ต้องตัดสินใจ

All posts tagged ต้องตัดสินใจ

“ลาออก”หรือ”ยุบสภา” ถึงเวลา”สมัคร”ต้องตัดสินใจ?

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 9/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

สถานการณ์การชุมนุมขับไล่”รัฐบาลนอมินี่ระบอบทักษิณ” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ท่ามกลางความดื้อดึงแข็งขืนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว จนถึงกับประกาศใช้พรก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน ที่ยิ่งทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง

จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ โดยที่ไม่มีทางออกใดๆ ประเทศชาติก็จะไปสู่จุดหายนะล่มจมได้

ในท่ามกลางแรงกดดันของฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ ภาคสังคม กลุ่มองค์กรนักวิชาการ สถาบันการศึกษาต่างๆที่เหลืออดเหลือทนยิ่งขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะต่อบทบาทในการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองของระบอบรัฐสภาไทยที่ดูเหมือนไม่ อาจเป็นที่พึ่งที่หวังได้เลย จึงทำให้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯต้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขวิกฤติ เพื่อกอบกู้ศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาคืนมา โดยมอบให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นตัวกลางไปเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและพันธมิตรฯเพื่อหาทางออกให้ได้

จนนำมาสู่การหารือร่วมกันล่าสุดของตัวแทน 7 พรรคการเมืองในสภาฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน กับฝ่ายวุฒิสภา เพื่อเสนอทางออกผ่านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ไปเสนอต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้ตัดสินใจ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ข้อเสนอที่ให้ไป รวมถึงการให้”ลาออก”หรือไม่ก็”ยุบสภา”เสีย

นี่จะเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วง พอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีผู้ได้ชื่อว่า “ดื้อสุดขีด”ผู้นี้ จะสยบยอมหรือไม่ เช่นไร นับเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาด้วยใจระทึก และหากยังดื้อด้านที่จะใช้แนวทางที่ 3 ตามที่เคยประกาศหลายครั้ง คือ ไม่ยุบ-ไม่ลาออก แต่จะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยข้ออ้างเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยแล้วไซร้ ในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจะก่อกระแสกดดันอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่รู้สึกรู้สมต่อกระแสสังคม ยังยืนยันที่จะ”กระเตง”กันไปแบบนี้ ทำให้ชาติบ้านเมืองยิ่งเสียหายล่มจมมากขึ้น ก็น่าเป็นห่วงยิ่งว่า สถานการณ์อาจจะก้าวไปซ้ำรอยเหตุการณ์”พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี 2535 ที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆในเวลานี้ ได้ร่วมกันยืนกรานไม่ฟังเสียงต่อต้านของประชาชน จนนำไปสู่เหตุจลาจล”นองเลือด”ในที่สุด กลายเป็น”ตราบาป”ที่ทุกวันนี้ ก็ยังล้างคราบคาวกันไม่หมด

แล้วหนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังจะทำความผิดพลาด ก้าวซ้ำรอยเดิมอีก?

หรือจะต้องให้คนรุ่นหลังจารึกประวัติศาสตร์อันอัปยศไปชั่วลูกหลาน
นายชัย ชิดชอบ
ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“รัฐสภาในฐานะตัวแทนของประชาชนได้ปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน สรุปได้ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถึงข้อห่วงใยและข้อมูลต่างๆที่ได้มีการพูดคุยกัน เมื่อได้คำตอบอย่างไร ให้มาแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ

โดยส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจว่า ประธานวุฒิสภาจะเป็นคนกลางที่ประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ แต่การจะให้ทุกอย่างจบภายในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันหมักหมมพอสมควร

ถามเหตุใดจึงต้องให้เลขาฯพรรคพลังประชาชนไปแจ้งนายกฯด้วย

นายชัย-ก็ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯว่าจะตัดสินใจอย่างไร เราให้ไปเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและเรื่องที่จะต้องแก้ไข

ถาม-มีข้อเสนอให้นายกฯยุบสภาหรือลาออกใช่หรือไม่

นายชัย-ก็แล้วแต่เลขาธิการพรรคพลังประชาชนจะไปปรึกษากับนายกฯเอง เพราะคิดว่า ถึงนายกฯลาออกปัญหาก็คงไม่จบ และการทำประชามติก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศเป็นเรื่องใหญ่ หากทุกฝ่ายยังประจันหน้ากันอยู่ เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ทรุดลงทุกวัน ต่างประเทศก็ไม่เชื่อมั่น

ถาม-มีข้อเสนออะไรไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่

นายชัย-ไม่กล้าบังอาจ

ถาม-มีข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่

นายชัย-ได้สอบถาม 6 พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เขาก็ร่วมมือ ผนึกกันแน่น ไม่มีพรรคใดถอนตัว ขณะนี้เราขอร้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว

ถาม-การประชุมร่วมฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าล้มเหลวหรือไม่

นายชัย-ไม่ล้มเหลว บรรยากาศของบ้านเมืองจะเริ่มดีขึ้นเพราะลูกเห็บตกแล้ว และทันทีที่ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าวก็ควรจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว”
ประสพสุข บุญเดช
ประธานวุฒิสภา

“ผมได้ตั้งคณะทำงานประสานขึ้นมาจำนวน 8 คน ประกอบด้วยส.ว. 7 คน และนางสุวิมล ภูมิสิงหราช เวลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการคณะทำงาน จากนั้นได้เข้าเจรจากับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดยมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ คณะทำงาน เป็นผู้ประสาน

โดยจากการหารือพล.อ.อนุพงษ์ ได้แสดงความห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้หันหน้าเข้าหากัน ถอยคนละก้าว ขณะเดียวกันพล.อ.อนุพงษ์ ได้สนับสนุนให้ฝ่ายรัฐสภาช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศชาติ โดยทางทหารยืนยันจะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และจะไม่มีการทำปฏิวัติรัฐประหารอยางเด็ดขาด เพราะเห็นว่า วิธีการของรัฐสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ผมยังได้ประสานไปยังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ยังไม่มีการพบปะเจรจากัน เพราะจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย ซึ่งผมเข้าใจว่า จะต้องให้เวลา โดยยืนยันว่า ผมยังรออยู่และจะเปิดประตูที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาต่อไป

จากที่คณะทำงานได้นำข้อมูลข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆมาสนทนาอภิปรายร่วมกันถึง แนวทางการแก้ปัญหา แนวทางที่น่าจะเป็นทางออกในขณะนี้คือ ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ และเสียสละเพื่อประเทศชาติ และถอยกันคนละก้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ คือ

1.นายกฯควรประกาศลาออกเพื่อเปิดให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ และรัฐบาลใหม่ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้นก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกฯควรประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ 2.พันธมิตรต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใตกฎหมายและยุติการชุมนุม และ 3. สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกฯเสนอนั้น คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าปฏิบัติในตอนนี้”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ท่านประธานวุฒิสภาได้รายงานสิ่งที่ได้ไปทำมา ซึ่งยอมรับกันว่า ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่อยากจะเห็น เพราะยังมีความยากลำบากที่จะนำ 2 ฝ่ายมาเจรจากัน ส่วนการหารือดังกล่าวก็มีความเห็นที่หลากหลายและมองสถานการณ์ในหลายแง่มุม แต่ในส่วนของผมไม่ได้มีการเสนออะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจากหลายแง่มุม แต่ในที่สุดการดำเนินการโดยระบบรัฐสภาต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภาผู้ แทนราษฎร ซึ่งก็คือพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค โดยพรรคเหล่านี้ได้รับความเห็นต่างๆในวันนี้ไปแจ้งกับฝ่ายรัฐบาล

ถาม-จากการหารือ คาดหวังหรือไม่ว่า สถานการณ์จะคลี่คลายหรือคงอยู่อย่างนี้ต่อไป

นายอภิสิทธิ-ผมยังเป็นห่วงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าฝ่ายค้านและวุฒิสภาเป็นตัวประกอบ เพราะเราทำตามหน้าที่ และรัฐบาลก็เรียกร้องให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ

ผมรู้สึกหนักใจและเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไร เพราะยังมองไม่เห็นว่ามีวิธีใดจะเป็นหลักประกันได้ และเห็นได้ชัดว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การทำให้แต่ละฝ่ายพยายามเข้าใจอีกฝ่าย ยังมีน้อยมาก คือ ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ในกลุ่มผู้นำเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนด้วย ผมคิดว่าถ้าสามารถทำให้สังคมสมานฉันท์ได้ ต้องเริ่มต้นจากการพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก”
นายมั่น พัธโนทัย
รองนายกฯและรมว.ไอซีที
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“ที่ประชุมได้มอบหมายนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกฯและรัฐบาลลดอุณหภูมิลงบ้าง และขอให้ฟังทุกฝ่ายบ้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้น ในเมื่อต่างคนต่างแข็งกร้าว จึงเห็นว่า ควรให้นพ.สุรพงษ์คุยกับนายกฯเพื่อหาทางอะลุ่มอะลวยกัน ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่นพ.สุรพงษ์ไปคุยกับนายสมัครแล้วก็จะมีการประชุม อีกรอบเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบผลการเจรจาว่าเป็นไปในทิศทางไหน”
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“เราควรยึดหลักการในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ หากนายกฯไม่ตัดสินใจแก้ไข ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นมาแก้ไข หรือไม่ก็ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็อยู่ที่อำนาจของนายกฯว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นการพูดในหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือนายกฯแคนาดาก็ลาออกเพื่อแสดงสปิริตกันทั้งนั้น”
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกฯและรมว.คลัง
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้ผมไปพูดคุยกับท่านนายกฯ ซึ่งข้อเสนอนั้นมีหลากหลาย การพูดคุยวันนี้ ผมไม่รู้สึกหนักใจที่จะไปพูดคุยกับนายกฯและการหารือวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไปด้วย

ถาม-พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนขั้วใช่หรือไม่

นพ.สุรพงษ์-ก็ไม่ได้พูดคุยกัน เราคุยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ถาม-ประธานวุฒิสภาเสนอให้มีการยุบสภา

นพ.สุรพงษ์-อันนี้เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งยังไม่มีการลงมติ วันนี้เป็นเพียงการระดมความเห็น

ถาม-จะมีการพูดคุยกับพันธมิตรฯหรือไม่

นพ.สุรพงษ์-พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นการเจรจากับกลุ่มใดๆทั้งสิ้น

%d bloggers like this: