ทัศนะ-บทความ

All posts tagged ทัศนะ-บทความ

เมื่อ‘ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช.’จะขอคืนพื้นที่

Published กันยายน 11, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140911/191885.html

การเมือง : ทัศนะ-บทความ
วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2557

เมื่อ‘ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช.’จะขอคืนพื้นที่ : โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น

                “นิ่ง” คือยุทธวิธีที่พรรคเพื่อไทย เลือกใช้มาตลอดนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยึดอำนาจ ไม่ปรากฏทั้งภาพและข่าวของแกนนำพรรคและแกนนำ นปช.ให้เห็นบนหน้าจอทีวี หรือในหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนอย่างเคย
จะบริหาร ปฏิรูป เปลี่ยนแปลง หรือโยกย้าย ก็ปล่อย คสช.เดินหน้าลุยได้เต็มที่ ไม่มีออกมาติชม โต้แย้ง หรือด่าทอใดๆ อดีต ส.ส.คนไหนที่ทนไม่ไหว ออกมาคอมเมนท์รายวันแบบสุ่มเสี่ยงก็ถูกเรียกไปตักเตือนและชี้แจงเหตุผลที่ต้อง “นิ่ง”

ทั้งหมดทั้งสิ้นเพียงเพราะ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องการให้ตัวเองถูกใช้เป็นข้ออ้างหาก คสช.ดำเนินการเรื่องใดแล้วผิดพลาดว่า เป็นเพราะถูกคนเพื่อไทยออกมาขัดขวาง นัยว่าจะได้ย้อนได้เต็มปากเต็มคำว่า ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น

กระทั่งเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ลงอินสตาแกรม @oak_ptt และเฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ว่า “อีก 3 วันเค้าจะกลับมา”

ทำเอาฮือฮาขึ้นมาเลยทีเดียวกับคำถามที่ว่า “เค้า” ในที่นี้นั้น “พานทองแท้” กำลังหมายถึงใคร ใช่ “ทักษิณ” หรือไม่ จะเดินทางกลับประเทศไทยแล้วหรือ แล้วจะกลับมาอย่างไร สนามบินไหน เที่ยวบินอะไร

จากนั้นวันที่ 9 กันยายน “พานทองแท้” ได้โพสต์ข้อความล่าสุดอีกว่า “อีก 2 วัน ทุกคนจะหายคิดถึง” พร้อมกับพ่วงลิงก์ไปยังเว็บไซต์ยูทูบด้วยว่า http://www.youtube.com/thaksinstory

เมื่อลองคลิกเข้าไปดูตามลิงก์ดังกล่าวพบว่า ชื่อ Tadoodao Animation เป็นผู้ที่โพสต์คลิป “ตาดูดาว เท้าติดดิน” ซึ่งเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวประวัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า จะออกเผยแพร่ครั้งแรกในวันที่ 11 กันยายน แต่ไม่ได้บอกว่าจะเผยแพร่ผ่านช่องทางใด

สำหรับชื่อ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” นั้น หลายคนอาจจะคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะเคยถูกเรียบเรียงเป็นบทความที่บอกเล่าถึงชีวประวัติของพ.ต.ท.ทักษิณในรูปแบบพ็อกเก็ตบุ๊ก ซึ่งถือเป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่งในขณะนั้นเลยทีเดียว

ถึงขนาดที่ว่า โทรทัศน์ช่องหนึ่งเคยขอนำไปทำเป็นละครมาแล้ว แต่ปรากฏว่า ในช่วงที่ละครถ่ายทำเสร็จสิ้นนั้น เป็นช่วงที่กลุ่มเครือข่ายต่างๆ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณมากขึ้น ทำให้มีการสั่งระงับการออกอากาศละครเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

และแล้วยุทธวิธี “นิ่ง” จึงถือเป็นอันต้องสิ้นสุดลง พร้อมกับการกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งของแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งตรงกับที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยเปรยกับแกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปพบในต่างประเทศพอดีว่า “มีรัฐบาลชุดใหม่แล้วค่อยเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง”

แม้แต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หยุดโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมาได้สักระยะ ก็เริ่มกลับมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง สร้างความคึกคักให้แก่บรรดาแฟนคลับที่คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวอยู่ทุกวันได้ไม่น้อย

ขณะที่แกนนำ นปช. และแกนนำคนเสื้อแดงก็เลิกเหนียมอาย เริ่มกลับมาทำกิจกรรมออกสื่ออีกครั้ง ตั้งแต่การเตะฟุตบอลการกุศลของแกนนำพรรคเพื่อไทยกับแกนนำ นปช.ที่เมืองทองธานี หรือแม้แต่การออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊ก

“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” อดีต รมช.พาณิชย์ และแกนนำ นปช. เป็นแกนนำคนแรกที่กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งและชัดเจนที่สุด โดยให้สัมภาษณ์รายการ Peace Talk ทาง Peace TV หรือ UDD TV เดิมเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา

โดยเนื้อหารายการนั้น เป็นการบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนแรกเมื่อครั้งที่ถูกควบคุมตัวไปอยู่ในค่ายทหาร แต่ไฮไลท์เด็ดคงอยู่ที่การระบุว่า จะจัดรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” ผ่านทาง PeaceTV ซึ่งมีเรื่องราวทั้งที่เกี่ยวกับแวดวงบันเทิงไปจนถึงการเมืองของต่างประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในส่วนของเวลาออกอากาศกับทางสถานีว่าจะเป็นวันไหน เวลาใด

ต่อด้วยทีมโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” รักษาการโฆษกพรรค ที่กลับมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นตอบโต้เป็นรายวันเหมือนอย่างที่เคยผ่านมาก็ตาม

สุดท้าย คงเป็นแกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ ที่วันนี้เริ่มต่อสายนัดแนะกันบ้างแล้วว่า จากนี้ไปควรจะหาสถานที่จัดกิจกรรมกันบ้าง เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้ในการพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความเห็นและมุมมองทางการเมืองกันด้วย หลังจากที่ทุกวันนี้แกนนำฮาร์ดคอร์ทั้งหลายยังถูกทหารประกบติดอยู่ทุกวี่วัน

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นเป็นนัยได้ดีอยู่แล้วว่า “ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช.” กำลังจะกลับมาทวงพื้นที่บนเส้นทางการเมืองของเขาคืน

แต่สุดท้ายแล้ว จะได้จัดกิจกรรมหรือไม่ จะได้แสดงพลังให้นายใหญ่เห็นถึงความจงรักภักดีที่ยังเต็มเปี่ยมอยู่หรือไม่นั้น คสช.คงจะเป็นผู้ให้คำตอบสุดท้ายเอง

Advertisements

‘ประยุทธ์’เตือนสปช.อย่า‘เสียของ’ยันไม่ชี้นำ

Published กันยายน 7, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140905/191515.html

การเมือง : ทัศนะ-บทความ
วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2557

‘ประยุทธ์’เตือนสปช.อย่า‘เสียของ’ยันไม่ชี้นำ

              พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายแนวทางการดำเนินการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 4 กันยายน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เรากำลังเดินเข้าสู่โรดแม็พระยะที่ 2 คือการมีรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้มีการทำงานร่วมกันในแต่ละกระทรวงตั้งแต่โรดแม็พระยะที่ 1 โดยใช้ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินปกติเป็นส่วนใหญ่ แต่บางอย่างต้องการความเร่งด่วนในการขับเคลื่อนจึงใช้อำนาจของ คสช. อยากให้ทุกคนสบายใจว่า คสช.ไม่ได้มุ่งหวังมีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น แต่มุ่งหวังให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง

วันนี้อยู่ในโรดแม็พระยะที่ 2 ต้องทำให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย เราจะมาสร้างประวัติศาสตร์กัน เพราะการปฏิรูปประเทศไทยไม่เคยเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ เราจะทำให้ทุกอย่างเข้าไปอยู่ในกรอบว่าทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาได้โดยไม่มีการชี้นำ ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่การจัดตั้ง สปช. จะคัดเลือกคนอย่างไรให้คน 8,000-9,000 คน เหลือ 250 คน ท่ามกลางความสนใจและความกดดันต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มีผลกระทบและมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปเข้ามาสมัครทั้งหมด ดังนั้น เรื่องนี้อยากให้คณะกรรมการคัดสรรพิจารณาให้เป็นธรรมว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งต่อไป

“ในส่วนผู้สมัครแต่ละด้านจะถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการคัดสรรให้เหลือด้านละ 50 คน ในจำนวน 11 ด้าน จะได้ 550 คน จากนั้น คสช.ก็จะตั้งคณะกรรมการของ คสช.คัดเลือกให้เหลือ 173 คน และในส่วนของตัวแทนจังหวัด 77 คน ไม่ต้องห่วงว่าจะล็อกสเปก เพราะไม่รู้จักใครสักคน ถือว่าเป็นโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ขอฝากคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้าน และ คสช.คัดเลือกด้วยความละเอียด รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณภาพ มุ่งมั่น เสียสละอย่างแท้จริง เพื่อเข้ามาเป็น สปช.ที่ต้องทำงานเพื่อให้ประเทศไทยมีการปฏิรูปโดยมีผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์”

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจาก สปช. ทาง คสช.ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งจึงได้กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยในช่วงระยะที่ 1 มีสำนักงานปฏิรูป ที่ผ่านมามีการถกแถลงและได้ข้อสรุปมาเป็นหนังสือ ซึ่งข้อสรุปจากหนังสือดังกล่าวไม่ได้เป็นการชี้นำ แต่เป็นแนวทางส่วนหนึ่งในการที่จะคิดต่อหรือคิดใหม่ และไม่ได้เป็นการตีกรอบให้ สปช.โดยจะมอบให้ผู้เกี่ยวข้องได้นำไปศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เมื่อตั้ง สปช.แล้ว กระบวนการต่อไปจะทำอย่างไรให้ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกเป็น สปช.เข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ เพราะฉะนั้นในช่วงระยะที่ 2 จะให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมทำงานควบคู่ไปกับ สปช.เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ประชาชนส่งมาให้ ต่อจากนั้นจะส่งให้เลขาธิการรัฐสภา เพื่อส่งไปให้ สปช.เพื่อได้ครอบคลุมทุกเป้าหมายที่ต้องการ และในส่วนภูมิภาคได้สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระดับภาค หรือระดับจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมเป็นผู้รวบรวมความคิดเห็น เพื่อให้ควบคู่ไปพร้อมกับ สปช.ด้วย

ทั้งนี้ อยากให้แนวทางไว้อย่างแรกจากการปฏิรูป 11 ด้าน ที่จะแตกออกเป็นร้อยเรื่องนั้นจะให้มาทำทั้งหมดก็ไม่ได้ เพรามีระยะเวลาจำกัด เพราะปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก เช่น ด้านการเมือง เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปที่บีบรัดเข้ามา ดังนั้น เราต้องไปกำหนดให้ชัดเจนว่าสิ่งที่อยากเน้นย้ำ คือการจัดระเบียบการปฏิรูปให้ได้ว่าจะทำอะไรก่อน แล้วก็ทำทันทีให้มีผลสัมฤทธิ์ และอะไรที่จะส่งต่อเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“วันนี้หลายคนบอกว่าการปฏิรูปการเลือกตั้งที่บอกว่าต้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนทำนั้น ผมอยากบอกว่าแล้วทำได้หรือไม่ ซึ่งเห็นว่าบอกมาหลายรัฐบาลแล้ว ไม่ว่าตอนไหนก็แล้วแต่ อะไรที่ทำก่อนหรือทำหลัง พอเราจัดให้ทำ ก็บอกว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งมันก็ไม่เป็นธรรมกับผม ซึ่งผมถือว่าการทำก่อนทำจริงและมีผลสัมฤทธิ์ โดยจะมีตัวชี้วัด”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลที่ส่งให้ไม่ได้ทิ้งของใครเลย ทั้งที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ พรรคการเมือง ฝ่ายความขัดแย้ง ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จนเกิดความเข้าใจ แต่ก็มีบางอย่างไม่ตรงกัน จึงต้องหาจุดที่จะจูนให้ตรงกัน โดยไม่มีอัตตา ตัวตน ทั้งสิ้น ซึ่งตนเคยบอกไว้ ถ้าหากคิดถึงแต่ตัวเอง ทำอะไรเพื่อใคร ก็จะไม่มีวันจบ อยากให้คิดไปข้างหน้า และก็ระวังหกล้ม

ปัญหาที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่าดีแล้ว บางคนบอกว่าต้องปรับปรุงแก้ไข นี่คือสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนทันทีและต้องมีผลสัมฤทธิ์ เพราะเป็นอนาคตของเรา และอยากให้ระดมสติปัญญาของคนไทย ในการที่จะนำการเมือง ประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับคนไทย เพราะคนไทยไม่เหมือนกับชาติอื่นในโลกนี้ เป็นคนที่ชอบแสดงความคิดเห็นแต่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ซึ่งคิดแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องไปหาวิธีว่าทำอย่างไร ที่จะนำความแตกต่างมาเกิดผลผลิตโดยรวม อะไรที่ยังไม่เห็นด้วย ทำไม่ได้ ก็อย่าไปทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกันทุกเรื่องก็แก้ไขอะไรไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า จะสร้างกลไกการปกครอง การใช้อำนาจรัฐอย่างไร โดยอย่าไปคำนึงว่า เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าไม่มีสาเหตุไม่มีใครไปยึดอำนาจอยู่แล้ว นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าดีอยู่แล้วใครจะมายึด จะมายึดให้มันโง่ทำไม ดังนั้นจะต้องไปแก้ไขปัญหาให้ได้ อย่าไปคำนึงตรงนั้น ต้องคำนึงว่า บุคคลที่จะมาเป็นรัฐบาล และนักการเมืองนั้น จะมาจากการเลือกตั้ง หรือไม่ได้มาจากสิ่งที่ตนพูด อย่าไปกังวล แต่จะต้องกังวลว่าจะไปกันอย่างไรในวันหน้า ผู้รู้เขียนมาว่าระบบรัฐสภาสมัยก่อนมีสภาคู่ มีรัฐสภา และรัฐบาล ก็มีอำนาจแยกกันอยู่มาเป็น 100 ปี ที่มีประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็มี ส.ส. มีพรรคการเมือง และกลายเป็นอำนาจสภาเดี่ยว แบบอำนาจเดี่ยว ฉะนั้นกลายเป็นว่าสมัยก่อนสภาคุมรัฐบาลได้ แต่วันนี้รัฐบาล และ สภา คุมกันไม่ได้ จึงต้องมีเสียงข้างมากพรรคเดียว หรือ หลายพรรคร่วมกัน กลายเป็นองค์กรเดียวในทางปฏิบัติ

“ผมไม่ได้ชี้นำอะไรเลย จะเอาแบบเก่าก็แบบเก่า หรือจะเอาแบบใหม่ก็แบบใหม่ ผมไม่รู้ ผมได้ศึกษามาบ้างแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันออกไปทั้งเงื่อนไข กลไกในการบริหารประเทศ หรือ พฤติกรรมของนักการเมือง หรือพรรคการเมือง รวมถึงการเอาใจใส่มาตรฐานทางการเมือง สังคม และสื่อมวลชน ซึ่งทุกเรื่องหากโยนให้รัฐบาลหมดก็ไม่ได้ ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดูแลชาติบ้านเมือง อย่าโยนปัญหานี้ให้คนนั้นคนนี้ ทุกคนในชาติจะต้องเข้มแข็งนั่นคือประเด็นสำคัญ ทั้งนี้จะทำอย่างไรให้คนในชาติเข้มแข็ง เมื่อคนในชาติเข้มแข็งทุกองค์กรก็จะมีความเข้มแข็งมีคุณภาพ และรัฐบาล นักการเมืองก็จะต้องมีคุณภาพ ซึ่งวันหน้าจะต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้นักการเมืองมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยุโรปหลักการแยกกลไกบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน เหตุผลทราบดีกันอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องนำไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ในการบัญญัติรัฐธรรมนูญก็มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องทำต่อ โดยฟังเสียงจากสภาปฏิรูปว่าจะทำอย่างไรไม่ให้รัฐบาลที่เข้ามามีอำนาจบิดเบือนการใช้อำนาจข้อกฎหมาย หรือบทบัญญัติต่างๆ จะทำอย่างไร ซึ่งจะต้องไปทำให้จบ ฉะนั้นเรื่องอำนาจเผด็จการรัฐสภา ที่บางคนกล่าวว่า มีเผด็จการทหาร มีเผด็จการรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้จะต้องไปดูเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยเกินไป ถ้าดีก็ไม่ต้องเปลี่ยน หรือยุบสภาแล้วจะทำอย่างไร หรือกรณีที่นักการเมืองมีคดีความจะทำอย่างไร ใครจะสอบสวน หรือจะยุบสภา หรือเลือกตั้งใหม่ ก็จะต้องไปหากันให้ชัดเจน

“การพูดถึงแนวทางไม่ได้เป็นการชี้นำอะไร แต่พูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งและเราจะต้องช่วยกันลดความขัดแย้ง และไม่ได้ไปจำกัดสิทธิ ไม่เคยไปทำร้ายอะไรใครสักคน เพียงแต่พูดคุยกันบ้าง เรียกมาคุยกันบ้าง หรือตักเตือนกันในฐานะพี่น้อง”

หัวหน้า คสช. กล่าวด้วยว่า “อยากให้สื่อเสนอข้อเท็จจริง กรุณางดในเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ บางอย่างวิพากษ์วิจารณ์ผมขี้เกียจตอบโต้ บางอย่างมันไม่ใช่ คิดแบบนั้นไม่ได้ เลิกได้แล้วว่าล็อกสเปก จะบอกว่าสเปกบูรพาพยัคฆ์ ที่สื่อไปพูด ไม่เคยมีหรอกไอ้บูรพาพยัคฆ์ หรือ วงศ์เทวัญ ไม่มี บูรพาพยัคฆ์อยู่ตะวันออก ใครอยู่ตรงไหนก็โตตรงนั้น เดี๋ยววันหน้าเมืองกาญจน์ขึ้นมาเติบโตก็จะบอกว่าเป็นทีมลาดหญ้า สื่อมโนไปเลย มโนตลอด อย่ามโน อย่าติอย่างเดียว ชมบ้าง ฉะนั้นพอได้แล้ว สื่อต้องปฏิรูปตัวเอง ท่านมีฐานันดรอยู่แล้ว ท่านจะต้องมีจรรยาบรรณ ผมไม่ได้ตำหนิอะไรเลย ชื่นชมตลอด ผมไม่ใช่คู่ปรับท่านอยู่แล้ว”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐมนตรีตอนนี้อย่ากังวล เพราะได้มีช่องทางประสานงานตรงกันอยู่แล้ว เพียงให้ไว้ใจ ไม่ใช่แก๊งบูรพาพยัคฆ์ ไม่มี ตนเกิดที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) และไปที่บูรพามาหน่อยไปอยู่ 2-3 ปี ในกองทัพบกเหมือนกันทั้งสิ้น บังเอิญตนไปอยู่ที่นั่นมาเท่านั้นเอง และบังเอิญ ตนกับพี่ 2-3 คน ก็ตามกันมา สื่อก็ไปมโนเรื่องนี้กัน

“อยากให้ทุกคนสบายใจและไว้ใจเราในการทำหน้าที่ หากใครสงสัยไปฟังเพลงและช่วยกัน หากทำไม่สำเร็จก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไปแล้ว ถ้าจะตีกันต่อ จะเคลื่อนไหวใต้ดินมาสู้กัน หรือจะใช้ทางพระ ทางเจ้าทำพิธีกันมาสู้กัน วันนี้ผมเจ็บคอ ปวดคอ หลายคนบอกว่ามีคนทำพิธีอยู่ ไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไรแล้ว รดน้ำมนต์ใส่ตัวหนาวไปหมดแล้ว จะเป็นไข้อยู่ ผมพูดไม่อยากให้เครียดกัน 3-4 เดือน ที่ผ่านมาสบายใจขึ้น ทุกอย่างเดินไปตามโรดแม็พ วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งที่เราจะเดินหน้าประเทศไทยไปให้ได้ และหวังในความร่วมมือกัน”

“วันนี้จะต้องเลิกกันให้หมด มาเดินหน้าประเทศไทย ติว่ากันว่าคนนั้นเป็นคนของพวกนั้นพวกนี้ วันนี้จะต้องให้กำลังใจกันเพื่อเดินหน้าต่อไป ให้ทำในสิ่งที่ดี ทุกคนจะต้องมาช่วยกันปรับเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในอนาคต อย่าให้เสียเวลาเปล่า หรือ “เสียของ” วันนี้มีอย่างเดียวเสียเกียรติยศ เสียความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา แต่ประเทศชาติได้ นั่นคือสิ่งที่พวกเราคิด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนท้าย

—————–

(หมายเหตุ : ‘ประยุทธ์’เตือน สปช.อย่า  ‘เสียของ’ยันไม่ชี้นำ)

เปิดงานวิจัย‘องค์กรท้องถิ่น’ตอบโจทย์‘โกง-ห่วย-เซ็งลี้’

Published กันยายน 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140901/191207.html

การเมือง : ทัศนะ-บทความ
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2557

เปิดงานวิจัย‘องค์กรท้องถิ่น’ตอบโจทย์‘โกง-ห่วย-เซ็งลี้’ : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์, ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน

                ตลอดร่วม 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวคราวเชิงลบต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ค่อนข้างมาก ทั้งการออกมาแฉทุจริตของผู้บริหาร อปท. แต่ไม่ระบุที่มาที่ไป และปัญหาที่เกิดจากการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นแทนการเลือกตั้งใน อปท.ที่หมดวาระ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 85-86/2557
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ต้องหยิบมาพูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม และถึงกับเอ่ยปาก “ขอโทษ อปท.”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีการเปิดข้อมูลจากโครงการวิจัยการติดตามและประเมินผลการกระจายอำนาจของไทยระยะ 15 ปี โดย ผศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลางงานประชุมวิชาการของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยด้วย

หลากหลายประเด็นจากงานวิจัยช่วยตอบคำถามว่า อปท.มีปัญหาทุจริตท่วมท้นดังเช่นที่บางคนพูดหรือไม่ และทำไม อปท.จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 85-86 ที่ตัดตอนการเลือกตั้งท้องถิ่น และเปิดทางให้ข้าราชการเข้ายึดกุมท้องถิ่น

“ท้องถิ่น”ช่วยลดเหลื่อมล้ำ

ประเทศไทยดำเนินนโยบายส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.มาตั้งแต่ปี 2540 โดยรัฐได้สนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรแก่ อปท.เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันอยู่ในราวปีละ 6 แสนล้านบาท

โจทย์ของการศึกษาวิจัยตั้งไว้หลายประเด็น โดยมีแหล่งที่มาของข้อมูลจากการสำรวจและบันทึกข้อมูลผ่าน อปท.ทุกระดับ ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 110 แห่ง จาก 72 จังหวัดทั่วประเทศ (มี อปท.ในประเทศทั้งสิ้น 7,584 แห่ง ไม่รวม จ.บึงกาฬ และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) ทั้งยังมีการสำรวจข้อมูลระดับครัวเรือน จำนวน 11,430 ครัวเรือน

ประเด็นแรกที่ศึกษา คือ การกระจายอำนาจที่ผ่านมาได้ผลลัพธ์อย่างไร ประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเหตุใด? พบว่า การกระจายอำนาจก่อให้เกิดการจัดบริการของ อปท.ที่หลากหลายประเภท เช่น การศึกษา สาธารณสุขขั้นพื้นฐาน บริการทางสังคม โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การจัดระเบียบชุมชน และการจัดการภัยพิบัติ เป็นต้น

ผลศึกษาในเชิงลึกพบว่า 1.อปท.จัดบริการสาธารณะได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น หลากหลายมากขึ้นกว่าในยุคก่อนการกระจายอำนาจ และมีคุณภาพดีพอสมควร 2.บริการสาธารณะของ อปท.ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่จำเป็นของประชาชนระดับฐานราก

3.อปท.มีลักษณะการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างกว้างขวาง 4.อปท.มีการริเริ่มนวัตกรรมจำนวนมากพอสมควร คิดเป็นร้อยละ 60 และ 5.ประชาชนผู้รับบริการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ อปท.ในหลายๆ ด้าน

ตัวเลขเชิงสถิติที่พบในผลศึกษา เช่น ผลสอบโอเน็ตของนักเรียนในโรงเรียนที่ อปท.ดูแล กว่าร้อยละ 75 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโรงเรียนทั่วไปในจังหวัด ทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษา เป็นต้น

ร้อยละ 75 ค้านยุบเลิก อปท.

ประเด็นที่ 2 ความพึงพอใจและความไว้วางใจของประชาชน พบว่า ความพึงพอใจของประชาชนต่องานบริการของ อปท.อยู่ในระดับสูง เช่น ด้านการศึกษา ร้อยละ 63 ด้านสาธารณสุข ร้อยละ 68.4% ด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 61.1% ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ร้อยละ 62.9

นอกจากนั้น ประชาชนจากครัวเรือนกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 71.3 ยังเห็นว่า อปท.ให้ความใส่ใจและทำงานแบบปรึกษาหารือกับประชาชน ขณะที่ร้อยละ 65.8 ต้องการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับ อปท. เพราะเห็นว่า อปท.ตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาของประชาชน

กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.0 ยังเห็นว่า ควรให้การสนับสนุน อปท.ต่อไป โดยการจ่ายภาษีอากรให้ เพราะ อปท.ทำงานคุ้มค่าเงินภาษี และร้อยละ 75.0 เห็นว่าไม่ควรยุบเลิก อปท. เพราะ อปท.มีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

สารพัดข้อจำกัดการพัฒนา

ประเด็นที่ 3 การกระจายอำนาจประสบผลสำเร็จหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ประสบความสำเร็จ “ในระดับปานกลาง” เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้านที่เหนี่ยวรั้งการกระจายอำนาจของไทยตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ได้แก่

1.ข้อจำกัดในระดับนโยบายและการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจ เพราะนโยบายไม่ต่อเนื่อง ฝ่ายการเมืองระดับชาติพร้อมแทรกแซงการกระจายอำนาจตลอดเวลา เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างระบบอุปถัมภ์และประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจการเมือง

ขณะเดียวกันกลไกขับเคลื่อนการกระจายอำนาจมีความอ่อนแอ หน่วยงานขับเคลื่อนขาดเอกภาพ ทำงานแยกส่วนแบบซ้ำซ้อน ทำงานตั้งรับ ไม่ผลักดันการกระจายอำนาจอย่างเข้มข้น ส่วนหน่วยงานราชการที่มีบทบาทเชิงสนับสนุนก็ขาดระบบงานรองรับงานด้านการกระจายอำนาจเป็นการเฉพาะ ส่วนราชการที่ถ่ายโอนภารกิจก็ไม่ต้องการกระจายอำนาจ ตีความกฎหมายตามแนวทางของตนเอง และสร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ

ทั้งนี้ การถ่ายโอนภารกิจและบุคลากรขาดความสมดุลกัน ทำให้ อทป.ขนาดเล็กมีข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน เพราะถ่ายโอนภารกิจมากกว่า อปท.ขนาดใหญ่ เช่น อบต.มีจำนวนงานหรือภารกิจที่ถ่ายโอน 173 ภารกิจ แต่มีจำนวนบุคลากรที่ถ่ายโอนให้ อปท.โดยเฉลี่ยเพียง 1.1 คน เป็นต้น

2.ข้อจำกัดในเชิงกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของ อปท. สืบเนื่องจากการถ่ายโอนอำนาจที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ อปท.มีอำนาจหน้าที่จำกัด กฎหมายและการกำกับดูแลมีมากเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ และบางครั้งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงาน

เช่น กรอบรายจ่ายบุคคล 40% (กฎหมายกำหนดให้รายจ่ายประจำของ อปท. ประเภทเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าล่วงเวลา ห้ามเกิน 40% ของรายได้) ส่งผลให้ อปท.ไม่ต้องการจัดบริการเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกิจการด้านบริการที่ต้องใช้คน และการกำหนดกรอบรายจ่ายดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริงตามธรรมชาติของงานท้องถิ่น

ข่าวทุจริตมีมูลแค่ 7%

3.ข้อจำกัดในการปรับตัวของ อปท.สำหรับการทำงานในบริบทใหม่ มีผลมาจากข้อจำกัดเชิงอำนาจหน้าที่ ข้อจำกัดในการบริหารงานบุคคล เพราะมีบุคลากรถูกถ่ายโอนมายัง อปท.น้อย ไม่สามารถบรรจุแต่งตั้งบุคลากรให้เพียงพอต่อการทำหน้าที่ และมีข้อจำกัดในด้านการตรากฎหมายท้องถิ่น

ผลการศึกษาพบว่า จำนวนข้อบัญญัติ และเทศบัญญัติ จาก อปท.ที่ทำการสำรวจ (110 แห่ง) มีเพียง 200 กว่าฉบับ หรือเฉลี่ย 2 ฉบับต่อท้องถิ่นต่อ 15 ปีเท่านั้น (ไม่นับข้อบัญญัติงบประมาณที่ต้องจัดทำทุกปี) สะท้อนว่า การใช้อำนาจเชิงบังคับใช้กฎหมายยังมีน้อยมาก มุ่งแต่งานบริการ

4.ข้อจำกัดในการปฏิบัติงานภายใต้แรงกดดันจากภาคประชาสังคม พบกระแสข่าวทางลบต่อ อปท.ถูกนำเสนอผ่านสื่อจำนวนมาก จำนวนข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นข่าวเชิงลบต่อ อปท.กว่า 60% ของข่าวที่เกี่ยวกับ อปท.ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ อปท.มีประมาณ 60% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่มีมูลจริงๆ เพียง 7%

“สังคมสูงอายุ” ท้าทาย อปท.

ประเด็นที่ 4 คือ ทิศทางในอนาคตควรกระจายอำนาจหรือไม่? พบว่า ควรอย่างยิ่ง ต้องเดินหน้าต่อไปให้เหมาะกับบริบทของสังคมและเศรษฐกิจ

สำหรับปัจจัยกดดันต่อทิศทางในอนาคต ซึ่ง อปท.ต้องรับมือ ได้แก่ 1.ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปัญหาในระดับพื้นที่มีความซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากขึ้น 2.สังคมไทยมีประชากรในกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และภาคประชาสังคมมีความตื่นตัวสูงขึ้น

3.แรงปรารถนาที่จะมุ่งไปสู่สังคมที่เป็นธรรมมีสูงขึ้น 4.การกระจายอำนาจช่วยลดการผูกขาดของอำนาจการเมืองในระดับชาติและอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยกดดันจากภายนอก คือ การกระจายอำนาจเป็นกระแสสากล ช่วยลดภาระของรัฐบาลในภารกิจพื้นฐาน และเกื้อหนุนให้รัฐบาลทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น เช่น โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เตรียมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นต้น

………………………………………….

(หมายเหตุ : เปิดงานวิจัย‘องค์กรท้องถิ่น’ตอบโจทย์‘โกง-ห่วย-เซ็งลี้’ :  วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์, ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน)

ถนนทุกสาย…วิ่งหาคสช.

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140618/186676.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2557

ถนนทุกสาย…วิ่งหาคสช. : สำนักข่าวเนชั่น โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

              การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือ คสช. ทำให้หลายคนเกิดมีความหวังว่าจะเห็นอนาคตที่ดีขึ้นของประเทศไทย รวมไปถึงท่าทีต่างๆ ที่ออกมาจาก คสช. นั้นดูเหมือนว่าจะจริงจังในการแก้ทุกปัญหา

ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ งานยากอย่างการปฏิรูปการเมือง การสร้างความปรองดองที่เป็นภารกิจหลัก ยังมีงานต่างๆ ที่ คสช. ให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปพลังงาน การรื้อโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ การกวาดล้างอบายมุข แก้ปัญหาวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้   การปราบปรามยาเสพติด การจัดการแรงงานผิดกฎหมาย การจับกุมผู้ตัดไม้ทำลายป่า การแก้ปัญหาราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล การจัดการมาเฟีย ฯลฯ

ที่สำคัญคือแทบทุกงาน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะเข้ามาดูด้วยตัวเอง ประกอบกับทุกวันศุกร์ หัวหน้า คสช.จะมาชี้แจงความคืบหน้าให้รับทราบ ทำให้ภาพของ “อัศวินขี่ม้าขาว” ปรากฏขึ้นมาในสายตาคนไทย เพราะมีทั้งความสามารถและความหวังดีต่อประเทศ และที่สำคัญคือนาทีนี้ท่านมีอำนาจสูงสุด

ดังนั้น จึงไม่แปลกว่าถึงวันนี้ถนนทุกสายจะวิ่งเข้าหา “พล.อ.ประยุทธ์” หวังให้ช่วยแก้ปัญหาที่กำลังประสบ ยกตัวอย่างแค่ในสัปดาห์นี้ที่เริ่มตั้งแต่ผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร ร้องให้ช่วยแก้ปัญหาส่วย จัดระเบียบในตลาด รวมไปถึงการขอให้ กทม.เข้ามาบริหารจัดการตลาดแทนการรถไฟ

ยังมีกรณีที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จาก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ขอให้ช่วยเหลือจากกรณีที่นายอำเภออุทัยจะทำการย้ายที่ว่าการอำเภอไปที่แห่งใหม่ ซึ่งมีลักษณะคับแคบกว่าที่เดิม รวมถึงประชาชนเดินทางไม่สะดวกในการติดต่อราชการ และเกรงว่าจะมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนพิการทางสายตาขอให้จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังไม่รวมก่อนหน้านี้ที่มีกลุ่มอาชีพ หรือผู้ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ ทยอยกันมาเรียกร้องต่อ คสช. เป็นระยะๆ

คำถามคือ “พล.อ.ประยุทธ์” จะทำอย่างไร เพราะสภาวะการจัดการปัญหาแบบปัจจุบันที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการจัดการปัญหาแบบรวมศูนย์ โดยมี คสช.เป็นศูนย์กลางของการแก้ปัญหาทุกอย่าง ข้อดีคือสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างที่ตั้งใจ แต่หากปริมาณงานมากขึ้นเรื่อยๆ จะจัดการไหวหรือไม่

แม้เราจะเข้าใจว่าสถานการณ์ช่วงนี้เป็นสถานการณ์พิเศษที่ต้องมีการบริหารเช่นนี้ แต่เราก็หวั่นว่าด้วยสภาพสังคมไทยที่แหลกเละมานาน เมื่อเจอความหวังเช่นนี้แล้วสามารถจัดการปัญหาได้ ก็จะยิ่งคาดหวัง

แต่เรื่องที่คนเข้ามาร้องก็จะมีความซับซ้อนมากขึ้น หลายเรื่องจะเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ ทั้งคนที่ถูกร้องและคนที่ร้อง หากทำตามใครคนหนึ่งก็จะขัดผลประโยชน์อีกคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องสร้างความสมดุลให้ได้

กอปรกับจากนี้ไปจะเป็นสนามจริงที่ คสช.ต้องเจอ เพราะยิ่งอยู่ในอำนาจนานเวลาฮันนีมูนก็จะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับที่ปริมาณงานที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เช่นเดียวกับความคาดหวังของคนในสังคม

และต้องไม่ลืมว่า ณ วันนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” กำลังเป็นความหวังอย่างมากๆ ในทุกๆ เรื่อง และทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฎของโลก เมื่อมีความคาดหวังมากเท่าไหร่ แต่หากไม่ได้ดั่งหวังแรงดีดสะท้อนกลับย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

จึงเป็นหน้าที่ของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่รับอาสากระโดดเข้ามา ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องเหล่านี้ โดยท่านย่อมมีทางเลือกหลากทางในการบริหาร ทางที่ดีที่สุดคือทำทุกเรื่องให้สำเร็จ หากปริมาณที่มากจนทำไม่ไหวอาจใช้วิธีกระจายอำนาจไม่ต้องแบกรับภาระงานไว้กับตัวมากจนเกินไป หรืออีกทางคือทำเฉพาะเรื่องใหญ่ที่เป็นภารกิจหลักจริงๆ เท่านั้น

ทั้งหมดเป็นคำตอบที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องตอบด้วยตัวเอง

——————-

(หมายเหตุ : ถนนทุกสาย…วิ่งหาคสช. : สำนักข่าวเนชั่น โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

ทักษิณในยามที่โลกกว้างแต่ทางแคบ

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140617/186614.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2557

ทักษิณในยามที่โลกกว้างแต่ทางแคบ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

 

                ความเคลื่อนไหวของ ตัวแทนเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย มีนัยอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ที่บ้านเมืองอยู่ในการดูแลของกองทัพ ในนามของ คสช.

ตัวแทนเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และหัวหน้า คสช. เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของ คสช. และขอให้ คสช.เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา พร้อมกับชี้เป้าไปที่ต้นตอของปัญหาทั้งหมดนี้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ทั้งในกรณีกลุ่มผู้ต้องหาที่ต้องคดีหมิ่นสถาบัน ทั้งกลุ่มก่อเหตุรุนแรง ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึง และยังเป็นคนต้นคิดนโยบายจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศกว่า 5 แสนล้านบาท ซ้ำยังมีแนวโน้มว่ามีการทุจริตทุกขั้นตอน

ท้ายของหนังสือได้เรียกร้องให้ คสช.ออกคำสั่งเรียกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอยู่ต่างประเทศ กลับมารายงานตัวต่อ คสช.โดยเร็ว

เรื่องนี้ถ้า คสช.ทำตามข้อเรียกร้อง ด้วยการเรียกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มารายงานตัว ก็เชื่อได้เลยว่า จ้างให้ก็ไม่มา !

ขนาดยุคที่น้องสาวกุมอำนาจรัฐอยู่ยังไม่กล้าโผล่เข้ามาเลย นับประสาอะไรกับตอนที่ญาติพี่น้องชินวัตรยังต้องมารายงานตัวต่อ คสช. มีหรือ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาให้โดนกักสงบสติอารมณ์สัก 7 วัน

หน่วยงานด้านการข่าวประเมินว่า สถานการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สู้ดีนัก เพราะเครือข่ายในประเทศไทยถูกบล็อกหมดแล้ว ที่สำคัญ ลูก-เมีย ญาติพี่น้อง ที่ยังอยู่ในประเทศไทยนั้นไม่ต่างกับการตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพ

ที่ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนักนั่น ก็เพราะว่า การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอาเซียนและจีน ซึ่งก็ต้องนับรวมไปถึงฮ่องกงด้วยนั้น ภายหลังการตอบรับ “องค์รัฏฐาธิปัตย์” ของไทยแล้วเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ จากนี้ไปคงจะลำบากแล้วที่จะไปที่นั่นที่นี่ได้อย่างเสรี

ก่อนหน้านี้เป็นเกมโลกล้อมประเทศไทย นับจากนี้ก็คงจะเป็นเกม “โลกกว้างทางแคบ” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

หน่วยงานด้านการข่าวประเมินว่า เมื่อได้จังหวะที่เหมาะสมก็น่าเชื่อว่า คสช.จะแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมา

ต้องไม่ลืมว่า ข้อความในบทสนทนาผ่านโปรแกรม “ไลน์” ระหว่าง หัวโจก “ขอนแก่นโมเดล” ที่วางแผนจ้องจะป่วนเมืองขอนแก่นภายหลังการประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น หมายเลขโทรศัพท์ระถึงบุคคลปลายทางอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกันมือไม้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ก่อนหน้านี้เคยเคลื่อนไหว แต่ภายหลังถูกเรียกมารายงานตัวแล้ว หลายคนก็จำนนต่อ “เหตุผล” และสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งได้มาถึงทางตันแล้วจริงๆ

บางคนกอดหลักการประชาธิปไตยจนเหงื่อชุ่ม ชิงชังรังเกียจการยึดอำนาจของทหารเข้ากระดูก แต่เอาเข้าจริงก็เหมือนน้ำท่วมปาก ยอมล่าถอยแต่โดยดี เมื่อถูก คสช.ถามถึงทางออกของประเทศว่าอยู่ที่ไหน

ไม่ต่างจากบางคนที่มั่นอกมั่นใจในความรู้ความเชี่ยวชาญในหลักของกฎหมาย ที่ก่อนหน้านั้นบอกว่า “รัฐบาลรักษาการลาออกไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่มีรองรับ” แต่เมื่อถูกตั้งคำถามในทำนองเดียวกัน ก็ออกอาการ “ไปไม่เป็น”

แม้กระทั่งบางคนที่เก่งกล้า กลางเวที ก็ไม่มีทางออกให้ประเทศ

ไม่มีทางออกให้ชาวนาที่เรียกร้องให้จ่ายเงินค่าข้าวของพวกเขาที่เอามาจำนำตามโครงการของรัฐบาลในกรอบ “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ”

ครั้นจะใช้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ สุนัย จุลพงศธร เคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เพราะคนแรกเป็น อดีต รมว.มหาดไทย และยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่วนรายหลังนั้นเป็น ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เพื่อให้ต่างชาติยอมรับก็ดูจะเสียแรงเปล่า ภายหลังชาติอาเซียนไม่เล่นด้วย

โลกกว้างทางแคบไปแล้วจริงๆ!

……………

(หมายเหตุ : ทักษิณในยามที่โลกกว้างแต่ทางแคบ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)

แกะรอย’วงไฟเย็น’กับขบวนการ’แดงก้าวหน้า’

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140616/186548.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557

แกะรอย’วงไฟเย็น’ กับขบวนการ’แดงก้าวหน้า’ : คนข่าวชายขอบรายงาน

 

               ในบรรยากาศปรองดองทั้งแผ่นดิน ข่าวความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ก็พลอยเงียบหายไปในกระแสข่าว “คสช.คืนความสุขแห่งชาติ”

ล่าสุด ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช.ได้เขียนบันทึกส่วนตัว “เรื่องเล่าการถูกควบคุมตัว 22-28 พ.ค.57” ผ่านเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรก โดยตอนหนึ่ง “ธิดา” ได้แสดงความเห็นว่า

“อยากเรียกร้องมายังผู้กระทำรัฐประหารและประกาศกฎอัยการศึกให้เข้าใจประชาชนที่เขาต้องออกมาคัดค้านการทำรัฐประหารว่า ไม่ใช่เรื่องเกลียดชังส่วนตัว แต่เป็นปัญหาหลักการของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย”

“ดังที่ท่านก็ทราบดีว่า วิธีการทหารไม่อาจแก้ปัญหาทางการเมืองได้จริง แต่อารยชนในสังคมโลกและสังคมไทยย่อมไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน การจับกุมคุมขังประชาชน และต้องการให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว”

ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงยังเกาะติดความเคลื่อนไหวของ “แดงใต้ดิน” เนื่องจากมีรายงานข่าวเชิงลึกว่า คนเสื้อแดงบางกลุ่มยังไม่หยุดกิจกรรมต่อต้าน คสช.

เมื่อวันก่อน ศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติหมายจับผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กรณีไม่มารายงานตัวภายในกำหนดเพิ่มเติมอีก 17 รายแล้ว ซึ่งมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามคำร้องของกองบังคับการปราบปราม ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยื่นคำร้องไว้ โดยรายชื่อผู้ที่ศาลทหารออกหมายจับทั้ง 17 คน มีดังต่อไปนี้

1.นายสุนัย จุลพงศธร 2.นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ 3.นายธีร์ บริรักษ์ 4.นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล 5.น.ส.สุดา รังกุพันธุ์ 6.นายชัยอนันต์ ไผ่สีทอง 7.นายพฤทธ์นรินทร์ ธนบริบูรณ์สุข 8.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย 9.นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ 10.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 11.นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ 12.นาวาอากาศตรี ชรินทร์ คล้ายคลึง 13.นายนิธิวัต วรรณศิริ 14.นายศรัณย์ ฉุยฉาย 15.นายไตรรงค์ สินสืบผล 16.นายชฤต โยนกนาคพันธุ์ และ 17.นายวัฒน์ วรรลยางกูร

ตามรายชื่อทั้งหมดนี้ มีสมาชิก “วงไฟเย็น” เป็นวงดนตรีของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เรียกตัวเองว่า “แดงก้าวหน้า” รวมอยู่ด้วย

สมาชิกวงไฟเย็นที่จะถูกออกหมายจับ ได้แก่ นายไตรรงค์ สินสืบผล หรือ “ขุนทอง ไฟเย็น” หัวหน้าวง, นายชฤต โยนกนาคพันธุ์ หรือ “โยนก” นักร้องนำ, นายชัยอนันต์ ไผ่สีทอง หรือ “อุ๊ ไฟเย็น” และนายนิธิวัฒน์ วรรณศิริ หรือ “ป๋า จอมตั๊บ”

พ่วงด้วย “วัฒน์ วรรลยางกูร” ในฐานะผู้ร่วมก่อการวงไฟเย็น และเป็นนักแต่งเพลงประจำวง

ในกลุ่มคนเสื้อแดง “เวทีเล็ก” มักจะวิเคราะห์ว่า เพลงของวงไฟเย็นเป็นเพลงที่ “ก้าวหน้าในการต่อสู้ขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง” เพื่อทำลายความศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ของฝ่ายตรงข้าม

แกนนำแดงฮาร์ดคอร์รายหนึ่งกล่าวยกย่องว่า บทเพลงของวงไฟเย็นเป็นเพลง “เชิงรุก” และการรุกแบบนี้ซึมลึกถึงแก่น เจาะกันถึงรากเหง้าความเชื่อกันเลยทีเดียว โดยเพลงเหล่านี้ในทางกฎหมาย ไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะมันเป็นอุปมาอุปไมย และรู้กันเฉพาะคอการเมือง

ก่อนจะมาถึง “วงไฟเย็น” ในราวปลายปี 2553 ก็มี “วงท่าเสา” ที่นักเขียนหนุ่มใหญ่ “วัฒน์ วรรลยางกูร” ได้รวบรวมเพื่อนฝูงตั้งวงดนตรีขึ้นมา และเป็นที่ทราบกันดีว่า ในกิจกรรมของ “แดงเวทีเล็ก” ก็จะมีวงท่าเสา ไปเปิดการแสดงอยู่เสมอ

วงท่าเสาได้พัฒนามาเป็น “วงไฟเย็น” ที่มีคิวการแสดงตามเวทีแดงอิสระ โดยมักจะไปพร้อมกับการเสวนาหรือบรรยายทางการเมืองของ “วัฒน์ วรรลยางกูร”

กล่าวสำหรับ วัฒน์ วรรลยางกูร คนทั่วไปทราบกันดีว่า เป็นนักเขียน, นักดนตรี, นักเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งในอดีตเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่สิ่งที่วัฒน์ทำส่วนใหญ่คือ กิจกรรม, งาน และการเขียนหนังสือ

“วัฒน์” เริ่มทำหนังสือพิมพ์ “อธิปัตย์” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2517 กระทั่งเกิดเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เป็นเหตุให้เขาอยู่ไม่ได้ ต้องหลบหนีเข้าป่าเช่นเดียวกับนักศึกษาอีกหลายพันชีวิต

กลับออกจากป่าก็ไม่ได้เรียนต่อแล้ว หันเหชีวิตมาทำงานหนังสือพิมพ์ ก่อนออกมาเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว ซึ่งเขาได้รับยกย่องให้เป็นนักเขียนรางวัลศรีบูรพา คนที่ 19 ประจำปี 2550

หลังรัฐประหาร 2549 วัฒน์หันมาเขียนเพลงมากขึ้น และผลงานเพลงเขาส่วนหนึ่งก็ปรากฏชัดในนามของวงดนตรี “ท่าเสา” และวง “ไฟเย็น”

เมื่อปีที่แล้ว ในวาระครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 “วัฒน์” เป็นแกนนำของคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ได้จัดกิจกรรมทั้งภาควิชาการและบันเทิง สร้างความคึกคักให้แก่คนเสื้อแดงอย่างยิ่งยวด

ในปีเดียวกัน ในฐานะเลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา “วัฒน์” ร่วมกับมิตรร่วมอุดมการณ์จัดงานวันชาติ 24 มิ.ย.2475 และในกลุ่มของพวกเขา ได้เชิดชู “คณะราษฎร 2475” และศึกษาแนวคิดของ ปรีดี พนมยงค์

ฐานคิดของกลุ่มวัฒน์ และวงไฟเย็น รวมทั้ง “แดงก้าวหน้า” กำหนดเข็มมุ่งเรียกร้องให้ประเทศไทยเป็น “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ไม่ใช่ระบอบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ในกลุ่มแดงก้าวหน้า ถือเอา “นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” และพรรคเพื่อไทย เป็นแนวร่วม ซึ่งในข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงไม่พบว่า กลุ่มแดงก้าวหน้ามีสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับ “พรรคประชาธิปไตยประชาชน” พรรคการเมืองของ “แดงก้าวหน้า” ในอดีต

ที่ผ่านมา หาก “วัฒน์” ได้รับเชิญให้มาร่วมงานเสวนา การบรรยายให้ความรู้ งานแสดงดนตรี ฯลฯ ก็มักจะขอจำกัดเวทีว่า ต้องเป็นเวที “แดงก้าวหน้า” เท่านั้น

ทุกกิจกรรมของแดงก้าวหน้ามักจะปรากฏรายชื่อวิทยากรอย่าง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, จรัล ดิษฐาอภิชัย, วัฒน์ วรรลยางกูร และ สุนัย จุลพงศธร ส่วนที่ขาดไม่ได้คือ การแสดงดนตรีของวงไฟเย็น

พักหลังวงไฟเย็นได้เข้าไปรวมตัวกับ “โกตี๋ เรดการ์ด” และวงดนตรีที่เล่นประจำอยู่ที่เวทีต้าน กปปส.บริเวณอนุสรณ์สถาน ดอนเมือง

ก่อนที่ “วัฒน์” ไม่ไปรายงานตัวซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ได้เขียนเรื่อง “เปลี่ยน” ตีพิมพ์ในคอลัมน์ประจำของเขา ที่หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ (30 พ.ค.-5 มิ.ย.2557) ได้สะท้อนจุดยืนของ “คนเดือนตุลา” ที่เปลี่ยนไปตาม “เครือข่ายผลประโยชน์” ของแต่ละคน

“แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร สำหรับเมืองไทย ที่กลัวกันว่าจะเกิดความรุนแรง จะเกิดสงครามกลางเมืองนั้น ถ้าโชคร้ายสุดๆ คือหากบังเอิญเกิดขึ้น แน่ใจหรือว่าจะรบกันลงคอ และคิดหรือว่าจะจบได้ง่ายๆ”

นั่นเป็นข้อเขียนชิ้นสุดท้ายของ “วัฒน์” ก่อนจะหายตัวไปพร้อมกับสมาชิกวงไฟเย็น

……………………………………………

(หมายเหตุ : แกะรอย’วงไฟเย็น’ กับขบวนการ’แดงก้าวหน้า’ : คนข่าวชายขอบรายงาน)

สั่งย้ายขรก.ขั้วอำนาจเก่าเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140616/186542.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557

สั่งย้ายขรก.ขั้วอำนาจเก่าเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน : สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร

 

                การเข้ายึดอำนาจการปกครอง โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นได้ชัดว่า พยายามใช้กำลังและมันสมองของเครือข่ายทหารปรับสภาพของบ้านเมืองให้อยู่ในความเรียบร้อย

โดยหนึ่งในมาตรการของการควบคุม ที่ถือเป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่ละเว้นไปไม่ได้ นับจากเหตุการณ์ในอดีตถึงปัจจุบัน คือ มาตรการสลายขั้วอำนาจ-กลุ่มอิทธิพลเก่า

ดังนั้นเราจึงได้เห็นคำสั่ง-ประกาศ คสช. ที่ไล่เรียงตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงคำสั่งฉบับที่ 62/2557 เฉพาะการสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงให้ไปอยู่ในความควบคุม-จำกัดอำนาจสั่งการ ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึง 9 คน ไดแก่ 1.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ฐานะรองหัวหน้า คสช. 2.ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 3.พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม 4.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) 5.ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยทั้ง 5 ให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ

6.สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 7.อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด และ 8.สุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) โดย 3 รายนี้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักปลัดสำนักนายกฯ ขณะที่ข้าราชการคนที่ 9 คือ ธงทอง จันทรางศุ ถือเป็นข้าราชการเพียงคนเดียวที่ถูกคำสั่งปลดจากตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ แต่ยังได้สิทธิ์ทำงานตามคำสั่ง ณ สำนักนายกฯ

ที่มาของคำสั่งเด้ง!! คาดเดาไปต่างๆ นานา แต่หลักๆ ถูกมองว่า เพื่อสลายอำนาจกลุ่มอิทธิพลพรรคเพื่อไทยในสายข้าราชการประจำที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าแก้ปัญหา และหวังปรับโครงสร้างทางอำนาจใหม่

ต้องยอมรับว่า ในอาณาจักรของกระทรวง-ทบวง-กรมต่างๆ ที่ประกอบเป็นโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐ ล้วนมีปัญหาสะสมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนหัวหน้าองค์กรใหม่ กี่คนต่อกี่คนก็ไม่สามารถสะสางได้ เช่น สภาผู้แทนราษฎร ที่มีข่าวฉาวโฉ่เรื่อง งาบงบประมาณทั้งในที่ลับและที่แจ้ง หรือโยกย้ายข้าราชการในสังกัดอย่างไม่ยุติธรรม ยุติธรรม  ล้วนมีมูลเหตุจากนักการเมืองผู้มีอำนาจขณะนั้นเปิดโอกาสให้ข้าราชการประจำใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้องแบบไร้กรอบจำกัด

จากคำสัมภาษณ์ของ “เลขาธิการสภา” ในวันที่ไปรายงานตัวต่อสำนักปลัดสำนักนายกฯ ที่ตอบคำถามของสื่อมวลชน ต่อการทำงานที่ดูเหมือนเอนเอียงไปทางพรรคเพื่อไทยมากกว่ากลุ่มการเมืองอื่น เจ้าตัวยืนยันถึงการทำงานที่เป็นกลางตามกติกา แต่ด้วยเพราะต้องทำงานสนอง “เจ้านาย” ที่มีอยู่เกือบ 700 คน ทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว การทำงานจึงต้องเป็นกลไกให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทรงเกียรติ

“ผมทำงานที่สภามาถึง 37 ปี รู้ทุกอย่างว่าในสภาเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะผ่านไปได้ด้วยดี รอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติปฏิรูปให้ได้ แล้วประเทศจะเดินหน้าไปได้ดีและมั่นคง” สุวิจักขณ์ เปิดใจ

นั่นถือเป็นประโยคชี้จุด-หัวใจแห่งปัญหา ที่สั่งสมในวงงานนิติบัญญัติมาอย่างยาวนาน

ขณะที่หลายองค์กร ซึ่ง “หัวขบวน” ถูกโยกย้ายหลัง คสช.ยึดอำนาจ ต่างเผชิญกับปัญหาที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงาน ด้วยตัวเลือกที่ข้าราชการประจำมีไม่มากนัก พวกเขาจึงจำยอมที่จะปฏิบัติตามคำบงการของนักการเมืองอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ดังนั้นเมื่อหัวหน้า คสช.ตั้งปณิธานไว้แน่วแน่ถึงการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อยควรรับฟังถึงความหนักใจของเหล่าข้าราชการประจำไว้บ้าง เพื่อจะสามารถเกาได้ถูกที่คัน

ทั้งนี้ บทเพื่อพิสูจน์แรกที่จะแสดงให้สังคมเห็นว่า เข้ายึดอำนาจก็เพื่อให้เกิดการปฏิรูป ไม่ใช่เพื่อมาสร้างอาณาจักรใหม่ คือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) โดยต้องไม่ปล่อยให้สมาชิก สนช.ที่จะตั้งเข้ามาแสวงหาประโยชน์เหมือนอดีตที่ผ่านมา

……………………………………

(หมายเหตุ : สั่งย้ายขรก.ขั้วอำนาจเก่าเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน : สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร)

เหตุผลที่กลางก.ค.ต้องตั้งนายกฯ

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140613/186397.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557

เหตุผลที่กลางก.ค.ต้องตั้งนายกฯ : ศรายุทธ สายคำมี ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

 

                 ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการขับเคลื่อนประเทศในภาวะที่ปัญหารุมเร้าจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งในและนอกประเทศจนถึงขั้นต้องเชิญเอกอัครราชทูต 23 คน จาก 17 ประเทศมาฟังข้อมูล รวมทั้งโรดแม็พ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นกรณีพิเศษ

ถึงแม้ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะ หัวหน้า คสช. จะอธิบายหลายครั้งว่า มีโรดแม็พในการขับเคลื่อนประเทศเป็น 3 ระยะ นับจากนี้ไปก็จะมี นายกรัฐมนตรี มีคณะรัฐมนตรีมาบริหารประเทศภายใต้กฎอัยการศึก มี สนช. จากนั้นเข้าสู่ระยะที่สอง มีธรรมนูญปกครองชั่วคราว และระยะที่ 3 เป็นช่วงที่เข้าสู่การเลือกตั้ง

เพียงแต่ไม่เคยมีการระบุว่า แต่ละห้วงเวลาที่ตระเตรียมเอาไว้นั้น จะเริ่มขึ้นเมื่อใด และกรอบเวลาที่ว่านั้นจะอธิบายได้อย่างไรเพราะยังจับต้องไม่ได้ถึงกรอบที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน

ความจริงแล้ว กรอบเวลาคร่าวๆ นั้นมีอยู่อย่างน้อยก็กำหนดวันเกษียณอายุราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ …อย่างน้อยก็ยังมีกรอบเวลาที่ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 นั้นจะต้องมีผลบังคับใช้ทันทีที่เดือนกันยายนพ้นไป

ถ้าหากจับเอากรอบเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ เกษียณ นั่นก็จะต้องไปพูดถึงว่า “รัฐบาลเฉพาะกาล” หรือ “รัฐบาลชั่วคราว” ที่จะตั้งขึ้นนั้น ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และใครจะก้าวขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ประยุทธ์

จะว่าไปในสถานการณ์ที่ยังคงต้องบังคับใช้กฎอัยการศึกอยู่ จะหาพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญด้านไหนเข้ามาบริหารประเทศ ถ้าหากไม่ใช้บริการจากคนของกองทัพ หรืออดีตคนในกองทัพ

เมื่อพิเคราะห์ในประเด็นนี้ ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงยังคง “แรง” ไม่มีตก

ส่วนผู้ที่จะมาแทนในตำแหน่ง ผบ.ทบ.นั้นยังคงเป็นนายทหารที่เรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 14 หรือไม่ก็ 15 ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในไลน์ 5 เสือ ทบ.

คำถามถัดมาที่ไม่ใช่แค่ต่างชาติที่ต้องการความชัดเจน แม้แต่ในประเทศก็อยากจะรู้ว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชั่วคราวนั้นจะมีขึ้นเมื่อใด และใครจะเป็น

หากเอาเรื่องของ พ.ร.บ.งบประมาณมาเป็นกรอบเวลาที่รัฐบาลใหม่จะต้องรับหน้าที่จัดทำเป็นเรื่องเร่งด่วนก็เป็นไปได้ว่า การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีน่าจะมีขึ้นไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคม เพื่อมีเวลาให้นายกฯ คนใหม่ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงถัดมา

จากนั้นการสรรหาสมาชิกสภานิติบัญญัติ จะมีคำว่า “แห่งชาติ” ต่อท้ายหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่จะเริ่มขึ้นโดยเร็ว โดยคุณสมบัติจะเป็นอย่างไร มาจากองค์กรใดบ้าง ก็คงจะมีคำสั่ง หรือแนวทางปฏิบัติประกาศออกมา เพื่อให้ได้สมาชิกนิติบัญญัตติโดยเร็ว

ที่ต้องมีรัฐบาลเร็ว มีสนช.เร็ว ก็เพราะการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณนั้น ส่วนราชการจะต้องเสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จากนั้น ครม.จะส่ง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณให้ สนช.พิจารณา เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการที่ใกล้เคียงกับช่วงที่มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ปัญหาก็คือ สนช.ที่คาดว่าจะมีจำนวน 150 คนนั้น จะต้องพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ อย่างละเอียดรอบคอบภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด เพราะร่างพ.ร.บ.งบประมาณนี้จะต้องมีผลบังคับใช้ทันทีหลังสิ้นเดือนกันยายน

หาก สนช.รับหลักการวาระแรก (คาดว่าจะไม่เกินวันที่ 6 ส.ค.) แล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 เพื่อแปรญัตติ ซึ่งจุดนี้ ยังคงเป็นข้อกังวลว่า จะใช้เวลานานเท่าใด จะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหามากน้อยแค่ไหน และภายใต้กฎอัยการศึก แต่แน่นอนว่าจะต้องมี คสช.เป็นเกราะให้แก่รัฐบาลอยู่ คสช.จะวางตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้กลายเป็นท่าทีที่สร้างภาพลบให้แก่ประเทศและตัว คสช.เอง

ขณะเดียวกัน สถานการณ์การเมืองที่แม้จะดูสงบราบคาบ ภายหลัง “ขอนแก่นโมเดล” ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ “การข่าว” นั้นชัดเจนว่า มีการติดต่อสั่งการจากนอกประเทศจริง และมีกลุ่มที่พร้อมจะก่อเหตุอยู่จริง เกี่ยวโยงกันเป็นเครือข่าย เพียงแต่ว่า คำสั่งจากนอกประเทศที่จะส่งถึงกลุ่มต่างๆ นั้นยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับเมื่อปี 2549 ที่มีการยึดอำนาจ กลุ่มก้อนกว่าจะมีการขยับก็ล่วงไป 3-4 เดือนหลังจากนั้นแล้ว

อย่างไรก็ดี ทางการข่าวยังไม่วางใจนักสำหรับ “แกนนำ” ที่ถูกเรียกมารายงานตัว ถึงแม้หลายคนจะยืนยันว่า เลิกแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้วก็ตาม

เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูท่าทีช่วงที่รัฐบาลรักษาการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ยืนกรานที่จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะที่เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการถอยออกไปเพื่อเปิดทางให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไปได้

นั่นเป็นเพราะมีการประเมินกันแล้วว่า หากกองทัพยึดอำนาจ “โลก” ก็จะรุมประณาม และปฏิเสธที่จะร่วมสังฆกรรมด้วย และนั่นจะนำมาซึ่งความชอบธรรมในการต่อสู้ และนำไปสู่โอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมาต่อสู้อีกครั้ง ภายใต้เหตุผลที่ว่า คดีความที่ถูกพิพากษาไปแล้วและที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนั้นเกิดจาก คตส.ซึ่งมีกรรมการ เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่หากว่า สถานการณ์ยาวไปจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง ด้วยฐานเสียงที่เคยมีอยู่ก็เชื่อว่า คะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำชัยชนะมาให้เขาได้

การประเมินสถานการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูเหมือนจะผิดพลาด (อีกครั้ง) ไม่เพียงประเทศอาเซียนที่ไม่ได้แสดงท่าทีชิงชังรังเกียจ หากแต่ประเทศจีนเอง ก็แสดงตัวเป็นพี่เบิ้มแห่งเอเชีย อ้าแขนเปิดรับประเทศไทยอย่างเต็มที่

“โลก” ก็เลยไม่อาจล้อมประเทศไทย ขณะที่เครือข่ายที่จะป่วนประเทศก็โดนบล็อกจนอยู่หมัด ยังคงเหลืออีกราว 60 รายชื่อที่ค้นได้เมื่อครั้งทลายแก๊งขอนแก่นโมเดล ที่ยังมีอิสระ โดยที่รับรู้ว่า หากเดินออกจากเส้นทางที่ควรจะเป็นก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากเพื่อนร่วมแก๊ง

สถานการณ์นับจากนี้ไปจนถึงก่อนการเลือกตั้งจึงเป็นช่วงที่เป็นใจให้กองทัพแสดงฝีมือสร้างความปรองดอง และขจัดมาเฟียที่หากินกับคนรากหญ้า เพื่อขจัดเงื่อนไขไม่ให้เบี่ยงเบนไปพึ่งพิงสิ่งที่อยู่นอกระบบได้อีก

นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของ คสช.ที่จะพิสูจน์ว่า การยึดอำนาจนั้น โดยระบอบแล้วเป็นที่น่าชิงชังเสมอไปหรือไม่ !

……………..

(หมายเหตุ : เหตุผลที่กลางก.ค.ต้องตั้งนายกฯ : ศรายุทธ สายคำมี ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)

คสช.จัดแถวจยย.รับจ้าง-รถตู้-แท็กซี่

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140611/186278.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันพุธที่ 11 มิถุนายน 2557

คสช.จัดแถวจยย.รับจ้าง-รถตู้-แท็กซี่ มทภ.1สั่งผบ.พื้นที่เคลียร์คนคุมวิน : ทีมข่าวอาชญากรรม / ทีมข่าวความมั่นคง

 

               การเข้ามาจัดระเบียบบริการรถสาธารณะ โดยเฉพาะวินรถจักรยานยนต์ รถแท็กซี่ และรถตู้โดยสาร เป็นหนึ่งในภารกิจ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยชุดปฏิบัติการในกองทัพเปิดเผยว่า ปัญหาการเก็บค่าโดยสารเกินจริงของวินรถจักรยานยนต์ รถแท็กซี่ และรถตู้ ถูกประชาชนร้องเรียนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการกีดขวางการจราจร ส่วนผู้ประกอบการทั้ง 3 ส่วนก็ร้องเรียนเข้ามา 3 เรื่องหลัก คือ 1.การเรียกเก็บเงินของผู้มีอิทธิพล 2.การขอให้ผ่อนปรนเรื่องกฎจราจร 3.การควบคุมวินรถรับจ้างที่มีวินเถื่อนผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 จึงได้เรียกผู้ประกอบการมาพูดกัน ซึ่งถือเป็นงานเร่งด่วนมาก นอกจากนี้ยังมีการจัดระเบียบการจราจรร่วมกับตำรวจ โดยช่วงนี้จะให้ ผบ.ควบคุมสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ดูแลไปก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และไม่ให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนด้วย

ทั้งนี้ ในระยะต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ทหาร ตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก เพื่อสรุปรวบรวมประเด็นที่ต้องแก้ไขปัญหาเสนอคณะทำงานคสช.ทั้ง 6 ฝ่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะที่ 2 ซึ่งจะมีการตั้ง “สภานิติบัญญัติ” เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ชุดปฏิบัติการในกองทัพคนเดิมระบุว่า เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการแล้วจะมีการเรียกประชุม 4 ฝ่าย เพื่อหารือประเด็นข้อกฎหมาย เบื้องต้นจะมีการแก้ปัญหาเรื่องค่าโดยสาร เรื่องระเบียบจราจร และเรื่องผู้มีอิทธิพล โดยหน่วยทหารที่ควบคุมพื้นที่อยู่จะเข้าไปกำกับดูแล

“หน่วยทหารที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่รับทราบข้อมูลหมดแล้ว โดย พล.ท.ธีรชัย ได้สั่งการไปยังหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ที่มีปัญหา ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยที่ได้แจ้งรายละเอียดมาให้ทราบบ้างแล้วว่า วินพื้นที่ใดใครเป็นคนคุม ซึ่งผบ.พื้นที่จะเชิญมาพูดคุยกันในรายละเอียด”

ชุดปฏิบัติการในกองทัพระบุว่า ในการพูดคุยกันจะมีการถามเหตุผลในการขึ้นราคา เพราะเมื่อขึ้นค่าวินแล้วคนขับก็จะไปขึ้นราคากับผู้โดยสาร หากเจ้าของวินไม่เก็บเพิ่ม คนขับก็จะไม่มาเก็บเพิ่มกับผู้โดยสาร ราคาก็จะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งกำชับไม่ให้รถทั้ง 3 ประเภทจอดกีดขวางการจราจร ทั้งนี้ ยืนยันว่าทหารมีกำลังพลจำนวนมาก สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง

นายเฉลิม ช่างทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้รับคำเชิญจากฝ่ายทหารให้เข้าไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บผลประโยชน์ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยทราบว่าทางทหารจะมีการจัดตั้งคณะเข้ามาดูแลแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต้องขอบคุณที่ คสช.ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

นายเฉลิม ระบุว่า จากนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้มาเฟียวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่เคยอยู่ในวินเก่าเลิกล้มกันไป แต่ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้มีการจัดตั้งวินขึ้นมาใหม่ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีวินรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่กว่า 2 แสนแห่ง ซึ่งมีการจดทะเบียนถูกต้องประมาณ 1.5 แสนแห่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นวินเถื่อนที่ตั้งขึ้นมาใหม่

“กลุ่มมาเฟียเดิมที่เข้ามาตั้งวินใหม่มักจะเข้ามาตั้งวินแข่งกับวินเดิมที่มีอยู่ในซอย เช่น ตั้งวินกลางซอยหรือท้ายซอย เพื่อแย่งลูกค้ากับวินเดิม พอเกิดปัญหากันขึ้นกลุ่มมาเฟียก็จะมาข่มขู่หรือทำร้ายผู้ขับขี่ในวินเดิมที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งเป็นปัญหามาก และได้ให้ข้อมูลฝ่ายทหารไปแล้ว หากได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนจะเป็นการดีมาก”

นายเฉลิม ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ได้เข้าไปพูดคุยกับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) เรื่องการจัดระเบียนวินรถจักรยานยนต์รับจ้างทั่วประเทศ โดยเรียกร้องให้ดูแลวินรถจักรยานยนต์รับจ้างใน 3 เรื่อง คือ

1.อยากให้มีการจัดระเบียบวินเก่าให้แล้วเสร็จ โดยให้ตรวจสอบวินใหม่ที่มาขี่ทับซ้อน แย่งผู้โดยสารทำให้รายได้ลดลง 2.ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในวินมีการแอบตัดเสื้อวินเพิ่ม เพื่อขายหรือปล่อยให้เช่า แล้วนำเงินที่ได้บางส่วนแบ่งให้ผู้มีอิทธิพล และเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้คนในวินขาดรายได้ลงไปถึงครึ่งหนึ่งจากที่เคยได้ประจำ เช่น ปกติได้วันละ 300 บาท ก็เหลือเพียง 150 บาท 3.การทำใบขับขี่สาธารณะที่จะต้องตรวจสอบประวัติกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงอยากเรียกร้องให้ใช้เวลาตรวจสอบไม่เกิน 1 เดือน เพราะปัจจุบันใช้เวลานานถึง 3 เดือน ทำให้เสียเวลา

นายเฉลิม กล่าวว่า ทาง พล.1 รอ.ขอให้สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทยตรวจสอบการ “เก็บค่าโดยสาร” ของสมาชิกในวินบางคนที่เก็บค่าโดยสารเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยตอบว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่เก็บค่าโดยสารเกินจะเป็น “วินเถื่อน” ที่ตั้งขึ้นมาซ้อนกับวินเดิมที่เคยอยู่ประจำ

ส่วนผลประโยชน์ที่ล่อใจให้กลุ่มมาเฟียตั้งวินจักรยานยนต์รับจ้างขึ้นมา คือ ราคา “เสื้อวิน” ที่สูงมาก เฉลี่ยตัวละ 30,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งวินว่ามีผู้โดยสารมากหรือน้อย และนอกจากค่าเสื้อวินแล้ว ยังมีการเก็บค่า “เช่าขับ” เดือนละตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันต่อเดือน บางวินยังต้องจ่ายเป็นรายวันด้วย โดยต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ 2 หน่วยหลักที่รับผิดชอบด้านการสัญจร

“ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการซื้อขายเสื้อวิน แต่ทุกวันนี้มีการซื้อขายกันอย่างโจ่งแจ้ง เสื้อวินบางตัวมีราคาสูงถึง 4 แสนบาท จากที่คุยกัน ตำรวจได้เรียกร้องในเรื่องที่ตั้งวินไม่ให้กีดขวางการจราจร การสวมหมวกนิรภัย และอัตราค่าโดยสาร ส่วนเรื่องผู้มีอิทธิพลที่เราร้องเรียนไป ทหารรับปากจะรับเข้าไปดูแลให้” นายเฉลิม กล่าวถึงผลการหารือล่าสุด

สอดคล้องกับข้อมูลของชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพลหน่วยงานหนึ่งที่ระบุว่า ถ้าเป็นวินขนาดเล็กจะจ่ายในอัตรา 2-3 พันบาทต่อเดือน ถ้าเป็นวินขนาดใหญ่จะเก็บในอัตรา 5-6 พันบาทต่อเดือน กระทั่งต่อมาผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ตั้งเป็น “สมาคม” ขึ้นมา และได้ร้องเรียนพฤติกรรมการรับส่วย แต่ก็ถูกตอบโต้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อบีบให้ “จ่าย” เหมือนเดิม

ชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพลคนเดิมยังแฉถึงการเรียกเก็บ “ส่วยรถตู้” ด้วยว่า หากเป็นวินขนาดเล็กจะต้องจ่ายในราคา 1.5-2 หมื่นบาทต่อเดือน หากเป็นวินใหญ่จะต้องจ่ายตั้งแต่ 3 หมื่น ถึงเกือบ 1 แสนบาทต่อวินต่อเดือน ซึ่งวินรถตู้โดยสารจะมีทั้งวินต้นทาง และปลายทาง โดยเจ้าของวินจะต้องเคลียร์ทั้ง “สองฝั่ง”

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวม “รายทาง” ตามเส้นทางที่รถตู้โดยสารวิ่งผ่าน ซึ่งมีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นตามแต่ละพื้นที่ โดยทุกวินต้องจ่าย แม้ว่าจะขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกแล้วก็ตาม

“การจัดเก็บผลประโยชน์ทำให้เจ้าของวินต้องมาเก็บต่อจากผู้ขับขี่ ซึ่งจะเรียกเก็บลดหลั่นกันไปตามแต่ทำเลที่ตั้งวิน และจำนวนผู้โดยสาร โดยมีกลุ่มมีสีเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเจ้าของวินจะได้รับการดูแลความปลอดภัยให้ ส่วนกลุ่มคนมีสีจะได้สิทธิ์ในการหารถตู้มาวิ่งเพิ่มจากจำนวนรถตู้ที่มีอยู่เดิม” ชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพล ให้ข้อมูล

………………………………………

(หมายเหตุ : คสช.จัดแถวจยย.รับจ้าง-รถตู้-แท็กซี่ มทภ.1สั่งผบ.พื้นที่เคลียร์คนคุมวิน : ทีมข่าวอาชญากรรม / ทีมข่าวความมั่นคง)

‘สนช.-สภาปฏิรูป’รูปแบบที่ตอบโจทย์

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140611/186277.html

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันพุธที่ 11 มิถุนายน 2557

‘สนช.-สภาปฏิรูป’รูปแบบที่ตอบโจทย์ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน

 

               หากดูโรดแม็พของการรัฐประหารจะเห็นได้ว่าสามารถแบ่งเป้าหมายเป็นสามระยะ  1.ระยะบริหารประเทศและควบคุมความสงบเรียบร้อย 2.ระยะที่มีธรรมนูญการปกครองชั่วคราว มีรัฐบาลบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับการปฏิรูป และ 3.การเลือกตั้ง

ตอนนี้หลายคนคงได้เห็นฝีมือในการบริหารงานของ คสช.ไปบ้างแล้ว ซึ่งหลายคนพออกพอใจ ขณะที่อีกหลายคนยังจับตารอดูผลสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะงานด้านเศรษฐกิจ

แต่สิ่งที่คนยังสงสัยและรอดู คือ งานระยะที่สอง ในส่วนของการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ซึ่งจะเป็นแม่แบบของประเทศในช่วงที่ยังไม่มีการเลือกตั้งว่าจะออกมาอย่างไร มีองค์กรบริหารในรูปแบบไหน และองค์กรนิติบัญญติ รวมถึงสภาปฏิรูปที่พูดถึงจะออกมาในลักษณะไหน

อย่างแรกที่ไม่น่าจะเหนือความคาดหมาย คือรัฐบาล ซึ่งน่าจะมีนายกฯ และรัฐมนตรีเหมือนภาวะปกติ ดังนั้นเกี่ยวกับรัฐบาลสิ่งที่น่าสนใจคือ ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมากกว่า

โดยนายกฯ นั้นอาจจะต้องถูกจับตาว่า ระหว่าง หัวหน้า คสช. หรือ นายกฯ ว่าใครจะมีอำนาจมากกว่ากันหรือมีอำนาจเสมอกันเพื่อทำงานควบคู่ไปสองขา แต่ที่แน่ๆ คืออย่างน้อย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ต้องไว้ใจมากๆ

ขณะที่ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ต้องดูว่า คสช.จะใช้ตัวแบบไหนในการเลือก หากย้อนอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมี สนช.มาแล้ว 5 ครั้ง ครั้งแรกเป็นในสมัยของจอมพลถนอม กิตติขจร ในปี 2515 มีทั้งสิ้น 299 คน ครั้งที่สอง คือปี 2516 หลังเหตุการณ์ “14 ตุลา” โดยโมเดลในครั้งนั้นมีการแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติจำนวน 2,347 คน และให้มาเลือกกันเองเหลือ 299 คน และ สนช.ชุดนี้ยังทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย

ส่วน สนช.ชุดที่สาม เกิดขึ้นในปี 2520 สืบเนื่องจากการทำรัฐประหารของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ มีจำนวน 360 คน และชุดที่สี่ เกิดในปี 2534 จากการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีจำนวน 292 คน และครั้งล่าสุดในปี 2549 จากการทำรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยมีสมาชิก 242 คน

ทั้งนี้ครั้งหลังๆ การมีสภานิติบัญญัติจะนำมาจากกลุ่มอาชีพ และเลือกโดยผู้ทำรัฐประหาร และมักจะไม่กำหนดจำนวนตายตัว แต่จะใช้วิธีกำหนดจำนวนขั้นต่ำ และขั้นสูงเอา อย่างชุดปี 2520 ก็กำหนดว่าอยู่ระหว่าง 300-400 คน หรือในปี 2534 ก็ระบุว่าขั้นต่ำ 200 คน แต่ไม่เกิน 300 คน หรือในปี 2549 ก็ระบุเรื่องจำนวนขั้นสูงสุดเอาไว้ 250 คน

นอกจากนี้ ส่วนที่น่าจับตาอีกคือ “สภาปฏิรูป” เพราะครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากมีการร่างอาจจะเป็นผู้ทำด้วยตัวเอง แต่หากไม่ได้ร่างเองก็จะต้องใช้กรอบการปฏิรูปที่ “สภาชุดนี้” ทำเป็นกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยสภาปฏิรูปอาจมีหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

ทีนี้เราก็ต้องมาลุ้นกันด้วยว่า รูปแบบของ “สภาปฏิรูป” จะเป็นอย่างไร หากยึดเอา “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” อย่างในอดีตเป็นต้นแบบ เราก็จะพบว่ามีอย่างหลากหลาย อย่างในปี 2539 ก็มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม 76 คน และมีตัวแทนนักวิชาการ เสนอรายชื่อโดยสถาบันการศึกษา จำนวน 23 คน รวม 99 คน

หรืออย่างปี 2550 ซึ่งเป็นสมัย คมช.ก็หยิบโมเดล “สมัชชาแห่งชาติ” ปี 2516 มาใช้ โดยตั้งเป็น “สมัชชาแห่งชาติ พ.ศ.2549” จำนวน 1,982 คน จากนั้นให้คัดเลือกกันเอง เหลือ 200 คน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติทำการคัดเลือกเหลือ 100 คน นอกจากนี้ในขั้นตอนการยกร่าง คมช.ก็ส่งตัวแทนมาร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างอีก 10 คนด้วย

จะเห็นได้ว่า ทั้งรูปแบบของ “สนช. และ สภาปฏิรูป” ไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว หากแต่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมกับภารกิจ และสิ่งที่น่าตามต่อคือ ผลการทำงานของทั้งสองสภาจะเข้าตาและตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่

—————————————————

(หมายเหตุ : ‘สนช.-สภาปฏิรูป’รูปแบบที่ตอบโจทย์ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)

%d bloggers like this: