ทำมาหากิน

All posts tagged ทำมาหากิน

ผงขัดหน้าข้าวหอมทุ่งกุลา วิถีเพิ่มมูลค่า-สู่สินค้าคุณภาพ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220071.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
ผงขัดหน้าข้าวหอมทุ่งกุลา วิถีเพิ่มมูลค่า-สู่สินค้าคุณภาพ

ทำมาหากิน : ผงขัดหน้าข้าวหอมทุ่งกุลา วิถีเพิ่มมูลค่า-สู่สินค้าคุณภาพ : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      ผลิตภัณฑ์ผงขัดหน้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สูตรสมุนไพร แบรนด์ “กุลา” ของเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด โดยการนำของ นายสว่าง สุขแสง นับเป็นอีกวิถีเพิ่มมูลค่าข้าวจากภูมิปัญญาของชาวนาสู่สินค้าคุณภาพ ที่มีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย การันตีปลอดภัยไร้สารเคมี บำรุงผิวหน้าและผิวพรรณได้ผลดี
                      นายสว่าง สุขแสง ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน ต.หนองแคน เล่าว่า จากที่ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาประสบปัญหาด้านการลงทุนเพาะปลูก อีกทั้งราคาข้าวตกต่ำ ในปี 2555 ได้รวบรวมชาวบ้านเข้าเป็นสมาชิก ด้วยมุ่งจะเพิ่มราคาข้าวให้สูงขึ้น จึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์พร้อมผลิตผลข้าวหอมมะลิมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งตั้งเป้าราคาขายให้ได้กิโลกรัมละ 2,500 บาท
                      โดยกลุ่มคลัสเตอร์ข้าวหอมมะลิร้อยเอ็ด ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาข้อมูลทำให้รู้ว่าข้าวหอมมะลิ มีโอเมก้า 6 ช่วยให้ผิวสดใส มีน้ำมีนวล ชาวบ้านมีองค์ความรู้เรื่องหมอยาพื้นบ้าน จึงนำมาสู่การพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ จึงช่วยกันคิดค้นจนได้ผงขัดหน้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ สูตรสมุนไพร แบรนด์ “กุลา” ที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพร 8 ชนิด คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ต้นพญายา พืชสมุนไพรมีคุณสมบัติเหมือนผงทานาคา กวาวเครือขาว ว่านนางคำ ไพร เสลดพังพอน และใบหมาน้อย นำทั้งหมดมาบดเป็นผงแล้วผสมให้เข้ากันจนเป็นผงขัดหน้า ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสดใสมีน้ำมีนวล ลบเลือนริ้วรอย เหี่ยวย่น ฝ้า กระ ค่อยๆ จางลง แก้อาการเม็ดผื่นคัน และโรคผิวหนัง
                      “แรกๆ มีปัญหาเรื่องสมุนไพรที่ใช้เป็นตัวประสานจนพบว่าใบหมาน้อย น้ำจะมีลักษณะเป็นวุ้น จึงนำมาผึ่งลมให้แห้งจากนั้นทำเป็นผงละเอียดแล้วผสมรวมกับผงสมุนไพรตามสูตร เมื่อนำไปผสมน้ำพบว่าผงที่ได้มีลักษณะคล้ายโคลนพอกหน้าของต่างประเทศ ในปีแรกเราให้สมาชิกในเครือข่ายทดสอบผลิตภัณฑ์ ต่อมาจึงนำไปขึ้นทะเบียนโอท็อป สินค้าของดี จ.ร้อยเอ็ด จนปีที่ 2 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นำไปทดสอบในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน จำนวน 100 คน ไม่มีอาการระคายเคือง ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ สมาชิกจึงช่วยกันพัฒนาบรรจุภัณฑ์และควบคุมผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ”
                      ด้านการตลาด นายสว่าง บอกว่า เริ่มจากการบอกแบบปากต่อปาก จากนั้นขายผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อว่า “ดอน หนองโจน” ผลิตให้ร้านสปา จ.ขอนแก่น รวมถึงการออกร้านในงานโอท็อป ที่มีหน่วยงานประสานไป โดยผลิตภัณฑ์มี 3 ขนาด 3 ราคาให้ผู้สนใจได้ซื้อหา คือในซองขนาด 5 กรัม ขาย 15 บาท ใช้ได้ครั้งเดียว แบบกล่องสามเหลี่ยมขาย 159 บาท และแบบชุดกิฟท์เซต มาสก์หน้า จะมีผ้าขนหนูเช็ดหน้า ช้อน ถ้วยเซรามิก ขายกล่องละ 499 บาท
                      อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้หลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน ทำให้ชาวบ้านได้เห็นความสำคัญของทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ข้าวสารหอมมะลิทุ่งกุลา ที่ขายได้กิโลกรัมละ 38 บาท เมื่อแปรรูปเป็นผงขัดหน้าก็จะสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2,500 บาท
                      ส่วนผู้สนใจในผลิตภัณฑ์สอบถามได้ที่ นายสว่าง สุขแสง เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน 73 หมู่ 5 ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด โทรศัพท์ 08-4027-3039
———————-
(ทำมาหากิน : ผงขัดหน้าข้าวหอมทุ่งกุลา วิถีเพิ่มมูลค่า-สู่สินค้าคุณภาพ : โดย…ทีมข่าวเกษตร)
โฆษณา

สรรค์สร้าง ‘ศาลพระภูมิ’ ศิลปะทำเงินกลุ่ม ‘เรือนไทย’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151230/219548.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2558
สรรค์สร้าง 'ศาลพระภูมิ' ศิลปะทำเงินกลุ่ม 'เรือนไทย'

ทำมาหากิน : สรรค์สร้าง ‘ศาลพระภูมิ’ ศิลปะทำเงินกลุ่ม ‘เรือนไทย’ : โดย…พรนภา สวัสดี

                      การสร้างสรรค์ “ศาลพระภูมิ” สิ่งประดิษฐ์จากไม้สักทองฝีมือกลุ่มอาชีพเรือนไทยพัฒนา ต.บางลำภูล่าง กทม. นำโดย นางสมทรง ภูวสวัสดิ์ ที่เริ่มต้นผลงานด้วยคนเพียง 4-5 คน สืบต่อเรื่อยมากว่า 80 ปี และแม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย ทว่างานฝีมือทุกชิ้นยังคงไว้ซึ่งการอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมไทย ปัจจุบันกลายเป็นผลิตภัณฑ์โกอินเตอร์ที่สร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปี
                      นางสมทรง ภูวสวัสดิ์ ประธานกลุ่มอาชีพเรือนไทยพัฒนา วัย 75 ปี กล่าวว่า ก่อนมาเป็นศาลพระภูมิไม้สักทองอย่างปัจจุบันนี้ เดิมเริ่มต้นจากรุ่นพ่อแม่ทำศาลหลังเล็กๆ ที่เรียกว่าศาลขวัญข้าว เพื่อบูชาพระแม่โพสพ ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงมีการพัฒนาดัดแปลงให้มีรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็ยังคงเน้นงานศิลปะแบบไทยเป็นหลัก
                      “คนไทยสมัยก่อนเวลาสร้างบ้านมักนำศาลพระภูมิมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน เพราะเชื่อว่าเทวดาที่สถิตอยู่จะดูแลรักษาอาณาเขตที่ดิน ปกป้องคุ้มครองเจ้าของบ้านและบริวารให้อยู่เย็นเป็นสุข มีแต่ความเจริญ รุ่งเรือง แต่ปัจจุบันแม้ความเชื่อของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไป ทว่าร้อยละ 80 ยังคงเชื่อว่าการสร้างบ้านใหม่จะต้องมีการตั้งศาลพระภูมิ” นางสมทรง แจง
                      พร้อมยอมรับว่านั่นจึงเป็นเหตุผลให้เธอและสมาชิกกลุ่มอีกว่า 10 ชีวิต ยังคงยึดอาชีพสร้างศาลพระภูมิจนถึงปัจจุบัน โดยมีตลาดจำหน่ายคือร้านสังฆภัณฑ์ทั่วประเทศ อีกทั้งมีจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งหลักๆ คือสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมนี ส่วนในประเทศอาเซียนจะเป็นในรูปของการที่บริษัทต่างๆ มาซื้อ และนำออกไปจำหน่ายอีกที
                      “กลุ่มเรามีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามที่ลูกค้าต้องการ อาทิ แบบสามมุข เรือนไทยประยุกต์ เรือนคู่ เรือนเดี่ยว โดยไม้ที่ใช้ทำเป็นไม้สักทองเกรดเอทั้งหมดซื้อจากโรงเลื่อย จ.พระนครศรีอยุธยา สนนราคามีหลายระดับให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาท ส่วนรายได้ต่อปีประมาณหลักล้านบาท” ประธานกลุ่มแจง
                      พร้อมเสริมว่า แม้ในช่วง 1-2 ปีหลังมานี้มีรายได้จะต่ำลงบ้าง เป็นผลกระทบมาจากด้านการเมือง เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้แต่เดิม โดยเฉพาะชาวนาที่จะต้องเปลี่ยนศาลในทุกๆ ปีที่ปลูกข้าวก็กลายมาเป็นไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะรายได้ลดน้อยลง
                      อย่างไรก็ตาม นางสมทรงย้ำว่า แม้ช่วงนี้รายได้จะลดต่ำลงบ้างแต่กลุ่มยังคงยึดมั่นจะประกอบอาชีพนี้ต่อไป เพราะเป็นอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตา ยาย และย้ำในอนาคตจะช่วยกันพัฒนาให้มีการเติบโตเพิ่มยิ่งขึ้น ตราบเท่าที่คนไทยยังมีความเชื่อและศรัทธา งานศิลปะประดิษฐ์เหล่านี้ก็จะต้องอยู่คู่ประเพณีวัฒนธรรมไทยต่อไปตราบเท่านาน
                      สำหรับท่านที่สนใจผลงานทั้งขอรับทราบรายละเอียดขั้นตอนวิธีการทำ หรือสนใจในสินค้า นางสมทรงบอกให้ติดต่อได้ที่กลุ่มอาชีพเรือนไทยพัฒนา 377 ซอยเจริญนคร 46 ต.บางลำภูล่าง อ.คลองสาน กทม. โทรศัพท์ 0-2437 6248/ 0-4779 1828 ตัวเธอและสมาชิกยินดีให้ความกระจ่างแก่ทุกคนด้วยความยินดี
———————
(ทำมาหากิน : สรรค์สร้าง ‘ศาลพระภูมิ’ ศิลปะทำเงินกลุ่ม ‘เรือนไทย’ : โดย…พรนภา สวัสดี)

สะท้อนความจริงการทำไร่ยาสูบ พืชเศรษฐกิจหลังนาที่ใช้น้ำน้อย

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151228/219434.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2558
สะท้อนความจริงการทำไร่ยาสูบ พืชเศรษฐกิจหลังนาที่ใช้น้ำน้อย

ทำมาหากิน : สะท้อนความจริงการทำไร่ยาสูบ พืชเศรษฐกิจหลังนาที่ใช้น้ำน้อย : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      ท่ามกลางกระแสที่มีการรณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่มากขึ้นจากทั่วโลก หากย้อนกลับมาดูห่วงโซ่ต้นน้ำของอุตสาหกรรมแปรรูปใบยาสูบที่กระจัดกระจาย 120 ทั่วโลก พบว่า การปลูกยาสูบนั้นไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศชาติอย่างมหาศาล หากแต่ยังสร้างได้ให้แก่เกษตรกรชาวไร่ยาสูบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะประเทศไทย มีเกษตรกรปลูกถึง 43,724 ราย ผลิตใบยาสูบได้ปีละ 49,716 ตัน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรฤดูกาลละ 1,300 ล้านบาท
                      นอกจากนี้มีการสร้างงานที่เป็นแรงงาน 138,734 ราย ผู้พึ่งพิง จำนวน 165,722 ราย รวมจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 348,180 ราย ขณะที่รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตจากธุรกิจปลายน้ำของอุตสาหกรรมใบยาสูบกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2558
                      สำหรับยาสูบที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เวอร์จิเนีย หรือฟลูเคียวร์ นิยมปลูกมากที่สุดในภาคเหนือ, พันธุ์เบอร์เลย์ นิยมปลูกในภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงบางพื้นที่ในภาคอีสาน และอีกสายพันธุ์คือ พันธุ์ไทยโอเรียนทอล หรือเตอร์กิช ที่นิยมปลูกในภาคอีสาน โดยใบยาสูบที่เกษตรกรปลูกทั้งหมดส่วนหนึ่งใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งส่งออก โดยเฉพาะส่งออกผ่านบริษัทอดัมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ซึ่งรับซื้อใบยาสูบพันธุ์เตอร์กิช จากภาคอีสานเพื่อส่งออกทั้งหมดมีมูลค่าปีละกว่า 1,906 ล้านบาท ไปยัง 30 ประเทศทั่วโลก
                      นายธงไชย สำเภา เกษตรกรวัย 56 ปี จาก ต.พระกลางทุ่ง อ.พระธาตุพนม จ.นครพนม บอกว่า มีที่ทำกินอยู่ 7 ไร่ สำหรับทำนาปีไว้บริโภคในครัวเรือน หากเหลือจะขายบ้าง มีรายได้ปีละ 2-3 หมื่นบาท เมื่อก่อนหลังจากทำนาปีจะปลูกพืชผักสวนครัว เน้นพริกสวน เพื่อหารายได้เสริม ซึ่งในแต่ละปีจะมีรายได้ราว 2 หมื่นบาท กระทั่งเมื่อ 6 ปีก่อน พี่ภรรยาซึ่งอยู่คนละตำบล แนะนำให้ปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิช โดยให้เหตุผลว่า มีรายได้ดี โดยมีบริษัทอดัมส์ อินเตอร์เนชั่นแนลฯ จะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด และออกค่าใช้จ่ายก่อน
                      “ผมเห็นว่าเราไม่ต้องลงทุน จึงตัดสินใจปลูกยาสูบ เริ่มก่อน 1 ไร่ รุ่นแรกผมมีกำไรกว่า 2 หมื่นบาท เท่ากับทำนา 7 ไร่ ที่สำคัญการปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิชเหมาะกับภาคอีสาน เพราะใช้น้ำน้อย เพียงรดน้ำอาทิตย์ละ 1 ครั้งเท่านั้น ตอนนี้เลิกปลูกพริกแล้ว หันมาทำไร่ยาสูบ ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ปลูก 2.5 ไร่ มีรายได้กว่า 4 หมื่นบาท ดีกว่าการทำนาและปลูกพริกหลายเท่าตัว” นายธงไชย กล่าว
                      เช่นเดียวกับ นายตะวัน ชนะเคน เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 31 ปี จาก ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม บอกว่า มีที่มรดก 30 ไร่ ทำนาปีปลูกข้าวหอมดอกมะลิ 105 หลังจากทำนาทำไร่ยาสูบ มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้ว เห็นว่ามีรายได้ดีจึงสืบทอดกันมา เพราะคำนวณแล้วไม่มีพืชอย่างอื่นที่จะมีรายได้ดีกว่านี้
                      “ผมเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับการถ่ายทอดการทำนาต้นทุนต่ำ อย่างปุ๋ยผมเลี้ยงวัว ใช้ขี้วัวทำปุ๋ยหมัก ยากำจัดศัตรูพืชใช้สารชีวภาพบ้าง ทำให้ต้นทุนตกไร่ละ 3,000-4,000 บาท เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะมีกำไรไร่ละไม่เกิน 5,000 บาท แต่ปลูกยาสูบเพียง 4 เดือน ได้กำไรไร่ละกว่า 2 หมื่นบาท ผมถือว่าเป็นรายได้กว่าพืชอื่น” นายตะวัน กล่าว
                      สอดคล้องกับข้อมูลของ น.ส.มนัสชื่น โกวาภิรัติ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบและผู้รับซื้อใบยาสูบรายใหญ่จากประเทศไทยเพื่อการส่งออก ที่อ้างข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เกษตรกรที่ทำไร่ยาสูบในประเทศไทยจะมีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 29,838 บาท หักต้นทุนมีกำไรไร่ละ 21,577 บาท รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิตในธุรกิจปลายน้ำของยาสูบในปี 2558 จำนวน 62,734 ล้านบาท
                      ด้าน นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการแผนกบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฯ ระบุว่า ยาสูบสายพันธุ์เตอร์กิช ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกในกว่า 14 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังฤดูทำนา ถือเป็นอาชีพเสริมที่สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่เป็นอย่างดี โดยบริษัทฟิลลิป มอร์ริสฯ จะซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรไทยผ่านบริษัทอดัมส์มาตั้งแต่ปี 2523 โดยมีมูลค่าการรับซื้อใบยาสูบระหว่างปี 2553-2557 อยู่ที่ประมาณ 4,330 ล้านบาท และในปี 2558 อยู่ที่ 773 ล้านบาท
                      “เราได้ผนวกเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของชาวไร่ยาสูบเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวของเราอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เริ่มนำเอาหลักปฏิบัติที่ดีด้านแรงงานเกษตร หรือเอแอลพี มาใช้ตั้งแต่ปี 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพัฒนาสภาพการทำงานในไร่และความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบ ครอบครัว และแรงงานในไร่กว่า 30 ประเทศที่เราซื้อใบยา ส่วนประเทศไทยเริ่มเมื่อปี 2555 ครอบคลุมการทำงานในไร่ยาสูบหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาการใช้แรงงานเด็กและการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงการสร้างความปลอดภัยในการทำงานในไร่ยาสูบด้วย” นายพงศธร กล่าว
                      ขณะที่ นายสุโรจน์ เหล่าอรรคะ รองผู้จัดการฝ่ายไร่ของบริษัทอดัมส์ฯ กล่าวว่า ได้ส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่ยาสูบปลูกยาสูบสายพันธุ์เตอร์กิชในภาคอีสานราว 2 หมื่นราย เฉพาะที่ จ.นครพนม กว่า 2,700 ราย โดยทางบริษัทได้นำโครงการเอแอลพีมาใช้ ครอบคลุมถึงกิจกรรมการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ไร่ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับชาวไร่มากที่สุด มีการเก็บข้อมูลและประวัติชาวไร่เพื่อให้เห็นภาพรวมและนำมาวิเคราะห์การรับรู้ในเรื่องแรงงานของชาวไร่ เพื่อวางแผนแก้ปัญหาให้ตรงจุด
                      “ปัญหาการใช้แรงงานที่ไม่ถูกต้องในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอย่างจริงจัง ทางเราได้นำเอแอลพีมาใช้ในประเทศไทย เพื่อจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพราะเราเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์สำคัญในการช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่อาชีพชาวไร่ยาสูบของไทย” นายสุโรจน์ กล่าว
                      นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ที่สร้างรายได้หลังทำนา โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังประสบกับภาวะแล้ง และกำลังส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกที่ใช้น้ำน้อยอย่างปัจจุบัน
——————-
(ทำมาหากิน : สะท้อนความจริงการทำไร่ยาสูบ พืชเศรษฐกิจหลังนาที่ใช้น้ำน้อย : โดย…ดลมนัส กาเจ)

สารพัดต้นไม้ปลูกได้ในกระถาง นวัตกรรมสำหรับคนมีพื้นที่น้อย

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151225/219247.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
สารพัดต้นไม้ปลูกได้ในกระถาง นวัตกรรมสำหรับคนมีพื้นที่น้อย

ทำมาหากิน : สารพัดต้นไม้ปลูกได้ในกระถาง นวัตกรรมสำหรับคนมีพื้นที่น้อย : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      ในยุคที่ผู้คนหันมาสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อยากปลูกพืชผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษมาบริโภคเองในครัวเรือน แม้จะมีพื้นที่น้อย แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ “พิชัย สมบูรณ์วงศ์” ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่า พืชผักและไม้ผลเกือบทุกชนิดสามารถปลูกในกระถางได้ ถือเป็นนวัตกรรมสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อย แต่อยากเป็นเกษตรกรสมัครเล่น
                      พิชัย บอกว่า จากการวิจัยพัฒนาและทดลองนวัตกรรมใหม่ในการปลูกพืชแบบง่ายๆ เพื่อสนองคนในสังคมเมืองที่พื้นที่จำกัด แต่ต้องการปลูกพืชผักและไม้ผลปลอดสารพิษไว้บริโภคในเองในครัวเรือน พบว่ามีวิธีง่ายๆ ที่สามารถปลูกพืชผักและไม้ผลคือใช้กระถางขนาดต่างๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เพราะต้นไม้เกือบทุกชนิดปลูกในกระถางทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่แม้แต่มะพร้าวน้ำหอมก็สามารถปลูกได้เช่นกัน
                      “ขนาดของกระถางไม่ใช่ปัญหาของการปลูกต้นไม้ เพียงแต่กระถางเล็กจะให้ผลผลิตน้อยกว่า เพราะกระถางขนาดเล็กมีพื้นที่สำหรับธาตุอาหารน้อย แต่ถ้าเราดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของปุ๋ย ให้ฮอร์โมน ดูแลเรื่องของน้ำ และเมื่อถึงเวลาก็ควรเปลี่ยนดินใหม่ก็ไม่มีปัญหา” พิชัย ยืนยัน
                      พิชัยบอกด้วยว่า สำหรับกระถางที่ใช้สำหรับในการปลูกต้นไม้นั้น ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นกระถางอย่างดีราคาแพง อาจใช้วัสดุเหลือใช้ก็ได้ อาทิ ถังเก่า กะละมัง โอ่ง เป็นต้น เจาะรูให้น้ำระบายได้ หรือเข่งพลาสติก แต่อย่างน้อยควรจะมีขนาดความกว้าง 8 นิ้วขึ้นไป จะวางมุมไหนของบ้านก็ได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่น้อยอย่างบ้านในเมือง บ้านทาวน์เฮ้าส์ แม้แต่ในคอนโดมิเนียม ก็สามารถปลูกได้เพียงแต่ให้ศึกษาเกี่ยวกับแต่ละพืชว่าต้องการแสงแดดมากน้อยเพียงไหนเท่านั้น
                      จากการทดลองพบว่าพืชที่สามารถปลูกในกระถางได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นพืชตระกูลส้ม ส้มมะนาว มะกรูด ฝรั่ง มะละกอ น้อยหน่า กล้วย และพืชผักทั้งพืชไร่ พืชสวน สามารถปลูกได้ทุกชนิด
                      สำหรับวัสดุที่ใช้ในการปลูกนั้นภายใน 1 กระถาง ใช้ดิน 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน กาบมะพร้าว หรือขุยมะพร้าว แกลบ ขี้เถ้า ใบไม้อีก 1 ส่วน ผสมกัน หลังจากที่ปลูกแล้ว 2 อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยสูตรต่างๆ ช่วงแรกเพื่อบำรุงต้นไม้ อาจเป็นสูตรหน้าที่สูงกว่า หรือไนโตรเจนมากกว่า แต่พอใกล้ออกอาจเป็นสูตรกลางมากกว่า หรือจะใช้สูตรเสมอก็ได้ ส่วนการรดน้ำควรในตอนเช้าของทุกวัน เพราะพืชทุกชนิดจะกินในเวลากลางวัน
                      “การคำนวนง่ายๆในการที่เราจะปลูกพืชในกระถางให้มีผลผลิตดี หรืออายุยืนยานคือ ต้องตัดทรงพุ่มของต้นไม้ให้ได้ขนาด 2.5 เท่าตัวของการกระจายของรากหมายถึงว่าถ้ากระถางขนาดกว้าง 10 นิ้ว ต้องตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่งขนาดแผ่กว้าง 25 นิ้่ว แต่ต้องดูด้วยว่าพืชแต่ละชนิดต้องการแสงแดดหรือไม่ อย่างตระกูลส้มถ้าจะให้ดีต้องได้รับแดด 100% ที่สำคัญการปลูกในกระถาง พืชบางชนิดอย่างมะนาวสามารถบังคับออกนอกฤดูได้ด้วย โดยใช้วิธีอดน้ำในช่วงที่มะนาวจะออกดอก จนกว่าใบเหี่ยวและร่วง จากนั้นจึงให้น้ำ ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น อีก 2 เดือนจึงจะออกดอกและจะออกผลผลิตเก็บได้ช่วงมะนาวในฤดูกำลังจะหมดพอดี” พิชัย กล่าว
                      นับเป็นนวัตกรรมง่ายๆ สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด แต่สามารถปลูกพืชผัก-ไม้ผล ไว้บริโภคเองได้
———————–
(ทำมาหากิน : สารพัดต้นไม้ปลูกได้ในกระถาง นวัตกรรมสำหรับคนมีพื้นที่น้อย : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ข้าวกล้องรูปหัวใจ ‘จันทร์หอม’ ของฝากให้คนรักแทนกุหลาบ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151224/219196.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2558
ข้าวกล้องรูปหัวใจ 'จันทร์หอม' ของฝากให้คนรักแทนกุหลาบ

ทำมาหากิน : ข้าวกล้องรูปหัวใจ ‘จันทร์หอม’ ของฝากให้คนรักแทนกุหลาบ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      จากเหตุผลที่ผลิตข้าวราคาตกต่ำ ทำให้ “จรัญ ชาญชิต” ตัดสินใจรวบรวมแม่บ้านเกษตรในพื้นที่ตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองมะคับ ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อแปรรูปข้าวเปลือกมาเป็นข้าวสารทั้งที่เป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และจมูกข้าว ล่าสุดสร้างความแปลกใหม่ด้วยการทำผลิตภัณฑ์ข้าวสารรูปหัวใจภายใต้ “จันทร์หอม” สำหรับเป็นของฝากให้แก่คนที่รักแทนดอกกุหลาบ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
                      จรัญ บอกว่า โดยปกติคนในหมู่บ้านเกือบ 100% มีอาชีพเกษตรกร ทำนาเป็นหลัก แต่ในปี 2532 ราคาข้าวเปลือกตกต่ำตันละไม่ถึง 7,000 บาท จึงเข้าอบรมด้านการแปรรูปข้าวกับกรมประชาสงเคราะห์ ใช้เวลาอบรมนานถึง 3 เดือน จากนั้นมารวบรวมกลุ่มแม่บ้านที่ทำนา จำนวน 7 คน เพื่อตั้งกลุ่มแปรรูปข้าว กระทั่งในปี 2537 จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองมะคับ มีการระดมทุนจากสมาชิกซื้อโรงสีข้าว เพื่อแปรรูปทำเป้นข้าวสาร สามารถขายได้ในราคา กก.ละ 40 บาท
                      “เดิมทีทางกลุ่มเราเน้นผลิตข้าวสารส่งขายเองทั้งที่ใน อ.พรหมพิราม และตัวเมืองพิษณุโลก ตอนหลังคนหันมานิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ทางกลุ่มจึงหันมาทำเป็นข้าวกล้อง แต่ทางกลุ่มมีเฉพาะโรงสีข้าวขาว ข้าวกล้องต้องจ้างที่อื่น นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จมูกข้าวด้วย โดยแปรรูปจากข้าวหอมดอกมะลิ 105 ข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลิแดง และไรซ์เบอร์รี่ บรรจุถุงภายใต้เครื่องหมายการค้าหรือแบรนด์จันทร์หอม น้ำหนัก 1 กก.ขายในราคา กก.ละ 60 บาท” จรัญ กล่าว
                      ล่าสุด จรัญ มองว่า น่าจะสร้างผลิตภัณฑ์ให้แปลกใหม่ เพื่อสร้างกลยุทธ์ด้านการตลาดด้วยการผลิตข้าวกล้องรูปหัวใจ โดยเอาข้าวหอมมะลิแดงทำเป็นรูปหัวใจสีแดง ส่วนพื้นข้าวทั่วไปเป็นข้าวหอมดอกมะลิ 105 หรือถ้าต้องการให้หัวใจบริสุทธิ์ เอาข้าวหอมแดง หรือหอมนิล เป็นพื้น ส่วนข้าวหอมดอกมะลิ 105 สีขาวเป็นรูปหัวใจ ที่มีสัญลักษณ์เป็นหัวสีขาวอันบริสุทธิ์ เพื่อเป็นของฝากในวันสำคัญ เช่น ช่วงเทศกาล วันแม่ วันพ่อ แม้แต่วันแห่งความรัก ซื้อข้าวสารรูปหัวใจไปฝากดีกว่ามอบดอกกุหลาบ เพราะสามารถบริโภคได้ เริ่มออกจำหน่ายสู่ตลาดแล้วช่วงวันแม่ 12 สิงหาคม 2558 ส่งขายในพื้นที่ ทั้งใน อ.พรหมพิราม ในตัวเมืองพิษณุโลก และส่วนหนึ่งส่งขายที่ จ.นครนายก ด้วย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี
                      ด้าน สุรัตน์ สงวนทรัพย์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก บอกว่า ภาพรวมใน จ.พิษณุโลก ประชาชนยึดอาชีพด้านเกษตรปลูกข้าวทำนามากที่สุดในพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นนาปีอยู่นอกเขตชลประทาน ส่วนข้าวนาปรังมีทั้งหมด 1.1 แสนไร่ แต่ปีนี้ขาดแคลนน้ำ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้เพียง 5 แสนไร่เท่านั้น แต่เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมารวมกลุ่ม เพื่อแปรรูปข้าวมาเป็นข้าวสารขายเอง ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรเป็นอย่างดี อย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองมะคับ ถือเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่ดำเนินกิจการมากว่า 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะข้าวรูปหัวใจถือเป็นการสร้างจุดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี และขายแพงกว่า กก.ละ 70 บาท
                      ขณะที่ ธนะวัตร ค้ำชู นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก บอกว่า ใน อ.พรหมพิราม มีเกษตรกรรวมกลุ่มราว 80 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มให้ความร่วมมือภาครัฐเป็นอย่างดี โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองมะคับ ถือเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งแห่งหนึ่งของ อ.พรหมพิราม สามารถแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้ข้าวได้เป็นอย่างดี อย่างปีนี้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งที่เป็นจมูกข้าวและข้าวรูปหัวใจที่เห็นแล้วสะดุดใจเหมาะสำหรับเป็นของขวัญให้คนที่เคารพรัก และคนที่นับถือ ในช่วงเทศกาลต่างๆ
                      นับเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ซึ่งรูปหัวใจนอกจากจะเป็นสื่อที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักแล้ว ยังสามารถนำไปบริโภคได้อีกด้วย สนใจสอบถามได้ที่ โทร.08-9875-8139
———————-
(ทำมาหากิน : ข้าวกล้องรูปหัวใจ ‘จันทร์หอม’ ของฝากให้คนรักแทนกุหลาบ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

เร่งพัฒนา ‘ชาแม่สลอง’ ยกระดับสินค้า-เพิ่มแข่งขัน

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151223/219097.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2558
เร่งพัฒนา 'ชาแม่สลอง' ยกระดับสินค้า-เพิ่มแข่งขัน

ทำมาหากิน : เร่งพัฒนา ‘ชาแม่สลอง’ ยกระดับสินค้า-เพิ่มแข่งขัน : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      จากผลผลิตชากว่า 200 ตันต่อปี มูลค่ารายได้กว่า 60 ล้านบาท พื้นที่การปลูกชาบนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย กว่า 6,000 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมเครือข่ายกว่า 200 ราย ทำให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. เร่งพัฒนาคลัสเตอร์ชา เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชาให้ได้มาตรฐานสากล มีความสามารถด้านการแข่งขัน ในโครงการ “ด้วยเครือข่าย… เอสเอ็มอี เติบโตได้อย่างยั่งยืน” อันเป็นกิจกรรมสนับสนุนเครือข่ายเอสเอ็มอี ใน 18 กลุ่มจังหวัด
                      นางสาลินี วังตาล ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้คัดเลือกกลุ่มเครือข่าย เอสเอ็มอี ทั่วประเทศรวม 54 กลุ่ม ทั้งภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม การค้า และบริการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันไม่น้อยกว่า 1 หมื่นราย สร้างโอกาสการตลาด 1,000 ราย และลดต้นทุนผลิต 150 ล้านบาท ซึ่งการยกระดับผู้ประกอบการคลัสเตอร์ชา ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในรูปการสร้างเครือข่าย ทั้งด้านการผลิต นวัตกรรม
                      นายเจริญ ชีวินเฉลิมโชติ ประธานกรรมการบริษัท ใบชาโชคจำเริญ จำกัด กล่าวว่า จากที่ สสว.ได้สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกใบชา สร้างโครงการต่อยอดการพัฒนาคลัสเตอร์ชา จ.เชียงราย ทำให้การรวมกลุ่มเกิดความเข้มแข็ง สมาชิกกลุ่มพร้อมที่จะพัฒนา ขยายพื้นที่ปลูกเป็นอินทรีย์ ที่สำคัญทำให้เกิดความสามัคคี พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
                      ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมชา จ.เชียงราย มีบทบาทต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไทย โดย ม.เกษตรศาสตร์ ประเมินศักยภาพกลุ่มอุตสาหกรรม ในโครงการพัฒนาการรวมกลุ่มและเชื่อมโยง 8 กลุ่ม จึงเกิดเป็น “กลุ่มเครือข่ายชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง” มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล แข่งขันและขยายตลาดได้ ปัจจุบันกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลของยูเอสเอ (มาตรฐานยูเอสดีเอ) และสหภาพยุโรป (มาตรฐาน อียู) รวมทั้งมาตรฐานโรงงานผลิตของจีเอ็มพี
                      ทั้งนี้ กลุ่มได้บูรณาการความช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และประสานความช่วยเหลือไปยังหน่วยงาน ทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน สถาบันวิจัยพัฒนา ดังที่กลุ่มอุตสาหกรรมชา จ.เชียงราย บูรณาการความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันชา และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในการพัฒนาการผลิตชาของสมาชิกในกลุ่มให้เป็นชาอินทรีย์
                      ในส่วนมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รศ.ดนุวัติ เพ็งอ้น ผอ.สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า สถาบันได้ขับเคลื่อนกลุ่มโดยแบ่งเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.ประสานหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชา 2.พัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย จัดแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ เชื่อมโยงในลักษณะซัพพลาย เชน และ 3.พัฒนาศักยภาพเชิงธุรกิจของเครือข่าย โดยจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในอุตสาหกรรมชา สอนทำปุ๋ยหมัก นำงานวิจัยมาพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
                      และหนึ่งนั้นคือกิจกรรมจัด “เทศกาลชิมชา ซากุระบาน อาหารชนเผ่า ดอยแม่สลอง” ณ บริเวณสนามกีฬาโรงเรียนบ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย วันที่ 28 ธันวาคม 2558-2 มกราคม 2559 จึงเชิญชวนผู้สนใจร่วมงานดังกล่าว
———————-
(ทำมาหากิน : เร่งพัฒนา ‘ชาแม่สลอง’ ยกระดับสินค้า-เพิ่มแข่งขัน : โดย…ธานี กุลแพทย์)

แปรรูปเพิ่มค่าแก้ราคาตกต่ำ ‘ไวน์สตรอเบอร์รี่’ ของดีสะเมิง

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151222/219016.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2558
แปรรูปเพิ่มค่าแก้ราคาตกต่ำ 'ไวน์สตรอเบอร์รี่' ของดีสะเมิง

ทำมาหากิน : แปรรูปเพิ่มค่าแก้ราคาตกต่ำ ‘ไวน์สตรอเบอร์รี่’ ของดีสะเมิง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ไม่ปฏิเสธว่าพื้นที่อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่ที่สำคัญและมีชื่อเสียงเป็นรู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญมีอาชีพหลักในการปลูกสตรอเบอร์รี่ที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากกว่าไม้ผลชนิดอื่น  โดยผลผลิตหลักส่งให้โครงการหลวงดอยคำและพ่อค้าที่มารับซื้อผ่านสหกรณ์การเกษตรสะเมิง จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตสตรอเบอร์รี่จากสมาชิก แต่ด้วยคุณสมบัติของสตรอเบอร์รี่ผลสดมักเน่าเสียง่ายและเก็บไว้ไม่ได้นาน ทำให้สหกรณ์ต้องหาทางออกด้วยการแปรรูปเป็นไวน์สตรอเบอร์รี่เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยมุ่งเป้าไปที่สตรอเบอร์รี่ตกเกรด ปฏิเสธการรับซื้อของพ่อค้าและแก้ปัญหาการถูกกดราคา ตลอดจนปริมาณผลผลิตสตรอเบอร์รี่ที่ออกมามากเกินความต้องการในแต่ละปี
                      “ไวน์สตรอเบอร์รี่เราทำมา 10 กว่าปีแล้ว สาเหตุที่ทำเพราะต้องการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสตรอเบอร์รี่ตกเกรด ขายไม่ได้ราคาหรือบางปีผลผลิตออกมาเกินโควตาที่โรงงานรับซื้อหรือไม่ก็ถูกพ่อค้ากดราคา ก็นำมาแปรรูปเป็นไวน์สตรอเบอร์รี่แทน โดยพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์พระราชทาน 80”
                      ฉลอง โปทา ประธานสหกรณ์การเกษตรสะเมิง จำกัด ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เผยเหตุผลการทำไวน์สตรอเบอร์รี่ พร้อมอธิบายถึงกรรมวิธีการผลิตว่าเริ่มจากนำผลผลิตสตรอเบอรี่ผลสดจากแปลงของเกษตรกรสมาชิกมาตัดขั้ว จากนั้นนำมาล้างน้ำเพื่อทำความสะอาด 3 ครั้ง โดยสหกรณ์ได้สร้างบ่อซีเมนต์ไว้สำหรับล้างสตรอเบอร์รี่ผลสดไว้จำนวน 3 บ่อ หลังล้างเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็นำมาใส่ตะกร้าเพื่อให้สะเด็ดน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนนำมาคลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายให้เข้ากันในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยสตรอเบอร์รี่ผลสด 3 ส่วนและน้ำตาล 1 ส่วนแล้วนำไปใส่ในถังสเตนเลสเพื่อบ่ม ซึ่งแต่ละถังบรรจุได้ประมาณ 1,000 กิโลกรัม จากนั้นปิดฝาครอบให้สนิทบ่มไว้ในถังอย่างน้อย 1 ปี ก่อนนำมาบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายต่อไป
                      “เคล็ดลับการทำไวน์อยู่ที่สูตรใครสูตรมัน อย่างของเราจะใช้น้ำตาลทรายเป็นส่วนผสมในอัตรา 3 ส่วนต่อ 1 ส่วน คิดง่ายๆ ผลสตรอเบอร์รี่สด 30 กิโลกรัมต่อน้ำตาลทราย 10 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปใส่ในถังบ่มแล้วปิดฝา จนครบ 1 ปีเป็นอย่างน้อยถึงจะเปิดฝาได้ ระหว่างนี้ห้ามเปิดฝาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นรสชาติจะเปลี่ยนทันที โดยในหนึ่งถังนั้นจะสามารถผลิตไวน์ได้ประมาณ 800 ขวด ปัจจุบันสหกรณ์มีถังหมักไวน์อยู่ 30 ถังและจะซื้อเพิ่มทุกปี ปีละ 1-2 ถัง” ประธานสหกรณ์การเกษตรคนเดิมเผย และยอมรับว่ายิ่งบ่มนานรสชาติจะยิ่งดี แต่ที่ผ่านมาจะบ่มได้แค่ 1 ปีเท่านั้น เนื่องจากไวน์ที่ผลิตนั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันก็ยังมีสตรอเบอร์รี่ฤดูกาลใหม่ออกมาก็จะนำมาบ่มทดแทนของเก่าในถังเดิม เนื่องจากถังบ่มมีจำนวนจำกัด
                      “ของเราจะบ่มปีต่อปีนานกว่านี้ไม่ได้ เพราะว่าถังบ่มมีจำกัด อีกทั้งผลิตมาเท่าไหร่ก็ขายหมด ไม่เพียงพอความต้องการของตลาด อย่างรีสอร์ทต่างๆ ที่ปายเกือบทุกที่ก็สั่งไวน์สตรอเบอร์รี่จากเราไป เขาบอกว่ามีเท่าไหร่ซื้อหมด เริื่องตลาดไม่มีปัญหา ส่วนราคาส่งจะขายอยู่ที่ขวดละ 250 บาท ขนาดขวด 750 ซีซี สำหรับกำไรหลังหักต้นทุนเรียบร้อยแล้วโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3-4 แสนบาทต่อปีก็คือว่าดีทีเดียว ฉะนั้นไม่ต้องห่วงผลผลิตสตรอเบอร์รี่ที่สะเมิงไม่มีผลกระทบในเรื่องราคาอย่างแน่นอน เพราะเรามีทางแก้ไว้หมด” ประธานสหกรณ์การเกษตรสะเมิง จำกัด กล่าวย้ำ
                      ไวน์สตรอเบอร์รี่ นับเป็นอีกทางเลือกของสหกรณ์การเกษตรสะเมิง จำกัด ในการแก้ปัญหาสตรอเบอร์รี่ล้นตลาด คุณภาพตกเกรดจนได้รับการปฏิเสธจากตลาด จึงนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าด้วยการผลิตไวน์จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในวันนี้ สนใจผลผลิตภัณฑ์ไวน์สตรอเบอร์รี่ของดีสะเมิง โทร.08-1366-3560, 0-5348-7043 ทุกวัน
———————-
(ทำมาหากิน : แปรรูปเพิ่มค่าแก้ราคาตกต่ำ ‘ไวน์สตรอเบอร์รี่’ ของดีสะเมิง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ขนมโฮมเมด ‘บ้านภัทรา’ คุณภาพล้ำ-รุกอาเซียน

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218775.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
ขนมโฮมเมด 'บ้านภัทรา' คุณภาพล้ำ-รุกอาเซียน

ทำมาหากิน : ขนมโฮมเมด ‘บ้านภัทรา’ คุณภาพล้ำ-รุกอาเซียน : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      กระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปิดร้านกาแฟสด ยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชมการดื่มกาแฟ หลายคนจึงสร้างความต่างให้แก่ร้าน เช่นเดียวกับ “กฤษณภัทร มหาปิติ” เปิดร้านขายกาแฟเล็กๆ พร้อมเมนูขนมบัวหิมะเจ้าแรกในขอนแก่น ก่อนต่อยอดขยายเป็นร้าน “บ้านขนมคุณภัทรา” มีเมนูอร่อยกว่า 70 รายการ เป็นของฝากขึ้นชื่อ ที่ปัจจุบันกระจายขายทั่วประเทศ
                      เดิมกฤษณภัทรเป็นเจ้าของโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น แต่ประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี เขาจึงมองหาอาชีพอื่น และจากความชื่นชอบเรื่องกาแฟและเบเกอรี่ จึงหันเปิดร้านกาแฟริมบึงหนองโคตร อ.เมือง สร้างจุดขายให้ร้านด้วยนำสูตรขนมบัวหิมะของครอบครัวมาทำขายภายใต้แบรนด์ “ซากุระ” แต่ทำเลริมบึงคนผ่านน้อยจึงปรับแผนการตลาด โดยนำไปฝากร้านกาแฟคนรู้จักขาย ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีจนขยายไปสู่ตลาดร้านซื้อขายของฝาก ทั้งวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเมืองไทย
                      จากการขยายตัวทางการตลาด ทำให้มีลูกค้าถามหาหน้าร้านที่วางจำหน่าย ทำให้กฤษณภัทรเล็งหาทำเลที่เหมาะสมกับลูกค้าทุกกลุ่ม มีพื้นที่มุมสบายๆ ให้ลูกค้าได้แวะพัก พร้อมกับช็อปชิมขนมอร่อยๆ และซื้อหากลับไปเป็นของฝากจน “ร้านบ้านขนมคุณภัทรา” มาลงตัวตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ อ.บ้านไผ่ เมื่อปี 2552 ให้บริการทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และของฝาก เหมาะสำหรับผู้ใช้เส้นทางที่เดินทางไกลได้แวะเข้าไปทั้งพัก ช็อป และชิม
                      “นำแนวทางการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มาต่อยอด ทั้งเรื่องควบคุมการผลิต คิดต้นทุน และการทำตลาด โดยมีขนมบัวหิมะที่เราผลิตเองเป็นรายแรกในขอนแก่นเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเราใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ใช้แป้งสดทำจึงมีความหอม นุ่มละมุน ขณะที่ไส้ทำจากธัญพืช มี 6 ไส้ คือ พุทราจีน ชาเขียว งาดำ ถั่วแดง ถั่วเหลืองและเผือก” กฤษณภัทร แจง พร้อมระบุจากการขยายตลาดไปทั่วประเทศ ทำให้ต้องผลิตวันละกว่า 7,000 ชิ้น โดยคนในครอบครัว คือ แม่จะคิดค้นสูตรพร้อมควบคุมการผลิต ส่วนน้องชายดูแลร้าน ขณะเขารับทำการตลาด
                      กว่า 6 ปีที่คิดค้นสูตรขนม พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ร่วมวิจัยพัฒนาสินค้าใหม่จากหน่วยงานต่างๆ ทำให้ปัจจุบัน “บ้านขนมคุณภัทรา” มีสินค้าให้เลือกกว่า 70 รายการ นอกจากขนมบัวหิมะ ตราซากุระแล้ว ยังมีขนมเค้กกล้วย ขนมปังสังขยาลาวา ภัทราบานาน่า เค้กบ้านคุณภัทรา และไดฟูกุ
                      “ทางร้านยังเปิดแบรนด์ใหม่ในผลิตภัณฑ์เดิม คือจากภัทราบานาน่ามาใช้ชื่อใหม่ว่ามังกี้ บานาน่า เพื่อเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น คาดว่าจะติดตลาดในไม่ช้า เพราะการออกแบบแพ็กเกจที่ทันสมัย รสชาติอร่อย การันตีเป็นสินค้าโอท็อป 4 ดาว ได้รับเครื่องหมายตราฮาลาล รับรองมาตรฐานสินค้าสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นมุสลิมสามารถรับประทานได้ เพื่อเตรียมขยายตลาดไปวางจำหน่ายยังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย”
                      ส่วนอนาคต กฤษณภัทร วางแผนขยายสาขาบ้านขนมคุณภัทราเป็นแห่งที่ 2 จ.นครราชสีมา เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้รถบนถนนมิตรภาพ ได้มีจุดรวมซื้อหาของฝาก มีจุดพักรถก่อนเดินทาง โดยวางแผนจะเปิดตัวช่วงสงกรานต์ปีหน้า
                      สนใจขนมหลากเมนูอร่อย แวะได้ที่บ้านขนมคุณภัทรา (The Sweet Factory) 415/4 หมู่ 20 ริมถนนมิตรภาพ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โทรศัพท์ 08-7770-7031 หรือ 0-4337-4539 ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00-20.00 น.
———————–
(ทำมาหากิน : ขนมโฮมเมด ‘บ้านภัทรา’ คุณภาพล้ำ-รุกอาเซียน : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

สองพันธุ์‘มันฝรั่ง’เมืองหนาวพืชทำเงิน

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151217/218735.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
สองพันธุ์‘มันฝรั่ง’เมืองหนาวพืชทำเงิน

ทำมาหากิน : สองพันธุ์ ‘มันฝรั่ง’ เมืองหนาว พืชทำเงินเกษตรกรภาคเหนือ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

      ด้วยสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่หนาวเย็นทางภาคเหนือ ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกมันฝรั่งอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งปลูกมันฝรั่งหลักภายใต้การบริหารจัดการของสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่ จำกัด ปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกเกือบสองพันรายกระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ของ จ.เชียงใหม่ รวมพื้นที่ปลูก 1,630 ไร่ แบ่งเป็นมันฝรั่งพันธุ์โรงงานหรือแอตแลนติก 380 ไร่ และพันธุ์บริโภคสดหรือสปูนต้าอีก 1,250 ไร่ ทั้งสองสายพันธุ์จะให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3-3.5 ตันต่อไร่
      อินทร โปทาเจริญ ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่ จำกัด เล่าว่าสหกรณ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดยการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อจะได้มีอำนาจการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางทั้งในเรื่องราคาและการตลาด แต่ปัจจุบันการตลาดไม่มีปัญหาเพราะมีการประกันราคาในสายพันธุ์แอตแลนติก ซึ่งเป็นพันธุ์โรงงาน โดยผลผลิตที่ได้จะส่งให้บริษัททั้งหมดเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่วนสายพันธุ์บริโภคสดหรือสปูนต้าจะไม่มีตลาดรับซื้อโดยตรงจึงเป็นหน้าที่หลักของสหกรณ์ที่จะดูแลเรื่องการตลาดให้สมาชิกเป็นประจำทุกปี
      “ที่สมาชิกนำมาปลูกมีอยู่ 2 สายพันธุ์คือแอตแลนติกกับสปูนต้า เมล็ดพันธุ์ทั้งสองสายพันธุ์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทุกปี ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี อย่างปีนี้สปูนต้านำเข้ามา 125 ตัน โดยกระจายไปตามสหกรณ์ต่างๆ ที่สมาชิกปลูกมันฝรั่งตอนนี้มีอยู่ทั้งหมด 4 สหกรณ์ก็จะมารับพันธุ์ตามโควตาที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยผ่านสมาคมพืชหัว แอตแลนติกนั้นบริษัทเขาจะให้พันธุ์มาปลูกตามโควตาที่กำหนดแล้วเขาก็รับซื้อคืนในราคาประกัน ส่วนสปูนต้ามีปัญหาอย่างเดียวคือตลาดของสมาชิก”
      อินทร เผยต่อว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมันฝรั่งของสมาชิกของสหกรณ์กระจายอยู่ใน 3 อำเภอ ได้แก่ สันทราย แม่แตงและแม่ริม มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 1,630 ไร่ แบ่งเป็นพันธุ์โรงงาน 380 ไร่ และพันธุ์บริโภคสด 1,250 ไร่ ส่วนเมล็ดพันธุ์นั้นถ้าเป็นพันธุ์แอตแลนติกนำเข้ามาจากอเมริกา โดยบริษัทจะจัดส่งมาให้ปีต่อปีและไม่สามารถเก็บพันธุ์เพื่อปลูกในปีต่อไปได้ ส่วนพันธุ์สปูนต้าสำหรับบริโภคสดนั้นจะนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ พันธุ์นี้เกษตรกรสามารถเก็บรักษาพันธุ์ไว้เพื่อจะได้เพาะปลูกในปีต่อไปได้
      “มันฝรั่งจะปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้นโดยจะปลูกในช่วงหน้าหนาวเริ่มปลูกตั้งแต่พฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ในปีถัดไป มีอายุตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 90-100 วัน มันฝรั่งจะชอบอากาศหนาว ยิ่งหนาวยิ่งดี ถ้าอากาศร้อนหัวจะเน่าง่าย ส่วนโรคแมลงไม่ค่อยมีจะมีก็โรคใบหยิกใบไหม้เกิดจากเชื้อราและหนอนกินใบเท่านั้นเอง”
      อินทรอธิบายถึงวิธีการปลูกหลังนำเมล็ดพันธุ์มาคลุกซีเมนต์เพื่อฆ่าเชื้อจากนั้นชุบน้ำยาเร่งรากแล้วนำมาปลูกในแปลง มีระยะห่างระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างร่อง 85-90 เซนติเมตร หลังปลูกประมาณ 10 วันจะสังเกตเห็นหน่อออกมา จากนั้นก็บำรุงด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่และใช้ธาตุอาหารสูตรเร่งหัว จนมันฝรั่งมีอายุครบ 3 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่วนผลผลิตนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000-3,500 กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 หมื่นบาทต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2-2.5 หมื่นต่อไร่
      ด้าน ศิริชัย ออสุวรรณ ประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่ จำกัด โดยระบุว่าสำหรับสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่นั้นมีจุดเด่นที่มีผลผลิตราคาแพง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มีการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่ชัดเจน สมาชิกมีความเชี่ยวชาญในการผลิต ในขณะที่สหกรณ์เองก็มีการบริหารจัดการในเรื่องของพันธุ์มันฝรั่งที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังมีการพัฒนาพันธุ์มันฝรั่งเองด้วยถือได้ว่าเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนทำให้ไม่ต้องพึ่งพาพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศในอนาคต
      “รายได้ของสมาชิกเฉลี่ย 5 หมื่นบาทต่อไร่ต่อปี ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการลักลอบนำเข้าพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศเข้ามาในรูปแบบของการสำแดงมันเพื่อการบริโภค สหกรณ์เองก็ได้ฝากเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย คิดว่าถ้ามีการป้องกันที่ดีและกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่ดี พัฒนาแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่ดี ก็จะทำให้สมาชิกมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” ประธานชุมนุมสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย
      มันฝรั่งนับเป็นอีกพืชเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรสมาชิก สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่งเชียงใหม่ จำกัด ต.แม่แฝกใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โทร.0-5384-8529, 08-1951-3279 ในวันและเวลาราชการ

ปรับกลยุทธ์ ‘เครื่องดื่ม’ สู้ตลาด

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218642.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
ปรับกลยุทธ์ 'เครื่องดื่ม' สู้ตลาด

ทำมาหากิน : ปรับกลยุทธ์ ‘เครื่องดื่ม’ สู้ตลาด มุ่งพัฒนา ‘ผลิตภัณฑ์’ ก้าวยั่งยืน : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      ภาวะแข่งขันด้านการตลาดในประเทศที่สูงบวกการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งให้ผู้ประกอบการสินค้าต่างต้องปรับตัวรวมทั้งโหมด “เครื่องดื่ม” อย่างแบรนด์ P-Fresh ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซัมเมอร์สปริง จำกัด ที่มุ่งยกระดับสินค้าเพื่อความมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งหนึ่งนั้นคือการเข้าร่วมโครงการของรัฐ อีกดัชนีที่ทำให้เครื่องดื่มถิ่นสมุทรสงคราม บรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น
                      นายทวีศักดิ์ เอกศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมเมอร์สปริง จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากพืชผัก ผลไม้ แบรนด์ P-Fresh ตั้งอยู่ 88/8 หมู่ 10 ต.หาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า บริษัทเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรในภูมิภาค (One Province One Agro-Industrial Product-OPOAI) กระทรวงอุตสาหกรรม ในแผน 2 คือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในกระบวนการผลิต การทำงานของโรงงานทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและเครื่องจักร สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น
                      ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบรนด์ P-Fresh จำหน่ายให้คู่ค้าเพียงรายเดียวคือ เซเว่นอีเลฟเว่น ปัจจุบันมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องดื่มแต่งกลิ่น ระดับราคา 10-12 บาท โดยเฉพาะน้ำใบเตยที่หอมอร่อยโดนใจผู้บริโภค ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตประสบอุปสรรคบ้าง โดยเฉพาะการขนส่ง การสต็อกสินค้า การจัดเก็บ รวมถึงการทำงานของบุคลากร เครื่องจักร ที่มีข้อจำกัดอันอาจจะทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความเสียหาย
                      “มีที่ปรึกษาร่วมบูรณาการ ทั้งการจัดส่งสินค้า สั่งซื้อวัตถุดิบ การผลิตสินค้าประจำสัปดาห์ โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์ทำตลาดระยะยาวแบบยั่งยืน มีการพัฒนาแรงงานที่มีทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้แบ่งเป็นระดับหัวหน้างาน และระดับปฏิบัติการ มีความชัดเจนในเวลาการทำงาน ทำให้การทำงานทั้งระบบมีทิศทางมากขึ้น”
                      สอดรับกับด้านการผลิตที่มีการใช้เครื่องจักรและแรงงานทำงานร่วมกัน มีการใช้ระบบสายพานในแต่ละแผนกซึ่งดำเนินการตั้งแต่เตรียมส่วนผสม ปรับแต่งเติมกลิ่น รสชาติ ไปจนถึงบรรจุขวด การฆ่าเชื้อ ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีห้องแล็บที่ได้มาตรฐานเพื่อวิเคราะห์คุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ก่อนส่งมอบลูกค้า
                      อย่างน้ำใบเตยที่มีสัดส่วน 40% ของยอดผลิตทั้งหมดก่อนหน้านั้นความเร็วการผลิตค่อนข้างต่ำ อีกทั้งกว่าจะเสร็จสิ้นขบวนการผลิตใช้เวลามาก ทว่าหลังเข้าร่วมโครงการสามารถผลิตได้ที่ความเร็วสูงสุด 155 ขวดต่อนาที จากกำลังการผลิตที่แท้จริง 170 ขวดต่อนาที คิดเป็น 90% ของกำลังการผลิตที่มี ซึ่งการผลิตเสร็จสิ้นภายใน 2 วัน นับแต่รับวัตถุดิบจนถึงการบรรจุรอส่งออก ขณะที่สินค้าผ่านการตรวจคุณภาพด้วยระบบมาตรฐานโรงงานผลิตอาหารจีเอ็มพี และเอชเอซีซีพี
                      “หลังร่วมโครงการเราสามารถลดเวลาผลิตรวมได้ถึง 14.28% ผลิตสินค้าได้มากขึ้นคิดเป็นมูลค่า 2.7 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำใบเตยที่ลดเวลาการผลิตได้ 11.69% คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 348,840 บาทต่อปี” นายทวีศักดิ์ แจงในตอนท้าย
———————-
(ทำมาหากิน : ปรับกลยุทธ์ ‘เครื่องดื่ม’ สู้ตลาด มุ่งพัฒนา ‘ผลิตภัณฑ์’ ก้าวยั่งยืน : โดย…ธานี กุลแพทย์)
%d bloggers like this: