรรคในการหาเสียง ในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้

ด้วยเหตุผลที่อาจเกรงว่าจะถูกกระแสการต่อต้านของประชาชนที่ หวาดผวา กับเหตุการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

แต่ที่น่าเสียดาย คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดที่เสนอทางออกในการแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของประเทศไทยอย่างจริงจัง ไม่มีพรรคไหนที่เสนอ แนวทางส่งเสริมพลังงานทางเลือก หากว่าในอนาคตจะไม่มีการก่อสร้างโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น

ทั้งๆที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะ “เสี่ยงสูงสุด” ในด้านพลังงาน

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นผลมาจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้น ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2554 ที่ได้สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนความเสียหายทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างมหาศาล จนทำให้ประเทศไทยซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2563 ต้องเลื่อนแผนออกไป และอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจอะไร

รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้แต่โบ้ยไปให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจกันเอาเอง

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิชิ มีอายุการใช้งานกว่า 40 ปี เกิดระเบิดขึ้น จนมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี เป็นผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งหยุดเดินเครื่องการผลิตไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั่วประ-เทศ 54 แห่งไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือไอเออีเอ แห่งสหรัฐฯ มาตรวจสอบและให้คำรับรองว่าโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ไม่ได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะอนุญาตให้เปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ

การหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ฟูกูชิมา ไดอิชิ ได้ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่น สูญหายไปจากระบบในทันที 27,120 เมกะวัตต์ ประกอบกับการที่ญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 49,112 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของสัดส่วนเชื้อเพลิงรวมของประเทศ ต้องหยุดการจ่ายไฟฟ้าและบางพื้นที่ต้องสลับเวลา การจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนกินพื้นที่รวม 15 จังหวัด ให้กับประชาชนหลายแสนคน ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีไฟฟ้าใช้และระบบขนส่งมวลชน ไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มที่
กรณีดังกล่าว ทำให้หลายๆประเทศต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการก่อสร้าง หรือการใช้งานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ในประเทศของตน แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีการก่อกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นระยะๆ

ตรวจสอบสถานการณ์นิวเคลียร์

ขณะนี้สหรัฐฯถือว่าเป็นประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุดคือ 104 แห่ง รองลงมา คือ ฝรั่งเศส 58 แห่ง

ล่าสุดรัฐบาลเยอรมนี ได้เป็นประเทศแรก ที่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า เยอรมนีจะเป็นประเทศที่จะไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อความปลอดภัยของ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หลังการเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้าฟูกิชิมา ไดอิชิ ที่ญี่ปุ่น ด้วย การทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และหันไปสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าอื่นๆ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานทดแทน

สำหรับประเทศไทย ได้มีการบรรจุแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวม 5 แห่ง มีกำลังการผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ ไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประ-เทศไทย (พีดีพี) 2010 (ปี 2553-2573) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเกลี่ยการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงประเภทใด ประเภทหนึ่งไม่ให้เป็นการผูกขาดเช่นในปัจจุบัน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานขณะเดียวกัน ภายหลังการเกิดอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ทำให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เลื่อนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าประเทศไทย จะมีการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นแห่งแรก ในปี 2563 ออกไปเป็นภายในปี 2566 ก่อนที่จะทยอยก่อสร้างให้ครบทั้ง 5 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2571

ไทยเผชิญความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอฉายภาพให้เห็นก่อนว่า สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานประมาณการว่าในปี 2554 ประเทศไทยจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 155,850 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5.5% คิดเป็นมูลค่าการใช้ไฟฟ้า 504,300 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จะอยู่ที่ 25,299 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 5.37% ของปีที่ผ่านมา และคาดว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้า จะมีอัตราการเติบโต 4-5% ต่อปี

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่หลักของ กฟผ.ที่ต้องวางแผน บริหารจัดการการผลิตไฟฟ้า ให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าขณะนี้ ประกอบไปด้วยก๊าซธรรมชาติในอัตราส่วน 69.1% ถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ารวมของ ประเทศไทย

รองลงมาคือถ่านหิน 18.6% ที่เหลืออีก 9.2% เป็นพลังงานน้ำจากเขื่อนของ กฟผ. พลังงานหมุนเวียน 1.8% ที่เหลือเป็นน้ำมันเตาและการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.3%

จึงเห็นได้ว่า สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งสูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด จัดหามาได้ง่ายๆ แต่ถ้าการผลิตไฟฟ้ายังถูกผูกขาดจากก๊าซธรรมชาติ ก็จะถือได้ว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด

แนวทางที่เหมาะสมจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้เชื้อเพลิงให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ ถ่านหิน พลังงานน้ำ พลังงานทดแทน

เพราะหากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างหลากหลาย ในอนาคต ก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าตก-ดับในบางพื้นที่ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือน ส.ค.2552 กฟผ.ก็ต้องเร่งปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าเพราะปริมาณ ก๊าซธรรมชาติจากพม่าได้หยุดจ่ายลงชั่วคราว เพราะระบบท่อขัดข้องทำให้ก๊าซธรรมชาติ หายไปจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต

และในเวลาเดียวกันการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชในอ่าวไทย ก็ต้องปิดซ่อมท่อก๊าซที่รั่วทำให้ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบอีก 650 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่หายไปจากระบบผลิตรวมกันถึง 10,000 เมกะวัตต์

เหตุการณ์ดังกล่าว คือบทเรียนราคาแพง ที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และเพิ่มทางเลือกของเชื้อเพลิงให้เกิดเป็นผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด

เพราะอย่าลืมว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จะทยอย หมดลงและการสำรวจและขุดเจาะแหล่งใหม่ ก็เริ่มได้รับการต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ระบุว่าการขุดหาพลังงานในอ่าวไทย เป็นต้นเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การ จัดหาแหล่งพลังงานแห่งใหม่ๆในประเทศไทย เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในขณะเดียวกัน หากรัฐบาลเลือกที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่าเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาระบบขนส่งทางท่อขัดข้องขึ้นมาอีกครั้ง

ผลกระทบที่จะตามมาหากถึงขั้นรุนแรง ก็คืออาจต้องหมุนเวียนพื้นที่เปิดปิดไฟให้กับประชาชนเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น และที่สำคัญ คือจะเกิดผลกระทบต่อบรรยากาศ และ ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของประเทศไทย

นิวเคลียร์–ถ่านหิน คือคำตอบสุดท้าย

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะแม่ทัพใหญ่ขององค์กร ที่ทำหน้าที่ บริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย บนสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อของกระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อไขข้อข้องใจเหล่านี้…..

นายสุทัศน์ ขอฟันธงเลยว่า โอกาสแจ้งเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทย คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี และก็ไม่อยากให้รัฐบาลทุกชุดเลิกล้มแผนการก่อสร้าง แม้ว่าต้องทำใจให้ลืมโครงการดังกล่าวออกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะต้องยอมรับว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่านิวเคลียร์และถ่านหินจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุด โดยนิวเคลียร์มีต้นทุน การผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.79 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนในการก่อสร้าง 115 ล้านบาทต่อการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ และถ่านหินมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.94 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการ ก่อสร้าง 54 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนการผลิต ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4.34 บาทต่อหน่วย และมีต้นทุนการก่อสร้างอยู่ที่ 27 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์

แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีข้อดีในเรื่องค่าไฟฟ้าของประชาชนจะถูกลง แต่เหตุการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ประเทศรัสเซียเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น ย่อมสร้างความหวาดกลัวให้กับคนไทยอย่างหนีไม่พ้น

ขณะเดียวกัน ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง แห่งละ 700 เมกะวัตต์ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจัดหาพื้นที่ ที่จะใช้ก่อสร้างได้เช่นกัน

นายสุทัศน์ กล่าวย้ำว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้ภายในปี 2566 หรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ และขั้นตอนสุดท้ายคือ ต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างจากไอเออีเอ ระหว่างนี้ กฟผ.จะเร่งทำการประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้มีแผนสำรองกรณีที่ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ โดยจะมีการเพิ่มจำนวน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจาก 13 โรงเป็น 14 โรง และก่อสร้างโรง ไฟฟ้ากังหันแก๊สเพิ่มขึ้นอีก 5 โรง กำลังการผลิตแห่งละ 250 เมกะวัตต์ และปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่ปลดระวางให้กลับมาเดินเครื่องใหม่เพิ่มจาก 9 โรงเป็น 15 โรง ซึ่งจะส่งผล ให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินคุณภาพสูงปลอดจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมทั้ง การใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

โอกาสแจ้งเกิดพลังงานทางเลือก

นายสุทัศน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่หลายประเทศในโลกใช้อยู่ใน ปัจจุบัน มาจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน

ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ
จึงต้องนำปัจจัยแวดล้อมมาประกอบการพิจารณาทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการบริหารจัดการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลังการสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ให้การยอมรับ ลดกระแสการต่อต้าน

“ทำให้พลังงานทางเลือกจึงเป็นอีกยุทธศาสตร์ของ กฟผ.ในการสนับสนุนการจัดหาแหล่ง พลังงานผลิตไฟฟ้า เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลัก แม้ว่า พลังงานทางเลือกยังมีจุดอ่อนในหลายๆประเด็น แต่ กฟผ.ก็จะเดินหน้าผลักดันให้โครงการ
ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ควบคู่ไปกับการทุ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดการจัดหาแหล่งพลังงานในระยะยาว”

สำหรับแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือกของ กฟผ.ตามแผนพีดีพี 2010 ประกอบไปด้วย การผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก รวม 32 โครงการ กำลังการผลิต 187 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 47 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานลม รวม 193 เมกะวัตต์ และโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะรวม 18 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน กฟผ.ก็พร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนด้วยตัวเองอีกด้วย

ทั้งนี้ ต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ที่น่าสนใจมี อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงาน ลม มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 60-85 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า  10-13  บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 125 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 3-3.50 บาทต่อหน่วยมีต้นทุนการก่อสร้าง 40-70 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 10-20 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 70 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานทางเลือกจะค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนของก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินและนิวเคลียร์ แต่ก็มีข้อจำกัดของพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ที่ไม่มีความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้า

อุปสรรคดังกล่าวคือบทพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหารจากรุ่นต่อรุ่นนับจากนี้ไป เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่สะอาด  จึงเป็นหน้าที่ของ  กฟผ.ในการกำหนดเป็น แผนพัฒนาอย่างครบวงจรในอนาคต เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมตาม นโยบายการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 20 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
%d bloggers like this: