ตลาดหลักทรัพย์ไทย

All posts tagged ตลาดหลักทรัพย์ไทย

‘เสริมสิน’ ถอนต่างชาติถือหุ้น-บริหาร N-park

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 20:03 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127751.

Pic_127751

N-PARK มีแผนเพิ่มทุน เปิดทางพันธมิตรต่างชาติถือหุ้น “เสริมสิน”ยอมถอยให้ต่างชาติเข้าบริหาร ระบุการเข้าถือหุ้นเนชั่น เพราะเชื่อว่าจะมีการเติบโตในอนาคต พร้อมหวังได้ผลตอบแทนจากการลงทุนปีละ 15%

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายเสริมสิน สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน)หรือ N-PARK เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะมีการเพิ่มทุนจดทะเบียน ต้นปีหน้า เพื่อเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ให้กับพันธมิตรต่างประเทศ ซึ่งจะเข้ามาบริหารบริษัทด้วยโดยจะเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 25-30% ทำให้กลุ่มของตนถือหุ้นอยู่ใน N-PARKgเหลือประมาณ 10% จากปัจจุบันที่ถือในสัดส่วน 20% แต่ตนยังคงเป็นกรรมการบริษัทอยู่ ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาคาดว่าจะสรุปเดือนธันวาคมนี้ หรือ เดือนมกราคมปีหน้า นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทจะกลับมามีกำไรสุทธิ 383 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีผลขาดทุน 495 ล้านบาท

“ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่าง เจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ ที่จะเข้าบริหารN-PARK ซึ่งจะเข้ามาถือหุ้น ในส่วน 25-30%ซึ่งผมจะลดบทบาทในบริษัทลง โดยจะเป็นเพียงกรรมการบริษัท”นายเสริมสิน กล่าว

สำหรับ พันธมิตรต่างประเทศที่จะเข้ามาถือหุ้นนั้น จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านการก่อสร้าง ที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้านเงินทุน และเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ของบริษัทที่มีจำนวน 800 ล้านบาท โดยบริษัทจะพยายามชำระหนี้ให้หมดในไตรมาส1ปี54 ซึ่งการดำเนินธุรกิจของบริษัทขณะนี้ถือว่ามีการปรับตัวดีขึ้น จากการก่อสร้างโรงแรมสยาม เคมปินสกี้ โฮเต็ล ที่สร้างเสร็จแล้วและจะมีการรับรู้รายได้

นายเสริมสิน  กล่าวถึงกรณีที่เข้าไปลงทุนในหุ้น บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ NMG ว่าเนื่องจากมองว่า บริษัทเนชั่นฯจะมีการเติบโตในอนาคต จากการที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในสื่อใหม่(new media)ซึ่งมีการเติบโตที่ดี โดยส่วนตัวหวังที่จะได้รับผลตอบแทนจากลงทุนปีละ15% จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นและเงินปันผล รวมทั้งจากการที่เนชั่นฯมีนโยบายนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียน ในตลาด หลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เนชั่นฯมีกำไรจากการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียน
ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มได้ผลตอบแทนตั้งแต่ปีนี้ สำหรับนโยบายการลงทุนในเนชั่นฯนั้นตนจะถือลงทุนระยะยาวและจะไม่เข้าไปบริหาร แต่หากทางเนชั่นฯ ต้องการให้ตนช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีก็พร้อมที่จะ ให้ความช่วยเหลือ

“ส่วนตัวใช้เงินซื้อหุ้นเนชั่น มัลติมีเดียจำนวน 200 ล้านบาท แต่หากรวมทั้งกลุ่มใช้เงินซื้อรวม 300 ล้านบาท ถือหุ้นในสัดส่วน 20% สาเหตุที่เข้าลงทุนในเนชั่นฯเพราะโครงสร้างบริษัทคล้ายกับสื่อในต่างประเทศ และผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นฯต้องการที่จะขายหุ้นออกมา จึงสนใจเข้าลงทุน”นายเสริมสิน กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 20:03 น.

ธปท.จ่อคุมเงินไหลเข้าทำหุ้นไทยร่วงแรง 28.41 จุด

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 17:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127468.

Pic_127468

ปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,000.73 จุด ลดลง 28.41 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 46,143.25 ล้านบาท ด้านโบรกฯระบุหุ้นไทยร่วงรูดเพราะข่าวแบงก์ชาติเตรียมหามาตรการคุมเงินไหลเข้า…

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันอังคารที่ 16 พ.ย. 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 1,000.73 จุด ลดลง 28.41 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 46,143.25 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 70 หลักทรัพย์ ลดลง 358 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 84 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับ ซื้อขายสูงสุดประจำวันนี้ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) , บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในวันนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับ ตัวลงเป็นไปตามทิศทางของดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนกังวลยังคงเป็นเรื่องจีนอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค สาเหตุหลักมาจากกรณีข่าว ธปท.อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า

ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยดัชนีสเตรทไทม์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 3,212.10 จุด ลดลง 24.70 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 23,693.02 จุด ลดลง 334.16 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 9,797.10 จุด ลดลง 30.41 จุด และดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 8,312.21 จุด เพิ่มขึ้น 71.56 จุด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 17:31 น.

บิ๊กซีลุยซื้อคาร์ฟูร์ โบรกคาดดันกำไร54เพิ่ม2-5%

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 15:21 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127415.

Pic_127415

โบรกฯมองบิ๊กซีซื้อ คาร์ฟูร์ในไทย ดันกำไรในปี 54 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 2-5% ขณะที่บิ๊กซี ร่อนหนังสือแจงตลาดหลักทรัพย์การซื้อหุ้นดังกล่าวแล้ว…

เมื่อเวลา 09.24 น. วันที่ 16 พ.ย. บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIGC ได้ยื่นหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมและขอให้ตลาดหลักทรัพย์ยกเลิกการพักการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2553

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. BIGC ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯให้ทราบถึงมติของคณะกรรมการบริษัทฯในการประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2553 ว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบการลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น ทั้งหมดของบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด บริษัท นวนครินทร์ จำกัด และ บริษัท เอสเอสซีพี (ประเทศไทย) จำกัด โดยบริษัทฯได้แต่งตั้ง บริษัท ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อทำรายงานการได้มาซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าว

สำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2553 โดย BIGC ได้ทำสัญญาซื้อขายเพื่อซื้อหุ้นจำนวน 100% ของบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด บริษัท นวนครินท์ จำกัด และ บริษัท เอสเอสซีพี (ประเทศไทย) จำกัด จากบริษัท คาร์ฟูร์ เนเดอร์แลนด์ บีวี และ บริษัท มิลดิว บีวี ซึ่งทั้ง 2 บริษัท เป็นบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบริษัทฯจะซื้อหุ้นทั้งหมดของเซ็นคาร์ นวะ และ เอสเอสซีพี โดยตรงหรือโดยอ้อมด้วยการซื้อหุ้นของบริษัทเป้าหมายรายใดรายหนึ่งในขณะนี้ คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงต้นปี 2554 อย่างไรก็ตาม ยอดมูลค่าของกิจการ ซึ่งรวมทั้งการชำระคืนเงินกู้ จะเท่ากับ 35,450 ล้านบาท

ส่วนรายละเอียดของทรัพย์สินที่ BIGC ซื้อ ประกอบด้วย หุ้นของนวะ จำนวน 9,500 หุ้น คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 นวะได้ออกหุ้นมีทุนชำระแล้วจำนวน 1 ล้านบาท หุ้นของเอสเอสซีพี จำนวน 793,800 หุ้น คิดเป็นจำนวน 49% ของหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เอสเอสซีพี ได้ออกหุ้นมีทุนชำระแล้วจำนวน 162 ล้านบาท แบ่งเป็นจำนวน 1,620,000 หุ้น หุ้นของเซ็นคาร์ จำนวน 390,000 หุ้น คิดเป็นจำนวน 39% ของหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เซ็นคาร์ ได้ออกหุ้น และมีทุนชำระแล้วจำนวน 8,951 ล้านบาท หุ้นคงเหลือมีจำนวน 1 ล้านหุ้น

เนื่องจาก นวะ ถือหุ้น 51% ของหุ้นทั้งหมดของ เอสเอสซีพี และ เอสเอสซีพี ถือหุ้นจำนวน 61% ของหุ้นทั้งหมดของเซ็นคาร์ ณ วันที่ทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ บริษัทจะถือหุ้นผ่านบริษัทอื่นรายหนึ่ง จำนวนหุ้นทั้งหมดของเซ็นคาร์ นวะ และเอสเอสซีพี

อย่างไรก็ตาม เซ็นคาร์ เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ของไทย ณ เดือน มิถุนายน 2552 เซ็นคาร์มีจำนวนสาขา 42 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ขายสินค้ารวมกัน 279,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ เซ็นคาร์ยังประกอบธุรกิจศูนย์การค้าจำนวน 39 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวมจำนวน 150,000 ตารางเมตร ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เซ็นคาร์มีพนักงานทั้งหมดจำนวน 7,334 คน ซึ่งพนักจำนวน 6,832 คน เป็นพนักงานในสาขา สำหรับค่าตอบแทนรวม (มูลค่าของกิจการ) มีจำนวน 35,450 ล้านบาท ซึ่งรวมทั้งการชำระคืนหุ้นกู้ที่ค้างอยู่การชำระเงินค่าหุ้นของบริษัทเป้าหมายให้แก่ผู้ขายในวันที่ธุรกรรมได้เสร็จสมบูรณ์และชำระเป็นเงินสกุลยูโร เช่นเดียวกับเงินกู้ที่ค้างอยู่จะชำระคืนในวันทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าว บริษัทฯจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเนื่องจากไม่สามารถทำธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ได้เป็นจำนวนเงิน 172.4 ล้านยูโร (เทียบเท่า 7,044 ล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 40.859 บาทต่อยูโร โดยให้ชำระแก่ผู้ขายในกรณีที่ธุรกรรมไม่เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2554

ขณะที่ผลประโยชน์ บริษัทฯเชื่อว่า การซื้อเซ็นคาร์ จะให้ผลประโยชน์จำนวนมากแก่บริษัท และผู้ถือหุ้น ได้แก่ 1.เป็นการก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจการจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ของไทยซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก 2.เสริมสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งทางธุรกิจ 3.เก็บเกี่ยวประโยชน์จากความสำเร็จของบิ๊กซี 4.ขยายจำนวนสาขาที่มีรูปแบบการบริการผสมผสานระหว่างธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างรวดเร็ว 5.ดำเนินมาตรการต่างๆที่มีความสำคัญต่างๆให้ได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์จะต้องได้รับการอนุมัติโดยคะแนนเสียง 75% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมหรือมีผู้แทนเข้าประชุมในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งขณะนี้กำหนดจะจัดประชุมในวันที่ 5 มกราคม 2554 เพื่อให้ผู้ขายได้มั่นใจในความแน่นอนของการซื้อขายนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงมติจากการประชุมผู้ถือหุ้นในกรณีที่ผู้ถือหุ้นไม่รับรองการทำธุรกรรมนี้  โดยบริษัทในเครือของคาสิโน กุยชาร์ด-เพอร์ราชอน จะเป็นผู้เข้าทำรายการนี้กับบริษัทเป้าหมาย

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า บิ๊กซี เข้าซื้อคาร์ฟูร์ 42 สาขาในไทยมูลค่า 35,500 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและต่อรองกับซัพพลายเออร์ มีการประหยัดจากขนาดรวมทั้งลดความเสี่ยงในการหาทำเล และขอใบอนุญาตเปิดสาขาใหม่ อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยจ่ายจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากใช้เม็ดเงินลงทุนจากการกู้ยืมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะเพิ่มเป็น 1.8 เท่า จึงประเมินเบื้องต้นว่าการซื้อคาร์ฟูร์จะเพิ่มกำไรปีหน้าจาก ประมาณการเดิม 2-5% ราคาเหมาะสมอิง DCF เพิ่มเป็น 78-82 บาท แนะนำ “เต็มมูลค่า”

ล่าสุดปิดตลาดเช้าราคาหุ้น BIGC อยู่ที่ 78 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 15:21 น.

หุ้นไทยว่ิงสวนตลาดภูมิภาค ปิดเพิ่ม 10.28 ที่ 1,029.14 จุด

Published สิงหาคม 7, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 17:10 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127209.

Pic_127209

ปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,029.14 จุด เพิ่มขึ้น 10.28 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 34,072.14 ล้านบาท ด้านเลขาสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ระบุ หุ้นไทยยังมีแนวโน้มสดใส…

ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันจันทร์ที่ 15 พ.ย. 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 1,029.14 จุด เพิ่มขึ้น 10.28 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 34,072.14 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 232 หลักทรัพย์ ลดลง 151 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 114 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับ ซื้อขายสูงสุดประจำวันนี้ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) , บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัว และปรับฐานการลงทุน หลังจากที่ร้อนแรงจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดยทั้งนักลงทุนต่างชาติกองทุน และ บริษัทหลักทรัพย์ ต่างเทขายหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลว่าธปท.จะมีมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงิน ทุนต่างชาติหรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเมินแนวรับที่ 1,000 จุด และ 995 จุด หากหลุดแนวรับดังกล่าวแรงเทขายจะออกมาอย่างต่อเนื่อง

“มุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เห็นแตกต่างกัน บางส่วนมองว่า เริ่มเห็นสัญญาณเงินต่างชาติที่ไหลออก เพราะดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมาแรงมาก ระดับราคาต่อกำไรสุทธิ หรือ พีอี เรโช สูงถึง 16 เท่า ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนมองว่าจะยังมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าต่อผลจากการ ที่สหรัฐประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินรอบ 2 หรือ QE 2 ” นายสมบัติ กล่าว

อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ล่าสุด เห็นว่าตลาดหุ้นไทยในปี 2554 มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ โดยสิ้นปี2554 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,133 จุด และ สูงสุดที่ 1,200 จุด ส่วนต่ำสุดที่ 907 จุด

ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยดัชนีสเตรทไทม์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 3,236.80 จุด ลดลง 15.20 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 24,027.18 จุด ลดลง 195.40 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 9,827.51 จุด เพิ่มขึ้น 102.70 จุด และดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไตหวัน ปิดตลาดที่ระดับ 8,240.65 จุด ลดลง 75.40 จุด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 17:10 น.

บิ๊กซีขอพักซื้อขายหุ้นชั่วคราว คาดชนะประมูลซื้อ’คาร์ฟูร์’

Published สิงหาคม 7, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 15:28 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127181.

Pic_127181

บิ๊กซี ยื่นขอพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว  โดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างเข้าทำรายการซึ่งขนาดรายการอันมีนัยสำคัญ ระบุ เตรียมเปิดเผยข้อมูลช่วงบ่าย คาดเป็นเรื่องการชนะประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ประเทศไทย

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น BIGC  ของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเมื่อเวลา 09.51 น. น.ส.รำภา คำหอมรื่น เลขานุการบริษัทและรองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้ทำหนังสือแจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอให้มีคำสั่งพัการซื้อหรือขายหลักทรัพย์จดทะเบียนของบริษัทเป็นการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการเข้าทำรายการซึ่งมีขนาดรายการอันมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทของนักลงทุนทั่วไป ทั้งนี้บริษัทฯจะสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ในช่วงบ่ายของวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเวลา 15.13 น. หุ้น BIGC ยังไม่เปิดการซื้อขายโดยขึ้นเครื่องหมาย SP อยู่ ทั้งนี้ มีรายงานว่า บิ๊กซี ได้เข้าร่วมยื่นประมูลกิจการของคาร์ฟูร์ในประเทศไทย และมีรายงานว่า เป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 15:28 น.

กิมเอ็งแจก5หุ้นเด็ดเดือนส.ค.

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191318.

Pic_191318

กิมเอ็ง ประเมินหุ้นไทยเดือนส.ค.ฟันธงครึ่งเดือนแรก ทำนิวไฮที่ 1,150-1,200 จุด และ จะพักฐานช่วงครึ่งเดือนหลัง มาที่ 1,070-1,080 แนะ 5 หุ้นเด็ดสำหรับเดือน นี้ นำโดย ADVANC,MCOT,SPALI,TKและTPIPL

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ฝ่ายวิจัย บล.กิมเอ็ง ออกบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์หุ้นไทยเดือน ส.ค. 54 หลังตลาดเดือน ก.ค.ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง จากสถานการณืการเมืองคลี่คลายและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนออกมากำไรดี แต่สำหรับมุมมองในเดือนส.ค.นี้ กิมเอ็งได้ปรับลดจาก POSITVE ในเดือน ก.ค. สู่ NEUTRAL-TO-POSITIVE แม้เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทย เดือน ส.ค.จะสามารถสร้างระดับปิดสูงสุดใหม่ได้ก็ตาม ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนส.ค. จากแรงเก็งกำไรงบไตรมาส2ของกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคาร และเงินปันผลงวดครึ่งแรกของปี54รวมถึงการเปิดประชุมสภาฯ เพื่อลงคะแนนเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการเปิดตัวคณะ รัฐบาล ซึ่งน่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดีแต่ คาดว่าหลังจากนั้นน่าจะเกิด Sell on Fact(ขายทำกำไรเมื่อข่าวดีถูกเปิดเผยหมดแล้ว)

ขณะที่ปัจจัยต่าง ประเทศที่สำคัญ ยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ แม้จะขยายเพดานก่อหนี้สาธารณะได้ทัน ก่อนวันที่ 2 ส.ค. แต่อาจตามมาด้วยการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ หากรูปแบบการขยายเพดานก่อหนี้ยังคงมีความเสี่ยงในอนาคตและอาจทำให้การ ประชุมเฟดในวันที่ 9 ส.ค. สร้างความประหลาดใจให้แก่นักลงทุน ด้วยการ กำหนดโครงการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงินรอบใหม่ก็เป็นได้ หากรัฐบาลจำเป็นต้องลดการใช้จ่าย เพื่อแลกกับการขยายเพดานก่อหนี้ฯ ย่อมให้ภาระหนี้ตกอยู่ที่ นโยบายการเงินอย่างเฟด ให้ช่วยประคอง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ นั่นเท่ากับว่าทิศทางค่าเงินดอลลาร์จะยังอ่อนค่าต่อไป เพราะขาดปัจจัยพื้นฐานมาสนับสนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

ส่วน สถานการณ์ของยุโรปที่ดูเหมือนว่า สงบลงหลังที่ประชุมผู้นำอียูได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือกรีซรอบที่ 2 มูลค่า 1.59 แสนล้านยูโร พร้อมโครงการรับแลกพันธบัตรและโครงการรับซื้อพันธบัตร ตามมา ซึ่งแน่นอนว่าความเสียหายบางส่วนตกอยู่กับภาคเอกชนทั้งสถาบันการเงิน, ประกัน และนักลงทุนทั่วไป แต่ก็น่าจะทำให้ความเสี่ยงในส่วนนี้สงบลงไประยะหนึ่งราว 3-6 เดือนเท่านั้น

ดังนั้น ด้วยปัจจัยสำคัญเดือน ส.ค. ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในช่วงครึ่งแรกของเดือนส.ค.นี้ น่าจะเป็นช่วงเวลา ที่ทำให้ ดัชนีหุ้น ขยับขึ้นสร้างระดับปิดสูงสุดใหม่ได้ และพร้อมที่จะเกิดการพักฐานลงในช่วงครึ่งหลังของเดือนเช่นกัน ดังนั้นกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีเดือนส.ค.ขยับฐานขึ้นเป็น (1,070) 1,080-1,150 (1,200) จุด

สำหรับหุ้น Top Buy การเลือกลงทุนในหุ้นหลักของเดือนส.ค. กิมเอ็งเลือกหุ้นที่แนวโน้มผลการ ดำเนินงานในครึ่งปีหลังน่าจะยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง และ/หรือ การประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้าน Downside Risk ได้แก่ ADVANC(ราคา เป้าหมายที่ 119 บาท แต่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น), MCOT(ให้ราคาเหมาะสมที่ 36 บาท ), SPALI(ราคาเป้าหมายที่เท่ากับ 14.80 บาท), TK (ราคาเป้าหมาย 15 บาท )และ TPIPL (ราคาเป้าหมายเท่ากับ 15 บาท )

อย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ตลงทุนเดือน ส.ค.นี้ แนะนำให้กลับมาถือเงินสดราว 5% ของพอร์ตอีกครั้ง หลังจากเดือน ก.ค. ที่ให้ถือหุ้นเต็มพอร์ต 100% เนื่องจากภาพรวมช่วงครึ่งหลังเดือน ส.ค. คาดว่าจะปรับฐานลงจากแรงขาย สะท้อนปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือน ส.ค.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

PICNI ตั้ง ‘พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ’ นั่งประธานบอร์ด

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191317.

Pic_191317

PICNI ตั้ง ‘พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ’ นั่งประธานบอร์ด ด้าน “วิชัย ทองแตง”ตัดสินใจเข้าร่วม “พิมล”ใส่เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนปิคนิคแน่นอนแล้ว

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 19 ก.ค.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป ขณะที่มีรายงานว่า นายพิมล ศรีวิกรม์ ในฐานะกลุ่มผู้ร่วมทุนใหม่ของปิคนิคได้ทำหนังสือถึงเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์(จพท.)ขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอตั้งกรรมการปิคนิคในส่วนของผู้ร่วมทุนใหม่เพิ่มอีก 5 คน ซึ่ง จพท.จึงได้ยื่นหนังสือของนายพิมลต่อศาลฯ แต่ศาลไม่รับพิจารณาคำร้องฯเนื่องจากการแต่งตั้งหรือเพิ่มกรรมการ เป็นหน้าที่ของคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ (ซึ่งเป็นคณะผู้บริหารปิคนิคในปัจจุบัน)จะต้องแต่งตั้งขึ้นมาและ เสนอขออนุมัติศาลล้มละลายกลาง

ขณะที่เมื่อวันที่ 3ส.ค.ที่ผ่านมานายพิมลได้เรียกกลุ่มผู้ลงทุนที่ได้ชักชวนมาเข้าร่วมทุนซื้อ หุ้นปิคนิคมาหารือ เพื่อหาข้อสรุปและคำยืนยันว่าท้ายสุดจะเป็นกลุ่มทุนใดที่มีเงินพร้อมที่จะ ใส่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนปิคนิคเบื้องต้น1,700ล้านบาท ซึ่งมีทั้งกลุ่มนายวิชัย ทองแตงและกลุ่มสามารถฯโดยนายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์และ กล่มทุนอื่นๆซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่ากลุ่มนายวิชัยจะเป็นกลุ่มที่เข้ามา เป็นผู้ร่วมทุนใหม่ร่วมกับนายพิมลและเพลินจิต แคปปิตอล โดยกลุ่มนายวัฒน์ชัยถอนตัว เพราะมีเงื่อนไขว่าต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น แต่ตกลงกันไม่ได้

โดย นายวิชัย ทองแตง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมาหลังจากได้หารือร่วมกับนายพิมลทำให้ตน ได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะเข้าไปร่วมกับนายพิมล เป็นผู้ร่วมทุนใหม่เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนปิคนิค โดยเบื้องต้นตนกับนายพิมลจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถบอกสัดส่วนได้ว่าใครจะถือหุ้นมากกว่ากัน นอกจากนี้ตนยังได้ชวน พรรคพวก ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคุ้นเคยกันเข้ามาร่วมซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย โดยจากการพิจารณาข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจแล้ว เห็นว่าการลงทุนในปิคนิคครั้งนี้จะมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะเดินหน้าเพิ่มทุนและดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดย วันที่ 4 ส.ค.ที่คณะกรรมการเจ้าหนี้จะเรียกนายพิมลไปยืนยันถึงกลุ่มผู้ร่วมทุนใหม่ นายพิมลก็จะไปยืนยันว่ากลุ่มตนเข้าไปร่วมทุนแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

เวิลด์แก๊สรอเสียบซื้อปิคนิค หากกลุ่ม’ศรีวิกรม์’หาเงินไม่ทัน

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 20:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191042.

Pic_191042

กลุ่มเวิลด์แก๊สพร้อมเสียบซื้อปิคนิค หาก กลุ่ม”พิมล ศรีวิกรม์”ไม่สามารถหาเงินมาซื้อหุ้นทันตามกำหนด เผยแผนจ่อเอามาควบรวมกับเวิลด์แก๊ส ด้านคณะกรรมการเจ้าหนี้เรียกกลุ่มพิมลและเพลินจิต แคปปิตอล ขอความ ชัดเจน ว่าจะให้กลุ่มทุนไหนเข้ามาร่วมทุน หลังเริ่มไม่มั่นใจ

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ทางกลุ่มผู้บริหารบริษัทเวิลด์แก๊ส พร้อมพันธมิตรได้เตรียมพร้อมที่จะนำเงินเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ปิคนิค จำกัด (มหาชน) แล้ว หากกลุ่มนายพิมล ศรีวิกรม์และกลุ่มเพลินจิตแคปปิตอลไม่สามารถดำเนินการหาเงินหรือหากลุ่มผู้ร่วมทุนใหม่เข้ามาซื้อหุ้น เพิ่มทุนได้ทันภายในเวลา 120 วันตามแผนฟื้นฟูกิจการที่จะครบกำหนดในวันที่ 2 ก.ย.นี้  โดยเงื่อนไขของ กลุ่มเวิลด์แก๊สที่เสนอให้กลุ่มพันธมิตรที่จะนำเงินใส่เข้ามาเพิ่มทุนใน ปิคนิคนั้น ไม่เพียงแต่จะได้เป็นผู้ถือหุ้นปิคนิค แต่จะได้ถือหุ้นในบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการกันระหว่างเวิลด์แก๊ส กับปิคนิคโดยกลุ่มเวิลด์แก๊ส กับพันธมิตรจะเข้าไปซื้อหุ้นของปิคนิคมา หลังจากนั้นจะนำบริษัทปิคนิคมาควบรวมกิจการกับเวิลด์แก๊ส และได้เป็นบริษัทใหม่ขึ้นมา โดยพันธมิตรของเวิลด์แก๊สซึ่งจะใส่เงินเข้ามาเพียง 2,500 ล้านบาท ในการดำเนินการตามแผนนี้ จะได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทใหม่หลังการควบรวมในสัดส่วนสูงถึง 40% ซึ่งหากเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างการใส่เงินเข้าไปเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนปิคนิค ตามแผนฟื้นฟูกิจการ 1,700 ล้านบาท ที่กลุ่มนายพิมลกำลัง หาผู้ร่วมทุนใหม่ใส่เงินเข้าไปนี้ ผู้ร่วมทุนใหม่จะได้ถือหุ้นปิคนิคประมาณ 85% (ที่เหลืออีก10%เป็นผู้ถือหุ้นเดิมหลังถูกลดไดรูทลงจากการเพิ่มทุน และ อีก5%เป็นหุ้นที่เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นทุน) และปิคนิคยังต้องเพิ่มทุนเพื่อหาเงินมาขยายธุรกิจอีก

ดังนั้นจะเห็นว่า แผนของกลุ่มเวิลด์แก๊สนี้ จะทำให้ผู้ร่วมทุนได้ประโยชน์มากกว่า และการควบรวมกิจการกันระหว่าง2บริษัทนี้จะทำให้ บริษัทใหม่มีมูลค่าและ ขนาดใหญ่ขึ้น และหากเปรียบเทียบมูลค่าสินทรัพย์ของปิคนิคมีประมาณ 2,000ล้านบาท ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ของเวิลด์แก๊สมีมูลค่าประมาณ 6,000-7,000ล้านบาท

ขณะที่มีรายงานว่าในวันที่ 4 ส.ค.ที่จะถึงนี้ คณะกรรมการเจ้าหนี้ซึ่งนำโดยธนาคารกรุงไทยในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ของปิคนิคจะเชิญ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการปิคนิค พร้อมกับนายพิมลและบริษัทเพลินจิต แคปปิตอล มายืนยันและชี้แจงถึงความชัดเจนในการเข้ามาลงทุนในปิคนิค โดยเฉพาะประเด็นว่าเพลินจิต แคปปิตอลจะ ดึงใครเข้ามาใส่เงินเพิ่มทุนจำนวน 1,700 ล้านบาทให้ปิคนิค เพราะเพลินจิต แคปปิตอล ไม่ได้เป็นผู้ใส่เงินทุนเข้ามาเองแต่เป็นการไปชักชวนกลุ่มทุนอื่นๆเข้ามา ร่วมด้วยเนื่องจากเจ้าหนี้ต้องการความมั่นใจ อย่างไรก็ตามขณะนี้ กลุ่มของนายวิชัย ทองแตง ผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นและเจ้าของกิจการ โรงพยาบาลหลายแห่ง ได้กลับมาแสดงความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ หลังเจรจากันมาหลายยก

ด้านผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุนให้ความเห็น กรณี นายพิมลได้พยายามเดินสายชักชวนกลุ่มทุนต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งกลุ่ม สามารถฯของนายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รวมถึงกลุ่มบมจ.ทรีซิกตี้ไฟว์เข้ามาลงทุนในปิคนิคแต่ไม่สำเร็จ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจในฐานะของบริษัทปิคนิคเองประกอบกับนักลงทุน ส่วนใหญ่ที่แสดงความสนใจเข้ามาลงทุน ต่างหวังว่าจะนำปิคนิคกับเวิลด์แก๊สกลับมารวมกิจการกันแต่ยังตกลงใน เงื่อนไขและรายละเอียดไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทปิคนิคงวดครึ่งปีแรก ตั้งแต่ม.ค.ถึงมิ.ย.ปีนี้ ล่าสุดพบว่า ยังคงขาดทุนอยู่ประมาณ 300 ล้านบาท แต่มีกำไรขั้นต้นประมาณ 40 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 20:35 น.

โบรกฯหักหน้า “คมนาคม” BTS 20 บาทไม่เกิดแน่

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 13:41 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190946.

Pic_190946

โบรกฯ เชื่อ หากรัฐใช้ทางเลือกตามคมนาคมเสนอให้ถือหุ้นใหญ่ BTS-BMCL เพื่อทำตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คนไทยไม่ได้ใช้แน่ เหตุรัฐต้องใช้เงินขั้นต่ำในการเข้าซื้อหุ้นถึง 2.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีที่กระทรวงคมนาคมระบุว่า อยู่ระหว่างศึกษาแนวทาง ดำเนินการตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยเบื้องต้นมี 2 ทางเลือก คือ ให้รัฐฯอุดหนุนเงินเพื่อจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้กับเอกชนที่บริหารจัดการ เดินรถไฟฟ้าในปัจจุบัน คือบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS  ขณะที่อีก แนวทาง คือ ให้รัฐฯเข้าไปซื้อหุ้นทั้ง 2 บริษัท เพื่อให้รัฐฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และสามารถเข้าไปจัดการได้ แต่ทั้งหมดจะต้องพิจารณารายละเอียดการศึกษาเพิ่มเติม รวมทั้งรอความ ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ก่อน

ส่วนฝ่ายวิจัยคาดว่าแนวทางการซื้อหุ้นโดยภาครัฐฯ เป็นได้ยากสุด เพราะ ณ ราคาหุ้นปัจจุบันของ BTS และ BMCLหากรัฐฯ ต้องการถือหุ้นใหญ่ต้องใช้เงินลงทุน ราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมผลบวกของ BTS และ BMCL จากการเปิดเส้นทางใหม่ในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า ทำให้หากมีการซื้อขายกันจริง มูลค่าหุ้นจึงมีโอกาสที่จะสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก  ขณะที่การอุดหนุนเงินจากภาครัฐฯ ให้ทั้ง 2 แห่ง แม้จะเป็นวิธีง่ายสุด ด้วยระดับผู้โดยสารปัจจุบันของ BTS และ BMCL รัฐฯจะต้องอุดหนุนอย่างต่ำราวปีละ 1,084.4 ล้านบาท (อิงสมมติฐานจำนวน ผู้โดยสารในปี 2554 ของฝ่ายวิจัย) อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินอุดหนุนดังกล่าว ยังขัดแย้งกับแนวทางของเพื่อไทยที่นายประภัสร์ จงสงวน หนึ่งในคณะทำงานด้านเศรษฐกิจได้ออกมาระบุว่า การปรับใช้ 20 บาททุกเส้นทาง จะสามารถปรับได้โดยไม่ต้องดำเนินนโยบายเพิ่มเติมใดๆ เมื่อขยายครบ 10 เส้นทาง ทำให้บทสรุปจากภาครัฐฯ ยังคงขาดความชัดเจน

ทั้งนี้ ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าปัจจุบันทั้ง BTS และ BMCL จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะการทำธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้สัมปทานที่มี โดยฝ่ายวิจัยยังเลือก BTS เป็น Top Pick ของกลุ่มจากผลบวกโดยตรงในการเปิดเส้นทางต่อขยายจาก ระบบเดิมของ BTS คือ อ่อนนุช – แบริ่ง ในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ให้ราคาเป้าหมายของ BTS ไว้ที่ 1.07 บาทต่อหุ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 13:41 น.

วายุภักษ์หนึ่ง ประกาศจ่ายปันผล2.5%

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190035.

Pic_190035

กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ประกาศจ่ายเงินปันผล 2.5% สำหรับผลประกอบการครึ่งปี 2554 อานิสงส์ ภาวะตลาดตราสารทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนรวมวายุภักษ์ และประธานกรรมการในคณะกรรมการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ได้แถลงผลการดำเนินงานรอบครึ่งปี 54 ของกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ว่าจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปี 54 สำหรับนักลงทุนทั่วไปในอัตรา 2.5% หรือเท่ากับ 0.25 บาทต่อหน่วย และนักลงทุนประเภท ข.ในอัตราร้อยละ 0.00 หรือเท่ากับ 0.00 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุน มีมติเมื่อวันที่ 26 ก.ค.54 อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ม.ค.–30 มิ.ย.2554 ในอัตรา 2.5% สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. หรือนักลงทุนทั่วไป โดยพิจารณาจากรายได้จากการลงทุนสุทธิรวมกับกำไร(ขาดทุน)ที่เกิดขึ้นจริง สำหรับงวดครึ่งปี 54 เท่ากับ 7,431.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี2553 ที่ 5,440.21 ล้านบาท และมีผลกำไรจากการลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเท่ากับ 4,361.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรจากการลงทุน ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในงวดเดียวกันของปี 53 ที่ 2,509.63 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิจากการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 53 เท่ากับ 6,236.67 ล้านบาท

นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวต่อว่า กองทุนได้รับผลบวกจากสภาวะตลาดตราสารทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index งวดครึ่งปี 2554 ปรับเพิ่มขึ้น 0.84% เนื่องจากความคาดหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวและเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2554 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลรายครึ่งปีในอัตรา 2.5% สำหรับนักลงทุนประเภท ก. เป็นระดับที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ที่ประมาณ 3.85% ต่อปี และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ที่ประมาณ 2.74%
โดยตลาดหลักทรัพย์จะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 5 ส.ค.54 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะทำการปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 10 ส.ค.54 และผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 26 ส.ค.54

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.
%d bloggers like this: