ทิศทางเกษตร

All posts tagged ทิศทางเกษตร

ตลาดเกษตรกร ทางออกผลผลิตการเกษตรล้นตลาด – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 11 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสของเกษตรกรไทย ที่วันนี้ได้มีการสนับสนุนแนวทางใน การส่งเสริมช่องทางการตลาดให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้ระบบการสหกรณ์ที่ให้ประโยชน์แก่เกษตรกรแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่ายเข้ามาดำเนินการ

ซึ่งล่าสุดทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้ผลิตสินค้าคุณภาพ ร้านสหกรณ์ไทย และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตคุณภาพพร้อมจัดตั้งตลาดเกษตรกรขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อให้สหกรณ์กลุ่มเกษตรกร มี การจัดตั้งตลาดขึ้นในชุมชน กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศซึ่งนับเป็นการแก้ปัญหาด้านการตลาดสำหรับผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร และเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าของสมาชิกและผู้บริโภคโดยทั่วไป ลดขั้นตอนการนำสินค้าจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภค และให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลผลิตของเกษตรกรสมาชิก ช่วยลดปัญหาการกระจุกตัวของผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก

โครงการตลาดเกษตรกรของสหกรณ์ ปัจจุบันมี 20 สหกรณ์เข้าร่วมและอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มขึ้นอีก 21 แห่ง รวมทั้งสิ้น 41 แห่ง และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และการขยายผลการดำเนินกิจกรรม รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดตั้งตลาดเกษตรกร ให้กับข้าราชการสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนความรู้และสรุปผลการจัดตั้งตลาดเกษตรกรของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ปี 2557 ขึ้น เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา

โอกาสนี้ นายมาซายูกิ ยามาโมโต้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดสินค้าเกษตรจากประเทศญี่ปุ่น ได้มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมเปิดเผยว่าเมื่อ 3 ปีก่อน มีการส่งตัวแทนไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้มีบุคลากรที่เข้าใจแนวคิดพื้นฐานของตลาดเกษตรกรอยู่บ้าง แต่จ้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งการผลิตและการขาย ก็จะเพิ่มรูปแบบของตลาดเกษตรกรที่เหมาะกับประเทศไทย หรือเหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแห่งต่อไปได้
“ในประเทศไทยมีสหกรณ์หลายแห่งที่เริ่มก่อตั้งตลาดเกษตรกรแล้ว โดยให้เกษตรกรเป็นผู้มาขายผลผลิตเอง แต่รูปแบบที่ญี่ปุ่น สหกรณ์เป็นผู้ดำเนินงานและผู้ขายคือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ และให้เกษตรกรมีสิทธิในการกำหนดราคาขายผลผลิตของตัวเอง ซึ่งการแบ่งหน้าที่ให้เกษตรกรทำหน้าที่ผลิตสินค้า ส่วนหน้าที่ในการจำหน่ายผลผลิตให้สหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ จะช่วยสร้างช่องทางในการจำหน่ายสินค้าการเกษตรได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ควรจะเร่งพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ให้มีความรู้ในการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิก โดยจะต้องเรียนรู้ถึงรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพื่อที่จะวางแผนให้สมาชิกผลิตสินค้าตรงกับความต้องการของตลาด โดยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนมุมมองในการทำงานของสหกรณ์” นายมาซายูกิ กล่าว

ระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ตัวแทนสหกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมได้เดินทางไปศึกษาดูงานตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นรูปแบบการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยให้กับผู้บริโภคโดยตรง รวมทั้งมีการดำเนินกิจกรรมด้านการบริการด้านสุขภาพ แปลงสาธิตการเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์

ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง เพื่อศึกษาเรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของการจัดทำโครงการตลาดเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม และนำประสบการณ์ที่ได้รับ ไปปรับใช้ในการส่งเสริมให้สมาชิกของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร ที่ผลิตสินค้ามีคุณภาพได้มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตเป็นของตนเองต่อไป.

ระบบสหกรณ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของเกษตรกร – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 10 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาทางเศรษฐกิจแบบสะสม เกิดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจการเกษตร แม้ที่ผ่านมาจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายหลายรายการ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจสามารถกระเตื้องขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่กำหนดไว้ ได้ อันสะท้อนได้จาก กำลังซื้อภายในประ เทศที่เกิดการหดตัวลง ขณะที่ระดับหนี้เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง แต่ภาคเศรษฐกิจ อีกแขนงหนึ่งที่ดูจะได้รับผลกระทบน้อยมากเมื่อเทียบกับภาครวม นั้นก็คือ เศรษฐกิจภาคสหกรณ์โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตร แม้ว่าที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์การเกษตร จะประสบปัญหาด้านราคาผลผลิตที่ผันผวนขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากสหกรณ์มีระบบการควบคุมภายในที่เอื้อต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและดี มีมาตรการไม่ให้สมาชิกสหกรณ์สร้างหนี้สินมากเกินไปจนเกิดความไม่พอเพียงต่อการดำรงชีพ

อีกทั้งยังมีมาตรการในการเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้สมาชิกเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยน แปลงหรือวิกฤติได้ มีการใช้เครื่องมือเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์ ควบคู่กับการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในการวางแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้ราบรื่น จากตารางเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์การเกษตรในช่วงที่ผ่านมาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ส่วนใหญ่มีเสถียรภาพทางการเงินในระดับมั่นคงตามมาตรฐาน ร้อยละ 34.82 รองลงมาระดับมั่นคงดี ร้อยละ 21.97 ระดับต่ำกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 20.26 ระดับมั่นคงดีมาก ร้อยละ 6.06 ระดับต้องปรับปรุง ร้อยละ 3.59 และมีระดับต้องแก้ไขเร่งด่วน ร้อยละ 13.30

ซึ่งจะเห็นได้ว่าสหกรณ์ที่มีเสถียรภาพอยู่ในระดับมั่นคงตามมาตรฐาน และระดับมั่นคงดีถึงดีมาก เป็นสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก และขนาดกลาง และจากข้อมูลที่รวบรวมได้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อสหกรณ์จำนวน 3,481 แห่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 6,449,261 คน และดำเนินงานด้วยเงินทุนรวม 189,416.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 13.79 พบว่าเงินทุนของสหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่ ได้ลงทุนอยู่ในลูกหนี้ถึงร้อยละ 64.98 โดยสหกรณ์มีธุรกิจลงทุน 5 ด้าน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 306,672.20 ล้านบาท ขยายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 5.62 ธุรกิจการรวบรวม/แปรรูปผลผลิตมีมูลค่าสูงที่สุด 92,196.63 ล้านบาท  เฉลี่ยเดือนละ 7,683.05 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 10.95 ขณะที่ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากที่สุด ร้อยละ 16.45 มีรายได้รวมทั้งสิ้นจำนวน 178,283.81 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 173,482.42 ล้านบาท แม้ว่าจะมีอัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานเกินครึ่ง ร้อยละ 55.17 แต่ก็ยังมีกำไรสุทธิจำนวน 4,801.39 ล้านบาท ขยายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 11.16 สำหรับการเติบโตของทุนสำรองขยายเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 10.19 จากข้อมูลดังกล่าวนับได้ว่าระบบสหกรณ์นั้นมีความเสถียรทางการเงินอยู่ในระดับที่เข้มแข็งและมั่นคง พอที่จะเป็นแหล่งพึ่งพิงของสมาชิกเกษตรกรทั้งด้านเงินทุน สินค้าเพื่อการลงทุนประกอบอาชีพ อุปโภคบริโภค สามารถยกฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิกเกษตรกรให้ดีขึ้นที่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยส่วนรวม.

ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ฉลอง 100 ปีสหกรณ์ไทย – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดี 9 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

การดำเนินงานสหกรณ์ในประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่พุทธศักราช 2459  ถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 98 ปีแล้ว ที่สหกรณ์ได้รับการส่งเสริมจนเกิดการพัฒนา ให้มีความเจริญก้าวหน้า ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำริเพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรว่า ให้ใช้หลักการของสหกรณ์มาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยระบบสหกรณ์เข้ามาใช้ เพื่อพัฒนาอาชีพและทำให้เกษตรกรมีพลังที่เข้มแข็ง เพราะได้มีการรวมกลุ่มพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปัจจุบันการสหกรณ์มีบทบาททางด้านเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในภาคการผลิต การบริโภค การค้า และการบริการด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยพัฒนาด้านสังคม ศึกษาและวัฒนธรรมอีกด้วย ฉะนั้นความเจริญก้าวหน้าของกิจการสหกรณ์ ก็ย่อมที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้อันสำคัญ ที่จะแสดงให้เห็นว่า สหกรณ์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมติ ครม. ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์และแนวทางในการดำเนินงานตามข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านสหกรณ์ 5 ยุทธศาสตร์หลัก และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์เข้าสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับความคืบหน้าในเรื่องนี้ นางบริสุทธิ์  เปรมประพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ได้จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจและชี้แจงให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เข้าใจบทบาท หน้าที่ ในฐานะเลขาฯ ของคณะอนุ กรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัด ซึ่งจะต้องสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการและวิธีการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนงานสหกรณ์ไปสู่หน่วยงานและองค์กรระดับในพื้นที่และชุมชนต่าง ๆ และต้องมีการบูรณาการงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ที่ผ่านมา ได้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในระดับต่าง ๆ  ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน  ซึ่งผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่งแล้ว  และจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศ และระดับจังหวัด ซึ่งในการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานได้ร่วมกันคิดเพื่อหากิจกรรมที่จะใช้ขับเคลื่อนแต่ละยุทธศาสตร์ หากโครงการใดเป็นประโยชน์เหมาะสมกับการดำเนินงานทั่วประเทศ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะจัดทำเป็นโครงการในภาพรวมและให้การปฏิบัติเป็นไปในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด และยังเปิดโอกาสให้แต่ละจังหวัดจัดทำโครงการตามแนวคิดเฉพาะจังหวัดของตนเอง โดยให้พิจารณาตามบริบทของจังหวัดนั้น ๆ ว่าการขับเคลื่อนแต่ละยุทธศาสตร์ในเรื่องใดบ้างและโดยวิธีการใด แล้วจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการจังหวัด แล้วเสนอเข้าสู่การพิจารณาของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อการสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อการดำเนินการต่อไป และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ที่ได้ให้ความสำคัญของการนำวิธีการสหกรณ์ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2559 ขบวนการสหกรณ์ไทยได้ดำเนินการมาครบ 100 ปี ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงกำหนดให้การขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะร่วมเฉลิมฉลองครบ 100 ปีของขบวนการสหกรณ์ไทยด้วย โดยกำหนดเป้าหมายไว้ 3 ปี ภายใต้ 3 เป้าหมาย  8 ตัวชี้วัด โดยการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์จะต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ  ประชาชนจำนวนครึ่งหนึ่งของประเทศจะต้องรับรู้และมีความเข้าใจว่าระบบสหกรณ์นั้นมีประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทุกระดับชั้นทุกอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม และวิธีการสหกรณ์จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น.

เรียนรู้พัฒนาเกษตรกรรม ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 4 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “เครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ ” รุ่นที่ 1 ณ อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรุงเทพมหานคร โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 90 คน เข้าร่วม โครงการฯ เมื่อวันก่อน

โดย ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาด้วยทรงมีพระราช ประสงค์ที่จะให้ราษฎรอยู่ดีกินดี จึงได้จัดตั้งโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ขึ้นในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี 2504 ปัจจุบัน เป็นต้นแบบในการพัฒนาอาชีพอย่างครบวงจร รวมถึงพลังงานทดแทน ในทุกรูปแบบทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมและไบโอดีเซล นับเป็นสถานที่สาธิตและเป็นสถานที่ให้ความรู้ และสถานที่ผลิตสินค้าคุณภาพให้แก่คนไทยและต่างชาติอีกด้วย

นอกจาก นี้คณะยังได้รับทราบถึงหลักการทรงงาน แนวพระราชดำริด้านการพัฒนานับตั้งแต่ถนนสายแรกแห่งการพัฒนาที่บ้านห้วยมงคล อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ได้ช่วยให้ราษฎรสามารถนำผลผลิตออกมาจำหน่ายได้ทันและทำให้เป็นที่สัญจร สร้างความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงได้เรียนรู้แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ จากโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แหล่งน้ำแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ปี 2496 จนปัจจุบันมีแหล่งน้ำในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการกระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ยังได้ เรียนรู้ถึงผลสำเร็จของโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระ ราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ที่ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เสมือนโรงเรียนนอกระบบที่ให้ความรู้ด้านการพัฒนาดินน้ำ ป่า อาชีพ แบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว และได้ขยายผลความสำเร็จจากการพัฒนาไปสู่ราษฎร จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยจะได้เรียนรู้การทำการเกษตรผสมผสานจากเกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิตอันจะสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเองได้อย่าง ง่ายและเป็นไปตามหลักวิชาการอีกด้วย

โอกาสนี้ ผู้เข้ารับการอบรมฯ ได้เรียนรู้ถึงแนวทางในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติของ ส่วนราชการที่ประสบผลสำเร็จจนกระทั่งได้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ของเรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จากรางวัลผลงานดีเด่นรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากการประกวดผลงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักงาน กปร.

และคณะยังได้เยี่ยมชมโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลม ผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงาน กปร. และกรมชลประทาน ร่วมกันศึกษาหาวิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการรักษาสภาพป่าชายเลนด้วยวิธีทางธรรมชาติโดยใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ บริเวณตำบลแหลมผักเบี้ย

ปัจจุบันประสบผลสำเร็จเป็นต้นแบบการบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะโดยวิธีธรรมชาติตลอดจนสามารถฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมามีความ อุดมสมบูรณ์ดังเช่นในอดีตอีกด้วย

ศูนย์วิจัยเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนในไทย – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 3 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ศูนย์วิจัยไซมอน กรูท จ.เชียงใหม่ เป็นศูนย์วิจัยด้านการเกษตรอีกแห่งที่มี ห้องปฏิบัติการทางด้านเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืชและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์พืชในระดับแนวหน้าในปัจจุบัน มีโรงเรือนระบบปิดสำหรับปลูกพืช ที่สามารถควบคุมระบบน้ำ แสงแดด และป้องกันแมลงศัตรูพืช รวมทั้งแปลงทดลองปลูกพืชที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ

ดร.ประเสริฐ ก้องเกียรติงาม ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮอทิเจนเนติคส์ รีเสิร์ช จำกัด ซึ่งดูแลศูนย์วิจัยแห่งนี้กล่าวว่าปัจจุบันการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนในอาเซียน มีการดำเนินการในพันธุ์พืชกว่า 20 ชนิด สำหรับประเทศไทยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนอยู่ใน 3 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ ที่เน้นวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช 4 ชนิด ประกอบด้วย มะระ แตงกวา มะเขือเทศ และดอกดาวเรือง จ.เชียงราย มีการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช 2 ชนิด คือ พริก และเมล่อน และ จ.สุพรรณบุรี เน้นวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน ประกอบด้วย แตงโม แตงร้าน บวบ และแฟง

“ทุกศูนย์วิจัยฯ จะมีแปลงทดลองปลูกพืช มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และห้องวิจัยที่ทันสมัย เพื่อให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ มีความทนทานต่อโรคและแมลง มีอัตราการงอกที่ดี นอกจากนี้ทางศูนย์วิจัยฯ ยังพยายามวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 จะวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว และฟักทอง” ดร.ประเสริฐ กล่าว

ทางด้าน นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล  ผู้ จัดการทั่วไป บริษัทอีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เปิดเผยว่า เมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนในประเทศไทยและเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยขณะนี้มีการจำหน่ายกันปีละประมาณ  2,200 ล้านบาท

โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์พืชเขตหนาวที่มีคุณภาพปัจจุบันมีการนำเข้ามาจำหน่ายใน 4 ประเทศเป็นจำนวนมากประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย เมียนมาร์ และเวียดนาม เป็นเมล็ดพันธุ์พืชจำพวก พริกเผ็ดลูกผสม ผักกาดหอมห่อ ผักสลัดห่อ สควชลูกผสม แตงร้าน แตงโมลูกผสม ถั่วแขก ถั่วแขกพุ่ม และหอมหัวใหญ่ เป็นต้น.

พัฒนาการผลิตโคนมสหกรณ์ครบวงจร – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดี 2 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อราษฎรสมาชิกสหกรณ์โคนมเป็นอย่างยิ่งพระองค์พระราชทานพระราชดำริในการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ โดยยึดหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว

โดยเฉพาะเรื่องของการพึ่งตนเอง ให้ผู้ได้รับการพัฒนามีส่วนร่วมในกิจกรรมมีการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงจนสามารถพัฒนาได้ด้วยตนเอง และทรงติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม และสหกรณ์โคนมเป็นอย่างยิ่ง พระราชกรณียกิจที่ทรงดำเนินการมีมากมายหลายประการ และเกี่ยวข้องกับสหกรณ์หลายกิจการ และกิจการเลี้ยงโคนมก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม ที่พระองค์ทรงสนพระทัย

เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเป็นกลุ่มที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งเมื่อปี 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร มี พระราชดำริให้จังหวัดสกลนคร ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เกษตรกรและจัดทำโรงนมพาสเจอไรซ์ เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตและให้ความรู้ในการดำเนินธุรกิจโรงนม เมื่อได้ผลดีจึงขยายการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ต่อไป

จากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งศูนย์รวมนมสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนครตามพระราชดำริผลิต “นมภูพาน” ทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง เป็นแหล่งผลิตอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพในพื้นที่และได้พระราชทานกองทุนเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้แก่บุตรหลานของสมาชิกในด้านการ เลี้ยงโคนมและการดำเนินงานของศูนย์รวมนม

นอกจากนี้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมการดำเนินงานของ สหกรณ์โคนมวาริชภูมิจำกัด จังหวัดสกลนคร หลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2547 มีพระราชกระแสรับสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาการผลิตของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ให้มีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาการเลี้ยงโคนมของเกษตรกร และพระราชทานความช่วยเหลือในการปรับปรุงพัฒนาทำให้สหกรณ์ฯ มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ

และเมื่อปี 2540 ที่ผ่านมาสมาชิกสหกรณ์โคนมซับไม้แดงจำกัดอำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รายงานปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงโคนม ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม 2541 พระองค์พระราชทานพระราช ดำริให้ส่วนราชการ ต่าง ๆ แก้ไขปัญหา ซึ่งต่อมาได้มีการผ่อนผันด้านหนี้สินจากธนาคารพระราชทานเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อพัฒนาด้านพืชอาหารสัตว์ จัดหาแม่โคนมเพิ่มในรายที่มีแม่โคนมจำนวนน้อย แก้ปัญหาด้านการจัดการฟาร์ม และทรงติดตามการให้ความช่วยเหลือตลอดมา โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2548 ได้พระราชทานโคนมเพศเมียตั้งท้องจำนวน 9 ตัว ให้สหกรณ์โคนมฯ ซับไม้แดง เมื่อทรงพบว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ ก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแก้ไข วินิจฉัยหาสาเหตุของโรค และให้การรักษาพยาบาลอย่าง ต่อเนื่อง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยเรื่องของอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นการสืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร และทรงมุ่งมั่นที่จะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยสามารถเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพได้ดี มีรายได้มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการด้วยการจัดทำโครงการหลายโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมและการลดต้นทุนของเกษตรกรเพื่อที่จะให้เกษตรกรสามารถที่จะเลี้ยงโคนมและมีรายได้มีผลกำไร สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ และสามารถจะขยายฟาร์มของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

โดยมีการส่งเสริมให้ลดต้นทุนการเลี้ยงลูกโคเพศเมีย ส่งเสริมการทำแปลงหญ้า ผลิตอาหารหยาบให้โคนม ในโครงการพัฒนาการเลี้ยงโคนมทดแทนฝูงขึ้นมา ในสหกรณ์โคนมทั้ง 4 ภาคเป็นการนำร่อง ให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการฟาร์ม การจัดการแปลงหญ้าและสูตรอาหารโคนมแต่ละช่วงอายุโคนม ขณะเดียวกันทาง สำนักบริหารเงินทุนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ในส่วนของโครงการพัฒนาธุรกิจโคนม ที่ได้รับอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา และดอกผลจาก กพส. มาสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมกู้ยืมเพื่อการพัฒนาการผลิตโคนมของสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1

ควบคู่กันนี้ได้มีการทำข้อตกลงการซื้อขายระหว่างศูนย์นมทั้งประเทศ ทั้งของสหกรณ์ และเอกชนรวมกันกว่า 150 แห่ง เป็นโรงงานนม U.H.T และโรงงานนมพาสเจอไรซ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดให้มีการเจรจาซื้อขายกัน ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการได้ประมาณ 3,100 ตันต่อวัน ซึ่ง 70% เป็นน้ำนมที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์ ส่วนที่เหลือเป็นของเกษตรกรทั่วไป

ซึ่งการดำเนินงานในโครงการเหล่านี้จะอยู่ภายใต้แนวทางการวางแผนพัฒนาการเลี้ยงโคนมให้เกิดความยั่งยืน เพื่อสอดรับกระแสพระราชดำริ ให้อาชีพการเลี้ยงโคนม อยู่คู่แผ่นดินไทย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณแก่วงการสหกรณ์โคนมไทยเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้.

รมต.กสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ดูงานเกษตรประเทศไทย – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 26 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

ท่านวิไลวัน พมเข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และคณะประกอบด้วย ท่านคำพัน เหมือนสิทธิดา ปลัดกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้  ท่านพูมี พูมะนีวง หัวหน้ากรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์  ท่าน ดร.บุนถอง บัวหอม หัวหน้าสถาบันค้นคว้าและวิจัย  ท่านคำ ชะนะแต้ม รองหัวหน้ากรมปลูกฝัง

และท่านบุนทอง ชาภักดี รองหัวหน้ากรมเลี้ยงสัตว์และประมง ท่านจันทะเนต สีมะหาโน รองหัวหน้ากรมแผนการ และการร่วมมือ ท่านอานุลม ตุนาลม หัวหน้าศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร ห้วยซอน-ห้วยซั้ว และท่านบุนสี วงบัวสี  กงสุลใหญ่  ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการต่าง ๆ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางการดำเนินงานและประกอบอาชีพ ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา

โดยคณะได้ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โดยมี นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร. นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และนายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ

คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรของจังหวัดสกลนคร แนวทางการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และบทบาทของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ต่อการพัฒนาพื้นที่ภาคอีสาน ในฐานะที่เป็นทั้งสถานที่ทดลอง วิจัย และขยายผลสำเร็จไปสู่ประชาชน พร้อมทั้งศึกษาดูงานในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในศูนย์ศึกษาฯ เช่น งานศึกษาและพัฒนาด้านประมง งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้ งานศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน งานศึกษาและพัฒนาด้านข้าว งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์

จากนั้น คณะได้เดินทางไปศาลากลางจังหวัดอุดรธานี รับฟังการบรรยายสรุปยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรของจังหวัด และเยี่ยมชม ไร่สวนเงินเวียนมา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชม ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ขอนแก่น และศูนย์วิจัยยางหนองคาย จังหวัดหนองคาย ในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ รัฐมนตรี และคณะ ได้ให้ความสนใจการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านผลสำเร็จของโครงการ วิธีการทำงาน ตลอดจนแนวทางการขยายผลไปสู่ราษฎร ซึ่งการศึกษาดูงานในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการเกษตรใน สปป.ลาว และเป็นการสานต่อความร่วมมืออันดีในอนาคตระหว่างประเทศไทย กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อไป.

ขยายผลองค์ความรู้ ศูนย์ศึกษาฯ สู่นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดี 25 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครง การอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของนักส่งเสริมการเกษตรพื้นที่ภาคตะวันออก

ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา ที่สำนักงาน กปร. ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกันจัดขึ้น ว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริมาร่วม 33 ปี ทำให้มีการสะสมองค์ความรู้ ก่อเกิดความก้าวหน้าเกษตรกรต้นแบบแห่งความสำเร็จ ที่ได้นำผลสำเร็จการศึกษาวิจัยของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ไปประยุกต์ใช้ จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย ในการขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเครือข่ายที่สำคัญหนึ่งคือเจ้าหน้าที่หน่วยงานร่วมสนองพระราชดำริ ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ ความเข้าใจอันดี เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปส่งเสริมขยายผลให้กับประชาชน ในพื้นที่รับผิดชอบได้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน จะทำให้การขยายผลการพัฒนาเกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ทางด้าน นายสุรพล จารุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ กรมส่งเสริมการเกษตรถือเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง และศูนย์สาขาที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช นั้น ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญโดยการคัดเลือกเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร ลงไปทำงานในพื้นที่

โดยก่อนหน้านี้ทางกรมฯ ได้จัดส่ง

เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าไปประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงาน ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เพื่อเตรียมการที่จะขยายผลสำเร็จของศูนย์ศึกษาฯ สู่เกษตรกร   ซึ่งเป็นการดำเนินการแบบควบคู่ 2 อย่าง คือ ขยายผลในส่วนของเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจก่อนที่จะออกไปขยายผลสู่เกษตรกร  และนำเกษตรกรที่มีความสนใจในความรู้เรื่องต่าง ๆ เข้ามาศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพของตนเองต่อไป

โดยเฉพาะในปี 2557 กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาดำเนินการในโครงการนี้ ภายใต้นโยบาย 5 ความเป็นเลิศ ประกอบด้วย 1.องค์กรดีมืออาชีพ  คือนักส่งเสริมการเกษตรต้องเป็นนักส่งเสริมมืออาชีพ ที่จะนำพาความรู้ต่างๆ เข้าไปส่งเสริมเกษตรกร ส่วนที่ 2 คือ เกษตรกรดี คือ เป็นเกษตรกรมืออาชีพ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะต้องมีการเตรียมความพร้อม

ให้ เพราะการนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริไปขยายผลนั้น จะต้องให้เกษตรกรมีความพร้อมที่จะรับจึงจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ส่วนที่ 3 คือการทำงานเป็นเลิศ คือการรวมกลุ่มที่เป็นอย่างมืออาชีพ กลุ่มที่มีความเข้มแข็ง เมื่อเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่ 4 คือผลิตภัณฑ์ดีคือผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่เพื่อบริโภคเอง ไปจนถึงเพื่อการขาย ซึ่งเกษตรกรที่ทำการผลิตแล้วจะต้องขายได้ และส่วนที่ 5 คือ สำนักงานที่ดีซึ่งหมายถึง สำนักงานที่สามารถรองรับและให้บริการพี่น้องประชาชนได้อย่างยอดเยี่ยม ประทับใจ และมีกิจกรรมดี ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมภูมิปัญญาในการทำการผลิตอย่างก้าวทันต่อวิทยาการสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้กรมส่งเสริมการ เกษตรมีสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ระดับเขตอยู่ 9 เขต ทั่วประเทศ แต่ละเขตจะมีจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในการกำกับดูแล เฉลี่ยประมาณ 10 จังหวัด จะมีการจัดทีมงานเข้าไปสำรวจ ประเมินผลการดำเนินงานในโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าในการขยายผลงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นที่น่าพอใจ การดำเนินการทุกโครงการประสบความสำเร็จได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องเกษตรกรที่นำแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้  ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จและเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถลดรายจ่าย ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน มีแนวคิดในการวิเคราะห์ตัวเองว่าควรจะทำการผลิตอะไร  หรือควรประกอบอาชีพไปในทิศทางใด เมื่อได้รับคำตอบการดำเนินกิจการก็จะประสบความสำเร็จ ตรงนี้ทำให้เกิดความสุขกับครัวเรือนมากขึ้น และในปีต่อไปก็จะขยายผลให้มากขึ้น

“พระราชดำริที่พระราชทานให้กับประชาชนชาวไทย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ทุกพระองค์  มีมุมมองที่เป็นทั้งปรัชญา และแนวคิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม โดยเฉพาะส่วนตัว สามารถช่วยให้เกิดความตระหนักไว้ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน ความสุขไม่ใช่การมีเงินทองมากมาย แต่ความสุขอยู่ที่การดำรงชีวิตได้อย่างไม่เป็นหนี้ รู้จักคำว่าพอประมาณนั้นเอง” นายสุรพล จารุพงศ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว.

สร้างโรงเรียนต้นแบบ อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 20 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

โครงการสร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำและโรงเรียนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธันวามหาราช โดยสำนักงานนโยบายและแผนการบริการจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) จัดกิจกรรมสัญจรเพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำขึ้น

นางพรทิพย์ พรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลสำนักงานนโยบายและแผนการบริการจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ ประธานการจัดโครงการสร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำและโรงเรียนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเยาวชนและคนไทยให้เกิดการตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำโดยใช้จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องและเริ่มต้นกันที่เยาวชนในพื้นที่  ซึ่งเยาวชนเหล่านี้ในอนาคตก็จะก้าวสู่การเป็นผู้นำท้องถิ่นจะได้มีความเข้าใจในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดให้เข้าร่วมการประกวดการบริหารจัดการแหล่งน้ำในชุมชนตนเอง ชิงเงินรางวัล 2 แสนบาท

ทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ  จนเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ มากมาย นำมาซึ่งความผาสุกและบรรเทาเบาบางความเดือดร้อนของพสกนิกรชาวไทย

และเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557  สบอช. จึงได้จัดทำโครงการสร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำ และโรงเรียนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างความเข้าใจของเยาวชนและคนไทยให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ ช่วยกันดูแล บำรุงรักษารวมทั้งจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และให้เยาวชนประชาชนคนไทย  ได้ทราบว่าการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำรินั้น เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน  รวมทั้งต้องการสร้างเครือข่ายเยาวชนระดับชุมชนท้องถิ่น  ให้เป็นผู้นำท้องถิ่นในอนาคตและเกิดการประสานกันเป็นเครือข่ายในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนทั่วประเทศ

โดยมีเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาและอาจารย์ จัดทำโครงงานการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง นำเสนอในรูปแบบ แผนที่น้ำ พร้อมเนื้อหาโครงงาน ไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ   ส่วนอาจารย์จัดทำแผนการเรียน การสอนการบริหารจัดการน้ำโรงเรียนต้นแบบ ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 200,000 บาท โดยรางวัลชนะเลิศ จะได้รับทุนการศึกษา 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเกียรติบัตร รวมทั้งมีโอกาสร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ดูงานด้านการบริหารจัดการน้ำใน กทม. อีกด้วย

ทีมที่สมัครเข้าร่วมประกวดต้องเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาทีมละ 3 คน โดยเป็นนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างน้อย  1 ท่าน และมีตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำของโรงเรียนนั้น ๆ โดยหนึ่งโรงเรียนสามารถส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันได้ไม่จำกัดจำนวน

ด้าน นางศิริพรรณ  ไชยา  ครูผู้สอนโรงเรียนหอพระ อ.เมือง จ.เชียงใหม่   บอกว่า โครงการนี้ทำให้เกิดแนวคิดมีพลังที่จะจัดการเรื่องน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเมืองเชียงใหม่ หลังจากได้เข้ารับความรู้จากโครงการนี้แล้วก็จะนำไปปรับใช้ในโรงเรียนโดยเฉพาะเรื่องการกำจัดน้ำเสียต่อไป พร้อมสอนเด็กนักเรียนให้มีจิตสำนึกปลูกฝังแนว คิดให้นำไปปฏิบัติในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย.

สหกรณ์ โครงการหลวงดีเด่น ปี 2557 – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 19 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

การจัดตั้งสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น ได้มีโอกาสเข้าถึงวิทยาการด้านการพัฒนาอาชีพ การผลิตและการตลาด เพื่อความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืน
การพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรในโครงการหลวงและสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงนั้น ทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงจะรับผิดชอบเกี่ยวกับพัฒนาระบบการผลิตพืชผลทางการเกษตร โดยวางแผนการผลิตให้มีความต่อเนื่องและตรงตามความต้องการของตลาดภายใต้ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่
และสหกรณ์จะให้การสนับสนุนเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตหรือเงินทุนในการประกอบอาชีพ ตลอดจนการจัดสร้างโรงเรือนรวบรวมผลผลิต และคัดแยกผลผลิต การร่วมมือกันระหว่างศูนย์พัฒนาโครงการหลวงกับกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้นมีเป้าหมายเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในโครงการหลวงมีรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในการผลิตและจำหน่ายผลผลิตตลอดถึงการจัดหาวัสดุและปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
ในปี 2536 ซึ่งเป็นระยะแรกเริ่ม ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง 3 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 2 แห่ง กลุ่มเตรียมสหกรณ์อีก 10 แห่ง และกลุ่มอาชีพ 1 แห่ง มีสมาชิก 659 คน มีทุนดำเนินการ 6.7 ล้านบาท จวบจนวันนี้ผ่านมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 50 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 4 แห่ง กลุ่มเตรียมการสหกรณ์ 10 แห่ง กลุ่มอาชีพ 1 แห่ง จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 8,316 คน ทุนดำเนินงานกว่า 142.584 ล้านบาท
นางวรรณี รัตนวราหะ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกสหกรณ์และบุคคลดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการขยายผลโครงการหลวง เปิดเผยว่า การคัดเลือกสหกรณ์ดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวง มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของสหกรณ์ในโครงการหลวงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานของสหกรณ์ดีเด่นให้ปรากฏต่อสาธารณชน
ผลการคัดเลือกสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่นตามหลักเกณฑ์รวม 3 สหกรณ์ คืออันดับที่ 1 สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่โถ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ อันดับที่ 2 สหกรณ์การเกษตรห้วยต้มนำเจริญ จำกัด จังหวัดลำพูน และอันดับที่ 3 คือสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงปางไฮแม่ขิ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่
ส่วนสมาชิกสหกรณ์ดีเด่น รวม 9 ราย คือ 1.นายสิทธิพล แสงทวีเจริญผล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ 2.นายพุฒ ตากูล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ทาเหนือ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ 3.นายพีรวัฒน์ วางธิติกุล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบวกเต๋ย จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ 4.นายดนุพล อนันต์วิไล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงทุ่งเรา จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ 5.นายอาโวย แลเซอ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น จำกัด จังหวัดเชียงราย 6.นายยุทธนา วรนันทเสน สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงห้วยต้มนำเจริญ จำกัด จังหวัดลำพูน 7.นายสมชาย วิเศษพณา สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ลาน้อย จำกัด จังหวัดแม่ฮ่องสอน 8.นางวรินดา งามจิตตรากูล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงปังค่า จำกัด จังหวัดพะเยา และ 9.นายหฤทัย คงควร สมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรทำสวนตำบลห้วยเขย่ง จังหวัดกาญจนบุรี
โดยพิธีมอบรางวัลได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ระหว่างการเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ณ ห้องประชุมศูนย์สินค้าเกษตรภาคเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเสด็จเป็นประธานเปิดการประชุมและประทานรางวัลแก่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสหกรณ์ดีเด่น
“นับเป็นความร่วมมือกันในการส่งเสริมและพัฒนางานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงให้มีความเข้มแข็งและประสบผลสำเร็จได้อย่างดี และกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงดำเนินภารกิจในการสนับสนุนงานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป” นางวรรณี รัตนวราหะ กล่าว.

%d bloggers like this: