ทะเลทราย

All posts tagged ทะเลทราย

พัฒนาที่ดินวางแผนรับภัยแล้ง ป้องกันดินแปรสภาพ ทะเลทราย

Published มกราคม 4, 2011 by SoClaimon

30 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางพัฒนาที่ดินวางแผนรับภัยแล้ง ป้องกันดินแปรสภาพ ทะเลทราย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

EyWwB5WU57MYnKOvIV9gszo0SVKWZOyAJNUdRXRX1uQUeGnaqsGKNw

 

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งสาเหตุเกิดจากความ เสื่อมโทรมของสภาพดิน รวมถึงพื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยของการขยายตัวของพื้นที่ดินเค็ม ประกอบกับปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าเกณฑ์ ปกติ จากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ปัญหาความแห้งแล้งและดินเสื่อมโทรมทวีความรุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์และติดตามพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าพื้นที่เสี่ยง ภัยแล้งมีประมาณ 44 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมนั้นสามารถแบ่งออกเป็นในภาวะแห้งแล้งปกติมีพื้นที่ประมาณ 28.5 ล้านไร่ และในภาวะแห้งแล้งผิดปกติมีพื้นที่ประมาณ 38.5 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นปริมาณพื้นที่ที่มากพอสมควร และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนก็จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรอย่างแน่นอน

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว กรม ได้มีแผนที่จะดำเนินกิจกรรมต่อต้านการแปรสภาพเป็น ทะเลทรายตลอดจนกิจกรรมรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิ อากาศและลดโลกร้อน อาทิ รณรงค์ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว การพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ โดยเฉพาะในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปัญหาดินเค็มมากที่สุด เพื่อลดการแพร่กระจายของคราบเกลือ สาเหตุของปัญหาดินเค็ม

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุงแผนที่แล้งซ้ำซาก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาพื้นที่เสี่ยง ภัยแล้งให้ทันต่อสภาวการณ์ปัจจุบัน อธิบดีกรมพัฒนา ที่ดินกล่าว.

เส้นทางที่เชื่อม “เรา” เข้าด้วยกัน

Published กรกฎาคม 7, 2010 by SoClaimon

20 มิถุนายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางเส้นทางที่เชื่อม “เรา” เข้าด้วยกัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_90525

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว รถยนต์คันแรกเข้ามาวิ่งในแผ่นดินสยาม ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ บนท้องถนน คนยุคนั้นคงนึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นพาหนะสำคัญ จนเป็นปัจจัยที่ 5 ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ในปี 2406 รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ตัดถนนสายแรกในมหานครขึ้น คือถนนเจริญกรุง ตั้งต้น ที่กำแพงพระบรมมหาราชวังเลียบฝั่งเจ้าพระยาไปสิ้นสุดที่บางคอแหลม หรือถนนตกในปัจจุบัน ในยุคนั้นมีเพียงรถลากและรถม้าเป็นเจ้าครองถนนสายแรกที่มีความยาว 6.5 กม. และในช่วง 30 ปี ต่อมาก็มีการตัดถนนเพิ่มเพียงไม่กี่สายในปี 2435 ในยุคของรัชกาลที่ 5 ถนนในเมืองบางกอกรวมกันแล้วมีความยาวเพียง 12 กม. แม้ถนนบางสายจะมีความกว้างถึง 20 เมตรก็ตาม

รถยนต์คันแรกสามารถปลุกเร้าความสนใจของคนไทยและคนต่างชาติได้ เป็นอย่างดี เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2411 พระองค์ทรงสนพระทัย เรื่องรถยนต์เป็นอย่างมาก และพระราชวงศ์ หลายพระองค์ก็มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติยานยนต์ของไทย จนมาถึงยุคปัจจุบันนี้ที่คนไทยทั่วทุกพื้นที่ต่างก็มีรถยนต์เข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของการดำรงชีวิต และมีเส้นทางต่างๆที่ตัดขึ้นมากมายเพื่อเชื่อมวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่าง กันให้เข้ามาใกล้กันยิ่งขึ้น

ว่าด้วยเรื่องของรถยนต์แล้วก็ คงต้องว่าด้วยเรื่องของเส้นทางควบคู่กันไปด้วย เพราะเมื่อไม่ กี่วันนี้ได้ชมภาพยนตร์รอบเพรสเรื่อง “เรา สองสาม คน” เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ออฟโรด แบบกองคาราวานเข้าไปในเส้นทางที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า East-West Economic Corridor (EWEC) ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ระเบียงเศรษฐกิจ ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เป็นเส้นทางที่เริ่มต้นที่ชายฝั่งพม่าที่เมืองมะละแหม่ง และพุ่งเข้าสู่ ไทยผ่านจังหวัดตาก สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร เข้าสู่ประเทศลาว จากลาวเส้นทางนี้ ผ่านแขวงสะหวันนะเขตและเข้าสู่เวียดนาม ผ่านเมืองชายแดนที่มีชื่อว่า ลาวบาว เชื่อมไปยังเมืองดองฮา และกวางจิ ผ่านเมืองเว้และไปสิ้นสุดที่ชายฝั่งเวียดนามที่เมืองดานัง ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่เชื่อม “เรา” เข้าไว้ด้วยกัน

เมืองเก่าฮอยอัน.

เมืองเก่าฮอยอัน.

อันที่จริงถนนหนทางที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว เวียดนาม มีมานานแล้ว ตามบันทึกก็ว่ากันเป็นร้อยปี แต่สำหรับไทยเรา การที่จะขับรถข้ามแดนเข้าไปตามเส้นทางหมายเลข 9 จนถึงภาคกลางของ เวียดนาม (เว้-ดานัง) ก็เพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ พวงมาลัยขวาเข้าไปได้เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง ประวัติของถนนเส้นนี้ในช่วงที่เกิดสงคราม หรือปัญหาภายในในเวียด-นาม ถนนเส้น นี้ถูกใช้เป็นเส้นทางหลบหนีสู่ลาวและไทย ทำให้ ถนนหมายเลข 9 เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และความรัก ความผูกพันระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ กาลเวลาที่ผ่านเลย ทำให้ เส้นทางนี้ทรุดโทรมไปเรื่อยๆจนมีการบูรณะใหม่ กลายเป็นถนนสองเลนที่ นำการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มาสู่เราในภูมิภาคนี้

ไทย รัฐซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย’ตูน ก็เลยอดไม่ได้ที่จะนำท่านผู้อ่านเดินทางผ่านถนนหมายเลข 9 เข้าสู่เวียดนามทางด่านลาว- บาว เมืองชายแดนของเวียดนาม ซึ่งจากนี้สามารถขับรถต่อไปได้เรื่อยๆถึงดงฮา ประตูที่เปิดไปสู่เมือง อื่นๆ เช่น เว้ ซึ่งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มากมาย เช่น พระราชวังเว้ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ 13 พระองค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระราชวังต้องห้ามของปักกิ่ง ทะเลสาบนํ้าจืด “หลับ-อาน” อ่าวลังโก จังหวัดเทือ เทียน เว้ ที่เชื่อมกับทะเลจีนใต้, ภูเขาไห่วาน (ภูเขาทะเลหมอก), ป้อมของทหารอเมริกัน ซึ่งสร้างในสมัยสงครามเวียดนาม ต่อไปยัง เมืองดานัง มุ่งสู่ฮอยอัน โดยระหว่างทางผ่านสะพานดิสโก้ (สะพานแขวนที่เปิดไฟกะพริบเปลี่ยนสีเหมือนไปดิสโก้) หลังลงสะพานแล้วถ้าวิ่งเลียบริมทะเล ไปเรื่อยๆจะสังเกตว่าตรงนี้มีความเจริญกว่าเมืองเว้ที่ผ่านมา ถนนก็ใหญ่กว่า แถมตลอดชายฝั่ง ที่ขับผ่านเริ่มมีการกั้นพื้นที่เพื่อสร้างโรงแรม ดูป้ายชื่อแล้วล้วนเป็นโรงแรมหรูชื่อดังระดับโลกทั้งนั้น ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าเมื่อก่อนที่ดินชายฝั่งแถบนี้ เป็นฮวงซุ้ยทั้งหมด แต่พอรัฐบาลมีนโยบายขยายเศรษฐกิจของเมืองดานัง จึงสั่งให้รื้อถอนฮวงซุ้ยออกไป ซึ่งถ้าใครฝ่าฝืนจะถือว่าทำผิดกฎหมาย โทษฐานถ่วงความเจริญของชาติเลยทีเดียว

เส้นทางบนภูเขาไห่วาน.

เส้นทางบนภูเขาไห่วาน.

แต่สถานที่ที่อยากแนะนำมากที่สุดเมื่อมาถึงเวียดนามก็คือสถาน ที่สำคัญทางพุทธศาสนา แต่น่าจะเป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่แตกต่างนั่นคือ การไปเยือนวัดเทียนมู่ เพื่อชมรถเก๋งออสตินคันหนึ่ง และสักการะ “หัวใจ” อันยิ่งใหญ่หนึ่งดวง!

นั่นแน่…ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะงงๆแล้ว ว่าทำไมต้องไปดูรถเก๋งในวัด นั่นก็เป็นเพราะว่า รถคันนี้มีที่มาที่สำคัญอย่าง มากในหน้าประวัติศาสตร์ของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวพันกับศาสนาพุทธ ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนไปในยุคที่โง ดินห์ เดียม เป็นประธานาธิบดีของเวียดนาม หลังจากที่ฝรั่งเศสถอนตัวออกไป ผู้นำคนนี้เป็น คาทอลิกที่ลุแก่อำนาจ บังคับให้พลเมืองที่ส่วนใหญ่ ประมาณ 90% นับถือพุทธศาสนาเปลี่ยนไปเป็นคาทอลิก แถมยังดำเนินการด้วยความโหดร้าย เช่น ในคราวหนึ่งที่เหล่าพระสงฆ์ชุมนุมต่อต้านอยู่นั้นก็ได้มีคำสั่งให้ตำรวจขับ รถฝ่าเข้าไปกลางที่ชุมนุม ทำให้พระสงฆ์ 70 รูปมรณภาพ ก่อให้เกิดความพยายามตอบโต้ท่านผู้นำกันในหลากหลายรูปแบบ และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2506 พระภิกษุทิธ กวาง ดึ๊ก จากวัดเทียนมู่ เมืองเว้ ก็ได้ยืมรถเก๋งยี่ห้อออสตินของเพื่อนขับเข้ามาจอดที่วงเวียนกลางเมืองโฮจิ มินห์ ท่ามกลางฝูงชนนับพัน

เวียดนามก็มีทะเลทราย.

เวียดนามก็มีทะเลทราย.

หลวงพ่อชราวัย 73 พรรษา คว้านํ้ามันออกมาจากรถ ราดตัวเองจนชุ่มโชก ก่อนจะนั่งลงแล้วจุดไฟเผา และขณะที่พระเพลิงลุกโหมท่วมร่างของท่าน หลวงพ่อก็ยังคงนั่งนิ่งด้วยสมาธิที่แกร่งกล้า กระทั่งร่างกายไม่สามารถทนพิษร้อนได้อีกจึงค่อยๆทรุดลง

ปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อมีการนำร่างของท่านไปฌาปนกิจ ทุกส่วนไหม้ไฟจนหมดยกเว้น “หัวใจ” ที่เปลวเพลิงไม่อาจเผาผลาญ สานุศิษย์จึงนำกลับไปตั้งไว้บูชาที่วัดตราบวันนี้

ผลจากการต่อสู้ของ หลวงพ่อ ทำให้มีพระสงฆ์ แม่ชี และคนพุทธเผาตัวตายตามอีกนับสิบคน กระทั่ง ทหารพุทธสุดจะทนไหว วันที่ 1 พฤศจิกายนปีเดียว กันนั้นก็เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ โง ดินห์ เดียม ถูกกระสุนสังหารตายในโบสถ์คาทอลิก

วัดเทียนมู่จึงเป็นสถานที่สำคัญ ที่เราจะได้ใช้เวลาเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ และจิตใจอันแข็งแกร่งของหลวงพ่อทิธ กวาง ดึ๊ก ซึ่งได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์สว่า เป็นการประท้วงเชิง สัญลักษณ์อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลมหาศาลต่อมาติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก

พระราชวังต้องห้าม.

พระราชวังต้องห้าม.

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ของเวียดนามที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ “เมืองดาลัต” เมืองนี้มีความสำคัญไม่ใช่เล่น ด้วยความสวยงามของสถาปัตย-กรรม และวัฒนธรรมที่ฝรั่งเศสถ่ายทอดเอาไว้ จนหลายคนขนานนามเมืองแห่งนี้ว่าเป็นปารีสตะวันออก หรือปารีสน้อย ในขณะที่ทิวเขาสวยงามมากมายก็ทำให้บางคนกล่าวขานว่า ดาลัตเป็นสวิตเซอร์-แลนด์แห่งเอเชีย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้เราได้ เห็นภาพชัดเจนว่า ดาลัตเป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดของเวียดนาม และด้วยเสน่ห์แบบ “ปารีเซียง” ก็ทำให้ดาลัตเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความโรแมนติกด้วย นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกันมากในแต่ละปีแล้ว บรรดาคู่รัก คู่หวาน คู่ แต่งงาน ก็มักจะเลือกปารีสน้อยแห่งนี้เป็นที่เพิ่มความหวานในหัวใจกันเสมอ

เหตุผลที่ดาลัตมีทุกอย่างที่ว่ามานี้ คงต้องขอบคุณชาวเมืองนํ้าหอมที่เมื่อก่อนนี้ได้มาช่วยกัน เนรมิตให้ดาลัตเป็นเมืองตากอากาศ ด้วยอาคาร บ้านเรือน และวิลล่าต่างๆในสไตล์ฝรั่งเศส การ ที่ดาลัตถูกเลือกก็น่าจะเป็นเพราะภูมิอากาศที่บริเวณนี้เย็นสบายตลอดปี ชาวตะวันตกเลยชอบมาอยู่กันให้เย็นใจ และอากาศแบบนี้ก็ทำให้มี

ดอกไม้ เมืองหนาวงามๆให้ได้ยลกันแทบทุกฤดูกาลอีกด้วย

และอีกไฮไลต์ซึ่งอาจจะ มีน้อยคนนักที่ทราบก็คือว่า เวียดนามมีทะเลทราย (มุยเน่) อีกด้วย และยังมีเรื่องราวอีกมากมายผันผ่านบนเส้นทางหมายเลข 9 ถนนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา และที่สำคัญมันคือถนนที่เชื่อม “ความรักระหว่างคนหลายประเทศ” เข้าไว้ด้วยกัน ที่แม้จะต่างเชื้อชาติ สัญชาติ แต่เราก็เป็นหนึ่งเดียว.
ทีม งาน ต่วย’ตูน

%d bloggers like this: