ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

‘งานปั้นกระดาษ’ขยำไอเดีย…ให้เป็นเงิน มีนาคม 8, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 1 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

กระดาษแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น กระดาษสา จะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยที่เหนียว เหมาะกับการใช้ปั้นงานที่ต้องการความแข็งแรง กระดาษกล่อง มีความเปื่อยยุ่ยมาก

วันเสาร์ 1 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

วัสดุเหลือใช้อย่าง “เศษกระดาษ” เป็นวัสดุอีกชนิดที่คนนิยมนำมาผลิตชิ้นงาน ต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าได้หลากหลาย ขึ้นกับเทคนิควิธีการของแต่ละคนที่จะคิดค้นขึ้น ยิ่งถ้าหากรวมเข้ากับไอเดียเจ๋ง ๆ โดนใจ ก็ไม่ยากที่จะกลายเป็นสินค้าทำเงิน อย่างเช่นงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ของ “สมยศ สวัสดี” ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอให้พิจารณากัน…

สมยศ เจ้าของผลงานงานปั้นกระดาษเลียนแบบวัสดุโลหะ โดยใช้ชื่อสินค้า Re Born เล่าว่า เรียนจบทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ เกี่ยวกับงานปั้นและงานประติมากรรม หลังจบก็เข้าทำงานในบริษัทโฆษณา ก่อนพลิกผันหันมาทำธุรกิจงานฝีมือของตัวเอง โดยเน้นที่งานปั้น งานประติมากรรมเลียนแบบโลหะ ด้วยวิธีการและเทคนิคเฉพาะ จนดูเผิน ๆ บางคนนึกว่าทำจากโลหะหรือสำริด ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเทคนิคที่เรียกว่า เปเปอร์ สครัปเจอร์ (Paper Scrupture) นำกระดาษเหลือใช้มาผ่านกระบวนการจนได้เยื่อกระดาษหรือก้อนกระดาษที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่มคล้ายดินเหนียว จากนั้นจึงนำมาปั้นหรือขึ้นรูปชิ้นงาน ซึ่งกระดาษที่นำมาใช้ได้นั้น มีทั้งกระดาษเอ 4, กระดาษสา, กระดาษหนังสือพิมพ์, กระดาษนิตยสาร

“กระดาษแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น กระดาษสา จะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยที่เหนียว เหมาะกับการใช้ปั้นงานที่ต้องการความแข็งแรง กระดาษกล่อง มีความเปื่อยยุ่ยมาก เหมาะใช้ปั้นงานที่ต้องการรายละเอียด” สมยศกล่าว

ชิ้นงานที่ทำขึ้นไม่ธรรมดา มีรางวัลหลายเวทีการันตี ส่วนการจำหน่าย สมยศบอกว่า จำหน่ายผลงานในรูปแบบร้านออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก คือ http://www.reborn2009.com และ http://www.facebook.com/pages/Reborn2009 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่ตอนเรียนศิลปะที่ต้องทำงานประติมากรรมโลหะ แต่งานโลหะจะมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ต้นทุนผลิตสูง จึงมองหาวัสดุใกล้ตัวที่หาง่าย ราคาถูก มาทดแทน จึงมาลงตัวที่เศษกระดาษเหลือใช้”

สมยศ กล่าวต่อไปว่า ชิ้นงานที่ทำขึ้น มีตั้งแต่งานศิลปะ, ของตกแต่ง จนถึงของใช้ภายในบ้าน ทั้งนี้ นอกจากเศษกระดาษที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักแล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ เช่น กล่องกระดาษ, ขวดพลาสติก, ขวดแก้ว, ลวดเก่า ๆ มาใช้ประกอบชิ้นงานด้วย เพื่อชูจุดขายเป็นสินค้าที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีน โปรดักท์ (Green Product)

จุดเด่นของชิ้นงาน นอกจากมีน้ำหนักเบากว่างานที่ทำขึ้นจากโลหะและสำริดแล้ว ชิ้นงานก็ยังมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ด้วยเทคนิคการใช้สีตกแต่งชิ้นงาน ด้วยการพยายามทำสีเลียนแบบ “สีของโลหะ” อาทิ ทอง, เงิน, ทองเหลือง, ทองแดง แต่สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เป็นที่ชื่นชอบมากของลูกค้าคือการเลียนแบบ “สีสนิมเขียว” ซึ่งเป็นธรรมชาติ และทำให้ชิ้นงานใกล้เคียงกับงานจากโลหะจริงมากที่สุด

“สีหลัก ๆ ที่ใช้ตกแต่ง คือ สีอะคริลิก และสีน้ำมัน ส่วนรูปแบบมีทั้งงานเลียนแบบของเก่า และมีทั้งงานศิลปะที่ออกแบบจากจินตนาการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปลอย รวมถึงเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระจก เชิงเทียน ถาดใส่ของ” สมยศกล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 บาท ส่วนทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 200 บาท ไปจนถึง 6,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบชิ้นงาน ขณะที่วัสดุอุปกรณ์นั้น ประกอบด้วย เศษกระดาษเหลือใช้, สีอะคริลิก, สีน้ำมัน, พู่กัน, ซีเมนต์สำเร็จรูป, กาวลาเท็กซ์, แปรง, เกรียง เครื่องปั่น, และวัสดุตกแต่งชิ้นงานตามต้องการ

ขั้นตอนการทำ การแปรรูปเศษกระดาษเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปั้น เริ่มจากนำเศษกระดาษไปแช่น้ำให้นิ่ม โดยอาจแช่ทิ้งค้างคืนไว้ก่อนประมาณ 1-2 คืน จากนั้นนำกระดาษที่ได้มาใส่เข้าเครื่องปั่นให้เนื้อกระดาษละเอียด ต่อมาให้นำไปผสมกับกาวลาเท็กซ์ และปูนซีเมนต์ ทำการนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน นวดต่อไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้ว่าเศษกระดาษนั้นมีความเหนียวนุ่มและอ่อนตัวคล้ายดินเหนียว จึงสามารถใช้ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามความต้องการ

เมื่อปั้นเสร็จแล้ว ตั้งทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นทำการลงสีด้วยสีน้ำมันกับสีอะคริลิก ทำการตกแต่งชิ้นงานตามที่ต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานจากเศษกระดาษเหลือใช้

สมยศ กล่าวว่า เทคนิคที่ใช้ ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะมีการใช้มานานแล้ว แต่เคล็ดลับขึ้นอยู่กับ “เทคนิคเฉพาะตัว” หรืออยู่ที่ “การผสมวัสดุ” ที่จะทำให้ได้เนื้อวัสดุที่เหมาะสำหรับใช้ในการปั้นงานได้อย่างเหมาะสม ต้องมีความเหนียวกำลังดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป อีกทั้งรักษาความชุ่มชื้นได้ในระยะเวลากำลังดี พอสำหรับขั้นตอนการปั้น

ใครสนใจงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอในวันนี้ ต้องการจะติดต่อ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9963-6835 หรือตามที่อยู่ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กข้างต้น ถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้เทคนิคการทำแบบลงลึกก็สามารถสอบถามได้โดยตรงจากเจ้าของผลงาน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่น่าสนใจ.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง-ภาพ

 

‘ค้างคาวเผือก’ อาหารโบราณน่าสน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 23 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“ค้างคาวเผือก” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ เป็นชื่ออาหารว่างไทยโบราณ มีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมเสมือนกับปีกค้างคาว ด้านในยัดไส้ซึ่งมีส่วนผสมของหมู เห็ดหอม และหน่อไม้ต้ม ผัดรวมกัน

วันอาทิตย์ 23 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“ค้างคาวเผือก” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ เป็นชื่ออาหารว่างไทยโบราณ มีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมเสมือนกับปีกค้างคาว ด้านในยัดไส้ซึ่งมีส่วนผสมของหมู เห็ดหอม และหน่อไม้ต้ม ผัดรวมกัน โดยปัจจุบันหาทานได้ยากมาก เพราะมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อน แต่การที่มีคนทำเป็นน้อย นี่ก็อาจจะเป็นช่องทางสร้างอาชีพที่ดี…

ผศ.จุฑามาศ พีรพัชระ รักษาราชการแทนอธิการบดี และ ผศ.พจนีย์ บุญนา อาจารย์ประจำสาขาอาหาร และโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ให้ข้อมูลว่า “ค้างคาวเผือก” ที่เป็นอาหารว่างไทยโบราณนี้ เป็นผลผลิตในโครงการหมู่บ้านเผือกหอม ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้โครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือคลินิกเทคโนโลยี

“คลินิกเทคโนโลยีได้ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ชาวบ้านใน 3 ตำบล ในอำเภอบ้านหมอ จ.สระบุรี ซึ่งทำนาเผือกกว่า 2,000 ไร่ โดยไปช่วยแปรรูปเผือกปาด หรือเผือกที่ไม่สวยที่เกิดจากความบกพร่องในกระบวนการเพาะปลูก ให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยทำเป็นแป้งเผือก เผือกทอดกรอบเคลือบน้ำตาล และค้างคาวเผือก ซึ่งเป็นอาหารว่างไทยโบราณที่หาทานได้ยาก ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ๆ ทางชุมชน ชาวบ้าน มีรายได้เพิ่มมากขึ้น”

อุปกรณ์ในการทำค้างคาวเผือก หลัก ๆ มี เตาแก๊ส, กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสเตนเลส, เขียง, ครก นอกจากนี้ก็เป็นเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบยืมได้จากในครัวทั่วไป

สำหรับการทำค้างคาวเผือก มีส่วนผสมตามสูตรดังนี้คือ ส่วนผสมตัวแป้ง เผือกปาดปอกเปลือกนึ่งสุกบดละเอียด 500 กรัม, แป้งข้าวโพด 50 กรัม, น้ำร้อนเล็กน้อย และเนยสด 50 กรัม

วิธีทำ นำส่วนผสมเผือกนึ่ง แป้งข้าวโพด และน้ำร้อน มานวดให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำเนยสดมานวดผสมเข้าด้วยกัน นวดให้เข้ากันจนเนื้อเนียน จากนั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนกลม ก้อนละ 15 กรัม เตรียมไว้

ส่วนผสมของไส้ ตามสูตรประกอบด้วย เนื้อหมูหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 1 ถ้วย, เห็ดหอมแช่น้ำหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 8 ดอก, หน่อไม้ไผ่ตงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ต้มสุก 1/2 ถ้วย, รากผักชีหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ, พริกไทยดำ 1 ช้อนชา, กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ, ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น 1 ช้อนชา และน้ำมันสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย ให้ละเอียด เสร็จแล้วตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องที่โขลกไว้ ลงผัดให้หอม ใส่หมู ผัดให้สุก ตามด้วยหน่อไม้ต้ม เห็ดหอม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือป่น น้ำตาลทราย แล้วผัดให้แห้ง

วิธีปั้นค้างคาวเผือก นำแป้งเผือกที่แบ่งออกเป็นก้อนกลมไว้ก่อนหน้ามาแผ่ออกเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วตักไส้ใส่ เสร็จแล้วห่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ปิดตะเข็บให้สนิท

จากนั้นนำไปชุบแป้ง แล้วทอดให้เหลือง ตักขึ้น เสิร์ฟร้อน ๆ พร้อมน้ำจิ้ม

สำหรับ ส่วนผสมแป้งที่ใช้ชุบตัวค้างคาวเผือก ตามสูตรมี แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย, แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วย, เกลือป่น 1/4 ช้อนชา, กะทิ 1/4 ถ้วย, น้ำเย็น 3/4 ถ้วย, ไข่ไก่ 1/2 ฟอง และน้ำปูนใส 1/4 ถ้วย

วิธีทำ ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งสาลีเข้าด้วยกัน และใส่เกลือลงเคล้าให้เข้ากัน เตรียมไว้ (เป็นส่วนผสมที่ 1) จากนั้นผสมกะทิ น้ำเย็น ไข่ น้ำปูนใส รวมกัน (เป็นส่วนผสมที่ 2) เสร็จแล้วเทส่วนผสมที่ 2 ลงในส่วนผสมที่ 1 แล้วใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน แล้วกรอง เตรียมไว้ใช้เป็นแป้งชุบตัวค้างคาวเผือก

ส่วนผสมน้ำจิ้ม ตามสูตรประกอบด้วย พริกชี้ฟ้าแดง 3 เม็ด, กระเทียม 10 กลีบใหญ่, บ๊วย 2 ลูก, เกลือป่น 1/2 ช้อนชา, น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย, น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย และน้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

วิธีทำ หั่นพริกชี้ฟ้าแดงให้ละเอียด แล้วนำไปโขลกกับกระเทียมให้เข้ากัน เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำน้ำส้มสายชู น้ำ น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟพอเดือด ใส่บ๊วย เคี่ยวต่อจนเหนียว จึงใส่พริกกับกระเทียมที่โขลกไว้ ยกลง

“ค้างคาวเผือก” นี้ ขายได้ในราคาชิ้นละ 5 บาทขึ้นไป โดยมีต้นทุนวัตถุดิบต่อชิ้นประมาณ 50% ของราคา

ใครสนใจกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” จากเมนูอาหารว่างโบราณ “ค้างคาวเผือก” ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2282-9009-15 ต่อ 6093-6094 ในวันและเวลาราชการ.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล-ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ : รายงาน

สุทธิภัทร พฤกษ์เจริญสุข : ภาพ

คู่มือลงทุน…ค้างคาวเผือก

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคาขาย

รายได้ ราคาขายชิ้นละ 5 บาทขึ้นไป

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ร้านอาหาร, ออกร้าน

จุดน่าสนใจ คนทำขายน้อยคู่แข่งจึงน้อย

 

‘งานการ์ตูนดินปั้น’ แฮนด์เมดเก๋ ๆ ราคาดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 22 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

ปั้น ๆ ทำเงิน…งานแฮนด์เมดปั้นดินให้เป็นเงิน คือการนำดินไทย-ดินญี่ปุ่น มาสร้างสรรค์ ใส่ไอเดีย เติมความคิด ซึ่งงานปั้นดินให้เป็นตุ๊กตา เป็นตัวการ์ตูน ก็ถือว่าเป็นงานแฮนด์เมดที่ทำไม่ยาก

วันเสาร์ 22 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

 ปั้น ๆ ทำเงิน…งานแฮนด์เมดปั้นดินให้เป็นเงิน คือการนำดินไทย-ดินญี่ปุ่น มาสร้างสรรค์ ใส่ไอเดีย เติมความคิด ซึ่งงานปั้นดินให้เป็นตุ๊กตา เป็นตัวการ์ตูน ก็ถือว่าเป็นงานแฮนด์เมดที่ทำไม่ยาก ขอแค่มีความพยายาม ตั้งใจ สร้างงานให้ออกมาดูน่ารักสวยงาม มีเอกลักษณ์ สร้างงานให้กระแทกใจผู้พบเห็น ก็สามารถสร้างรายได้ ทำเงินได้ เหมือน “บี-อลงกต สกุลอารีย์มิตร” ที่สร้างสรรค์ “การ์ตูนดินปั้น” ที่ดูแบ๊ว ๆ น่ารัก แล้วทำเป็นเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็น ตุ้มหู, สร้อยคอ, แหวน, กิ๊บติดผม ฯลฯ กลายเป็นสินค้าที่โดนใจลูกค้า เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้เป็นอย่างดี…

*************

บี-อลงกต เป็นเจ้าของงานปั้นดินไทย-ดินญี่ปุ่น ให้ออกมาเป็นตุ๊กตา แล้วต่อยอดเป็นสินค้าเครื่องประดับ ตุ้มหู, สร้อยคอ, แหวน, กิ๊บติดผม ฯลฯ รวมถึง พวงกุญแจ, จุกกันฝุ่นมือถือ หรือเป็น งานสำหรับตั้งโชว์ ก็มี โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Phicico” ซึ่งมีประสบการณ์ในการสร้างผลงานมานานกว่า 7 ปี ทั้งนี้ ทางเจ้าของงานเล่าว่า จบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ จบมาก็มาทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างที่เป็นธุรกิจของที่บ้าน ส่วนงานปั้นดินเป็นงานที่ทำเป็นอาชีพเสริม

งานปั้นดินนั้นเริ่มมาจากความชอบงานปั้นดินเป็นทุนเดิม พอชอบก็เลยหัดปั้น ไม่ได้ไปเรียนรู้ที่ไหน หัดเองศึกษาเอง ทดลองทำ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ใช้เวลาอยู่ประมาณ 2-3 เดือน กว่าที่จะได้รูปแบบงานที่พอใจ เป็นงานที่ดูเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เป็นงานที่มีดีไซน์เป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งตัวการ์ตูนส่วนใหญ่จะออกแบบและคิดแบบด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จะปั้นเป็นรูปเด็ก รูปคน ตกแต่งใส่ชุดให้ดูมีคาแรกเตอร์

แรก ๆ ก็ปั้นไปให้เป็นของขวัญญาติพี่น้อง และเพื่อน ๆ จนมั่นใจว่าสามารถขายได้ จึงเริ่มผลิตออกมาขาย โดยเริ่มจากทำเป็นพวงกุญแจวางขายก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มแตกไลน์สินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทำสินค้าเพิ่มเป็นพวก ตุ้มหู, สร้อยคอ, แหวน, กิ๊บติดผม, จุกกันฝุ่นมือถือ เป็นต้น ซึ่งสินค้าก็ได้รับการตอบรับจากลูก ค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี

“งานปั้นดินเป็นตุ๊กตาทำเป็นเครื่องประดับนั้น เราจะต้องพยายามพัฒนาออกแบบสินค้าออกมาใหม่เรื่อย ๆ เรื่องของแพ็กเกจก็สำคัญ อย่างแพ็กเกจของเราก็จะออกแบบให้สวยงามและเข้ากับตัวการ์ตูนตุ๊กตาที่เราผลิตเป็นสินค้าออกมา เพื่อความสวยงาม ซึ่งก็สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น”

บีกล่าวต่อไปว่า สำหรับการลงทุนเบื้องต้นในการทำงานปั้นดินเป็นตุ๊กตาเป็นตัวการ์ตูน และทำเป็นเครื่องประดับ นั้น ครั้งแรกก็จะเป็นค่าวัสดุในการทำ ซึ่งก็ใช้เงินทุนประมาณไม่เกิน 5,000 บาท

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำ หลัก ๆ มีดังนี้คือ…ดินไทย และดินญี่ปุ่น (ที่ใช้ทั้งดินไทยและดินญี่ปุ่นผสมกันเพราะดินไทยจะมีราคาถูกกว่าดินญี่ปุ่น จึงใช้ดินไทยมาปั้นในส่วนที่เป็นโครงสร้างหลักที่ต้องใช้เยอะ ส่วนดินญี่ปุ่นนั้นจะใช้สำหรับตกแต่ง), สีอะคริลิก, กาวร้อน, ลวด, พู่กัน, แล็กเกอร์ และอุปกรณ์สำหรับใช้ทำงานปั้นให้เป็นสินค้า เช่น สายสร้อยสำหรับทำสร้อยคอ แป้นทำตุ้มหู จุกสำหรับปิดกันฝุ่นโทรศัพท์มือถือ กิ๊บติดผม เป็นต้น

วัสดุอุปกรณ์นั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป หรือจะสั่งซื้อตามอินเทอร์เน็ตก็ได้

ขั้นตอนการทำ…เริ่มจากการผสมสีในดิน โดยนำดินไทยและดินญี่ปุ่นมาทำการผสมสีที่ต้องการ ซึ่งที่ต้องผสมสีดินเพราะดินนั้นเป็นสีขาว โดยการผสมสีดินนั้นไม่ยาก ก็ให้ใช้สีอะคริลิกเทใส่ผสมลงในดินแล้วทำการนวดให้สีนั้นเข้าเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อดิน พอสีเข้ากันดีกับดินแล้ว ให้ผึ่งลมไว้ประมาณ 10 นาที แล้วนำดินมานวดซ้ำอีกรอบให้ดินนั้นเซตตัว ไม่ให้ดินเหลวหรือแข็งไป นวดให้ดินนุ่มกำลังดีจะทำให้ปั้นง่ายขึ้น

พอได้ดินที่ผสมสีตามที่ต้องการแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการปั้นเป็นตัวการ์ตูนตามแบบที่ออกแบบไว้ โดยการปั้นนั้นจะแบ่งปั้นเป็น 2 ส่วน คือส่วนหัวของการ์ตูน และส่วนตัวของการ์ตูน โดยเริ่มจากปั้นส่วนหัวก่อน จากนั้นก็มาปั้นส่วนตัว (ถ้าปั้นเป็นจำนวนมากก็ให้ปั้นส่วนหัวจนครบตามจำนวนก่อนถึงจะมาปั้นส่วนตัว เพื่อที่จะได้ไซซ์ที่เท่ากัน)

หลังจากปั้นเสร็จทั้งสองส่วน ก็นำมาประกอบติดเข้าด้วยกัน โดยใช้ลวดเสียบระหว่างส่วนหัวและส่วนตัวเพื่อยึดติด และใช้กาวร้อนยึดติดให้แน่นหนาอีกครั้ง แล้วก็ทำการตกแต่งโดยใช้ดินปั้นติดแขน ขา ลูกตา และทำเป็นชุดให้ตัวการ์ตูนตามแบบที่ออกแบบไว้ ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินแห้งสนิท ใช้สีอะคริลิกวาดตกแต่งปากตัวการ์ตูน พักไว้ พอแห้งก็ทำการพ่นแล็กเกอร์เคลือบให้เงาสวยงามมากขึ้น จากนั้นก็นำไปทำเป็นเครื่องประดับ ถ้าทำเป็นสร้อย หรือพวงกุญแจ ก็เจาะรูที่ด้านบนหัว ยึดด้วยห่วงแล้วนำไปใส่ทำเป็นสร้อยหรือพวงกุญแจ ถ้าทำเป็นแหวน กิ๊บติดผม ก็นำไปยึดติดกับแหวนและกิ๊บด้วยติดกาวให้แน่นหนา ถ้าทำเป็นตุ้มหู จะต้องปั้นตัวการ์ตูนเป็นไซซ์เล็ก ประมาณ 1 ซม. ปั้นเป็นชิ้นเดียวกับตัวการ์ตูนเลย ถ้าเป็นตัวการ์ตูนไซซ์เล็กก็รอให้ดินที่ปั้นแห้ง ใช้สีอะคริลิก วาดตกแต่ง เคลือบแล็กเกอร์ แล้วนำไปติดกับแป้นตุ้มหู

สำหรับราคาขายตัวการ์ตูนปั้นจากดินทำเป็นเครื่องประดับ ของ บี-อลงกต ราคามีตั้งแต่ 59 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ลักษณะของสินค้า และความยากง่ายของชิ้นงาน อย่างราคาหลักพันนั้นก็จะเป็นงานตั้งโชว์

***************

ใครสนใจผลงานของกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ รายนี้ สนใจงาน ’การ์ตูนดินปั้น“ ทำเป็นเครื่องประดับ หรืองานแบบตั้งโชว์ ของ บี-อลงกต สามารถไปชมสินค้าได้ที่ห้างสยามพารากอน แผนกบีเทรน หรือที่ร้าน Loft รวมถึงที่ตลาดนัดสวนจตุจักร หรือเข้าไปดูงานได้ที่ http://www.phicicodoll.com หรือ http://www.facebook.com/PhicicoDoll และโทรฯ สอบถามได้ที่ โทร.08-7700-0945.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน / ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

คู่มือลงทุน…งานการ์ตูนดินปั้น

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา

รายได้ ราคา 59-1,500 บาท/ชิ้น

แรงงาน 1 คน

ตลาด ตลาดนัดวัยรุ่น, ขายออนไลน์

จุดน่าสนใจ แฮนด์เมดขายไอเดียราคาดี

 

‘ขนมจีนซาวน้ำ’ สร้างรายได้-คลายร้อน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 16 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

หน้าร้อนใกล้เข้ามา หนึ่งในเมนูอาหารที่ทำให้นึกถึงห้วงเวลาของการพักผ่อนคลายร้อน ที่มักนิยมรับประทานมากเป็นพิเศษในช่วงอากาศร้อน ๆ ก็รวมถึงอาหารคาวของไทย

วันอาทิตย์ 16 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

หน้าร้อนใกล้เข้ามา หนึ่งในเมนูอาหารที่ทำให้นึกถึงห้วงเวลาของการพักผ่อนคลายร้อน ที่มักนิยมรับประทานมากเป็นพิเศษในช่วงอากาศร้อน ๆ ก็รวมถึงอาหารคาวของไทยที่มีชื่อละม้ายคล้ายอาหารจีน คือ “ขนมจีนซาวนํ้า” อีกหนึ่งเมนูที่มีความโดดเด่น อุดมด้วยสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งวันนี้ทางทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลการทำเมนูดับร้อนผ่อนกระหาย ทานแล้วชื่นอกชื่นใจไปกับรสชาติความอร่อยจากตำรับโบราณแท้ ๆ เมนูนี้ มานำเสนอให้ได้พิจารณากัน…

ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จะถ่ายทอดสูตร “ขนมจีนซาวนํ้า” ให้แบบไม่มีการหมกเม็ด โดย ผศ.พงษ์ศักดิ์ บอกว่า ขนมจีนซาวนํ้า เป็นเมนูอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาไทย ขนมจีนแป้งหมัก กับนํ้ากะทิที่มีความมัน แต่สามารถหักล้างกันด้วยสมุนไพรต่าง ๆ อาทิ ขิง ช่วยในเรื่องขับไล่ลม รักษาโรคท้องอืดท้องเฟ้อ กระเทียม มีสารต่อต้านมะเร็ง ลดไขมันในเลือด ส่วน พริกขี้หนู ก็ช่วยแก้ลมจุกเสียด ช่วยเจริญอาหาร สับปะรด ช่วยเรื่องการย่อย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง นอกจากนี้ก็จะได้โปรตีน แคลเซียม จากเนื้อปลา กุ้งแห้ง และได้กรดไขมันดีจากกะทิ ได้คาร์โบไฮเดรตจากเส้นขนมจีน และถ้าเพิ่มสมุนไพรในเส้นขนมจีนก็จะได้สารอาหารเพิ่มอีก

อร่อยได้ประโยชน์ ก็เป็นจุดขายที่ดี

ขนมจีนซาวนํ้า เป็นอาหารคาวอีกหนึ่งชนิดที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ โดยเสน่ห์ของอาหารสูตรโบราณคือการใส่ส่วนผสมที่ครบถ้วน สามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยได้ โดยจุดสำคัญคือทำอย่างไรให้กรรมวิธีการปรุงไม่ทิ้งกลิ่นอายแบบโบราณไป

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ หลัก ๆ ก็เป็นเครื่องครัวทั่วไปที่ใช้กันในครัวเรือน

วัตถุดิบ-ส่วนผสมในการทำ “ขนมจีนซาวนํ้า” แบ่งเป็น 2 ส่วนที่ต้อง เตรียมคือ ในส่วนของ เครื่องซาวนํ้า เช่น สับปะรดสด กุ้งแห้ง ขิง กระเทียม พริกขี้หนู และอีกส่วนก็คือส่วนของ เครื่องแจงลอน มี เนื้อปลากราย นํ้ากะทิ เกลือ นอกนั้นก็เป็นเครื่องปรุงรส เช่น นํ้าปลา นํ้าตาล เกลือ

เริ่มการเตรียมในส่วนเครื่องซาวนํ้าก่อน สับปะรด เลือกใช้ของศรีราชา เพราะมีรสอมเปรี้ยวอมหวานและความกรอบในตัว นำมาปอกเปลือกควั่นตาออกให้หมด ผ่าตามยาวของลูก ตัดเอาแกนออก แล้วสับเป็นชิ้นหยาบปนละเอียด ขิง เลือกที่กลางอ่อนกลางแก่ ปอกเปลือกแล้วล้างนํ้า ฝานเป็นแผ่นแล้วซอยบาง ๆ กระเทียม ปอกเปลือกแล้วล้างนํ้า ซอยบาง ๆ พริกขี้หนูสวน นำมาล้างแล้วซอยหยาบ ๆ มะนาว ล้างแล้วนำมาฝานเป็นชิ้น ๆ กุ้งแห้ง นำมาโขลกหรือปั่นด้วยเครื่องปั่นแห้งให้เนื้อฟู ๆ

ต่อไปเป็นการทำแจงลอน เริ่มจากนำเนื้อปลากรายขูดที่เตรียมไว้ไปแช่ในตู้เย็นให้เย็นจัด จากนั้นโขลกให้ละเอียดแล้วนำมานวดกับเครื่องปรุงอย่างรากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลก หรือจะเป็นเครื่องแกงนิดหนึ่ง เพื่อเพิ่มสีสันและความเผ็ดร้อนตามแต่ความชอบ เสร็จแล้วให้ปั้นเป็นลูก ๆ ตั้งหม้อใส่นํ้า พอนํ้าเดือด นำเนื้อปลาที่ปั้นลงต้มให้สุก พักไว้

ขั้นตอนต่อมา นำกะทิตั้งไฟ เพื่อให้ได้ความหอมและดับกลิ่นคาว ปรุงรสด้วยนํ้าตาลทรายและนํ้าปลา ชิมให้ได้รสหวาน เค็ม และมัน พอกะทิเริ่มร้อน ให้ใส่ลูกชิ้นปลากรายที่เตรียมไว้ลงไป ต้มจนสุกในนํ้ากะทิ สิ่งที่สำคัญเมื่อผสมเสร็จแล้วเนื้อปลาจะต้องคงความเย็นอยู่และจับตัวเป็นก้อนเพื่อให้เนื้อปลาเด้ง แล้วตักแจงลอนขึ้นใส่ภาชนะที่ได้จัดเตรียมไว้

เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงขั้นตอนการเสิร์ฟ ส่วนแรกจัดเส้นขนมจีนขมวดเป็นคำ ๆ ใส่จาน ตามด้วยเครื่องปรุงซาวนํ้าที่เตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นสับปะรดสับ ตามด้วยแจงลอน โรยด้วยขิงซอย พริกขี้หนู กระเทียมซอย กุ้งแห้งป่น ตกแต่งด้วยมะนาวผ่าซีก ราดหัวกะทิให้โชก

เทคนิคการกินให้อร่อยก็ต้องคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน พอลองชิมแล้วแจงลอนนุ่มเด้ง ส่วนตัวขนมจีนนั้นได้รสหอมมัน ได้ความเปรี้ยวหวานจากสับปะรด ความเค็มเล็กน้อยจากกุ้งแห้ง และความเผ็ดจากขิงและพริกขี้หนู

ง่าย ๆ แบบนี้ ยิ่งถ้าได้รับประทานพร้อมหน้ากับครอบครัวในช่วงวันหยุด อาจจะรู้สึกได้ถึงอุ่นไอบาง ๆ ของความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น จนคลายความร้อนของช่วงหน้าร้อนไปได้บ้าง ซึ่งในจุดนี้ก็น่าจะเป็นจุดขายที่ดีได้

ใครสนใจใช้ “ขนมจีนซาวนํ้า”เป็น “ช่องทางทำกิน”ก็ลองไปฝึกฝนฝีมือ หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมจาก ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9600-0993.

เชาวลี ชุมขำ :เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล ภาพ

*********************

คู่มือลงทุน…ขนมจีนซาวน้ำ

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 2,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา

รายได้ ราคาขาย 30 บาท/ชุด

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านอาหาร, ชุมชนทั่วไป

จุดน่าสนใจ ปัจจุบันมีคนทำขายน้อย

 

‘ชิ้นงานใบตองตึง’คุณภาพถึง..ทำเงินดี!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 15 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

เดิมทีตนมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ ต่อมาได้ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยการจัดทำเว็บไซต์เพื่อช่วยโปรโมตสินค้าชุมชน เพื่อสำรวจความต้องการของลูกค้า

วันเสาร์ 15 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“วัสดุธรรมชาติ” เป็นวัสดุที่ถูกนำมาดัดแปลงพัฒนาจนเกิดเป็นชิ้นงานหรือสินค้าได้หลากหลาย ซึ่งนอกจากเป็นวัสดุหาได้ง่าย มีให้เลือกหลากหลาย วัสดุธรรมชาติยังมีเอกลักษณ์และจุดเด่นสำคัญที่สามารถนำมาสร้างจุดขาย ทั้งนี้ก็คงขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะสามารถดึงเอาจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ที่ว่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ จะนำเสนออีกงานไอเดียจากวัสดุธรรมชาติ ’ชิ้นงานจากใบตองตึง“  ที่สามารถพลิกแพลงเป็นสินค้าได้หลายชนิด…

ปรเมศร์ สายอุปราช เจ้าของงานจากวัสดุธรรมชาติ ที่ใช้ชื่อว่า มิสเตอร์ลีฟ (Mr.Leaf) จาก จ.ลำปาง เล่าว่า เดิมทีตนมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ ต่อมาได้ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยการจัดทำเว็บไซต์เพื่อช่วยโปรโมตสินค้าชุมชน เพื่อสำรวจความต้องการของลูกค้า ทำให้ได้คลุกคลีกับงานฝีมือหลากหลาย ส่วนสาเหตุที่เลือกใช้ “ใบตองตึง” เป็นวัสดุนั้น เขาบอกว่า ใบตองตึงนั้นมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะคนในภาคเหนือ มาตั้งแต่อดีต โดยสมัยก่อนคนจะนำใบตองตึงมาใช้ห่อข้าว ห่ออาหาร รวมถึงมุงหลังคา ซึ่งเขาเองก็รู้สึกผูกพันกับใบตองตึงเช่นกัน

จึงมองว่าน่าจะนำมาพัฒนาเป็นสินค้างานฝีมือได้

ทั้งนี้ นอกจากประโยชน์ใช้สอย เป็นวัสดุที่มีในท้องถิ่น รูปทรงของใบและลายเส้นของใบไม้ชนิดนี้ก็มีเอกลักษณ์เด่นน่าสนใจด้วย ประกอบกับได้มีโอกาสรู้จักกับนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้ามาทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของเส้นใยพืช จึงได้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวัสดุจากธรรมชาติ จนนำมาต่อยอดพัฒนาปรับปรุงเพื่อใช้งานตามความต้องการของตัวเอง และเกิดเป็นสินค้าภายใต้ชื่อมิสเตอร์ลีฟในท้ายที่สุด โดยเขาเริ่มผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

“จริง ๆ จะใช้ใบไม้อย่างอื่นก็ได้ แต่ที่เลือกใช้ใบตองตึง เพราะผูกพันกับใบไม้ชนิดนี้ และใบตองตึงพอเห็นปุ๊บก็จะต้องคิดถึงท้องถิ่นคือภาคเหนือได้ทันที เหมือนอย่างที่เราไปเมืองนอกแล้วเห็นใบเมเปิ้ล” ปรเมศร์กล่าว

แต่การจะนำใบตองตึงมาประดิษฐ์เป็นสินค้านั้นก็ไม่ง่าย เขาเล่าว่า ช่วงแรก ๆ ยังไม่ลงตัว คือนำมาใช้แล้วเกิดการฉีกขาด จึงต้องค้นคว้าศึกษาหาความรู้เพิ่ม และทดลองทำอยู่นานกว่าจะลงตัว ซึ่งใบตองตึงที่เขาเลือกใช้นั้น จะเป็นใบที่เก็บจากต้นที่อายุกำลังดี คือไม่อ่อนและแก่จนเกินไปนัก โดยใช้วิธีการรับซื้อใบไม้จากชาวบ้านเป็นจำนวนมาก นำมาตากแดด แล้วถึงจะนำไปอบด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อรา จากนั้นจึงเก็บไว้ในคลังเก็บสินค้า ก่อนที่จะนำมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง…

สินค้าที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติอย่างใบตองตึงนี้ เขาบอกว่า ผลิตสินค้าได้หลากหลายมาก ขึ้นกับไอเดียและความต้องการของลูกค้า โดยสินค้าที่เขาผลิตขึ้นมีตั้งแต่ กล่องใส่ของ, โคมไฟ, มู่ลี่, กระเป๋าถือ, กระเป๋าสะพาย, กระเป๋าเป้, กระเป๋าใส่เงิน, ซองใส่พาสปอร์ต, ซองสำหรับใส่เอกสาร ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีที่รับผลิตให้ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยนอกจากหน้าร้านที่เปิดขายอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ต จ.เชียงใหม่ ก็ยังอาศัยการขายผ่านหน้าร้านออนไลน์ในเฟซบุ๊ก ในชื่อ http://www.facebook.com/mrleaf

“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างชาติ และงานแต่ละชิ้นจะมีรูปแบบหรือสีสันแตกต่างกันไปตามวัสดุธรรมชาติ โดยใบตองตึงถ้าเป็นใบแก่สีจะออกเข้ม ถ้าเป็นใบอ่อนสีจะสว่างกว่า ตอนนี้ก็มีคนนำสินค้าเราไปขายตามแหล่งท่องเที่ยว แต่เราก็ยังต้องการจุดขายเพิ่ม โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้” เจ้าของงานฝีมือกล่าว

ทุนเบื้องต้น ปรเมศร์ใช้เงินลงทุนประมาณ 200,000 บาท โดยต้องมีการลงทุนในเรื่องเครื่องจักรและสถานที่ ส่วนทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% ของราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 70 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท ขณะที่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้นั้น หากเป็นงานกระเป๋า ก็มีวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ ใบตองตึง, ผ้าที่ใช้เป็นซับในกับหูหิ้วกระเป๋า, ชุดซิป และวัสดุตกแต่งตามแต่ต้องการ เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นสินค้าชนิดอื่น ๆ ก็จะมีรายละเอียดในส่วนของวัสดุเพิ่มขึ้นมา ตามแต่ละชนิดของสินค้า

ขั้นตอนการทำกระเป๋า เริ่มจากทำการคัดใบตองตึงที่จะนำมาใช้เป็นวัสดุหลักทำกระเป๋า โดยเลือกใบที่มีรูปทรงสวยงาม ไม่ขาด ไม่แหว่ง ใช้ใบที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จากนั้นนำใบตองตึงมาผึ่งหรือตากแดดทิ้งไว้เพื่อไล่ความชื้นออกจากใบ โดยหากแสงแดดดีก็ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่อตากจนใบไม้แห้งดีระดับหนึ่งแล้ว ก็นำมาทำการอบด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยากันแมลงที่เป็นสูตรเฉพาะที่เขาค้นคว้าขึ้น ซึ่งไม่เป็นอันตรายกับสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้งาน

เมื่อได้ใบตองตึงที่ต้องการแล้ว ก็นำมาเคลือบน้ำยากันน้ำ จากนั้นทำการตรวจสอบสภาพของใบไม้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำมาตัดเย็บขึ้นรูปหรือขึ้นทรงของกระเป๋า ซึ่งเมื่อถึงขั้นตอนนี้ก็สามารถใช้งานหรือทำตามขั้นตอนของงานกระเป๋าได้เลย เพียงแต่เปลี่ยนจากการใช้ผ้ามาเป็นใบไม้แทนเท่านั้น…

“นอกจากจุดขายที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ สินค้าเรายังชูเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิต และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญยังเป็นสินค้าที่เราสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีก” ปรเมศร์ กล่าว

สนใจ ’ชิ้นงานจากใบตองตึง“ ต้องการติดต่อกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ รายนี้ ติดต่อได้ที่ โทร.08-6182-3589 หรือตามเฟซบุ๊กข้างต้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกงานไอเดียที่มีที่มาจากการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ ที่ไม่เพียงจะมีรูปแบบและเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ยังเป็นสินค้าสีเขียวที่มีส่วนรักษาสภาพแวดล้อม และกลายเป็นจุดขายที่ดีด้วย.

………………………………………………………

คู่มือลงทุน…ชิ้นงานใบตองตึง

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 200,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 40% จากราคา

รายได้ ราคา 70-2,000 บาท/ชิ้น

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มของใช้ ของตกแต่ง

จุดน่าสนใจ วัสดุธรรมชาติเป็นจุดขาย

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง-ภาพ

 

‘เมนูแมคคาเดเมีย’ ส้มตำ-ยำ..แซ่บเงินงาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 9 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“แมคคาเดเมีย” ราชาแห่งพืชเคี้ยวมัน มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย ต่อมาปลูกแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้งในไทย และคนไทยก็นิยมทานมานานแล้ว ซึ่งทั้งอร่อย และมีประโยชน์

วันอาทิตย์ 9 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“แมคคาเดเมีย” ราชาแห่งพืชเคี้ยวมัน มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย ต่อมาปลูกแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้งในไทย และคนไทยก็นิยมทานมานานแล้ว ซึ่งทั้งอร่อย และมีประโยชน์ อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัว เฉลี่ยถึง76% ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดเมื่อทาน 6-20 เม็ด/วัน โดยภายใน 4 สัปดาห์จะลดได้ 7% ลดอัตราการเป็นมะเร็งเต้านม บำรุงหัวใจและสมอง และอุดมด้วยสารอาหารอื่น ๆ อย่างคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ซึ่งนอกจากจะทานเล่น ถั่วแมคคาเดเมียยังนำมาทำเป็นอาหารเพิ่มมูลค่าได้ อย่าง “ส้มตำแมคคาเดเมีย” “ยำแมคคาเดเมีย” ที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย ต.แสงกา อ.นาแห้ว จ.เลย ทำกันอยู่ ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ…

******************************

นรรถพร พระศรีนาม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย เล่าว่า ได้ตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2546 เพื่อปลูกแมคคาเดเมีย โดยผลผลิตนำมาทำเป็น แมคคาเดเมียอบเกลือ และ แมคคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต ต่อมาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้คิดทำ ยำแมคคาเดเมีย และ ส้มตำแมคคาเดเมีย ขึ้น เพื่อแทนการใช้ถั่วลิสง โดยเริ่มทำทานกันเองก่อน แล้วจากนั้นจึงนำออกขายภายนอก

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ หลัก ๆ ก็มี ครก-สาก, ถ้วยแก้วใส่ของต่าง ๆ, กะละมัง, มีด, ที่ขูดเส้น, เตาแก๊ส, หม้ออะลูมิเนียม ฯลฯ โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าลงทุนใหม่หมดก็อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป

การทำ “ยำแมคคาเดเมีย” นั้น ส่วนผสม “น้ำยำ ตามสูตรก็มี น้ำมะนาว 3ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย พอประมาณ, เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ และพริกขี้หนูหั่น พอประมาณ

วิธีทำน้ำยำ ตั้งหม้อสแตนเลส ใช้ไฟร้อนปานกลาง เคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้ละลาย จากนั้นนำน้ำตาลทรายใส่ลงไปคนให้ละลาย เมื่อส่วนผสมสองอย่างเข้ากันแล้ว ก็ให้ยกขึ้นจากเตา ใส่น้ำมะนาว เกลือ และพริกขี้หนูหั่น ชิมรสให้ได้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม พอ ๆ กัน ก็เป็นอันใช้ได้ พักเตรียมไว้

ส่วนผสมของผัก ก็มี กะหล่ำปลีซอย, กะหล่ำม่วงซอย, ตะไคร้ซอย, หอมหัวใหญ่หั่น, แครอทขูดฝอย, คึ่นช่าย,มะเขือเทศราชินี และถั่วแมคคาเดเมีย

วิธีทำยำแมคคาเดเมีย ตักส่วนของผักสดพอประมาณใส่ลงไปในกะละมังสแตนเลส จากนั้นตักน้ำยำใส่ลงไปประมาณ 2 ทัพพี ตามด้วยแมคคาเดเมียประมาณ ¾ ทัพพี และมะเขือเทศราชินี คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน แล้วชิมรสดู หากยังเปรี้ยวไม่พอ สามารถบีบมะนาวเพิ่มลงไปได้ ยำเสร็จแล้วก็ตักใส่ภาชนะ โดยเอาใบผักกาดหอมรองไว้ก่อนด้วย

ก็พร้อมขายในราคาชุดละ 50 บาท

การทำ “ส้มตำแมคคาเดเมีย” ตามสูตรก็มีส่วนผสมดังนี้คือ มะละกอห่ามขูด, แครอทขูดฝอย, ถั่วฝักยาว, น้ำตาลปี๊บ, พริกขี้หนู, น้ำมะนาว, น้ำปลา, มะเขือเทศ และถั่วแมคคาเดเมีย

วิธีทำส้มตำแมคคาเดเมีย ตำพริกขี้หนู และถั่วฝักยาว พอเข้ากันแล้วก็ใส่มะละกอห่ามขูดและแครอทขูดฝอยลงไป จากนั้นตักน้ำตาลปี๊บ, น้ำมะนาว, น้ำปลา, มะเขือเทศ และถั่วแมคคาเดเมีย ใส่ลงไปตำผสมให้เข้ากัน ชิมรสให้ได้ เปรี้ยว หวาน เผ็ด ตามใจชอบ เท่านี้ก็เรียบร้อย

ขายในราคาชุดละ 50 บาท

*****************************

สนใจ “ส้มตำแมคคาเดเมีย” และ “ยำแมคคาเดเมีย” ต้องการติดต่อกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ติดต่อ นรรถพร พระศรีนาม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย ต.แสงกา อ.นาแห้ว จ.เลย ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-9841-1374.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :เรื่อง / ภาณุพงศ์ พนาวัน :ภาพ

คู่มือลงทุน…เมนูแมคคาเดเมีย

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคาขาย

รายได้ ราคาขาย 50 บาท / จาน

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านอาหาร, งานออกร้านทั่วไป

จุดน่าสนใจ มีจุดเด่นช่วยเพิ่มมูลค่าอาหาร

 

‘ปลาตะเพียนทอง’ ประดิษฐ์อาหารทำเงิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 8 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“ปลาตะเพียนทอง” เป็นชื่อปลาที่หลายคนรู้จัก แต่วันนี้ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอ ไม่ใช่พันธุ์ปลา และไม่ใช่ปลาตะเพียนสานที่ทำจากวัสดุต่าง ๆ แต่เป็นเมนู “อาหารว่าง” ทานเล่น

วันเสาร์ 8 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

 “ปลาตะเพียนทอง” เป็นชื่อปลาที่หลายคนรู้จัก แต่วันนี้ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอ ไม่ใช่พันธุ์ปลา และไม่ใช่ปลาตะเพียนสานที่ทำจากวัสดุต่าง ๆ แต่เป็นเมนู “อาหารว่าง” ทานเล่น เรียกน้ำย่อย เป็นอาหารชาววัง ที่ทาง ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยสูตร ซึ่งเราหยิบยกนำมาเสนอให้ลองพิจารณานำไปต่อยอดทำขายสร้างรายได้กัน…

************************

ผศ.พงษ์ศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า อาหารว่างที่เรียกว่า “ปลาตะเพียนทอง” เป็นอาหารว่างไทยโบราณ เป็นอาหารชาววังที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปัจจุบันเป็นเมนูอาหารชนิดหนึ่งที่น่าจะหารับประทานที่ไหนไม่ได้ ไม่เคยเห็นใครทำกัน ซึ่งเพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม่ให้สูญหายไป จึงพยายามรื้อฟื้นวิธีการทำ เพื่อให้คนที่สนใจลองนำไปต่อยอดทำขายเป็นอาชีพ

อาหารว่าง “ปลาตะเพียนทอง” เป็นการดัดแปลงการทำอาหารให้ดูสวยงามน่ารับประทานมากขึ้น การทำต้องใช้ความประณีต โดยวิธีการทำนั้นจะใช้แป้งเปาะเปี๊ยะมาทำการสานให้เป็นรูปตัวปลาตะเพียน เหมือนการสานด้วยทางมะพร้าว จากนั้นก็จะยัดไส้ด้วยไส้ปลา เป็นอาหารว่างที่ทำไม่ยาก ทำเป็นรูปปลาตะเพียนทำให้ดูน่ารับประทาน แถมวัตถุดิบหาง่าย เป็นเมนูที่ปัจจุบันไม่มีใครทำ จึงเป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจสำหรับการทำขาย

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ต้องใช้ในการทำอาหารว่างปลาตะเพียนทอง ก็เป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ในครัวเรือนทั่วไป อาทิ… เตาแก๊ส, กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสแตนเลส, เขียง, ครก เป็นต้น

ส่วนวัตถุดิบ ประกอบด้วย… แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะแผ่นใหญ่ 500 กรัม, เนื้อปลากราย 500 กรัม, เนื้อหมูปนมันบด 100 กรัม, รากผักชีหั่น 10 กรัม, กระเทียมสับ 15 กรัม, พริกไทยเม็ด 5 กรัม, น้ำตาลทราย 2 กรัม, น้ำปลา 20 กรัม, น้ำมันพืชสำหรับทอด 1,000 กรัม และเกลือเล็กน้อย

ขั้นตอนการทำปลาตะเพียนทอง… เริ่มจากการทำไส้ปลาตะเพียนก่อนเป็นอันดับแรก โดยการทำไส้สำหรับใสในตัวปลาตะเพียนให้นำเนื้อปลากรายที่เตรียมไว้มาทำการขูดให้เนื้อปลาละเอียด และไม่ให้มีก้างปลาติดอยู่กับเนื้อ เสร็จแล้วพักเตรียมไว้ จากนั้นก็นำรากผักชี กระเทียม พริกไทย ใส่ลงในครก แล้วทำการโขลกให้ละเอียด

นำเนื้อปลากกรายที่ขูดเตรียมไว้ใส่ลงกะละมัง ใส่หมูปนมันที่ทำการบดแล้วผสมลงไป นำรากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่โขลกละเอียด ใส่ลงไปคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยน้ำตาลและน้ำปลา ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย แล้วนวดให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว (ยิ่งนวดเนื้อปลานานก็ยิ่งทำให้เนื้อปลานั้นเหนียว เมื่อปั้นทำไส้เนื้อก็จะเด้งเหนียวนุ่มอร่อย)

หลังจากที่นวดเนื้อปลาผสมกับเครื่องจนเข้ากันดีแล้ว ก็ทำการปั้นเนื้อปลาเป็นก้อนกลม โดยการปั้นนั้นใช้วิธีการนำช้อนตวง ขนาด 1 ช้อนชา มาตักเนื้อปลาให้พอดีช้อน แล้วจึงนำเนื้อปลาที่อยู่ในช้อนมาทำการปั้น ก็จะได้ขนาดที่เท่ากันและพอดีสำหรับทำเป็นไส้ใส่ปลาตะเพียน ไส้ที่ปั้นแล้วให้เรียงใส่จานหรือถาด นำไปนึ่งพอสุก ใช้ไฟอ่อน โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 12 นาที จึงนำขึ้นมาพักทิ้งไว้ให้เย็นตัว

ขั้นตอนต่อไปเป็นการทำตัวปลา โดยนำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะมาทำการตัดให้เป็นเส้น ขนาดประมาณ 1×22 ซ.ม. จำนวน 2 เส้น จากนั้นก็ทำการสานให้เป็นตัวปลาตะเพียนเหมือนการสานด้วยทางมะพร้าว ซึ่งขั้นตอนนี้ก็จะต้องใช้ความประณีตในการสาน สานเป็นรูปปลาตะเพียน แต่ยังไม่ต้องดึงให้แน่น ให้นำไส้ที่นึ่งเตรียมไว้ใส่เข้าไปทางด้านท้าย (ตรงก้นของตัวปลา) เมื่อใส่ไส้เข้าไปแล้วก็ให้ทำการดึงให้ตัวปลาที่สานเข้ารูปให้แน่น ใช้กรรไกรตัดตกแต่งส่วนหางและครีบให้เรียบร้อย (สามารถทำเก็บแช่แข็งไว้ในตู้เย็นได้หลายวัน) ก่อนจะนำไปทอด

การทอด ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ท่วม ใช้ความร้อนปานกลาง พอน้ำมันร้อนให้ลดไฟลง แล้วนำตัวปลาตะเพียนที่เตรียมไว้แล้วลงทอด ทอดไปจนตัวปลาตะเพียนสุกได้ที่ เป็นเหลืองทอง ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เป็นอันเสร็จ (ลักษณะที่ดีของปลาตะเพียนที่ทำออกมาจะต้องกรอบ ไม่อมน้ำมัน หอมกลิ่นรากผักชี กระเทียม พริกไทย ไม่มีกลิ่นคาว)

อาหารว่าง “ปลาตะเพียนทอง” นี้ รับประทานพร้อมน้ำจิ้มที่ออกรสเปรี้ยว-เค็ม-หวาน และเผ็ดเล็กน้อย โดยมีผักสด อย่าง… แตงกวา, ใบโหระพา, ผักกาดหอม ทานแกล้มด้วย ก็จะยิ่งอร่อยครบเครื่อง

สำหรับสูตรน้ำจิ้มที่ใช้ทานกับปลาตะเพียนทอง มีส่วนผสมดังนี้… พริกชี้ฟ้าแดงโขลกละเอียด 10 กรัม, แป้งมัน 10 กรัม, น้ำส้มสายชู 120 กรัม, เกลือ 3 กรัม, น้ำ 40 กรัม, น้ำตาลทราย 100 กรัม

วิธีการทำ… นำน้ำส้มสายชู น้ำ น้ำตาล เกลือ พริกชี้ฟ้า ผสมรวมกัน แล้วเคี่ยวให้เข้ากันโดยใช้ไฟอ่อน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ใส่แป้งมันที่ละลายน้ำแล้วลงไปคนพอน้ำจิ้มข้นเหนียว ยกลงพักทิ้งไว้ให้เย็น เป็นอันเสร็จ

จากปริมาณของวัตถุดิบในการทำอาหารว่าง “ปลาตะเพียนทอง” ที่บอกมา สามารถทำตัวปลาตะเพียนทองได้ประมาณ 75 ตัว ทำขายได้ในราคาตัวละ 5 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 50%

************************

ใครสนใจจะใช้ เมนูอาหารว่าง “ปลาตะเพียนทอง” เป็นอาหารสร้างอาชีพ สร้าง “ช่องทางทำกิน” ก็ลองนำสูตรไปฝึกฝนทำกันดู ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งเมนูตัวเลือกใหม่ หรือถ้าต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมจาก ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ของ มทร.ธัญบุรี ก็สามารถติดต่อได้ที่ โทร.0-2549-3160-1 หรือ 08-9600-0993.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ :เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล :ภาพ

คู่มือลงทุน…ปลาตะเพียนทอง

ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำขาย

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคาขาย

รายได้ ขายตัวละประมาณ 5 บาท

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านอาหาร, แหล่งชุมชนทั่วไป

จุดน่าสนใจ เป็นเมนูที่ปัจจุบันไม่มีผู้ทำขาย

 

‘ข้าวเหนียวหมูทอด’ ทำ ‘ธุรกิจออนไลน์’ ก็ได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

ในยุคที่ผู้คนต้องเร่งรีบแทบจะทุกเรื่อง การบริโภคอาหารนั้นก็ต้องรีบเร่งตามไปด้วย แต่อะไรเล่าที่จะทานได้ง่ายในช่วงเวลาที่เร่งด่วน ทั้งสะดวก รวดเร็ว และอิ่มท้องได้

วันอาทิตย์ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

ในยุคที่ผู้คนต้องเร่งรีบแทบจะทุกเรื่อง การบริโภคอาหารนั้นก็ต้องรีบเร่งตามไปด้วย แต่อะไรเล่าที่จะทานได้ง่ายในช่วงเวลาที่เร่งด่วน ทั้งสะดวก รวดเร็ว และอิ่มท้องได้แม้ในยามเดินทาง ยามนั่งรถไปทำงาน ก็ไม่พ้นอาหารง่าย ๆ ที่สามารถทานได้ทุกที่ ซึ่ง “ข้าวเหนียวหมูทอด” ก็เป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตที่ตอบโจทย์นี้ได้ และยุคนี้การขายข้าวเหนียวหมูทอดก็สามารถ “ขายออนไลน์” ได้ด้วย อย่างที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณากันในวันนี้…

*****************************

เดิ้ล-นชนาฏ กับ เพชร-นุชจรีย์ ศุภเตชนาถ สองพี่น้อง ทำเมนูยอดฮิต “ข้าวเหนียวหมูทอด” ขาย สองพี่น้องเล่าว่า นอกจากการทำงานประจำแล้วก็อยากจะมีอาชีพเสริมเกี่ยวกับการขายของกิน และเลือกที่จะทำข้าวเหนียวหมูทอดขาย โดยขายผ่านทาง http://www.facebook.com/neawmoogroup ได้ประมาณ 4 เดือนเศษ โดยมีบริการจัดส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ตามระยะทาง จากนั้นจึงคิดเปิดหน้าร้านเพื่อเพิ่มช่องทาง ที่ตลาดนัดไฮโซ แกรนด์รามอินทรา 5

นุชจรีย์ เล่าว่า ข้าวเหนียวหมูที่ทำจะไม่ใส่สารกันบูด เก็บไว้ในตู้เย็นได้ถึง 1 สัปดาห์ นำออกมาอุ่นทานได้โดยใช้ไฟอ่อน คุณภาพของเนื้อหมูจะยังคงความนุ่มและอร่อยคงที่ ข้าวเหนียวก็จะยังคงความหวานติดปลายลิ้นเช่นเดิม ซึ่ง “ร้านเหนียวหมู” ที่เปิด ยังมีทีเด็ดคือรับห่อหมูเฉพาะกิจ เพื่อนำไปบริจาคตามสถานที่ต่าง ๆ ราคาขายอยู่ที่ชุดละ 25-35 บาท

ในการทำนั้น อุปกรณ์หลัก ๆ ก็มี เครื่องหั่น เตาแก๊ส หม้อหรือกระทะทรงลึก ที่คีบ ตะแกรง หวดนึ่งข้าวเหนียว ไม้พาย กะละมัง เขียง มีด และภาชนะเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ วัตถุดิบ/ส่วนผสมในการทำ ก็มี เนื้อหมูสด ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เกลือ พริกไทย กระเทียม รากผักชี น้ำมันพืช และข้าวเหนียว

ขั้นตอนการทำข้าวเหนียวหมูทอด เริ่มจากการเลือกหมูก่อน ต้องสด เนื้อแดงอมชมพู นุ่มเป็นมัน เนื้อลื่น สีไม่ซีดหรือเขียวคล้ำ เลือกใช้เนื้อหมูส่วนที่นิ่ม ทั้งสันคอ สันใน และสะโพก ล้างให้สะอาดเสร็จแล้วนำมาหั่นเป็นเส้นตามขวาง กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 3-4 นิ้ว นำน้ำตาลปี๊บมาละลายกับน้ำมันหอยในภาชนะ ตามด้วยเกลือ ซอสปรุงรส และนมสดจืดใส่ผสมลงไปนิดหน่อย ชิมรสตามชอบ นำพริกไทยเม็ดสีดำหรือขาวก็ได้มาตำให้ละเอียด รากผักชีกับกระเทียมปอกเปลือกตำละเอียด ตั้งพักไว้ จากนั้นก็ทำการหมักหมู โดยการนำเครื่องปรุงทุกอย่างมาผสมกัน นำเนื้อหมูมาคลุกเคล้ากับน้ำซอสให้เข้าเนื้อ เสร็จแล้วแบ่งเนื้อหมูที่จะหมักใส่ถุงพลาสติกปิดปาก ก่อนจะนำเข้าตู้เย็นในช่องธรรมดาเป็นเวลา1คืน แล้วจึงนำออกมาทอดในวันรุ่งขึ้น

หัวใจความอร่อยอยู่ที่การทอด เริ่มจากตั้งหม้อทอดบนเตา ใส่น้ำมันให้มากหน่อย ใช้ไฟปานกลาง วอร์มน้ำมัน 10-20 นาที พอกระทะเริ่มร้อนได้ที่ นำหมูที่หมักแค่ 2 กำปั้นมือใส่ลงในตะแกรงถือ ก่อนจะนำลงกระทะ เร่งไฟแรงก่อน แล้วช้อนหมูขึ้นเพื่อที่จะสามารถควบคุมอุณหภูมิของน้ำมันและไฟได้ จากนั้นนำที่คีบมาเขี่ยหมูเพื่อให้กระจายออกจากกัน สลับกับร่อนตะแกรงนิด ๆ (เนื้อหมูที่ทอดจะอยู่ในรัศมีของตะแกรง) รอสักพักเพื่อให้หมูชุ่มซอส และสีของซอสเริ่มจับเนื้อหมู ประมาณ 80% รีบเอาเนื้อหมูขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน ที่สำคัญอย่าทอดทิ้งไว้นาน หมูจะแข็งเกินไป สีของเนื้อหมูต้องเคลือบด้วยซอสอย่างสม่ำเสมอทั่วกัน เมื่อทานพร้อมกับข้าวเหนียวร้อน ๆ จะได้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อมถึงเนื้อใน

สำหรับการนึ่งข้าวเหนียวให้คงความหอมหวานและนุ่มนั้น เริ่มจากแช่ข้าวเหนียว ถ้าใช้ข้าวเหนียวเก่าแช่น้ำ 5-6 ชั่วโมง ข้าวเหนียวใหม่แช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง นำน้ำที่แช่ข้าวเก็บไว้สัก 1-2 ถ้วย โดยใส่ไว้ในตู้เย็น หลังจากแช่ข้าวเหนียวตามเวลาแล้ว ก็สรงข้าวเหนียวใส่ในหวด ก่อนจะนำขึ้นนึ่งบนเตา ใช้ความร้อนปานกลาง พอข้าวเหนียวใกล้สุกเกือบจะได้ที่แล้ว ก็นำน้ำที่แช่ข้าวที่เก็บไว้มาพรมบนข้าวเหนียว 1/3 ถ้วย แล้วใช้ไม้พายคนข้าวเหนียวกลับด้าน และพรมน้ำแช่ข้าวอีก 1/3 ถ้วย ทำซ้ำอีก 3 ครั้ง จากนั้นนึ่งข้าวเหนียวต่อจนสุกได้ที่ หลังจากสุกแล้วตอนยกลงจากเตามาวางพักไว้ อย่าเพิ่งเปิดฝาที่ปิดหวดอย่างน้อย 15 นาที หากทำตามที่ว่านี้แล้วข้าวเหนียวจะสุกนิ่มเนิ่นนาน นุ่มนวลยังกับข้าวเจ้า

เดิ้ล กับเพชร ยังบอกอีกว่า หมูทอดของที่ร้าน จะนุ่ม ฉ่ำน้ำซอส รสชาติกลมกล่อมหวาน ๆ เค็ม ๆ ถ้าเก็บใส่ตู้เย็นไว้ในช่องแช่แข็ง เมื่อนำออกมาวางไว้ให้คลายเย็นสักครู่ แล้วนำเข้าไมโครเวฟ 1 นาที เนื้อหมูก็ยังอ่อนนุ่มอร่อยเหมือนเดิม

ในการขายนั้น ราคาขายหมูทอดอยู่ที่ขีดละ 35 บาท หรือ 3 ขีด 100 บาท ถ้าในรูปแบบกล่อง ราคาขายกล่องละ 200 บาท ราคาแบบแพ็คเกจหมูพร้อมข้าวเหนียวอยู่ที่ชุดละ 40 บาท รับห่อหมูเฉพาะกิจเพื่อนำไปบริจาคตามสถานที่ต่าง ๆ ราคา 25-35 บาท ค่าจัดสั่งตามระยะทาง เวลาเปิดร้านโดยประมาณ คือ 06.00-18.00 น.

***************************

สองพี่น้อง เดิ้ล-นชนาฏ กับเพชร-นุชจรีย์ มีร้านขาย “ข้าวเหนียวหมูทอด” อยู่ที่ตลาดนัดไฮโซ แกรนด์รามอินทรา 5 ล็อก D26 โซน D ใครสนใจติดต่อก็ติดต่อได้ทางโทรศัพท์ที่ โทร.08-9679-7878, 08-9742-3435 หรือติดต่อที่ http://www.facebook.com/neawmoogroup หรือทาง IG : neawmoo, Line : neawmoo ซึ่งข้าวเหนียวหมูทอดนี่ก็เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ทานง่านขายคล่อง และเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ยุคนี้ทำแบบ “ออนไลน์” ก็ยังได้.

เชาวลี ชุมขำ – ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ :เรื่อง

สุทธิภัทร พฤกษ์เจริญสุข :ภาพ

คู่มือลงทุน…ข้าวเหนียวหมูทอด

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคาขาย

รายได้ หมูขีดละ 35, 3 ขีด 100 บาท

แรงงาน 1-2 คน

ตลาด ย่านอาหาร, ย่านชุมชนทั่วไป

จุดน่าสนใจ เป็นเมนูที่ทานง่ายขายคล่อง

 

‘รับฝากแมว’ดูแลน้องเหมียวทำเงิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 1 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

ได้แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจนี้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ในเวลาที่มีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด

วันเสาร์ 1 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

งานบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นอีกอาชีพเป็นอีกธุรกิจที่มักเกิดจากแรงบันดาลใจพื้นฐานที่เริ่มต้นมาจากความรักความชอบในสัตว์เลี้ยงชนิดนั้น ๆ เมื่อมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น หลายคนพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นธุรกิจด้านนี้ โดยมีทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงที่เกี่ยวเนื่องทางอ้อม สามารถสร้างเงินสร้างอาชีพจากสัตว์เลี้ยงได้น่าสนใจไม่แพ้อาชีพอื่น อย่างเช่น “บริการรับฝากแมว” ของ “สมทิพย์ เจริญรุ่งสุวรรณะ” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้…

สมทิพย์ เจ้าของธุรกิจให้บริการรับฝากแมว ในพื้นที่ถนนสุขสวัสดิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจนี้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ในเวลาที่มีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ซึ่งไม่สามารถนำแมวที่เลี้ยงไว้ติดตามไปด้วยได้ ทำให้จำเป็นต้องนำแมวที่เลี้ยงไปฝากไว้กับคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีบริการรับฝากแมวให้ช่วยดูแล ซึ่งมีอยู่หลายครั้งรู้สึกสงสารแมวที่เลี้ยงไว้ เนื่องจากบางแห่งไม่ได้มีการจัดแยกสัตว์ที่รับฝาก แต่ใช้วิธีเลี้ยงในกรง จึงเกิดความคิดว่าหากมีบริการหรือมีบ้านที่รับดูแลฝากแมวเป็นการเฉพาะ น่าจะดี จึงทำให้ตัดสินใจเปิดบ้านรับฝากแมว ใช้ชื่อว่า โมจิ แคทโฮม (Moji Cathome) ตามชื่อแมวตัวแรกของเธอ โดยทำตลาดผ่าน http://www.facebook.com/moji.cathome ซึ่งเปิดให้บริการรับฝากแมวมาได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว

“ก่อนหน้าที่จะเปิดให้บริการเต็มตัว ก็มีคนมาใช้บริการอยู่เป็นระยะ ๆ แต่เป็นไปในลักษณะช่วยเหลือ ช่วยกันดูแล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝูงคนรู้จัก เป็นเพื่อนในกลุ่มที่เลี้ยงแมวที่รู้จักกัน พอดีมีจังหวะช่วงหนึ่งที่ออกมาเป็นแม่บ้าน จึงมาคิดว่าที่บ้านเราก็มีสถานที่เหลือพอที่จะทำห้องพักแมวเพิ่มได้ จึงตัดสินใจเปิดเป็นบ้านรับฝากแมว” สมทิพย์กล่าว

บ้านรับฝากแมวที่ทำนั้น เธอเล่าว่า ด้วยความที่การเลี้ยงแมวค่อนข้างมีรายละเอียดแตกต่างจากการเลี้ยงสุนัข เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่มีนิสัยเอาใจยาก และมีโลกส่วนตัวสูง โดยกิจวัตรประจำวันของแมว คือชอบเล่น ปีนป่าย นอนที่สูง หากสถานที่คับแคบ ที่พักไม่กว้างเพียงพอ หรืออยู่ร่วมกับสัตว์อื่น แมวอาจเกิดความเครียดได้ ซึ่งบ้านรับฝากแมวของเธอเน้นเลี้ยงแบบเป็นห้องส่วนตัว และไม่ขังกรง โดยห้องพักแมวจะต้องมีบรรยากาศที่โปร่งสบาย มีอากาศถ่ายเทสะดวก และต้องมีชั้นนอนสำหรับให้แมวขึ้นไปพัก รวมถึงต้องมีที่สำหรับให้แมวขับถ่าย (กระบะทราย) และมีที่ข่วนเล็บให้กับแมวด้วย ส่วนอาหารแมวนั้นลูกค้าเป็นผู้เตรียมมาเอง เนื่องจากแมวแต่ละบ้านทานอาหารต่างกัน

สมทิพย์ บอกว่า นอกจากลูกค้าที่อาศัยอยู่ในย่านเดียวกัน ก็ยังมีลูกค้าจากย่านอื่น ๆ แวะเวียนมาใช้บริการอยู่เป็นระยะ ๆ มีทั้งลูกค้าในกรุงเทพฯ จนถึงลูกค้าในต่างจังหวัด มีทั้งที่นำแมวมาฝากเลี้ยงเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เป็นรายวัน ไปจนถึงรับฝากแมวระยะยาว เป็นเดือนก็มี โดยลูกค้าจะใช้บริการมากเป็นพิเศษในช่วงวันหยุดยาว หรือช่วงเทศกาล เพราะหลายคนไม่สะดวกที่จะหอบหิ้วสัตว์เลี้ยงเดินทางติดตามไปด้วย

“บางคนจะโทรศัพท์มาสอบถาม และมาดูสถานที่ให้แน่ใจ ก่อนนำแมวมาฝาก เพราะคนเลี้ยงแมวทราบดีว่าแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ หากไม่ชินกับสถานที่ หรือสถานที่รับฝากไม่มีลักษณะใกล้เคียงกับบ้านของเจ้าของแมวที่เลี้ยง แมวมักจะเกิดอาการเครียด หรืออาจป่วยได้ง่าย” เจ้าของบ้านรับฝากแมวระบุ

ขั้นตอนการให้บริการ เริ่มจากลูกค้าโทรศัพท์เพื่อสอบถามนัดวันนำแมวมาฝากล่วงหน้า เมื่อห้องว่างลูกค้าจึงทำการจองห้อง จากนั้นเมื่อถึงวันนำแมวมาฝาก ลูกค้าต้องนำใบฉีดวัคซีนมาแสดง เพื่อป้องกันโรคติดต่อบางชนิดที่อาจติดต่อกับแมวตัวอื่น ๆ ได้ หลัก ๆ ก็มีขั้นตอนการรับบริการเพียงเท่านี้ ทั้งนี้หากเป็นในส่วนของแมวไทยนั้น เธอระบุว่า จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนค่ามัดจำอยู่ที่ 2,000 บาทต่อตัว เนื่องจากแมวไทยมีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกเจ้าของทิ้งไว้มากที่สุดในบรรดาแมวชนิดอื่น ๆ ซึ่งเมื่อเจ้าของมารับก็จะคืนเงินมัดจำส่วนนี้ให้

ทุนเบื้องต้น สำหรับการลงทุนทำธุรกิจบ้านรับฝากแมวนี้ สมทิพย์ บอกว่า อยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทขึ้นไป เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าตกแต่ง ค่ากั้นห้อง และอุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงแมวเท่านั้น ไม่รวมค่าสถานที่เพราะเธอใช้บ้านของตนเองเป็นที่รับฝากแมว ส่วนทุนหมุนเวียน อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าทำความสะอาด ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเล็กน้อย ขึ้นกับจำนวนของแมวที่เข้าพัก

สำหรับรายได้จากค่าบริการรับฝากแมว ทั้งแบบรายตัว และเหมาห้อง เริ่มต้นที่ราคา 180 บาท ไปจนถึง 350บาท ต่อวัน

“ที่นี่มีทั้งหมดประมาณ 7 ห้อง โดยมีห้องเล็ก สำหรับให้แมวพักไม่เกิน 2 ตัว กับแบบห้องใหญ่ สำหรับให้ลูกค้าใช้บริการในแบบเหมาห้อง ซึ่งแมวบ้านเดียวกันสามารถอยู่รวมกันได้หลายตัว” เจ้าของธุรกิจบ้านรับฝากแมวกล่าว

ใครสนใจติดต่อสมทิพย์ ติดต่อได้ที่ โทร.08-8934-9295 โดยบ้าน “รับฝากแมว” โมจิ แคทโฮม ตั้งอยู่ที่ ซ.สุขสวัสดิ์ 37/2 ถ.สุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยนี่ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงที่น่าสนใจ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า นอกเหนือไปจากกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข ปัจจุบันกลุ่มคนนิยมเลี้ยงแมวก็ถือเป็นตลาดอีกกลุ่มที่มีการขยายตัวมากขึ้น และสร้าง “ช่องทางทำกิน” ได้ในยุคปัจจุบัน.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง-ภาพ

……………………………………….

คู่มือลงทุน…ธุรกิจรับฝากแมว

ทุนเบื้องต้น    40,000 บาทขึ้นไป ไม่รวมสถานที่

ทุนหมุนเวียน ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน

รายได้ ค่าบริการ 180 บาทขึ้นไป/ตัว/วัน

แรงงาน ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มคนเลี้ยงแมว

จุดน่าสนใจ ปัจจุบันมีคนเลี้ยงแมวจำนวนมาก

 

เมนู ‘ข้าวแห้ง’ ‘สูตรโบราณ ’น่าสนใจ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 26 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

เมนู “ข้าวแห้ง” หลายคนรู้จัก หลายคนอาจไม่รู้จัก ลักษณะคือข้าวสวยใส่ไก่หรือเป็ดสับต้มเค็มจาง ๆ ถ้าเอาน้ำซุปใส่ก็กลายเป็นข้าวต้มเป็ด ข้าวต้มไก่

วันอาทิตย์ 26 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

 เมนู “ข้าวแห้ง” หลายคนรู้จัก หลายคนอาจไม่รู้จัก ลักษณะคือข้าวสวยใส่ไก่หรือเป็ดสับต้มเค็มจาง ๆ ถ้าเอาน้ำซุปใส่ก็กลายเป็นข้าวต้มเป็ด ข้าวต้มไก่ ซึ่งเป็นอาหารจีนแต้จิ๋วที่ทำกินกันเองในครอบครัว แต่ก็มีการทำขาย เช่นที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี, ที่ตลาดน้ำยามเย็น อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม หรือที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลการทำการขาย “ข้าวแห้งสูตรโบราณ” มานำเสนอให้พิจารณากัน…

*********************

รสนันต์ วีระหงษ์ เจ้าของร้านคุณอ้อ–ร้านข้าวแห้งหมู-ไก่-เป็ด สูตรโบราณ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เล่าว่า ขายข้าวแห้งหมู-ไก่-เป็ด สูตรโบราณ มา 5 ปีแล้ว โดยสูตรที่ขายนั้นเป็นของพ่อแม่ ของครอบครัว ที่ทำขายกันมาแต่โบราณ ส่วนเธอมารับช่วงต่อ ซึ่งจะมีทั้งในลักษณะการออกร้านตามงานต่าง ๆ และมีร้านขายถาวรที่ตลาดนัดสนามหลวง 2 (ทวีวัฒนา) ด้วย โดยการออกงานจะทำให้มีลูกค้าใหม่ ๆ ได้รู้จักข้าวแห้งของ จ.ราชบุรี มากขึ้น

อุปกรณ์ที่ใช้ทำเมนูนี้ หลัก ๆ ก็มี เตาแก๊ส-กระทะ, หม้อสแตนเลส, เขียง- มีด, ถาดใส่อาหาร และเครื่องครัวเบ็ดเตล็ดทั่ว ๆ ไป ที่สามารถหาได้จากในครัวเรือน

สูตรเด็ดข้าวแห้งโบราณของร้านนี้ รสนันต์บอกว่า คือการปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำเค็ม (สูตร1) ตราเสือ ซึ่งเป็นซีอิ๊วท้องถิ่น และไม่ใช้น้ำปลา ไม่ใช้ผงชูรส

ส่วนผสมของข้าวแห้ง ทั้งเป็ด ไก่ หมู ตามสูตรก็มี เนื้อเป็ด 10 กก., เลือดเป็ด 20 ก้อน หั่นเป็นชิ้น ๆ และเนื้อไก่ 10 กก., เลือดไก่ 20 ก้อน หั่นเป็นชิ้น ๆ และเนื้อหมู 10 กก. หั่นเป็นชิ้น ๆ เตรียมไว้

วิธีทำ นำเนื้อเป็ดไปรวนในกระทะให้สุก โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน ซึ่งรสนันต์ให้เหตุผลว่า เหตุที่ไม่ใช้น้ำมันเพราะน้ำมันจะทำให้เลี่ยน ไม่อร่อย และในระหว่างที่รวนเนื้อเป็ดในกระทะนั้น น้ำมันจากหนังเป็ด เนื้อเป็ด ก็จะออกมาเอง ซึ่งถ้าใช้น้ำมันจะเลี่ยนมาก เมื่อเนื้อเป็ดสุกแล้วให้ตักเนื้อเป็ดทั้งหมดใส่ลงในหม้อสแตนเลส พร้อมเลือดเป็ดที่หั่นเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอประมาณ ใส่น้ำเปล่าลงไปประมาณ 1-1.5 ถ้วย จากนั้นใส่ซีอิ๊วลงไปประมาณ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย และซอสปรุงรส อย่างละพอประมาณ ชิมรสชาติดูให้ออกเค็ม ๆ เล็กน้อย ต้มให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้หรี่ไฟลง จากนั้นปิดฝา ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชม. คือรอจนกระทั่งน้ำปรุงรสงวดจนเกือบแห้ง ก็เป็นอันใช้ได้

สำหรับไก่หรือข้าวแห้งไก่ ก็ทำเช่นเดียวกับข้าวแห้งเป็ด แต่แตกต่างกันตรงที่ใช้เวลาต้มเนื้อไก่กับซอสปรุงรสเพียงประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ส่วนข้าวแห้งหมู ใช้เนื้อหมูหั่น 10 กก. ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และพริกไทย โดยรสนันต์บอกว่า จะหมักหมูกับซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และพริกไทย ก่อน โดยหมักทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง เสร็จแล้วนำไปรวนในกระทะจนสุก ตักใส่ถาดที่เตรียมไว้

ในส่วนของข้าวซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ รสนันต์บอกว่า ใช้ข้าวหอมมะลิ 70% หุงข้าวให้สุก เตรียมไว้ ดั้งเดิมจะใช้วิธีหุงแบบใช้รังถึง ข้าวต้องร้อนตลอดเวลา ในสมัยปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนมาใช้หม้อไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ข้าวสวยที่ใช้เป็นข้าวแห้งก็ต้องอุ่นให้ร้อนตลอดเวลา ที่สำคัญต้องเลือกข้าวสารอย่างดี เพื่อที่หุงออกมาแล้วข้าวจะเรียงเม็ดสวย

วิธีขาย ถ้าเป็น ข้าวแห้งเป็ด ตักข้าวสวยใส่จาน ตักเนื้อเป็ด เลือดเป็ด ที่เคี่ยวสุก ได้รสชาติตามที่ต้องการ ใส่ลงไปบนข้าวพอประมาณ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และใส่เครื่องเคียงต่าง ๆ มีกุ้งแชบ๊วยชุบแป้งทอด แผ่นเต้าหู้ทอด ตกแต่งหน้าข้าวแห้งด้วยแตงกวาหั่น และผักชีซอย

ข้าวแห้งไก่ ก็จะขายเหมือนข้าวแห้งเป็ด ส่วน ข้าวแห้งหมู ให้ตักข้าวสวยใส่จาน ตักเนื้อหมูที่รวนไว้แล้วใส่ลงไปพอประมาณ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และตกแต่งหน้าข้าวแห้งด้วยแตงกวาหั่น และผักชีซอย

ทั้งนี้ สำหรับเครื่องปรุง ก็ต้องมีให้ลูกค้าเลือกปรุงรส มีพริกน้ำปลา, ซีอิ๊วขาว, พริกไทย, พริกป่น และพริกน้ำส้ม ส่วนราคาขาย จะขายในราคาจานละ 35-45 บาท ตามแต่ต้นทุนสถานที่

**********************

สนใจ “ข้าวแห้งสูตรโบราณ” ต้องการติดต่อ รสนันต์ วีระหงษ์ เจ้าของร้านคุณอ้อ–ร้านข้าวแห้งหมู-ไก่-เป็ด สูตรโบราณ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1488-5957 และ 08-4650-1567 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” จากเมนูอาหารสูตรโบราณ ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :เรื่อง / ภาณุพงศ์ พนาวัน :ภาพ

คู่มือลงทุน…ข้าวแห้งสูตรโบราณ

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคาขาย

รายได้ ราคาขาย 35-45 บาท / จาน

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านชุมชน, งานออกร้านทั่วไป

จุดน่าสนใจ ยุคนี้เมนูโบราณเป็นจุดขายที่ดี

 

‘ขนมเสน่ห์จันทน์’ ทำง่าย..ทำได้..ก็ทำเงิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 25 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

ถ้าพูดถึงขนมไทยโบราณ ขนมมงคลอย่าง “เสน่ห์จันทน์” นี่ก็เด่นดังชื่อเสียงเรียงนาม นอกเหนือไปจากความอร่อย ก็ยังมีความเชื่อในเรื่องการเสริมชะตาให้ชีวิตรุ่งเรืองอีกต่างหาก

วันเสาร์ 25 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

 ถ้าพูดถึงขนมไทยโบราณ ขนมมงคลอย่าง “เสน่ห์จันทน์” นี่ก็เด่นดังชื่อเสียงเรียงนาม นอกเหนือไปจากความอร่อย ก็ยังมีความเชื่อในเรื่องการเสริมชะตาให้ชีวิตรุ่งเรืองอีกต่างหาก “เสน่ห์จันทน์” นี้เพียงแค่ชื่อก็เสนาะหู ชวนให้นึกคิดไปถึงความหลงใหลดั่งต้องมนต์เสน่ห์ นอกเหนือไปจากการนึกถึงผลลูกจันทน์สีเหลืองอร่ามน่าชิมน่ามอง ซึ่งปัจจุบันขนมไทยโบราณยังคงได้รับความนิยม ยังคงมีการใช้ประกอบในงานพิธีมงคลต่าง ๆ อาทิ งานบุญ งานสมรส และกับ “เสน่ห์จันทน์” ขนมมงคลขึ้นชื่อชนิดนี้ในปัจจุบันก็ยังสามารถใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” สร้างรายได้ให้กับผู้ที่มีฝีมือในการทำ…

**************************

คุณนวลฉวี สังขะเวส เจ้าของบ้านขนมไทย เล่าว่า เดิมทีได้สืบสานขนมไทยมาจาก ม.ร.ว.เปรมปรีดิ์มาน เกษมศรี ด้วยความที่ชอบขนมไทยเป็นทุนเดิม จึงคิดสานต่อและต่อยอดมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี โดยพัฒนาสูตรเรื่อยมาเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จนเกิดเป็นกิจการ “บ้านขนมไทยรวมโชค” คำว่ารวมโชคมาจากชื่อที่ตั้งคือซอยรวมโชค และถนนโชคชัย 4 มีทั้งชัย มีทั้งโชค ซึ่งนับว่าโชคดีไม่น้อยในการทำกิจการครอบครัว ผลตอบรับที่ได้มีทั้งลูกค้าขาจรและลูกค้าประจำมิได้ขาด

ลูกค้ามักติดใจในรสชาติของขนมไทย ๆ เสน่ห์ของขนมไทย ๆ อาหารไทย ๆ ยังไม่หมดไป วัฒนธรรมเกี่ยวกับขนมไทยและอาหารไทยยังคงอยู่คู่กับคนไทย เส้นทางนี้จึงยังไม่มีคำว่าตัน อยู่ที่ว่าจะขยันและอดทนมากน้อยแค่ไหน กิจการที่ทำอยู่นั้น แม้จะไม่มีหน้าร้าน เพียงสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.bannkanomthairuamchoke.com ซึ่งจะรับสั่งทำขนม รับจัดบุฟเฟ่ต์ และสอนทำขนม อาหาร และของว่าง ตามแต่จริตของผู้ที่สนใจ กิจการก็ดำเนินไปได้ด้วยดี

ทางเจ้าของกิจการขนมไทยรายนี้บอกอีกว่า เมนูขนมที่ทำอยู่มีให้เลือกสรรมากมายหลากหลายชนิด ทั้งขนมไทยโบราณสูตรชาววังดั้งเดิม ขนมไทยประยุกต์ รวมถึงมีอาหารว่าง อาหารไทยทั้งคาวหวาน ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีในการผลิต พิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้รสชาติที่เลิศรสตามแบบฉบับ อีกทั้งจุดเด่นของบ้านขนมไทยฯคือเน้นหลักใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค ไม่ใส่สารกันบูด ผลิตและจำหน่ายวันต่อวัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานกันแบบสดใหม่อยู่เสมอ

คุณนวลฉวี กล่าวว่า การทำขนมไทยนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากอย่างที่ใครอาจจะคิด แค่ใส่ใจจริง ๆ ความอร่อยก็จะตามมาเอง ใจต้องรัก ใจต้องชอบ หากทำได้ ทำจริง ก็ทำเงินได้ ซึ่งสำหรับขนม “เสน่ห์จันทน์” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” ได้รับการบอกเล่าสูตรวิธีทำมานำเสนอในวันนี้ คุณนวลฉวี บอกว่า ในการทำนั้น อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ต้องใช้มี กระทะทอง, ไม้พาย, ไม้แหลม, ถ้วยตวง และภาชนะเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่ใช้ทำขนม

ส่วนผสมตามสูตร มีแป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง, แป้งท้าวยายม่อม 1 ถ้วยตวง, น้ำกะทิ 1 ถ้วย, น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย, ไข่ไก่ 6 ฟอง, ผงจันทน์ป่น 1/4 ช้อนชา, สีผสมอาหาร, เทียนอบ วัตถุดิบต่าง ๆ เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามแหล่งขายวัตถุดิบในการทำขนมทั่วไป

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากผสมแป้งเข้าด้วยกันในภาชนะ ตามด้วยน้ำตาลทราย และผงจันทน์ ใช้ไม้พายเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะเริ่มได้กลิ่นของผงจันทน์ป่นแตะจมูก ส่งกลิ่นหอมรัญจวน เมื่อเคล้าได้ที่ ก็ทำการแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว แล้วใส่ไข่แดงลงนวดกับแป้ง ค่อย ๆ เติมกะทิลงไปทีละน้อยจนหมด คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นจึงใส่สีผสมอาหารสีเหลืองลงผสมด้วยเล็กน้อย แล้วจึงนำส่วนผสมไปตั้งไฟแรงปานกลาง กวนพอให้แป้งข้น จากนั้นหรี่ไฟอ่อน ๆ กวนต่อไปจนแป้งร่อนหลุดจากกระทะ หลังจากนั้นก็นำแป้งไปนวดอีกครั้งให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำแป้งที่ได้ปั้นเป็นรูปผลจันทน์

วิธีปั้น แบ่งแป้งขนมเป็นก้อน ๆ ขนาดประมาณเท่าลูกชิ้น แล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ คลึงจนกว่าเนื้อแป้งจะเนียนเสมอกัน จากนั้นวางลงเรียงบนภาชนะ เตรียมไว้

แบ่งแป้งออกมาอีกส่วนหนึ่ง นำมาผสมกับสีผสมอาหารสีน้ำตาล เพื่อใช้แป้งผสมนี้ทำเป็นส่วนขั้วของลูกขนมเสน่ห์จันทน์ ปั้นขนมส่วนที่เป็นสีน้ำตาลให้ได้ก้อนเล็ก ๆ กดให้แบน แล้วนำไปติดเป็นส่วนขั้วของแป้งผลจันทน์ที่ทำไว้ โดยใช้ไม้แหลมจิ้มลงไปตรงกลางให้เกิดรูบุ๋มเล็กน้อย

ขั้นต่อไปก็นำแป้งขนมไปอบควันเทียน 1-2 ชั่วโมง จนกว่าควันจะหมด เพื่อเพิ่มความหอมของกลิ่นผงจันทน์และจากกลิ่นเทียนอบ ซึ่งปลายลิ้นที่ได้สัมผัสกับเนื้อแป้งที่นุ่มละมุนนั้นช่างเย้ายวนให้เกิดรสที่เลิศล้ำ

นี่ก็เป็นขั้นตอนหลัก ๆ ในการทำขนม “เสน่ห์จันทน์” ที่ทางคุณนวลฉวีบอกเล่าและสาธิต ซึ่งจากส่วนผสมที่กล่าวมาข้างต้น สามารถทำขนมเสน่ห์จันทน์ได้ประมาณ 50 ชิ้น ขายในราคาชิ้นละ 6 บาท หรือขายเป็นชุด ๆ ละ 220 บาท ซึ่งก็นับว่าเป็นช่องทางทำเงินจากขนมไทยอีกประเภทหนึ่งที่ได้ราคาดี สามารถทำเงินได้จากลูกค้าที่ชื่นชอบ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีแนวคิดว่า เป็นคนไทย เมืองไทยมีขนมไทย มีอาหารไทย ก็ต้องกินของไทย ได้เป็นอย่างดี

******************

ใครสนใจ “เสน่ห์จันทน์” ขนมของ “บ้านขนมไทยรวมโชค” โดยคุณนวลฉวี สังขะเวส กิจการนี้ตั้งอยู่ที่เลขที่ 9 โชคชัย 4 ซอย 66 เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทร.0-2514-2168, 08-9895-9071 โดยมีเว็บไซต์ดังที่ระบุไว้แต่ตอนต้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับลูกค้า ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่ขายฝีมือในการทำขนมไทยโบราณ โดยเจ้าของกรณีศึกษารายนี้บอกไว้ด้วยว่า “มีความสุขกับงานที่ทำ ผลของงานก็มีคุณภาพ”.

ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ :รายงาน

คู่มือลงทุน…ขนมเสน่ห์จันทน์

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคาขาย

รายได้ ราคา 6 บาท/ชิ้น, 220 บาท/ชุด

แรงงาน ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

ตลาด ขายตามย่านชุมชน, รับสั่งทำ

จุดน่าสนใจ เรื่องความเป็นมงคลเพิ่มจุดขาย

 

‘มักกะโรนี ฟิชบอล’ แปลงสูตรเป็นไทยขายดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 19 มกราคม 2557 เวลา 00:49 น.

ผัด “มักกะโรนี” เป็นอาหารอิตาเลี่ยนที่ขึ้นชื่อ คนไทยได้นำมาดัดแปลงตามความชอบ จนกลายเป็นอาหารยอดฮิตในไทยด้วย

วันอาทิตย์ 19 มกราคม 2557 เวลา 00:49 น.

ผัด “มักกะโรนี” เป็นอาหารอิตาเลี่ยนที่ขึ้นชื่อ คนไทยได้นำมาดัดแปลงตามความชอบ จนกลายเป็นอาหารยอดฮิตในไทยด้วย กินได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ เส้นมักกะโรนีนุ่ม ๆ ผัดกับกุ้ง หมู หรือไก่ ใส่มะเขือเทศและซอส ได้รสเปรี้ยวหวานอร่อย ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีสูตรการทำผัด “มักกะโรนี ฟิชบอล” จากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี มาให้พิจารณากัน…

ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลอาหารเมนูนี้คือ ผศ.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ อาจารย์ประจำวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เป็นสูตรที่เกิดจากการสอนเรื่องการจัดการอาหาร โดยมีโจทย์เป็นอาหารเฉพาะบุคคล เป็นการทำอาหารที่ควบคุมการรับประทานของบุคคลไม่ให้ทานแคลอรี่ต่อวันเกินระดับที่เหมาะสม เมนูมักกะโรนี ฟิชบอล ถือว่าเป็นอาหารประเภทจานด่วน เป็นเมนูง่าย ๆ แต่อร่อยล้ำ มักเป็นที่ชื่นชอบในหมู่เด็ก ๆ เพราะไม่เผ็ด จะทำเป็นอาหารเช้าหรืออาหารกลางวันก็ได้ ซึ่งจะมีสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับร่างกายมากมาย

“ความพิเศษของเมนูนี้อยู่ที่ส่วนผสม แต่ละตัวอุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย และยังคิดสูตรที่ใส่ฟิชบอล ซึ่งทำจากเนื้อปลาบดกับเครื่องแกงสมุนไพรเข้าไปด้วย ก็เพื่อเป็นการเพิ่มโปรตีนและโอเมกา 3 ซึ่งเป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทำให้มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มสีสันให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น ทำให้เด็กสนใจและชอบทานกันมากขึ้น เมนูผัดมักกะโรนี ฟิชบอล เป็นอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงาน เนื้อไก่ จะได้โปรตีน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ เนื้อปลาก็จะให้โปรตีนสูง และกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างโอเมกา 3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคข้ออักเสบ โรคอัลไซเมอร์ และโรคเครียด

มะเขือเทศจะให้สารอาหารจำพวกแคโรนอยด์ ชื่อไลโคฟีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในเรื่องผิวพรรณ และวิตามินอีกหลายชนิด ทั้งบี 1 บี 2 วิตามินซี และวิตามินเค ช่วยในการรักษาโรคลักปิดลักเปิด บำรุงสายตา ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ส่วนหอมหัวใหญ่สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แครอทมีสารเบตาแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา เมนูที่คิดมานี้ทำง่าย วัตถุดิบหาง่าย สามารถดัดแปลงได้ตามความชอบ ก็จะได้เมนูเป็นทางเลือกใหม่”

เหล่านี้คือจุดเด่นของเมนู ที่นำเสนอเป็นจุดขายที่ดีได้

อุปกรณ์ในการทำเมนูนี้ หลัก ๆ ก็มี เตาแก๊ส, กระทะ และเครื่องไม้เครื่องมือ อื่น ๆ ที่หาได้จากในครัวทั่ว ๆ ไป

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำ ตามสูตรก็มี เส้นมักกะโรนี 400 กรัม, เนื้อไก่สับ 150 กรัม, หอมหัวใหญ่สับ 200 กรัม, เนื้อมะเขือเทศ ถ้วย, มะเขือเทศแกะเม็ดหั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก 300 กรัม, กระเทียมสับ 3 ช้อนโต๊ะ, ซอสมะเขือเทศ, นํ้าตาลทราย, แครอทหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ และข้าวโพดต้มแกะเอาแต่เม็ด (เพื่อเพิ่มสีสันและคุณค่าทางโภชนาการ จะใส่หรือไม่ก็ได้), เกลือป่น, นํ้ามันมะกอก, นํ้ามันพืช, นํ้าเปล่าหรือนํ้าซุป, ผักสำหรับตกแต่งจาน ส่วนการทำฟิชบอล วัตถุดิบที่ใช้ก็มี เนื้อปลากรายขูด 150 กรัม (ทำได้ราว 20 ลูก), นํ้าพริกแกงคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ, ใบผักชีหั่นหยาบ, เกลือ และนํ้าสะอาด

ขั้นตอนการทำ “มักกะโรนี ฟิชบอล” เริ่มที่ทำฟิชบอล นำเนื้อปลากรายขูดแช่ตู้เย็นประมาณ 15 นาที ระหว่างรอนำนํ้าผสมเกลือให้ละลาย (ไว้เป็นนํ้าชุบมือกันไม่ให้เนื้อปลาติดมือ) เมื่อได้เวลานำเนื้อปลาออกจากตู้เย็นมาบี้ผสมกับพริกแกงคั่วและผักชีในอ่างผสม ใช้มือนวดส่วนผสมไปเรื่อย ๆ จนเนียนและเหนียว นำส่วนผสมเนื้อปลาที่ได้มาปั้นเป็นรูปวงรี นำไปต้มในนํ้าเดือด พอเนื้อปลาลอยแสดงว่าสุก ใช้ทัพพีมีรูช้อนขึ้นให้สะเด็ดนํ้า พักไว้ เตรียมใช้ผัดกับซอสมักกะโรนี

นำนํ้าใส่หม้อในปริมาณมากกว่ามักกะโรนี 4 เท่า เปิดไฟแรงต้มให้นํ้าเดือดจัด ใส่เส้นมักกะโรนีลงต้ม ใส่นํ้ามันพืช 1 ช้อนโต๊ะ เกลือเล็กน้อย ลดไฟให้เหลือไฟกลาง คนด้วยทัพพีเป็นระยะป้องกันการติดก้นหม้อ และให้ความร้อนทั่วถึง ต้มจนเส้นนุ่ม (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) ตักขึ้นมาล้างในนํ้าเย็น เอาขึ้นพักสะเด็ดนํ้า แล้วคลุกกับนํ้ามันพืชเล็กน้อย พักไว้

ต่อไปเป็นขั้นตอนการผัด ใส่นํ้ามันมะกอกในกระทะ พอนํ้ามันร้อนใส่กระเทียมสับลงผัดให้หอม ใส่เนื้อไก่สับผัดไปมาสัก 4-5 ที ใส่แครอทหั่นที่เตรียมไว้ลงไปผัด ตามด้วยเนื้อมะเขือเทศหั่น ข้าวโพดต้ม และหอมหัวใหญ่สับ ใช้ไฟปานกลางผัดไปมาสักครู่ จากนั้นปรุงรสชาติด้วยเกลือป่น และนํ้าตาลทราย ใส่ซอสมะเขือเทศ และนํ้า เคี่ยวส่วนผสมซอสด้วยไฟอ่อนประมาณ 5 นาที ชิมรสชาติ เมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้วก็ใส่เส้นมักกะโรนีลงไปผัด และใส่ฟิชบอลที่เตรียมเอาไว้ลงไปผัดคลุกเคล้าให้ทั่วและเข้ากันดี เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะ จัดแต่งให้สวยงาม เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

เมนูอาหารจานเดียว “มักกะโรนี ฟิชบอล” นี้ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก มีวัตถุดิบอะไรก็พลิกแพลงจับใส่ได้ตามชอบ สามารถนำไปต่อยอด พลิกแพลง ปรับสูตรทำขายสร้าง “ช่องทางทำกิน” ได้สบาย ๆ ซึ่งหากใครสนใจและยังมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมจาก ผศ.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ อาจารย์ประจำวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ได้ที่ โทร.08-1432-0147 ซึ่งทางอาจารย์ก็ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพอีกหลายชนิด.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

 

‘ผ้าไทยใส่ไอเดีย’ชูจุดเด่น..แปลงเป็นเงิน!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 18 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

ก่อนจะหันมายึดอาชีพผลิตงานผ้าทำมือนั้น เคยทำงานประจำเป็นนักออกแบบกราฟิกมาก่อน แต่ด้วยความที่ชอบและสนใจงานเกี่ยวกับผ้า จึงพยายามฝึกฝนและทดลองหัดทำด้วยตนเอง

วันเสาร์ 18 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

“งานผ้า” ยังเป็นชิ้นงานที่คนสนใจและสามารถนำมาต่อยอดทำได้หลากหลาย นอกจากเป็นวัสดุหลักที่หาซื้อได้ง่าย มีหลายชนิดแล้ว ในเรื่องคุณสมบัติกับความโดดเด่นของผ้าก็เป็นอีกจุดที่ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการผลิตชิ้นงาน อย่างเช่นชิ้นงานของ “ฐิติมา ลักษมีวณิชย์-สาธิต พุทธเชน” ที่นำผ้าอารมณ์ไทย ๆ อย่าง ’ผ้าขาวม้า“ มาดัดแปลงเป็นสินค้าหลายรูปแบบ ซึ่งก็เป็นอีกกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าสนใจ…

ฐิติมา เล่าว่า ก่อนจะหันมายึดอาชีพผลิตงานผ้าทำมือนั้น เคยทำงานประจำเป็นนักออกแบบกราฟิกมาก่อน แต่ด้วยความที่ชอบและสนใจงานเกี่ยวกับผ้า จึงพยายามฝึกฝนและทดลองหัดทำด้วยตนเอง และผลิตชิ้นงานขึ้นมาเพื่อไว้ใช้เอง กับทำขึ้นเพื่อนำไปแจกเพื่อนฝูงคนรู้จัก ซึ่งปรากฏว่ามีคนตอบรับดี โดยมีการขอให้ทำเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงคิดว่าชิ้นงานตรงนี้น่าจะขยับขยายและสามารถทำเป็นอาชีพได้ จึงหันมาผลิตงานจากผ้านี้แบบเต็มตัว โดยจำหน่ายผ่านทางหน้าร้านออน ไลน์และเฟซบุ๊ก คือที่ http://www.tiger-craft.com/oyoying กับ http://www.facebook.com/N0B0dyPerfect เป็นช่องทางจำหน่ายหลัก นอกจากนี้ก็ยังเดินสายนำสินค้าออกวางจำหน่ายตามตลาดนัดงานฝีมือทั่วไป โดยยึดอาชีพผลิตงานจากผ้านี้มาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว

“เริ่มจากทำไว้ใช้งานเอง และมอบให้เพื่อนฝูงคนรู้จัก ต่อมามีคนสนใจเยอะขึ้น มาสั่งให้ช่วยทำเพิ่ม พอมาก ๆ เข้า ก็เลยคิดว่างานตรงนี้น่าจะพัฒนาจนเป็นอาชีพได้ จึงตัดสินใจออกมายึดอาชีพผลิตงานจากผ้านี้เต็มตัว ส่วนที่เลือกผ้าขาวม้านั้น ส่วนตัวรู้สึกชอบ เพราะถือเป็นผ้าไม่กี่ชนิดที่เมื่อเห็นแล้วก็รู้ได้ถึงอารมณ์ความเป็นไทยได้ทันที อีกทั้งสีสันของผ้าขาวม้ายุคใหม่ก็มีสีให้เลือกมากขึ้น” ฐิติมา ผู้ผลิตชิ้นงานกล่าว

ชิ้นงานส่วนใหญ่ เธอบอกว่าเป็นงานทำมือทั้งชิ้น แต่ก่อนสมัยที่ยังผลิตไม่เยอะก็จะใช้วิธีการเย็บผ้าด้วยมือ แต่พอมีคำสั่งซื้อหรือมีความต้องการมากขึ้นก็เปลี่ยนมาใช้การขึ้นชิ้นงานด้วยจักรไฟฟ้าแทน

สำหรับสินค้าที่ทำขึ้นจากผ้าขาวม้านั้น มีตั้งแต่ ผ้ากันเปื้อน, ถุงมือกันร้อน, ตุ๊กตา, ผ้าพันคอ, ผ้าปูโต๊ะ, ผ้าห่ม, ปลอกหมอน, ที่หุ้มพวงมาลัย, กระเป๋า, รองเท้า เป็นต้น โดยไอเดียการผลิตสินค้านั้น มีอยู่บ่อยครั้งที่มักจะได้ไอเดียจากความต้องการใช้งานของลูกค้า

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 30,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าจักรเย็บผ้าและอุปกรณ์งานผ้า ทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 30 บาท ถึง 2,000 บาท

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย จักรเย็บผ้า, เข็ม-ด้าย, กรรไกร, เข็มหมุด, กระดาษแข็ง (ใช้ทำแพตเทิร์น), ผ้าขาวม้า, ผ้าชิ้น สำหรับทำลวดลายหรือตกแต่งเพิ่มความสวยงาม, ลูกปัด, กระดุม, เวลโคเทปหรือแถบตีนตุ๊กแก, ซิป และวัสดุตกแต่งอื่น ๆ ตามต้องการ โดยวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามแหล่งจำหน่ายงานผ้าทั่วไป

ขั้นตอนการทำ เนื่องจากมีชิ้นงานหลายแบบ เธอจึงยกตัวอย่างการทำ “ผ้ากันเปื้อน” ขึ้นมาเพื่ออธิบาย โดยเริ่มจากการเลือกลายและชนิดผ้าขาวม้า โดยอาจเลือกที่สีสัน หรือจะเลือกจากความนิ่มของเนื้อผ้าที่จะนำมาทำ โดยหากเป็นงานกระเป๋า หรือชิ้นงานที่ไม่ต้องมีการสัมผัสกับผิวหนังตลอดเวลา ผ้าที่เลือกอาจจะใช้ผ้าที่มีความแข็งนิดหน่อย แต่หากเป็นชิ้นงานที่ต้องมีการสัมผัสกับผิวหนังโดยตรงตลอดเวลาขณะใช้งาน ก็ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีความนิ่มสักเล็กน้อย เพื่อลดการเสียดสีขณะการใช้งาน

เลือกผ้าขาวม้าได้แล้ว จึงทำการวัดขนาดที่ต้องการ โดยหากเป็นผ้ากันเปื้อนแบบเต็มตัว จะเริ่มวัดจากบริเวณหน้าอกลงไปจนได้ความยาวที่ต้องการ โดยผ้าขาวม้านั้นส่วนใหญ่จะมีขนาดมาตรฐานอยู่ที่ กว้าง 90 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร ซึ่งผ้า 1 ผืนจะสามารถนำมาทำผ้ากันเปื้อนได้ 1 ตัว โดยผ้ากันเปื้อน 1 ตัวจะมีส่วนประกอบคือ ส่วนที่เป็นตัวผ้ากันเปื้อน, ส่วนที่เป็นสายคล้องคอ, ส่วนที่เป็นผ้าผูกเอว และส่วนที่ทำกระเป๋าสำหรับใส่ของ

เมื่อตัดผ้าขาวม้าเพื่อทำส่วนประกอบเสร็จเรียบร้อย ให้นำผ้าในส่วนที่เป็นตัวผ้า กันเปื้อน (ผ้าชิ้นใหญ่สุด) มาทำการตัดมุมผ้าทั้ง 2 ด้าน เพื่อทำเป็นเว้าของแขนขณะสวมใส่ จากนั้นนำผ้ามาเย็บขอบ และนำส่วนที่เป็นผ้าคาดเอวมาเย็บติดกันกับส่วนที่เป็นตัวผ้ากันเปื้อน โดยอาจใช้ผ้าคนละสีเพื่อเพิ่มลูกเล่นก็ได้ จากนั้นนำผ้าในส่วนที่ จะใช้ทำกระเป๋ามาเย็บติดเข้ากับส่วนที่เป็นตัวผ้ากันเปื้อน ทำการเย็บกระดุม ติดที่ด้านบนใกล้ ๆ กับส่วนเว้าแขน เพื่อใช้เป็นที่ติดกับสายคล้องคอของผ้ากันเปื้อน ทำการตกแต่งด้วยวัสดุตก แต่งตามต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำผ้ากันเปื้อนจากผ้าขาวม้า 1 ชิ้น

“เราอาจนำผ้าคนละสี คนละลาย มาแซมในส่วนประกอบต่าง ๆ ก็ได้ จะช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ชิ้นงานดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะออกแบบกระเป๋าด้านหน้าให้สามารถใส่ของกระจุกกระจิกด้วยการเพิ่มช่องกระเป๋าช่องเล็กช่องใหญ่ ก็จะยิ่งทำให้ชิ้นงานดูโดดเด่นน่าสนใจเพิ่มขึ้น” ฐิติมา ผู้ผลิตชิ้นงานกล่าว

สนใจติดต่อกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ จาก ’ผ้าขาวม้า“ รายนี้ ติดต่อได้ที่ โทร. 08-3984-4429 หรืออีเมล oyoying@yahoo.com และเข้าไปดูสินค้าได้ตามที่อยู่เว็บไซต์ข้างต้น ซึ่งชิ้นงานหลากหลายรูปแบบที่ทำขึ้นจากผ้าอารมณ์ไทย ๆ อย่างผ้าขาวม้า นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบชิ้นงานที่ทำจากผ้าที่น่าสนใจ แม้งานผ้าจะมีการแข่งขันในตลาดไม่น้อย ทว่าก็ยังมีโอกาส หากชิ้นงานที่ทำขึ้นมานั้น สวยงาม โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และได้คุณภาพตรงใจกลุ่มลูกค้า.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ – ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ :เรื่อง

สันติ มฤธนนท์ :ภาพ

…………………………………………………….

คู่มือลงทุน…งานผ้าขาวม้า

ทุนเบื้อองต้น ประมาณ 30,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา 30-2,000 บาท

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มของใช้, นักท่องเที่ยว

จุดน่าสนใจ วัสดุหาง่าย มีจุดเด่นดึงดูด

 

‘ยำสาหร่ายผมนาง’ช่องทางจากวัตถุดิบพื้นถิ่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 12 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

“สาหร่ายผมนาง” สาหร่ายชนิดนี้มีประโยชน์มากมาย เพราะเป็นได้ทั้งอาหารของคน อาหารสัตว์ ใช้ทำปุ๋ย ใช้ป้องกันแมลงศัตรูพืช ฯลฯ

วันอาทิตย์ 12 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

ภาคใต้ของไทยเรา ท้องทะเลนอกจากจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้ง หอย ปู ปลา อันเป็นสินในน้ำที่มีค่าหล่อเลี้ยงชีวิตคนในท้องถิ่นมาหลายชั่วคนแล้ว ยังมีสาหร่ายนานาชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ และต่อยอดเป็นอาชีพได้ อย่าง “สาหร่ายผมนาง” ซึ่งเป็นสาหร่ายที่พบได้ตามชายฝั่งของอ่าวไทย และฝั่งมหาสมุทรอินเดีย สาหร่ายชนิดนี้คนในท้องถิ่นได้นำมาทำเป็น “ยำสาหร่ายผมนาง” ขาย จนกลายเป็น “ช่องทางทำกิน” เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัวได้…

“สาหร่ายผมนาง” สาหร่ายชนิดนี้มีประโยชน์มากมาย เพราะเป็นได้ทั้งอาหารของคน อาหารสัตว์ ใช้ทำปุ๋ย ใช้ป้องกันแมลงศัตรูพืช ฯลฯ โดยเฉพาะประโยชน์ที่มีต่อคนในเชิงการเป็นอาหารนั้น สาหร่ายชนิดนี้มีสารอาหารอย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ โดยเฉพาะธาตุไอโอดีน และวิตามิน

กัลยกร วรรณหอม ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำพริก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เล่าว่า ตั้งกลุ่มทำน้ำพริกตั้งแต่ พ.ศ.2542 ทำน้ำพริกหลากลายชนิด อาทิ น้ำพริกกุ้งเสียบ แกงไตปลาแห้ง น้ำพริกนรกกุ้ง น้ำพริกตาแดง น้ำพริกแมงดา ฯลฯ จนเมื่อ พ.ศ.2546 เปลี่ยนมาขาย “ยำสาหร่ายผมนาง” เพราะเห็นว่าน้ำพริกขายยาก และเมื่อปี พ.ศ.2549 เริ่มสัญจรไปขายตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยนำยำสาหร่ายผมนางไปขายคู่กับ “ยำถั่วพูโบราณ” เพราะเห็นว่าอาหารใต้ อย่างข้าวยำ น้ำบูดู หรือแกงไตปลา มีคนขายเยอะแล้ว ซึ่งปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดี จึงทำขายมาเรื่อย ๆ

อุปกรณ์ที่ใช้ทำยำสาหร่ายผมนางหลัก ๆ ก็มี ภาชนะสำหรับยำ, ภาชนะสำหรับใส่ส่วนผสมต่าง ๆ, เตาแก๊ส, เขียง-มีด, หม้อเคี่ยวน้ำตาลทราย และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดในครัวเรือนทั่ว ๆ ไป

ส่วนประกอบยำสาหร่ายผมนางนั้น กัลยกร บอกว่า หลัก ๆ ก็มี สาหร่ายผมนาง รับซื้อจากชาวบ้าน ราคา ก.ก.ละประมาณ 400 บาท, น้ำปลา, น้ำตาลทราย, น้ำมะนาว, มะพร้าวคั่ว, ปลาป่น, หอมแดงซอย, พริกขี้หนูหั่น, ตะไคร้ซอย

วิธีทำยำสาหร่ายผมนาง ก่อนอื่นต้องทำความสะอาดสาหร่ายด้วยน้ำสะอาด ล้างจนเศษหินดินทรายหมดไป จากนั้นนำสาหร่ายไปแช่ในน้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาว ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้หมดกลิ่นสาบ และสาหร่ายนิ่ม

การยำ ตักสาหร่ายผมนางที่เตรียมไว้พอประมาณใส่ในภาชนะ ใส่น้ำปลา น้ำตาลทราย ลงไปพอประมาณ (หรือเพื่อความสะดวกอาจจะนำน้ำตาลทรายไปเคี่ยวกับน้ำปลาเตรียมไว้ก็ได้) จากตามด้วยน้ำมะนาว ใส่มะพร้าวคั่ว ปลาป่น หอมแดงซอย และพริกขี้หนูหั่น ลงไป คลุกเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน ชิมรสให้มีรสชาติเค็ม และเปรี้ยว

ตักใส่จาน โรยหน้ายำสาหร่ายผมนางด้วยหอมแดงซอย พริกขี้หนู และตะไคร้ซอย โดยมีผักแกล้มคือ ใบชะพลู ซึ่ง กัลยากร บอกว่า การรับประทานยำสาหร่ายผมนางนี้ จะทานแบบเป็นเมี่ยง คือตักยำสาหร่ายใส่ลงในใบชะพลู แล้วทานเป็นคำ ๆ

ส่วนราคาขายนั้น ขายราคาชุดละ 50 บาท

นอกจากยำสาหร่ายผมนางแล้ว กัลยกร ยังได้ให้สูตร “ยำถั่วพูโบราณ” เพิ่มมาให้อีกสูตรหนึ่งด้วย

ส่วนผสมของยำถั่วพูโบราณ ก็มีถั่วพูสด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ, หอมแดงซอย, ปลาป่น, พริกขี้หนูหั่น, น้ำปลาที่เคี่ยวผสมกับน้ำตาลทราย, กะทิ และน้ำมะนาว

วิธีทำ ตักถั่วพูสดลงในภาชนะยำพอประมาณ จากนั้นใส่น้ำปลาที่เคี่ยวผสมกับน้ำตาลทราย 2 ตะบวยเล็ก น้ำกะทิ 2 ตะบวยเล็ก น้ำมะนาว 1 ตะบวยเล็ก และหอมแดงซอย ปลาป่น ใส่พริกขี้หนูหั่นเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสให้มีเค็ม เปรี้ยว มัน และมีกลิ่นหอมของกะทิ เท่านี้ก็ใช้ได้

ยำถั่วพูโบราณนี้ ขายในราคาชุดละ 50 บาทเช่นกัน

การทำยำทั้ง 2 อย่างนี้ขาย มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 70% ของราคาขาย

สำหรับยำสาหร่ายผมนาง ก็นับว่าน่าสนใจมากสำหรับการนำของที่หาได้ในท้องถิ่นมาประยุกต์เป็นอาหาร และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้ ขณะที่การทำการขายยำถั่วพูโบราณก็นับว่าน่าสนใจเช่นกัน

สนใจ “ยำสาหร่ายผมนาง” และยำถั่วพูโบราณ “ช่องทางทำกิน” ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำพริก ติดต่อ กัลยกร วรรณหอม ได้ที่ เลขที่ 168 หมู่ 6 บ้านเมืองใหม่ ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หมายเลขโทรศัพท์ 08-9974-2664.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :เรื่อง / ภาณุพงศ์ พนาวัน :ภาพ

……………………………………………

คู่มือลงทุน…ยำสาหร่ายผมนาง

ทุนอุปกรณ์    ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคาขาย

รายได้ ราคาขาย 50 บาท / ชุด

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, งานออกร้านทั่วไป

จุดน่าสนใจ ชื่อสาหร่ายเป็นจุดขายที่ดี

 

‘น้ำพริกอ่อง’ ใส่ ‘ข้าวโพดต้ม’ น่าสน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 11 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

“นํ้าพริกอ่อง” อาหารของทางภาคเหนือ เป็นประเภทเครื่องจิ้ม ทานคู่กับผักสด ผักต้ม ปัจจุบันเป็นอาหารที่แพร่หลายทั่วไป มีการทำที่หลากหลายสูตร

วันเสาร์ 11 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

 “นํ้าพริกอ่อง” อาหารของทางภาคเหนือ เป็นประเภทเครื่องจิ้ม ทานคู่กับผักสด ผักต้ม ปัจจุบันเป็นอาหารที่แพร่หลายทั่วไป มีการทำที่หลากหลายสูตร เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทาง ผศ.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ อาจารย์ประจำวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้คิดค้นสูตร ’นํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม“ เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้มากยิ่งขึ้น และวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ ได้นำสูตรการทำนํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้มมาบอกต่อ เผื่อว่าใครจะสนใจลองนำสูตรนี้ไปฝึกทำขายกัน…

******

ผศ.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ ผู้ที่คิดสูตรนํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม ให้ข้อมูลว่า เป็นสูตรที่เกิดจากการสอนเรื่องการจัดการอาหาร โดยมีโจทย์เป็นอาหารเฉพาะบุคคล เป็นการทำอาหารที่ควบคุมการรับประทานของบุคคลไม่ให้กินแคลอรี่ต่อวันเกินระดับที่เหมาะสม เมนูนํ้าพริกอ่องที่เป็นอาหารของทางภาคเหนือ ถือว่าเป็นอาหารประเภทเครื่องจิ้ม ที่มีรสชาติไม่เผ็ดมาก ที่สำคัญมีประโยชน์ทางโภชนาการที่สูง เป็นอาหารอีกหนึ่งเมนูที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้รับประทาน ซึ่งการที่คิดสูตรที่ใส่ข้าวโพดต้มเข้าไปด้วย ก็เพื่อเป็นการเพิ่มกากใยอาหารและทำให้มีกลิ่นหอม ที่สำคัญเพิ่มประโยชน์ด้านโภชนาการเข้าไปอีก นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มสีสันให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น ทำให้เด็กสนใจและชอบทานกันมากขึ้น

เมนูนี้จึงเป็นเมนูที่ผู้ใหญ่ทานได้ เด็กทานดี…

นํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพด มีการดัดแปลงจากสูตรของทางภาคเหนือเล็กน้อย โดยใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปแทนวัตถุดิบเฉพาะของภาคเหนือ อย่างภาคเหนือใช้ “ถั่วเน่า” ก็ดัดแปลงมาใช้ “กะปิ” แทน เป็นต้น

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ในการทำนํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม ก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำครัวทั่ว ๆ ไป อาทิ เตาแก๊ส, กระทะ, ทัพพี, เขียง, กะละมัง, ครก, สาก ฯลฯ

ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ทำ ตามสูตรก็มีดังนี้…พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่นํ้า 4 เม็ด, เนื้อหมูสับ  ถ้วย, มะเขือเทศ  ถ้วย, หอมแดง 2 ช้อนโต๊ะ, กะปิ 1 ช้อนชา, กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ, นํ้าปลา 1 ช้อนโต๊ะ, นํ้ามันพืช 2 ช้อนโต๊ะ, นํ้าตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ, ข้าวโพดต้ม  ถ้วย, ผักชีหั่นหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ และสำหรับผักที่เป็นเครื่องเคียงทานคู่กับนํ้าพริกอ่อง ที่เป็นผักสดก็เช่น แตงกวา, ผักกาดขาว, ถั่วพู ฯลฯ ส่วนผักต้ม เช่น ถั่วฝักยาว, มะเขือ, ฟักทอง เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ “นํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม” ก็ไม่ยาก โดยเริ่มจาก…นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ พอกระทะร้อนได้ที่ก็นำหอมแดง และกระเทียม ลงไปคั่วในกระทะ คั่วให้เกิดกลิ่นหอม จากนั้นก็นำขึ้นจากกระทะ และนำลงไปใส่ในครก พร้อมกับพริกแห้ง และกะปิ แล้วทำการโขลกให้ส่วนผสมละเอียดและเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ตักขึ้นพักไว้

จากนั้นก็ทำการตั้งกระทะใช้ไฟร้อนกลาง ๆ เทนํ้ามันพืชลงไปในกระทะ แล้วก็นำเอาหอมแดง กระเทียม พริก กะปิ ที่โขลกเตรียมไว้ ใส่ลงไปทำการผัดกับนํ้ามันพืชในกระทะ ผัดจนเกิดกลิ่นหอม จากนั้นก็ให้นำเนื้อหมูสับใส่ตามลงไปผัดผสมคลุกรวม เติมนํ้าซุปนิดหน่อย ผัดพอเนื้อหมูสุก แล้วก็ใส่มะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงไป

หลังจากที่ใส่มะเขือเทศแล้ว ก็ให้ทำการลดไฟ ให้ใช้ไฟอ่อน แล้วทำการผัดเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนมะเขือเทศเริ่มเปื่อย นํ้าในกระทะข้นพอขลุกขลิก ก็ใส่ข้าวโพดต้มลงไป ปรุงรสด้วยนํ้าปลา นํ้าตาลทราย ผัดคนให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยผักชี เตรียมผักสด และผักต้ม

เท่านี้ก็ได้ “นํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม” 1 ชุด ซึ่งเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

เมนู “นํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม” นี้ ถ้าทำขายก็สามารถ ตั้งราคาขายชุดละประมาณ 30 บาท โดยมีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 50% ของราคา

ผศ.สุวรรณี ให้ข้อมูลเสริมอีกว่า อาหารไทยนั้นสามารถพลิกแพลงดัดแปลงทำได้หลากหลาย อยู่ที่ว่าจะนำมาประยุกต์อย่างไร แต่ที่สำคัญคือจะต้องรักษาคุณลักษณะของอาหาร และรสชาติ ของอาหารนั้น ๆ ไว้ด้วย อย่างนํ้าพริกอ่องนี่ก็สามารถนำมาดัดแปลงทำอาหารได้อีกหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะนำมาผัดกับข้าว ทำเป็น ข้าวผัดนํ้าพริกอ่อง หรือจะ ทำเป็นนํ้าราดเส้นสปา เกตตี ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่สามารถทำได้

สำหรับนํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม ก็เป็นเมนูที่ทำง่าย ทำไม่ยาก และสามารถดัดแปลงทำเป็นอาหารได้อีกหลายเมนูด้วย จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งเมนูที่อาจจะสามารถตอบโจทย์ให้กับผู้ที่กำลังมองหาช่องทางในการทำมาค้าขายอาหาร…

******

’นํ้าพริกอ่องใส่ข้าวโพดต้ม“ มีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก สามารถพลิกแพลงเป็นเมนูได้อีกหลากหลาย สามารถนำสูตรมาสร้าง ’ช่องทางทำกิน“ ได้ ซึ่งหากใครสนใจ แต่ยังมีข้อสงสัย สามารถติดต่อขอสอบถามเพิ่มเติมจาก ผศ.สุวรรณี อาจหาญณรงค์ อาจารย์ประจำวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรม

ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ที่ โทร. 08-1432-0147 ซึ่งทางอาจารย์ก็ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอีกหลายชนิด.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ :รายงาน

สุทธิภัทร พฤกษ์เจริญสุข :ภาพ

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,031 other followers

%d bloggers like this: