ถิ่นไทยงาม

All posts tagged ถิ่นไทยงาม

ขอพรรับตรุษจีน ที่ศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานี

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150215/201353.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558
ขอพรรับตรุษจีน ที่ศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานี
ขอพรรับตรุษจีน ที่ศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานี
ขอพรรับตรุษจีน ที่ศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานี
ขอพรรับตรุษจีน ที่ศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานี

ถิ่นไทยงาม : ขอพรรับตรุษจีน ที่ศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานี

                          อุดรธานี เป็นจังหวัดที่มีคนไทยเชื้อสายจีน อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย โดยมีถึง 11 ตระกูลแซ่ ที่เข้าไปทำมาค้าขาย ทำธุรกิจอยู่ในอุดรธานีในช่วง 120 ปี ที่ก่อตั้งจังหวัดนี้มา กระทั่งมีการก่อตั้งศาลเจ้าปู่ย่า และตามมาด้วยการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน จังหวัดอุดรธานี
                          ธุรกิจเมืองอุดรธานีคึกคักขึ้นทุกวัน แล้วยังเป็นประตูเปิดรับ เพื่อนบ้านจากลาว เข้ามาจับจ่ายซื้อของ รวมถึงท่องเที่ยวพักผ่อนไม่น้อยหน้าที่ไหน และแน่นอนว่า ตรุษจีนปีนี้ (ตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์) อุดรธานีก็จัดงานคึกคักไม่แพ้ที่ไหนเช่นกัน
                          ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน ศาลเจ้าปู่-ย่า จัดเป็นศูนย์รวม เรื่องราวความเป็นมาของบรรพชนคนไทยเชื้อสายจีน ที่นี่ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า ตั้งแต่รวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินโรงน้ำแข็ง 3 ไร่ มาสร้างเป็นศูนย์วัฒนธรรม บอกเลย ที่ใครผ่านไปอุดรธานี ไม่น่าพลาดแวะไปเยี่ยมชม ศึกษาเรียนรู้ หรือจะแวะไปเที่ยวถ่ายรูปเซลฟี่ ก็มีมุมให้จับกล้องอยู่หลายมุมเชียวล่ะ
                          ก่อนเข้าศูนย์วัฒนธรรม ควรแวะกราบไหว้ศาลเจ้าปู่-ย่า ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวอุดรธานีกันก่อน
                          การไปไหว้ศาลเจ้านี่ ไม่ใช่ไปถึงจะไหว้ตรงไหนก็ได้นะ เขาจะมีจุดกำหนดว่าต้องไหว้ตรงไหนก่อน-หลัง ที่ศาลเจ้าปู่ย่ามีกำหนดไว้ 6 จุด เริ่มตั้งแต่ ศาลเทพยดา-ฟ้าดิน ตามมาด้วยศาลเจ้าปู่ย่า, ศาลเจ้าพ่อหนองบัว, ศาลเจ้าที่ (ตี่จู้เอี้ยะ), พระสังกัจจายน์ และฉั่งง่วนส่วย (องค์เทพที่เชี่ยวชาญในการปราญช์ เป็นที่นิยมสักการะของนักเรียน นักศึกษา) โดยแต่ละจุดนั้นจะสัมพันธ์กัน ทั้งบริเวณหนองบัวและศาลเจ้าปู่ย่า
                          หลังไหว้ศาลเจ้าปู่ย่าแล้ว แวะเที่ยวชม ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน ที่อยู่ด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าฝั่งทิศตะวันตก
                          เพียงผ่านประตูก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีน ทั้งตัวอาคาร และการตกแต่งสวน ภายใต้ชื่อ “สวนคุณธรรมพันปี 24 กตัญญู” ที่นอกจากจะมีต้นไม้มงคลของจีนสารพัดชนิด บ่อปลาคาร์พจักรพรรดิแล้ว รอบสระบัวตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนสูง บอกเรื่องราวของตำนานสุดยอดกตัญญูของแผ่นดินจีนด้วย โดยมีคำบรรยายทั้งภาษาไทยและจีน เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นหลังต่อไป
                         nbsp; ส่วนภายในตัวอาคารพิพิธภัณฑ์คุณธรรม จะแบ่งเป็น 2 ชั้น บอกเล่าเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนที่เข้าไปทำมาค้าขาย คณะหน้ากากเอ็งกอ ประเพณีการเซ่นไหว้ของชาวจีน และเรื่องราวของเทพเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี เดินลงไปชั้นใต้ดินยังมีเรื่องราวของ ขงจื๊อ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวจีน โดยถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในรูปของภาพแกะสลักนูนต่ำ การปั้นรูปเหมือน และยังรวบรวมคำสอบของขงจื๊อมาจัดแสดงผ่านภาพประกอบคำบรรยาย
                          “ข้ามิใช่ผู้รู้แต่กำเนิดหรอก หากแต่ได้ความรู้นั้นมาโดยการพากเพียรในคำสอนของบูรพชนเท่านั้น” คำสอนของขงจื๊อ
                          เรียกว่ามาที่ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน ศาลเจ้าปู่ย่า ก็ได้รับรู้ประเพณีและเรื่องราวของบรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนได้อย่างครบครันกันเลยทีเดียว

 

ศิลป์สายน้ำอาเซียน เพิ่มโอกาสเยาวชน

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150208/200932.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558
ศิลป์สายน้ำอาเซียน เพิ่มโอกาสเยาวชน
ศิลป์สายน้ำอาเซียน เพิ่มโอกาสเยาวชน
ศิลป์สายน้ำอาเซียน เพิ่มโอกาสเยาวชน
ศิลป์สายน้ำอาเซียน เพิ่มโอกาสเยาวชน

ถิ่นไทยงาม : ศิลป์สายน้ำอาเซียน เพิ่มโอกาสเยาวชน

                             ศิลปิน สายน้ำ เยาวชน มีเกี่ยวโยงกันได้อย่างไร??
                             ฉันชอบคำพูดหนึ่งของ รุ่งพันธุ์ บุรุษชาติ ศิลปินแนวอิมเพรสชั่นนิส ที่บอกว่า “ศิลปะคือธรรมชาติ สายน้ำก็คือธรรมชาติ ศิลปินคือผู้ที่เรียนรู้จากธรรมชาติ และนำมาถ่ายทอดธรรมชาติจะสวยงามหรือสะท้อนบางอย่างออกไป ก็จะบอกให้สังคมเห็นและเกิดการอนุรักษ์”
                             การถ่ายทอดเรื่องราวของสายน้ำ ออกมาเป็นภาพวาด ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสวยงาม แต่ขณะเดียวกันก็กระตุกต่อมคิด ถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะแม่น้ำโขง ที่เริ่มจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เรื่องราวของสายน้ำนี้ยังยึดโยงไปถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ที่ร่วมกันถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของงานศิลปะ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสะท้อนภาพของสายน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป และท้ายที่สุดก็ไปอยู่ที่กลุ่มเยาวชนที่หมดหนทางเลือก ให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมามีโอกาสอีกครั้ง
                             สมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ม่อนแสงดาว) ได้นำทั้ง 3 สิ่ง คือ ศิลปิน สายน้ำ และเยาวชน มาอยู่ด้วยกัน ภายใต้โครงการนิทรรศการศิลปะอาเซียนเพื่อเด็กและสิ่งแวดล้อม โดยจัดงานมาแล้ว 2 ครั้ง และกำลังจะจัดขึ้นครั้งที่ 3 วันที่ 11-20 กุมภาพันธ์นี้ ภายใต้ชื่องาน “อลังการศิลป์สายน้ำอาเซียน” ภาพเขียน-ภาพถ่าย-กวีนิพนธ์-งานปั้น : ชีวิต ความงามและความฝันที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน) กรุงเทพฯ เพื่อการระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่โรงเรียนม่อนแสงธรรมชาติวิทยา รวมทั้งเผยแพร่สังคมวัฒนธรรมของอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับแม่น้ำและธรรมชาติผ่านมุมมองของศิลปินในโอกาสที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตลอดจนถึงเพื่อให้เด็กและเยาวชนใน 14 สายน้ำ 7 ประเทศอาเซียน (ไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย) ได้มีโอกาสนำผลงานกิจกรรมการอนุรักษ์และการเรียนรู้แม่น้ำและธรรมชาติของเด็กๆ มาเผยแพร่สู่สาธารณะ
                             นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้อำนวยการสมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ม่อนแสงดาว) บอกว่า การจัดงานครั้ง นอกจากระดมทุนสนับสนุนการศึกษาทางเลือกของเด็กชาติพันธุ์ และเด็กยากไร้ด้อยโอกาสภาคเหนือในโรงเรียนม่อนแสงดาวฯ ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก ให้มีอาคารเรียน บ้านพักเด็ก ห้องสมุด รวมทั้งช่วยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนโดยให้เด็กมีทักษะชีวิตที่สามารถพึ่งตนเองได้แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาคมอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือ ทางสังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะสายน้ำที่เป็นบ่อเกิดของชุมชนและอารยะ แต่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์
                             ก่อนจะถึงนิทรรศการนี้ มีการนำศิลปินล่องเรือไปสัมผัสแม่น้ำและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำ เพื่อให้ศิลปินเกิดแรงบันดาลใจและความรู้สึก จนกระทั่งถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานทางศิลปะตามความถนัดของศิลปินแต่ละคน โดยมีศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมในโครงการครั้งนี้ ราว 50 คน รวมผลงานศิลปะทุกแขนงร่วม 200 ชิ้น  นอกจากนี้ยังมีกวีนิพนธ์จากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี), กวีนิพนธ์ของ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ศิลปะภาพถ่ายจาก จิระนันท์ พิตรปรีชา, ธีรภาพ โลหิตกุล, Soc Hidditch (ออสเตรเลีย) เป็นต้น และศิลปินอีกท่านที่ทั้งผลักทั้งดัน อยู่เบื้องหลัง คือ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งแม้งานนี้จะไม่ได้ร่วมบริจาคงานศิลปะมา แต่ก็ร่วมสมทบทุนมาก้อนใหญ่
                             งานนิทรรศการนี้ เปิดเวลา 10.00-19.00 น. เข้าชมฟรี ส่วนการประมูลกวีนิพนธ์ของท่าน ว.วชิรเมธี จะมีขึ้นหลังพิธีเปิด 11 กุมภาพันธ์ 18.00 น.เป็นต้นไป
                             เด็กๆ ที่ม่อนแสงดาววันนี้ มีมาอยู่ประจำ 11 คน แต่ที่ผ่านมามีเด็กหมุนเวียนมาเรียนรู้ และจบการศึกษาที่นี่ออกไปไม่น้อย ที่น่าสนใจคือ ไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อในวังวนของการค้ามนุษย์อีก บางคนไปประกอบอาชีพ บางคนก็เลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป เด็กหญิงชาวลาหู่คนหนึ่งบอกว่า มาเรียนรู้ที่นี่ ทำให้เธอเรียนรู้เกี่ยวกับการทำมาหากิน ปลูกผัก ปลูกข้าวได้ ไม่อดตาย…

 

มีดช่างทิน ของดีเมืองอุทัย

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200513.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
มีดช่างทิน ของดีเมืองอุทัย
มีดช่างทิน ของดีเมืองอุทัย
มีดช่างทิน ของดีเมืองอุทัย
มีดช่างทิน ของดีเมืองอุทัย

ถิ่นไทยงาม : มีดช่างทิน ของดีเมืองอุทัย

                           แม้ตัวจะตาย แต่ชื่อเสียงและวิชาความรู้ที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ยังเป็นที่กล่าวขาน และเรียกกันติดปากเสมอมา “มีดช่างทิน” ที่มีชื่อชั้นว่าเป็นหนึ่งในมีดชั้นเยี่ยม อันเป็นผลงานสร้างสรรค์ของช่างทิน หรือ เศรษฐา แตงไทย แห่งเมืองอุทัยธานี ทุกวันนี้ ผู้คนก็ยังเรียกกันติดปาก แม้จะถ่ายทอดมาถึงรุ่นลูก คือ สุทธินันท์ แตงไทย หรือ ช่างจุ้ย
                           เมืองอุทัยธานีในอดีต ได้ชื่อเป็นแหล่งปืนเถื่อน โดยเฉพาะช่วงที่รัฐบาลเริ่มการปราบปราม ตั้งแต่ปี 2518 ที่ให้คนนำปืนเถื่อนไปขึ้นทะเบียน ก็ยิ่งกลายเป็นยุคทองของช่างทำปืนเถื่อน ที่หลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเมืองอุทัย เพราะใครๆ ก็แห่มาหาซื้อปืนเถื่อนกันที่นี่ จนรัฐบาลเริ่มกวาดล้างการทำปืนเถื่อนอย่างหนัก จนท้ายที่สุดอาชีพทำปืนเถื่อนในอุทัยธานี ก็ค่อยๆ หมดไป ช่างทำปืนหลายคนหันไปทำไร่ ทำนา แต่ช่างทินคิดทำเครื่องมือการเกษตรขาย และไปลงตัวที่การตีมีดเหล็กกล้าขาย
                           จากจุดเริ่มของการตีมีดสำหรับใช้งานด้านการเกษตร ก็ขยับขยายเป็นมีดประเภทอื่นๆ ที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะรูปแบบใบมีด และการเลือกสรรวัสดุมาทำด้ามมีด จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  มีการนำเข้าเหล็กกล้าคุณภาพดีจากต่างประเทศมาทำ และทดลองวางขายที่สวนจัตุจักร ก็ได้รับกระแสตอบรับดี จึงหันไปชักชวนเพื่อนที่เคยทำปืนด้วยกันมาช่วยกันทำ เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าและก่อตั้งเป็นกลุ่มมีดบ้านช่างทิน ในปี 2528
                           แม้ช่างทิน จะจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 ช่างจุ้ย ลูกชาย เข้ามาสานงานต่อ แต่ก็ยังคงชื่อของมีดช่างทินไว้ รวมถึงการสร้างสรรค์ผลงานตามแบบฉบับของพ่อเช่นเดิม เพียงแต่มีการพัฒนาขึ้นตามความต้องการของลูกค้า
                           “มีดช่างทินของพ่อโดดเด่นจนกลายเป็นของดีเมืองอุทัย โดยเฉพาะด้ามมีด ที่เลือกหาวัสดุสวยงามและแข็งแกร่ง แต่ของทุกอย่างต้องถูกต้องตามกฎหมายถึงจะทำ แล้วต้องไม่ซ้ำแบบใคร เพราะถือเป็นงานศิลปะที่ต้องมีหนึ่งเดียวในโลก โดยมีดที่เป็นความภูมิใจของพ่อ ก็คือ มีดที่ทำให้ อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติที่โด่งดัง ซึ่งเป็นมีดที่ออกแบบสวยงามและแปลกตา “
                           ในทุกวันนี้ การทำมีดยังรับทำตามออเดอร์ของลูกค้าเหมือนเดิม โดยจะคุยกันให้ละเอียดทั้งลักษณะของมีด และการใช้งาน เพื่อคัดเลือกวัสดุให้ได้ตรงตามต้องการ
                           “ปัจจุบัน เรานำเข้าเหล็กกล้าจากต่างประเทศมาใช้ผลิต เพราะเหล็กในไทย คงทนสู้ไม่ได้ อย่าง “เหล็กดามัสกัส” หรือที่คนไทยเรียกกันว่า เหล็กลาย เป็นเหล็กนำเข้าอีกชนิดที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสวยงาม และยังมีความคงทน เพราะเป็นเหล็กที่มีการประสานเนื้อเหล็ก 2 ชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้มีความคงทน มีความยืดหยุ่น แต่ขณะเดียวกันก็มีความคม และแข็งแกร่ง”  ช่างจุ้ยเล่าให้ฟัง ทั้งยังเสริมด้วยว่า ปัจจุบันได้หันมาผลิตมีดที่ระลึก ทำเป็นเซตมีดอาเซียน โดยเลือกเอามีดเด่นๆ ของแต่ละประเทศมาผลิต อย่างของไทย ก็เลือกเป็น มีดอีเหน็บ เพราะเป็นมีดที่ใช้กับแพร่หลาย และมีรูปลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ สวยงาม
                           การตีมีดแต่ละเล่มที่บ้านมีดช่างทิน ยังเป็นงานแฮนด์เมด แม้บางขั้นตอนจะใช้เครื่องจักรบ้าง แต่สุดท้ายมีดแต่ละเล่มก็ต้องถูกตะไบ ลับคม ตัดด้าม ประกอบเล่มด้วยแรงคนอยู่ดี
                           นอกจากมีดสำหรับใช้งาน หรือเป็นอาวุธป้องกันตัว ยังผลิตมีดที่ซ่อนคม อยู่ในรูปของเครื่องประดับ เช่นหัวเข็มขัด ที่ใช้ใส่เข็มขัดรัดกางเกงปกติ แต่ยาจะใช้งานมีด ก็งัดออกมาใช้ได้ทันทีเช่นกัน
                           งานตีมีด จึงเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่วันนี้ กลายเป็นของดีและหนึ่งในสินค้าโอท็อปของเมืองอุทัยธานีไปแล้ว

 

ถิ่นไทยงาม : ขัวศิลปะ ครัวศิลปิน

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150125/200080.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2558
ถิ่นไทยงาม : ขัวศิลปะ ครัวศิลปิน
ถิ่นไทยงาม : ขัวศิลปะ ครัวศิลปิน
ถิ่นไทยงาม : ขัวศิลปะ ครัวศิลปิน

ถิ่นไทยงาม : ขัวศิลปะ ครัวศิลปิน

                             แว่บแรกที่ได้ยินชื่อ “ขัวศิลปะ” เกิดอาการสะดุดหูขึ้นมาทันที เชียงรายมีกลุ่มศิลปินมากมาย ขนาดรวมกลุ่ม หรือจะเรียกเป็นชมรม องค์กร ได้ขนาดนี้เชียวเหรอ ? หลายคนอาจจะรู้ว่า จังหวัดเชียงรายมีศิลปินชั้นบรมครูอยู่ 2 คน คือ อ.ถวัลย์ ดัชนี และ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สองศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม) ในปี พ.ศ.2544 และ 2554
                             อ.ถวัลย์ เสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลงานยังประจักษ์อยู่ โดยเฉพาะภาพวาดที่ไปปรากฏตามสถานที่ต่างๆ หลายประเทศ และผลงานบางชิ้นกลายเป็นของสะสมที่ได้รับการประมูลที่มีมูลค่าสูงสุดของเอเชีย  ขณะที่ อ.เฉลิมชัย ออกแบบก่อสร้างอุโบสถวัดร่องขุ่น ทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้วาดภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก รวมถึงผลงานอื่นๆ อีกมาก
                             แต่สำคัญกว่านั้น คือ การปูทางไปสู่การรวมกลุ่มของศิลปินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนนำไปสู่การจัดตั้งเป็น “ขัวศิลปะ” ภายใต้การก่อตั้งโดย กองทุนศิลปินเชียงราย
                             ขัวในภาษาเหนือ แปลว่าสะพาน ขัวศิลปะ ก็หมายถึงสะพานที่จะเชื่อมศิลปะสู่สังคม
                             ทรงเดช ทิพย์ทอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานของขัวศิลปะ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันมีศิลปินที่เป็นสมาชิกของขัวศิลปะ อยู่ราวๆ 300 คน เริ่มจากศิลปินในจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันขยายเครือข่ายไปยังศิลปินจากที่อื่นๆ
                             ขัวศิลปะ มีลักษณะเหมือนองค์กร เหมือนสหกรณ์ สร้างจากเงินของศิลปิน และคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ โดยระดมทุนในรูปของหุ้นละ 1,000 บาท  แต่หลังๆ มานี่หุ้นเต็มแล้ว และไม่จำเป็นต้องระดมทุนอีก ใครที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก ก็เสียค่าแรกเข้า คนละ 2,000 บาท ก็เป็นสมาชิกได้ตลอดชีวิต
                             “คนที่มาเป็นสมาชิก จึงจะสามารถนำรูปมาจัดแสดง โดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเฟรม ค่าจัดทำสูจิบัตรให้ ภาพขายได้ก็หักรายได้ให้ขัว 30%  ก็มีสมาชิกมาแสดงผลงานมากขึ้น จึงต้องขยายเพิ่มชั้นบนเป้ฯห้องแสดงภาพ และก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะด้วย“
                             ธีระยุทธ สืบทิม ศิลปินที่ชื่นชอบแนวสีน้ำ และเรียลลิสติก หนึ่งในสมาชิกของขัวศิลปะ ตั้งแต่ยุคก่อตั้ง บอกว่า ขัวศิลปะก็เหมือนกับบ้านของเรา พวกเรามารวมกันในบ้านเดียวกัน เป็นการทำเพื่อส่วนรวม
                             ขณะที่ ณรงค์เดช สุดใจ ศิลปินแนวจิตรกรรมไทย มองว่า การก่อตั้งขัวเป็นเรื่องดี ศิลปินรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนเป็นเรื่องเป็นราว มากกว่าทำไปคนเดียว แล้วยังช่วยคนอื่นได้ด้วย เช่น การวาดภาพเพื่อหารายได้ไปใช้ด้านงานการกุศล เป็นการช่วยเหลือสังคมบ้าง ที่ผ่านมาก็ไปแจกผ้าห่มมาแล้ว 2 ปี
                             ปัจจุบัน ขัวศิลปะผ่านร้อนหนาวมาได้ 3 ปีแล้ว และเนื่องจากไม่ใช่องค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ก็ต้องหารายได้เลี้ยงองค์กรให้อยู่รอด ทั้งจากร้านอาหาร “ครัวศิลปิน” และ การจำหน่ายของที่ระลึก และซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากกองทุนศิลปิน  ภาพพิมพ์ ศิลปะประดิษฐ์ งานหนัง เซรามิก สมุด หนังสือ จิปาถะ
                             และถ้าใครไปช่วงนี้ จะได้เห็นรูปปั้น และภาพวาดเป็นรูปอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี  ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่ลาลับไปแล้ว อยู่ในโถงด้านหน้า นั่นเป็นผลงานของบรรดาศิลปินในพื้นที่ ที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานออกมา เพื่อร่วมจัดนิทรรศการขัวศิลปะครั้งที่ 3 “คารวะ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี” นอกจากนี้ยังมีภาพวาดของอาจารย์ถวัลย์ ที่รวบรวมมาจากที่ต่างๆ รวมถึงขอยืมมาจัดแสดงให้ชม โดยนิทรรศการนี้ จะมีไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้
                             ส่วนด้านใน เป็นห้องแสดงภาพ ของบรรดาศิลปินที่เป็นสมาชิกของขัวศิลปะ มีทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก  รุ่นใหม่ ไปจนถึงศิลปินนานาชาติ  โดยแต่ละภาพจะมีชื่อของศิลปินติดไว้ให้รู้ ดูแล้วชอบใจ ก็สามารถติดต่อขอซื้อกลับบ้านได้ด้วย
                             ชมภาพวาดสวยๆ ตบท้ายด้วยการนั่งจิบกาแฟชิลๆ ที่ครัวศิลปิน หรือใครตั้งใจจะมากินข้าวที่นี่ก็ไม่ผิด เพราะเขามีเมนูเยอะแยะให้เลือกทั้งอาหารพื้นเมือง อาหารไทย อาหารฝรั่ง แล้วยังเปิดเร็ว ปิดช้า ในบรรยากาศที่มองเห็นขุนเขาและสายน้ำ ให้นั่งแช่อารมณ์ได้อย่างดี

 

เยือน ‘บ้านคุกพัฒนา’ เมืองในตำนานพระร่วง

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150118/199625.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2558
เยือน 'บ้านคุกพัฒนา' เมืองในตำนานพระร่วง
เยือน 'บ้านคุกพัฒนา' เมืองในตำนานพระร่วง
เยือน 'บ้านคุกพัฒนา' เมืองในตำนานพระร่วง

ถิ่นไทยงาม : เยือน ‘บ้านคุกพัฒนา’ เมืองในตำนานพระร่วง

                              บ้านคุกพัฒนา  ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย แยกตัวออกมาจากบ้านคุก หมู่ที่ 2 ตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งชื่อของบ้านคุก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนคุก แต่เป็นชื่อที่ตั้งตามเรื่องราวในสมัยพระร่วง รวมถึงสถานที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน ก็มีเรื่องเล่าที่สอดรับกับเหตุการณ์ในสมัยพระร่วงเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งว่าวพระร่วง ที่กลายมาเป็นของฝาก ของที่ระลึกของหมู่บ้านนี้ไปโดยปริยาย
                              ผู้ใหญ่นุช หรือ นางทรรศวรรณ ลิสวน เล่าให้ฟังว่า ตามตำนานเมืองพระร่วงเล่าว่า บ้านคุกพัฒนา เป็นสถานที่ที่พระร่วงคุกเข่าร้องไห้ สืบเนื่องจาก พระร่วงผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ไปเล่นว่าว แล้วว่าวไปตกในนา ซึ่งนางคำกำลังดำนาอยู่ พระร่วงเกิดหลงรัก แต่นางคำกลัว ก็ออกอุบายด้วยการท้าแข่งกัน ดำนา พระร่วงได้ยินดังนั้นก็พูดว่า ข้าจะดำนาแล้ว นาจงมีแต่ต้นกล้าทั้งแปลงเดี๋ยวนี้ ทันใดนั้น ต้นกล้าก็งอกขึ้นเต็มท้องนาทันที นางคำ เห็นอย่างนั้นจึงตกใจ รีบวิ่งหนีพระร่วงทันที
                              เมื่อนางคำวิ่งมาถึงวัดศิริเขตคีรี นางคำก็ได้มาหลบอยู่บริเวณทุ่งนานั้น แล้วร้องเรียกให้คนมาช่วยชาวบ้านที่ผ่านมาแถวนั้นผ่านมาพอดี ได้ยินเสียงร้องช่วยด้วยๆ แต่ไม่เห็นใครเพราะนางคำซ่อนตัวอยู่ ก็แปลกใจที่นามันร้องได้ จึงกลายเป็นชื่อหมู่บ้าน บ้านนาร้อง
                              นางคำซ่อนตัวอยู่นานเริ่มเห็นท่าไม่ดี เพราะไม่มีใครมาช่วยเลย พร้อมกับเห็นพระร่วงวิ่งตามมา จึงออกจากทุ่งนาวิ่งหนีไปอีกพื้นที่หนึ่ง เมื่อพระร่วงตามมาเข้ามาใกล้ เกิดสะดุดตอไม้ ล้มลุกคลุกคลาน จึงได้หันกลับมามองตอไม้ พร้อมสบถว่าตอบ้าอะไรเยอะเป็นแสนๆ ทำให้บริเวณนั้นมีตอผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก กลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านว่า บ้านแสนตอ ส่วนนางคำนั้นยังคงวิ่งหนีต่อไป พระร่วงก็ยังวิ่งตามไม่ลดละ แต่ตามเท่าไรก็ไม่ทัน จึงเสียอกเสียใจที่สาวเจ้าไม่รัก
จนถึงกลับคุกเข่าร้องไห้ และกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้าน “บ้านคุก” นั่นเอง (เรื่องเล่าของพระร่วงยังมีอีกมาก อันเป็นที่มาของชื่อสถานที่ต่างๆ)
                              “ชาวบ้านคุก มี 230 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา แต่พอ อพท.เข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ก็มีการศึกษา ดูงาน และจัดการท่องเที่ยวขึ้นโดยเที่ยวอย่างที่ชุมชนเป็น ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วย เด็กๆ ก็ชอบ แล้วยังเป็นการสำนึกรักบ้านเกิดด้วย เพราะวันนี้ประเพณีหลายๆ อย่างที่หายไป ก็นำกลับมาทำกันใหม่ อย่างเช่นประเพณีกิน 4 ถ้วย การทำว่าวพระร่วง”  ผู้ใหญ่นุช เล่าให้ฟัง เพราะทุกวันนี้ หลังเสร็จจากหน้านา มีการปรับพื้นที่นาเป็นลานเล่นว่าว ทางชุมชนมีการทำว่าวประกวดกันด้วย โดยงานจะจัดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี  nbsp;
                              นอกจากการรื้อฟื้นประเพณีดั้งเดิมของชุมชนแล้ว บ้านคุกพัฒนายังมีศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตัวขับเคลื่อนให้ความรู้กับชาวบ้าน เน้น การพึ่งพาตนเอง การรวมกลุ่มพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง ลดภาระหนี้สิน  จนทุกวันนี้ บ้านคุกพัฒนามีกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และผู้ที่จะมาศึกษาดูงานด้วย ทั้งการจัดทำเตาเผาถ่านอิวาเตะ เพื่อผลิตถ่านไม้ไผ่ที่เป็นคาร์บอนบริสุทธิ์ คือนำไฟฟ้าได้ โดยถ่านที่นำไฟฟ้าได้ จะเลือกมาทำเป็นสบู่บ้าง ทำหมอนสุขภาพบ้าง เพราะถ่านนี้จะช่วยดูดประจุไฟฟ้าจากร่างกาย ทำให้ร่างกายสมดุลได้ และยังมีผลพลอยได้จากการเผาถ่านก็คือ น้ำส้มควันไม้ ไว้เป็นปุ๋ย และไล่แมลง
                              ที่น่าสนใจคือ ที่หมู่บ้านนี้ มีการทำน้ำดื่มขึ้นมาใช้กันเองในหมู่บ้าน ภายใต้แบรนด์ บ้านคุกพัฒนา ขวดพลาสติกที่บรรจุก็นำมารีไซเคิล ทันสมัยจริงๆ นอกจากนี้ก็มีการปลูกพืชผักเพื่อไว้รับประทนกันในครัวเรือน รวมถึงการรองรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ มานอนบ้านพักด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็มีการนำผู้เชี่ยวชาญ มาอบรมให้ความรู้กับชาวบ้านด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าพัฒนาไปคู่กันจริงๆ

 

เที่ยวเมืองกาญจน์ แวะงานเจียไต๋แฟร์

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150111/199202.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2558
เที่ยวเมืองกาญจน์ แวะงานเจียไต๋แฟร์
เที่ยวเมืองกาญจน์ แวะงานเจียไต๋แฟร์
เที่ยวเมืองกาญจน์ แวะงานเจียไต๋แฟร์

ถิ่นไทยงาม : เที่ยวเมืองกาญจน์ แวะงานเจียไต๋แฟร์

                          หลังจากห่างหายจากการจัดงานแฟร์ไปร่วม 4 ปี กลับมาคราวนี้ เจียไต๋ เปิดพื้นที่กว่า 100 ไร่ ของไร่ชนม์เจริญฟาร์ม ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี บนเส้นทางที่มุ่งสู่ อ.ทองผาภูมิ และสังขละบุรี จัดงานแฟร์ครั้งที่ 8 ทีเด็ดของงานอยู่ที่การแบ่งปันความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร ชมความงามและความมหัศจรรย์ของพันธุ์ผักและดอกไม้ ภายใต้แนวคิด “กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา”
                          มนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติงาน บริษัทเจียไต๋ จำกัด บอกว่า เป้าหมายหลักของงาน อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ภาคการเกษตรกับประชาชนมาเจอกัน ในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร คนที่มาเที่ยวชมงานจะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับพืชผัก รวมถึงเทคนิคการเพาะปลูก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ แล้วยังได้เพลิดเพลินไปกับมุมต่างๆ ที่มีการจัดแต่งด้วยพืชผัก และดอกไม้
                          ไฮไลท์สำคัญของงานมีจัดแบ่งเป็นโซน เช่นโซนกินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา ที่เน้นประโยชน์ของการกินผักผลไม้เพื่อสุขภาพ, โซนรักษ์พันธุ์พื้นเมืองเพื่อความยั่งยืน ที่ให้ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์ และโซนสวนผักง่ายๆ คุณทำได้ เป็นการเสนอไอเดียทำสวนขนาดเล็กในบ้าน หรือวิธีการตกแต่งบ้านด้วยพืชผัก รวมถึงเทคโนโลยีระบบน้ำไหลเวียนจากการเลี้ยงปลามาใช้ในการปลูกผัก และการปลูกผักกลับหัว
                          ตั้งแต่ปากทางเข้างาน จะเห็นการตกแต่งเป็นรูปภูเขาย่อมๆ กับเส้นทางหลากสี ที่แต่งด้วยเมล็ดพันธุ์ผัก รวมถึงผักที่ปลูกในถ้วยแก้ว แขวนไว้กับกิ่งไม้ ก็เป็นไอเดียเก๋ๆ โดดเด่นเห็นแต่ไกล ก็ต้องเป็นฟักทองสีส้มขนาดยักษ์ ใหญ่จริงๆ เพราะลูกที่ใหญ่สุดที่นำมาโชว์ในงาน ชั่งน้ำหนักตอนที่ตัดได้ถึง 82 กก.
                          “ฟักทองยักษ์นี้ มาจากสายพันธุ์ “แอตแลนติก ไจแอนท์” เป็นฟักทองยักษ์อเมริกาที่มีขนาดใหญ่น้ำหนักถึง 450 กก. ซึ่งเราปลูกได้ใหญ่สุด 82 กก. และมีมาโชว์ในงานนับ 100 ลูก จากการระดมปลูกไปทั่วประเทศ ในการจัดงานครั้งหน้า อาจจะจัดประกวดปลูกฟักทองยักษ์เผื่อจะได้ลูกที่ใหญ่กว่านี้” คุณมนัสเล่าให้ฟังและยังย้ำด้วยว่า “สายพันธุ์พื้นเมืองก็มีความสำคัญ และยังเก็บรักษาไว้เพราะใช้เป็นสายพันธุ์ในการพัฒนาให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น และยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำหมัน ผู้ที่นำไปปลูกสามารถปลูกต่อได้ แต่เพราะเป็นรุ่นหลานผลผลิตที่ได้อาจจะไม่เหมือนรุ่นลูก ซึ่งการพัฒนาสายพันธุ์ส่วนใหญ่เน้นส่งขายไปตลาดต่างประเทศในภูมิภาค 65-70%”
                          พอเดินเข้าไปด้านใน จะเจอกับแปลงผักขนาดย่อมๆ ที่มีผักสารพัดชนิด ให้เราได้ชมกัน ทั้งคะน้า กวางตุ้ง กระหล่ำ บร็อกโคลี่ มะเขือที่มีมากมายสารพัดแบบและขนาด ทั้งมะเขือเปราะ มะเขือม่วง มะเขือม่วงลายขาว มะเขือม่วงหลอดไฟ
                          ลอดซุ้มน้ำเต้าที่กำลังออกลูกขนาดใหญ่ ฟักแฟงห้อยผลโตลงมาอวดสายตา สุดทางเจอกับแปลงดอกไม้หลากสีสัน และการตกแต่งชนิดที่ว่าอดจะเซลฟี่กันไม่ได้ทีเดียว อีกด้านหนึ่งเป็นโรงเรือนปิด ที่ต้องบอกว่า “ห้ามพลาด” โดยเฉพาะโรงเรือนฟักทองหลากชนิด ที่มีตั้งแต่ขนาดเท่ากำปั้นไปถึงขนาดยักษ์แล้วยังมีรูปทรงแปลกตา ใครอยากเห็นฟักทองจานบิน ที่หน้าตาช่างเหมือนจานบิน ต้องมาที่นี่

 

‘โจน จันใด’ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการพึ่งพาตนเองและการแบ่งปัน

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150104/198765.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2558
'โจน จันใด'ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการพึ่งพาตนเองและการแบ่งปัน
'โจน จันใด'ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการพึ่งพาตนเองและการแบ่งปัน
'โจน จันใด'ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการพึ่งพาตนเองและการแบ่งปัน

ถิ่นไทยงาม : ‘โจน จันใด’ ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการพึ่งพาตนเองและการแบ่งปัน

                               “ชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เราทำให้มันยากเอง” บทสรุปนิยามของการใช้ชีวิตสั้นๆ แต่ได้ใจความของ โจน จันใด หนุ่มใหญ่ที่ละทิ้งชีวิตในเมือง มาทำไร่ ทำนา สร้างบ้านดินอยู่อย่างพึ่งพาตนเอง และแบ่งปันไปสู่คนรอบข้าง ท้ายที่สุดก่อตั้งศูนย์พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้พึ่งพาตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์ อยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
                               โจน จันใด ลูกชาวนายโสธร เข้ามาทำงานใช้เงินอยู่ในกรุงเทพฯ 7 ปี แต่ก็เห็นว่าชีวิตอยู่ยากเกินไป ทำงานมากเกินไปแต่ไม่เหลืออะไรเลย จึงเกิดความคิดว่า ชีวิตต้องทางเลือก
                               “กลับมาบ้าน ลองทำนาอินทรีย์ เลิกซื้อเสื้อผ้า สิ่งฟุ่มเฟือย และดูแลสุขภาพมากขึ้น ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตน่าอยู่ขึ้น อิ่มกับการมีชีวิตอยู่” ระหว่างนั้น โจน จันใด แต่งงานกับสาวอเมริกัน และมีโอกาสเดินทางไปอยู่อเมริกา 2 ปีตามคำร้องขอของภรรยา จนช่วงหนึ่งที่ได้ปั่นจักรยานเที่ยวไปตามรัฐต่างๆ จนไปเห็นบ้านดินของอินเดียนแดง จึงเข้าไปพูดคุยแล้วคิดว่าอยากทำ อยากกลับบ้านมาทำบ้านดิน
                               พอกลับถึงเมืองไทยเขาทดลองทำบ้านดิน ลองผิดลองถูก เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และแบ่งปันความรู้ไปยังท้องถิ่นอื่นๆ ช่วง 2 ปีแรกที่เขาต้องเดินทางอยู่ตลอดเพื่อไปสอนทำบ้านดิน โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จนเหลือเงินก้อนสุดท้ายนำมาซื้อที่ดินอยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเริ่มลงมือปลูกพืชผักอาหารไปด้วย สร้างบ้านดินเพื่ออยู่อาศัยไปด้วย
                               วันนี้ ที่ดินของเขา 20 ไร่ ก่อเกิดเป็น ศูนย์พันพรรณ ด้วยความที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติมาอาศัยอยู่เพื่อเรียนรู้ และเป็นศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พืช รวมถึงการแต่งงานครั้งที่ 2 ดูเหมือนชีวิตเขามั่นคงขึ้น บ้านหลังต่างๆ ในที่ดินของเขา ล้วนเป็นบ้านดิน ที่สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขาและอาสาสมัครที่มาพักเพื่อเรียนรู้เรื่องการทำบ้านดิน วิถีเกษตรพอเพียง รวมถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์
                               โจน จันใด จะเปิดคอร์สรับอาสาสมัครมาอยู่ที่ศูนย์เพื่อเรียนรู้วิถีเกษตรแบบพึ่งพาตนเองของเขาเป็นช่วงๆ มีอาสาสมัครจากหลากหลายประเทศมาอยู่ร่วมกัน ทุกคนต้องช่วยเหลือกันทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องการอยู่การกิน การทำอาหาร โดยใช้พืชผักที่ปลูกจากไร่ของเขานั่นเอง  รวมถึงพี่ชายของภรรยาคนที่ 2 ของโจน จันใด ที่ตามมาดูชีวิตความเป็นอยู่ของน้องสาว หลังแต่งงานมาอยู่เมืองไทย กลับกลายเป็นว่า เขาก็ได้มาเรียนรู้วิธีการทำบ้านดิน จนสร้างบ้านสำหรับอยู่อาศัยได้เอง และยังช่วยเป็นครูสอนให้กับอาสาสมัครหน้าใหม่ๆ ที่เข้ามาเรียนรู้ที่ศูนย์แห่งนี้ด้วย
                               “อิ่มกับชีวิต แต่รู้สึกว่าเมล็ดพันธุ์ใหม่หายไปจากโลก หายไปเร็วมาก เพราะทันทีที่ระบบอาหารถูกทำให้เป็นธุรกิจ จึงมีการดัดแปลงเพื่อให้ตอบโจทย์ทางการค้า อย่างการตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ชีวิตที่เหลืออยู่ก็เลยอยากอยู่กับการเก็บเมล็ดพันธุ์”
                               โจน จันใด เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์แท้ของพืชท้องถิ่นจากสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกเท่าที่จะหาได้ พอลงมือปลูกได้ผล ก็แจกจ่ายคนไปยังคนอื่น แชร์เรื่องราวผ่านเฟสบุ๊ค จนมีคนสนใจขอเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูก พอได้ผลก็แจกจ่ายกันต่อไป ขณะเดียวกันก็มีคนส่งเมล็ดพันธุ์แท้จากที่อื่นๆ มาให้เขาด้วย จนวันนี้เขารวบรวมเมล็ดพันธุ์ได้ถึง 400 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพวกผักต่างๆ เฉพาะมะเขือเทศก็มีมากกว่า 100 พันธุ์แล้ว
                               ทุกวันนี้ เขายังมุ่งมั่นเก็บเมล็ดพันธุ์ และมุ่งหวังเรื่องการแบ่งปันโดยไม่หวังผลตอบแทน จนได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่โครงการ คนดีแทนคุณแผ่นดินของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และได้รับเลือกเป็น คนดีแทนคุณแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2557
                               เขาเชื่อว่า เมล็ดพันธุ์พืชแท้ จะเป็นรากฐานของการพึ่งพาตนเอง จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่กับการเก็บเมล็ดพันธุ์และแบ่งปันสู่คนรอบข้าง เพราะความสุขที่ยั่งยืน คือการแบ่งปัน

 

‘หมี่ครามน้ำหนึ่ง’ ผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141221/198009.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557
'หมี่ครามน้ำหนึ่ง' ผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย
'หมี่ครามน้ำหนึ่ง' ผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย

ถิ่นไทยงาม : ‘หมี่ครามน้ำหนึ่ง’ ผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย

                                 ไปถึงสกลนคร มองหาของฝากถูกใจ มองไปมองมา เจอกับผ้าคลุมไหล่ย้อมคราม ดูสวยเย็นตา ถามไปถามมาถึงได้รู้ว่า เป็นอีกหนึ่งของดีเมืองสกล มีแหล่งผลิตอยู่ที่บ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม ไปถึงสกลทั้งที ก็น่าจะไปดูให้ถึงแหล่งผลิต ว่าแล้วก็บึ่งรถจากตัวเมืองสกลไป ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบ อันเป็นที่ตั้งของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย
                                 บ้านศูนย์กลางที่ตั้งกลุ่มทอผ้า มีเนื้อที่กว้างขวาง ตั้งกี่ทอผ้าเรียงเป็นแถว นับสิบตัว ทั้งคนสาว คนสูงวัย นั่งประจำที ค่อยๆ แกะลอยทอผ้าไปเรื่อย ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีทั้งลายผ้า และสินค้าทอมือเสร็จแล้ว วางโชว์ด้วย ขายด้วย ส่วนบริเวณด้านหลังบ้าน เป็นลานปั่นฝ้าย ตั้งเตาต้มคราม และกะละมังแช่ฝ้าย ทุกขั้นทุกตอนใช้แรงงานคน ค่อยทำค่อยเป็นค่อยไป
                                 กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย มีสมาชิกในกลุ่ม 45 คน ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 32 กันยายน 2546 โดยคุณถวิล อุปรี เป็นประธานกลุ่ม  โดยมุ่งหวังจะคืนชีวิตให้ผ้าย้อมคราม ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะรื้อฟื้นและพัฒนากระบวนการผลิตผ้าย้อมครามขึ้นมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยใช้กรรมวิธีดั้งเดิมตั้งแต่กระบวนการย้อม ไปจนถึงการทอผ้าแบบโบราณ
                                 วันที่ไป เจอ คุณละอองดาว กลยณี เล่าเรื่องราวให้ฟัง ถึงได้รู้ว่า ที่มาของผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอยแห่งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นมรดกสืบทอดกันมานมนานตั้งแต่สมัยยายดำ ที่ไปเห็นแมลงกัดใบไม้ชนิดหนึ่งร่วงลงมา พอดีว่ายายดำบ้วนน้ำหมากไปโดนใบไม้นั้น ทำให้สีเปลี่ยนไป ก็เลยเก็บใบไม้นั้นมาแช่น้ำ ก็กลายเป็นสีคราม นำยางของต้นไม้มาแช่น้ำผสมน้ำหมากก็เป็นสีครามอีก เลยเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดการทดลองมาเรื่อย  ที่นอกเหนือจากใช้ต้นครามแล้วยังมีเปลือกไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีทั้งรสขม หวาน เปรี้ยว ฝาด มาผสม เป็นเป็นการปรุงอาหารให้รสชาติกลมกล่อม นำไปสู่การย้อมผ้าครามในทุกวันนี้
                                 นอกจากนี้ ยังมีที่มาของลายทอ “นกนางแอ่น” ที่เกิดจากการคิดค้นของนางพิม จนสามารถเอาชนะใจยายดำซึ่งเป็นแม่สามีได้ก็ด้วยลวดลายนี้เอง จึงสืบทอดกันต่อๆ มาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน คือคุณละอองดาว คุณถวิล เป็นต้น นอกจากลายนกนางแอ่นแล้ว ยังมีลายอื่นๆ อีกมาก รวมถึงการประยุกต์ผ้าทอ เป็นผ้าอเนกประสงค์ต่างๆ อาทิ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ไปจนถึงผ้าตัดเสื้อ
                                 การย้อมสีจากครามเป็นการย้อมเย็น อาศัยกระบวนการหมัก สีธรรมชาติที่ได้จากการย้อมเย็นเช่นนี้ มีเพียง 2 ชนิดในโลกเท่านั้น ซึ่งสีสันและเส้นใยที่ได้จะมีความคงทนสูงกว่าการย้อมที่ใช้ความร้อน
                                 ลักษณะดีของผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย ก็คือ สีไม่ตก สีติดทนนานตลอดการใช้งานของอายุผ้าเลยทีเดียว รวมทั้งยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แล้วยังป้องกันรังวสี UV ได้ ที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีคุณสมบัติทางสมุนไพรอีกด้วย
                                 จนทุกวันนี้ ชาวบ้านดอนกอยแทบจะทอไม่ทันขาย โดยเฉพาะมีออเดอร์จากต่างประเทศเข้ามาแต่ละครั้ง ยังต้องรอคิว แล้วแบบนี้จะไม่ยกให้ผ้าทอย้อมครามบ้านดอนกอย เป็นของฝากชิ้นเลิศได้อย่างไร

 

วันดอกกาแฟ(ถ้ำสิงห์)บาน

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141214/197648.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557
วันดอกกาแฟ(ถ้ำสิงห์)บาน

ถิ่นไทยงาม : วันดอกกาแฟ(ถ้ำสิงห์)บาน

                          ปัจจุบัน เหมือนคนไทยจะชอบดื่มกาแฟกันมากขึ้น อนุมานจากร้านกาแฟที่เห็นเปิดเป็นดอกเห็ด บางถนนขนาดว่าไปเดินสะดุดล้ม พอเงยหน้าขึ้นมาเป็นเจอร้านกาแฟ ผลที่ตามมาคือแหล่งปลูกกาแฟ เพื่อป้อนร้านกาแฟเหล่านี้ ก็แล้วแต่ความชอบ และสภาพพื้นที่ด้วย  หากเป็นภาคเหนือ อากาศหนาวเย็น พันธุ์กาแฟที่เหมาะก็คืออราบิก้า แต่ถ้าร้อนชื้น แบบโซนภาคใต้ ก็ถิ่นเขาล่ะ “โรบัสต้า”
                          ความแตกต่างของกาแฟ 2 ชนิดนี้ก็คงคล้ายตามสภาพพื้นที่ไปด้วย อราบิก้าจะหอม นุ่มนวล แต่โรบัสต้าจะเข้ม หอมยั่วยวนคอกาแฟไม่ต่างกัน
                          จังหวัดชุมพร ได้ชื่อว่า เป็นถิ่นที่ปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยผลิตได้ถึงร้อยละ 60 ของการผลิตกาแฟในประเทศ สมัยก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ กาแฟเขาทะลุ ซึ่งมีชื่อเสียงติดลมบนไปแล้ว หากแต่วันนี้ อีกฝั่งหนึ่งของชุมพรก็มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ อยู่ที่ ต.ถ้ำสิงห์ อ.เมืองชุมพร ที่ทำกาแฟออกขายในแบรนด์ชื่อตำบลตัวเองเช่นกัน
                          จะว่าไป กาแฟพันธุ์โรบัสต้า เป็นพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมของเกษตรกรตำบลถ้ำสิงห์ ที่เริ่มปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2512 โดยนายผวน ศิลปศร เป็นผู้นำกาแฟโรบัสต้า จากบ้านควนจำปา เข้ามาปลูกเป็นคนแรก แล้วก็สืบทอดต่อมาถึงรุ่นนายนิคม ศิลปศร ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ถ้ำสิงห์  แล้วก็ปลูกกันแพร่หลายจนโด่งดังว่า ถ้ำสิงห์เป็นดินแดนกาแฟที่มีคุณภาพ ไม่น้อยหน้ากาแฟเขาทะลุ ที่ฮอตฮิตติดตลาดเช่นกัน
                          ช่วงหนึ่งก่อนจะมีการรวมกลุ่มกันผลิตกาแฟภายใต้แบรนด์ถ้ำสิงห์ ชาวบ้านเริ่มเบื่อปลูกกาแฟ หันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกทุเรียนทวายกัน แล้วพากันโค่นต้นกาแฟทิ้ง แต่สุดท้ายก็เข้าสู่วังวนเป็นหนี้เป็นสิน ทำไม่พอกิน จนมารื้อฟื้นปลูกกาแฟกันใหม่ แต่คราวนี้เป็นการปลูกผสมผสานไปกับพืชชนิดอื่นที่ปลูกอยู่
                          “เมื่อก่อนปลูกทุเรียน เราเริ่มเป็นหนี้ คน 20 คนก็เลยมานั่งคุยกันว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ก็เลยว่าเอากาแฟมาปลูกใหม่เป็นพืชผสมผสานกันไปตามระบบเก่าที่เราอยู่ได้แล้วไม่เป็นหนี้ เริ่มคุยกันเมื่อปี 2551 ปี 2552 ก็ลงมือปลูก อีกปีต่อมาก็ได้ผลผลิต ทำกันมาจนปัจจุบันเราก็อยู่กันได้ จนปัจจุบันมีสมาชิกถึง 387 คน มีการปันผลให้ปีละ 10% จากรายได้จากการขายกาแฟกว่า 2 ล้านบาท”
                          คุณนิคมเล่าว่า จะแนะนำให้ปลูกแบบผสมผสานในสวน โดยมี 5 ตำบลเข้าร่วมในการปลูก มีพื้นที่รวมประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งมีสภาพดินเหมือนๆ กัน ส่วนสมาชิกผู้ถือหุ้นจะเปิดรับทั่วไป เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิก ทางกลุ่มยังสนับสนุนในด้านต่อยอดถึงขั้นเปิดร้านขายกาแฟได้ เรียกว่า ส่งเสริมทั้งการปลูก การแปรรูป ทำการตลาด และขายเอง
                          เมื่อก่อนรับซื้อเมล็ดกาแฟจากนอกกลุ่มด้วย แต่ช่วงนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงก็จะงดรับซื้อจากภายนอก แต่เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะรับซื้ออีกครั้ง เพื่อช่วยกันส่งเสริมผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ ส่วนขั้นตอนของการรับซื้อ จัดเก็บ อบ ตาก คั่ว บรรจุถุง ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 เดือนทีเดียว ซึ่งเมล็ดกาแฟสด 1 กิโลกรัม พอผ่านกระบวนการเรียบร้อยแล้วจะเหลือแค่ 2 ขีด จึงไม่แปลกใจที่ราคารับซื้อกับราคาขายมักห่างกัน
                          และด้วยความที่ปลูกกาแฟกันเยอะแยะมากมายนี่เอง ช่วงเวลาที่ต้นกาแฟออกดอกโดยมากจะเป็นช่วงปลายปี แต่สำหรับปีนี้ ฝนไม่ค่อยแน่นอน กาแฟเลยออกดอกล่าช้า คาดว่าจะออกดอกเยอะช่วงต้นปีถึงกุมภาพันธ์ ระยะนี้ใครผ่านไร่กาแฟแถวชุมพร จะได้เห็นสีขาวของดอกกาแฟสะพรั่งไปทั้งหุบไร่กาแฟให้ความสวยงามในช่วงกลางวัน แต่พอตกค่ำก็จะส่งกลิ่นหอมฟรุ้ง คลายความเหน็ดเหนื่อยของผู้ปลูก และสร้างความจรรโลงใจของผู้มาเยือนไม่ใช่น้อย

สวนดอนธรรม มั่งคั่งจากพอเพียง

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141207/197270.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2557
สวนดอนธรรม มั่งคั่งจากพอเพียง
สวนดอนธรรม มั่งคั่งจากพอเพียง
สวนดอนธรรม มั่งคั่งจากพอเพียง

ถิ่นไทยงาม : สวนดอนธรรม มั่งคั่งจากพอเพียง

                 วันที่รถตู้พาลัดเลาะเข้าไปตามคันนา บอกว่าจะพาไปส่งที่พัก และสถานที่นัดดินเนอร์กับผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ “ภุชงค์ โพธิกุฏสัย” และคณะ รวมถึงชมรมถ่ายภาพและสมาคมร่มบินแห่งเมืองกาฬสินธุ์ จนเกิดฉงนในใจ ที่นี่ดียังไง
                 จนเมื่อรถไปจอดหน้าประตูไม้ เฮือนกาฬสินธุ์ สวนดอนธรรม นั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า บางส่วนของพื้นที่ที่เราลัดเลาะเข้ามา ก็เป็นอาณาบริเวณของสวนดอนธรรมแห่งนี้แล้ว แถมด้วยชื่อบ้านพักแต่ละหลังก็มาจากชื่อต้นไม้ ดอกไม้ในท้องถิ่นนั่นเอง
                 “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” หวนนึกถึงทฤษฎีนี้ของในหลวงขึ้นมาทันที  ที่ผ่านมาหงุดหงิดใจทุกครั้งเมื่อได้ยินบางคนรวมถึงไกด์ทัวร์ และข้าราชการบางคนที่พูดแบบไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าต้องทำแค่พอกิน มีที่แค่พออยู่ ไปซะอย่างงั้น
                 ค่ำคืนนั้นเลยต้องจับเข่าคุยกับเจ้าของสถานที่เสียหน่อย ลุงโชฏึก คงสมของ ชายร่างใหญ่วัยกว่า 60 ท่าทางใจดี แต่งตัวเป็นคาวบอยมานั่งคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง ถึงเหตุของการมาสร้างเนื้อสร้างตัวจากพื้นที่กลางนาแห่งนี้ จากเด็กบ้านนอก เข้าไปทำมาหากินในกรุงเทพฯ โชคดีเข้าไปทำงานในบริษัทการบินไทย แต่ระหว่างนั้นก็ต้องดินรนทำมาหากินอย่างอื่น โดยตนเองกับภรรยาก็ยังต้องเข็นรถขายส้มตำอยู่ในซอยคู้บอน 27 ย่านรามอินทรา ก่อนจะเกิดการพลิกผันครั้งสำคัญในชีวิต
                 “บังเอิญเปิดทีวีดูช่อง 11 มีพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็รู้สึกว่าเข้าท่าดี ตัดสินใจทันที กลับบ้านด้วยเสื้อผ้า-กางเกงหมวกใบ ก็ขึ้นแท็กซี่ไปสนามบิน กลับมาหาที่ทางทำกินเลย พอเห็นลู่ทางตรงนี้เข้าท่า ก็กลับไปขอลาออก” ลุงโช เท้าความหลังให้ฟัง และยังย้ำว่า “ตั้งแต่วันนั้นที่เดินทางมา ไม่เคยท้อแท้ ท้อถอยเลย เพราะมีเป้าหมายชัดเจน มันมีพลัง”
                 ช่วงเริ่มต้นของการทำเพาะปลูก รวมถึงปลูกต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็ลงทุนทำร้านอาหาร บ้านพัก และห้องประชุมสัมมนา เพื่อหารายได้มาเลี้ยงตัวเอง  และยังตั้งเป้าไว้ว่า จะปลูกต้นไม้ให้ได้ 11,119 ต้น ภายในปีนี้ แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะเงินไม่ถึงและฝนแล้ง
                 ลุงโช ยังได้ย้ำถึงแนวทางการเดินรอยตามเศรษฐกิจพอเพียง ว่า ต้องเข้าใจในพระราชดำริและทำเป็นด้วย ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็ไม่เกิดผล ทั้งนี้พืชผลที่ได้ ตนเองใช้วิธีแจกจ่าย หรือที่ไหนมีงานบุญก็ส่งไปช่วยงาน พี่น้องไม่ต้องมาซื้อ เอาที่มีไป แล้วก็ไปขยายผล แลกเปลี่ยนกันกินไป ไม่ต้องมีหนี้มีสิน แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เกิดผล พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งลุงโชให้ความเห็นว่า สิ่งที่เป็นทุกวันนี้ เพราะคนไม่เข้าใจในเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้
                 “ถ้าทำเศรษฐกิจพอเพียงต้องเข้าใจ เข้าใจในพระราชดำริ อย่าฉาบฉวย อย่าเลียนแบบคนนั้นคนนี้ รู้กาลเทศะ อะไรทำก่อน ทำหลัง ก็สามารถทำได้” ลุงโชยังคงเดินหน้าปลูกต้นไม้เพื่อเป็นมรดกสำหรับอนาคตต่อไป มีดอกผลก็เก็บกินและแบ่งปัน และเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ก็สบายแม้ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยตัวของมัน
                 ลุงโชยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ “คุณของพระเจ้าแผ่นดิน คุณของแผ่นดิน ต้องใส่ใจ มนุษย์จะทุกข์และสุขอย่างไร ก็ต้องอาศัยแผ่นดินเกิด ก็ต้องคืนให้แผ่นดินเกิด ไม่น้อยก็มาก”
                 ทุกวันนี้ สวนดอนธรรม อบอวลไปด้วยบรรยากาศของท้องทุ่ง บ้านพักสไตล์บ้านไทยในชนบท แม้แต่บ้านที่เคยเป็นโรงเรียนในภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอก ก็ยังดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี รวมถึงการขยายห้องประชุม ออกแบบตามฉบับหลังคาบ้านทรงลาวขนาดใหญ่ รองรับงานเลี้ยง งานแต่งงาน และสัมมนา จุลูกค้าได้ 400 ท่าน กำลังขยายให้ได้ถึง 600 ท่านขึ้นไป หรือในยามที่อากาศดีๆ แบบนี้ จะจัดเลี้ยงด้านนอก ก็ได้บรรยากาศดีไปอีกแบบ
                 “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้องทำตามฝัน และฝันของตนคือแผ่นดินเกิด ไม่อยากให้มีปัญหา อยากให้สถาบันยังอยู่คู่กับแผ่นดินไปอีกกาลนาน ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข … มีเงินหมดได้ แต่เศรษฐกิจพอเพียงไม่มีวันหมด”
                 สวนดอนธรรม อยู่ตรงบ้านสะอาดสมศรี ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โทรศัพท์ 08-2801-8885

 

%d bloggers like this: