ทรูมูฟ

All posts tagged ทรูมูฟ

กลุ่มชินฯ เมินดีแทค-ทรู เปิด3จี คลื่นความถี่เดิม

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127753.

Pic_127753

นายสมประสงค์ บุญยะชัย

ผู้บริหารกลุ่มชินยัน 3จีแท้ง ไม่กระทบรายได้บริษัทฯ ระบุ ไม่หวั่นดีแทค-ทรูมูฟ บริการ3จีบนคลื่นความถี่เดิม เพราะกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เชื่อว่า3จีจะประมูลได้แล้ว ทำนายปี54 บริการด้านข้อมูลจะโตขึ้น 20% เมื่อเทียบจากปีก่อน…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย. จะมีการประชุมระดับบริหารของบริษัทในเครือ เพื่อจัดทำแผนธุรกิจในปี 2554

ด้าน น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ SHIN กล่าวว่า ระยะนี้เป็นช่วงของการจัดการแผนธุรกิจปีหน้า เพื่อให้บริษัทมีการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเพื่อหาการลงทุนใหม่ ๆ เพราะบริษัทมีเงินสดค่อนข้างมาก โดยบริษัทยังคงมุ่งการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง แม้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC)จะไม่มีใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) 3จีเข้ามาในปีนี้ รายได้ของบริษัทก็จะยังขยายตัวแข็งแกร่ง

ขณะที่นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวางแผนและวิเคราะห์การตลาด ADVANC กล่าวว่า ปี 54 คาดว่าบริการด้านข้อมูล( DATA)ของบริษัท จะเติบโต 20% เมื่อเทียบจากปีก่อนนี้ หนุนให้สัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวม เป็นผลจากการขยายตัวของสมาร์ทโฟน แอร์การ์ด และการออกโปรโมชั่นที่หลากหลาย นอกจากนี้บริษัทได้ตั้งงบลงทุนปี 54 ไว้ที่6,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้กับการปรับปรุงโครงข่ายที่มีอยู่เดิม และขยายเพิ่มเติมบางส่วน แม้อายุสัมปทานจะเหลือไม่มาก แต่ต้องพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับลูกค้าที่มี 30 ล้านรายให้เพียงพอ และต้องการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายที่ดีที่สุด

ส่วนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กับ ทรูมูฟ จะให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนคลื่นเดิม 850 MHz นั้นมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลา เพราะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตามมาตรา 22 และ13 และกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้จริง เชื่อว่าน่าจะมีการประมูลใบ อนุญาต 2.1 GHZแล้ว

ส่วนรายได้จากการให้บริการด้านข้อมูลปีนี้ คาดว่าจะโต 30% เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วจากปีก่อน รวมถึงแอร์การ์ด ก็มีการเติบโตสูงมาก ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแอร์การ์ด 180,000ราย ขณะที่การใช้งานโทรศัพท์ (VOICE) คาดว่าการเติบโตจะอยู่ใน ระดับทรงตัว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการประมูล 3G จึงทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารที่ถึงจุดอิ่มตัวไม่มีการการพัฒนาเพิ่ม ขึ้น ทำให้บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้โต 5% แม้ช่วงรวม 9 เดือนจะโต 7.3% แต่ไตรมาส 4 จำเป็นต้องทำการตลาดโดยใช้เงินจำนวนมาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

บอร์ด กสท ยื้อ 3 จี ดีแทค-ทรูมูฟ อ้างติดกฎหมายที่แท้ปิดแผลเน่าซีดีเอ็มเอ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127537.

Pic_127537

ส่ง “ชัยเกษม-วีระชัย” ศึกษาข้อกฎหมายก่อนเร่ง กสท ทำแผนธุรกิจเพื่อความอยู่รอด หลัง “ฮัทช์” ปฏิเสธขายกิจการ ด้านดีแทค ร่อนหนังสือร้องนายกฯถูกกีดกันไม่เป็นธรรมปล่อยคู่แข่งทดลองไปตั้งแต่ปีมะโว้

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้มอบหมายให้นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต อัยการสูงสุด ในฐานะที่ปรึกษาประธานบอร์ด และนายวีระชัย คล้ายทอง กรรมการ กสท ไปศึกษารายละเอียดด้านกฎหมาย ว่าจะสามารถให้บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (มหาชน) และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค อัพเกรดโครงข่าย 2 จี เป็น 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ด้วยเทคโนโลยี HSPA และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องทดลองให้บริการอีกต่อไป และจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการ มาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ คาดจะได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด

“ก่อนหน้านี้ที่ กสท อนุมัติให้ดีแทคและทรูมูฟทดลองการให้บริการได้เท่านั้น เพราะคณะกรรมการมาตรา 22 มีความเห็นที่แตกต่างกัน โดย กสท เห็นว่าไม่จำเป็นทดลองบริการ เพราะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพเหมือนกับการอัพเกรด 2 จี เป็น GPRS หรือ EDGE ในปัจจุบัน แต่กรรมการหลายคนเห็นว่าต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการมาตรา 22 ดังนั้น กสท จึงต้องหาข้อยุติเรื่อง HSPA ของดีแทคและทรูมูฟโดยเร็ว”

ทั้งนี้ การเร่งดำเนินการให้ดีแทคและทรูมูฟเปิดบริการ 3 จี เชิงพาณิชย์ เพื่อ หาช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับ กสท ก่อนที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จะมีผลบังคับที่จะนำไปสู่การเปิดประมูล 3 จี กลางปี 2554 ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ หากทำได้อย่างรวดเร็ว กสท จะมีรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับการให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมของดีแทคและทรูมูฟ จะต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิม โดยต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอัตราปัจจุบัน 30% ของรายได้ นอกจากนี้ ต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้ กสท รวมถึงการทำตลาดและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน โดยเฉพาะส่วนของทรูมูฟจะต้องสะสางกรณีข้อพิพาทการฟ้องร้องเรื่องการโอนทรัพย์สินให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะอนุญา– โตตุลาการ อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงกรณีที่ทรูมูฟได้ยื่น ข้อเสนอมายัง กสท เพื่อขอเช่าใช้อุปกรณ์โครงข่ายทั้งหมดอีก 5 ปี หลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย

นอกจากนี้ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่าทางบริษัท ฮัทชิสัน จำกัด ในฐานะเจ้าของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์ มือถือ “ฮัทช์” ได้ปฏิเสธการขายกิจการและทรัพย์สินให้ กสท แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ กสท ต้องทำแผนธุรกิจให้ชัดเจนว่าจะเดินหน้าขยายการลงทุนมือถือระบบซีดีเอ็มเอต่อไปหรือจะปรับเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยี HSPA ส่วนกรณีที่ทรูมูฟจะเข้าซื้อกิจการฮัทช์แทน กสท นั้น เป็นเรื่องของทรู แต่สัญญาที่ กสท ทำกับฮัทช์จะยังคงสถานะเดิม ขณะที่เรื่องคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ที่ฮัทช์ใช้อยู่จำนวน 10 MHz นั้น ต้องมาพิจารณารายละเอียดภายหลัง กสท ได้ปรับแผนธุรกิจเสร็จสิ้น ในเดือน ธ.ค.ว่า กสท จะใช้คลื่นในส่วนของฮัทช์จำนวน 5 MHz ในการอัพเกรดเป็น HSPA หรือไม่

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกลยุทธ์และกิจการองค์กร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า การพิจารณาของบอร์ด กสท ที่ให้ไปศึกษาข้อกฎหมายก่อนทำ 3 จี บนคลื่นเดิมนั้น ไม่เป็นธรรมต่อดีแทค ซึ่งดีแทคคงต้องร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานรัฐ โดยในวันที่ 17 พ.ย.นี้ ดีแทคจะส่งหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี รมว.ไอซีที และ รมว.คลัง เพื่อขอความชอบธรรมในเรื่องดังกล่าว และขอให้การพิจารณากรณีของดีแทคอยู่บนมาตรฐานเดียวกับคู่แข่ง

นายธนากล่าวว่า ดีแทคได้ยื่นข้อเสนอที่ถือว่าเป็นประโยชน์กับ กสท แต่ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ขณะที่บริษัททรูมูฟ จำกัดคู่แข่งใต้สัมปทานอีกรายสามารถทดลองสถานีฐาน 3 จี ได้กว่า 656 สถานี ขณะดีแทคเปิดทดลองให้บริการ ได้ 36 สถานีเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม “สิ่งที่ดีแทคขอคือการเปิดทดลองไม่เชิงพาณิชย์ ไม่ได้หวังไปถึงว่าจะให้บริการเชิงพาณิชย์เลย ขอแค่เพียงทดลองเท่านั้น น่าจะอนุมัติให้เราเสียที เราเป็นบรรษัทภิบาล นี่คือสิ่งที่เราทำได้ ทำอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ”

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ดีแทคปฏิบัติตนเป็นลูกสัญญาสัมปทานที่ดีต่อ กสท มาตลอด หากเปรียบเทียบกับทรูมูฟ โดยทรูมูฟมีข้อพิพาทกับ กสท มากกว่า 30 คดี ขณะที่ดีแทคมีไม่เกิน 5 คดี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

เอไอเอสฮึดลุย 3 จีคลื่น 900

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127265.

Pic_127265

ควัก 1.2 หมื่นล้านไล่ตามทรูมูฟจูบปากฮัทช์ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างทีโอทีและเอไอเอส ในการให้บริการ 3 จี นั้น น่าจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ดีพอ

ทรูมูฟเสียบซื้อหุ้นฮัทช์แทน กสท งวด เผยกระบวนการตรวจสอบสินทรัพย์และหนี้สิน (ดิว ดิลิเจนท์) เสร็จสิ้นแล้ว ใกล้ถึงฝั่งฝันตะลุยทำ 3 จี ดีแทคกดดันบอร์ดกสท เต็มที่ ขออนุมัติทดลอง 3 จี เซอร์ไพรส์เอไอเอสควัก 12,000 ล้านลุย 3 จีบนคลื่น 900 เชื่อหมดหวังจับมือทีโอที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) วันที่ 16 พ.ย. นอกจากการพิจารณาเปลี่ยนเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือของ กสท จากซีดีเอ็มเอเป็น HSPA หรือ 3 จี ในระบบจีเอ็มเอสแล้ว บอร์ดยังมีวาระพิจารณาให้บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัททรูมูฟ จำกัด ทดลองให้บริการ 3 จี HSPA บนความถี่ 850 MHz ด้วย

ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องการปรับเปลี่ยนเทค-โนโลยีซีดีเอ็มเอเป็น HSPA นั้น เป็นการอนุมัตินำร่อง ก่อนการเข้าซื้อกิจการและทรัพย์สินของบริษัท ฮัทชิสัน จำกัด ฮ่องกง ในฐานะเจ้าของบริษัทบีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส์ มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้ยี่ห้อ “ฮัทช์” ของทรูมูฟเสียบแทน กสท จะถูกประกาศออกมาในภายหลัง

นอกจากนั้น กสท ซึ่งเดิมมีความประสงค์จะซื้อหุ้นฮัทช์คืนเพื่อให้การบริการโทรศัพท์มือถือบนเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอของ กสท เป็นไปอย่างราบรื่น แต่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด เห็นว่าราคาที่ตกลงจะซื้อขายกันที่ 7,500 ล้านบาท สูงเกินไป ทำให้การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จเสียที ก็จะประกาศล้มเลิกการซื้อหุ้นฮัทช์ด้วย

การประชุมบอร์ดในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ยังจะเป็นการวัดใจบอร์ด กสท ของดีแทค เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการฮัทช์แทน กสท ของทรูมูฟนั้น ใกล้สำเร็จเต็มที และจะเป็นการต่อลมหายใจของทรูมูฟในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากสัญญาสัมปทานของทรูมูฟกำลังจะหมดอายุลงในปี 2555 ขณะที่การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจของทรูมูฟตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงมาโดยตลอด

โดยล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งฮัทชิสัน ฮ่องกงและทรูมูฟเพิ่งเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน รวมทั้งโอกาสทางธุรกิจในอนาคต (ดิว ดิลิเจนท์) เพื่อประเมินราคาในการเข้าซื้อกิจการระหว่างกัน และขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างข้อตกลงว่าด้วยการซื้อขาย ว่ากันว่าราคาในการซื้อขายกิจการในครั้งนี้อยู่ระหว่าง 6,000-7,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับราคาแรกที่ กสท และฮัทช์ตกลงกัน

การซื้อขายครั้งนี้ จะอยู่ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนหุ้น ฮัทช์จะเข้ามาถือหุ้นในทรูมูฟตามสัดส่วนที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการถือครองหุ้นโดยห้ามขายต่อ (grace period) นั้น ไม่ได้รับการเปิดเผย แต่ดูเหมือนฮัทช์จะไม่มีทางเลือกนัก เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าฮัทชิสัน ฮ่องกงตัดขาดทุนกับธุรกิจมือถือซีดีเอ็มเอไปนานแล้ว และหากไม่ขายกิจการให้ทรูมูฟในครั้งนี้ ในอีก 5 ปีอายุสัมปทานก็จะหมดลง

เมื่อทรูมูฟดูเหมือนว่ากำลังจะมีทางออกที่สวยงาม สิ่งที่ดีแทครอคอยนั่นคือการทดลอง 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 850 MHz ก็ควรได้รับการตอบรับจากบอร์ดเช่นกัน เนื่องจากดีแทคถือเป็นลูกสัมปทานอีกรายของ  กสท ร่วมกับทรูมูฟ และได้ เพียรพยายามขออนุมัติทดลองให้บริการ (ไม่เชิงพาณิชย์) มาตลอด แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ทำให้ ณ ปัจจุบันดีแทคสามารถติดตั้งสถานีฐาน 3 จีเพื่อการทดลองได้เพียง 36 สถานี ขณะที่ทรูมูฟมีอยู่ทั้งสิ้น 656 สถานี จึงเชื่อว่าหากบอร์ด กสท ยังไม่มีท่าทีชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ดีแทคน่าจะพร้อมที่จะใช้มาตรการต่อสู้อย่างเข้มข้นแน่นอน

ขณะเดียวกัน ด้านบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ซึ่งอยู่ภายใต้ สัมปทานบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลในการลงทุนขยายเครือข่าย 3 จีเฟส 2 มูลค่า 19,980 ล้านบาทไปหมาดๆ และถูกจับตามองว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของเอไอเอสในระยะเวลาอันใกล้นั้น ปรากฏว่าเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เอไอเอสเพิ่งประกาศประกวดราคาติดตั้งโครงข่าย 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 900 MHz โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 12,000 ล้านบาท ครอบคลุมสถานีฐาน 3 จี 7,400 สถานี แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างทีโอทีและเอไอเอส ในการให้บริการ 3 จี นั้น น่าจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ดีพอ เอไอเอสจึงตัดสินใจลงทุนบนเครือข่ายเดิม ซึ่งกำลังจะหมดอายุในอีกไม่ถึง 5 ปีข้างหน้า แม้หากพิจารณาแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

การตัดสินใจของเอไอเอสครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ทีโอทีนั้นน่าจะมีพันธมิตรที่พร้อมที่จะร่วมหัวจมท้ายรายอื่น ซึ่งน่าจะเป็นบริษัทสามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มสามารถนั้น นอกจากจะเป็นผู้เช่าใช้โครงข่าย 3 จีเฟสแรกของทีโอทีและนำมาขายปลีกต่อให้กับผู้บริโภคในรูปแบบของผู้ให้บริการ MVNO แล้ว ยังพร้อมเข้าประมูลติดตั้งโครงข่าย 3 จีเฟส 2 อีกด้วย

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่า กสท กำลังรอคำตอบจากฮัทช์ว่าจะขายทรัพย์สินให้ กสท หรือไม่ หากยังขายในราคา 7,500 ล้านบาท ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ ส่วนวันที่ 29 พ.ย.นี้ ทีโอทีจะเปิดขายซองการประมูลสร้างโครงข่าย 3 จีเฟส 2 คาดว่าภายในเดือน ธ.ค.จะได้ผู้ชนะประมูล.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

ทรูมูฟประเคนหมื่นล้านซื้อคืนอุปกรณ์ 2 จี

Published สิงหาคม 1, 2011 by SoClaimon

1 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190602.

Pic_190602

 

ทรูมูฟประเคนหมื่นล้านซื้อคืนอุปกรณ์ 2 จี สางทางสะดวกก่อนสัมปทานหมดอายุปี 56…

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ได้เห็นชอบแผนเตรียมความพร้อมรองรับการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ โดยให้ กสท เสนอขายคืนอุปกรณ์ 2 จี ยกเว้นเสาโทรคมนาคมและระบบสื่อสัญญาณให้กับผู้รับสัมปทานโทรศัพท์มือถือในสังกัดทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี และขณะนี้ทางทรูมูฟได้แจ้งความจำนงที่จะซื้อคืนอุปกรณ์ดังกล่าวหลังสัมปทาน

ทรูมูฟสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2556 ขณะที่ดีพีซีก็แสดงความสนใจเช่นกัน เพราะสัมปทานจะสิ้นสุดพร้อมทรูมูฟ แต่ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอมา ส่วนดีแทคยังเฉยอยู่ เพราะอายุสัมปทานเหลืออีก 8 ปี โดยราคาขายคืนจะขึ้นอยู่กับการประเมินราคาในช่วงนั้น “สาเหตุที่ต้องขายคืนอุปกรณ์เป็นเพราะเมื่อสัญญาสิ้นสุด กสท ต้องคืนคลื่นความถี่ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อนำออกประมูลใหม่ การเก็บอุปกรณ์ไว้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เสียเปล่า ส่วนที่เอกชนต้องการซื้อกลับคืนนั้น น่าจะเป็นเพราะมั่นใจว่าจะประมูลคลื่นกลับมาใช้ต่อได้” ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทรูมูฟได้ยื่นข้อเสนอมายัง กสท ว่าจะขอซื้อทรัพย์สินที่เป็นอุปกรณ์ 2 จี จำนวน 8,000 สถานีฐาน คืนหลังสัมปทานหมดอายุในมูลค่า 10,000 ล้านบาท.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

“กสท”ประเคน 3 จีให้”ทรูมูฟ”เร่งอัพเกรดแซงทีโอทีดับฝันเอไอเอส-ดีแทค

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

11 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126017.

Pic_126017

ทั้งนี้ ก็เพื่อจะหันไปปรับปรุง หรืออัพเกรดอุปกรณ์ สถานีฐาน และโครงข่ายที่ยังมีอยู่เดิมบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ กสท มีอยู่เดิม 15 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้เทคโนโลยีที่สูงกว่า

การเจรจาเพื่อซื้อคืนหุ้นและสัมปทานโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอบนคลื่นความถี่ 800 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่างผู้บริหารของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท ฮัทชิสัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในฮ่องกง ในฐานะถือหุ้นใหญ่ของบริษัทร่วมทุนฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย กับ กสท และบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ลงทุนสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอให้กับ กสท ปรากฏว่าคว้าน้ำเหลว

ทั้งนี้ ผู้บริหารของฮัทชิสัน ปฏิเสธที่จะปรับลดราคาลง จากเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ที่ 7,500 ล้านบาท เหลือ 4,000 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีไทยมีมติ โดยผู้บริหารของฮัทชิสันให้เหตุผลว่า ได้ลง ทุนสร้างโครงข่ายและสถานีฐานด้วยวงเงินลงทุนที่สูงถึง 12,000 ล้านบาท แต่การให้บริการนับแต่ปี 2538 เป็นต้นมา เกิดอุปสรรคมากมาย ทั้งจากการยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายของนักการเมืองไทย และการบริหารจัดการที่เต็มไปด้วยอุปสรรคจากกฎเกณฑ์การเป็นรัฐวิสาหกิจของไทย

ที่สำคัญนับแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กสท ได้สร้างโครงข่ายเดียวกันนี้ขึ้นอีก โดยเปิดประมูลให้ “หัวเว่ย” บริษัทโทรคมนาคมจากจีน เข้ามาเป็นผู้ ชนะประมูลเพื่อสร้างสถานีฐานซีดีเอ็มเอเพิ่มอีก 1,600 สถานี จากเดิมที่ฮัทชิสัน ซีเอที ได้ลงทุนแล้ว 1,400 สถานี รวมเป็น 3,000 สถานี ในวงเงินลงทุน 7,200 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนครั้งหลังนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ กสท ที่ใช้ชื่อ “กสท ซีดีเอ็มเอ” ทำการตลาด อย่างไรก็ตาม แม้จะขายเลขหมายบริการแก่ผู้ใช้ได้ 700,000 เลขหมายในช่วงต้น และอีก 400,000 เลขหมายในช่วงการลงทุนใหม่ แต่การให้บริการแก่ลูกค้าใน 25 จังหวัดแรก และ 51 จังหวัดในช่วงหลังกลับไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก ฮัทชิสัน ซีเอที ไม่ยอมเชื่อมต่อโครงข่ายกับแคท ซีดีเอ็มเอ

นอกจากนี้ ฮัทชิสัน ซีเอที ยังปฏิเสธการจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (ไอซี) ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นๆ ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ด้วย กรณีดังกล่าวยิ่งทำให้ผู้ใช้บริการในเลขหมายของ กสท ทั้งในส่วนที่ใช้ ฮัทช์ และแคท ซีดีเอ็มเอรวม 1.1 ล้านเลขหมาย ไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือในระบบซีดีเอ็มเอบนคลื่น 800 เมกะเฮิรตซ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีนี้เป็นเหตุผลให้คณะกรรมการบอร์ด กสท ในยุคต่อมาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดสินใจจะซื้อหุ้นและสัมปทานโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบซีดีเอ็มเอในส่วนที่ฮัทชิสัน ซีเอที และบีเอฟเคที ลงทุนไป กลับคืนมาในราคา 7,500 ล้านบาท เนื่องจากโครงข่ายสถานีฐาน และอุปกรณ์ต่างๆ ได้ใช้งานราว 15 ปีแล้ว และสัญญาสัมปทานที่ให้ ฮัทชิสัน ซีเอที เป็นผู้ให้บริการ ก็กำลังจะหมดอายุลงในปี 2558

การเจรจาซึ่งไม่สามารถหาข้อยุติได้นี้ จะถูกบรรจุเข้าวาระการประชุมคณะกรรมการบอร์ดในสัปดาห์หน้า จากนั้นผู้บริหารจะแจ้งให้ที่ประชุมพิจารณาโมเดลทางธุรกิจของ กสท ในอนาคตว่าควรจะยกเลิกการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอ ซึ่งไม่เป็นที่นิยมเสีย หลังจากที่เจรจาให้ ทรูมูฟเข้าซื้อสัมปทานนี้แทน เพื่อจะได้ต่ออายุสัมปทานออกไปได้อีก 5 ปี ทั้งนี้ ก็เพื่อจะหันไปปรับปรุง หรืออัพเกรดอุปกรณ์ สถานีฐาน และโครงข่ายที่ยังมีอยู่เดิมบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ กสท มีอยู่เดิม 15 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้เทคโนโลยีที่สูงกว่าในระบบที่เรียกว่า HSPA เพื่อให้ กสท สามารถให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3.9 จีได้ โดยไม่ล่าช้าไปกว่าการให้บริการของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

ในเวลาเดียวกัน ผู้บริหาร กสท จะเสนอบอร์ดพิจารณาเรียกคืนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ กสท ให้ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ยืมไปใช้ในขนาด 5 เมกะเฮิรตซ์ และทรูมูฟอยู่ระหว่างทดลองทำตลาด 3 จี กลับคืนมา เพื่อที่ กสท จะได้ปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ในระบบ HSPA ไปพร้อมๆกัน ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในลักษณะ MVNO (Mobile Virtual Network Operation : ผู้ให้บริการโครงข่ายเสมือนจริง ซึ่งไม่ได้เป็นผู้วางโครงข่ายเอง) ซึ่งจะเปิดให้ทรูมูฟ เช่าใช้บริการได้ เช่นเดียวกับที่ ทีโอที เปิดให้บริการแก่ธุรกิจโทรคมนาคมรายเล็กเช่าโครงการในรูป MVNO ในปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การประชุมบอร์ดวันเดียวกัน นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ประธานบอร์ด กสท ยังให้นำคำขออัพเกรดคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ในระบบ 2 จี เป็น 3 จี ในขนาด 15 เมกกะเฮิรตซ์ ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ซึ่งยื่นไว้นานแล้วมาพิจารณาด้วย ส่วนจะนำเข้าที่ประชุมทันหรือไม่ยังไม่ทราบ เนื่องจากคำขอดังกล่าวถูกเตะโด่งไปให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 2535 พิจารณานานแล้ว และไม่มีวี่แววจะผ่าน เพราะดีแทคไม่มีเจ้าภาพเจรจากับคนในรัฐบาล

สำหรับการลงทุนอัพเกรดคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ ของทีโอที เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3 จีนั้น มีรายงานว่า ทีโอทีจะเปิดทางให้บริษัทหัวเว่ยเป็นผู้ลงทุน เนื่องจากหัวเว่ยสัญญาจะจัดหาแหล่งเงินทุนในวงเงินราว 20,000 ล้านบาทให้โดยมีบริษัท สามารถ ไอโมบาย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับสัมปทานทำ MVNO แต่ผู้เดียว เพื่อจำกัดการเติบใหญ่ของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ซึ่งมีเทมาเสก โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

สังคายนา ก.ม.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รื้อธุรกิจสีเทาเลิกปากว่าตาขยิบ

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188807.

Pic_188807

ในช่วงที่ผ่านมา กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวถูกวิพากษ์ถึงความไม่ชัดเจน และความอ่อนด้อยของบทบัญญัติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมาโดยตลอด

ขณะที่อีกด้าน การสวมรอยให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อเข้ามาทำธุรกิจต้องห้าม หรือธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อทำให้สถานะของบริษัทเหล่านี้กลายเป็นคนไทย และได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทย ในลักษณะ “ธุรกิจสีเทา” ก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมากมายในประเทศไทย เช่น ในธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม

ในกรณีของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่กำลังเป็นปมปัญหาร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ซ้ำรอย…สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยกรณี อื้อฉาวนี้ปะทุขึ้น จากผลพวงความขัดแย้งของธุรกิจโทรคมนาคมไทย หลังจากบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ลุกขึ้นมาร้องเรียนให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ “ดีแทค” ว่า กระทำผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และมีสถานะเป็นบริษัทต่างด้าว

แต่ผลการตรวจสอบความเป็นต่างด้าวของ คณะทำงานตรวจสอบสถานะ “ดีแทค” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ดีแทคเป็นต่างด้าวจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายต่างด้าวไม่ได้ให้อำนาจกรมฯในการสอบสวนเชิงลึก แม้จะพบว่าเข้าข่ายมีมูลอันเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นต่างด้าว แต่หากไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่าเป็นคนต่างด้าว สร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองที่ดูแลอยู่อย่างมาก

อย่างไร ก็ตาม การปล่อยปละละเลยปล่อยให้กฎหมายของไทย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้บริษัทต่างด้าวเลี่ยงกฎหมายได้อย่างที่เป็นอยู่นี้ ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง

เพราะทำให้คนต่างด้าวเข้ามาตักตวงผล ประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจไทยที่ไม่พร้อมแข่งขันเสียเปรียบ และยังเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่มีอำนาจกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจได้อีกด้วย

จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีความชัดเจน และรัดกุมมากยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเรื่องฟ้องร้องมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่จะทำอย่างไรให้การแก้กฎหมายดังกล่าว สามารถทำให้การร่วมทุนของคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ วิน วิน ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เมื่อ สาวลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาทั้งมวล เราพบว่าบทบัญญัติที่ว่าด้วย “นิยมคนต่างด้าว” ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 หรือ ปว.281 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 นั้น คือ ต้นเหตุทั้งหมดของปัญหา

เพราะใน ปว.281 การพิจารณาธุรกิจคนต่างด้าวไม่เพียงแต่จะดูสัดส่วนของหุ้นที่ถือในบริษัท นั้นๆ เพียงบริษัทเดียว ยังตรวจสอบลึกลงไปถึงทุนของคนต่างด้าวในบริษัทอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนใน บริษัทแรกด้วย เรียกว่าการนับหุ้นแบบหลายชั้น หรือนับหุ้นแบบสะสม เช่นหากบริษัท ข. ค. หรือ ง. ที่ถือหุ้นในบริษัท ก. มีต่างด้าวถือหุ้นบริษัทละ 49% ก็จะนับรวมกันหมดทำให้หุ้นของต่างด้าวในบริษัท ก. มีมากกว่า 49% สถานะบริษัท ก. กลายเป็นต่างด้าวทันที

แต่ในกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปัจจุบัน การพิจารณาสถานะความเป็นต่างด้าว จะดูจากทุนจดทะเบียนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นๆ ว่ามีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพียง “ชั้นเดียว” เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกหรือล้วงลึกลงไปถึงที่มาของทุน และอำนาจในการบริหาร หรืออำนาจการครอบงำกิจการ (corporate  control) ของคนต่างด้าวในนิติบุคคลนั้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของ “ดีแทค” ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบสถานะของดีแทคก่อนระบุว่า ไม่อาจจะชี้ชัดว่าเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะอำนาจการตรวจสอบในฐานะ “นายทะเบียน” ธุรกิจคนต่างด้าวนั้น ตรวจสอบได้เพียงสัดส่วนการถือหุ้นเท่าที่บริษัทจดแจ้งไว้ แม้พฤติการณ์แวดล้อมทั้งสัดส่วนการถือหุ้น  การกู้ยืมเงินในภายหมู่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพฤติกรรมการออกเสียงและอำนาจควบคุมจะเข้าข่าย

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเสียงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง กลับมีความเห็นว่า เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะธุรกิจบริการเหล่านั้น เป็นธุรกิจที่คนไทยไม่มีความสามารถในการลงทุน ไม่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่จะดำเนินการได้ด้วยตัวเอง บางธุรกิจยังมีการผูกขาดโดยผู้ประกอบการเพียง 1-2 ราย จึงได้ปล่อยให้คนต่างด้าวยังประกอบธุรกิจในไทยต่อไปได้

เพราะเห็นว่า คนไทยจะได้ประโยชน์ทั้งจากเงินลงทุน เทคโนโลยี และการแข่งขันกันให้บริการ!!!

จาก นี้เป็นความเห็นของนักวิชาการ ที่ติดตาม และศึกษา กรณีการตรวจสอบสถานะความเป็นคนต่างด้าวของ “ดีแทค” และความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างน่าสนใจ…

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

จากการศึกษาปัญหาคนต่างด้าวในธุรกิจโทรคมนาคมไทยนั้น ควรแก้ไขที่กฎหมายเฉพาะคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 จะแก้ไขที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เพราะกฎหมายโทรคมนาคม เป็นตัวกำหนดว่าผู้ที่จะประกอบธุรกิจโทรคมนาคมจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าว

“กฎหมาย โทรคมนาคม” เป็นตัวบล็อกต่างด้าวเอาไว้ไม่ให้เข้ามาลงทุนในกิจการโทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ แต่ในความจริง ประเทศ ไทยจำเป็นจะต้องเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม เพราะเราไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงต้องอาศัยทั้งเงินทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

ที่สำคัญ ธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น จึงอาจเกิดการผูกขาด และทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้ประโยชน์ การเปิดเสรีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างด้าวเข้ามาลงทุนได้ และจะทำให้ปัญหาคนต่างด้าวทำธุรกิจโดยไม่ได้ขออนุญาตและการให้คนไทยถือหุ้น แทน (นอมินี) หมดไปเลย

กรณีของ “ดีแทค” นั้น ถ้าผิดก็ต้องว่าผิดกันไปตามกฎหมาย แต่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ส่งฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะเป็นเพราะยังพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้จริงๆ หรือเป็นเงินลงทุนของคนต่างด้าวซึ่งผ่านบริษัทอื่นที่ถือหุ้นในดีแทคถึง 7 ชั้น จึงจำเป็นต้องส่งให้ตำรวจสอบสวนสืบสวนต่อไป ส่วนอำนาจครอบงำกิจการ (corporate control) ก็ต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่าต่างด้าวมีอำนาจครอบงำกิจการหรือไม่

“ส่วน ตัวเห็นว่า ถ้าคนต่างด้าวไม่มี corporate control คงถอนทุนไปแล้ว เพราะกลัวว่าคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีเท่าเขา ต่างจากกรณีของกุหลาบแก้ว ที่พิสูจน์ที่มาของเงินลงทุนได้ว่าเป็นเงินของต่างด้าว แต่หากไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ การถือหุ้นไขว้กันไปมาเป็นชั้นๆของดีแทคจะไม่ผิดกฎหมาย”

แม้ว่าดีแทค ผิดจริงและฟ้องร้องกันแล้ว สุดท้ายศาลคงไม่สั่งให้เลิกกิจการ เหมือนกรณีบริษัท กุหลาบแก้วที่เป็นนอมินีของเทมาเสกจากสิงคโปร์ เพราะเราต้องการเทคโนโลยีและการให้บริการจากเขา เลยไม่ไล่ออกนอกประเทศ

“กฎหมาย ต่างด้าวเป็นกฎหมายปากว่าตาขยิบ ปากบอกว่าห้ามคนต่างด้าวลงทุนธุรกิจบริการต้องห้าม หรือต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการในธุรกิจบริการที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน แต่กลับเป็นว่า มีคนต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการมากมาย โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมาย และความร่วมมือของนักกฎหมาย ที่เห็นชัดเจนก็ธุรกิจค้าปลีก  แต่ก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร เพราะคนไทยต้องการบริการจากเขา และประชาชนได้ประโยชน์จากการแข่งขันในกิจการค้าปลีก”

ดร.เดือนเด่น ให้ความเห็นต่อว่า ในส่วนของกฎหมายต่างด้าวจำเป็นต้องแก้ไขมานานแล้วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยต้องแก้ไขให้กฎหมายมีความชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันใหม่ จนทำให้เกิดข้อถกเถียง และทำให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายไม่จบสิ้น

เพราะ กฎหมายมีช่องโหว่มากมาย โดยเฉพาะคำนิยามของคนต่างด้าวอ่อนมาก และยังเปิดช่องให้นับการถือหุ้นได้เพียงชั้นเดียว ถ้าเห็นว่านิติบุคคลหนึ่ง คนไทยถือหุ้น 51% ต่างด้าว 49% ก็ถือว่ามีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว ทั้งที่คนต่างด้าวที่ทำธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะมีนอมินีทั้งนั้น แล้วยังถือหุ้นเป็นลำดับชั้นอีกหลายชั้น

“กฎหมายเปิดช่องให้คน ต่างด้าวสมรู้ร่วมคิดกับคนไทยหาเลี่ยงกฎหมาย เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับคนไทย ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่คนไทยพร้อมแข่งขัน หรือธุรกิจบริการที่เป็นประโยชน์กับไทยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้ามาในธุรกิจที่เราไม่พร้อมแข่งก็ตายกันหมด”

การแก้ไขกฎหมาย “นิยามของคนต่างด้าว” ต้องทำให้ชัดเจนว่ามีคำจำกัดความแค่ไหน การนับหุ้นจะดูชั้นเดียว หรือดูหุ้นสะสม มีอำนาจการครอบงำกิจการ มีสิทธิในการออกเสียงอย่างไร เพราะถ้าย้อนไปที่ ปว. 281 กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่ชัดเจน และเข้มงวดมากกว่า เพราะพิจารณาถึงทุนของคนต่างด้าวตามความเป็นจริง รวมไปถึงทุนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทนั้น ด้วย หรือเรียกว่า การนับหุ้นแบบสะสม

แต่การแก้ไขกฎหมายเป็น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และกำหนดนิยามคนต่างด้าวให้อ่อนลง และนับหุ้นเพียงชั้นเดียว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลี่ยงกฎหมายขึ้นมากมายในหลาย ธุรกิจบริการต้องห้าม และธุรกิจบริการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้เลยว่า การแบ่งผลประโยชน์ให้กับคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากน้อยกว่าคนต่างชาติที่ถือ หุ้นข้างน้อยเป็นนอมินีนั้น ไม่เห็นด้วย เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

“นัก ลงทุนบางคนมีเงินมาก แต่บริหารงานไม่เป็นก็อาจลงทุนเพียงอย่างเดียว แล้วให้คนต่างชาติบริหารงานแทน เมื่อมีผลประโยชน์ก็ยอมรับที่จะรับน้อยกว่าคนบริหารงาน ขณะที่นักลงทุนบางคนก็ยอมเป็นหุ้นที่ไม่ออกเสียง (non-voting share) เพื่อแลกกับการมี guarantee  return คือจะได้รับการรันตีว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่แน่นอน กรณีเช่นนี้ หากเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นนอมินีหรือไม่ จะมาสันนิษฐานว่าเป็นนอมินีเลยไม่ได้แน่นอน”

แต่เมื่อแก้ไขให้นิยาม คนต่างด้าวเข้มงวดมากขึ้นแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไป คือจะต้องผ่อนคลายบัญชีแนบท้าย 3 (ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคน ต่างด้าว) เพื่อให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนไม่รู้สึกว่า กฎหมายไทยปิดกั้นการลงทุนมากเกินไป และไม่ถูกต่อต้านโดยคนเสียประโยชน์

ขณะ ที่บัญชีแนบท้าย 3 (21) ธุรกิจบริการอื่นๆ ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น ควรเอาออกให้หมด เพราะถือว่าเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจบริการแบบครอบจักรวาล และเพื่อความชัดเจนของกฎหมาย จะต้องเขียนระบุในกฎหมายเลยว่า มีธุรกิจบริการใดบ้างที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน และไม่ต้องการให้ต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการ เป็นการปิดกั้นเฉพาะธุรกิจบริการที่ไทยไม่พร้อม รวมถึงธุรกิจบริการที่ไม่มีประโยชน์สำหรับไทย

ขณะที่บัญชีแนบท้าย นั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องทบทวนทุกปีว่า จะถอดหรือเพิ่มธุรกิจใดที่คนไทยไม่พร้อมแข่งขันเข้าไป แต่ทุกวันนี้ไม่มีการทบทวนเลยถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เราต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ  ในอาเซียนมีไทยเพียงประเทศเดียวที่ล็อกไว้หมดทุกธุรกิจ

“กฎหมายที่ นิยามอ่อนแล้วทำให้บัญชีแนบท้าย 3 เข้มงวด ก็จะมีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน  ต้องมานั่งพิสูจน์กันไม่จบสิ้นว่า เป็นต่างด้าวหรือไม่ แต่ถ้าแก้ไขนิยามให้อ่อน แล้วเปิดเสรีธุรกิจบริการบัญชี 3 ด้วย ต่างชาติจะแห่เข้ามาลงทุน ธุรกิจไทยที่แข่งขันไม่ได้จะตายหมด จึงน่าจะทำนิยามให้เข้มงวด และเปิดเสรีบัญชี 3 ดีกว่า”

ผศ. ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล ผอ.โครงการนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพราะกฎหมายในขณะนี้มีหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน มีข้อด้อย ทำให้ตัวกฎหมายปัจจุบันไปไม่ถึงการทำธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบถือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

สมชาย - เดือนเด่นสมชาย – เดือนเด่น

“ดังนั้น เมื่อกฎหมายตี ความเพียงแค่ชั้นเดียว ก็อาจจะลงไปไม่ถึงข้อเท็จจริง ซึ่งแตกต่างจากการตรวจสอบในต่างประเทศที่เขามองลึกลงไปหลายชั้นทั้งการถือ หุ้น และอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท”

ในขณะที่กรณีการตรวจสอบ สถานะความเป็นต่างด้าวของดีแทคนั้น ผศ.ดร.สมชาย มองว่า เป็นปัญหาทั้งในเรื่องทฤษฎีและตัวกฎหมาย เพราะในทางทฤษฎีนั้น การตรวจสอบความเป็นต่างด้าว ควรจะต้องสอบลงไปว่า บริษัทที่ถือหุ้นที่แท้จริงเป็นใคร มีตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบอำนาจการบริหารว่า ใครเป็นคนมีอำนาจในการบริหาร เพราะบางครั้งคนที่ถือหุ้นน้อยอาจจะมีอำนาจบริหารที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งมองได้ชัดว่า เจ้าของตัวจริงเป็นใคร

แต่ในทางกฎหมายมีนิยามความ เป็นต่างชาติ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เป็นการตรวจสอบชั้นเดียวตามตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น ดังนั้น แม้จะตรวจสอบต่อไปได้ว่า มีกรณีที่อำนาจการบริหารไม่ได้เป็นของคนไทย หรือหุ้นน้อยมีอำนาจมาก ก็ไม่สามารถจะใช้ข้อ 4 ซึ่งไม่มีในกฎหมายข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไปฟ้องร้องได้ ที่สำคัญ ในกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีอำนาจฟ้องร้องกล่าวโทษ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

“กรณี นี้ทำได้ดีที่สุดก็คือส่งหลักฐานที่ได้ต่อให้ตำรวจเพื่อสอบสวน และฟ้องร้องต่อไป นอกจากนั้น จากช่องโหว่ของ พ.ร.บ. ที่ทำให้ภาคธุรกิจ หรือบริษัทต่างด้าว สามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายดังกล่าวในการถือหุ้นได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกฟ้องร้องกลับ หากการสอบสวนให้ดุลพินิจที่ก้าวหน้าไปกว่าที่กฎหมายมีอยู่ในขณะนี้ หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งบริษัทเอกชนได้ เพราะคำสั่งหรือการใช้อำนาจรัฐ จะถูกตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสั่งการหรือทำอะไรต้องดูตามตัวกฎหมายเป็นหลัก”

กรณี ของ “ดีแทค” เอง อาจจะไม่ใช่บริษัทเดียวที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทย บริษัทไทย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงเรื่องนี้ และหาแนวทางแก้ไข เช่น ในเบื้องต้น หากมีการตรวจสอบสถานะของบริษัทอื่นอีก การตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกเหนือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรจะมีตำรวจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้การฟ้องร้องทำได้จริงและเร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปและต้องเป็นการแก้ไขที่เห็นร่วมกันของทุก ฝ่ายทั้งในด้านทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ

โดย 1. ควรจะมีการนิยามธุรกิจที่เป็นต่างด้าวให้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนิยามที่มีอยู่ 3 ข้อในขณะนี้เป็นการตรวจสอบแค่ผิวๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงในเชิงลึก ข้อ 2. การตรวจสอบนั้น จะต้องมีการตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน ด้านแรกคือ จะต้องไม่ตรวจสอบเพียงตัวเลขหุ้น หรือสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะต้องตรวจสอบลึกลงไปถึงอำนาจการบริหารงานที่แท้จริง ผู้ที่ได้รับเงินปันผล หรือกำไรที่แท้จริง รวมทั้งการถือหุ้นแทน หรือนอมินีด้วย

ส่วนด้านที่สองคือ การตรวจสอบในเชิงลึก ไม่ใช่การตรวจสอบชั้นเดียวแค่ผิวๆ เช่น ที่มาของเงินในการถือหุ้น หรือปัจจุบันมีการถือหุ้นไขว้กันในหลายบริษัท ทำให้ไม่สามารถรู้เจ้าของที่แท้จริงได้ เพราะถ้าตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ความชัดเจนว่าบริษัทไหนเป็นไทยแท้ ไทยเทียม หรือต่างด้าวก็จะชัดขึ้น

อย่างไร ก็ตาม เมื่อในช่วงที่ผ่านมา พ.ร.บ.ของเรามีช่องโหว่ เมื่อมีการแก้ไขการประกาศใช้ก็ต้องให้โอกาสภาคธุรกิจปรับตัวด้วย โดยเมื่อประกาศใช้อาจจะมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบการเดิมปรับตัว เช่น อาจจะให้เวลา 1-2 ปีในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขกฎหมายไม่สร้างปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ขณะ เดียวกัน ควรจะมีการผ่อนคลายการเปิดเสรีในภาคบริการ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ที่เรายังต้องการเงินทุนและเทคโนโลยีของต่างชาติด้วย.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

3 จีเดือด “กสท-ทรูมูฟ” สู้เอไอเอส

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

3 จีเดือด “กสท-ทรูมูฟ” สู้เอไอเอส.

Pic_187125

ศึก 3 จีเดือด “กสท-ทรูมูฟ” สู้ เอไอเอส ตั้งเป้าเปิดตัวแบรนด์ 3 จี อย่างเป็นทางการภายในเดือน ก.ค.นี้…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงการติดตั้งอุปกรณ์ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 800 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ ต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ใหม่ เป็น 5,375 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ในประเทศ โดยเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาจะติดตั้งอุปกรณ์ 3 จี ให้ได้ 671 สถานีฐาน ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล สามารถให้บริการได้ 700,000 เลขหมาย เดือน ส.ค. จะติดตั้งอุปกรณ์ 3 จี ได้ 2,763 สถานีฐาน ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น และเดือน ธ.ค.จะติดตั้งได้ครบ 5,375 สถานีฐาน สามารถให้บริการได้ 5 ล้านเลขหมาย ซึ่งจะครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ

ทั้งนี้ หลังจากการทยอยติดตั้งอุปกรณ์ 3 จี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีจากซีดีเอ็มเอเป็นเอชเอสพีเอแล้ว กสท จะเริ่มทยอยให้บริการ 3 จี และจะเปิดตัวแบรนด์ 3 จี อย่างเป็นทางการภายในเดือน ก.ค.นี้ พร้อมกับการโอนย้ายลูกค้าแคท ซีดีเอ็มเอ ที่มีอยู่ 400,000 เลขหมาย ให้มาใช้โครงข่าย 3 จี เอชเอสพีเอให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี

ขณะเดียวกัน บริษัท เรียล มูฟ จำกัด ในฐานะผู้เช่าใช้โครงข่ายของ กสท จะเปิดตัว “ทรูมูฟ เอช” เพื่อให้บริการ 3 จี เช่นเดียวกัน โดยขณะนี้โครงข่าย 3 จี ในส่วนของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มทรู ได้ปรับปรุง (อัพเกรด) โครงข่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะโอนย้ายลูกค้าที่ใช้ 3 จี ในปัจจุบัน ให้ย้ายไปอยู่ภายใต้สังกัดเรียล มูฟ ด้านบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กำลังเร่งติดตั้งอุปกรณ์ 3 จีบนโครงข่ายเดิม คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ตามที่ได้รับอนุมัติจาก กสทช. จำนวน 1,884 สถานีฐาน โดยจะใช้เงินลงทุนราว 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดให้บริการ 3 จี อย่างเต็มที่ภายในเดือน ส.ค.นี้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 18 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

ทรูส่งหนังสือจี้”พาณิชย์”เล่นงานดีแทค

Published กรกฎาคม 7, 2011 by SoClaimon

7 กรกฎาคม 2554, 19:36 น.

ทรูส่งหนังสือจี้”พาณิชย์”เล่นงานดีแทค.

Pic_184667

“สัญญา” เผยทรูส่งหนังสือจี้ “อลงกรณ์” เล่นงานดีแทค หลังพบเป็นต่างด้าว คาดรู้ผลสอบซ้ำจันทร์ 11 ก.ค.นี้แน่ พร้อมเคลียร์เหตุปมขัดแย้งตั้งทีมสาวไส้ก่อนหน้านี้ อัด ”บรรยงค์-ยรรยง” ขัดคำสั่งรัฐมนตรี ยันไม่เคยเสนอตัวเองเป็นประธานสอบ…

เมื่อวันที่ 7 ก .ค. นายสัญญา สถิรบุตร ประธานที่ปรึกษา นายอลงกรณ์ พลบุตรรมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้มีหนังสือถึงนายอลงกรณ์ ขอให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการกับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค หลังจากที่ นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ข่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ว่า ไม่ชัดเจน 100% ว่าดีแทคเป็นต่างด้าว แต่มีข้อเท็จจริงว่าเข้าข่าย โดยทรู เห็นว่าความเห็นของนายยรรยงขัดแย้งกันเอง เพราะไม่ยืนยัน แต่ระบุว่ามีข้อเท็จจริงว่าเข้าข่าย จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ที่ดูแล พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ต้องมีความชัดเจน เมื่อพบความผิดต้องดำเนินการ และร้องทุกข์ตามกฎหมาย

“ทรู ได้ขอให้ รมช.พาณิชย์ สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ทำความเห็นเกี่ยวกับสถานะความเป็นนิติบุคคลไทยหรือ ต่างด้าวของดีแทคให้ชัดเจน และหากพบการกระทำผิด ขอให้สั่งการให้ดีแทคเลิกการประกอบธุรกิจ หรือ เลิกกิจการตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมทั้งดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วย” นายสัญญา กล่าว

สำหรับการพิจารณาสถานะของดีแทคตามที่ นายอลงกรณ์ ได้มอบหมายให้ไปหาข้อสรุปนั้น นายสัญญา กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาผลสรุปของคณะทำงานฯ ชุดนายบรรยงค์ ซึ่งจากการอ่านเอกสารในเบื้องต้น เห็นว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่จะมีช่องโหว่อะไรหรือไม่ โปร่งใสหรือไม่ ขอศึกษาข้อมูลก่อน คาดว่า จะสรุปและนำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรให้นายอลงกรณ์ ได้ภายในวันจันทร์ที่ 11 ก.ค.นี้

นายสัญญา กล่าวต่อถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของดีแทค ว่า ขอยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบดีแทค ตามที่เป็นข่าว แต่เป็นเรื่องที่นายอลงกรณ์ได้สั่งการให้แต่งตั้งตนเป็นประธานสอบ โดยมีนายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเลขานุการ แต่นายบรรยงค์ กลับเสนอ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แต่งตั้งให้ตัวเองเป็นประธานสอบ ก็เลยเป็นปัญหา เพราะถือเป็นการขัดคำสั่งรัฐมนตรี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 กรกฎาคม 2554, 19:36 น.

“กสท”เผยทรูมูฟเดินหน้าให้บริการ 3 จีได้

Published กรกฎาคม 3, 2011 by SoClaimon

.

Pic_183177

 

กจญ.กสท เผยทรูมูฟเดินหน้าให้บริการ 3 จีได้ หลัง กสทช.อนุมัติให้ติดตั้งอุปกรณ์ HSPA ขณะที่ดีแทค เฝ้ารอผลจากอัยการ ยันแม้เปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่เปลี่ยน ก็ชี้แจงสัญญาทรู-กสท และแผนลงทุน 12,000 ล้านบาทได้…

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2554 นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุมัติให้บริษัท ทรูมูฟ จำกัด สามารถติดตั้งอุปกรณ์เอชเอสพีเอ เพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 454 สถานีนั้น ทางทรูมูฟ สามารถที่จะเดินหน้าเปิดให้บริการได้ทันที ที่การติดตั้งแล้วเสร็จ เพราะเป็นการให้บริการแบบไม่เชิงพาณิชย์ ส่วนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ที่จะเปิดให้บริการ 3 จี ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ (HSPA) เชิงพาณิชย์นั้น ก็คงต้องให้สำนักงานอัยการสูงสุด ทำหนังสือแจ้งมายัง กสท ว่า ดีแทคสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องรอหนังสือจากอัยการก่อน

กจญ.บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวต่อว่า ส่วนการเปลี่ยนอุปกรณ์ซีดีเอ็มเอ (CDMA) เป็นเอชเอสพีเอของ กสท นั้น ก็คงต้องรอใบอนุญาตนำเข้าและติดตั้งจาก กสทช.หลังจากก็จะเริ่มติดตั้งให้ได้ 1,000 สถานีฐาน เพื่อเปิดให้บริการได้ภายในเดือนส.ค.นี้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังเลือกตั้งหรือไม่เปลี่ยนก็ตาม กสท ก็สามารถที่จะชี้แจงการทำสัญญาธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ เพื่อให้ บริการ 3จี ระหว่าง กสท กับกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงแผนการลงทุนระบบสื่อสัญญาณและเสาวงเงิน 12,000 ล้านบาทในระยะเวลา 14 ปี 6 เดือนได้ เพราะการดำเนินการของกสท เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงได้แน่นอน

นายจิรายุทธ กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าการลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน ในการให้บริการโทรคมนาคมทั้งระบบ ทั้งโทรศัพท์มือถือ ไฟเบอร์ทูเดอะเอ็กซ์ เพื่อให้บริการโทรคมนาคมครบวงจรภายในอาคารบ้านเรือน และอื่น ๆ โดยคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ ในเบื้องต้นจะต้องเจรจารายละเอียดจำนวนเลขหมายในการใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิง) การใช้เสาโทรคมนาคมร่วมกัน การกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายแบบอินเตอร์คอนเนคชั่นชาร์จ เป็นต้น

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 กรกฎาคม 2554, 17:20 น.

4 ก.ค. ฟันธงนอมินีดีแทค “พาณิชย์” เดินหน้าสาวไส้ พรุ่งนี้ (23มิ.ย.)

Published มิถุนายน 22, 2011 by SoClaimon

22 มิถุนายน 2554, 18:50 น.
4 ก.ค. ฟันธงนอมินีดีแทค “พาณิชย์” เดินหน้าสาวไส้ พรุ่งนี้ (23มิ.ย.).

Pic_180981

“พาณิชย์” เดินหน้าสาวไส้ “ดีแทค” พรุ่งนี้ (23มิ.ย.) สุ่มสอบ 10 นิติบุคคล จาก 56 รายที่ส่อเป็นนอมินี เผยหากพบแม้แต่รายเดียวเป็นต่างด้าว ดีแทคจบเห่แน่ คาดสรุปผลได้ 4 ก.ค.นี้ ส่วนพวกสมรู้ร่วมคิด โทษเท่ากัน

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย.) คณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะประชุมนัดแรก ตามที่ได้มีการร้องเรียนจากคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ว่ามีเหตุอันควรเชื่อถือได้ว่าดีแทคเป็นบริษัทต่างด้าว พร้อมกันนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กรมจะเชิญตันแทนจากทรู และดีแทค มาให้ข้อมูล รวมถึงนิติบุคคล และบุคคล ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยคาดว่าจะสรุปผลว่าดีแทคเป็นต่างด้าวหรือไม่ภายใน 10 วันทำการ หรือภายในวันที่ 4 ก.ค.นี้

สำหรับแนวทางการตรวจสอบนั้น จะตรวจสอบการถือหุ้นของคนไทยในสัดส่วน 51% โดยจะเน้นไปที่ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลจำนวน 56 ราย ซึ่งได้สุ่มคัดเลือกมาตรวจสอบ 10 ราย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ดีแทคมีลำดับชั้นการถือหุ้นถึง 5 ชั้น มีทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล แต่ที่จะตรวจสอบเป็นพิเศษคือ บริษัท ไทยเทลโค โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 23% จาก 51% หากพบว่านิติบุคคลรายใดรายหนึ่งเป็นต่างด้าว จะทำให้สถานะของดีแทคกลายเป็นต่างด้าวทันที

“เราจะดูว่า นิติบุคคลทั้ง 56 รายนี้ มีสภาพที่แท้จริงเป็นอย่างไร เป็นคนไทยหรือต่างด้าว ถ้าบังเอิญรายใดรายหนึ่งที่จดทะเบียนเป็นบริษัทไทย แต่มีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ใช่คนไทย จะทำให้ดีแทคเป็นคนต่างด้าวทันที และจะมีความผิดตามมาตรา 36 และ 37 ของพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพราะเป็นคนต่างด้าวประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ต้องขออนุญาต แต่กลับไม่ขออนุญาต และยังมีคนไทยถือหุ้นแทน (เป็นนอมินี) อีก” นายบรรยงค์  กล่าว

ทั้งนี้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลจะต้องสั่งให้บริษัทเลิกกิจการ ถ้าฝ่าฝืนจะปรับวันละ 1 หมื่นถึง 5 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ส่วนนิติบุคคลไทย หรือบุคคลที่มีส่วนสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมถึงต่างด้าวที่ให้คนไทยถือหุ้นแทน จะมีโทษสถานเดียวกัน

นายบรรยงค์ กล่าวต่อถึงคนต่างชาติที่ถือหุ้นในดีแทคสัดส่วน 49% ว่า จะมีการตรวจสอบการเชื่อมโยงเช่นเดียวกัน โดยจะตรวจสอบบริษัท เทเลนอร์ เอเชีย พีทีเอ จำกัด สัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นถึง 41% จาก 49% และบริษัท ตั๊กวู โฮลดิ้ง สัญชาติ บริติช เวอร์จิ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 มิถุนายน 2554, 18:50 น.
%d bloggers like this: