Tag Archives: ตลาดนัด

‘ตุ๊กตา 3 มิติ’ ใช้เทคโนโลยี..ทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 10 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

เรื่องนวัตกรรม-การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในงานประดิษฐ์ เป็นหัวใจหนึ่งที่นำมาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้ในปัจจุบัน เพราะไม่เพียงจะนำมาใช้เป็น ’จุดขาย“ แต่สามารถนำมาเป็น ’จุดเด่น“ ให้แก่สินค้าได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“  ก็มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณา กับงาน ’ตุ๊กตา 3 มิติ“ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ จนกลายเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ…

“ตุ๊กตา 3 มิติ” ที่กล่าวถึงนี้ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่า การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีลักษณะของ “ตัวการ์ตูนหน้าคล้าย” โดยมี ธีรภัทร์ มหาสุคนธ์ กำพล ลีลาภรณ์ และ ฉัตร ฉัตรชัยสุชา สามหุ้นส่วนร่วมกันผลิตชิ้นงานขึ้นมาใช้ชื่อสินค้าว่า มินอคคิโอ

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ก่อนหน้ามาหยิบจับทำธุรกิจนี้ แต่ละคนก็มีงานประจำกันทั้งหมด ต่อมาเมื่อได้อ่านพบข้อมูลจากในหนังสือว่า มีเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ว่านี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ก็เกิดความสนใจ จึงลองเข้าไปศึกษา และด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ทั้งหมดต้องลองผิดลองถูกอยู่สักพักใหญ่กว่าที่จะลงตัวกลายเป็นชิ้นงานอย่างที่เห็น…

“ตัวตุ๊กตาจะใช้โพลิเมอร์ พลาสเตอร์ เป็นวัสดุหลักในการทำ ชิ้นงานที่ทำขึ้นเน้นไปที่ความน่ารัก คล้าย ๆ ตัวการ์ตูน แต่ก็ยังคงโครงหน้าที่คล้ายกับตัวแบบอยู่ โดยเราได้เขียนโปรแกรมที่ใช้ออกแบบตุ๊กตาขึ้นมาเอง“

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง เฉพาะ “เครื่องพิมพ์ 3 มิติ” นั้น มีราคาอยู่ที่ราคาประมาณ 5 ล้านบาทต่อ 1 เครื่อง ปัจจุบันทางร้านจึงใช้วิธีนำผลงานที่ลูกค้าออกแบบไว้ ส่งให้ร้านรับพิมพ์ที่มีเครื่องพิมพ์ 3 มิติอีกต่อหนึ่ง เพื่อทำการขึ้นรูปตุ๊กตาให้ โดยควบคุม “ลักษณะของตุ๊กตา” ผ่าน “โปรแกรมออก แบบ” ที่พัฒนาขึ้นใช้เอง ทุนวัสดุ ขึ้นกับขนาดชิ้นงาน รายได้ อยู่ที่ราคา 4,500 บาท  สำหรับตุ๊กตาขนาดความสูง 10 เซนติ เมตร โดยสินค้าเน้นจับตลาดกลุ่มของขวัญ และของที่ระลึก

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย เครื่องพิมพ์ 3 มิติ, โพลิเมอร์ พลาสเตอร์, น้ำยาเคลือบแข็ง, สเปรย์กันแดด, กาวร้อน

ขั้นตอนการทำ เนื่องจากเป็นงานที่ส่งให้กับร้านที่มีเครื่องพิมพ์ 3 มิติผลิตต่อ ทั้งนี้จึงจะขออธิบายถึง “กระบวนการทำตุ๊กตา 3 มิติ” คร่าว ๆ เพื่อพอให้เห็นภาพขั้นตอนการทำ

เริ่มจากผู้สั่งทำตุ๊กตาเปิดเข้าไปที่เว็บไซต์  http://www.minockio.com เสียก่อน จากนั้นให้เลือกรูปแบบตุ๊กตา อาทิ รูปทรงใบหน้า, ตา, คิ้ว, จมูก, ใบหู, ทรงผม และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตุ๊กตา ผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปในเว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อเลือกรูปแบบได้แล้ว ให้ทำการกดเลือกคำสั่งเพื่อสั่งทำ

โดยข้อมูลที่ลูกค้าได้ออกแบบไว้จะถูกไปบันทึกลงในเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อทำการพิมพ์สีลงบนโพลิเมอร์ พลาสเตอร์ จากนั้นเครื่องจะทำการพิมพ์ทับไปทับมาจนเป็นตุ๊กตาตามแบบ โดยเมื่อขึ้นรูปตุ๊กตาเสร็จก็จะได้ส่วนต่าง ๆ  แยกเป็นส่วนหัว และลำตัวอย่างละ 1 ชิ้น

หลังจากได้ตุ๊กตาจะนำมาทำความสะอาดเพื่อเอาเศษฝุ่นผงออก นำไปชุบในน้ำยาเคลือบแข็ง เพื่อให้ตัวการ์ตูนแข็งแรงคงทนขึ้น เมื่อน้ำยาแห้ง ให้นำส่วนหัวมายึดติดกับลำตัวด้วยกาวร้อน จากนั้นพ่นเคลือบด้วยน้ำยากันแดด เพื่อให้สีสันสดใส และป้องกันไม่ให้สีของตุ๊กตาซีดจางเร็วเกินไป

’ที่ต้องทำการแยกพิมพ์ส่วนหัว และลำตัว เพราะจะได้ลำตัวตุ๊กตาที่มีความโปร่ง ไม่ทึบตัน ทำให้ตุ๊กตามีน้ำหนักเบา ที่สำคัญไม่สิ้นเปลืองวัตถุดิบ เนื่องจากโพลิเมอร์ พลาสเตอร์ มีราคาค่อนข้างสูง“ เจ้าของชิ้นงานกล่าวเสริม และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของ ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าสนใจ น่าพิจารณา โดยเฉพาะคนที่มีทุน และมีความรู้ด้านเทคโนโลยี

จุดเด่นของชิ้นงาน นอกจากความน่ารักของตุ๊กตาที่เน้นความเป็นการ์ตูนแล้ว ยังอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ลูกค้าออกแบบสร้างตุ๊กตาที่มีเอกลักษณ์ และรูปแบบเฉพาะตัวขึ้นมาได้ ซึ่งหากทำแล้วไม่ถูกใจก็สามารถสั่งยกเลิกไม่ทำ หรือจะลองทำแบบใหม่ขึ้นมาอีกก็ได้ โดยยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย…

สนใจงาน ’ตุ๊กตา 3 มิติ“ โทร. 08-0555-0350, 08-9205-9120 และที่ http://www.facebook.com/Minockio ซึ่งนี่เป็นอีก ’ช่องทางทำกิน“ ที่ว่าด้วยเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อทำเงิน…

…………………………………………………………….

คู่มือลงทุน…ตุ๊กตา 3 มิติ

ทุนเบื้องต้น 5 ล้านบาท (เครื่องพิมพ์ 3 มิติ)

ทุนวัสดุ ขึ้นกับจำนวนชิ้นที่ทำ

รายได้ ตัวละ 4,500 บาท

แรงงาน 3 คนขึ้นไป

ตลาด ของขวัญ ของที่ระลึก

จุดน่าสนใจ คู่แข่งขันในตลาดมีไม่มาก

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง/ภมร มานะพรชัย : ภาพ

‘ข้าวยำทะเล’ ทำเงินจากความต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 4 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:10 น.

เก็บตกจาก “งานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ปี 2557” ภายใต้แนวคิด “สหกรณ์ไทยสร้างเศรษฐกิจไทย” ระหว่างวันที่ 4 – 8 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี นอกจากจะมีการจัดนิทรรศการต่าง ๆ อาทิ นิทรรศการโรงสีข้าว, นิทรรศการโคนม, นิทรรศการหุบกะพงแล้ว ยังมีการจำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งร้านอาหารแปรรูปจากผลิตภัณฑ์ทางเกษตรจากทั่วประเทศอีกด้วย

อย่าง “ข้าวยำทะเล” ของชุมชนสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอในวันนี้…

ขจี ขำละม้าย หรือ ป้าแอ๊ด ประธานชุมชนสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี กล่าวว่า เริ่มทำ “ข้าวยำทะเล” เมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเหตุที่ต้องเลือกทำอาหารดังกล่าว เพราะไม่อยากพึ่งพาตลาดการส่งออกของทะเลเพียงอย่างเดียว จึงอยากลองทำอย่างอื่นเสริมบ้าง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า และตัวเอง จึงคิดเป็นรายการอาหารต่าง ๆ ขึ้นมา ที่ทานได้ง่าย แต่มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ โดยคิดสูตรเอง ทดลองทำเอง และออกร้านขายตามงานของที่ทางราชการจัดขึ้น ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

“มีงานออกร้านประจำทั้งต่างจังหวัด และที่กรุงเทพฯ เพราะมีคนติดใจในรสชาติของอาหารที่ไปขาย โดยมีเรียกร้องให้ไปออกงานทุกปี” ขจี กล่าว

สำหรับ อุปกรณ์ ที่ใช้ทำ “ข้าวยำทะเล” หลัก ๆ ก็มี ภาชนะสำหรับยำ, ภาชนะสำหรับใส่ส่วนผสมต่าง ๆ, เตาแก๊ส, กระทะ, หม้อต้ม , เขียง-มีด, และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดในครัวเรือนทั่ว ๆ ไป

ในขณะที่ ส่วนผสม และเครื่องปรุง ที่ใช้มี นํ้ามะนาว, นํ้าปลา, นํ้าตาลทราย, พริกป่น, ขิงซอย, หอมแดงซอย, ข้าวทอด, ต้นหอม-ผักชีซอย, ถั่วทอด, พริกขี้หนูแห้งทอด, กุ้งต้ม, ปลาหมึกต้ม, เนื้อปลากะพงต้ม, ปูกะตอยต้ม, ปลากรอบ รวมทั้งผักแกล้ม ที่มีกะหล่ำปลีสด, ผักกาดหอม และถั่วฝักยาว

ขั้นตอนในการยำ ขจี บอกว่า ต้องทำ “ข้าวทอด” ขึ้นมาก่อน โดยส่วนผสมของข้าวทอด หลัก ๆ ประกอบด้วย ข้าวสวย 1 กก., พริกแกงเผ็ด 200 กรัม (จะตำเอง หรือซื้อเอาก็ได้) นอกจากนี้ ยังมีกุ้งต้มปั่น, ไข่ปูปั่น, แป้งหมี่, แป้งโกกิ, แป้งมัน, ไข่ไก่ และนํ้าเปล่าอย่างละพอประมาณ

วิธีทำ เริ่มที่นวดส่วนผสมของข้าวสวย, พริกแกงเผ็ด, กุ้งต้มปั่น, ไข่ปูปั่นให้เข้ากันเสียก่อน จากนั้นใส่ส่วนผสมของแป้งต่าง ๆ, ไข่ไก่ และนํ้าเปล่าลงไปนวดผสม นวดไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมของข้าวทอดคลุกเคล้าจนเข้ากันดี โดยส่วนผสมของข้าวทอดที่คลุกเคล้าออกมานั้นจะต้องมีลักษณะข้น ๆ พอดี ๆ ไม่เหลวจนเกินไป จากนั้น นำไปปั้นเป็นก้อน ๆ ขนาดเท่ากับกำปั้นมือ

ตั้งกระทะ ใส่นํ้ามันท่วม รอจนกระทั่งนํ้ามันร้อน แล้วค่อย ๆ หย่อนข้าวทอดที่ปั้นเป็นลูก ๆ ลงไปในกระทะ ในปริมาณที่พอประมาณ จากนั้นค่อย ๆ ทอดให้ข้าวทอดสุก ระหว่างที่ทอดระวังอย่าให้นํ้ามันเดือดจัดเด็ดขาด พยายามรักษาไฟให้ร้อนปานกลาง ไม่ร้อนจัด เพราะหากนํ้ามันร้อนจัด เวลาทอดข้าวทอดจะไหม้เฉพาะด้านนอก แต่ด้านในไม่สุก ค่อย ๆ ทอดไปจนข้าวทอดสุกจนใช้ได้แล้ว คือ ข้าวทอดมีสีเหลืองทอง ให้รีบตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดนํ้ามัน เตรียมไว้สำหรับทำข้าวยำทะเล

วิธีการยำ เตรียมภาชนะสำหรับยำ ใส่ นํ้ามะนาว, นํ้าปลา, นํ้าตาลทราย, พริกป่น, ขิงซอย, หอมแดงซอยลงไป คลุกเคล้าส่วนผสมส่วนนี้ให้เข้ากันก่อน จากนั้น ใส่ “ข้าวทอด” ลงไป 1 ก้อน โดยค่อย ๆ ฉีกข้าวทอดออกมาเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอคำ ใส่ต้นหอม-ผักชีซอย, ถั่วทอดลงไป คลุกเคล้าส่วนผสมตรงนี้ให้เข้ากับส่วนผสมเครื่องปรุงที่คลุกไว้ก่อนหน้านี้

ชิมรสให้ได้ 3 รส คือ เผ็ด, เปรี้ยว, หวาน หรือปรุงรสตามใจลูกค้า เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ โรยหน้าด้วยต้นหอม-ผักชีซอย, ถั่วทอด, พริกแห้งทอด, ปลากรอบ, กุ้งต้ม, ปลาหมึกต้ม, เนื้อปลากะพงต้ม, ปูกะตอยต้ม และผักแกล้มอย่างกะหล่ำปลีสด, ผักกาดหอม และถั่วฝักยาว เท่านี้ก็เรียบร้อย ขายในราคาชุดละ 50-60 บาท แล้วแต่สถานที่

ใครสนใจ “ข้าวยำทะเล” ติดต่อ ป้าแอ๊ด-ขจี ขำละม้าย เจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1481-8988 และนอกจาก “ข้าวยำทะเล” แล้ว ยังมีเมนูทะเลอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ ส้มตำทะเล, ก๋วยเตี๋ยวทะเล, แกงเขียวหวานทะเล, ผัดกะเพราทะเล ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้ส่วนผสมผลิตภัณฑ์จากทะเลทั้งสิ้น.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

………………………………………………….

คู่มือลงทุน…ข้าวยำทะเล

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 40% ของราคาขาย

รายได้ ราคาขาย 50-60 บาท/1ชุด

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ร้านอาหาร, ออกร้าน

จุดน่าสนใจ เป็นการสร้างเมนูใหม่ที่แตกต่าง

‘ตุ้มหูกะลา’ เพิ่มมูลค่าด้วย…งานเพนท์!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 3 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

 ตลาดงานฝีมือถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีคู่แข่งในตลาดมาก ซึ่งถ้าหากต้องการทำชิ้นงานให้ยืนระยะอยู่รอดได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ ก็จำเป็นจะต้องรู้จักคิด รู้จักพัฒนาไอเดีย และทำให้ชิ้นงานโดดเด่นไม่ซ้ำใครซึ่งถ้าทำได้ โอกาสอยู่รอดก็มีสูง และถ้าหากเพิ่มเติมมูลค่าให้สินค้า ด้วยการนำเทคนิคต่าง ๆ เข้ามาผสมผสาน ก็จะยิ่งดี…

วันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณา กับงาน ’ตุ้มหูกะลา“

****************

จิรายุ บัวชัย และ นิภาพร แซ่เฮ้ง เป็นเจ้าของชิ้นงาน ที่เปิดร้านจำหน่ายตุ้มหูกะลาอยู่ในตลาดนัดสวนจตุจักร โดยก่อนหน้าที่จะมายึดอาชีพผลิตงานฝีมือดังกล่าวนี้ ทั้งคู่เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัท ก่อนจะลาออก และหันมาเปิดร้านจำหน่ายสินค้างานฝีมือ โดยระยะแรกเป็นการรับสินค้าคนอื่นมาจำหน่ายต่อ ก่อนที่จะมาผลิตชิ้นงานที่เป็นผลงานของตัวเองขึ้นในภายหลัง โดยหันมายึดอาชีพทำงานตุ้มหูจากกะลามะพร้าวที่ว่านี้มาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว…

จิรายุ เล่าว่า เกิดไอเดียในการนำวัสดุธรรมชาติ อย่างเช่นกะลาที่ว่านี้มาพัฒนาเป็นสินค้างานฝีมือ หลังจากที่มีโอกาสได้พบเห็นงานฝีมือหลายชนิดที่ผลิตจากวัสดุที่ว่านี้ โดยหลังจากหาข้อมูล รวมทั้งทดลองฝึกหัดทำจนมีความชำนาญมากขึ้น จึงเริ่มผลิตงานตุ้มหูกะลาเพื่อจำหน่าย โดยนอกจากชิ้นงานที่ทำขึ้นมานั้น จะมีวางขายอยู่ที่ร้านในตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 15 ซอย 10/2 ห้อง 026 แล้ว ก็ยังทำการเปิดหน้าร้านออนไลน์ผ่านช่องทางอย่างเฟซบุ๊ก ในชื่อ http://www.facebook.com/pages/ตุ้มหูกะลาเพนท์-palakle ไว้ให้ลูกค้าใช้ติดต่อได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

สำหรับงานตุ้มหูกะลาที่ทำขึ้นนั้น นอกจากจะมีจุดเด่นที่การนำเอาเรื่องของวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย และราคาไม่แพงมาใช้แล้ว ก็ยังมีจุดขายอยู่ที่การนำเอาเทคนิคลงสี และการวาดลาย ที่เรียกว่า การเพนท์ เข้ามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชิ้นงานอีกด้วย เพื่อสร้างความโดดเด่น และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า จนกลายเป็นสินค้าที่น่าสนใจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

’สินค้าที่ทำนั้น นอกจากจะมีจุดขายอยู่ที่การ นำวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายมาใช้แล้ว ยังนำเอาเรื่องของการเพนท์ การลงสี และการวาดลายเข้ามาประกอบใช้ด้วย เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับชิ้นงาน และเพื่อให้ลูกค้าจำชิ้นงานได้ดียิ่งขึ้น“ จิรายุ กล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 50,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ 60% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่คู่ละ 35-50 บาท

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย กะลา, สีอะคริลิก, พู่กัน, แล็กเกอร์, แป้นตุ้มหู, กาวร้อน, เครื่องฉลุลาย, เครื่องเจีย (สำหรับใช้ขัดผิวกะลา), และเครื่องเจาะ (สำหรับใช้เจาะกะลา) ทั้งนี้ วัสดุหลักอย่างกะลามะพร้าวนั้น จะใช้วิธีซื้อเหมาจากโรงงาน ส่วนแป้นตุ้มหูจะเน้นใช้แป้นพลาสติก เพื่อให้ลูกค้าที่แพ้วัสดุประเภทโลหะ ก็ยังสามารถสวมใส่ตุ้มหูได้

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการทำความสะอาดกะลา โดยใช้เครื่องเจียขัดด้านในกะลา เพื่อขจัดสิ่งสกปรกจำพวกขุยมะพร้าว และเนื้อมะพร้าว ที่ติดอยู่ในกะลาออกให้หมดเสียก่อน ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผง ทั้งนี้ ไม่ควรนำกะลาไปล้างนํ้า เพราะถ้าผึ่งกะลาไม่แห้ง ความชื้นที่สะสมอาจทำให้เกิดเชื้อราขึ้นที่กะลามะพร้าวได้

เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ให้นำกะลามาวางลงบนเครื่องเจาะ จากนั้นทำการ เจาะกะลาเพื่อขึ้นรูปทรงกลม เมื่อได้แล้วให้นำมาตัดด้วยเครื่องเจียเพื่อสร้างรูปทรงต่าง ๆ ให้กับตุ้มหู คือ รูปดาวห้าแฉก วงรี สามเหลี่ยม และรูปหยดนํ้า เสร็จแล้วนำตุ้มหูมาขัดด้วยเครื่องขัด ก่อนที่จะใช้กระดาษทรายทำการขัดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ผิวที่เรียบมากขึ้น ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผงอีกครั้ง

ขั้นตอนต่อไปเป็นการลงสีหรือการเพนท์ ให้ใช้พู่กันจุ่มสีอะครีลิก ทำการวาดลวดลายลงไปบนผิวของตุ้มหูกะลา ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ และนำแป้นตุ้มหูมาติดกับตุ้มหู เชื่อมให้ติดกันด้วยกาวร้อน ปล่อยทิ้งให้กาวแห้งสนิท ทำการสำรวจ ความเรียบร้อยของชิ้นงาน ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานตุ้มหูกะลาเพนท์

’ขั้นตอนมีไม่มาก แต่ต้องใจเย็น และต้องใช้ความประณีต เพราะวัสดุอย่างกะลา แม้จะดูแข็งแรง แต่หากตัดหรือเจาะไม่ดี หรือทำแรงไป ก็อาจจะเกิดความเสียหาย ทำให้ชิ้นงานแตกหัก ไม่สมบูรณ์ได้เช่นกัน“ จิรายุ กล่าว

***************

สนใจงาน ’ตุ้มหูกะลา“ โทร. 08-9476-7247 หรือติดต่อได้ตามช่องทางของร้านดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งงานตุ้มหูกะลาที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยงานเพ้นท์นี้ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานเกี่ยวกับเครื่องประดับที่สามารถใช้เป็น ’ช่องทางทำกิน“ ได้อย่างน่าสนใจ…

 

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง / ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

‘เชอร์เบทลูกหว้า’ ทำกินง่าย…ทำขายก็ดี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 27 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

 ท่ามกลางอุณหภูมิที่กำลังเพิ่มองศาขึ้นทุกขณะ หลายคนอาจมีรูปแบบคลายร้อนต่างกัน บ้างก็นึกถึงทะเล หรือไม่ก็เครื่องปรับอากาศเย็น ๆ เพื่อนอนแช่ให้ชุ่มฉ่ำปอด และหนึ่งในวิธีฮิตติดท็อปที่ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การหาของกินเย็น ๆ ใส่ท้องเติมความสดชื่นให้กับร่างกาย วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลวิธีคลายร้อนมานำเสนอ กับเมนูแปรรูปผลไม้หน้าร้อนอย่างเช่น “ไอศกรีมเชอร์เบทลูกหว้า” อีกสูตรพิเศษของ คณะคหกรรมศาสตร์ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการมาให้พิจารณากัน…

**********************

ผู้ถ่ายทอดสูตร “ไอศกรีมเชอร์เบทลูกหว้า” เป็นนักศึกษาสาวจากสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะคหกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี รุ่ง กัทรา ชาวแพรกน้อย, วิไลลักษณ์ ศิริรุ่ง เรืองกุล และ อาภาวรรณ จันทาบ ควบคุมดูแลโดย ผศ.มาริน สาลี อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะคหกรรมศาสตร์ฯ อธิบายถึงที่มาของสูตรดังกล่าวว่า “เชอร์เบท” เป็นไอศกรีมอีกแบบหนึ่ง ที่มีส่วนผสมหลัก ๆ คือ นํ้าตาล นํ้าผลไม้ และเนื้อผลไม้ สาว ๆ ยุคใหม่จะชอบกินไอศกรีมชนิดนี้ เพราะมีส่วนผสมของนมเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่มีเลย ทำให้ไม่อ้วน จึงคิดใส่ไอเดียความ    เป็นไทยลงไปในไอศกรีมเชอร์เบท ด้วยการนำเอาผลไม้ไทยอย่าง “ลูกหว้า” มาแปรรูป เพื่อทดแทนการนำเข้าผลไม้จาก  ต่างประเทศ…

“ปกติลูกหว้าจะนำไปทานกันสด ๆ หรือไม่ก็นำไปแปรรูปเป็นไวน์ จึงคิดเอาลูกหว้าไปแปรรูปทำเป็นไอศกรีมเชอร์เบท เนื่องจากลูกหว้าเป็นผลไม้ไทยที่หาได้ง่าย ราคาถูก และยังมีคุณประโยชน์กับสรรพคุณทางยา ช่วยแก้โรคเบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วง รวมถึงลดการจับตัวของลิ่มเลือด ที่สำคัญคือ ยังไม่มีการแปรรูปเป็นไอศกรีม จึงคิดที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลไม้ชนิดนี้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ชื่นชอบไอศกรีมรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานฝาดนิด ๆ ตามธรรมชาติด้วย”

อุปกรณ์ มีเครื่องปั่นผลไม้, เครื่องทำไอศกรีม, กะละมัง และเครื่องไม้เครื่องมืออื่น ๆ จากในครัว

ส่วนผสม มีเนื้อลูกหว้า 375 กรัม, เจลาตินแผ่น 2 แผ่น, นํ้าตาลทรายขาว 250 กรัม, นมผง 15 กรัม, นํ้าสะอาด125 กรัม, นํ้ามะนาว 44 กรัม หรือ 4 ช้อนโต๊ะ และนํ้าแข็ง 100 กรัม

ขั้นตอนการทำ “ไอศกรีมเชอร์เบทลูกหว้า”

เริ่มจากนำเนื้อลูกหว้าสดที่เตรียมไว้ใส่หม้อสเตนเลส เติมนํ้าตาลทราย นมผง และนํ้าสะอาดลงในหม้อ จากนั้นยกขึ้นตั้งไฟ โดยใช้ไฟอ่อน ๆ ทำการคนให้ส่วนผสมเข้ากัน ตีประมาณ 5 นาที ไม่ต้องรอให้เดือด เพราะจะทำให้สีของลูกหว้าเปลี่ยน พอนมผงและนํ้าตาลทรายละลายดีแล้วยกลงจากเตา นำเจลาตินแผ่นที่เตรียมไว้ใส่ลงไปคนให้ละลาย ปล่อยทิ้งให้ส่วนผสมเย็น

เมื่อส่วนผสมเย็นดีแล้ว ใส่นํ้ามะนาวที่เตรียมไว้ลงไปเพื่อเพิ่มวิตามินซี และทำให้เกิดความเปรี้ยว จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นให้เนื้อเนียน โดยใช้ความเร็วปานกลาง ประมาณ 10 วินาที แล้วเทใส่ภาชนะพักไว้สักครู่

นำนํ้าแข็งที่เตรียมไว้มาปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วนำส่วนผสมลูกหว้าที่ปั่นไว้เมื่อครู่เทลงในเครื่องปั่น ปั่นรวมกันอีกรอบเพื่อให้นํ้าแข็งกับส่วนผสมเข้ากันดี ปั่นให้เนื้อละเอียดเนียนเหมือนนํ้าแข็งปั่น ลักษณะสีสม่ำเสมอนวลสวย (ทั้งนี้ หากนำส่วนผสมที่ทำไว้ไปแช่แข็ง ประมาณ 1-2 คืนจะทำให้เนื้อลูกหว้ามีความเป็นไอศกรีมเพิ่มมากขึ้น)

จากนั้นเทส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องทำไอศกรีม      ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็สามารถจัดเสิร์ฟได้ทันที หรือนำมาบรรจุใส่ถ้วยกระดาษ เพื่อแช่แข็งยืดอายุในการเก็บรักษาให้ยาวนาน เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ไอศกรีมรสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ รสชาติไทยแท้ ๆ อร่อยไม่เลี่ยนแบบใส่นมใส่ครีมด้วย

เคล็ดลับการเก็บรักษา ให้เนื้อไอศกรีมไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสีและด้านเนื้อสัมผัส ด้วยถ้วยกระดาษ ขนาด 4 ออนซ์ หรือถ้วยกระดาษที่มีนํ้าหนักเบา ไอศกรีมเชอร์เบทลูกหว้า มีราคาอยู่ที่ถ้วยละ 25 บาท ต้นทุน 10 บาท

********************

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย กินคลายร้อนก็ได้ นำไปประกอบอาชีพทำขายก็ดูดี หากสนใจอยากจะลองฝึกทำ “ไอศกรีมเชอร์เบทลูกหว้า” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.มาริน สาลี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ภาควิชาอาหารและโภชนาการ โทร.0-2549-3160-61 หรือ 08-4094-8222 ซึ่งทางอาจารย์ก็ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอีกหลายชนิด.

 

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

 

คู่มือลงทุน…เชอร์เบทลูกหว้า

ทุนเบื้องต้น 3,000 บาท

หมุนเวียน 40% ของราคา

รายได้ ราคา 25 บาท/ชุด

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ร้านเครื่องดื่ม-ไอศกรีม, ตลาด

จุดน่าสนใจ ดีต่อสุขภาพเป็นจุดขาย

‘หญ้าพร้อมปลูก’สะดวก-ง่าย…‘ทำเงิน!’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 26 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

’ตลาดสัตว์เลี้ยง“ เป็นตลาดที่ยังมีมูลค่า และมีความน่าสนใจอยู่มาก เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ขอเพียงสินค้าที่ผลิตขึ้นนั้นถูกใจ และตรงใจของกลุ่มเป้าหมาย โอกาสที่จะพลิกเป็นอาชีพ และใช้เป็นช่องทางสร้างเงินสร้างงานก็ยังมี และพร้อมเปิดกว้างเสมอ

วันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณากับ ’ชุดหญ้าพร้อมปลูก“

ปรีดี วรดิฐสกุลชัย-อาริตา นาถ้ำเพชร เป็นสองหุ้นส่วนที่เปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง รวมถึงชุดหญ้าพร้อมปลูกที่ว่า โดยจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊กชื่อ http://www.facebook.com/PD.PETโดยหญ้าพร้อมปลูกนี้ มีอีกชื่อเรียกว่า หญ้าวีทกราส (Wheat Grass)

ปรีดี เล่าว่า ชุดหญ้าพร้อมปลูกนี้ ได้ไอเดียจากการที่สังเกตพบว่า ทุก ๆ ครั้งที่นำแมวลงมาวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ แมวที่เลี้ยงไว้ก็มักจะชอบวิ่งไปแทะเล็มใบหญ้าที่ขึ้นอยู่ข้างทาง ด้วยความสงสัย ประกอบกับเห็นพฤติกรรมนี้บ่อยครั้ง จึงไปสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และพบว่า สัตว์มีขนมักชอบแทะเล็มหญ้าเพราะต้องการกากใยพืชเพื่อไปช่วยในเรื่องการดูดซึม-ดูดซับของเสียในลำไส้ หรือกระเพาะอาหาร จึงเกิดความคิดที่จะทำสินค้าตัวนี้ขึ้นมา

’หลังจากนั้นก็ลองไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าวีทกราสมาทดลองปลูก โดยหาเมล็ดพันธุ์อื่น ๆ มาทดลองปลูกร่วมด้วย ปรากฏว่าแมวที่เลี้ยงไว้ชอบ ประกอบกับมองว่าตรงนี้ถ้าทำเป็นสินค้ากึ่ง ๆ สำเร็จรูป คือจัดเตรียมวัตถุดิบไว้พร้อมปลูกก็น่าจะขายได้ เพราะกลุ่มคนเลี้ยงแมวก็มีอยู่ไม่น้อย“ ปรีดี กล่าว

ด้าน อาริตา หุ้นส่วนอีกคน ก็เล่าว่า คุณสมบัติหญ้าวีทกราส มีประโยชน์คือ ช่วยขจัด “ก้อนขน” ในร่างกายสัตว์เลี้ยง โดยเมื่อสัตว์เลี้ยง เช่น แมว หรือสุนัข แทะเล็มหญ้าดังกล่าวเข้าไป กากใยของหญ้าจะไปช่วยดูดซึม และดูดซับก้อนขนที่หลุดรอดเข้าสู่ร่างกายของสัตว์เลี้ยง และขับออกมาในรูปของมูลสัตว์ นอกจากนี้การที่กากใยพืชช่วยดูดซึมยังช่วยทำให้มูลของสัตว์เลี้ยงมีกลิ่นเหม็นลดน้อยลงอีกด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นคุณสมบัติโดยสังเขปของหญ้าวีทกราส

’เวลาที่สัตว์เลี้ยงเลียขนทำความสะอาด ขนก็มักจะหลุดรอดติดเข้าไปในร่างกายสัตว์เลี้ยง ซึ่งหากสะสมอยู่ในร่างกายมากไป อาจเกิดการหมักหมม และส่งผลต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย สัตว์เลี้ยงบางชนิดจึงจำเป็นต้องแทะเล็มหญ้าเพื่อให้กากใยของพืชเข้าไปช่วยในเรื่องนี้“ อาริตา กล่าว

กับจุดเด่นของสินค้าที่ผลิตขึ้นนั้น อาริตา บอกว่า เน้นเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ออแกนิกส์ หรือใช้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมีเท่านั้น อีกทั้งมีรูปแบบที่สะดวก และง่ายต่อการปลูก เพราะเพียงแค่แกะซองเมล็ดพันธุ์ โรยให้ทั่วดินปลูก รดน้ำ และรอให้หญ้างอกก็สามารถใช้งานได้แล้ว ทั้งยังใช้พื้นที่ไม่มาก จึงสะดวกสำหรับคนที่มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ไม่มากนัก

ทุนเบื้องต้น ในการทำชุดหญ้าพร้อมปลูก ลงทุนประมาณ 3,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ 30% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ชุดละ 250-450 บาท โดยจะแตกต่างกันไปตามปริมาณของดินและเมล็ดพันธุ์ในชุดปลูก ส่วนผสม  ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์หญ้าวีทกราส, ดิน, แกลบ, ภาชนะสำหรับปลูก โดยในชุดหญ้าพร้อมปลูก 1 ชุด จะมีน้ำหนักประมาณ 200 กรัม แบ่งเป็น ดินปลูก 150 กรัม และเมล็ดหญ้าวีทกราสอีก 50 กรัม…

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเตรียมดินปลูกด้วยการนำดินมาผสมกับแกลบ ในอัตราส่วน 3:1 คือดิน 3 ส่วนต่อแกลบ 1 ส่วน นำดินและแกลบมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงมาเตรียมเมล็ดหญ้าวีทกราส เมื่อคัดเลือกเมล็ดได้ตรงตามความต้องการแล้ว ให้นำมาผึ่งแดดเพื่อฆ่าแมลง หรือมอดที่อาจติดมาจากแหล่งปลูก จากนั้นนำมาบรรจุใส่ซองพลาสติก และเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นให้มิดชิด เพื่อรอบรรจุซองอีกทีหนึ่ง และนี่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา

สำหรับการปลูกหญ้านั้น เริ่มจากนำเมล็ดหญ้าวีทกราสมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง ระหว่างรอให้ครบเวลาก็ให้นำดินปลูกมาเทใส่ภาชนะสำหรับปลูก จากนั้นนำเมล็ดหญ้าวีทกราสมาโรยให้ทั่วดิน ทำการรดน้ำแค่พอชุ่ม ระหว่างที่รอหญ้างอก ให้รดน้ำวันละ 2-3 ครั้ง และนำภาชนะปลูกตั้งไว้ในที่มีแสงแดดอ่อน ๆ ซึ่งพอผ่านไปสัก 2-3 วัน ต้นหญ้าจะงอกขึ้น รอจนครบ 1 สัปดาห์จึงนำมาให้สัตว์เลี้ยงแทะเล็ม ทั้งนี้เมื่อหญ้าวีทกราสงอกแล้ว จะสามารถใช้เลี้ยงสัตว์ต่อไปได้อีกประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นหญ้าจะเริ่มงอกน้อยลง ซึ่งก็อาจต้องเปลี่ยนชุดปลูกใหม่

สนใจงาน ’หญ้าพร้อมปลูก“ โทร. 09-1862-5152 และชุดหญ้าพร้อมปลูกนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาเกี่ยวข้องกับธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่สามารถใช้เป็น ’ช่องทางทำกิน“  ได้อย่างน่าสนใจ…

………………………………………………………………………..

คู่มือลงทุน…ชุดหญ้าพร้อมปลูก

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 3,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 30% จากราคา

รายได้ ราคา 250-450 บาท/ชุด

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด คนรักสัตว์

จุดน่าสนใจ ทุนต่ำ ทำ เป็นอาชีพเสริมได้

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

‘ซังขนุนน้ำหมี่กรอบ’ สร้างเงินจากผลไม้เหลือทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 20 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

 “ขนุน” ผลไม้ไทยที่มีออกมาให้ทานกันทั้งปี หลังจากที่แกะเนื้อออกมาทานกันแล้ว ก็จะเห็น “ซัง” ที่ถูกทิ้งกันกลาดเกลื่อนตามริมทางเต็มไปหมด ซึ่งนอกจากจะกลายเป็น “ขยะ” แล้ว ยังเป็นแหล่งชุมนุมของแมลงวันที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคอีกด้วย

แท้จริงแล้ว “ซังขนุน” มีประโยชน์มากมายไม่น้อยไปกว่าเนื้อขนุนเลย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ มีรสชาติหวานสามารถรับประทานได้ ในซังขนุนเองมีใยอาหารที่ช่วยในกระบวนการขับถ่าย และช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ รวมทั้งมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

โดยคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” วันนี้ขอนำเสนอการแปรรูปซังขนุน มาเป็น “ซังขนุนน้ำหมี่กรอบ”

ข้อมูลที่จะนำเสนอเป็นผลงานของ ขวัญชัย ปาระมี และ ณัฐชัย สำเนียงล้ำ นักศึกษาสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร

ขวัญชัย และ ณัฐชัย เล่าว่า มีแนวคิดที่จะนำ ซังขนุน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาทำการศึกษาเพื่อให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา และเห็นว่ารสชาติของ “น้ำหมี่กรอบ” น่าจะเข้ากับตัวซังขนุนได้ดี และอีกอย่าง น้ำหมี่กรอบ นั้น เป็นรสชาติที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงน่าจะทดลองทำดู

อุปกรณ์ในการทำซังขนุนรสน้ำหมี่กรอบ หลักๆ มี เตาอบ, เครื่องปั่น, เตาแก๊ส, กระทะ, ตะแกรง, ตะหลิว, กะละมังขนาดใหญ่, ทัพพีไม้, ผ้าขาวบาง, ถาดสเตนเลส และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบฉวยได้จากในครัว

ส่วนผสมนั้น มี 2 ส่วน คือ ในส่วนของตัว “ซังขนุน” และ “เครื่องปรุงน้ำหมี่กรอบ”

ในส่วนของ ซังขนุน นั้น เริ่มที่นำซังขนุนสดมาฉีกเป็นเส้นบาง ๆ แล้วล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปแช่ในน้ำปูนใสนาน 20 นาที เพื่อให้ซังขนุนมีความกรอบ

หลังจากแช่น้ำปูนใสแล้ว นำไปพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่ถาดอะลูมิเนียม นำเข้าเตาอบ อบด้วยความร้อน 100 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เมื่อได้ ซังขนุนอบแห้ง แล้ว ก่อนจะนำมาใช้ ต้องนำไป ทอดกรอบ เสียก่อน จึงจะใช้คลุกกับน้ำหมี่กรอบได้

วิธีทำ คือ ตั้งกระทะ ใช้น้ำมันร้อนปานกลาง เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่แล้ว ค่อย ๆ ใส่ซังขนุนอบกรอบลงไปทอด พอทอดอย่างรวดเร็ว ดูว่าซังขนุนมีสีออกเหลืองทอง ให้รีบตักขึ้น แล้วพักให้สะเด็ดน้ำมันทันที อย่าปล่อยไว้นาน เพราะซังขนุนจะไหม้ ใช้ไม่ได้

ส่วนผสมน้ำหมี่กรอบ  มี น้ำตาลทราย 300 กรัม, น้ำมะนาว 30 กรัม, น้ำมะขามเปียก 80 กรัม, น้ำปลา 30 กรัม, ซอสมะเขือเทศ 80 กรัม, เต้าเจี้ยว 30 กรัม และหอมแดง 100 กรัม

วิธีทำน้ำหมี่กรอบ เริ่มที่นำหอมแดง ใส่ลงไปในโถปั่น ตามด้วยน้ำมะนาว, น้ำมะขามเปียก และเต้าเจี้ยว แล้วปั่นให้ละเอียดด้วยความเร็วสูง ใช้เวลาประมาณ 15-20 วินาที นำออกมาพักไว้

ตั้งกระทะ ใช้ไฟร้อนปานกลาง เทน้ำปรุงรสที่ปั่นไว้แล้วลงไปในกระทะตามด้วยน้ำตาลทราย, น้ำปลา และซอสมะเขือเทศ เคี่ยวด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 140 องศา เป็นเวลา 20 นาที เสร็จแล้วพักไว้

จากนั้น นำน้ำปรุงรสหมี่กรอบที่เคี่ยวไว้แล้วจำนวน 200 กรัม ใส่ลงไปในกระทะเหล็ก ตั้งไฟให้ได้อุณหภูมิ 100 องศา แล้วนำซังขนุนที่ทอดกรอบไว้แล้ว ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำปรุงรสที่เตรียมไว้ ในช่วงของการคลุกเคล้าต้องใช้ความรวดเร็ว คลุกไปเรื่อย ๆ จนกว่าซังขนุน และน้ำหมี่กรอบจะเข้ากันดี และต้องคลุกตอนที่ยังร้อนอยู่  เพราะถ้าเย็น หรือคลุกไม่เร็ว ซังขนุนจะจับตัวเป็นก้อนทันที

เมื่อคลุกเคล้าเข้ากันแล้ว ให้ใส่ผลส้มซ่าลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันอีก เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

เสร็จแล้วนำบรรจุในกล่อง กล่องละ 50 กรัม ขายในราคา 20-25 บาท

“ซังขนุนน้ำหมี่กรอบ” นี้ก็อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้ ซึ่งใครสนใจ ติดต่อ ขวัญชัย ปาระมี และ ณัฐชัย สำเนียงล้ำ นักศึกษาสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-3645-2715 และ 08-8953-5170 และ อ.เชาวลิต อุปฐาก อาจารย์ที่ปรึกษา หมายเลขโทรศัพท์  08-3015-4598.

 

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง/พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

คู่มือลงทุน…ซังขนุนน้ำหมี่กรอบ

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ 10-15 บาทต่อ1 กล่อง (50 กรัม)

รายได้ 20-25 บาทต่อ1 กล่อง (50 กรัม)

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านชุมชน, งานออกร้าน, ร้านขายฝาก

จุดน่าสนใจ นำของเหลือทิ้งมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า

‘เมนูอบวุ้นเส้น’ สูตรเด็ดระดับ ‘เหลา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 19 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

 “อบวุ้นเส้น” เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย มีการทำขายตามร้านอาหารทั่วไป ไม่ว่าจะร้านอาหารไทย อาหารจีน อาหารซีฟู้ด หรือแม้แต่ทำขายเป็นเมนูเดี่ยวตามตลาดนัดก็ขายได้ขายดี ซึ่งวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ ก็มีข้อมูล ’เมนูอบวุ้นเส้น“ สูตรของอีกหนึ่ง “เหลา” คือ “ภัตตาคาร โกลด์ เซี่ยงไฮ้” ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ มานำเสนอ…

**************************

“ภัตตาคาร โกลด์ เซี่ยงไฮ้” เป็นเหลาหรือร้านอาหารจีนแนวเซี่ยงไฮ้และซีฟู้ด มีผู้บริหาร กุ๊ก พนักงาน ที่มีประสบการณ์ในการบริหารร้านอาหาร ทำอาหาร ให้บริการลูกค้า ในร้านอาหารดังย่านสุขุมวิทมาถึง 30 ปี ก่อนที่จะมาเปิดภัตตาคารแห่งนี้ โดย สมใจ เกิดแก้ว เจ้าของ-ผู้บริหารภัตตาคาร เปิดเผยว่า ทางภัตตาคารมีเมนู เป็ดปักกิ่ง เป็นเมนูชูโรง ขณะที่เมนูอื่น ๆ ที่ลูกค้าติดใจก็มีมากมาย อาทิ ขาหมูหมั่นโถว, เนื้อเส้นผัดพริก รับประทานคู่กับโรตี ฯลฯ

ส่วน ’เมนูอบวุ้นเส้น“ ที่นี่ก็ขึ้นชื่อ

ทั้ง ’กุ้ง-ปู“ ลูกค้าให้การตอบรับสูง

“เรามีประสบการณ์ด้านร้านอาหารมากพอสมควร และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากมีร้านเป็นของตัวเองบ้าง เมื่อมีโอกาสจึงตัดสินใจเปิดร้าน ซึ่งลูกค้าก็ให้การตอบรับดี เพราะเรามีประสบ การณ์ในการทำร้านอาหารและทำอาหารจีนมานาน กุ๊ก พ่อครัว ลูกทีม ที่มาร่วมกันทำ ก็ล้วนแล้วแต่เคยทำงานด้วยกัน และมีประสบการณ์มากพอ ๆ กัน” สมใจ บอก

พร้อมทั้งมอบหมายให้ทางกุ๊กเป็นผู้ให้ข้อมูล “เมนูอบวุ้นเส้น” โดยยกตัวอย่าง “กุ้งอบวุ้นเส้น”

ทั้งนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ทำเมนูอบวุ้นเส้นนั้น หลัก ๆ ก็เป็นอุปกรณ์ครัวทั่ว ๆ ไป อาทิ…เตาแก๊ส, มีด, เขียง ฯลฯ

แต่ที่ขาดไม่ได้คือ หม้ออบ

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ทำเมนูอบวุ้นเส้น กรณีเป็น “กุ้งอบวุ้นเส้น” ตามสูตรของกุ๊ก “โกลด์ เซี่ยงไฮ้” นั้น หลัก ๆ มีดังนี้คือ…กุ้งลายเสือ 5 ตัว, วุ้นเส้น ประมาณ 1 กำมือเล็ก ๆ, รากผักชี 2 ราก, ต้นหอม 3 ต้น, มันหมู 3 ชิ้น กระเทียมใหญ่ 3 กลีบ ส่วนเครื่องปรุง หลัก ๆ ก็มี…ซีอิ๊วดำ (สูตร 1) 3 ช้อนโต๊ะ, ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ, นํ้ามันหอย 3 ช้อนโต๊ะ, เหล้าจีน 3 ช้อนโต๊ะ, พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา, นํ้าซุป 1 ถ้วย นอกจากนั้นก็มีเครื่องเทศ อย่างพวกโป๊ยกั๊ก และอบเชย

กุ้งพันธุ์ต่าง ๆ สามารถนำมาใช้ทำ “กุ้งอบวุ้นเส้น” ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ทำว่าจะเลือกใช้กุ้งอะไร แต่สำหรับภัตตาคารอาหารจีนแนวเซี่ยงไฮ้และซีฟู้ดแห่งนี้ เลือกใช้ “กุ้งลายเสือ” กุ้งที่เนื้อมี “คุณภาพดี” มีรสชาติหวานอร่อย

เหมาะที่จะใช้ทำเมนูกุ้งอบวุ้นเส้นมาก

ขั้นตอนการทำ “กุ้งอบวุ้นเส้น” เริ่มจาก… นำวุ้นเส้นมาแช่นํ้าสะอาดทิ้งไว้สักพัก พอวุ้นเส้นนิ่มก็นำขึ้นสะเด็ดนํ้า พักเตรียมไว้ จากนั้นก็นำกุ้งมาล้างทำความสะอาด ตัดหนวดตัดส่วนแหลมที่อยู่บนหัวกุ้งออก แต่ไม่ต้องปอกเปลือก ใช้วิธีผ่าหลังดึงเส้นดำออก หลังจากล้างกุ้งเสร็จแล้วก็พักไว้ เตรียมวัตถุดิบอื่น ๆ อย่างพวกกระเทียม รากผักชี ต้นหอม โดยปอกเปลือกกระเทียม ทุบให้พอแตก รากผักชีก็นำมาทุบพอแตก หั่นต้นหอมพอหยาบ ๆ พักเตรียมไว้

เตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำวัตถุดิบใส่ลงหม้ออบ โดยใส่มันหมูลงไปวางเรียงไว้ที่ก้นหม้อก่อน ตามด้วยใส่กระเทียม รากผักชี ต้นหอม โป๊ยกั๊ก อบเชย พริกไทยเม็ด จากนั้นใส่วุ้นเส้น แล้ววางกุ้งทับอยู่ด้านบนสุด ถัดมาก็ใส่เครื่องปรุง ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว นํ้ามันหอย เหล้าจีน ลงไปในหม้ออบ นำนํ้าซุปเทใส่ ปิดฝาหม้ออบ ตั้งไฟ

การตั้งไฟอบนั้น จะใช้ไฟแรงกลาง ๆ ในการทำ “กุ้งอบวุ้นเส้น” ใช้เวลาอบประมาณ 5 นาทีก็จะสุกหอมหวนชวนรับประทาน ทางกุ๊กจะไม่ใช้ไฟแรงมาก เพราะจะไหม้ และไม่ใช้ไฟอ่อนซึ่งต้องอบนาน เพราะจะทำให้กุ้งหดเล็ก เนื้อแข็ง

นี่คือส่วนหนึ่งของเคล็ดลับความอร่อย

กุ้งอบวุ้นเส้นนี้ ต้นทุนจะเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาทำ โดยเฉพาะกุ้ง

อย่างไรก็ดี สำหรับ “เมนูอบวุ้นเส้น” นอกจากจะใช้กุ้งทำแล้ว ยังสามารถใช้วัตถุดิบอื่น ๆ ทำได้อีก โดยเฉพาะ “ปู” ทำเป็น “ปูอบวุ้นเส้น” ซึ่งที่ “โกลด์ เซี่ยงไฮ้” ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้ามาก เพราะใช้ปูสด ถ้าไม่สดไม่ทำขายลูกค้า

สำหรับการทำ “ปูอบวุ้นเส้น” ก็ใช้วิธีและขั้นตอนการทำที่เหมือนกับกุ้ง แต่ที่สำคัญนั้นปูที่นำมาอบจะต้องแกะตัดแบ่งให้เป็นชิ้น วางเรียงแล้วใช้กระดองปูวางคลุมให้ดูสวยงาม ซึ่งที่ต้องแกะปูเป็นชิ้น ๆ ก็เพื่อที่จะให้รสชาติของเครื่องปรุงนั้นแทรกซึมเข้าไปในเนื้อปู

**********************

’เมนูอบวุ้นเส้น“ นับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบ ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าพิจารณา ซึ่งจากสูตรและแง่มุมระดับ “เหลา” ดังที่ว่ามา ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเมนูนี้อยู่ ส่วน “ภัตตาคาร โกลด์ เซี่ยงไฮ้” นั้น ตั้งอยู่ที่เลขที่ 36/5-7 ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ เปิดบริการช่วงเช้า เวลา 11.00-14.00 น. และช่วงเย็น เวลา 18.00-22.30 น. เบอร์โทรศัพท์คือ 0-2662-7498, 08-1296-6578, 09-3341-5885 ซึ่งก็มีเมนูอาหารจีนแนวเซี่ยงไฮ้และซีฟู้ดเด็ด ๆ มากมาย.

 

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ :รายงาน

‘ห่อหมกปลา’ ชูสูตรโบราณ..จุดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 13 เมษายน 2557 เวลา 11:45 น.

 “อาหารไทย” นั้น นอกจากจะมีรสชาติที่โดดเด่น การตกแต่งหน้าตาก็ยังถือว่ามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและกับเมนู “ห่อหมก” นั้นก็ถือเป็นอีกเมนูน่าสนใจ ทว่ากว่าจะได้ห่อหมกแสนอร่อยแต่ละห่อก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมุ่งมั่น ต้องอดทนกันไม่น้อย ผู้ที่พิสมัยห่อหมกหลายคนพอนึกอยากรับประทาน แต่เมื่อ “คิดถึงวิธีการทำ” แล้วมักท้อใจ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขายจึงมีการปรับขั้นตอนการทำและรูปลักษณ์การห่อที่แทบจะไม่เห็นแบบเดิมแล้ว เพื่อเป็นการอนุรักษ์อาหารไทยให้คงอยู่ วันนี้คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” นำเมนู “ห่อหมกปลา” ที่เป็นสูตรโบราณ มาให้ลองพิจารณา…

ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรีอธิบายเมนูนี้ว่า เป็นอาหารที่มีมาแต่โบราณ มีวิธีการทำให้สุกด้วยการนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย กระนั้น ถึงแม้จะมีขั้นตอนและเวลาในการทำค่อนข้างนาน ใช้ส่วนผสมเยอะ แต่เมื่อทำเสร็จแล้วผลที่ได้ก็คุ้มค่ากับการเหนื่อย เพราะนอกจากรสชาติอร่อยแล้วยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายช่วยในการปรับธาตุและเจริญอาหารได้อย่างดียิ่ง

“ห่อหมกเป็นเมนูยอดนิยมที่ถูกสั่งขึ้นโต๊ะเสมอ ยิ่งห่อหมกปลาช่อนใบยอที่มีรสขมอ่อน ๆ เป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์ เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การกวนเนื้อห่อหมก ซึ่งต้องคนจนข้นเหนียว จึงจะทำให้ห่อหมกมีรสชาติอร่อย สมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนผสมมีสรรพคุณทางยา เช่น กระชาย กระเทียม ใบยอ ข่า ตะไคร้ โหระพา พริก รากผักชี เป็นอาหารที่บำรุงธาตุ บำรุงกระดูก ช่วยเจริญอาหาร ขับลมขับเหงื่อ แก้จุกเสียด ลดความดันโลหิตสูง และนอกจากจะเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ยังมีเรื่องของศิลปะในการนำใบตองมาใช้แทนภาชนะ แถมช่วยเพิ่มกลิ่นรส เป็นการผสมผสานการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างแท้จริง”

อุปกรณ์ ที่ใช้ทำห่อหมก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ทำครัวทั่วไป อาทิ ไม้พาย, มีด, เขียง, เตาแก๊ส และลังถึงสำหรับนึ่ง แต่ที่ต้องมีเป็นพิเศษ คือ เครื่องปั่นและอ่างดินเผา หรือหม้อสเตนเลส สำหรับใช้ในการกวนห่อหมก

วัตถุดิบ หลัก ๆ จะมีผักรองพื้นห่อหมก คือใบยอ หรือใบโหระพา (หรือผัก    อื่น ๆ ตามใจชอบ เช่น ผักกาด กะหล่ำปลี) ผักหวาน ของสดและของแห้งมีปลาช่อน, ไข่เป็ด, นํ้ากะทิ, นํ้าตาลทราย, นํ้าปลา, แป้งข้าวเจ้า, กะปิ ส่วนผักที่ใช้โรยหน้าให้สวยงามคือใบมะกรูดหั่นฝอย พริกชี้ฟ้าแดงหั่น นอกนั้นก็มีใบตองสดและไม้กลัด

ส่วนผสมนํ้าพริกแกงคั่วมี ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย หอมแดงซอย กระเทียมซอย ข่าหั่น พริกไทยเม็ด รากผักชี เกลือ พริกแห้งเม็ดใหญ่ (แช่นํ้าแกะเม็ดออก) กระชายหั่น นำสมุนไพรทุกอย่างมาใส่เครื่องปั่น หรือใส่ครกตำจนละเอียด ตั้งพักไว้ก่อน

ขั้นตอนการทำ “ห่อหมกปลาช่อนโบราณ”

เริ่มจากการเตรียมใบตองที่ใช้ห่อก่อน นำใบตองสดมาเช็ดให้สะอาดทั้งหน้าและหลัง ฉีกกว้าง 7 นิ้ว ยาว12-13 นิ้ว แล้ว ตัดเป็นรูปวงรีเตรียมไว้ ฉีกใบตองทำเตี่ยวกว้าง 1-1 1/2 นิ้ว ใบตองจะใช้สองชั้นต่อการห่อหนึ่งห่อ จากนั้นเตรียมผักรองพื้น นำผักที่เตรียมไว้ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้สะเด็ดนํ้า ใบยอหั่นเป็นชิ้นเล็กลวกนํ้าเดือดให้ตายนึ่ง ใบโหระพาเด็ดเป็นใบ ๆ

จากนั้นนำปลาช่อนมาขอดเกล็ด ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งไว้พอแห้ง ทำการแล่เนื้อ 2 ข้างออก ตัดหัวผ่าซีก ก้างตรงกลางตัดเป็นท่อน ส่วนเนื้อปลาช่อนนำมาหั่นแฉลบเป็นชิ้นหนาบางพอประมาณ มะพร้าวคั้นเอาหัวกะทิกับหางกะทิ (แบ่งหัวกะทิไว้ส่วนหนึ่งใช้สำหรับหยอดหน้าด้วย)

นำหัวกะทิกับหางกะทิส่วนหนึ่งใส่อ่างผสมดินเผา ใส่นํ้าพริกแกงคั่ว กะปินิดหน่อย ใช้ไม้พายคนส่วนผสมให้ละลายเข้ากันดี แล้วใส่เนื้อปลาและไข่เป็ดตามลงไป ทำการกวนส่วนผสมให้เข้ากัน (เทคนิคการกวนต้องไปทางเดียวกัน ถ้ากวนกลับไปกลับมาส่วนผสมจะคลายตัวไม่เหนียวข้น) ปรุงรสด้วยนํ้าตาลและนํ้าปลา กวนส่วนผสมต่อไปถ้าแห้งให้เติมหัวกะทิลงไป กวนต่อไปเรื่อยจนส่วนผสมห่อหมกมีลักษณะฟูและเหนียว ก็หยุดกวนแล้วตั้งพักไว้

การทำนํ้ากะทิสำหรับหยอดหน้าห่อหมก เอาหัวกะทิผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือเล็กน้อย คนให้ละลายเข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ กวนจนกะทิสุกจะข้นหนืดนิด ๆ ยกลง ตั้งพักไว้ให้เย็น

ขั้นตอนการห่อ นำใบตองกลับด้านซ้อนกันสองชั้น (แผ่นใหญ่อยู่ด้านนอกหงายหน้านวลขึ้น แผ่นเล็กอยู่ด้านในคว่ำหน้านวลลง) นำผักรองพื้นที่เตรียมไว้วางลงตรงกลาง ใช้ช้อนตักส่วนผสมห่อหมกหยอดทับลงบนผักพอมิด หยอดหน้าด้วยหัวกะทิ โรยด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ จับใบตองโอบขึ้นมาปลายประกบกัน นำเตี่ยวมาทาบรัดแล้ว กลัดด้วยไม้กลัด (ก่อนจะห่อ ควรตั้งลังถึงต้มนํ้าให้เดือดพล่าน) เมื่อห่อเสร็จแล้วจัดใส่ลังถึง ยกขึ้นนึ่งประมาณ 15-20 นาที แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เสิร์ฟทานร้อน ๆ กับข้าวสวย หรือจะรับประทานเล่น ๆ ก็อร่อยเหาะ

ผู้สนใจอยากทำ “ห่อหมกโบราณ” ขายเป็นอาชีพ แนะนำว่า ตอนเริ่มทำขายใหม่ ๆ ให้ทำแต่น้อยก่อน เมื่อมีลูกค้าแล้วจึงเพิ่มจำนวนโดยเพิ่มเครื่องปรุงตามสัดส่วน หากอยากลองฝึกทำรับประทานกันในครอบครัว ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โทร. 08-9600-0993

นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ!!!!.

 

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

 

คู่มือลงทุน…ห่อหมกปลาช่อน

 

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 3,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา

รายได้ ราคา 30 บาท/ ห่อ

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านอาหาร ตลาด และชุมชน

จุดน่าสนใจ คุณประโยชน์เป็นจุดขายที่ดี

‘ตุ้มหูแก้ว’ อีกเทคนิคใหม่..ใช้ทำเงิน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 12 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

งานไอเดียจากวัสดุที่เกี่ยวกับของกระจุกกระจิก เช่น เครื่องประดับ เป็นชิ้นงานที่มีโอกาสและมีช่องว่างให้ทำเงินได้ต่อเนื่อง ยิ่งเป็นชิ้นงานแปลก รูปแบบไม่เหมือนใคร มีการนำวัสดุชนิดใหม่ ๆ เข้ามาใช้สร้างจุดเด่นเป็นจุดขายด้วยแล้ว โอกาสที่จะหยิบจับทำเป็นอาชีพก็เรียกได้ว่ายังไม่ถึงทางตันเสียทีเดียว

วันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณา กับงาน ’ตุ้มหูแก้ว“

ธัญดา นิธิชลันธร เจ้าของชิ้นงาน เล่าว่า เดิมตนทำงานเป็นพนักงานบริษัท ต่อมารู้สึกอิ่มตัวจึงลาออกหันมาประกอบอาชีพอิสระ โดยยึดอาชีพรับทำขนมเบเกอรี่อยู่กับบ้าน ต่อมามองว่ายังพอมีเวลาเหลือ และด้วยความที่สนใจงานฝีมือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงคิดว่าน่าจะใช้เวลาที่เหลือคิดประดิษฐ์ชิ้นงานเพื่อเป็นงานเสริมเพิ่มจากงานขนมที่ทำอยู่ได้ หลังจากพยายามค้นคว้าหาข้อมูลหลาย ๆ แหล่งจึงมาสนใจงานฝีมือจากต่างประเทศเป็นเทคนิค โฟโต้กลาส (Photo Glass)  จึงฝึกหัดทดลองทำ  พบว่ามีเทคนิคที่ไม่ซับซ้อน รวมถึงมีวัสดุอุปกรณ์ไม่มาก คิดว่าน่าจะทำเป็นอาชีพเสริมได้ จึงเริ่มทำจำหน่ายจริงจัง

เธอเล่าว่า เริ่มจำหน่ายชิ้นงานได้สองเดือนแล้ว โดยเปิดร้านค้าออนไลน์ เน้นจำหน่ายชิ้นงานทางเว็บไซต์ชื่อ http://www.cute-buddy.com และเฟซบุ๊กชื่อ http://www.facebook.com/cutebuddyshop ซึ่งชิ้นงานที่ทำเน้นไปที่เครื่องประดับผู้หญิง เช่น ตุ้มหู, สร้อยข้อมือ, สร้อยคอ, พวงกุญแจ โดยมีทั้งที่ผลิตเป็นชิ้นงานสำเร็จรูป และให้ลูกค้าเลือกภาพที่ต้องการสั่งทำ

สำหรับ ภาพที่ใช้พิมพ์ที่เป็นเทคนิคการทำแบบโฟโต้กลาส ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำงานตุ้มหูแก้ว จะเป็นภาพแนววินเทจเน้นโทนสีหวาน เช่น ดอกไม้ คัพเค้ก การ์ตูน สัตว์เลี้ยง, ภาพสไตล์ญี่ปุ่น เช่น ตุ๊กตาใส่ชุดกิโมโน นกกระเรียน เกอิชา, ภาพ 12 ราศีนักษัตร และภาพพระพิฆเนศ โดยเทคนิคโฟโต้กลาสที่นำมาใช้นั้น สามารถนำมาดัดแปลง พลิกแพลงรูปแบบได้หลากหลายขึ้นอยู่กับไอเดียคนทำเป็นสำคัญ

’พอดีมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องตกแต่งภาพ จึงนำทักษะตรงนี้มาประกอบเข้ากับงานที่ทำ ซึ่งกลุ่มลูกค้าของสินค้า จะเน้นไปที่กลุ่มผู้หญิง กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และสาวออฟฟิศ โดยตอนนี้เน้นที่งานตุ้มหูแก้วพิมพ์ภาพดิจิตอลเป็นหลัก และเน้นขายส่ง ลูกค้าส่วนใหญ่จะรับสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อตามตลาดนัดอีกทีหนึ่ง  2 เดือนถือว่าพอไปได้“

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ 50% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 99 บาท

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ตุ้มหู  (นิกเกิลฟรี มี 3 สี คือ เงิน, ทองเหลือง, เทาดำ), กลาสโดม (Glass Dome) ที่เป็นแก้วใสใช้ประกอบเข้ากับตุ้มหู, กาวเรซิน, กระดาษโฟโต้ (กระดาษสติกเกอร์) และอุปกรณ์งานฝีมือทั่วไป เช่น กรรไกร, คัตเตอร์, ปากคีบ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเลือกรูปภาพที่ต้องการ โดยออกแบบและตกแต่งให้เป็นภาพสำเร็จในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการกำหนดขนาดหรือไซซ์ของภาพที่จะใช้ให้ได้ขนาดกับกลาสโดม ที่ประมาณ 12 มิลลิเมตร

เมื่อได้ภาพที่เลือกไว้ และกำหนดขนาดภาพได้ตามที่ต้องการแล้ว ให้ทำการพิมพ์หรือพรินต์ภาพนั้นออกมา โดยกระดาษแนะนำให้ใช้คือ กระดาษโฟโต้ เพราะมีคุณ สมบัติไม่ดูดซึมสีซึ่งจะช่วยทำให้ภาพที่พิมพ์ออกมานั้น มีสีสันสดใส ยังคงมีความคมชัดอยู่ มีคุณภาพดีกว่าการใช้กระดาษธรรมดาทั่วไป

จากนั้นทากาวเรซินที่ด้านหลังกลาสโดม นำกลาสโดมไปติดกับภาพที่เลือกไว้ รอให้กาวแห้งติดสนิท นำกรรกไกรมาตัดขอบรอบ ๆ กลาสโดมเพื่อขึ้นรูปชิ้นงาน นำกาวเรซิ่นมาทาที่ด้านหลังกลาสโดมที่ติดกับภาพนั้นอีกครั้ง และนำไปติดเข้ากับเบ้าของตุ้มหู รอให้กาวแห้ง ทำการตกแต่งตามต้องการอีกครั้ง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำตุ้มหูแก้ว

’งานตุ้มหูแก้วที่มีการนำเอาเทคนิคโฟโต้กลาสมาใช้เหมาะกับทำเป็นอาชีพเสริม เพราะวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำมีไม่มาก อีกทั้งยังใช้เวลาและมีขั้นตอนไม่ยาก แต่ด้วยความที่ชิ้นงานมีขนาดเล็ก เทคนิคที่จะทำชิ้นงานให้ได้เร็ว คืออาจใช้วิธีติดกลาสโดมกับภาพครั้งละหลายชิ้น จากนั้นจึงค่อยนำมาตัดขึ้นชิ้นงานทีเดียว“ ธัญดา กล่าว

สนใจงาน ’ตุ้มหูแก้ว“ โทร. 08-7330-1714 ซึ่งนี่เป็นงานฝีมืออีกชนิด ที่เด่นด้วยการนำวัสดุกับเทคนิคงานฝีมือที่แปลกใหม่มาผสมผสานจนเป็นสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ทำเงิน กับงานตุ้มหูแก้วนี้เป็นอีกหนึ่ง ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าพิจารณา…

………………………………………………………………..

คู่มือลงทุน…งานตุ้มหูแก้ว

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 3,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา 99 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด เครื่องประดับ

จุดน่าสนใจ ทุนต่ำ ทำเป็นอาชีพเสริมได้

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง/สุนิสา ธนพันธสกุล ภาพ

‘เปลือกแตงโมหยี’ แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 6 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

“การแปรรูปผลไม้” มีให้เห็นมากมายหลายแบบ และทำได้กับผลไม้แทบทุกชนิด ในทุก ๆ ส่วนของผลไม้ รวมไปถึงส่วนของ เปลือกผลไม้ ที่มักจะถูกโยนทิ้งแบบไร้ค่า ก็สามารถนำมาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ชนิดนั้น ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” วันนี้ขอนำเสนอการทำ “เปลือกแตงโมปรุงรส” หรือ “เปลือกแตงโมหยี” …

ข้อมูลที่จะนำเสนอเป็นผลงานของ อ.เชาวลิต อุปฐาก, อ.วไลภรณ์ สุทธา และ ผศ. ปานทิพย์ ผดุงศิลป์ จากสาขาวิชาอาหาร และโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร

อ.เชาวลิต บอกว่า เปลือกแตงโม เป็นส่วนที่คนไม่นิยมนำมาบริโภค ทั้ง ๆ ที่มีสรรพคุณทางยามากมาย หรือสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารคาว อย่างแกงส้มเปลือกแตงโมได้ ในเมื่อไม่มีคนนิยมรับประทาน ทำให้เปลือกแตงโมกลายเป็นของเหลือทิ้งอย่างไร้ค่า ดังนั้น จึงได้คิดทำ “เปลือกแตงโมปรุงรส” หรือ “เปลือกแตงโมหยี” ขึ้นมา เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกแตงโม ให้เกิดเป็นประโยชน์ในทางพาณิชย์ และเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย

อุปกรณ์ในการทำเปลือกแตงโมหยี หลัก ๆ ก็มี เตาแก๊ส, กระทะทองเหลือง, เขียง-มีด, ไม้พาย, ครก-สาก และอุปกรณ์ประเภทถาด และถ้วย-ชาม ทั่ว ๆ ไป ซึ่งหาได้ในครัวเรือน

ส่วนผสมที่ใช้ ตามสูตรก็มี เปลือกแตงโม 2,000 กรัม, เนื้อแตงโม 600 กรัม, น้ำตาลทราย 200 กรัม, แบะแซ 100 กรัม, เกลือเล็กน้อย, น้ำมะนาวพอประมาณ

วิธีทำ ปอกเปลือกแตงโม แล้วล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเตรียมไว้ ส่วนเนื้อแตงโมนั้น นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่นกัน

นำเปลือกแตงโม และเนื้อแตงโมใส่ลงในกระทะทองเหลือง พร้อมตั้งไฟร้อนปานกลาง ใช้ไม้พาย กวน ให้เปลือก และเนื้อแตงโมเข้ากัน กวนไปเรื่อย ๆ ในช่วงแรก ๆ ของการกวนนั้น น้ำจากเปลือกและเนื้อแตงโมจะออกมาส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ระหว่างนี้คอยหมั่นกวนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ส่วนของเปลือกและเนื้อเข้ากัน กวนไปสักพัก น้ำในกระทะจะเริ่มงวด ให้กวนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งส่วนผสมทั้งสองเริ่มแห้ง ซึ่งการกวนในช่วงแรกนี้จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

จากนั้น ใส่น้ำตาลทราย, แบะแซ, น้ำมะนาว และเกลือลงไป ใช้ไฟร้อนในระดับคงเดิม แล้วค่อย ๆ กวนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน จนส่วนผสมเหนียว ซึ่งขั้นตอนการกวนนี้ ใช้เวลาอีกประมาณ 25 นาที เป็นอันใช้ได้

เสร็จแล้วนำออกมาพักไว้ให้เย็น

ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนการ คลุกกับน้ำตาล พริก และเกลือ โดยส่วนผสมการคลุก ตามสูตรมี น้ำตาลทราย 400 กรัม เกลือป่น 15 กรัม และพริกขี้หนูแห้งคั่ว 10 เม็ด

วิธีทำ โขลกพริกขี้หนูกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไปโขลกให้เข้ากัน ชิมรสให้ได้ 3 รส เผ็ด เค็ม หวาน แบบพอดี ๆ

นำส่วนผสมของแตงโมที่กวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาปั้นลูกกลม ๆ เล็ก ๆ แล้วนำลงคลุกในส่วนผสมพริก เกลือ น้ำตาล ที่โขลกไว้ คลุกให้ทั่ว ซึ่งก็จะได้เป็นเปลือกแตงโมปรุงรส หรือเปลือกแตงโมหยี ที่มีรสชาติหวาน เค็ม เผ็ด ครบ 3 รส

นำเปลือกแตงโมหยีบรรจุลงในขวดแก้ว ในปริมาณขวดละ 180 กรัม ขายในราคาขวดละ 35-45 บาท ตามแต่สถานที่หรือทำเลที่ขาย

“เปลือกแตงโมปรุงรส” หรือ “เปลือกแตงโมหยี” นี่ก็อาจจะใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้ ซึ่งใครต้องการติดต่อ อ.เชาวลิต อุปฐาก อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหาร และโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-3015-4598.

 

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง/พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

 

คู่มือลงทุน…เปลือกแตงโมหยี

 

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาท

ทุนวัสดุ 15-20 บาท/180 กรัม

รายได้ 35-45 บาท/180 กรัม

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านชุมชน, งานออกร้าน

จุดน่าสนใจ เป็นการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,212 other followers

%d bloggers like this: