ตลาดหุ้น

All posts tagged ตลาดหุ้น

ทำนายสัปดาห์หน้า หุ้้นไทยแกว่งตัวผันผวน

Published สิงหาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193741.

Pic_193741

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้า หุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนและอาจฟื้นตัวขึ้น แนะจับตาเศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซน โดยให้แนวรับที่ 1,055-1,035 จุด และแนวต้านที่ 1,072-1,094 จุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ร่วงลง จากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ หลัง S&P ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,062.07 จุด ลดลง 2.86% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 2.20% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 42,569.70 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อย และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 304.41 จุด ลดลง 1.66% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงต้นสัปดาห์ ตามตลาดต่างประเทศ หลัง S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติเทขาย หุ้นไทยต่อเนื่อง ก่อนที่ดัชนีจะฟื้นตัวขึ้นช่วงท้ายสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นกลับของนักลงทุน หลังเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 2 ปี

สำหรับ แนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มอง ว่า ดัชนีมีโอกาสแกว่งผันผวน และอาจฟื้นตัวขึ้น โดยคงจะต้องจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยูโรโซน โดยเฉพาะภาค ธนาคารในฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ทั้งเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการผลิต รวมถึงการรายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,055 และ 1,035 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,072 และ 1,094 จุด ตามลำดับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 13 สิงหาคม 2554, 15:30 น.
โฆษณา

ลุ้นหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีโอกาสปรับตัวขึ้น จากเม็ดเงินต่างชาติ

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

20 พฤศจิกายน 2553, 09:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128334.

Pic_128334

ดัชนี SET ฟื้นตัวท้ายสัปดาห์ หลังนักลงทุนคลายกังวลต่อปัจจัยลบ ผนวกกับตลาดได้รับผลบวกจากแรงซื้อ LTF/RMF คาดสัปดาห์หน้าดัชนีฯผันผวนในกรอบแคบแต่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,008.77 จุด ปรับตัวลดลง 0.99% จาก 1,018.86 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ปรับขึ้น 37.33% จากสิ้นปี 2552 ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์ลดลง 17.03% จาก 232,147.70 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 192,623.36 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงจาก 46,429.54 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 38,524.67 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 2,850.74 ล้านบาท ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 1,022.40 ล้านบาท 949.79 ล้านบาท และ 878.55 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 269.32 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.58% จาก 265.12 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.09% จากสิ้นปีก่อน

ดัชนีหุ้นไทยปิดเหนือระดับ 1,000 จุดอีกครั้ง หลังนักลงทุนคลายความกังวลบางส่วนต่อปัจจัยลบ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ นำโดยแรงซื้อกลับหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร ก่อนที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงในวันอังคารและวันพุธ มาปิดที่ระดับต่ำกว่า 1,000 จุด จากความวิตกในหลายปัจจัย ทั้งการคาดการณ์ว่าจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปัญหาหนี้ของไอร์แลนด์ รวมถึงความเป็นไปได้ที่หลายประเทศ รวมถึงไทย อาจจะออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า จากนั้น ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยปิดเหนือ 1,000 จุดอีกครั้งในวันพฤหัสบดีและบวกขึ้นอีกในวันศุกร์ จากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยลบต่างๆ ที่คลายตัวลง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) รวมทั้งตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน ต.ค. ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 15.7%

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (22-26 พ.ย. 2553) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะผันผวนในกรอบแคบโดยมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Sideway up) ส่วนหนึ่งจากแรงหนุนของเม็ดเงินจากกองทุน LTF/RMF โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2553 ของไทยโดยสศช.ในวันจันทร์ การตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 29 พ.ย. ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาทิ ตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2553 (ครั้งที่ 2) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และยอดขายบ้านใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็นการแก้ปัญหาหนี้ของไอร์แลนด์ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 978 และ 952 จุด ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,021 1,031 และ 1,055 จุด ตามลำดับ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤศจิกายน 2553, 09:00 น.

เซียนหุ้นชี้เปรี้ยงทุนนอกทะลัก

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128118.

Pic_128118

เซียนหุ้นชี้เปรี้ยงทุนนอกทะลัก หนุนตลาดหุ้นไทยคึกคักอีก 3 ปี เกรงปัญหาบริหารจัดการเงินไหลเข้าไม่ดี หวั่นเกิดปัญหาซ้ำปี 39-40 …

นายกอปศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “แนวโน้ม เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยปี 54” ในงาน SET IN THE CITY 2010 ว่า นักลงทุนไม่ต้องกังวลกับข่าวเงินทุนไหลออก เพราะสหรัฐฯกับยุโรปยังอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบอีก และมีความเป็นไปได้ว่าอีก 3 ปีนี้ จะยังคงมีเงินไหลเข้ามาในเอเชียรวมทั้งไทย แต่ปัญหาจะบริหารจัดการเงินที่ไหลเข้ามาอย่างไร เพราะหากกระบวนการจัดสรรเงินไม่ดี ก็อาจจะเกิดปัญหาเหมือนปี 2539-2540

“เรามีบทเรียนในการจัดสรรเงินที่ไม่ดี แต่ในรอบนี้หากเราจัดสรรเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างดี นำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ดี ไม่นำเงินไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ก็จะได้ประโยชน์กับเงินทุนที่ไหลเข้า”

นายวิศิษฐ องค์พิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ปีหน้าจะมีเงินจากตลาดพันธบัตรทั่วโลก มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ขณะที่สภาพคล่องภายในประเทศไทยเยอะมาก มีเงินอยู่ใน ระบบสูงถึง 12 ล้านล้านบาท สูงกว่าจีดีพีของประเทศที่มีมูลค่า 9 ล้านล้านบาท และขณะนี้ต่างชาติยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ได้เข้ามาถือหุ้นใน NVDR (ใบสำคัญแสดงสิทธิในหลักทรัพย์อ้างอิงไทย) รวมกันเป็นสัดส่วน 37.5% ของมูลค่ามาร์เก็ตแคป และถ้าต่างชาติเพิ่มน้ำหนักการลงทุนไทยเป็น 39% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท

“ขณะนี้นักลงทุน 3 กลุ่มคือ รายย่อย นักลงทุนสถาบัน และต่างชาติ มีกำลังของเม็ดเงินเท่าเทียมกัน แต่ฝีมือนักลงทุนสถาบันอาจมากกว่า ดูได้จากช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีเงินที่ออกไปลงทุนในกิมจิบอนด์ (พันธบัตรเกาหลีใต้) จะไหลกลับเข้ามา ดังนั้นต่อให้ต่างชาติขายหุ้น คนไทยก็ยังมีเงินรอรับซื้อหุ้นได้หมด และยังมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่คาดว่าจะเข้ามาในตลาดหุ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

เปิดตลาดหุ้นดิ่งเหว 39.29 จุด ตามดาวโจนส์ โบรกฯแนะรอดูสถานการณ์

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 10:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192685.

Pic_192685

หุ้นไทยดิ่งเหวเปิดตลาดร่วง 39.29 จุด ก่อนร่วงต่อเนื่องล่าสุดร่วงแล้ว 44.51 จุด บล.ฟิลลิป คาด วันนี้ดัชนีฯร่วงต่อเนื่องจากปัจจัยภายนอก แนะนักลงทุนรอดูสถานการณ์

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยว่า เปิดตลาดดัชนีฯปรับตัวลดลง 39.29 จุด หรือ 3.66% อยู่ที่ 1,038.76 จุด หลังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ โดยดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปิดตลาดที่ระดับ 10,809.85 จุด ลดลง 634.76 จุด หรือ 5.55% เนื่องจากแรงขายของนักลงทุนตามคาด หลังสหรัฐฯถูกเอสแอนด์พีประลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก AAA เป็น AA+ และยิ่งตอกย้ำสถานการณให้ย่ำแย่ลงไปอีก เมื่อเอสแอนด์พี เพิ่มการลดอันดับเครดิตของทั้ง แฟนนี เม และ เฟรดดี แมค สถาบันการเงินซืึ่งมีพันธมิตรที่ได้รับการประกันจากรัฐบาลสหรัฯ ภาวะตื่นกลัวทำให้นักลงทุนแห่ไปลงทุนในทองคำมากขึ้น

บท วิเคราะห์ บล.ฟิลลิป ระบุว่า แนวโน้มตลาดวันนี้ ได้รับแรงกดดันจากภายนอกยังปกคลุมตลาด คาดว่า วันนี้ SET ยังผันผวนอิงทางลงต่อเนื่องท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอกที่ยังปกคลุมตลาด อันได้แก่ ความกังวลต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการถูกปรับลดอันดับเครดิต และความวิตกต่อปัญหาหนี้สินของยุโรปขณะที่นักลงทุนเกรงว่าการที่ ECB เข้าซื้อพันธบัตรอิตาลีและสเปนอาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยแก้วิกฤติได้ แม้ปัจจัยภายในทรงตัวอิงทางบวก แต่ไม่น่าจะมีกำลังพอผลักดันตลาดให้อยู่ในแดนบวกได้ ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยในปริมาณมากต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 อีกกว่า 5 พันล้านบาท มอง SETI รอบนี้อาจอ่อนตัวลงได้ถึง 1025-1000 จุดโดยมีแนวรับสำคัญอันแรกแถว 1050 และมองดัชนีไม่น่ารีบหลุด 1000 ไปได้ง่ายๆ

กลยุทธ์การลงทุน: สถานการณ์ภายนอกยังดูย่ำแย่ เน้นหยุดรอดูสถานการณ์ต่อไป แนวต้าน : 1087-1095 แนวรับ : 1070-1059

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.36 น. ดัชนีฯอยู่ที่ระดับ 1,033.68 จุด ลดลง 44.51 จุด เปลี่ยนแปลง 4.13% มูลค่าการซื้อขาย 13,857.98 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 9 สิงหาคม 2554, 10:45 น.

ผวาตลาดหุ้นไทยหลุด 1,000 จุด

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127543.

Pic_127543

นักลงทุนเทขายหวั่นจีนขึ้นดอก-วิกฤติหนี้ไอร์แลนด์ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในการชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันตลาดโดยรวมทั่วทั้งเอเชีย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 16 พ.ย.53 ทรุดตัวลงอย่างหนักจากแรงเทขายหุ้นขนาดใหญ่ หลังนักลงทุนกังวลกับข่าวจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปัญหา วิกฤติหนี้ของไอร์แลนด์ รวมถึงความกดดันกรณีหลายประเทศใน เอเชียเตรียมออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงรุนแรง กดดัชนีหุ้นมาปิดทำการที่ระดับต่ำสุดของวันที่ 1,000.73 จุด เกือบหลุดระดับพันจุด ลดลง 28.41 จุด ทำจุดต่ำสุดใหม่ (นิวโลว์) ในรอบกว่า 2 สัปดาห์ โดยระหว่าง วัน ดัชนีปรับขึ้นไปได้ถึง 1,031.16 จุด ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 46,143.25 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 701.78 ล้านบาท

นายก้องเกียรติ เดโช นักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากทางการจีนจะออกมาตรการดูแลเงินเฟ้อ รวมถึงการที่ให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองมากขึ้น รวมถึงตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมามากแล้ว พอมีปัจจัยลบด้านจิตวิทยาเข้ามากระทบ จึงกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ขณะที่นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป กล่าวในทางเดียวกันว่า แรงเทขายหุ้น น่าจะเป็นแรงขายเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลถึงกรณีที่จีนเริ่มใช้มาตรการเพิ่มเพดานกันสำรอง 0.5% ของภาคธนาคารในจีนที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 พ.ย. เพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงความกังวลการที่ประเทศไอร์แลนด์ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในการชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันตลาดโดยรวมทั่วทั้งเอเชีย

ขณะเดียวกัน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธปท.ยังคงพิจารณามาตรการควบคุมเงินทุน ที่เข้มงวดขึ้น แต่ก็กำลังพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ และมีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อประเทศอย่างไรในระยะยาว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

“เจ้าสัวเจริญ”ซื้อเป๊ปซี่ หวังจุดแข็งระบบขนส่งเสริมเขี้ยวเล็บ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127262.

Pic_127262

การเข้าซื้อหุ้นของเสริมสุข ครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดการทำธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ ที่ขณะนี้กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กำลังเร่งรุกทำตลาดอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเป็นที่กังขาในวงการตลาดหุ้นและวงการตลาดเครื่องดื่มเมืองไทย ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง บริษัท เอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด ที่หาญกล้าประกาศคำเสนอ ซื้อ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) หรือตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) (SSC) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อเป๊ปซี่

จากนักลงทุนรายย่อยจำนวน 265.90 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 42 บาท ซึ่งหากมีผู้มาเสนอขายหุ้นให้ตามจำนวนที่ประกาศรับซื้อดังกล่าว จะต้องใช้เงิน ในการซื้อทั้งหมดสูงถึง 11,167.8 ล้านบาทนั้น โดยล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ผู้ที่ อยู่เบื้องหลังการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นของบริษัทเสริมสุข ที่แท้จริงคือ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี “เจ้าพ่อวงการน้ำเมา” ของไทยนั่นเอง เพราะถือเป็นกลุ่มทุนที่มีทุน หนาที่สุดในขณะนี้ ที่จะต่อกรต่อสู้กับทุนต่างชาติได้ ซึ่งการเข้าซื้อหุ้นของเสริมสุข ครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดการทำธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ (เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์) ที่ขณะนี้กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กำลังเร่งรุกทำตลาดอย่างหนัก ทั้งน้ำดื่มช้าง, เครื่องดื่มชาเขียวยี่ห้อโออิชิ, เพาเวอร์พลัส เป็นต้น

ขณะที่เสริมสุขมีจุดแข็งในธุรกิจโลจิสติกส์ การขนส่งและการกระจายสินค้า รวมถึงตู้แช่ในร้านค้าปลีกที่มีจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะปูทางให้เครื่องดื่มในเครือของไทยเบฟฯสามารถเข้าไปวางอยู่ในตู้แช่ของเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นการเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด และจะส่งผลให้ยอดขายสินค้าในกลุ่มนอน แอลกอฮอล์เติบโตได้อย่างมาก หลังจากที่สูญเสียรายได้และส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์ช้างให้กับคู่แข่งไปจำนวนมาก

โดยรายการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มบริษัทเป๊ปซี่ โค ได้เข้ามาประกาศตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นเสริมสุขจากนักลงทุนรายย่อย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีผู้มาเสนอขายหุ้น เนื่องจากให้ราคารับซื้อต่ำเพียงหุ้นละ 29 บาทเท่านั้น ขณะที่ ที่ปรึกษาการเงินอิสระได้ให้ความเห็นกับผู้ถือหุ้นให้ปฏิเสธการขายหุ้น เพราะจากการประเมินมูลค่าที่ เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ควรจะอยู่ที่หุ้นละประมาณ 39-42 บาท ส่งผลให้เป๊ปซี่ โค ต้องประกาศล้มเลิกรายการเสนอซื้อหุ้นดังกล่าวในที่สุดประกอบกับการดำเนินการในครั้งนั้น ได้รับการต่อต้านหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนายสมชาย บุลสุข ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเสริมสุข โดยได้ออกมาประกาศทันทีว่า ทางกลุ่ม จะไม่ขายหุ้นให้กับเป๊ปซี่ โคอย่างแน่นอน เพราะยังมั่นใจในศักยภาพของบริษัท และไม่เคยคิดขายหุ้นบริษัทเสริมสุขให้กับนักลงทุนกลุ่มใด เพราะตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทเอง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่เป๊ปซี่ โคประกาศ ยกเลิกการตั้งโต๊ะซื้อหุ้น ปรากฏว่ามีรายการซื้อขาย หุ้นรายการใหญ่ (บิ๊กลอต) โดยเป็นการขายหุ้นของกลุ่มตระกูลโอสถานุเคราะห์ ให้กับนายสมชาย บุลสุข เป็นเงินรวมประมาณ 1,370 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเข้ามาไล่ราคาหุ้นเสริมสุขในตลาดหุ้น อย่างคึกคัก จนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจากระดับ 20 บาทต้นๆ ทะยานขึ้นมาสูงถึงกว่า 40 บาท ว่ากันว่าเป็นการเข้ามาไล่กันแย่งซื้อหุ้นของกลุ่มทุนต่างๆรวมทั้งการเข้ามาไล่ซื้อหุ้นของนายสมชายเองด้วย

ผู้บริหารระดับสูงในวงการเครื่องดื่ม เปิดเผยว่า อย่ามองการเข้าไปซื้อหุ้นเสริมสุขของกลุ่มไทยเบฟฯว่าเป็นการเข้าฮุบกิจการหรือเทกโอเวอร์ แต่น่าจะ เป็นการเข้าไปให้ความร่วมมือหรือช่วยเหลือ “กลุ่มบุลสุข” มากกว่าที่จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจากการทุ่มเงินเข้าไปทำบิ๊กลอตและไล่ซื้อหุ้นเสริมสุขในตลาดหุ้นจำนวนมาก เพื่อสู้กับกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเป๊ปซี่ โคที่ต้องการเข้ามาซื้อหุ้นของ เสริมสุขหวังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อต้องการเข้ามามีอำนาจบริหารบริษัทได้มากขึ้น รวมทั้งต้องการ เข้ามาทำตลาดเป๊ปซี่เองหลังเป๊ปซี่ต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับเครื่องดื่ม “บิ๊กโคล่า” น้ำดำน้องใหม่ สัญชาติเปรู ที่เข้ามาตีตลาดเครื่องดื่มน้ำดำในต่างจังหวัด จนมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 20%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

ตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลกระส่ำ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192580.

Pic_192580

ตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลกระส่ำ ผวาวิกฤติหนี้ยุโรป-สหรัฐฯ ป่วนเศรษฐกิจโลก คาดใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน ถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ชัดเจน ต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกต่างเกิดอาการตื่นตระหนก (panic) กันไปทั้งโลก หลังสถาบันจัดอันดับเครดิตสแตนดาร์ด แอนด์พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้เปิดมาวันจันทร์ที่ 8 ส.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง รวมทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินในสกุลเอเชีย ที่โดนถล่มขายออกมาอย่างหนัก กดดัชนีหุ้นและค่าเงินหลายประเทศร่วงลงทำสถิติต่ำสุด

แม้รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือจี 7 ประกาศว่าจะดำเนินการใดๆที่จำเป็นเพื่อรองรับเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดการเงิน เพื่อทำให้ตลาดการเงินทรงตัว เพราะความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจะมีผลร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งความตื่นตระหนกของตลาดการเงินในครั้งนี้ได้ แม้ค่าเงินยูโรจะกลับขึ้นมาแข็งค่าได้ จากการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของอิตาลีและสเปนเพื่อสกัดกั้นการลุกลามของวิกฤติในตลาดเงิน แต่ค่าเงินในประเทศเอเชียกลับอ่อนค่าลงทั้งภูมิภาครวมทั้งค่าเงินบาทของไทยที่ช่วงเช้าแข็งค่าได้ แต่สุดท้ายก็อ่อนยวบลงตามค่าเงินภูมิภาค เพราะนักลงทุนหลีก เลี่ยงความเสี่ยงจากความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง ขณะที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ยังอออกมาขู่ซ้ำว่าอาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงก่อนปี 2556 หากแนวโน้มการคลังของสหรัฐฯหรือเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามตลาดกำลังจับตาว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่

โดยค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯปิดที่ 29.81/87 บาท อ่อนค่าจากช่วงเช้าที่อยู่ที่ 29.73/77 บาท ขณะที่ค่าเงินวอน เกาหลีใต้ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯร่วงลง 1.4% มากที่สุดภายในวันเดียวในรอบเกือบ 9 เดือน เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เช่นเดียว กับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ทรุดตัวลงหนักกว่า 7.4% ทำให้รัฐบาลต้องให้กองทุนรัฐอัดเงินเข้าไปซื้อเพื่อพยุงตลาดหุ้นจนมาปิดตลาดลดลง 3.4% เช่นเดียวกับค่าเงินรูเปียห์และตลาดหุ้นของอินโดนีเซียที่ปรับตัวลงแรงจนรัฐบาลอินโดนีเซียต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อออกมาตรการรับมือและเข้าแทรกแซงค่าเงิน

สำหรับตลาดหุ้นไทยแดงเถือกตลอดทั้งวัน โดยลงไปต่ำสุดที่ 1,061.69 จุด ลดลง 31.69 จุด ก่อนพยุงตัวมาปิดตลาดที่ 1,078.19 จุด ลดลง 15.19 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 41,010.55 ล้านบาท ต่างชาติยังคงจัดหนักขายสุทธิหุ้นไทยต่ออีก 5,327.49 ล้านบาท และจากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์พบว่าเพียง 2 วันคือวันศุกร์ 5ส.ค.และวันจันทร์ที่ 8 ส.ค.หุ้นไทยที่ปรับตัวรูดลงแรงรวมกันกว่า 45 จุด ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคารวม (มาร์เก็ตแคป) หุ้นไทยหายไปกว่า 3.74 แสนล้านบาท ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผลของความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทำให้แรงขายที่ออกมาในตลาดหุ้นทั่วโลกกดมูลค่ามาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหุ้น กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คงจะผันผวนและปรับตัวลงใกล้เคียงกับตลาดในภูมิภาค แต่นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตามองว่าหลังการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯแล้ว ประเทศไหนจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในส่วนของประเทศไทยมองว่ายังคงมาไม่ถึง ส่วนในแง่ของเงินทุนต่างชาตินั้น เห็นว่าคงเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะมีทิศทางอย่างไร

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐฯลง ระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาท เพราะเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัว โดยส่วนหนึ่งเงินจะไหลเข้ามาเนื่องจากมีการขายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา แต่จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่นกัน และมีการเข้าไปลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น แต่ราคาน้ำมันจะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐานคือ อุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร

นางอัจนายังกล่าวว่า ช่วงแรกแม้จะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่าทิศทางค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย หลังนักลงทุนไตร่ตรองแล้วพบว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีความอ่อนแอและไม่มีกระสุนเหลือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ยังขยายตัวได้สูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างอ่อนไหว หากในช่วงต่อไปมีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหา เงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นข้อดี แต่ที่ไม่ดีคือเงินบาทที่แข็งค่าอาจกระทบการส่งออก ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด ไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันการส่งออก โดย ธปท.ได้ติดตามและดูแลค่าเงินบาทมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อเศรษฐกิจ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธปท.ได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสถาบันการเงิน และได้มีการหารือถึงผลกระทบจากประเด็นปัญหาของสหรัฐฯและยุโรปในขณะนี้ด้วย

ด้านนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยให้ความเห็นว่า S&P ปรับลดความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลงจะไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่จะมีผลกระทบในทางอ้อม เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในเชิงการค้าการส่งออก โดยสหรัฐฯอยู่ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ซึ่งการปรับลดเครดิต ทำให้สหรัฐฯมีต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจสะดุด และมีผลต่อกำลังซื้อของคนสหรัฐฯที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ “ความรุนแรงจากปัญหาของสหรัฐฯ ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และแนวโน้มครึ่งปียังไปได้ ไม่ต้องเป็นห่วง  ดูจากปีที่ผ่านมามีปัญหาเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจไทยยังโตได้ เรื่องของสหรัฐฯคงไม่มีผล”

สำหรับการที่ตลาดหุ้นไทยและเอเชียที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง เป็นผลจากนักลงทุนตื่นตระหนกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของตลาดการเงินที่เกิดขึ้นครั้งแรก และต้องใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน ถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ชัดเจนต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย ขณะที่มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทย แม้จะมีการถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์บางส่วน เชื่อว่าในระยะยาวจะมีการเปลี่ยนแปลงไปถือเงินสกุลอื่นๆแทน แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป  “การโยกสินทรัพย์ไปยังสกุลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ทันที เพราะทั่วโลกใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ระยะยาวก็มีโอกาสปรับเปลี่ยนไปใช้สกุลอื่น”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินบาท และค่าเงินสกุลอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่ามากขึ้น ส่วนจะไปอยู่ในระดับใด ต้องติดตามภาวะตลาดการเงิน แต่เชื่อว่าจะปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ถือว่าเป็นผลบวกต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะกระทบภาคการส่งออกมากนัก “รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมเติบโตแบบไม่สะดุด และเรื่องที่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ ได้แก่ เรื่องของปากท้องประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก รองลงมาคือความสงบภายในประเทศ”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

“บิ๊กกสิกรไทย”ยัน สหรัฐฯถูกหั่นเครดิต ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192528.

Pic_192528

“บิ๊กกสิกรไทย”ยัน สหรัฐฯถูกหั่นเครดิต ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ส่วนตลาดหุ้นไทย-เอเชีย ดิ่งเหว เกิดจากนักลงทุนตื่นวิกฤตหนี้สหรัฐ เชื่อใช้เวลาอีก 1 เดือน ถึงเห็นผลกระทบต่อตลาดเงินที่ชัดเจน ฝากรัฐบาลใหม่เข้ามาเร่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน และความสงบในบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK) เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแสตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส หรือ เอสแอนด์พีลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลง 1 อันดับจากAAA เป็น AA+ พร้อมคงมุมมอง เชิงลบ ไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่จะมีผลกระทบในทางอ้อม เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในเชิงการค้าการส่งออก โดยสหรัฐถือว่าอยู่ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ซึ่งการปรับลดเครดิต ทำให้สหรัฐฯมีต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจสะดุด และมีผลต่อกำลังซื้อ ที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ

“ความรุนแรงจากปัญหาของสหรัฐ ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี้ และแนวโน้มครึ่งปียังไปได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ดูจากปีที่ผ่านมีปัญหาเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจไทยยังโตได้ เรื่องของสหรัฐคงไม่มีผล”

สำหรับการที่ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในเอเชีย ปรับตัวลดอย่างรุนแรง เป็นผลจากการที่นักลงทุนตื่นตระหนกต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของตลาดการเงิน ที่เกิดขึ้นครั้งแรกซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ ชัดเจน ไม่ใช่ตอบได้ในวันนี้ เพราะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ของตลาดการเงิน อย่างไรก็ตามคาดว่าต้องใช้ระยะเวลากว่าอีก 1 เดือนที่จะติดตามความเคลื่อนไหว และเห็นผลกระทบชัดเจนที่จะเกิดขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย

นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า การปับลดเครดิตพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทย แม้จะมีการถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์บางส่วน แต่ทั้งนี้เนื่องจากการถือครองในรูปแบบดังกล่าวมีการถือครองเกิดขึ้นทั่ว ทั้งโลก เนื่องจากค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นค่าเงินและระบบเศรษฐกิจหลักของโลก และเชื่อว่าในระยะยาว จะมีการเปลี่ยนแปลงไปถือเงินสกุลอื่นๆ แทน แต่การปรับเปลี่ยนต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

“การโยกสินทรัพย์ไปยังสกุลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ทันที เพราะทั่วโลกใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ระยะยาวก็มีโอกาสปรับเปลี่ยนไปใช้สกุลอื่น”

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้น ในสหรัฐ มีแนวโน้มทำให้ค่าเงินบาท และค่าเงินสกุลอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มค่าเงินสกุลดอลลาร์ที่จะอ่อนค่าลงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ของสหรัฐฯ และค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับใด ต้องติดตามภาวะตลาดการเงินซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นระยะๆ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าตลาดการเงินจะมีการปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ถือว่าเป็นผลบวกต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป ขณะที่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่เชื่อว่ายังไม่ใช่ประเด็นที่จะกระทบภาคการส่งออกมากนัก

นายบัณฑูร กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายที่มีการอัดฉีดเงิน เข้าสู่ระบบว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องมองโจทย์ว่าความสมดุลของเศรษฐกิจควรอยู่ในจุดใด และมีหน้าที่ที่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีการเติบโตแบบไม่สะดุด ซึ่งแนวทางในการดำเนินงานนั้นจะต้องเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและพร้อม ชี้แจงได้ นอกจากนี้ มองว่ารัฐบาลใหม่ที่จะดำเนินโยบายต่างๆ ยังไม่ใช่เรื่องง่ายในการบริหารจัดการ โดยมีปัจจัยว่าหากเศรษฐกิจไม่มีการเติบโตการค้าการลงทุนจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ของประชากรไม่ถูกกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของสังคม ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องชั่งน้ำหนัก และพิจารณาจังหวะในการดำเนินนโยบายต่างๆ ให้ตรงต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน

“เรื่องที่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ ได้แก่ เรื่องของปากท้องประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก รอลงมาคือความสงบภายในประเทศ”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

จีนขึ้นดอกเบี้ยกดเงินร้อน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126670.

Pic_126670

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วง หลังข่าวลือจีนขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้า1 วัน ธนาคารกลางจีนได้ปรับเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 เพราะมีเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ของจีน ร่วงลงอย่างรุนแรงก่อนปิดตลาดวันศุกร์ จากข่าวลือที่ว่าธนาคารกลางจีนจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง หลังจากที่ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นไปในอัตรา 0.25% เป็น 2.50 % และ 5.56% ตามลำดับไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา กรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงไปถึงกว่า 30 จุด และต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด ก่อนจะรีบาวนด์กลับขึ้นมาติดลบลดลง

ก่อนหน้านี้ 1 วัน ธนาคารกลางจีนก็ได้ประกาศปรับเพิ่มเพดานกันสำรองของธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 รวมเป็น 17.5% เพราะยังคงมีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล

รวมถึงเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนต่างๆที่ต้องการซื้อขายลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวพุ่งขึ้นถึง 8.6 % ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.ก็พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ  25 เดือน ที่ระดับ 4.4% กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการออกมาตรการเข้มงวดทางการเงินในระยะเวลาอันใกล้ได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

‘มาร์ค โมเบียส’ โปรย ยาหอมตลาดหุ้นไทยน่าลงทุน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 17:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191840.

Pic_191840

‘มาร์ค โมเบียส’ โปรยยาหอม เศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่สดใสกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ชี้เป็นแหล่งลงทุนที่ ‘หอมหวาน’ ระบุ ให้ความสนใจเป็นพิเศษในตลาดหุ้นไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. สำนักข่าว บลูมเบิร์ก ได้เผยแพร่ความเห็นของ ‘มาร์ค โมเบียส’ เจ้าของกองทุนเท็มเพลตั้น กองทุนสหรัฐฯที่มีสินทรัพย์ ขนาดใหญ่และเน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ที่ยังคงเห็นว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ แถม ยังสนใจตลาดหุ้นไทยเป็นพิเศษ โดยมาร์ค โมเบียส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เท็มเพลตั้นแอสเซ็ทแมเนจเมนท์ กล่าวว่า เศรษฐกิจตลาด เกิดใหม่มีความแข็งแกร่งกว่าเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนาแล้วท่ามกลางความผันผวน ของตลาดเงินตลาดทุน โดยตนเองกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ ตลอดเวลา และตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนา แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผันผวน ตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ดังจะเห็นได้จาก อัตราการขยายตัวของจีดีพี ทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้นตลาดเกิดใหม่เป็นแหล่งลงทุนที่หอมหวานมาก

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟคาดว่า จีดีพีตลาดเกิดใหม่จะขยายตัว 6.6% ในปีนี้ ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้วจะขยายตัวในอัตรา 2.2%

“ผมไม่เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเผชิญภาวะถดถอยรอบสอง เนื่องจากปริมาณสภาพคล่องที่สูง ในระบบเศรษฐกิจ และอาจมีการออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมจากธนาคารกลาง” นายโมเบียสวัย กล่าว

ส่วนตลาด หุ้นที่นายมาร์ค โมเบียสให้ความสนใจลงเป็นพิเศษได้แก่ ตลาดหุ้นไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 17:50 น.
%d bloggers like this: