ตลาดหลักทรัพย์ไทย

All posts tagged ตลาดหลักทรัพย์ไทย

นัดพบ58โบรกเกอร์อาเซียน รองรับอาเซียนลิงค์เกจ

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 16:17 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189525.

Pic_189525

ตลาดหลักทรัพย์จัดงานให้โบรกเกอร์ไทย-อาเซียนรวม 58 แห่ง พบกันที่ภูเก็ต เพื่อหาคู่รองรับอาเซียนลิงค์เกจ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน เรื่องความร่วมมือระหว่างตลาดหุ้นในอาเซียน รวมถึงการเชื่อมเครือข่ายระหว่างกัน โดยมีผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนเข้าร่วม และมีโบรกเกอร์ได้ตอบรับเข้าร่วมงานขณะนี้รวม 58 แห่ง เป็นตัวแทนจากโบรกเกอร์ของไทย 22 แห่ง และเป็นโบรกเกอร์ในอาเซียน ที่ตอบรับเข้าร่วมงาน 36 แห่ง ประกอบด้วย โบรกเกอร์จากสิงคโปร์ 6 แห่ง มาเลเซีย 17 แห่ง ฟิลิปปินส์ 8 แห่ง และเวียดนาม 5 แห่ง สาเหตุที่โบรกเกอร์จากสิงคโปร์เข้าร่วมน้อย เนื่องจากโบรกเกอร์ในสิงคโปร์ ได้มาทำธุรกิจในไทยเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว และมีความใกล้ชิดกับตลาดหุ้นไทยอย่างมาก

นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ยังเปิดเผยถึงรายละเอียดของงานในวันแรกว่า จะเป็นการให้ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่ง รวมถึงจะมีการหารือกัน ถึงระบบที่จะนำมาใช้รองรับอาเซียนลิงค์เกจ หรือการซื้อขายหุ้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียนด้วยกัน และวันที่ 2 ของการจัดงาน จะเปิดโอกาสให้โบรกเกอร์ทั้งหมดได้ทำความรู้จักกัน เพื่อเจรจาเป็นพันธมิตรร่วมทำธุรกิจในการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นในกระดาน อาเซียนลิงค์เกจ และสามารถขอนัดคุยตัวต่อตัวได้

“เป็นการทำความรู้จักในเบื้องต้นว่า โบรกเกอร์ที่ต้องการร่วมงานด้วยนั้น มีระบบงานรองรับเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งมีบุคลากรหรือมีบทวิเคราะห์ครอบคลุมตัวหุ้นได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร หากได้ข้อมูลที่พอใจ ค่อยไปเจรจากันต่อในภายหลัง เพราะงานนี้จัดเพื่อแนะนำให้รู้จักกัน” นางภัทธีรา กล่าว

ด้าน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า  ทางตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้มีข้อจำกัดของความร่วมมือ โดยโบรกเกอร์แต่ละแห่ง สามารถจับคู่กับโบรกเกอร์ต่างชาติได้มากกว่า 1 แห่งอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 16:17 น.

สภาธุรกิจฯเสนอรบ.ใหม่ผลักดันแปรรูปตลาดหุ้น

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 22:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189293.

Pic_189293

สภาธุรกิจตลาดทุน เล็งเสนอรัฐบาลใหม่เร่งผลักดันแปรรูปตลาดหลักทรัพย์หวังแล้วเสร็จปลายปี 55 หรือ ต้นปี 56

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนจากภาคเอกชน จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ดำเนินการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนที่ควรดำเนินการ โดยขณะนี้ได้มีการร่างกฎหมายในการแปรรูปรองรับอยู่แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำงานไม่มีการแก้กฎหมายดังกล่าวมากนัก จึงประเมินว่าการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ จะเห็นได้ในช่วงปลายปี 2555 หรือต้นปี 2556

อย่างไรก็ดี ไม่มีความกังวลว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากมีเหตุผลในการรองรับและเป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีการแปรรูปไปแล้วก่อนหน้าหลายปี รวมถึงขณะนี้ได้มีการควบรวมตลาดหุ้นเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 22:30 น.

ก.ล.ต.เสนอมาตรการปราบโกง ตรวจสอบฝั่งผู้จ่ายเงินด้วย

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 22:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189289.

Pic_189289

ก.ล.ต.เสนอเพิ่มมาตรการปราบคอรัปชัน โดยตรวจสอบผู้จ่ายเงินแต่ละบริษัท ระบุมาตรฐานดังกล่าวเป็นลักษณะเดียวกับที่ใช้ตรวจสอบเงินในสหรัฐ-อังกฤษ…

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และองค์กรที่สำคัญในตลาดเงินของไทย ว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ปรึกษาหารือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเพิ่มกระบวนการป้องกันและปราบปราม และตรวจสอบด้านผู้จ่ายเงิน โดยหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย และสมาคมบริษัทจัดการกองทุนรวม และสมาคมบริษัทจดทะเบียน จากที่ผ่านมามาตรการป้องปรามคอร์รัปชั่น โดยนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงนั้น ได้เน้นการตรวจสอบเฉพาะผู้รับเงินเป็นหลัก ซึ่งมักไม่ค่อยได้ผล จากผลการศึกษาเบื้องต้นคาดว่าอาจจัดตั้งองค์กรเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หรือทำหน้าที่โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งจะต้องมีกฎหมายรองรับในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ มาตรการตรวจสอบเบื้องต้นดังกล่าว ประกอบด้วยหลักการดังนี้ 1.ควรมีมาตรการที่ทำให้จ่ายเงินคอร์รัปชั่น โดยธุรกิจต่างๆ ทำได้ยากลำบากมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันกันด้วยความสามารถเป็นหลัก 2. มาตรการเหล่านี้จะเน้นผู้จ่ายเงินและควรมีมาตรการจูงใจและมาตรการลงโทษ 3. มาตรการที่กำหนดไม่ควรให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ จึงควรเน้นเฉพาะรายการที่มีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนเงินและด้านสัดส่วนเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจ 4. มาตรการที่จะกำหนดควรประกาศล่วงหน้า และใช้เฉพาะกับรายการที่เกิดขึ้น ภายหลัง จากวันที่กำหนด โดยไม่เน้นการย้อนหลังรายการที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งนี้มาตรการในการตรวจสอบด้านผู้จ่ายเงินดังกล่าว จะเป็นลักษณะเช่นเดียวกับมาตรการที่ตรวจสอบเงินในสหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมคล้ายกับกฎหมายป้องกันการให้สินบนและคอร์รัปชั่นในต่าง ประเทศ ซึ่งจะต้องศึกษากฎหมายในต่างประเทศ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 22:00 น.

ก.ล.ต.ดันตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางระดมทุนอินโดจีน

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 20:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189278.

Pic_189278

ก.ล.ต. และสภาธุรกิจตลาดทุนไทยร่วมกับองค์กรชั้นนำในตลาดการเงิน เตรียมดันตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางการระดมทุนในอินโดจีน ย้ำ ต้องการให้รัฐสนับสนุนและเร่งรัดการปฎิรูปตลาดหลักทรัพย์เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 26ก.ค.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับองค์กรสำคัญในตลาดการเงินไทย เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนมุมมอง วิสัยทัศน์เกี่ยวกับความต้องการของ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน รวมถึงภาคประชาชนและสังคม ที่ตลาดทุนสามารถตอบสนอง ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ของประเทศ ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปรับปรุงแผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับปัจจุบันให้สมบูรณ์ขึ้น

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ผู้ร่วมสัมนาได้ พิจารณาถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า สรุปว่า เอเชีย จะมีบทบาทสูงมากต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยการค้าขายและการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นมาก และเอเชียจะยังเป็นศูนย์กลางการผลิตภาค อุตสาหกรรม แต่ขณะเดียวกันในบางประเทศจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงขึ้นมาก ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและเงินลงทุนภายในภูมิภาค

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้ตลาดทุนไทยเข้ามามีส่วนในการเพิ่ม ขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของประเทศและภูมิภาค ได้ จนถึงขั้นมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนามีข้อเสนอ ที่น่าสนใจและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ดังนี้ 1. เร่งปรับปรุง เพิ่มความสะดวกและลดอุปสรรค สำหรับการระดมทุนผ่านตลาดทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมช่องทางระดมทุนของกิจการขนาดกลางและเล็ก

2. ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนให้ประชาชน เข้าร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศและลดภาระ การเงินของรัฐบาล 3. เร่งพัฒนาเครื่องมืออนุพันธ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจให้ครบถ้วน ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน หรือราคาสินค้า เกษตร 4. ให้ความสำคัญกับการใช้กลไกหรือเครื่องมือในตลาดทุนเพื่อสกัดกั้นการ คอรัปชั่นโดยจะร่วมมือกันกำหนด roadmap เพื่อผลักดัน เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังผ่านการปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูล ตามหลักการความรับผิดชอบต่อสังคม ( CSR) ซึ่งจะประกาศแผนงานที่ชัดเจนให้ทราบภายในสิ้นปีนี้

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า โจทย์สำคัญของตลาดทุนไทย คือต้องสามารถตอบสนองความต้องการของภูมิภาคได้ จนถึงขั้นมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งด้านการระดมทุนและการซื้อขายหลัก ทรัพย์ และทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ซึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตลาดทุน ไทย ดังนี้

1.ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางระดมทุนสำหรับกิจการชั้นนำใน อินโดจีน เพราะมีข้อได้เปรียบในด้านต่าง ๆ แต่ต้องแก้ไขกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว 2. ยืนยันให้ตลาดหลักทรัพย์ปฏิรูปให้เป็นบริษัทมหาชนโดยเร็ว เพื่อทำให้มี รูปแบบการบริหารจัดการ (governance) ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสามารถแข่งขันการค้าหลักทรัพย์ในรูปแบบอื่น ๆ ในโลกได้

3.เร่งเปิด เสรีธุรกิจหลักทรัพย์เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ควรทำควบคู่ กับการเปิดโอกาสธุรกิจให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการ กองทุน (บลจ.) ในประเทศสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเปิดกว้างให้ สามารถทำธุรกิจได้มากขึ้น ทั้งด้านประเภทสินค้า ด้านสกุลเงินตรา ช่อง ทางการเข้าถึงลูกค้า และช่องทางการชำระเงิน

“หลังจากนี้สภาธุรกิจตลาด ทุนไทยจะร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ตั้งคณะทำงาน มีผู้เชี่ยวชาญจากทางการ ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ เพื่อขยายผลของประเด็นเหล่านี้และนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป
โดยสิ่งที่ ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งผลักดันโดยเร็วคือการปฎิรูปตลาดหลักทรัพย์ที่ ขณะนี้ร่างกฎหมายได้ผ่านมติครม.แล้ว หากรัฐบาลใหม่เห็นชอบด้วยโดยไม่มีการแก้ไขมากและนำเข้าสู่การพิจารณา อนุมัติจากสภาก็จะทำให้กฎหมายออกมาได้เร็วขึ้นคาดว่ากระบวนการทั้งหมด ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน1ปีหลังจากนี้”

ขณะที่ นางสาวนวพร เรืองสกุล ประธานกรรมการ คณะกรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ตลาดเงินและตลาดทุนไทย ต้องไม่ลืมคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ โดยต้องตอบโจทย์ด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างความรู้เรื่องการบริหารจัดการ การเงินของตัวเอง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ที่จำเป็นในการจัดการการเงินของตนเอง ทำให้ ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงิน และตลาดทุน ขณะที่อนาคตผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนสูงขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนจำเป็นต้องคิด บริการทางการเงินที่จะต้องตอบสนองการบริหารการเงินของคนกลุ่มนี้ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าตลาดทุนไทย ต้องมีบทบาทด้านสังคม โดยต้องมีองค์กรเข้ามาทำ หน้าที่ต่อเนื่องในการให้ความรู้และคำแนะนำให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จัดการ การเงินของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยองค์กรนี้ควรได้รับการสนับสนุน ทางการเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องและต้องเร่งขยายระบบการ ออมเพื่อการเกษียณอายุให้ครอบคลุมกว้างขวางกว่าที่มีอยู่

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 20:35 น.

ทำนายหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอีก จากเงินทุนไหลเข้า

Published กรกฎาคม 24, 2011 by SoClaimon

23 กรกฎาคม 2554, 14:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188549.

Pic_188549

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก จากเงินทุนไหลเข้าและการคาดการเชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยให้แนวรับที่ 1,096-1,088 จุด และแนวต้านที่ 1,150-1,172 จุด…

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อ หลังความกังวลเกี่ยวกับหนี้ในยุโรปและการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ คลายตัวลง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,121.04 จุด เพิ่มขึ้น 3.81% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 39.59% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 34,749.89 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 310.49 จุด เพิ่มขึ้น 1.20% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดสัปดาห์ ท่ามกลางเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติ หลังความกังวลเกี่ยวกับหนี้ในยุโรปและการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ เบาบางลง รวมถึงผลประกอบการของกลุ่มธนาคารออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ ยังได้รับผลบวกจากสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก จากเงินทุนไหลเข้า และการคาดการณ์เชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/2554 โดยคงจะต้องติดตามความคืบหน้าประเด็นเพดานหนี้สหรัฐฯ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน FED Beige Book และ GDP ไตรมาส 2/2554 (เบื้องต้น) ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของธปท. ทั้งนี้บริษัทหลัก ทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,096 และ 1,088 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,150 และ 1,172 จุด ตามลำดับ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 23 กรกฎาคม 2554, 14:45 น.

MCOT รับหารือคลัง ดันบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2554, 20:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188370.

Pic_188370

MCOT รับหารือคลัง ดัน บริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น รวมทั้งบอร์ดยังเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ตั้งบริษัทลูกเพื่อมาบริหารธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ รองรับการเกิด กสทช.

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)(MCOT) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแผนนำบริษัทลูกของ อสมท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมี 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท พาโนรามา และบริษัท ซี้ด MCOT โดยอาจนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการของ อสมท และเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุน ส่วน แนวคิดกระทรวงการคลังที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ในบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นลงนั้นตนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเป็นการ เพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นและจะส่งผลดีต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงการคลัง โดยปัจจุบัน อสมท มีทุนจดทะเบียน 687 ล้านหุ้น โดยกระทรวงการคลังและธนาคารออมสิน ถือหุ้นรวมกว่า 77% หากจะลดสัดส่วนการถือหุ้น ให้บริษัทยังคงอยู่ในสถานะรัฐวิสาหกิจที่หน่วยงานรัฐถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะลดสัดส่วนโดยขายหุ้นออกได้ 200-300 ล้านหุ้น แต่การตัดสินใจคงขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ที่จะพิจารณาเรื่องนี้เพราะเป็นการ ตัดสินใจเชิงนโยบาย

นายสุรพล กล่าวต่อว่า คณะกรรมการ อสมท. ได้หารือถึงแผนยุทธศาสตร์การบริหารงาน โดยเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อมาบริหารธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ รวมไปถึงธุรกิจวิศวกรรมที่ อสมท.ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำสื่อดิจิตอลในอนาคต ซึ่งการเตรียมแผนกลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อรองรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) โดย อสมท จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้กำกับดูแล มีรายได้จากค่าสัญญาสัมปทานจากคู่สัญญา ทั้ง BEC และ TRUE

“ภายในปีนี้ จะจัดตั้งบริษัทลูกให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปดูแลเกี่ยวกับธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ เป็นหลัก ตามนโยบายของ กสทช. ซึ่ง อสมท เตรียมความพร้อมหาก กสทช.เกิดขึ้น จะขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจได้ทันที และการแยกตั้งบริษัทลูกจะไม่กระทบต่อโครงสร้างรายได้ของ อสมท เพราะบริษัท แม่จะถือหุ้นในบริษัทลูกเกินกว่า 50% สามารถรับรู้รายได้จากลูกได้โดยตรง” ประธานกรรมการ อสมท. กล่าว

นายสุรพล กล่าวด้วยว่า  การทำข้อตกลง กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BEC เพื่อขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 10 ปี โดยจะหมดสัญญาในปี 2563 พร้อมรับเงิน 405 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลประโยชน์ตอบแทน นอกเหนือสัญญา หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้อนุมัติความเห็นจากข้อเสนอของบริษัทฯแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นข้อยุติสำหรับผลประโยชน์ ตอบแทน ทั้งนี้ อายุสัญญาสัมปทานกับ BEC ได้สิ้นสุดเมื่อ มี.ค.2553 โดยวงเงินค่าสัญญาสัมปทานมีการพิจารณาแล้วว่าสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และรายได้ที่ BEC สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ บริษัท จะรับรู้รายได้จากค่าสัญญาสัมปทานจาก BEC วงเงิน 405 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะบันทึกเพิ่มเติมเป็นรายได้พิเศษ ของงวดไตรมาส3นี้

ด้านนายประสาร มาลีนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ เปิดเผยว่า บริษัท จะบันทึกรายจ่ายจากค่าสัญญาสัมปทานกับ MCOT ในช่วงไตรมาส 3 เช่นเดียวกัน ซึ่งจะไม่กระทบต่อภาพรวมโครงสร้างรายได้บริษัทมากนัก เพราะได้มีการคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วว่าบริษัท จะต้องจ่ายค่า สัญญาสัมปทานในส่วนดังกล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กรกฎาคม 2554, 20:50 น.

บลจ.ไทยพาณิชย์แจงกรณีก.ล.ต.ตรวจสอบผู้จัดการกองทุน

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2554, 20:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188373.

Pic_188373

บลจ.ไทยพาณิชย์ แจงกรณีก.ล.ต. เข้าตรวจสอบการใช้ข้อมูลของผู้จัดการกองทุน พร้อมให้ความร่วมมือและ ปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด วอนลูกค้ามั่นใจในการบริหารงานของกอง ทุนที่จะมีความต่อเนื่องและมีผลดำเนินงานที่ดีจากทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. บลจ.ไทยพาณิชย์  ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่มีข่าวปรากฏถึงการที่ สำนักงาน ก.ล.ต. เข้าตรวจสอบการใช้ข้อมูลของผู้จัดการกองทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติในการบริหารจัดการกองทุนในเรื่องดังกล่าว บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ได้เข้ามาตรวจสอบข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ซึ่งบริษัทได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับทางสำนักงาน ก.ล.ต. มาตลอด อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ ยังไม่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษใดๆ ต่อผู้จัดการกองทุนผู้ถูกตรวจสอบ โดยเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งหากผลการตรวจ สอบที่ชัดเจนเป็นทางการออกมาแล้วทางบริษัทพร้อมที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในเรื่องที่เกิดขึ้นบริษัทไม่ได้เพิกเฉยหรือนิ่งนอนใจ โดยได้ดำเนินการต่างๆ ได้แก่ จัดให้มีการสอบทานการปฎิบัติงานโดยคณะทำงานด้านกำกับและดูแลจากธนาคาร ไทยพาณิชย์ ซึ่งจากการสอบทานรายการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ผู้จัดการกองทุนผู้นี้เริ่มทำงานกับบริษัท ไม่พบหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของรายการ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯยังได้ติดตามสอบถามความคืบหน้ากับสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่เป็นระยะ ซึ่งได้รับแจ้งว่ายังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตรวจสอบและยังไม่ยุติ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการปฎิบัติงานของผู้จัดการ กองทุนและส่วนงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมที่ถือว่า อยู่ในระดับที่เข้มแข็งอยู่แล้ว สำหรับผู้จัดการกองทุนผู้ถูกตรวจสอบนี้ ก่อนที่จะมาเริ่มงานกับบริษัท ได้ตรวจเช็คประวัติตามขั้นตอน ถือเป็นบุคคลที่มีประวัติงานที่ดีโดดเด่น เคยทำงานกับบริษัทหลัก ทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลานานก่อนที่ จะมาร่วมงานกับทางบริษัทในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเพื่อความสบายใจของผู้มีส่วน เกี่ยวข้องทุกฝ่าย บริษัทได้โยกย้ายหน้าที่งานของพนักงานไม่ให้เกี่ยวข้อง กับการบริหารกองทุน และมอบหมายให้ นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท เข้ามาดูแลการบริหารจัดการกองทุนโดยตรง มีผลตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ดังนั้นจึงขอให้ผู้ถือหน่วยลงทุนและ ลูกค้ามีความมั่นใจในการบริหารงานของกองทุนที่จะมีความต่อเนื่องและ
มีผล ดำเนินงานที่ดีจากทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ

บริษัทตระหนักถึงความไว้วางใจที่ได้รับเป็นเวลานานกว่า 19 ปี ทั้งจากท่านผู้ถือหน่วยที่เป็นรายบุคคลและรายสถาบัน จนทำให้ปัจจุบันบริษัทเติบโตมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการรวม กว่า 560,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทตั้งมั่นอยู่ในการบริหาร กองทุนต่างๆ ด้วยความซื่อสัตย์ มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ตลอดจนมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด สม่ำเสมอ ดังนั้น จึงขอให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนและลูกค้าในเรื่องของ ความโปร่งใสในการบริหารกองทุนต่างๆ และขอได้ให้ความไว้วางใจในบริษัทดังเช่นตลอด
ระยะเวลาที่ผ่านมา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กรกฎาคม 2554, 20:43 น.

ผู้ถือหุ้นใหญ่’เสริมสุข’คุยลงตัว ดัน SSC พุ่งปรี๊ด 58 บาท

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 21:07 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188129.

Pic_188129

เป๊ปซี่โคฯ-SSN จรดปากกาเซ็นเงื่อนไข เสนอซื้อขายหุ้นเสริมสุข โดย เป๊ปซี่โคฯ เป็นฝ่ายเสนอราคาหุ้นให้SSN เป็นฝ่ายตัดสินจะซื้อหรือขายหุ้นSSC ขณะที่ราคาหุ้นSSC ร้อนแรงปรับเพิ่ม 9.75 บาท ก่อนปิดตลาดลดลงมาปิดบวก 7 บาท อยู่ที่ 55.25 บาท

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายสมชาย บุลสุข ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)(SSC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าคณะกรรมการได้เรียกประชุม นัดพิเศษ หลังได้รับแจ้งจากบริษัท เอสเอเนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด ( SSN ) และกลุ่มเป๊ปซี่ โคฯว่า ทั้ง2 ฝ่าย ได้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นSSC ลงวันที่ 20 ก.ค.54 โดยมี เงื่อนไขว่ากลุ่มเป๊ปซี่โคฯ มีหน้าที่เสนอราคาหุ้นให้เอสเอสเนชั่นแนลฯ พิจารณา และเอสเอสเนชั่นแนลฯ จะเป็นฝ่ายเลือกว่าจะเป็นผู้ขายหุ้นหรือจะซื้อหุ้น นอกจาก นี้เอสเอสเนชั่นแนลฯ อาจจะจัดให้ผู้ลงทุนฝ่ายเอสเอสเนชั่นแนลฯหรือผู้ ลงทุนรายอื่น เข้าซื้อหุ้นที่เป๊ปซี่โคฯถือหุ้น SSC อยู่ทั้งหมดในราคาหุ้นที่เป๊ปซี่โคฯเสนอก็ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาสาระสำคัญในเรื่องนี้แล้วเห็นว่า หากข้อตกลงจะซื้อจะขายหุ้นระหว่างเอสเอสเนชั่นแนลฯและเป๊ปซี่โคฯ สามารถบรรลุผลก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และผู้ถือหุ้นโดยรวม เนื่องจาก จะมีความชัดเจนในทิศทางการดำเนินกิจการของบริษัท รวมทั้งจะทำให้ข้อขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปในทาง ที่ดีขึ้น รวมทั้งอนุมัติให้บริษัทแก้ไขสัญญาทางธุรกิจที่ทำกับกลุ่ม เป๊ปซี่โคฯ หากกลุ่มเป๊ปซี่โคฯเป็นผู้ซื้อ หุ้นSSC จากเอสเอสเนชั่นแนลฯด้วย เช่น ให้บริษัทฯและเป๊ปซี่โคฯทำสัญญาธุรกิจฉบับใหม่ มีอายุ 7 ปี และต่อสัญญา ได้อัตโนมัติอีก 5 ปี กำหนดค่าหัวน้ำเชื้อ ลดลง8.61% ก่อนหักส่วนลด (หรือ 8.80% หลังจากหักส่วนลด) จากราคาภายใต้สัญญาปัจจุบัน นอกจากนี้จะมีการทำคำเสนอซื้อหุ้น SSC ทั้งหมดโดยสมัครใจ เมื่อคู่สัญญาได้ตกลง กันแล้วว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ซื้อหุ้นหรือผู้ขายหุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าราคาหุ้น SSC ทะยานขึ้นร้อนแรงหลังในการซื้อขายภาคบ่ายวันที่ 21 ก.ค.หลังบริษัท ขอให้พักการซื้อขายหุ้น 1ชั่วโมงในช่วงเช้าก่อนที่จะเปิดเผยการทำสัญญาซื้อ ขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ดังกล่าว โดยราคาหุ้นมาปิดที่ 55.25 บาท บวก 7บาท โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 58บาท บวก 9.75บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 21:07 น.

บลจ.ทหารไทยเผยเห็นทิศทางทุนนอกไหลเข้า สะท้อนบาทแข็ง

Published กรกฎาคม 21, 2011 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2554, 18:41 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/187848.

Pic_187848

บลจ.ทหารไทย เผยเห็นทิศทางเงินทุนต่างชาติไหลเข้า สะท้อนจากเงินบาทที่แข็งค่า ชี้หุ้นไทยยังเนื้อหอม PE ต่ำแค่ 12-14 เท่า พร้อมตั้งเป้าหมายมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น1.4แสนล้านบาท…

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย จำกัด เปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาในไทยแล้ว สังเกตจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งการเข้ามาเม็ดเงินต่างชาติมีทั้งลงทุนในตลาดทุน ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้และไหลกลับเข้ามาในภาคการท่องเที่ยว เพราะความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดีและได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

ทั้งนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังมีทิศทางดีขึ้น เห็นได้จากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นพี/อีเฉลี่ยยังอยู่ในระดับต่ำแค่ 12-14 เท่า ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราที่ดี

นายสมจินต์ กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าหมายมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1.28 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้าตั้งเป้าไว้ ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยกองรวมเพื่อการลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ได้รับความสนใจลงทุนจากนักลงทุนใน ครึ่งปีหลังและช่วงปลายปีกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการลงทุนในหุ้นระยะยาว (LTF) ยังมาแรงเห็นได้จากการจัด อันดับผลตอบแทนของกองทุนรวม 5 เดือนที่ผ่านมา พบว่ากองทุนของบริษัทติดอันดับ 1 ใน 5 ของกองทุนที่น่าลงทุนทั้งหมด 3 กองทุน

สำหรับวิสัยทัศน์ หรือกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของบริษัทนั้น ได้กำพหนดไว้ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการทำธุรกรรมกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ, การวาง Educational Marketingหรือ การตลาดผสานความรู้ โดยส่งเสริมกิจกรรมการตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้และข่าวสารอันมีประโยชน์แก่ผู้ลงทุน และการนำเสนอกองทุนใหม่ๆซึ่งมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 กรกฎาคม 2554, 18:41 น.

PICNI แจงยังไม่ขายหุ้นให้ TSF ยังอยู่ในแผนฟ้ืนฟูฯ

Published กรกฎาคม 21, 2011 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2554, 17:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/187838.

Pic_187838

PICNI แจงยังไม่ได้เจรจาหรือบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการขายหุ้นสามัญให้กับ TSF ระบุ ยังอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI เปิดเผยว่าตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ได้แจ้งขอให้ บริษัทฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายหุ้นสามัญ ให้ กับบริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSF นั้นบริษัทฯ ขอชี้แจงให้ทราบว่า บริษัทฯ ยังมิได้มีการเจรจาหรือบันทึกข้อตกลงเกี่ยว กับการขายหุ้นสามัญให้กับบริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด และบริษัทฯ ยังคงดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 กรกฎาคม 2554, 17:50 น.
%d bloggers like this: