ทำกินถิ่นอาเซียน

All posts tagged ทำกินถิ่นอาเซียน

ตลาดข้าวเสรีอาเซียน…ยังห่างไกลกับความเป็นจริง

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220070.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
ตลาดข้าวเสรีอาเซียน...ยังห่างไกลกับความเป็นจริง

ทำกินถิ่นอาเซียน : ตลาดข้าวเสรีอาเซียน…ยังห่างไกลกับความเป็นจริง : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ข้าวเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกกันมากในอาเซียน ทั้งนี้ เพราะข้าวเป็นทั้งพืชอาหารดั้งเดิมของเอเชีย เป็นวิถีชีวิตและเป็นแหล่งวัฒนธรรมซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละประเทศ ประชาคมอาเซียนมีผลผลิตข้าวโดยรวมประมาณ 117 ล้านตันข้าวสาร ในจำนวนนี้มีการใช้บริโภคภายในภูมิภาค 103 ล้านตันข้าวสารและมีผลผลิตส่วนเกินจำนวน 14 ล้านตัน แต่มีการค้าขายภายในอาเซียนประมาณ 4.4 ล้านตันในปี 2557 ดังนั้นผลผลิตส่วนใหญ่ของอาเซียนจึงต้องส่งเป็นสินค้าออกไปนอกอาเซียน
                      ความสลับซับซ้อนของตลาดข้าวอาเซียนนั้น แบ่งสมาชิกออกได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่กลุ่มประเทศที่ผลิตข้าวได้เหลือกินเหลือใช้ในประเทศและส่งเป็นสินค้าออก ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ และสปป.ลาว โดยในกลุ่มนี้มีประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มอาเซียนเก่าได้ตกลงยกเลิกภาษีการนำเข้าข้าวเป็นศูนย์มานับตั้งแต่ปี 2553 ส่วนประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ และสปป.ลาว ซึ่งเป็นกลุ่มอาเซียนใหม่ตกลงที่จะยกเลิกการนำเข้าสินค้าข้าวเป็นศูนย์นับจากปี 2559 เป็นต้นไป กลุ่มที่สองได้แก่ประเทศที่มีพื้นที่การผลิตข้าวน้อยมากหรือไม่มีเลยและต้องพึ่งการนำเข้าเป็นสำคัญ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์และบรูไน ได้ตกลงลดภาษีการนำเข้าข้าวเป็นศูนย์นับจากปี 2553 พร้อมกับประเทศไทยด้วยเช่นกัน
                      ส่วนกลุ่มที่สามได้แก่ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับการผลิตข้าว แต่การผลิตข้าวภายในประเทศกลับมีไม่เพียงพอและต้องพึ่งพิงการนำเข้าข้าวเข้ามาเสริมบางส่วนให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ อีกทั้งเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชากรในประเทศ พร้อมๆ กับการดูแลเกษตรกรในประเทศเหล่านั้นให้เกิดความมั่นคงในอาชีพการทำนาไปพร้อมๆ กัน
                      การดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดการพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวของประเทศในกลุ่มนี้ นอกจากจะยกระดับราคาในประเทศให้สูงเพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างรายได้ให้เพียงพอกับอาชีพการทำนาแล้ว ประเทศในกลุ่มนี้ยังคงใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าข้าวที่มีราคาต่ำกว่าการผลิตภายในประเทศของตน และขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าข้าวเข้ามามากจนเกิดผลกระทบกับราคาข้าวที่เกษตรกรภายในประเทศจะได้รับ
                      โดยประเทศอินโดนีเซียแม้จะลดภาษีลงจากเพดานเดิมบ้างแล้วแต่ก็จะยังคงภาษีการนำเข้าข้าวไว้ที่ร้อยละ 25 และมีองค์กรที่เรียกว่า บุลล็อก (Bullogหรือ The National Logistic Supply Organization) ทำหน้าที่ในการบริหารการนำเข้าสินค้าข้าวและการกำหนดโควตาการนำเข้าในแต่ละปีเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาข้าวภายในประเทศประเทศ ฟิลิปปินส์กำหนดภาษีการนำเข้าสินค้าข้าวไว้ที่ร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้าภายในโควตาจำนวน 350,000 ตัน ส่วนการนำเข้าข้าวนอกโควตาได้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้กำหนดให้สำนักงานอาหารแห่งชาติ (NFA หรือ National Food Authority) เป็นผู้กำหนดโควตาของการนำเข้าข้าวในแต่ละปี
                      สำหรับประเทศมาเลเซียจะยังคงภาษีการนำเข้าสินค้าข้าวไว้ที่ร้อยละ 20 และมีองค์กรที่เรียกว่าเบอร์นาส (BERNAS หรือ Padiberas Nasional Berhad) ทำหน้าที่ในการควบคุมและจัดการนำเข้าสินค้าข้าวเพื่อใช้เป็นมูลภัณฑ์กันชนสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ
                      ดังนั้นสำหรับสินค้าข้าวแล้ว การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2559 ตลาดสินค้าข้าวจะยังไม่เป็นตลาดเสรี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีนโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว เพราะจะยังคงรักษาระดับราคาข้าวในประเทศให้สูงเพื่อจูงใจให้เกิดการขยายตัวด้านการผลิตและขณะเดียวกันก็ยังจะใช้มาตรการด้านภาษีในการจำกัดการนำเข้าไปต่อไปอีกนาน
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ตลาดข้าวเสรีอาเซียน…ยังห่างไกลกับความเป็นจริง : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ภาคเกษตรไทยเตรียมพร้อม

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151225/219246.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
ภาคเกษตรไทยเตรียมพร้อม

ทำกินถิ่นอาเซียน : ภาคเกษตรไทยเตรียมพร้อม : โดย…อาหมัด เบ็ญอาหวัง

                      นับจากนี้ไปอีก 6 วันข้างหน้า กลุ่มประเทศสมาชิกในอาเซียนกำลังจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ที่สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน คนงานที่มีฝีมือ และเงินทุนภายในอาเซียนได้อย่างเสรี ภายใต้เงื่อนไขในการรวมตัวของกลุ่มประเทศในอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
                      ทุกประเทศเชื่อว่าจะมีการเตรียมพร้อมกันแล้ว ในส่วนของประเทศไทย ภาคการเกษตรนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศก่อนหน้าชัดเจนแล้วว่า ได้เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยดำเนินการตามเป้าหมายประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการเป็นตลาด และฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งมีการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ตามพันธกรณีของประชาคมอาเซียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (เออีซี บลูปริ๊นท์) 2.ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดเพิ่มเติม
                      เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การลดภาษีและขยายโควตาสินค้าเกษตร ซึ่งดำเนินการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว 2. การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ซี่งดำเนินการตั้งแต่ปี 2551-2558 จำนวน 23 รายการ ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คือ มาตรฐานสินค้าพืชสวน ที่ได้มาตรฐาน ASEAN GAP (ASEAN Good Agriculture Practice (การทำการเกษตรที่ดี)
                      ในส่วนภายในประเทศเราเอง ได้ออกกฎกระทรวงเกษตรฯ เพื่อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นมาตรฐานบังคับฉบับแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศบังคับใช้ เพื่อควบคุมกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์สำหรับผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่ โดยจะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป
                      ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไย ทำให้มีโอกาสที่สารชนิดนี้จะตกค้างเกินค่ามาตรฐาน อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมกระบวนการรมเพื่อไม่ให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ และยังสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ไทยด้วย
                      ฉะนั้นผู้ประกอบการโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทุกขนาด ทั่วประเทศกว่า 110 แห่ง ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้มาตรฐานนี้ โดยผู้ประกอบการ โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผลไม้ ที่มีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะต้องยื่นขออนุญาตกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรเเละอาหารแห่งชาติ หรือมกอช.ก่อน
                      เช่นเดียวกันกับโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต้องขอการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยตรวจ/หน่วยรับรองเอกชนที่ส่วนราชการรับรอง ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 นี้
                      ขณะที่ ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.ก็ฝากย้ำมาว่า ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะลำไย ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยเฉพาะโรงรม ห้องรม ระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและหลักปฏิบัติ ต้องเร่งปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดด้วย
                      ที่สำคัญต้องมีกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะโรงรมลำไยสด ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จตามกฎหมาย เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในรอบกลางปี 2559 ซึ่งจะทำให้การส่งออกลำไยสดเกิดความคล่องตัว และไม่มีปัญหาตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้นะครับ!
———————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ภาคเกษตรไทยเตรียมพร้อม : โดย…อาหมัด เบ็ญอาหวัง)

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอาเซียน กับศักยภาพในการแข่งขันของไทย

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218773.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอาเซียน กับศักยภาพในการแข่งขันของไทย

ทำกินถิ่นอาเซียน : การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอาเซียน กับศักยภาพในการแข่งขันของไทย : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ในภูมิภาคอาเซียนผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีมากคิดเป็นร้อยละ 47.67 ของผลผลิตจากภาคประมงโดยรวม (ทั้งที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติและที่เพาะเลี้ยง) ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีส่วนแบ่งจากผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสูงกว่าเกณฑ์นี้ ได้แก่ สปป.ลาว อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์
                      สำหรับประเทศไทยผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน จากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยมีส่วนแบ่งในผลผลิตรวมจากภาคการประมงอยู่ร้อยละ 35.12 แม้ว่าผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนผลผลิตจากการทำประมงที่ลดลง
                      นับจากปี 2559 เป็นต้นไป ตลาดสินค้าสัตว์น้ำและการลงทุนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีการเปิดเสรี ซึ่งจะทำให้กำแพงภาษีจากการเคลื่อนย้ายสินค้าสัตว์น้ำในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนหมดไป แต่หากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยมีต้นทุนที่สูง มีผลผลิตต่ำ และผลผลิตไม่ได้คุณภาพก็จะทำให้สินค้าสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงของไทยไม่อาจแข่งขันได้กับสินค้าสัตว์น้ำนำเข้า และอาจจะส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยตามมา
                      ในด้านการเปิดเสรีในการลงทุนก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามาลงทุนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทย ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศไทยไปลงทุนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีศักยภาพเหนือกว่ากัน
                      อย่างไรก็ตาม การที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยส่วนมากหรือกว่าร้อยละ 80 เป็นเกษตรกรรายย่อยและมีพื้นที่ขนาดเล็ก โดยเฉพาะในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด อีกทั้งเกษตรกรอยู่กระจัดกระจาย นับได้ว่าเป็นข้อจำกัดและเป็นอุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยอย่างมาก
                      จากการศึกษาของ เรืองไร โตกฤษณะ พบว่า การเพาะเลี้ยงในน้ำกร่อยโดยเฉพาะกุ้งขาวในอาเซียน ประเทศไทยยังเป็นผู้นำในการเพาะเลี้ยงหากเทียบกับสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ทั้งนี้เพราะการผลิตสินค้ากุ้งส่วนมากเป็นเกษตรกรรายใหญ่ มีความรู้ และมีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบจากหน่วยการผลิตต้นน้ำจนถึงผู้ประกอบการส่งออกและสามารถผลิตสินค้ากุ้งข้าวได้ในต้นทุนที่ต่ำ
                      ส่วนการเพาะเลี้ยงในน้ำจืด โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงปลาสวายเพื่อการส่งออก ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันได้กับเวียดนาม เพราะเวียดนามมีการพัฒนาพันธุ์ปลาสวายและรวมถึงคุณภาพของเนื้อจนเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียน อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
                      ดังนั้น การที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยจะฉกฉวยโอกาสของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน เกษตรกรไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความพร้อมให้แก่ตนเองทั้งในด้านความรู้ การมีศักยภาพในการแข่งขัน และการผลิตสินค้าที่มีความจำเพาะได้คุณภาพ
                      นอกจากนี้ ในภาครัฐเองก็จำต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหนือกว่าคู่แข่งขันในอาเซียน โดยการสนับสนุนลงทุนวิจัยและพัฒนาให้เกิดความได้เปรียบในด้านคุณภาพและต้นทุน รวมถึงการสนับสนุนวิธีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็จะทำให้ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยมีความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน
———————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอาเซียน กับศักยภาพในการแข่งขันของไทย : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

ผลไม้ไทยในตลาดอาเซียน

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217944.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
ผลไม้ไทยในตลาดอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : ผลไม้ไทยในตลาดอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ผลไม้ไทยเป็นผลไม้เมืองร้อนซึ่งมีความจำเพาะและต่างไปจากสินค้าเมืองหนาวเช่นแอปเปิลหรือสาลี่ที่เป็นผลไม้ในเขตอบอุ่นกึ่งหนาว แต่ผลไม้ไทยนั้นเข้าถึงตลาดอาเซียนมานานแล้ว แม้ว่าหลายประเทศในอาเซียนจะมีการผลิตผลไม้หลายอย่างได้เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ตาม ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคในอาเซียนต่างก็ยกนิ้วให้ผลไม้จากประเทศไทยเพราะมีคุณภาพที่เหนือกว่าผลไม้ประเภทเดียวกันที่ผลิตได้ในประเทศของตน และมักจะได้ยินคำว่า “แบงค็อก” นำหน้าชื่อผลไม้ที่นำเข้าจากประเทศไทยและนำไปจำหน่ายในตลาดขายปลีกในประเทศนั้นๆ เช่น Bangkok Durian Bangkok Longan เป็นต้น
                      การที่ผลไม้ของไทยมีคุณภาพเด่นกว่าผลไม้ที่ผลิตได้จากประเทศผู้ผลิตรายอื่นในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นเพราะตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การทำสวนผลไม้ของเกษตรกรไทยจะต้องเสียภาษีอากร เรียกว่า “อากรสวน” ซึ่งเป็นการเก็บ “อากรต่อต้น” ของผลไม้ชนิดนั้นๆ การเก็บอากรสวน “ต่อต้น” ในสมัยนั้นมีผลสืบเนื่องต่อการพัฒนาคุณภาพและการเพาะปลูกผลไม้ของชาวสวนไทยตามมา และอาจกล่าวได้ว่าการเติบโตของภาคการผลิตผลไม้ไทยนั้นเติบโตมาจากการขวนขวายของเกษตรกรเป็นส่วนสำคัญ ส่วนที่เกิดจากความช่วยเหลือของภาครัฐนั้นมีเป็นส่วนน้อย
                      อีกทั้งการเป็นเกษตรกรชาวสวนมักจะเป็นคนขยันและมีทักษะและความคิดที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหม่ๆ ได้เร็วกว่าเกษตรกรชาวนาหรือชาวไร่ ทำให้เกษตรกรชาวสวนส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเกษตรกรชาวนาและชาวไร่
                      หากจะมาดูการค้าผลไม้ของไทยในอาเซียน พบว่าในปี 2557 การค้าสินค้าผลไม้ของไทยกับประเทศในอาเซียนมีมูลค่าถึง 12,967 ล้านบาท ในจำนวนนี้สินค้าดาวเด่นที่สำคัญได้แก่ ลำไย มังคุด ทุเรียน และมะม่วง ส่วนการนำเข้าผลไม้จากกลุ่มอาเซียนด้วยกันมีเพียง 3,303 ล้านบาท ผลไม้นำเข้าที่สำคัญได้แก่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มะพร้าว และแก้วมังกร
                      การค้าผลไม้ของไทยจึงมีมูลค่าเกินดุลถึง 9,664 ล้านบาท และหากเทียบกับปี 2551 ไทยมีการส่งออกผลไม้ไปในอาเซียน 2,721 ล้านบาท และมีมูลค่าเกินดุลการค้าเพียง 2,720 ล้านบาท จะเห็นว่าบทบาทของพืชสวนไทยกำลังจะกลายเป็นดาวเด่นในการค้ากลับกลุ่มอาเซียน
                      การเปิดตลาดการค้าผลไม้ของไทยในอาเซียนภายใต้การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนับแต่ปี 2553 เป็นต้นมานอกจากจะก่อให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากด้านอุปสงค์ผลไม้ไทยจากผู้บริโภคในอาเซียนที่มีรวมกันเกือบ 600 ล้านคนแล้ว ความจำเพาะในการเป็นเอกลักษณ์ของผลไม้ไทยจะทำให้สินค้าส่งออกผลไม้ของไทยมีตลาดจำเพาะและมีมูลค่าที่สูงขึ้นและเป็นปัจจัยเอื้อและส่งผลดีต่อการยกระดับภาคการผลิตและการค้าผลไม้ของไทยรวมถึงรายได้ของเกษตรกรชาวสวนผลไม้ไทยตามมา
                      ดังนั้นสิ่งที่เกษตรกรชาวสวนจำเป็นจะต้องเรียนรู้คือการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการไปพร้อมๆ กับการรวมกลุ่มให้เข้มแข็งเพื่อให้เกิดการผลิตให้ได้ต่อขนาดและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมเชื่อได้ว่าอาชีพทำสวนผลไม้จะเป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งและอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนได้อย่างแน่นอน
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ผลไม้ไทยในตลาดอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

อินโดนีเซียกับนโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว(จบ)

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217556.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
อินโดนีเซียกับนโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว(จบ)

ทำกินถิ่นอาเซียน (นับถอยหลัง 34 วันรับเออีซี) : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (จบ) : โดย…รศ.สมพร อิศวิลานนท์

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
      ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) รายงานว่า ปัจจุบัน (พ.ศ.2557) พื้นที่เพาะปลูกข้าวของอินโดนีเซียมีประมาณ 87 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ร้อยละ 32 เป็นพื้นที่ที่มีการชลประทาน และส่วนใหญ่อยู่ในเกาะจาวา ทั้งในเขตจาวาตะวันออก จาวาตอนกลาง และจาวาตะวันตก
      ส่วนการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ในพื้นที่เกาะสุมาตรา เกาะเบอร์เนียว และเกาะสุราเวสีนั้น มีการแพร่กระจายในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก ทั้งนี้เพราะความจำกัดของสภาพภูมิประเทศ ซึ่งบางที่เป็นที่น้ำท่วมขังนานและบางที่เป็นที่ที่ต้องทำการเกษตรโดยใช้น้ำฝนเพียงเท่านั้น อันเป็นข้อจำกัดของการแพร่กระจายข้าวพันธุ์ใหม่ เอฟเอโอ และยูเอสดีเอ รายงานไว้เช่นกันว่า ในปี พ.ศ.2557 อินโดนีเซียมีผลผลิตข้าวประมาณ 69.9 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 36.5 ล้านตันข้าวสาร
      แม้ผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่ประชากรของอินโดนีเซียก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จะเห็นได้จากปี 2508 อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 253 ล้านคน ในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ทำให้สถานการณ์การผลิตข้าวของอินโดนีเซียไม่เพียงพอต่อความต้องการเพื่อการบริโภคข้าวที่มีเพิ่มมากขึ้น แม้การบริโภคข้าวในครัวเรือนต่อคนต่อปีจะมีแนวโน้มที่ลดลงจาก 108 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี พ.ศ.2545 มาเป็น 96 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี 2557 ก็ตาม
      อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของ โจโก วิโดโด เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ได้จุดประกายความท้าทายของนโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวของอินโดนีเซียอีกครั้งหนึ่ง โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้สำเร็จภายใน 3 ปีข้างหน้านี้ และต่อจากนั้นจะสร้างให้ประชากรอินโดนีเซียมีความมั่นคงด้านอาหารหลัก อีกทั้งยังมีวิสัยทัศน์ไปไกลว่า หากสามารถพึ่งพิงตนเองในเรื่องข้าวได้ภายใน 3 ปีแล้ว ในช่วงถัดไปจะพัฒนาให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวให้ได้ในอนาคต
      สิ่งที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เร่งทำเมื่อได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงระบบชลประทานที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สามารถจัดสรรและกระจายทรัพยากรน้ำให้เกษตรกรได้เข้าถึงได้มากขึ้น อีกทั้งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มขึ้นทั้งพื้นที่เพาะปลูกไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตต่อพื้นที่ ได้สนับสนุนให้จัดหาเครื่องทุนแรงการเกษตร โดยเฉพาะรถไถเดินตามและรถไถขนาดเล็กให้แก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อทดแทนการใช้แรงงานคนที่มีไม่เพียงพอในช่วงฤดูการเพาะปลูกที่ต้องรีบเร่ง โดยได้แจกจ่ายรถไถเดินตามไปถึง 7,800 คัน ใน 14 จังหวัด
      นอกจากนี้ยังให้คำมั่นว่า ในปีหน้าจะจัดหามาให้อีกไม่น้อยกว่า 6.5 หมื่นคัน สนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดี โดยได้มีเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีไม่น้อยกว่า 5 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 31.25 ล้านไร่ โดยจะให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4% หรือมีปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 73 ล้านตันข้าวเปลือก ในปี 2558
      กระนั้นภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียในปีนี้ กำลังทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกข้าวต้องเลื่อนออกไป และล่าช้ากว่ากำหนด โอกาสที่นโยบายการพึ่งพิงตนเองของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จะสำเร็จและเป็นจริงได้ตามที่ได้ประกาศไว้ คงจะต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปครับ

อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2)

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217211.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2)

ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      (ต่อจากฉบับที่แล้ว) การดำเนินงานตามแผน The Mass Guidance หรือ BIMAS Rice Intensification Program ของรัฐบาลอินโดนีเซียในสมัยราวกว่า 40 ปีก่อน ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติเขียว หรือที่เรียกว่า Green Revolution กล่าวคือ เป็นช่วงที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรืออีรี่ (IRRI) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ค้นพบและเผยแพร่ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล เป็นข้าวที่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ดีและให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงเมื่อมีการนำไปใช้ปลูกในพื้นที่ที่มีการชลประทานเป็นสำคัญ
                      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงได้ส่งผลต่อการเพาะปลูกข้าวในประเทศอินโดนีเซียและในส่วนต่างๆ ของโลกที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเริ่มขึ้นของยุคสมัยที่มีการเพาะปลูกข้าวมากกว่าหนึ่งครั้งในรอบปี เกิดการตื่นตัวในการใช้ปัจจัยการผลิตสมัยใหม่และรวมถึงแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวของเกษตรกรไปสู่การเพาะปลูกข้าวอย่างเข้มข้นมากขึ้นในพื้นที่ชลประทาน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอุปทานผลผลิตข้าวทั้งในระดับไร่นาและอุปทานผลผลิตโดยรวมเกิดขึ้นอย่างมาก
                      การขยายตัวของการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่หรือข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในระยะเริ่มแรก มีทั้งที่นำเอาพันธุ์ข้าวที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติไปใช้ปลูกในอินโดนีเซียโดยตรง และการนำข้าวพันธุ์ใหม่ไม่ไวแสงไปผสมเข้ากับพันธุ์พื้นเมืองและได้เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ของตนเอง การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในช่วง พ.ศ.2512-2530 เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีการยอมรับเกือบเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน
                      ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10.74 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2510 เพิ่มขึ้นเป็น 24.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2530 หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว และทำให้การนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียได้ลดต่ำจาก 1.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี พ.ศ.2520 มาเหลือ 5,000 ตัน ในปี พ.ศ.2530 อีกทั้งยังส่งผลให้การพึ่งพิงการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียลดลงไปพร้อมๆ กับการพึ่งพิงตนเองได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น
                      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่เข้ามาในประเทศอินโดนีเซียในช่วงเกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ไปพร้อมๆ กับโครงการพัฒนาการเกษตรภายใต้โครงการ BIMAS ได้เป็นผลดีต่อการขยายตัวและการเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวในอินโดนีเซียอย่างมาก
                      นอกจากนี้ยังเป็นผลให้อินโดนีเซียก้าวสู่ความสำเร็จในการเพิ่มการพึ่งพิงการผลิตข้าวภายในประเทศได้สูงขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็สามารถลดการนำเข้าข้าวในแต่ละปีของอินโดนีเซียลงได้มากขึ้น อีกทั้งยังปรากฏด้วยว่าอินโดนีเซียได้ประสบผลสำเร็จช่วงสั้นๆ ในการพึ่งพิงตนเองได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีผลผลิตข้าวมากพอเหนือความต้องการใช้บริโภคภายในประเทศในปี พ.ศ.2527 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2551
                      ล่าสุดอินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 87 ล้านไร่ (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
——————–
——————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (1)

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216767.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (1)

ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      หากมองย้อนไปในอดีต ภาวะการขาดแคลนข้าวในอินโดนีเซีย หรือที่เรียกกันดั้งเดิมว่า หมู่เกาะชวา มีมาอย่างยาวนานแล้ว ทั้งในช่วงที่หมู่เกาะชวาอยู่ภายใต้การเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์ และหลังการประกาศเอกราชในปี พ.ศ.2488 ซึ่งโดยปกติอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวทุกปี เพราะมีการผลิตไม่เพียงพอภายในประเทศ อีกทั้งในปีใดที่ภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยหรือมีภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการระบาดของโรคแมลงเพิ่มความเสี่ยงให้มีมากขึ้นแล้ว ภาวะการขาดแคลนข้าว ซึ่งเป็นอาหารจานหลักของประชากรในประเทศก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมากตามมา
                      ความเดือดร้อนดังกล่าวในอดีตได้ส่งผลให้อินโดนีเซียต้องนำเข้าข้าวจำนวนมากในแต่ละปีเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประชากร และเนื่องจากอินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในตลาดการค้าข้าวโลก ความผันผวนของปริมาณผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียในขณะนั้นได้ส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาข้าวในตลาดการค้าข้าวโลกตามมา เพราะตลาดการค้าข้าวโลกเป็นตลาดที่บาง (thin market)
                      การที่อินโดนีเซียเป็นชาติที่มีประชากรหนาแน่นและประชากรส่วนมากบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ความไม่มีเสถียรภาพของราคาข้าวและความไม่เพียงพอย่อมส่งผลกระทบต่อแรงกดดันทางการเมืองตามมา เพื่อแก้ปัญหาภาวะการขาดแคลนข้าวและความผันผวนของราคาข้าวภายในประเทศ รัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้นได้จัดตั้งองค์กรที่เรียกเป็นภาษาอินโดนีเซียว่า Badan Urusan Logistik (BULOG) หรือในภาษาอังกฤษว่า The National Logistic Supply Organization ขึ้นในปี พ.ศ.2510 เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารสร้างมูลภัณฑ์กันชนข้าวไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนจนเกิดความไม่มั่นคงทางอาหารและรวมถึงการเป็นหน่วยงานทำหน้าที่บริหารราคาข้าวในประเทศให้มีเสถียรภาพ ทั้งราคาฟาร์มที่เกษตรกรได้รับและราคาที่ผู้บริโภคจะต้องจ่าย
                      โดยในด้านราคาฟาร์มบูล็อก (BULOG) จะใช้กลไกของระบบสหกรณ์การเกษตรเข้าไปแทรกแซงรับซื้ออุปทานจำนวนหนึ่งจากเกษตรกรโดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว แล้วนำเข้ามาเก็บในสต็อกของรัฐ ซึ่งมีที่ตั้งกระจายอยู่ในเมืองต่างๆ ไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง เพื่อทำให้ระดับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับไม่ตกต่ำจนไม่คุ้มต้นทุนการผลิต และขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่รักษาระดับเพดานราคาที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายจากการหาซื้อข้าวในท้องตลาดในระดับราคาที่ไม่สูงเกินไปจนผู้บริโภคได้รับผลกระทบ โดยมีจุดกระจายข้าวรวมกันถึง 58,226 แห่ง อีกทั้งยังให้การอุดหนุนข้าวราคาต่ำให้กับคนยากจนในเมืองอีกด้วย
                      ดังนั้น บูล็อก จึงเป็นองค์กรภายในประเทศของอินโดนีเซียที่บริหารจัดการในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาและป้องกันภาวะการขาดแคลนข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การทำงานของ บูล็อก จึงมีทั้งการเข้าไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกรเพื่อการรวบรวมเป็นสต็อกข้าวของรัฐและอีกส่วนหนึ่ง ทำหน้าที่ในการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเพื่อการบริหารสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และรวมถึงการจัดสรรข้าวให้คนยากจนได้เข้าถึงอาหาร (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
——————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

การควบคุมโรคสัตว์สู่คน

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216374.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
การควบคุมโรคสัตว์สู่คน

ทำกินถิ่นอาเซียน : การควบคุมโรคสัตว์สู่คน : โดย…อาหมัด เบ็ญอาหวัง

                      เมื่อไม่นานมานี้ ปศุสัตว์ได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เพราะกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือสภาพอากาศแปรปรวน อันจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์ เนื่องจากสัตว์จะเครียด มีผลทำให้สุขภาพสัตว์อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้สัตว์ป่วยและติดเชื้อโรคได้ง่าย
                      อาการป่วยของสัตว์ด้วยโรคระบาด บางอย่างจะเป็นเฉพาะสัตว์และระบาดจากสัตว์สู่สัตว์ด้วยกัน ตรงนี้ไม่มีปัญหากับคน แต่โรคสัตว์บางอย่างบางชนิดมีการระบาดสู่คนด้วย ตรงนี้ต้องระวังครับ เพราะบางโรคอาจถึงแก่ชีวิตได้ อย่างโรคหวัดนก รวมถึงโรคสมองฝ่อจากสุกร เป็นต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปศุสัตว์โดยตรง จะต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวกับสัตว์มาใช้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ป่วย การทำลายซากสัตว์ที่ข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่ทราบว่าจะมีเชื้อโรคมาด้วยหรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยนั้นมีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนแทบรอบด้าน
                      ล่าสุด นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงมีการควบคุม ป้องกันและกำจัดโรคระบาด จากสัตว์สู่คน และสัตว์สู่สัตว์ ตลอดจนควบคุมกำกับดูแล การนำเข้า นำออก นำผ่าน ราชอาณาจักรซึ่งสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและน่าเชื่อถือแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข ในการควบคุมการผลิต การนำเข้า นำออก นำผ่าน สัตว์และซากสัตว์ให้เป็นมาตรฐานสากล
                      นอกจากนี้ยังบังคับใช้กฎหมายที่กรมปศุสัตว์รับผิดชอบอยู่อย่างเคร่งครัด ด้วยการตรวจสอบสถานที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศ ตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์ ที่นำเข้าทางท่าเรือ สินค้าปศุสัตว์ประเภทเนื้อสัตว์ และซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงการป้องปรามผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์จากประเทศที่กรมปศุสัตว์ไม่อนุญาต ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร
                      ทั้งนี้เนื่องจากทิศทางการปศุสัตว์โลกในปัจจุบัน แม้จะมีแนวโน้มความต้องการการบริโภคสินค้าปศุสัตว์เพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีคุณภาพปลอดภัย ได้มาตรฐานทางด้านสุขอนามัย ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
                      ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตสินค้าภาคการเกษตรที่สำคัญ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือ และยอมรับในความปลอดภัยได้มาตรฐานของสินค้าปศุสัตว์ไทย อันจะนำมาซึ่งรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการ และส่งผลอย่างมหาศาล ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ในอนาคต
                      ฉะนั้นต้องระวังเรื่องนี้ครับ!
———————
(ทำกินถิ่นอาเซียน : การควบคุมโรคสัตว์สู่คน : โดย…อาหมัด เบ็ญอาหวัง)

พม่า…จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม (จบ)

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216003.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558
พม่า...จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม (จบ)

ทำกินถิ่นอาเซียน : พม่า…จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม (จบ) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      การผลิตข้าวในพม่าที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในพม่าในปี 2531 คณะทหารได้จัดตั้งรัฐบาลและสภาฟื้นฟูแห่งชาติ ทางรัฐบาลทหารหันมายอมรับในหลักการของเศรษฐกิจเสรีภายใต้กลไกตลาดมาใช้ พร้อมดำเนินนโยบายส่งเสริมให้เกิดการขยายการผลิตข้าวให้เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศและส่งออกในส่วนที่เหลือ
                      นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกการบังคับซื้อข้าวในระดับราคาต่ำจากเกษตรกร พร้อมกับการกำหนดการส่งมอบข้าวภายใต้โควตาที่เกษตรกรจะต้องส่งมอบให้รัฐบาลในสัดส่วนที่ลดลง ผนวกเข้ากับนโยบายการสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าไปใช้พื้นที่ว่างเปล่าเพื่อการผลิตพืชอาหารเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในภาคการผลิตข้าว โดยรัฐบาลสนับสนุนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร อาทิ การการชลประทาน การคมนาคมขนส่ง การพัฒนาโครงสร้างทางการตลาด รวมถึงการเร่งส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงที่ให้ผลผลิตสูง ส่งผลต่อการขยายตัวของผลผลิตข้าวและทำให้อุปทานผลผลิตมีมากกว่าการใช้บริโภคภายในประเทศ ทำให้มีข้าวส่วนเกินส่งเป็นสินค้าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น
                      นับจากปี 2531 เป็นต้นมา ผลผลิตข้าวของพม่าได้ขยายตัวจาก 30 ล้านไร่เพิ่มขึ้นเป็น 39 ล้านไร่ในปี 2538 จนปี 2556 มีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 46 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 28 ล้านตันข้าวเปลือก ทำให้การส่งออกข้าวของพม่าขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านตันข้าวสาร
                      การที่ผลผลิตข้าวในพม่าได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปไปสู่การใช้เศรษฐกิจที่พึ่งพิงกลไกตลาดมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการสร้างความปรองดองทางการเมืองในพม่าระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำให้ประชาธิปไตยในพม่าเบ่งบานงอกงามขึ้น ส่งผลให้กลุ่มประเทศตะวันตกและรวมถึงสหรัฐอเมริกาและอียู ได้ปรับความสัมพันธ์ในการให้ความร่วมมือในฐานะมิตรประเทศตามมา รวมถึงยกเลิกการคว่ำบาททางเศรษฐกิจที่มีกับพม่าอยู่ก่อนหน้านี้
                      นอกจากนี้ความสัมพันธ์ร่วมมือของพม่ากับประเทศในประชาคมอาเซียนที่ใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เร่งให้เกิดพลวัตของการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจเสรีในประเทศพม่ามากขึ้น ขณะที่ทรัพยากรต่างๆ ในพม่านั้นยังที่อุดมสมบูรณ์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปลงทุนในพม่าอย่างก้าวกระโดด
                      ดังนั้นการส่งออกข้าวของพม่าเป็นที่คาดการณ์ว่าในปีหน้านี้จะขยายตัวของการส่งออกข้าวของพม่าจะกว่า 2 ล้านตัน ทำให้ปริมาณอุปทานในตลาดการค้าข้าวโลกมีเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าอุปสงค์ ซึ่ง USDA ได้ทำนายว่าอุปทานข้าวโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 40 ล้านตันในปีหน้านี้
                      กระนั้นหากประเมินตามสถานการณ์ดังกล่าวคาดเดาได้ว่าจะทำให้ภาวะการเคลื่อนไหวทางด้านราคาสินค้าข้าวในตลาดการค้าข้าวโลกจะยังคงเคลื่อนไหวแกว่งตัวในช่วงแคบๆ และมีทิศทางไปในทางขาลงมากกว่าการเพิ่มขึ้น ฉะนั้นการที่พม่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดส่งออกในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านึ้ คงทำนายได้ว่ายังมีโอกาสเป็นไปได้ยาก
——————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : พม่า…จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม (จบ) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

พม่า…จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม ? (1)

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151023/215601.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558
พม่า...จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม ? (1)

ทำกินถิ่นอาเซียน : พม่า…จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม ? (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      หากย้อนดูประวัติศาสตร์ในอดีต พม่าเคยเป็นผู้นำในตลาดส่งออกข้าวโลกโดยเฉพาะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงช่วงก่อนส่งครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งพม่ายังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษก่อนจะได้รับเอกราชในป 2491 (ค.ศ. 1948) ซึ่งในยุคนั้นพม่าเป็นผู้ส่งออกข้าวมากถึง 3.4 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2479 ขณะที่ไทยมีการส่งออกข้าวในช่วงเดียวกันเพียง 1.54 ล้านตันข้าวสาร
                      การที่พม่าส่งออกได้มากเป็นเพราะความพยายามของอังกฤษในการเพิ่มผลผลิตข้าวให้แก่พม่าซึ่งอยู่ภายใต้อาณานิคม แล้วนำผลผลิตข้าวส่งออกไปทั้งในยุโรปและประเทศที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดียและศรีลังกา ที่กำลังประสบจากภาวะการขาดแคลนธัญพืชอาหารในกลุ่มประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ กิจกรรมการผลิต กิจกรรมโรงสีข้าว และกิจกรรมทางการตลาดข้าวในพม่าจึงคึกคักมากเพราะข้าวเป็นสินค้าขาดแคลนและเป็นยุคอุปสงค์มีมากกว่าอุปทานด้วย
                      ในช่วงส่งครามโลกครั้งที่สองประเทศพม่าเป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังสัมพันธมิตรที่สำคัญแห่งหนึ่ง และมีการสู้รบกับญี่ปุ่นที่พยายามจะเข้ายึดครองพม่า ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทำลายทั้งเส้นทางรถไฟ เส้นทางคมนาคม อื่นๆ รวมถึงเขื่อนชลประทานที่ได้พัฒนาไว้ก่อนหน้านั้น
                      นอกจากนี้การหลบหนีภัยสงครามของประชาชนพม่ากระจายไปในทิศทางต่างๆ ทำให้การผลิตข้าวและผลผลิตข้าวหดตัวลง โดยพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้ลดลงจาก 31 ล้านไร่ในปี 2483 มาเป็น 16 ล้านไร่ในปี 2488 หรือลดลงมาเกือบเท่าตัว ในขณะที่ผลผลิตข้าวของพม่าลดลงจาก 6.8 ล้านตันข้าวเปลือก ลงมาเหลือ 2.8 ล้านตันในช่วงเวลาดังกล่าว
                      หลังส่งครามสงบลง ในปี 2491 และพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศภายใต้ชื่อว่า “Simla Plan” และ “Pyidawtha Plan” ในช่วงเวลาต่อมา เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวให้กลับสู่สถานภาพก่อนส่งคราม ปรากฏว่าพม่าผลิตข้าวเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 5.4 ล้านตันข้าวเปลือกในปี 2500 ส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ มีการส่งออกเพียง 1.75 ล้านตันข้าวสาร แต่ยังคงถือครองเป็นผู้ส่งออกลำดับที่ 1 ที่สูงกว่าที่ส่งออก 1.57 ล้านตัน
                      ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่อังกฤษได้รวบรวมจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศพม่า เช่น ความขัดแย้งกับกลุ่มรัฐฉาน และคะฉิ่น เป็นต้น เป็นเหตุให้คณะทหารเข้ามาปกครองประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้ คณะทหารและได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นพร้อมกับการดำเนินนโยบายไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการสังคมนิยมเรื่อยมาในระหว่างปี 2505 ถึงจนถึงปี 2531
                      ในช่วงดังกล่าวพม่ามีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารและรวมถึงแผนพัฒนาการเกษตร โดยมีการจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นในระดับต่างๆ ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงในระดับหมู่บ้าน โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการให้การอุดหนุนปัจจัยการผลิตพร้อมๆ กับการสนับสนุนในด้านงานส่งเสริมการเกษตร
                      แต่กระนั้นการที่รัฐเป็นผู้เข้าควบคุมกลไกตลาดข้าวทั้งในประเทศและตลาดส่งออก รวมถึงขบวนการผลิตทุกขั้นตอน ทำให้ภาคการเกษตรของพม่าตกอยู่ในภาวะชะงักงัน แต่ปัจจุบันรัฐบาลพม่าให้ความสำคัญและส่งเสริมภาคการเกษตรมากขึ้น
(อ่านวันศุกร์หน้า)
——————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : พม่า…จะก้าวเป็นผู้นำส่งออกข้าวได้ไหม ? (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)
%d bloggers like this: