ต่อปากต่อคำ

All posts tagged ต่อปากต่อคำ

‘ขันติ’นำสู่’สันติ’

Published เมษายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140404/182254.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2557

 

‘ขันติ’นำสู่’สันติ’

‘ขันติ’นำสู่’สันติ’ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

 

            ยิ่งใกล้วันแห่งการชี้ชะตาอนาคตของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมไปถึงคณะรัฐบาล บนตารางเวลาที่มีการคาดเดากันจากประสบการณ์ในอดีตและความเป็นไปได้ในกระบวนการพิจารณาของตุลาการทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลสถิตยุติธรรม ยิ่งเพิ่มความกังวลใจให้ทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายที่ประสงค์จะเห็นทางออกของปัญหาบ้านเมืองวันนี้ที่เชื่อว่าไม่มีใครต้องการเห็นการปะทะหรือความรุนแรงที่นำไปสู่ความสูญเสียของแต่ละฝ่าย

ทางกองทัพได้มีการหารือเป็นการภายในเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในการชุมนุมของกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่มองกันว่านัดหมายในวันที่ 5 เมษายน อาจจะมีจำนวนมากเหมือนดังการชุมนุมที่เคยจัดขึ้นในราชมังคลากีฬาสถาน กระทั่งเคยนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้คนทั้งสองกลุ่ม ยังคงเป็นภาพที่สะเทือนใจคนจำนวนมาก ที่ได้เห็นต่างฝ่ายต่างแสดงความเคียดแค้นชิงชังประหัตประหารกันด้วยสรรพอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธที่สรรหามาห้ำหั่นกัน

บทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าของเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้ มีตัวอย่างในหลายสังคมดังรับทราบกันดี ซึ่งเปรียบไปแล้วสังคมของเรานับว่าสามารถรอดพ้นการเข่นฆ่าอย่างรุนแรงเช่นที่ปรากฏในบางประเทศทั้งในแอฟริกาและยุโรปมาได้ เพราะเชื่อว่าเบื้องลึกของจิตใจคนไทยส่วนใหญ่อาจไม่ชอบและแสดงออกซึ่งความโกรธเกลียด แต่ภายในก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความรู้สึก “เมตตา” และพร้อมจะให้ “อภัย” ซึ่งกันและกันได้

มุมมองในด้านดีของ “ความเป็นไทย” ยังคงเป็นประตูที่ถูกเปิดขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้ได้หลายครั้งครา แม้จะเป็นการพูดคุยหารือของ “ตัวแทน หรือ ผู้มีศักยภาพในการเชื่อมต่อประสานประโยชน์ของคนหลายฝ่ายเข้าหากัน” ก็ต้องถือว่าได้ช่วยผ่อนคลายเยียวยาแก้ไขวิกฤติมิให้พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าได้อย่างน่าพอใจ ถึงแม้บุคคลที่อยู่ “หลังฉาก” จะไม่แสดงตัวหรือถูกเผยตัวออกมาอย่างชัดแจ้ง ก็จำเป็นต้องให้กำลังใจและขอให้ใช้ “ขันติ คือ ความอดทนอดกลั้น (resilient)” ต่อความท้าทายนี้ต่อไป

ขณะที่คู่กรณีเองอาจดูเหมือนถูก “จับแยก” ให้อยู่นอกวงปะทะแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มาเป็นการพูดคุยสื่อสารกับมวลชนของตน “อย่างมีเหตุมีผล” มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีสัญญาณบ่งบอกนัยอะไรตามกระแสข่าวที่ปรากฏทั้งในแวดวงข่าวสารทั่วไปหรือในโลกสังคมออนไลน์ จะต้องเข้าใจว่า “กฎแห่งการปะทะ (rules of engagement)”  เพื่อเอาชนะภัยคุกคามทุกรูปแบบสำคัญที่สุดคือ “การรู้แน่ชัดถึงตัวตนศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม และเลือกใช้ทรัพยากรปัจจัยสนับสนุนต่างๆ อย่างถูกที่ถูกเวลา”

แต่วันนี้ ยังไม่มั่นใจได้อย่างแน่ชัดว่า “การเปิดแนวปะทะ” อย่างศัพท์แสงที่ใช้ในเชิงความมั่นคง ต่อการเข้าต่อกรกับอีกฝ่ายหนึ่งของทั้งสองกลุ่มที่เห็นแย้งเห็นต่างกันนั้น จะกระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมีเจตนาเพื่อดึงรั้งหน่วงเหนี่ยวเวลาให้เข้าสู่วงล้อมเพื่อการระดมโจมตีเอาชนะในขั้นสุดท้ายหรือไม่ แต่ได้เห็นคนจำนวนหนึ่งกำลังถูกทำลายความน่าเชื่อถือของกันและกันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในวันที่เราต้องการบุคคลซึ่งจะเข้ามาแก้ไขเยียวยาสถานการณ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ที่ปกติหาได้ยากยิ่ง กลับยิ่งหาได้ยากมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

กลยุทธ์การแก้ปัญหาบนภาวะความสุ่มเสี่ยงต่อ “โอกาสการเผชิญหน้าขั้นแตกหัก” ยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ “กฎการปะทะของแต่ละฝ่าย” ต้องถูกพิจารณาทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า ดังจะเห็นได้จากท่าทีของความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเหมือนในอดีตหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ได้แปรเปลี่ยนไปในทางตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย ถึงกระนั้นการต่อสู้ด้วยวิธีการรอการเพลี่ยงพล้ำของอีกฝ่ายในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า “waiting game” คือ ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ ต้องวัดใจกันดูว่า “ขันติ” ของใครจะเหนือกว่าใครหรือของใครจะกลายเป็น “ขันแตก” กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างที่หลายคนหวั่นเกรง

กว่า’เขา’จะได้อย่างวันนี้ :

Published เมษายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140328/181796.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2557

 

กว่า’เขา’จะได้อย่างวันนี้ :

กว่า’เขา’จะได้อย่างวันนี้ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

 

              ผมร่วมคณะเดินทางไปต่างประเทศกับสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติสถาบันหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสเห็นกระบวนการทางการเมืองการปกครองของหลายประเทศในยุโรป จะนำมาพูดคุยกับท่านทั้งหลายในส่วนของสาระสำคัญที่ได้พบเห็นในประเทศหลักๆ เผื่อว่าจะเป็นตัวอย่างให้บ้านเมืองของเราสามารถผ่านพ้นวิกฤติในวันนี้ไปได้บ้าง

ต้องยอมรับว่า เรื่องของสายการบินมาเลเซียที่สูญหายกับการผนวกดินแดนบนแหลมไครเมียของรัสเซีย เป็นประเด็นร้อนที่อยู่ในความสนใจของคนในยุโรปเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างอยู่ในโรงแรมส่วนมากผมจะเปิดทีวีในระบบ “ดิจิทัล” ที่เขาเริ่มใช้ก่อนหน้าสังคมของเราราวๆ กว่าสิบปี ทำให้เห็นวิวัฒนาการของความกลมกลืนทางวัฒนธรรม ที่แม้แต่ด่านผ่านคนเข้าเมืองระหว่างประเทศในยุโรปวันนี้เป็นโครงสร้างที่อยู่บนถนนเชื่อมต่อระหว่างประเทศ แต่ไม่ได้ใช้งานมานานนม เพราะมีการวางระบบวีซ่าและกรรมวิธีทางราชการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป (อีซี) จึงเห็นว่า ในอนาคตประเทศของเราเมื่อเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบคงหนีสภาพเช่นเดียวกันนี้ไม่พ้นแน่นอน

แต่เรื่องน่าห่วงของหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พบว่าวันนี้คนเยอรมันไม่นิยมมีบุตรหลานคล้ายๆ กัปประเทศสิงคโปร์ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ทำให้เราได้เห็นคนเติร์ก คนเชื้อชาติอื่นๆ ที่มิใช่คนเชื้อชาติเยอรมันอพยพเข้าไปอยู่ในประเทศ กระทั่งเป็นปัญหาที่ “แองเจลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กของเยอรมัน ต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งในรูปสวัสดิการและระบบภาษี

ทั้งนี้ความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของหลายประเทศเชื่อว่า นอกจากความมีวินัยการเคารพสิทธิหน้าที่ของกันและกันแล้ว ยังอยู่ที่ความสามารถของผู้นำที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยความเสียสละและมุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หลายคนในเยอรมันอาจพยายามลืมความหลังอันโหดเหี้ยมในช่วงสงครมโลกครั้งที่สอง แต่พยายามรักษา “บทเรียนต่างๆ” ไว้ในสถานที่ต่างๆ ทั้งสถานที่ราชการ สิ่งก่อสร้าง รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมเอาสิ่งดีและสิ่งที่หลายคนอยากลืมเอาไว้เตือนความทรงจำ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ทหารสมัยสงครามใหญ่ทั้งสองครั้ง

ผมหันมาดูความขัดแย้งของสังคมเราในวันนี้ เห็นทางออกที่สำคัญว่า ต้องอยู่ที่ความเสียสละของคนจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกฝ่าย อาจต้องใช้โอกาสที่เหลืออยู่เรียนรู้ความผิดพลาด ลดทิฐิความเกลียดชังซึ่งกันและกันลงให้มากที่สุด เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกันให้ได้เหมือนบทเรียนของหลายประเทศในยุโรป

ความคับแค้นความเกลียดชังและสันติภาพ

Published มีนาคม 22, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140321/181286.html#.Uy2qUaiSyig

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2557

ความคับแค้นความเกลียดชังและสันติภาพ

ความคับแค้นความเกลียดชังและสันติภาพ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

               เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เห็นภาพนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สวมเครื่องประดับเครื่องหมาย “สันติภาพ” ซึ่งพวกเรามักจะคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่ว่านี้ของ กลุ่มต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ รวมไปถึงกลุ่มรณรงค์สิ่งแวดล้อมอย่างกรีนพีซ (Green Peace) มักนำมาใช้อย่างชินตา โดยข้อเท็จจริงเป็นรูปการบ่งบอกเครื่องหมาย “สัญญาณธง” ดังที่เห็นเป็นลายเส้นไขว้กันในกรอบวงกลมทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งถ้าเป็นประชาชนคนทั่วไปสวมใส่สัญลักษณ์ดังกล่าวคงไม่อยู่ในความสนใจ แต่เมื่อผู้สวมใส่เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งกำลังอยู่ในวงล้อมของคดีความและแรงกดดันรอบด้าน จึงทำให้หลายฝ่ายใคร่รู้ถึงที่มาที่ไป ซึ่งตัวนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยความในใจผ่านทางสื่อต่างๆ อยู่พอสมควรแล้ว
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในวันนี้ เป็นเรื่องน่าขบคิดว่า เส้นทางบนถนนการเมืองของใครหลายคนจะต้องแปรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงศาลสถิตยุติธรรมในเร็วๆ นี้ เพราะหลายคดีมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องหลายต่อหลายฝ่าย ทั้งตัวรัฐบาลเองและฝ่ายตรงข้าม ทั้งในทางแพ่งและทางอาญาควบคู่กันไปด้วย

สำหรับคดี “จำนำข้าว” มีการแจ้งข้อกล่าวหาอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 คน คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และ นายภูมิ สาระผล ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานโครงการรับจำนำข้าว ที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาลและมีส่วนในการควบคุมดูแลโครงการดังกล่าวด้วยตนเองจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาในเวลาต่อมา การแจ้งข้อกล่าวหานายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ กับพวก เป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมายของผู้ติดตามเรื่องที่เกิดขึ้นมาแต่ต้น เพราะโครงการรับจำนำข้าวในครั้งนี้ นอกจากความพยายามของ กปปส.จะดึงเอาชาวนาหลายภูมิภาคเข้าร่วมขบวนการเรียกร้องรับเงินค่างวดที่ชาวนาจะต้องได้รับจากรัฐบาล ยังถือได้ว่า โครงการที่เข้าข่าย “ประชานิยม” นี้ ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาสลับซับซ้อนทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่น และการบริหารจัดการที่สร้างปัญหามากมาย

การเลื่อนขอเวลาชี้แจงออกไปอีก 15 วัน ของนายกรัฐมนตรี ได้รับการตอบสนองและให้โอกาสจาก ป.ป.ช. ด้วยการยินยอมให้มีการเลื่อนได้อีกหนึ่งครั้ง ซึ่งระยะเวลาทางการเมืองทุกชั่วโมงนาทีย่อมมีความหมาย เพราะเหตุการณ์ที่ก่อนหน้านี้ดูจะเขม็งเกลียวก็ผ่อนคลาย เมื่อ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จัดชุมนุมรวมทุกเวทีไปที่สวนลุมพินี ทำให้บรรยากาศการเผชิญหน้ากันระหว่างแกนนำ กปปส. ที่เคยคิดจะไล่ล่าผู้นำรัฐบาลได้เปลี่ยนยุทธวิธีการเฝ้าคอยจังหวะเวลา ซึ่งอาจไปตรงกับแนวคิด “ผลมะม่วง” ที่รอวันสุกงอมของนักวิชาการอย่าง ธีรยุทธ บุญมี เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้

ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายไม่เชื่อว่า ท่ามกลางคลื่นลมที่แลดูสงบอยู่นี้จะไม่มีคลื่นใต้น้ำ หรือ “มือไม้ของผู้ไม่หวังดี” ที่รอจังหวะเวลาในการกระทำการหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อตอบโต้หรือสร้างสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราจึงยังเห็นบังเกอร์ของกองทัพอยู่ในที่ชุมชน ซึ่งมีคนคิดไปได้ในทุกกรณี ทั้งการเฝ้าระวังหรือคิดเลยไปถึงการตระเตรียมการเพื่อกิจกรรมบางอย่างเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นการคาดเดาที่อาจจะนำไปสู่การยุติปัญหาคาราคาซังและยืดเยื้อมากกว่า 3 เดือน นอกจากจะสร้างความแตกแยกวุ่นวายทางสังคม ยังบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอย่างเห็นได้ชัด เพราะเริ่มมีหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและกิจการหลายกิจการเตรียมย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ทำให้มองได้ว่า “สันติภาพ” จะเกิดขึ้นได้ ทุกฝ่ายจะต้องแก้ปัญหาที่โน้มนำไปสู่ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคับแค้นใจ และความเกลียดชัง ที่จะเป็น “ชนวน” หรือ “เชื้อไฟ” ที่จะโหมให้การปะทะกันเกิดขึ้น นั่นคือ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือองคาพยพในส่วนของศาลยุติธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เป็นที่พึงพอใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มีความเชื่อกันว่า จะเกิดการลุกฮือขึ้นของฝ่ายที่ได้รับผลกระทบนั้นๆ และน่าจะลุกลามบานปลายไปถึงการเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนอีกจำนวนมาก ดังนั้นหากมีวิธีการใดๆ ทั้งการเจรจาที่เดินหน้าอยู่ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง รวมไปถึง “ข้อต่อรอง” ทางการเมืองหลายๆ อย่างถึงกระทั่งให้พรรคการเมืองคู่กรณีมีการเว้นวรรคหรือการสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ขัดตาทัพเหมือนตัวอย่างของหลายประเทศที่เลือกสรรเอาบุคคลที่มีตำแหน่งทางสังคมเป็นที่ยอมรับเข้ามาบริหารจัดการปัญหาให้เรียบร้อยก่อนการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ก็ยังคงเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจหาทางออกที่ลงตัวได้ หนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้อาจต้องฝากความหวังไว้กับกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมี “คำอธิบายอย่างสะเด็ดน้ำ” ในทุกกรณีของคำพิพากษา ทั้งการอธิบายใน “ข้อเท็จจริง” และ “ข้อกฎหมาย” ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาองค์กรและประเทศชาติเป็นส่วนรวม

……………………………

(หมายเหตุ  : ความคับแค้นความเกลียดชังและสันติภาพ : ต่อปากต่อคำ  โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn)

ถึงวันนี้อย่างไรก็ต้อง’รัฐบาลแห่งชาติ’

Published มีนาคม 11, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140307/180341.html#.Ux8U9T-SxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2557

ถึงวันนี้อย่างไรก็ต้อง’รัฐบาลแห่งชาติ’

ถึงวันนี้อย่างไรก็ต้อง’รัฐบาลแห่งชาติ’ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/twitter@DoctorAmorn

           คำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” อาจดูเป็นของแสลงสำหรับใครบางคน แต่ด้วยความที่ผู้เขียนมีกัลยาณมิตรอยู่ทั้งฟากฝั่ง “กปปส.” และ ซีก “รัฐบาล” ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวในบางจุดและมีข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนในเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความลับ เรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองที่มักเก็บงำอยู่กับแกนนำของแต่ละฝ่ายที่ผู้เขียนไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่สำหรับแนวคิดที่มีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีข้อเสนอแนะกันมานั้น ชัดเจนว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” เป็นหนึ่งใน “ตัวเลือก” ที่กำลังมาแรงมากที่สุดตัวเลือกหนึ่ง และมีแนวโน้มของความเป็นไปได้อย่างสูงยิ่ง

คงเห็นได้จากการออกมาให้ข่าวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะผู้อำนวยการ ศรส. ต้องการเจรจาตัวต่อตัวกับ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ของประเทศ แม้จะดูเป็นการแก้เกมกันทางการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ทาง คุณสุเทพ ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการเจรจาตัวต่อตัวระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ดูเหมือนว่าทางฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงท่าทีไม่ตอบรับท่าทีของคุณสุเทพ ด้วยวาทกรรมทางการเมือง “สนามประชาธิปไตย” ที่สร้างความฮือฮาและกินใจคนหลายคน

อันที่จริง คำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” หาได้เป็นของน่าประหวั่นพรั่นพรึงใดๆ ไม่ เนื่องด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมการเมืองของหลายต่อหลายประเทศต้องแก้ปัญหาด้วยการพร้อมใจกันเสียสละของบุคคลชั้นนำในสังคม เช่น นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนทุกหมู่เหล่า เราน่าจะยังคงจำกันได้ถึงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบนับแต่การก่อการร้ายสากลเกิดขึ้นต่อเนื่องและกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้กับลัทธิการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาในเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึกเวิลด์เทรดในมหานครนิวยอร์กถูกเครื่องบินโดยสารพุ่งเข้าชนสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  แต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนอเมริกันรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แม้กระทั่งรัฐสภาอเมริกันยังผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติมาก่อนปัญหาส่วนตัว ไม่ต่างกับการอภิปรายในรัฐสภาของอังกฤษ กรณีที่จะต้องประกาศสงครามและต้องใช้เสียงสนับสนุนของทั้งรัฐสภา ซึ่งปกติเราจะเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศนี้เป็นตัวอย่างของการโต้เถียงบนพื้นที่เวทีรัฐสภาให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นานาอารยประเทศ พอถึงวันที่อังกฤษเข้าร่วมรบกับอเมริกาในวิกฤติการณ์สงครามในอิรัก ซึ่งมีทหารของเขาบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ทางรัฐสภาโดยพรรคฝ่ายค้านเองในเวลานั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น วิลเลียม เฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของ โทนี แบลร์ ยังกล่าวในรัฐสภาทำนองว่า “เวลานั้นเขาจำเป็นต้องละวางความเห็นต่างในเรื่องอื่นๆ เพื่อดูแลลูกหลานของเขาก็คือเหล่าทหารหาญที่อยู่ในสมรภูมิที่กำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อการต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง (ตามความคิดของเขา)”

จึงน่าจะเป็นบทเรียนแก่ประเทศไทย นำมาเป็นแนวทางพิจารณาหาทางแก้ปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ ซึ่งเมื่อมีรัฐบาลแห่งชาติ จะเป็นการร่วมกันบริหารประเทศของพรรคการเมืองต่างๆ และคณะบุคคล ซึ่งอาจได้รับเลือกมาโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาร่วมเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งกรอบเวลาอาจอยู่ที่ “หนึ่งถึงสองปี” โดยตัวนายกรัฐมนตรีจะเป็นคุณยิ่งลักษณ์ หรือคนในพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากตรงนี้ สุดแต่จะตกลงกัน เพราะการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีกระทำกันในรัฐสภาอย่างเปิดเผย ใครได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าตามกติกาของรัฐธรรมนูญยังคงกำหนดไว้ชัดเจนให้กระทำเช่นนั้น แต่จะมีข้อตกลงอื่นใดนอกเหนือจากนี้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ยังกระทำได้

ผมจึงใคร่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาและนำพาต่อแนวคิดข้อเสนอต่างๆ รวมไปถึงแนวทางการ “นิรโทษกรรมผู้กระทำผิดอันเนื่องมาจากการชุมนุมของทั้งสองฝ่าย” ในส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับคดีอาญา ยกตัวอย่าง การละเมิดหรือฝ่าฝืนประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เมื่อครั้งที่ผ่านมา น่าจะมีคนจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเชื่อฟังการนำของแกนนำแต่ละฝ่ายไปดำเนินการล่วงละเมิดข้อบังคับต่างๆ ในพระราชกำหนดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทำการประทุษร้ายต่อร่างกายจิตใจผู้อื่น หรือรุนแรงกระทั่งเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต อย่างนี้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณานิรโทษกรรมได้ และเมื่อใดที่ทุกอย่างคลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติมีความแน่ใจว่า ปัญหาความรุนแรงทางความคิดอุดมการณ์จะไม่มาแบ่งแยกบั่นทอนความรักความสามัคคีของคนในชาติอีก ก็จะถึงเวลาของการ “เลือกตั้งทั่วไปหลังการปฏิรูปประเทศ” จะเกิดขึ้นสานทอความฝันของหลายฝ่ายให้เป็นความจริงขึ้นได้ อันนี้คือ “โลกสวยของจริงที่สุด”

ยังมีอะไรให้เจรจา

Published มีนาคม 11, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140228/179879.html#.Ux8P9D-SxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557

ยังมีอะไรให้เจรจา

ยังมีอะไรให้เจรจา : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

               ไม่ถือเป็นการกีดกั้นความพยายามของหลายๆ ฝ่ายที่ร่วมกันแสวงหาทางออกให้เกิดสันติภาพท่ามกลางหมอกควันแห่งความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันแตกหักอยู่ในเวลานี้ แต่มีข่าวลือหนาหูถัดจากนั้นมาว่า การเจรจาครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นมีบางฝ่ายเร่งเร้าให้เกิดการเจรจา เพราะผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาหวังไว้สูงยิ่ง ทั้งผลในทางตำแหน่งหน้าที่และลบคำสบประมาทที่คนจำนวนมากมองว่าการเจรจานั้นยากจะเกิดขึ้นได้

โดยปกติแล้วนักเจรจาต่อรองทราบดีว่าการพูดคุยบนโต๊ะเจรจาต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าใครได้ประโยชน์ส่วนใดอย่างไรและบนเงื่อนไขประการใดบ้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว ณ สถานที่ซึ่งมีการเปิดเผยผ่านสื่อเป็นฉากหนึ่งที่ผ่านการรับรู้ของคนทั่วไปว่าเป็นเรื่องหนักไปทางการพูดคุยในฐานะคนคุ้นเคย
และอำนาจตัดสินใจจริงๆ กลับไม่อยู่ที่คู่เจรจา จะว่าเป็นการหยั่งเชิงดูท่าทีของแต่ละฝ่ายคงไม่ผิดไปจากความจริงมากนัก

ส่วนการปล่อยข่าวถึงประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ที่หนักหนาสาหัสมากขนาดต้องหักหาญไม่ให้ที่ยืนแก่นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ดังมีหลายคนคงจะได้เห็นการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าง น่าจะเป็นเจตนาร้ายของกลุ่มที่ต้องการล้มโต๊ะเจรจาเพราะความสำเร็จในการเจรจาย่อมมีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ จึงไม่แปลกใจที่ข่าวการก่อวินาศกรรมลอบยิงลอบโจมตีแต่ละฝ่ายเกิดขึ้นถี่ยิบ ถึงขนาดที่ผู้บัญชาการทหารบก ต้องออกโรงสั่งการให้กองทัพเข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แม้บรรยากาศตามสี่แยกสำคัญวันนี้อาจแลดูน่าหวั่นไหว เพราะใครที่ขับรถหรือเดินทางไปในหลายพื้นที่จะพบเห็นทหารอยู่ในบังเกอร์ติดอาวุธครบมือ
ความต้องการที่จะไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายมากไปกว่านี้ยังคงอยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายสันติวิธีที่เป็นฉากหลังใน “วอร์รูม” ของแต่ละฝ่าย ซึ่งต้องปะทะและทัดทานกับแรงผลักดันให้รบขั้นแตกหักของคนอีกฟากฝั่งของทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน

เฉพาะอย่างยิ่ง “กระแสข่าว” ที่เริ่มหนาหูขึ้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยการจับตัว “ผู้นำ” ของทั้งสองฝ่าย และร่ำลือถึงขนาด
ไปไกลถึงการประสงค์ต่อชีวิตร่างกายของแต่ละฝ่ายได้เริ่มแผ่ขยายออกไปในโซเชียลมีเดีย ด้วยคนเหล่านี้มองเห็นว่าการเจรจาใดๆ ไม่น่าจะบรรลุผลประโยชน์โพดผล เพราะโอกาสที่จะมีใครรับประกันผลสุดท้ายของการเจรจาที่จะสยบความขัดแย้งในวันนี้และวันข้างหน้าให้สงบราบคาบ ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่
เกินความคาดหมาย

นี่คือเหตุผลที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าเหตุใดการเจรจาครั้งล่าสุดที่มีความจงใจให้เกิดขึ้นของบางฝ่ายไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาใดๆ ได้ และแกนนำ กปปส.อย่าง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มองว่าได้เดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับทางเดิมหรือการเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่ฟูมฟักมากว่า 3 เดือนเต็ม ทำให้บนโต๊ะเจรจาวันนี้มีสภาพไม่ต่างกับโต๊ะอาหารในโรงแรมหรูที่ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงาม แต่ไม่มีลูกค้าแวะเวียนมาชิมลิ้มลองรสอาหารอันโอชานี้เลย เวลานี้การเจรจาจะทำได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายถูกต้อนเข้ามุมพร้อมๆ กัน เมื่อนั้นเราจะได้เห็นใครบางคนที่อาจเป็นวีรบรุษตัวจริง ซึ่งทราบว่ามีคนแวะเวียนไปหารือขอคำแนะนำอยู่เนืองๆ เป็นผู้วางเงื่อนไขสำคัญที่สองฝ่ายไม่อาจปฏิเสธใดๆ ได้ นอกจากต้องยอมรับเพื่อไม่ให้ตนเองพวกพ้องและชาติบ้านเมืองได้รับความเสียหายมากไปกว่านี้

‘ดีเดย์’ 2 กุมภานี้?

Published กุมภาพันธ์ 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140124/177477.html#.UwrKa-OSxBM

การเมือง : ทัศนะบทความ
วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2557

‘ดีเดย์’ 2 กุมภานี้?

‘ดีเดย์’ 2 กุมภานี้? : คอลัมน์ต่อปากต่อคำ : โดย…ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/twitter@DoctorAmorn

                  ท่านที่รู้จักคำว่า “ดีเดย์” คงไม่ต้องอธิบายก็อาจทราบว่า ผมกำลังนำคำซึ่งเป็นรหัสลับทางการทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ร่วมตอบโต้กองกำลังฝ่ายอักษะในยุโรปได้ตัดสินใจใช้ยุทธวิธีรุกรบขั้นแตกหัก โดยกำหนดให้วันที่ 6 มิถุนายน 1944 ที่ต้องขึ้นกับการพิจารณาในขั้นสุดท้ายของฝ่ายบัญชาการ (dependent on final approval) เป็นเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา ในยุทธการยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งนอร์มังดีของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งแม้ฝ่ายพันธมิตรจะได้รับชัยชนะ แต่ก็มีความสูญเสียกำลังพลจากแรงต้านทานของกองกำลังนาซีเป็นจำนวนมาก
                  เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยเรา ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้น โดยหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งมือที่สามที่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีตัวตนสังกัดฟากฝ่ายแน่ชัด ทำการรุกไล่ระดมโจมตีสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายตลอดห้วงเวลาสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทั่งรัฐบาลตัดสินใจใช้มาตรการแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงด้วยการประกาศใช้ “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน.” ด้วยข้อสนับสนุนว่า เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้ปฏิบัติและป้องกันสิ่งไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ วันเลือกตั้งทั่วไป
                  ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในการเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นี้ รัฐบาลยังไม่ออกข้อกำหนดหลายประการที่สามารถกระทำได้ เช่น การกำหนดเงื่อนไขการออกนอกเคหสถานและการควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมทั้งฝ่ายอำนวยการสถานการณ์ได้ออกประกาศค่อนข้างชัดเจนว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลัง แต่อาจมีการควบคุมตัวแกนนำ กปปส.หากอยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้ จึงเป็นเหตุให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคราวนี้ไม่สร้างบรรยากาศอันน่าอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ คุณสุเทพ และแกนนำ กปปส.คนอื่นๆ จะเห็นได้จากการเดินหน้าท้าทายคำสั่งหรือข้อกำหนดการห้ามชุมนุมและการเดินทางเข้าไปในหลายพื้นที่ ซึ่งอยู่ในเขตประกาศตามพระราชกำหนด
                  สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นายทหารชั้นคุมกำลังหลายนายที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยต่างมีความกังวลว่า หากมีความเพลี่ยงพล้ำไม่ว่าจะมาจากกรณีใดๆ อาจทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จะมีความวุ่นวายโกลาหลอย่างยิ่ง ทั้งจากฝ่ายที่ไม่ต้องการการเลือกตั้งและฝ่ายที่สนับสนุนการเลือกตั้ง ที่เริ่มรายล้อมเข้ามาในเขตพื้นที่ของการชุมนุม
                  ดีเดย์ที่ได้หยิบยกให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นวันเผด็จศึกของแต่ละฝ่าย จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะเดิมพันของทั้งสองฝ่ายมีตัวแปรที่เชื่อว่า “การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นตัวชี้วัด” เพราะหากรัฐบาลสามารถเดินหน้าจัดการเลือกตั้งได้เป็นผลสำเร็จ แนวโน้มการได้เสียงข้างมากกลับมาจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะยังเลือกได้ไม่ครบทุกเขตก็มีความเป็นไปได้สูง และจะเป็นเงื่อนไขในการยืนยาวรักษาการต่อไปได้อย่างยาวนานแบบไม่ต้องสะทกสะท้าน
                  ขณะที่ทางกลุ่ม กปปส.ในทุกแถว ตั้งแต่แถวแกนนำชั้นผู้ใหญ่ ไปกระทั่ง “มือใหม่หัดขับ” ก็แพ้ไม่ได้ เพราะไม่มีหลักประกันใดมารับรองว่า คดีความจำนวนมากที่มีคิวยาวรออยู่ รวมถึงการคิดบัญชีของผู้ที่อาจมองว่าถูกหมิ่นศักดิ์ศรี เช่น การรื้อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่หากพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เลยยิ่งทำให้สมมุติฐานความขัดแย้งรุนแรงขั้นแตกหักในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นเรื่องไม่อาจมองข้ามได้
………………….
(‘ดีเดย์’ 2 กุมภานี้? : คอลัมน์ต่อปากต่อคำ : โดย…ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/twitter@DoctorAmorn)

การเมืองว่ากันไปแต่การบ้านเรื่องเก่าต้องไม่ลืม

Published กุมภาพันธ์ 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140207/178417.html#.UwnpieOSxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557

การเมืองว่ากันไปแต่การบ้านเรื่องเก่าต้องไม่ลืม

การเมืองว่ากันไปแต่การบ้านเรื่องเก่าต้องไม่ลืม : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

              วิกฤติการณ์การเมืองผ่านพ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ วันเลือกตั้งทั่วไปมาอย่างทุลักทุเล บอบช้ำไปด้วยกันทั้งฝ่ายกปปส.ที่คิดว่าจะปิดเกมอันยืดเยื้อยาวนานลงได้ แต่ดูเหมือนยังคงเป็นหนังม้วนยาวอยู่ต่อไป ขณะที่รัฐบาลเองเพลี่ยงพล้ำทั้งจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนและผลอันเนื่องมาจากการล้อมคูหาและที่ทำการไปรษณีย์ทำให้เป็นอีกส่วนที่กระทบต่อยอดผู้มาใช้สิทธิอย่างเห็นได้ชัด

แต่เรื่องค้างเก่าที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เป็น “การบ้าน” ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ต้องไม่อ้างว่าเพราะติดชุมนุม เพราะเข้าที่ทำงานไม่ได้ เพราะหลายเรื่องก่อนการชุมนุมเดินคืบหน้าไปมากแล้ว อย่างคดี “เณรคำ” คดีรถหรูจดประกอบ และคนดังๆ หลบหนีคดีความอีกหลายเรื่องราว ไม่น่าจะปล่อยให้ผ่านพ้นไปแบบดิบๆ คือ อ้างเหตุผลมักง่ายเกินไป เหมือนเวลามีการจลาจลในอดีต เราเคยได้ยินข่าวการเผาสถานที่ราชการกระทั่งสถานที่เก็บเอกสารสำคัญอย่างกรมสรรพากร อย่างกองสลาก เพราะเมื่อก่อนระบบจัดเก็บข้อมูลยังเป็นเอกสารแผ่นกระดาษ เผาไปก็ไม่ต้องไปตามหา แต่วันนี้ จัดบันทึกในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ควรอ้างข้อจำกัดใดๆ เพราะท่ามกลางความสับสนวุ่นวายบริษัทห้างร้านต่างๆ อย่าง ปตท. ผมเคยติดต่องานเขาสามารถผ่านระบบคอมพิวเตอร์ไปถึงบุคคลที่เราต้องการพบได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าทำงานจากบ้าน (work from home) เชาทำกันมานานแล้ว

ถ้าใครจะอาศัยสถานการณ์ความชุลมุนวุ่นวายสำหรับการ “ฟอกตัว” หรือ พยายาม “แปลงสาร” เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดหรือชะลอการถูกดำเนินคดีเพื่อให้อายุความเดินไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้สึกรู้สา ทางเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลรับผิดชอบต้องถือว่ารู้เห็นเป็นใจละเว้นการปฎิบัติหน้าที่เอาความผิดครอบจักรวาลมาดำเนินคดีได้ทั้งทางแพ่งและอาญาเพราะหลายคดีมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล คนที่เขาเฝ้ารอการพิจารณาดำเนินคดีก็ยังรู้สึกว่า หลายหน่วยงานในยามปกติก็ใส่เกียร์ว่างกันอยู่แล้วยิ่งมาเจอม็อบและสถานการณ์ฉุกเฉินเลยละทิ้งงานการกันไป เหมือนข้าราชการ พนักงานจำนวนมาก ที่พอได้ยินคุณสุเทพจะไปปิดล้อมหน่วยงานของตนเอง คนมีอุดมการณ์นั้นมากอยู่ แต่พวกหลบหลีกไม่ชอบทำงานทำการก็ตีปีกดีอกดีใจ เพราะไม่ต้องตื่นเช้าไม่ต้องขับรถแย่งกับชาวบ้านมาทำงาน

จึงเห็นว่าท่ามกลางคนในทุกกลุ่ม มีทั้งคนน่านับถือและคนน่ารังเกียจปะปนกันอยู่ในทุกองค์กร สำคัญอยู่ที่ตัวตนและการยึดมั่นใน “หลักการและกติกาซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมรับว่าถูกต้องใช้ได้” ถ้าเราเดินตามช่องทางที่ว่านี้โอกาสพลาดยากมาก เหมือนสมัยคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี จำได้ว่าท่านเคยให้ความคิดเห็นเมื่อนักข่าวไปถามท่านในเรื่องบางเรื่องที่ล่าช้าหรือบางคนใจร้อนอยากได้คำตอบเร็วๆ ท่านก็กล่าวชัดเจนทำนองว่า “ถ้ายึดกติกาของบ้านเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ต้องกลัวผิดไม่ต้องกลัวอันตราย เพราะมันจะเป็นเกราะกำบังคุ้มกันภัยให้ด้วยตัวของมันเอง”

ทำให้ต้องเรียกร้องมายังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ซึ่งออกจะขี้เกรงใจหรือมีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงว่า แสดงความคิดเห็นใดออกไป พูดอะไรออกไปจะโดนคนหาว่าบ้าว่าเพ้อเจ้อหรือไม่เข้ากลุ่มเข้าพวกไหนก็ตาม ได้คิดกันใหม่ว่า หากท่านพิจารณาแบบปุถุชนมนุษย์คนหนึ่งแล้วว่า สิ่งที่จะลงมือทำหรือคิดอ่านขึ้นนั้นเป็นสิ่งดี ชอบด้วยกฎหมาย ให้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ไม่เบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ขอให้ท่านเดินหน้าตามแนวทางอุดมการณ์ของท่านอย่างองอาจกล้าหาญ และไม่ต้องประหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งใด

นอกจากคดีความค้างเก่าที่มากมายก่ายกอง ยังมีเรื่องที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันให้ดี เพราะคนจำพวก “โหนกระแส” ขอร่วมขบวนรถไฟที่มุ่งสู่ “ชัยชนะ” ภาษาชาวบ้านแปลง่ายๆ ว่า “ถ้าฝ่ายไหนชนะ ขออยู่ด้วย” อย่างนี้ ต้องระวัง เพราะเคยเตือนแม้กระทั่งรัฐบาลผ่านการขีดเขียนในคอลัมน์เช่นเดียวกันนี้ว่า “หากท่านเลือกใช้คนดีและไว้ใจคนดี ท่านจะไปรอด” ไม่ว่าจะเป็น กปปส. หรือ ฝ่ายไหนรวมไปถึงรัฐบาลเองก็ตาม ถ้ามีเวลาท่านต้องกวาดสายตาให้กว้างๆ มองดูคนทุกคนที่แวดล้อมท่านอยู่ว่าบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมาใครทำอะไร ใครนำภัยมา ใครนำความสำเร็จมา ต้องแยกปลาแยกน้ำกันให้ชัดๆ ก่อนจะเดินหน้าต่อไปเพื่อให้สมกับความหวังของคนในชาติ

‘ทำและไม่ทำ’ในสถานการณ์การชุมนุม

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140131/177923.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2557

‘ทำและไม่ทำ’ในสถานการณ์การชุมนุม

‘ทำและไม่ทำ’ในสถานการณ์การชุมนุม : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

            ฝรั่งมักมีกฎกติกาหรือข้อพึงประพฤติปฏิบัติในกาลเทศะต่างๆ มากมาย มาลองนึกๆ ดูถ้าในสถานการณ์การชุมนุมอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ จะมีเรื่องใดบ้างที่เป็นข้อพึงกระทำหรือห้ามกระทำการเพื่อสวัสดิภาพของท่านและส่วนรวมกันบ้าง จึงพัฒนามาเป็นบทความชิ้นนี้

ขอเริ่มตั้งแต่เรื่องแรก ในฐานะเป็น “นักวิชาการมีสังกัดเป็นหลักแหล่ง” ผมค่อนข้างรังเกียจกับคำว่า “นักวิชาการอิสระ” เพราะเคยได้แสดงความเห็นในหลายวาระโอกาสว่า ความเป็นนักวิชาการโดยธรรมชาติ มีอิสรภาพเสรีภาพในขอบเขตที่ตนเองพึงรับรู้และปฏิบัติได้อยู่แล้ว การอ้างความเป็นนักวิชาการอิสระเสมือนคนขาดความรับผิดชอบ เพราะจะพูดจะแสดงความเห็นอย่างไรเหมือนจะทำให้คิดได้ว่า “คนคนนั้น อยากจะพูดจะทำอะไรก็ได้ใครอย่ามายุ่ง”  ที่สำคัญ แถมด้วยอีกหนึ่ง “ไม่” คือ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรับเชิญไปเป็นแขกในรายการใดก็ตามที่มานั่งโต้เถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดหน้าจอทีวี ยิ่งมีตัวตนอยู่ใน “สถาบันหรือสังกัดเดียวกัน” ยิ่งไม่น่ากระทำ เพราะในท่ามกลางสถานการณ์ชุลมุนและมีความขัดแย้ง ไม่อยากให้ท่านผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายร้อนวิชาไปโต้เถียงกันในขณะที่ประชาชนเฝ้าติดตามดูอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะทำลายความสามัคคีในหมู่คณะยังเป็นการซ้ำเติม เพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลายออกไปอีก

เรื่องต่อมา “ต้องไม่ชักศึกเข้าบ้าน” ผมเห็นภาพคนเอารถโดยสารป้ายทะเบียนต่างชาติมาโพสต์ในอินเทอร์เน็ต ไม่แน่ใจในข้อเท็จจริงว่าถ่ายได้ที่ไหน และไม่เห็นคนเกี่ยวข้องออกมารับหรือปฏิเสธ แต่หากเป็นความจริงก็ต้องประณามคนเอามา เพราะเป็นเรื่องเลวร้ายที่จะเอาคนต่างชาติมาห้ำหั่นราวีคนไทยด้วยกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องขอประณามบุคคลบางฝ่าย หากภาพที่ปรากฏเป็นภาพสมมุติหรือเป็นภาพที่ใครก็ตามเอามาเพื่อยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองแล้วหลงผิดนำมาเผยแพร่ต่อ

ประการที่สาม อย่าเอาการเมืองมาทำลายความสัมพันธ์ ความรักความผูกพันที่ดีต่อกัน ผมอยากให้ทุกท่านทำใจให้ว่างตั้งสติให้ดีในการรับฟังข่าวสารข้อมูลต่างๆ อย่าด่วนทึกทักตีความไปตามความคิดข้อเสนอของตนเองหรือคนอื่นที่ท่านมองว่าเขาเป็นสุดยอดที่สุดของที่สุดสำหรับท่าน เพราะวันนี้ตัวอย่างง่ายๆ ใน “โปรแกรมส่งข่าวสารที่เรียกว่า ไลน์ (Line)” ปกติเคยมีเพื่อนพูดคุยกันในเครือข่ายเป็นกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเก่ากับมหาวิทยาลัยที่เคยร่ำเรียนด้วยกันมา จำได้ว่าก่อนหน้าจะมีเหตุการณ์ชุมนุม ไลน์ของผมจ๊อกแจ๊กจอแจยิ่งนัก มีคนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสัพเพเหระ กันวันละหลายสิบคน แต่มาวันนี้ เห็นคนพูดคุยสนทนากันอยู่สามถึงห้าคน เนื้อหาเป็นเรื่อง “การเมืองล้วนๆ” ประมาณว่า คนหนึ่งรับบริจาคสู้กับระบอบทักษิณ อีกคนออกมาต้าน โต้เถียงกันไปมากระทั่งเพื่อนฝูงขอลาไปทีละคนสองคน

ประการนี้ก็สำคัญ ผมได้ใช้รถโดยสารแท็กซี่บ้าง รถไฟฟ้ามวลชนค่อนช้างมากในช่วงการยึดกรุงเทพฯ ของกลุ่ม กปปส. ทำให้ได้เห็นบรรยากาศและพฤติกรรมของผู้คนในหลากหลายสถานที่และเวลา และได้เห็น “สายตาแววตาของคนต่างเพศต่างวัยภูมิหลังต่างกัน” เหมือนผมกำลังจ้องดูทีวีหรือจอหนังขนาดใหญ่มี “มวลชนคนทั่วไปเป็นผู้แสดงให้ผมดู” ทำให้เชื่อได้ว่า วันนี้ “คนเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เดียวกันมีความจงเกลียดจงชังหมั่นไส้หรือเหยียดหยามกันด้วยคำพูดและสายตามากขึ้น” ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากในการแสดงออกเกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าจะฟากฝ่ายไหนในทุกสถานที่ เพราะข่าวการทำร้ายกันของคนต่างความคิดอ่านก็ดี กระทั่งฆ่าแกงเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ปรากฏออกสื่อเกือบทุกแขนงและเกือบทุกวัน ล่าสุดเริ่มมีเอ็ม 79 โปรยปรายใส่กลุ่มผู้ชุมนุมคล้ายๆ สมัยกลุ่มพันธมิตรชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกลับมาอีกครั้ง แต่ได้ยินข่าวจากทางการทำนองว่า “เป็นเพราะประชาชนมีความเกลียดชัง” ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ เลยคว้าเครื่องยิงลูกระเบิดมากระหน่ำยิงเข้าให้ อย่างกับว่าของพวกนี้ซื้อง่ายขายคล่องจับจ่ายได้เหมือนของหาบเร่แผงลอย

เชื่อว่าในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และยังคงมีการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อให้ “คนไทยไม่เข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน” อยากให้ช่วยกันลองนำข้อคิดความเห็นที่กล่าวถึงนี้ไปพิจารณายับยั้งชั่งใจก่อนจะทำหรือไม่ทำอะไรทั้งก่อนและหลังวันที่ 2 กุมภาพันธ์

‘ต้นทุน’คุณสุเทพ

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140117/176991.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2557

‘ต้นทุน’คุณสุเทพ

‘ต้นทุน’คุณสุเทพ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

             “คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ได้พูดบนเวทีการชุมนุม ที่แยกปทุมวัน เมื่อวันก่อนว่า การต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” นั้น เขาไม่มี “ต้นทุน” ที่ต้องมาแลกกับรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่มีศักยภาพและทรัพยากรมากมาย ทั้งสิ่งของสรรพกำลังและบุคลากร

ถ้าพิจารณาจากคำพูดคุณสุเทพก็จะพบว่า มีความจริงอยู่มาก เพราะ “งบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบดูแลบริหารจัดการปีหนึ่งเป็นเงินหลายล้านๆ บาท” ขณะที่คุณสุเทพพก “ดวง” มาเต็มกระเป๋า อุปมาอุปไมยเหมือนคุณสุเทพปั่นจักรยานแข่งกับเครื่องบินไอพ่น แต่สามารถแซงหน้าบ้าง ประกบข้างได้บ้างอย่างสูสี ที่อาจทำให้วันนี้คุณสุเทพ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อาจได้เป็นถึงประธานของ “สภาประชาชน” ที่คุณสุเทพกับกลุ่ม กปปส.ได้วาดฝันไว้

คุณสุเทพยังได้พูดถึงความไม่เห็นด้วยกับ “การปฏิวัติโดยกองทัพ” เพราะเจตนารมณ์ของเขาคือ การ “ปฏิวัติโดยประชาชน” ที่วันนี้พยายามอย่างยิ่งจะให้รัฐบาลอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา พาผู้คนเดินเบียดเสียดกันไปล้อมสถานที่ราชการต่างๆ “ถือเป็นสำเนาถูกต้องอย่างที่ผมได้เคยนำเรียนมาก่อนหน้านี้ว่า กุนซือ หรือ สถาปนิก ผู้ออกแบบการเคลื่อนไหวของ กปปส. บางคนเคยตอบคำถามผมหลายคำถามที่ทำเอาผมหัวเราะในใจด้วยความขบขันว่า จะทำได้อย่างไร” แต่วันนี้มาตรการที่กำหนดขึ้นมาในทุกครั้งที่คุณสุเทพปราศรัยบนเวทีช่างตรงกับสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการคิดไกลถึงขั้นควบคุมตัวบุคคลสำคัญในรัฐบาล ความพยายามจะยึดตลาดหลักทรัพย์ การล้อมสถานที่ราชการที่เป็นกลไกสำคัญอย่างกระทรวง ทบวง กรม วิทยุการบิน รวมทั้งล่าสุดคือ ที่ทำการสรรพากรเขตต่างๆ กระทั่งอาจเป็นดังที่นักปราชญ์ผู้รอบรู้เคยกล่าวไว้ว่า “ความไม่แน่นอนนั่นแลคือสิ่งที่แน่นอน” ดูจะจริง

ถึงกระนั้นการได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวตลอดระยะเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมา ผมได้เห็นหลายเรื่องราวที่น่านำมาพูดถึงให้พวกเราได้ลองพิจารณาร่วมกันว่า สิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้วอาจเป็น “ต้นทุนสำคัญของ คุณสุเทพ” หรือ อาจเป็นเบื้องหลังความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ทำให้ “กุนซือหลายคน” ที่ผมได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีความมั่นใจว่า พวกเขาจะสามารถพลิกคว่ำตะแคงหงายรัฐบาลนี้ได้ เรื่องแรกได้แก่ ความพร้อมเพรียงของคนในพื้นที่ภาคใต้ ที่ผมเองได้ยินมานานว่า “คนใต้รักพวกพ้อง” และต่อต้านสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้องแบบหัวชนฝา พิสูจน์ได้ด้วยการเห็นพลังการสอดประสานของคนจำนวนมาก กระทั่งผมเดินทางไปทำภารกิจส่วนตัวที่ภาคเหนือก็ยังได้เห็น “คนใต้ที่ไปตั้งรกรากในภาคเหนือ” กล้าหาญชาญชัยขนาดใส่หมวกแขวนนกหวีดขึ้นเครื่องบินลำเดียวกลับมากรุงเทพฯ” โดยไม่มี “ชายใส่สูทยื้อยุดที่สนามบินดอนเมืองอย่างที่มีการประกาศบนเวที ซึ่งอาจเป็นคนละเที่ยวบินกัน” แต่ผมห่วงว่า การแสดงออกในบางพื้นที่ก็อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ เพราะในบรรยากาศความขัดแย้งอย่างรุนแรงเป็นการยากจะคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ประการต่อมา “คนแวดล้อมคุณสุเทพ หลายคน กระทั่งนักวิชาการที่ขึ้นเวที มีความน่าสนใจ” ผมได้ยินคุณสุเทพพูดถึงขนาดว่า หากการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีขึ้นได้จริง ก็เชื่อแน่ว่าจะเกิดปัญหาในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งจะสามารถทำให้รัฐบาลต้องสิ้นสภาพเพราะจัดการปัญหาต่างๆ ไม่ได้ และนำเข้าสู่กระบวนการสรรหา “คนกลาง” เข้ามาจัดการตั้ง “รัฐบาลประชาชน” ซึ่งคุณสุเทพพูดไว้เพิ่มเติมด้วยว่า จะมีข้าราชการ และนักวิชาการ ที่ผมไม่ทราบว่าจะมีใครบ้าง เข้ามาเป็น “รัฐมนตรีรัฐบาลประชาชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์” แต่วันนี้ก็ได้เห็นคนหลายคนที่เริ่มกลัว “ขึ้นไม่ทันรถไฟสายด่วนขบวนแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้” เริ่มแสดงตัวออกมา ขึ้นเวทีก็มาก ประกาศตัวก็มี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางกรมกองที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคนที่ผมรู้จักมาเล่าให้ฟังว่า ลูกน้องเขาที่เป็นข้าราชการฝ่ายบริหารบางคนขอลากิจช่วงคุณสุเทพล้อมกรุงเทพฯ โดยให้เหตุผลว่า “จะขอไปช่วยชาติ”

ในแง่ของ “มวลชน” ต้องถือว่า คุณสุเทพ และ กปปส. ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ในการนำคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งชาวต่างชาติมาร่วมเวทีได้อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ใคร่ขอแสดงความห่วงใยและกังวลอย่างมาก คือ การบาดเจ็บกระทั่งถึงแก่ชีวิตของแต่ละฝ่ายมี “แนวโน้ม” จะเกิดขึ้น มากขึ้น ตลอดระยะเวลาของการชุมนุม เพราะกลุ่มคนที่อาจเห็นต่างอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่อาจมีความคิดสุดโต่งรุนแรงเหมือนเหตุการณ์จู่ๆ มีคนลากปืนไปยิงคนในโรงเรียน ในห้างสรรพสินค้าอย่างในอเมริกา ขนาดกดโทรศัพท์ในโรงหนังยังยิงกันตายก็เคยมี จึงอาจเป็นสิ่งที่ยากต่อการควบคุม เพราะการชุมนุมอยู่ในสถานที่เปิด และมีการขับเคลื่อนมวลชนออกไปในที่ต่างๆ ด้วยการบอกกล่าว “ล่วงหน้า” ยิ่งเปิดช่องโอกาสให้ผู้ไม่หวังดี หรือ “มือที่สาม” ดังที่ชอบพูดถึง ได้สบช่องโอกาสสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงบานปลายขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยน “ต้นทุนที่มีอยู่ของคุณสุเทพให้ขาดทุนขึ้นมาในทันที”

ความรับผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140110/176508.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2557

ความรับผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ความรับผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com/ twitter@DoctorAmorn

              เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีบรรดา ส.ส. ส.ว. และคนในคณะรัฐมนตรีซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 ว่าบุคคลเหล่านี้กระทำผิดมาตรา 86 (1) เข้าข่ายจงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นว่าแล้วจะอย่างไรต่อไป จะมีใครบ้างถูกดำเนินคดีทางอาญา ใครบ้างจะต้องถูกห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

จึงน่าจะให้ความรู้ต่อท่านทั้งหลายเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ว่า ความรับผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีสาระสำคัญที่คนจำนวนมากยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ จงใจผิดรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติเฉพาะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่เข้านิยาม มาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มีการแก้ไขในปี 2554 บัญญัติการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้รวม ส.ส. ส.ว. ด้วย ซึ่งคล้ายประมวลกฎหมายอาญา ในมาตรา 157 จึงต้องไปดูในรายละเอียดของข้อเท็จจริงในการลงมติในสภาว่ามี รัฐมนตรีรวมทั้งนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงมติซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายดังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

รวมทั้งต้องเข้าใจอีกด้วยว่าในแง่ “ความรับผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” มีอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน เพราะสังคมให้เกียรติและเห็นความสำคัญของคนเหล่านี้ โดยมาตรฐานความรับผิดน่าจะแยกแยะได้ดังนี้ 1.ความรับผิดทางการเมือง เช่นในบางสังคม ผู้กระทำผิดต่อพันธสัญญาต่อปวงชนส่วนใหญ่อาจต้องลาออกหรือหนีหายจากวงการการเมืองไปเลยก็มี 2.ความรับผิดทางปกครอง คือ การที่บุคคลผู้มีอำนาจได้ออกคำสั่งหรือออกกฎเกณฑ์ต่างๆ และมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นทำให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถนำคดีความขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลเพื่อแก้ไขหรือให้ยกเลิกคำสั่งนั้นๆ ได้ 3.ความรับผิดทางอาญา คนที่ร่ำเรียนกฎหมายมาจะทราบดีว่าการดำเนินคดีอาญากับใครก็ตามจะต้องครบองค์ประกอบความผิด เฉพาะอย่างยิ่งเจตนาในการดำเนินการ และ 4.ความรับผิดทางแพ่ง หากเป็นการกระทำการประมาทเลินเล่อหรือกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น จำเป็นต้องเยียวยาชดใช้ให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

เมื่อตรวจสอบดูเห็นว่า การชี้ขาดในคดีที่คนของพรรคประชาธิปัตย์นำผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปฟ้อง ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีเป็นดาบสองไม่น่าจะแรงขนาดมีการดำเนินคดีอาญา เพราะศาลอาจเห็นว่าเจตนาพิเศษซึ่งส่งผลต่อกลไกการปกครองว่ามีการรับคำสั่งใครหรือมีผลประโยช์อย่างไรด้วยไหม จึงไม่น่าจะต้องยุบพรรคกันอีกหรือจะแรงกระทั่งมีการทำให้ใครต้องติดคุกตาราง

ความน่าสนใจเพิ่มเติมอยู่ตรงการชี้แจงข้อกล่าวหาซึ่งถือเป็นสิทธิของบุคคล ถ้าไม่มา ชี้แจงโดยเฉพาะนักการเมือง ทาง ป.ป.ช. จะถือว่า เขาสละสิทธิ์ที่จะชี้แจง และสามารถส่งฟ้องได้เลยไม่ต้องส่งตัวไปที่ศาล (คือสามารถส่งให้อัยการเป็นคนฟ้องโดยไม่ต้องคุมตัวมาศาลเหมือนในคดีอาญา) ปกติในทางคดีอาญา กระบวนการพิจารณาคดีอาญาต้องทำต่อหน้าจำเลย ในทางปฏิบัติ ศาลจะมีหมายเรียกตัวจำเลยมาศาลเพื่อให้มาสู้คดีโดยเปิดเผย ในนัดแรก หากไม่มา ศาลจะออกหมายจับ ศาลจะตีความเคร่งครัดว่าต้องมีจำเลย ในคดีอาญาทั่วๆ ไป คือ ครั้งแรก ถ้าไม่มาจะออกหมายจับค้างไว้เพราะในทางอาญา ต้องมีการพิสูจน์ในการกระทำด้วย

นี่คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตุลาการภิวัฒน์หรือสภาวะพิเศษที่นำมาใช้ในการดำเนินการกับผู้กระทำผิดที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงอยากให้สังคมทำความเข้าใจและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิใดๆ ด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

%d bloggers like this: