ตลาดหุ้นไทย

All posts tagged ตลาดหุ้นไทย

“บิ๊กกสิกรไทย”ยัน สหรัฐฯถูกหั่นเครดิต ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192528.

Pic_192528

“บิ๊กกสิกรไทย”ยัน สหรัฐฯถูกหั่นเครดิต ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ส่วนตลาดหุ้นไทย-เอเชีย ดิ่งเหว เกิดจากนักลงทุนตื่นวิกฤตหนี้สหรัฐ เชื่อใช้เวลาอีก 1 เดือน ถึงเห็นผลกระทบต่อตลาดเงินที่ชัดเจน ฝากรัฐบาลใหม่เข้ามาเร่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน และความสงบในบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK) เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแสตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส หรือ เอสแอนด์พีลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลง 1 อันดับจากAAA เป็น AA+ พร้อมคงมุมมอง เชิงลบ ไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่จะมีผลกระทบในทางอ้อม เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในเชิงการค้าการส่งออก โดยสหรัฐถือว่าอยู่ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ซึ่งการปรับลดเครดิต ทำให้สหรัฐฯมีต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจสะดุด และมีผลต่อกำลังซื้อ ที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ

“ความรุนแรงจากปัญหาของสหรัฐ ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี้ และแนวโน้มครึ่งปียังไปได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ดูจากปีที่ผ่านมีปัญหาเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจไทยยังโตได้ เรื่องของสหรัฐคงไม่มีผล”

สำหรับการที่ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในเอเชีย ปรับตัวลดอย่างรุนแรง เป็นผลจากการที่นักลงทุนตื่นตระหนกต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของตลาดการเงิน ที่เกิดขึ้นครั้งแรกซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ ชัดเจน ไม่ใช่ตอบได้ในวันนี้ เพราะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ของตลาดการเงิน อย่างไรก็ตามคาดว่าต้องใช้ระยะเวลากว่าอีก 1 เดือนที่จะติดตามความเคลื่อนไหว และเห็นผลกระทบชัดเจนที่จะเกิดขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย

นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า การปับลดเครดิตพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทย แม้จะมีการถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์บางส่วน แต่ทั้งนี้เนื่องจากการถือครองในรูปแบบดังกล่าวมีการถือครองเกิดขึ้นทั่ว ทั้งโลก เนื่องจากค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นค่าเงินและระบบเศรษฐกิจหลักของโลก และเชื่อว่าในระยะยาว จะมีการเปลี่ยนแปลงไปถือเงินสกุลอื่นๆ แทน แต่การปรับเปลี่ยนต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

“การโยกสินทรัพย์ไปยังสกุลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ทันที เพราะทั่วโลกใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ระยะยาวก็มีโอกาสปรับเปลี่ยนไปใช้สกุลอื่น”

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้น ในสหรัฐ มีแนวโน้มทำให้ค่าเงินบาท และค่าเงินสกุลอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มค่าเงินสกุลดอลลาร์ที่จะอ่อนค่าลงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ของสหรัฐฯ และค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับใด ต้องติดตามภาวะตลาดการเงินซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นระยะๆ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าตลาดการเงินจะมีการปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ถือว่าเป็นผลบวกต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป ขณะที่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่เชื่อว่ายังไม่ใช่ประเด็นที่จะกระทบภาคการส่งออกมากนัก

นายบัณฑูร กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายที่มีการอัดฉีดเงิน เข้าสู่ระบบว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องมองโจทย์ว่าความสมดุลของเศรษฐกิจควรอยู่ในจุดใด และมีหน้าที่ที่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีการเติบโตแบบไม่สะดุด ซึ่งแนวทางในการดำเนินงานนั้นจะต้องเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและพร้อม ชี้แจงได้ นอกจากนี้ มองว่ารัฐบาลใหม่ที่จะดำเนินโยบายต่างๆ ยังไม่ใช่เรื่องง่ายในการบริหารจัดการ โดยมีปัจจัยว่าหากเศรษฐกิจไม่มีการเติบโตการค้าการลงทุนจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ของประชากรไม่ถูกกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของสังคม ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องชั่งน้ำหนัก และพิจารณาจังหวะในการดำเนินนโยบายต่างๆ ให้ตรงต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน

“เรื่องที่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ ได้แก่ เรื่องของปากท้องประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก รอลงมาคือความสงบภายในประเทศ”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

ธปท.สั่งจับตาทุนนอกใกล้ชิด ตลาดหุ้นไทยพร้อมรับมือวิกฤติลดเครดิตสหรัฐฯ!

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192311.

Pic_192311

ธปท. เผย เฝ้าจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกและเอเชีย หวั่นตื่นตระหนกจากกรณีเอสแอนด์พีปรับลดอันดับเครดิตหรือความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ…

นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึง การเตรียมการรับมือผลกระทบกรณีเอสแอนด์พีปรับลดอันดับเครดิตหรือความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงจาก AAA มาอยู่ที่ AA+ ซึ่งถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 70 ปี ว่า ตลาดหลักทรัพย์จะติดตามและจับตาผลกระทบจากกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งหุ้นไทยอย่างไร แต่คงไม่ต้องมีมาตรการพิเศษมารองรับเพราะเครื่องมือของตลาดหลักทรัพย์ที่มีอยู่สามารถรับมือได้อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าระยะสั้นอาจมีแรงตกใจบ้าง แต่สำหรับระยะกลางถึงยาวแล้วยังเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯและยุโรป สุดท้ายจะกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียที่เศรษฐกิจยังมีการเติบโตและตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดี

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฝ่ายตลาดเงิน ได้มีคำสั่งให้จับตาการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และน้ำมันในตลาดโลกและเอเชีย ว่าจะมีความตื่นตระหนกมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งจะมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากน้อยอย่างไร เพื่อจะติดตามความเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลกว่าเป็นไปในทิศทางใด

โดย ธปท.ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะมีเงินทุนไหลเข้ามาในเอเชียรวมทั้งไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน อาจมีแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ทิศทางของค่าเงินบาทมีความผันผวนรุนแรง ซึ่งฝ่ายตลาดเงินได้สั่งให้จับตาเงินทุนไหลเข้าออกอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ก่อนเปิดตลาด ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดเงิน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ได้ว่า สถานการณ์จะรุนแรงแค่ไหน เพราะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี 7) กำลังหามาตรการรองรับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดการเงินโลกอยู่

ทั้งนี้ ธปท.มีการเตรียมมาตรการในการดูแลการเคลื่อนไหวของเงินทุน และลดความผันผวนของค่าเงินบาท ตั้งแต่การเข้าแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนรวมถึงหากมีความจำเป็นก็สามารถที่จะออกมาตรการแรงขึ้น ในลักษณะชะลอการไหลเข้าของเงินทุน หรือหากสถานการณ์จำเป็น ธปท.ก็ได้ศึกษามาตรการในการควบคุมเงินทุน เตรียมไว้ในช่วงก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม จะดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนตามความเหมาะสม และตามความจำเป็นเท่านั้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนักผวาเศรษฐกิจโลกเปราะบางแถมปัจจัยรุม

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191848.

Pic_191848

ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนักผวาเศรษฐกิจโลกเปราะบางแถมปัจจัยรุม ผู้จัดการตลท. พูดได้ แค่หุ้นไทยปรับลงตามหุ้นทั่วโลก แนะผู้ลงทุนตามข้อมูลใกล้ชิดแต่ยัง มั่นใจบริษัทหุ้นพื้นฐานแกร่งมีกำไรดีจ่ายปันผลงาม ขณะที่โบรกเกอร์ชี้ ฝรั่งจ่อขายหุ้นทำกำไรได้อีก หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวดิ่งลงแรงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์เมื่อคืนวันที่ 4 ส.ค.ที่ร่วงลงหนักกว่า 500 จุด ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวลงรุนแรงสร้างจุดต่ำสุดใหม่หรือทำนิวโลว์กันหลายตลาด ไม่เว้นแม้แต่ตลาดหุ้นไทย เพราะความกังวลต่อความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกหลังสหรัฐฯ และยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤติหนี้ ส่งผลให้นักลงทุนขายหุ้นหนีตายออกมาในทุกตลาดเพื่อโยกเงินออกจาก สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวดิ่งลงในทันทีที่เปิดตลาดกว่า 30 จุดและปรับตัวลง อย่างต่อเนื่องมาแตะจุดต่ำสุดของ วันที่ 1,077.12จุด ลดลง 46.89จุดมี มูลค่าการซื้อขาย 67,282.12ล้านบาท เป็นมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในรอบ7เดือน นับจากวันที่ 8ธ.ค.53 (ในวันนั้นมีรายการซื้อขายบิ๊กล็อตของหุ้น บมจ.ปตท.ปิโตรเคมี คอล(PTTCH)รายการเดียว33,000ล้านบาท) ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิ 6,082.66ล้านบาท

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า การปรับลดลงของหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยปัจจัยหลักมาจากการคาดการณ์ที่ชัดเจนขึ้นถึงผล ของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯและปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ดังนั้นจึงเตือนให้ผู้ลงทุนติดตามการวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ เพื่อติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และพิจารณากระจายความเสี่ยง ในการลงทุนให้เหมาะสม ทั้งนี้ เชื่อว่าหากปัญหาเศรษฐกิจยังมีผลกระทบต่อภาวะการลงทุนทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่น เนื่องจากยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน และอัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลที่ยังคงน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลง 2.73% ในวันที่ 5ส.ค. เป็นการปรับตัวตามตลาดทั่วโลกที่มีการปรับลดลงระหว่าง 1-5%

ขณะที่การสัมนาเรื่อง “วิพากษ์นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หุ้นไหนควรลงทุน-หุ้นไหนควรหลีกเลี่ยง” ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์ น.ส.มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.กิมเอ็ง คาดว่า ภายใน 3 วันนี้  (5-9 ส.ค.) นักลงทุนต่างชาติอาจเทขายหุ้นไทยประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัว ขึ้นมากถึง 13% นับจากหลังการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้นจึงเริ่มเห็นการขายทำกำไรของกองทุนต่างชาติ เพื่อนำเงินไปคืนให้กับผู้ถือหน่วย แต่ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงอีกไม่มาก โดยมีแนวรับที่แข็งแกร่ง บริเวณ 1,050 จุด และจะเริ่มฟื้นตัวหลังมีความชัดเจนเกี่ยวกับการออกมาตรการ ผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3(QE3)ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะหารือกันในวันที่ 9 ส.ค.นี้ คาดว่าจะ มีวงเงิน 200,000-300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันในประเทศเทขายหุ้นไปแล้ว22,000ล้านบาท ราย ย่อยขายสุทธิ 7 ,000ล้านบาท ทำให้นักลงทุนในประเทศมีเงินสดที่พร้อมกลับเข้ามาช้อนซื้อหุ้นอีกประมาณ 30,000ล้านบาท

“กิมเอ็งยังคงให้เป้าดัชนีสิ้นปีที่ 1,234 จุด ช่วงนี้จึงแนะให้ทยอยเก็บหุ้นที่พึ่งการบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก สื่อสิ่งพิมพ์ และหลีกเลี่ยงหุ้นส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนรับเหมาฯขนาดใหญ่ ควรชะลอลงทุน เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมากแล้ว หลังจากที่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งขณะที่บมจ.อิตาเลี่ยนไทย( ITD) กับบมจ.ช.การช่าง(CK) อาจต้องเพิ่มทุนก่อนรับงานใหม่”นางสาวมยุรี กล่าว

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวลงจากแรงขายที่เกิดจากความตื่น ตระหนก(แพนิก เซลล์) จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ข่าวการตั้ง ครม.ใหม่จะช่วยหนุนตลาด ในระยะสั้น และเชื่อว่าสหรัฐฯมีความจำเป็นต้องออก QE3 เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำลงไปมากกว่านี้ ทั้งนี้มองว่าดัชนีอาจปรับตัว ลงได้อีก แต่คงไม่มาก

“หุ้นที่น่าซื้อคือหุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มแบงก์ที่จะได้รับผลดีจากการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็ก ซึ่งต้อง ใช้เงินกู้ในประเทศถึง 600,000ล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรก และกลุ่มสื่อสารที่จะได้ดีจากกฎเกณฑ์ในการทำธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงคือหุ้นส่งออก รับเหมาฯ และให้ชะลอการลงทุนหุ้นพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง”นายเทิดศักดิ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

‘มาร์ค โมเบียส’ โปรย ยาหอมตลาดหุ้นไทยน่าลงทุน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 17:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191840.

Pic_191840

‘มาร์ค โมเบียส’ โปรยยาหอม เศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่สดใสกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ชี้เป็นแหล่งลงทุนที่ ‘หอมหวาน’ ระบุ ให้ความสนใจเป็นพิเศษในตลาดหุ้นไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. สำนักข่าว บลูมเบิร์ก ได้เผยแพร่ความเห็นของ ‘มาร์ค โมเบียส’ เจ้าของกองทุนเท็มเพลตั้น กองทุนสหรัฐฯที่มีสินทรัพย์ ขนาดใหญ่และเน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ที่ยังคงเห็นว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ แถม ยังสนใจตลาดหุ้นไทยเป็นพิเศษ โดยมาร์ค โมเบียส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เท็มเพลตั้นแอสเซ็ทแมเนจเมนท์ กล่าวว่า เศรษฐกิจตลาด เกิดใหม่มีความแข็งแกร่งกว่าเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนาแล้วท่ามกลางความผันผวน ของตลาดเงินตลาดทุน โดยตนเองกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ ตลอดเวลา และตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนา แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผันผวน ตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ดังจะเห็นได้จาก อัตราการขยายตัวของจีดีพี ทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้นตลาดเกิดใหม่เป็นแหล่งลงทุนที่หอมหวานมาก

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟคาดว่า จีดีพีตลาดเกิดใหม่จะขยายตัว 6.6% ในปีนี้ ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้วจะขยายตัวในอัตรา 2.2%

“ผมไม่เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเผชิญภาวะถดถอยรอบสอง เนื่องจากปริมาณสภาพคล่องที่สูง ในระบบเศรษฐกิจ และอาจมีการออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมจากธนาคารกลาง” นายโมเบียสวัย กล่าว

ส่วนตลาด หุ้นที่นายมาร์ค โมเบียสให้ความสนใจลงเป็นพิเศษได้แก่ ตลาดหุ้นไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 17:50 น.

กสิกรไทยทำนายสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นแกว่งตัวขาขึ้น

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

30 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190283.

Pic_190283

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าหุ้นไทยแก่วงตัวในขาขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะจับตา การขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ โดยให้แนวรับที่ 1,127-1,109 จุด และแนวต้านที่ 1,140-1,150 จุด

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร จากอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,133.53 จุด เพิ่มขึ้น 1.11% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.32% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 31,857.75 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 318.02 จุด เพิ่มขึ้น 2.43% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นในวันจันทร์ นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคารจากการขายทำกำไร แต่ดัชนีปรับขึ้นอีกกลางสัปดาห์ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบ 95% และยังคงมีแรงหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลงในวันศุกร์ โดยถูกถ่วงจากปัจจัยต่างประเทศหลังสหรัฐฯ ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายเพดานหนี้ได้

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1-5 ส.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในขาขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า และการจัดตั้งรัฐบาลที่คงมีความชัดเจนมากขึ้น โดยคงจะต้องติดตามความคืบหน้าประเด็นการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ คำสังซื้อสินค้าโรงงานเครื่องชี้วัดการจ้างงาน รวมทั้งผลประกอบการไตรมาส 2/2554 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,127 และ 1,109 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,140 และ 1,150 จุด ตามลำดับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

วายุภักษ์หนึ่ง ประกาศจ่ายปันผล2.5%

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190035.

Pic_190035

กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ประกาศจ่ายเงินปันผล 2.5% สำหรับผลประกอบการครึ่งปี 2554 อานิสงส์ ภาวะตลาดตราสารทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนรวมวายุภักษ์ และประธานกรรมการในคณะกรรมการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ได้แถลงผลการดำเนินงานรอบครึ่งปี 54 ของกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ว่าจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปี 54 สำหรับนักลงทุนทั่วไปในอัตรา 2.5% หรือเท่ากับ 0.25 บาทต่อหน่วย และนักลงทุนประเภท ข.ในอัตราร้อยละ 0.00 หรือเท่ากับ 0.00 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุน มีมติเมื่อวันที่ 26 ก.ค.54 อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ม.ค.–30 มิ.ย.2554 ในอัตรา 2.5% สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. หรือนักลงทุนทั่วไป โดยพิจารณาจากรายได้จากการลงทุนสุทธิรวมกับกำไร(ขาดทุน)ที่เกิดขึ้นจริง สำหรับงวดครึ่งปี 54 เท่ากับ 7,431.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี2553 ที่ 5,440.21 ล้านบาท และมีผลกำไรจากการลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเท่ากับ 4,361.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรจากการลงทุน ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในงวดเดียวกันของปี 53 ที่ 2,509.63 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิจากการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 53 เท่ากับ 6,236.67 ล้านบาท

นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวต่อว่า กองทุนได้รับผลบวกจากสภาวะตลาดตราสารทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index งวดครึ่งปี 2554 ปรับเพิ่มขึ้น 0.84% เนื่องจากความคาดหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวและเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2554 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลรายครึ่งปีในอัตรา 2.5% สำหรับนักลงทุนประเภท ก. เป็นระดับที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ที่ประมาณ 3.85% ต่อปี และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ที่ประมาณ 2.74%
โดยตลาดหลักทรัพย์จะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 5 ส.ค.54 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะทำการปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 10 ส.ค.54 และผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 26 ส.ค.54

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

ก.ล.ต.ดันตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางระดมทุนอินโดจีน

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 20:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189278.

Pic_189278

ก.ล.ต. และสภาธุรกิจตลาดทุนไทยร่วมกับองค์กรชั้นนำในตลาดการเงิน เตรียมดันตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางการระดมทุนในอินโดจีน ย้ำ ต้องการให้รัฐสนับสนุนและเร่งรัดการปฎิรูปตลาดหลักทรัพย์เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 26ก.ค.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับองค์กรสำคัญในตลาดการเงินไทย เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนมุมมอง วิสัยทัศน์เกี่ยวกับความต้องการของ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน รวมถึงภาคประชาชนและสังคม ที่ตลาดทุนสามารถตอบสนอง ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ของประเทศ ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปรับปรุงแผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับปัจจุบันให้สมบูรณ์ขึ้น

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ผู้ร่วมสัมนาได้ พิจารณาถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า สรุปว่า เอเชีย จะมีบทบาทสูงมากต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยการค้าขายและการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นมาก และเอเชียจะยังเป็นศูนย์กลางการผลิตภาค อุตสาหกรรม แต่ขณะเดียวกันในบางประเทศจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงขึ้นมาก ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและเงินลงทุนภายในภูมิภาค

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้ตลาดทุนไทยเข้ามามีส่วนในการเพิ่ม ขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของประเทศและภูมิภาค ได้ จนถึงขั้นมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนามีข้อเสนอ ที่น่าสนใจและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ดังนี้ 1. เร่งปรับปรุง เพิ่มความสะดวกและลดอุปสรรค สำหรับการระดมทุนผ่านตลาดทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมช่องทางระดมทุนของกิจการขนาดกลางและเล็ก

2. ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนให้ประชาชน เข้าร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศและลดภาระ การเงินของรัฐบาล 3. เร่งพัฒนาเครื่องมืออนุพันธ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจให้ครบถ้วน ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน หรือราคาสินค้า เกษตร 4. ให้ความสำคัญกับการใช้กลไกหรือเครื่องมือในตลาดทุนเพื่อสกัดกั้นการ คอรัปชั่นโดยจะร่วมมือกันกำหนด roadmap เพื่อผลักดัน เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังผ่านการปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูล ตามหลักการความรับผิดชอบต่อสังคม ( CSR) ซึ่งจะประกาศแผนงานที่ชัดเจนให้ทราบภายในสิ้นปีนี้

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า โจทย์สำคัญของตลาดทุนไทย คือต้องสามารถตอบสนองความต้องการของภูมิภาคได้ จนถึงขั้นมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งด้านการระดมทุนและการซื้อขายหลัก ทรัพย์ และทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ซึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตลาดทุน ไทย ดังนี้

1.ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางระดมทุนสำหรับกิจการชั้นนำใน อินโดจีน เพราะมีข้อได้เปรียบในด้านต่าง ๆ แต่ต้องแก้ไขกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว 2. ยืนยันให้ตลาดหลักทรัพย์ปฏิรูปให้เป็นบริษัทมหาชนโดยเร็ว เพื่อทำให้มี รูปแบบการบริหารจัดการ (governance) ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสามารถแข่งขันการค้าหลักทรัพย์ในรูปแบบอื่น ๆ ในโลกได้

3.เร่งเปิด เสรีธุรกิจหลักทรัพย์เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ควรทำควบคู่ กับการเปิดโอกาสธุรกิจให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการ กองทุน (บลจ.) ในประเทศสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเปิดกว้างให้ สามารถทำธุรกิจได้มากขึ้น ทั้งด้านประเภทสินค้า ด้านสกุลเงินตรา ช่อง ทางการเข้าถึงลูกค้า และช่องทางการชำระเงิน

“หลังจากนี้สภาธุรกิจตลาด ทุนไทยจะร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ตั้งคณะทำงาน มีผู้เชี่ยวชาญจากทางการ ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ เพื่อขยายผลของประเด็นเหล่านี้และนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป
โดยสิ่งที่ ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งผลักดันโดยเร็วคือการปฎิรูปตลาดหลักทรัพย์ที่ ขณะนี้ร่างกฎหมายได้ผ่านมติครม.แล้ว หากรัฐบาลใหม่เห็นชอบด้วยโดยไม่มีการแก้ไขมากและนำเข้าสู่การพิจารณา อนุมัติจากสภาก็จะทำให้กฎหมายออกมาได้เร็วขึ้นคาดว่ากระบวนการทั้งหมด ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน1ปีหลังจากนี้”

ขณะที่ นางสาวนวพร เรืองสกุล ประธานกรรมการ คณะกรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ตลาดเงินและตลาดทุนไทย ต้องไม่ลืมคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ โดยต้องตอบโจทย์ด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างความรู้เรื่องการบริหารจัดการ การเงินของตัวเอง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ที่จำเป็นในการจัดการการเงินของตนเอง ทำให้ ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงิน และตลาดทุน ขณะที่อนาคตผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนสูงขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนจำเป็นต้องคิด บริการทางการเงินที่จะต้องตอบสนองการบริหารการเงินของคนกลุ่มนี้ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าตลาดทุนไทย ต้องมีบทบาทด้านสังคม โดยต้องมีองค์กรเข้ามาทำ หน้าที่ต่อเนื่องในการให้ความรู้และคำแนะนำให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จัดการ การเงินของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยองค์กรนี้ควรได้รับการสนับสนุน ทางการเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องและต้องเร่งขยายระบบการ ออมเพื่อการเกษียณอายุให้ครอบคลุมกว้างขวางกว่าที่มีอยู่

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 20:35 น.

บล.ไทยพาณิชย์ฟันธงไตรมาส4 หุ้นไทยแตะ1.2พันจุด

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 18:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189255.

Pic_189255

บล.ไทยพาณิชย์ฟันธงหุ้นไทยจะผ่านจุดต่ำ สุดไตรมาส 3 ที่ระดับ 1,030จุด ก่อนทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ 1,200 จุด ในไตรมาส 4 เนื่องจากตลาดยังคงเผชิญหน้ากับปัจจัยลบหลายด้าน แนะนักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีอ่อน ตัวที่บริเวณ 1,030 จุด

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญหน้ากับปัจจัยลบหลายด้านด้วยกันในช่วงที่เข้าสู่ไตรมาส 3 ปี 2554 ทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว การสิ้นสุดมาตรการ QE2 และวิกฤตหนี้ยุโรปที่ยืดเยื้อ จึงเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทำจุดต่ำสุด ในไตรมาส 3 นี้ โดยตลาดเริ่มมีการปรับฐานมาตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอย่างน้อยตลาดก็รับรู้ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่างๆ ไปบ้างแล้ว ตลอดจนแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายลงในช่วงปลายไตรมาส 3 เนื่องจากโมเมตัมการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้า Commodity โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบชะลอตัวลง ใ นส่วนปัจจัยทางการเมืองนั้นคาดว่าจะกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้นจากการที่ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส.มากกว่าครึ่งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยจำนวน ส.ส. ถึง 300 ที่นั่ง จาก ส.ส.ทั้งหมด 500 ที่นั่ง

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้ถึง 1,200 จุด ในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ ประเมินว่าเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากมีความชัดเจนในเรื่องรัฐบาลและนโยบาย ส่วนในด้านพื้นฐานนั้นยังคงคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2554 จะเติบโตได้ 4-5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบ 3.5-4.0% ในขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนภายใต้การศึกษาของสายงาน วิจัย บล.ไทยพาณิชย์ คาดว่าจะเติบโตได้ 33% จากปีก่อนหน้า

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึงกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ว่า แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์อ่อนตัว โดยประเมินว่าระดับดัชนีฯ ที่ปลอดภัย คือบริเวณ 1,030 จุด ซึ่งเป็นระดับของค่า PER ที่ประมาณ 11.7 เท่า โดยระดับค่า PER ดังกล่าวถือว่าเป็นระดับที่สามารถรองรับสถานการณ์ความเสี่ยงหลายครั้ง ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2550

สำหรับกลยุทธ์ในการเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดฯ ในวัฏจักรของเศรษฐกิจปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่การขยายตัวในช่วงกลาง-ปลาย ให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีฯอ่อนตัว โดยประเมินว่าระดับที่ ปลอดภัย คือบร ได้คัดเลือกหุ้น 6 ตัวเป็น top picks ในไตรมาส 3 ปี 2554 ได้แก่ ADVANC ,BIGC, KBANK, STEC, SCC และ PTTAR โดยหุ้น top picks 3 ตัวแรก (ADVANC ,BIGCและ KBANK) อิงกับการคาดการณ์ว่าวัฏจักรธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนจากช่วงของการขยายตัวในระยะแรกๆ เข้าสู่ช่วงของการขยายตัวในระยะท้ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม defensive มากขึ้น เช่น กลุ่มสื่อสาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสถาบันการเงิน

ส่วนหุ้น top picks 3 ตัวหลัง (STEC, SCC และPTTAR) อิงกับปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรมและบริษัท โดย STEC จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายลงทุนด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐานหลังเลือกตั้ง ส่วน SCC ก็มีแนวโน้ม Upside จากการลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์และควบรวมกิจการ และ PTTAR น่าจะได้ประโยชน์ จากการควบรวมกิจการและแนวโน้มผลิตภัณฑ์พาราไซลีนที่สดใสขึ้นในงวดครึ่งหลังของปี 2554 จากการเริ่มเดินเครื่องโรงงาน PTA ในตลาดภูมิภาคตามกำหนด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 18:43 น.

โบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นขึ้นต่อขานรับผลเลือกตั้ง

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

3 กรกฎาคม 2554, 21:57 น.

โบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นขึ้นต่อขานรับผลเลือกตั้ง.

Pic_183623

โบรกฯประสานเสียง หุ้นไทยสัปดาห์นี้ปรับเพิ่มแน่หลังได้รัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่ง แนะจับตานโยบายและโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ลุ้นครึ่งปีหลัง ทะยานถึง 1,200 จุด…

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัส กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวผู้นำรัฐบาลและพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคิดว่า ทุกฝ่ายคงต้องยอมรับเสียงข้างมากของประชาชน ซึ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งต้องให้โอกาสรัฐบาลใหม่ในการทำงานเพื่อพิสูจน์ฝีมือ

นายก้องเกียรติ กล่าวต่อว่า การที่พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากเข้ามาเกินครึ่งก็น่าจะทำให้การดำเนิน นโยบายหรือการบริหารงานสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวมากขึ้น แม้จะเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคร่วมเข้ามาหลายพรรคก็ตาม ซึ่งน่าจะเป็นผลดีหรือปัจจัยบวกต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ที่เปิดทำการมา ดัชนีหุ้นน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลังจากนั้นก็ต้องรอดูทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้แม้ชื่อหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับเข้ามารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการเห็นที่สุดคือการลดปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศและการลด ปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอมาเช่นกัน หลังจากนี้ก็คงต้องรอดูการพิสูจน์ฝีมือ

ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้าว่าพรรคเพื่อไทย จะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งมีผลทำให้ตลาดหุ้นช่วง 2-3วัน ก่อนการเลือกตั้งปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง และเมื่อผลออกมาเป็นไปตามที่คาดไว้ ก็อาจมีนักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการจัดตั้งรัฐบาล ดูนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีกครั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงที่ได้เกินครึ่งซึ่งเป็นผลดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพก็อาจมีนักลงทุนส่วนหนึ่งเข้า มาลุยซื้อหุ้นต่อเพราะเกิดความเชื่อมั่น ดังนั้นสัปดาห์นี้ตลาดก็อาจปรับตัวขึ้นได้ต่อแต่คงไม่แรงมากนัก เพราะปรับขึ้นรับข่าวไปบ้างแล้ว

ขณะที่ นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นหลังจากนี้จะปรับขึ้นได้ต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลสืบเนื่อง ความเสี่ยงที่นักลงทุนกังวล ดังนี้ 1.ความไม่ยอมรับของประชาชน แต่ผลที่ออกมาการที่เพื่อไทยได้เสียงเกินครึ่งและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมายอมรับผลการเลือกตั้งและแสดงความยินดีกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศไทย ประเด็นนี้จึงไม่น่าห่วง 2.เมื่อประชาชนให้การยอมรับแล้ว จะมีความเสี่ยงที่มีการท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมหรืไม่ ในประเด็นการ ปรองดองหรือการนิรโทษกรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ แต่หากเป็นไปตามหลักของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้ท้าทายกระบวนการยุติธรรมตลาด หุ้นไทยก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้อย่างมีความมั่นคง แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลา

สำหรับตลาดหุ้นระยะสั้นในสัปดาห์นี้ คาดว่าดัชนีหุ้นคงปรับตัวขึ้นได้ 1,050-1,070 จุด ซึ่งอาจจะถูกแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา แต่สำหรับตลาดหุ้นระยะกลางหากความเสี่ยงข้างต้นไม่เกิดขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังคงมีโอกาสได้เห็นดัชนีหุ้นไปได้ถึง 1,150-1,200 จุด เพราะไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ยังมีกำไรเติบโตที่ดี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 กรกฎาคม 2554, 21:57 น.

กิมเอ็งคาดหุ้นทะยานถึง1,200จุด ถ้าพรรคใหญ่ชนะกันขาด

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 15:57 น.

กิมเอ็งคาดหุ้นทะยานถึง1,200จุด ถ้าพรรคใหญ่ชนะกันขาด.

Pic_182893

กิมเอ็งประเมินสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้งหาก พท.ชนะหุ้นดีดรับเพียง 1-2% แต่หาก ปชป-ภท.ได้ หุ้นจะขึ้นมากกว่า 2-5% แต่ตลาดหุ้นเดือน ส.ค.หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแรงซื้อของต่างชาติระลอกใหม่จะเข้ามา 20,000 – 30,000 ล้าน หุ้นไทยจะทำนิวไฮ ทะยานได้ถึง 1,150-1,200 จุด…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.บล.กิมเอ็ง ออกบทวิเคราะห์ ประเมินผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.ต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยโดย แยกเป็นกรณีต่างๆไว้น่าสนใจ ดังนี้ ในสัปดาห์แรกหลังผลการเลือกตั้งออกมา 1. หากพรรคเพื่อไทยชนะตามที่โพลต่างๆ รายงาน ระยะสั้นคาดว่าดัชนีหุ้นไทย (SET Index ) จะดีดตัวขึ้นได้อีกเพียง 1-2% และเกิดการขายหุ้นออกมาหรือเกิด Sell on Fact หลังจากนั้นเพราะเป็นสิ่งที่ ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยกระแสเงินทุนต่างชาติอาจยังไม่เข้ามาอย่างโดดเด่นได้เพราะต้องดู สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลอีกระยะหนึ่ง

2. หากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยได้เสียง 250 +/- คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะดีดตัวขึ้นไม่ต่ำกว่า 2% และอาจเห็นถึง 5% ภายในสัปดาห์เดียว เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเงินทุนจะไหลกลับเข้าอย่างโดดเด่น เพราะตลอดเดือนมิ.ย. ถึงวันที่ 29 มิ.ย.นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปทั้งสิ้น 29,000 ล้านบาท

แต่มุมมอง ต่อตลาดหุ้นไทยหลังเสร็จสิ้นการจัดตั้งรัฐบาล ที่คาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐบาลจะ เสร็จสิ้นในเดือนส.ค. กิมเอ็งประเมินด้วยสมมติฐานของผลการเลือกตั้งดังต่อไปนี้ 1. หากพรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคขนาดกลางและ/หรือขนาดเล็ก เนื่องจากเสียงชนะไม่ขาดหรือชนะกันเพียง 5-10 ที่นั่งเท่านั้นดัชนีหุ้น ไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ระหว่าง 1,050 – 1,100 จุด พร้อมกับกระแสเงินทุนต่างชาติจะยังไม่กลับมา

2.หากพรรคการเมือง ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งแบบมีนัยยะสำคัญคือชนะขาดกันถึง 20 ที่นั่ง +/- ดัชนีหุ้นไทยจะทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่(New High) พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของต่างชาติระลอกใหม่เข้ามา คาดว่าจะสูงถึง 20,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นปรับขึ้นแตะระดับ 1,150 – 1,200 จุดได้

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินผลการเลือกตั้งว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะ ดัชนีหุ้นจะปรับตัวขึ้นทันที โดยต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นต่อ เพราะมองว่ามีการสานต่อนโยบาย แต่ถ้าเพื่อไทยชนะ ก็ไม่คิดว่าจะกดดันให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงมากนัก (แต่ตลาดจะปรับลงเพราะปัจจัยต่างประเทศมากกว่า) เพราะดัชนีรับรู้ไปมากแล้ว ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเป็นเพียงช่วงเทรดดิ้งสั้นๆ ตามรอบ และยังน่าจะจำกัดพอร์ตไว้ก่อน โดยถ้าจะเข้าซื้อเพื่อถือ ควรรอให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่า 1,000 จุดได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 15:57 น.
%d bloggers like this: