ตลาดนัดหัวเขียว

All posts tagged ตลาดนัดหัวเขียว

“พีเพิลฟู” บุกตลาดจอภาพดิจิตอล

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559921

โดย วานิชหนุ่ม 9 ม.ค. 2559 05:01

 

ทุกวันนี้การดำเนินชีวิตของมนุษย์เรามีความสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะมนุษย์เองได้คิดค้น ประดิษฐ์อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆออกมาเป็นเสมือนผู้ช่วยที่ทำงานแทนเราไปเกือบทุกอย่าง

หนึ่งในนั้นก็มี ระบบกล้องวงจรปิด Closed–circuit television (CCTV) ที่ในปัจจุบันก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีไปไกลมาก ทำให้มีขนาดเล็กลงแต่มีความละเอียดของภาพสูง และถ่ายภาพเวลากลางคืนได้คมชัดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการไม่หยุดนิ่งในการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์นี้เอง

นายพงศพัค หวัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิลฟู เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดกล้องวงจรปิดในประเทศไทยมีขนาดใหญ่มาก และในเวลานี้ก็มีผู้คนต่างให้ความสนใจในการติดตั้งกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯก็ไม่หยุดที่จะสรรหาสินค้าที่ดีมีคุณภาพมานำเสนอต่อลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้กล้องที่ดี ราคาสมเหตุสมผล

“ตลาดกล้องวงจรปิดยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะในเวลานี้ผู้คนต่างได้เห็นถึงประโยชน์จากการติดตั้งกล้องว่าสามารถช่วยจับภาพเหตุการณ์ สำคัญต่างๆได้มากมาย อาทิ เหตุระเบิดที่ราชประสงค์ กล้องวงจรปิดก็เป็นพระเอกให้การช่วยจับภาพผู้ก่อเหตุ และนำไปสู่การจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด”

ทั้งนี้ นอกจากตลาดกล้องวงจรปิดแล้ว ในปีหน้า 2559 บริษัทฯยังมีแผนที่จะบุกตลาดจอภาพดิจิตอล โดยจะมีการนำเข้าสินค้าประเภทจอภาพดิจิตอลเข้ามาในไลน์สินค้าของบริษัทฯ โดยมีแผนทำตลาด 3 ชนิด คือ 1.พีซี ทีวี จะเป็นจอภาพที่มีระบบคอม-พิวเตอร์อยู่ด้านใน สามารถ เชื่อมต่อรับส่งข้อมูลผ่านระบบไวไฟได้ มาพร้อม หน้าจอแบบทัชสกรีนได้ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นจอโฆษณาก็ได้ ใช้ติด ตั้งในห้องประชุมก็ได้ มีขนาดจอคือ 46, 49 และ 55 นิ้ว

2.Digital Signage หรือป้ายดิจิตอล สื่อรูปแบบใหม่ โดยการนำเอาเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกับจอภาพคอมพิวเตอร์ จะมาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความทันสมัยในการโปรโมตสินค้า ตั้งไว้ตามงานอีเวนต์ต่างๆ เป็นต้น และ 3.ทีวี วอลล์ จะเป็นจอแสดงผลที่มีความละเอียดสูง มีจุดเด่นในเรื่องการมองที่มุมเอียง 178 องศา ก็สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนไม่ผิดเพี้ยนจากการมองในมุมตรง ซึ่งสินค้าตัวนี้จะมาตอบโจทย์ในเรื่องการทำป้ายโฆษณา นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีแผนจะเปิดตลาดสินค้าประเภทจอภาพที่ไว้แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดอีกด้วย

“บริษัทฯเล็งเห็นถึงโอกาสในการทำตลาดจอภาพแสดงผลในประเทศไทย โดยแนวโน้มในอนาคตโลกก็จะก้าวไปสู่ยุคดิจิตอลแน่นอน การทำอะไรก็ต้องรวดเร็ว ซึ่งจอแสดงผลของบริษัทฯก็สามารถมาเสริมและตอบโจทย์ในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี”

นายพงศพัคกล่าวว่า ในปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่จะมุ่งความสำคัญไปที่ตัวกล้องวงจรปิดเป็นหลัก ไม่ค่อยคำนึงถึงตัวจอภาพแสดงผลเท่าไร ซึ่งหากมาวิเคราะห์กันดีๆ จะพบว่า ถึงแม้เราจะติดกล้องที่ดี มีความคมชัดสูง สามารถถ่ายบันทึกภาพได้ดี แต่พอมาดูผ่านจอภาพที่ปัจจุบันจะใช้โทรทัศน์เป็นตัวแสดงภาพ ส่วนมากจะขาดความคมชัดไป

โดยในจุดนี้ จอภาพทีวี วอลล์ ของบริษัทฯจะมาเป็นตัวช่วยได้เป็นอย่างดี เมื่อนำมาใช้คู่กับระบบกล้องวงจรปิด ก็จะมีศักยภาพในการแสดงภาพได้มีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่กล้องบันทึกภาพได้ชัด พอมาดูผ่านจอทีวี วอลล์ ก็ยังได้ภาพที่มีความชัดตามจริงอย่างที่กล้องสามารถถ่ายได้

“ผมอยากให้ลูกค้าหันมาใส่ใจกับจอภาพแสดงผลมากขึ้น เพราะในกรณีที่บ้านเรามีโจร ผู้ร้าย บุกมาทำร้ายเรา หรือมาขโมยทรัพย์สิน ภาพที่ชัดจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การตามจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคาดเดาว่าผู้ร้ายจะมีใบหน้าเป็นเช่นไร”

สำหรับในส่วนของแผนการตลาดจอภาพแสดงผล บริษัทฯได้วางกลยุทธ์ไว้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1.ปล่อยเช่าอุปกรณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการกำหนดอัตราค่าเช่าอยู่ 2.จำหน่ายให้ลูกค้าโดยตรง ซึ่งก็คาดว่าจะมีลูกค้าสนใจ เพราะเป็นสินค้าที่สะดวกในการใช้งาน และ 3.เปิดขายโฆษณา โดยบริษัทฯจะไปลงทุนนำจอไปติดตั้งในสถานที่ต่างๆ แล้วให้ลูกค้ามาซื้อพื้นที่โฆษณาอีกที

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ตลาดของจอแสดงภาพดิจิตอล ในอนาคตตลาดนี้จะเป็นที่นิยมจากกลุ่มลูกค้ามากน้อยเพียงใด แน่นอนนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสินค้านวัตกรรมที่มนุษย์บนโลกได้เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาได้น่าสนใจเลยทีเดียว!!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ทีซีซี แอสเซ็ทส์ เปิด “เดอะสตรีท รัชดา” สตรีทมอลล์แห่งแรกบนถนนรัชดาภิเษก

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554063

โดย วานิชหนุ่ม 26 ธ.ค. 2558 05:01

 

ปลุกความคึกคักให้กับย่านธุรกิจบนถนนรัชดาภิเษก เมื่อยักษ์ใหญ่ในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้เครือบริษัท ทีซีซี ของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ได้ขยายอาณาจักร มิกซ์ยูสมาบุกย่านรัชดา โดยเปิดตัว “เดอะสตรีท รัชดา” ศูนย์การค้าสตรีทมอลล์ รูปแบบใหม่ แห่งแรกบนถนนรัชดาภิเษก ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท

ได้เปิดให้บริการแบบอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาเพื่อชิมลางสีสันบรรยากาศช่วงเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และเตรียมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เป็นทางการในวันที่ 27 ม.ค.2559 ที่จะถึงนี้

นายพงษ์ศักดิ์ นันตวรรณกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ สตรีท รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งรับหน้าที่บริหารศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา กล่าวว่า ความแตกต่างของเดอะสตรีท รัชดา คือเป็นศูนย์การค้าสตรีทมอลล์แนวคิดใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ SIP. WALK. TALK. SHARE. ซึ่งเป็นแหล่งรวมแฟชั่น ช็อปปิ้ง กิน ดื่ม เที่ยว และเอนเตอร์เทนเมนต์ ที่ลูกค้าสามารถมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ทั้งจิบ ชิม ดื่ม ช็อป แชร์ กันได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

“รัชดาถือเป็นศูนย์กลางย่านธุรกิจ CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯที่มีศักยภาพ ประชาชนมีกำลังซื้อสูงและสามารถเปิดการขายได้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน จึงเป็นโอกาสของเดอะสตรีท รัชดา ที่จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในย่านนี้ ทั้งกลุ่มพนักงานออฟฟิศ กลุ่มคนทำงานอิสระ กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยในย่านนี้ รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่รองรับนักท่องเที่ยวแถบนี้รวมกว่า 52,000 ห้อง”

ลักษณะของศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา เป็นอาคารสูง 5 ชั้น และ 1 ชั้นใต้ดิน มีพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด 30,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 16 ไร่ บริเวณทำเลที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขารัชดาภิเษกเดิม รองรับจำนวนร้านค้าได้มากกว่า 500 ร้านค้า ที่จอดรถเพียงพอสำหรับ 850 คัน ลานด้านหน้าเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาด 4,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีขึ้นตลอดทั้งปี ตัวอาคารเน้นการตกแต่งแนวอินดัสเตรียล ลอฟต์ กับบรรยากาศในแนวสตรีทไลฟ์-สไตล์ที่แฝงไว้ด้วยความทันสมัย และมุมมองที่เป็นศิลปะเพื่อสร้างความตื่นเต้นและความสนุกสนาน

จุดเด่นของเดอะสตรีท รัชดา คือมีโซนร้านค้า ร้านอาหารและร้านบริการในชั้น B และชั้น 1 ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง จึงเหมาะเป็นสถานที่แฮงเอาต์เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ใช้ชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากนี้ ยังเน้นการคัดสรรร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้จริง เช่น โซนสตรีทแฟชั่นบริเวณชั้น 2 ซึ่งรวบรวมร้านเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายแนวสตรีทแฟชั่น จากเจ้าของกิจการขนาดเล็ก (SME) กว่า 200 ร้านค้า

ส่วนโซนร้านอาหารซึ่งมีสัดส่วนถึง 40% ของพื้นที่ทั้งหมด ก็คับคั่งไปด้วยร้านอาหารหลากสไตล์ ทั้งร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร้านอาหารอาเซียน รวมไปถึงศูนย์อาหารฟู้ดสตรีทที่ใหญ่ที่สุดในย่านรัชดาที่มีอาหารให้เลือกชิมมากกว่า 400 เมนู

อีกหนึ่งไฮไลต์เอาใจคนรุ่นใหม่กับโซนออกกำลังกายบนชั้น 5 ที่ได้จับมือกับบ๊าวซ์ อิงค์ (BOUNCEinc) ประเทศไทย ในการเปิด “Bounce Free-Jumping Revolution” ประสบการณ์ความสนุกครั้งใหม่จากประเทศออสเตรเลีย ทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายกับการจัมพ์บนแทมโพลีน อารีน่า และกิจกรรมไต่เขา บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

ด้วยแนวคิดที่แตกต่างในการรวบทุกไลฟ์สไตล์มาไว้ในที่เดียวกัน ประกอบกับการจัดกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เดอะสตรีท รัชดา กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของการใช้ชีวิตที่สามารถเติมเต็มความต้องการของผู้คนในย่านนี้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเชื่อว่าเป้าหมายจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการในศูนย์ฯ เฉลี่ยประมาณ 20,000 คนต่อวัน ทั้งวันทำงานและวันหยุดนั้น น่าจะบรรลุตามที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

นับเป็นอีกหนึ่งศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ที่เข้ามาเติมสีสันในทำเลทองรัชดาภิเษกให้มีสีสันและมีความคึกคักสนองความต้องการของลูกค้าในย่านนี้ได้ตลอดทั้งวัน!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ซีอีโอ “ซีพีเอฟ” เปิดวิสัยทัศน์ นำโมเดลธุรกิจไทยเติบโตในต่างแดน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550736

โดย วานิชหนุ่ม 19 ธ.ค. 2558 05:01

 

คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ซีพีเอฟ” ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยที่ผงาดเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก กับความมุ่งมั่นการเป็น “ครัวของโลก” ที่ไม่หยุดเพียงแค่ตัวเลขการขายและกำไรที่เป็นเครื่องยืนยันความประสบความสำเร็จเท่านั้น

แต่ยังต้องแสดงบทบาทหน้าที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการเป็นองค์กรต้นแบบให้ธุรกิจขนาดต่างๆได้นำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากมาย

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มองว่า มาตรฐานและมาตรการต่างๆที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในเวทีการค้าโลก ไม่ว่าจะเป็น กฎเกณฑ์เงื่อนไขการค้า การตรวจสอบห่วงโซ่การผลิต มาตรฐานอาหารปลอดภัย หรือมาตรฐานปฏิบัติต่อแรงงานด้วยความเป็นธรรม จะเป็นแรงผลักดันให้บริษัทได้พัฒนาขีดความสามารถของตัวเองเพื่อสร้าง “ครัวโลกยั่งยืน” ในการผลิตอาหารเพื่อตอบโจทย์ความต้องการประชากรทั่วโลกกว่า 3,000 ล้านคน ด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้

ทุกวันนี้สังคมและสาธารณะต่างมีความคาดหวังต่อบริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก ซึ่งนอกจากเรื่องการผลิตอาหารที่มีคุณค่า คุณภาพ ปลอดภัยได้มาตรฐานสากลที่บริษัทยึดมั่นมาตลอดแล้วนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคและสังคมยังมีความห่วงใยและเป็นกังวลก็คือ “ความมั่นคงทางอาหาร” เนื่องจากผลสำรวจขององค์การสหประชาชาติมีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2050 จะมีประชากรเพิ่มสูงขึ้นถึง 9 พันล้านคน จากปัจจุบันที่มีจำนวนประชากร 7.3 พันล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 22% จะเป็นผู้สูงอายุและอยู่ในภูมิภาคเอเชียเป็นส่วนใหญ่

“ดังนั้นหนึ่งในความท้าทายของเราคือ การหันมาทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาหารสุขภาพ และอาหารสำหรับผู้สูงวัยมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในอนาคต นอกจากนั้น “ห่วงโซ่การผลิตยั่งยืน” ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจ ตลอดห่วงโซ่การผลิตของเราจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มา จากความตั้งใจ จึงทำให้ซีพีเอฟกลายเป็นผู้ผลิตไก่ยั่งยืนรายแรกของโลก จากการรับรอง ProSustain standard ของ Det Norske Veritas (DNV-GL) รวมถึงมาตรฐานการปฏิบัติต่อแรงงานด้วยความเป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน ก็เป็นสิ่งที่ซีพีเอฟตระหนักโดยได้กำหนดนโยบายการบริหารแรงงานด้านต่างๆที่ยึดถือตามแนวทางปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและปฏิญญาว่า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแรงงานของบริษัททั้งไทยและต่างด้าวจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม” นายอดิเรกกล่าวว่า ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการเติบโตทางธุรกิจกับการเป็นผู้ผลิตอาหารระดับโลก 3 ประการ คือ 1.การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยทำธุรกิจครบวงจรเริ่มต้นจาก อาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ และอาหาร ซึ่งแต่ละประเทศจะสร้างต้นแบบความสำเร็จเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นของตนเอง 2.การขยายการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพ เพราะการลงทุนเพิ่มคือได้พื้นที่ การได้พื้นที่คือได้ตลาดเพิ่ม นั่นคือการเติบโต เช่น การที่ซีพีเอฟ ขยายธุรกิจเข้าไปในแทนซาเนีย และแอฟริกา ถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อขยายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค 3.การควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นการเรียนลัดด้วยรวมคนที่แข็งแกร่งมาร่วมงานด้วยเพื่อขยายเครือข่าย ซึ่งภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ยุทธศาสตร์ทั้งสามประการนี้ยังมีโอกาสทั้งหมด

“เรายังมองเห็นโอกาสสร้างการเติบโตอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้ง จีน อินเดีย รัสเซีย รวมไปถึงประเทศในแถบยุโรป เนื่องจากมีจำนวนประชากรสูงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ได้สูงขึ้น อีกทั้งโมเดลธุรกิจของเราครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ อาหารสัตว์, ฟาร์มเลี้ยงสัตว์, อาหารแปรรูป ตลอดจนถึงร้านค้าปลีกและธุรกิจร้านอาหาร ฉะนั้นเราจึงวางแผนนำโมเดลที่สำเร็จในประเทศไทยไปใช้ในฐานการผลิตในต่างประเทศ”

สำหรับโครงสร้างรายได้ซีพีเอฟมีสัดส่วนจากต่างประเทศ 67% และในประเทศไทย 33% เป้าหมายอีก 10 ปีข้างหน้าจะเติบโตปีละไม่น้อยกว่า 10% โดยในปีที่ผ่านมามียอดขายรวมทั้งสิ้น 430,000 ล้านบาท การเป็นครัวโลกที่แข็งแกร่งพื้นฐานการทำธุรกิจต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งในปี 2558 นี้ซีพีเอฟได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิก DJSI Listed Company ในกลุ่ม DJSI Emerging Market แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนครอบคลุมทุกด้านทั้ง เศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม

กับการตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารระดับโลกที่มีทั้งการวิจัยและพัฒนาไปจนเทคโนโลยีสมัยใหม่และอีกหลายเงื่อนไขที่จะผลักดันให้ทุกฟากส่วนมี “ความยั่งยืน” เติบโตก้าวไปด้วยกัน!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

“โชว์ดีซี” เปิดตัว “โอเอซิส” ฉลองเทศกาลปลายปี

Published ธันวาคม 12, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547550

โดย วานิชหนุ่ม 12 ธ.ค. 2558 05:01

 

สีสันบรรยากาศของการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังใกล้จะมาถึงนี้สำหรับในกรุงเทพฯ กำลังจะมีแหล่งแฮงก์เอาต์สุดฮิปแห่งใหม่ผุดขึ้นมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในย่านทำเลทองใจกลางพระราม 9

ภายใต้อาณาจักรของ “โชว์ดีซี” ที่ประกาศปรับแนวคิดของโครงการใหม่เป็น “ศูนย์การค้าและความบันเทิงครบวงจร” จากเดิมที่เคยวางในรูปแบบของศูนย์กระจายสินค้าครบวงจรกับเป้าหมายการเป็น “แลนด์มาร์ก” อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย บนเนื้อที่จำนวน 27 ไร่ พร้อมกับเพิ่มการลงทุนในโครงการสูงถึง 9,500 ล้านบาท ซึ่งพร้อมจะเปิดให้บริการกลางปีหน้า

พร้อมกับการสร้าง “K–Town” หรือเมืองเกาหลีใหญ่ที่สุดในโลกมาเป็นส่วนหนึ่งของแม่เหล็กในการดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการสร้างประสบการณ์ใหม่กับความบันเทิง ช็อปปิ้งการรับประทานอาหารที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย และ “YG Entertainment” ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของเกาหลียังได้จับจองพื้นที่บนชั้นดาดฟ้า เพื่อเตรียมเปิดเอนเตอร์เทนเมนต์ พาร์ค สไตล์ “K-Pop” ให้ทุกคนได้พักผ่อนและเพลิดเพลินไปกับคลับสุดฮิปอีกด้วย เพื่อเข้ามาสร้างความแตกต่างไปจากศูนย์การค้าอื่นๆด้วย และไทยแฟนตาซี “หิมพานต์ อวตาร” เอเชียนฟู้ดสตรีท สปอร์ตอารีนา และศูนย์การประชุมและการแสดงเป็นต้น

ล่าสุดได้เปิดตัว “โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ กับจุดขายที่จัดการแสดงกลางแจ้งขนาดใหญ่ และครีเอทีฟ มาร์เก็ต ตลาดตู้คอนเทนเนอร์แนว Eco Social Enterprise กับมูลค่าการลงทุนจำนวน 1,100 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 25 ธ.ค.นี้

นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้บริหาร โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต และประธาน บริษัท โชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด กล่าวว่า จุดเด่นของแหล่งแฮงก์เอาต์สุดฮิปแห่งใหม่กับการลงทุน 1,100 ล้านบาท เป็นพื้นที่การแสดงในรูปแบบเอาต์ดอร์หรือกลางแจ้ง สามารถรองรับการจัดงานแบบเอาต์ดอร์ ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต โชว์พิเศษ หรือเทศกาลพิเศษต่างๆ บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร จุผู้ชมได้มากถึง 30,000 คน จอดรถยนต์และรถตู้มากถึง 1,200 คัน และรถบัสถึง 100 คัน

และครีเอทีฟ มาร์เก็ต ซึ่งเป็นตลาดที่นำตู้คอนเทนเนอร์กลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และสวยงาม ภายใต้แนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของผู้ประกอบการ ผู้เช่าร้าน ผู้ค้าขาย รวมไปถึงชุมชนและสังคมแวดล้อม และสิ่งแวดล้อม มิใช่หวังเพียงผลประโยชน์ทางการค้าของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว

“โอเอซิส เอาท์ดอร์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างในการดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้ โดยการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบร้านค้าโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์นำกลับมารีไซเคิล การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วนให้รองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างเป็นมิตรต่อชุมชนแวดล้อม การสนับสนุนเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงความคิดความฝันทางธุรกิจ มาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยราคาค่าเช่าพื้นที่ซึ่งเป็นไปได้สำหรับผู้เริ่มธุรกิจ รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาแสดงออกความสามารถทางศิลปะและการแสดงอย่างสร้างสรรค์ ผู้คนในชุมชนแวดล้อมได้มีอาชีพ รวมถึงชาวไร่ชาวสวนได้มีพื้นที่จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแบบออร์แกนิกสดใหม่จากไร่กับผู้ซื้อโดยตรงในราคาพิเศษ”

นายชยดิฐกล่าวว่า งานแรกที่จะเปิดตัว อย่างยิ่งใหญ่ “โชว์ ดีซี ไทยแลนด์ เคาต์ดาวน์ 2016” กับการแสดงของนักร้องเกาหลีที่โด่งดังระดับโลก “Rain” และ 6 หนุ่มวง “Beast” ขวัญใจสาวกเกาหลี ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์เฉลิมฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

“เราต้องการให้ “โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” เป็นพื้นที่เติมเต็มประสบการณ์และไลฟ์สไตล์เอาต์ดอร์ ให้คนเมืองได้มาชมสุดยอดการแสดง และเพลิดเพลินไปกับไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนธุรกิจแบบ “อีโค โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์” เป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนความสุขของผู้คนในสังคมต่อไป”

ก็ต้องรอดูว่าประสบการณ์ใหม่ที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ ในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลเป็นอย่างไร อีกไม่กี่วันได้เห็นกัน!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

สเปลล์@ฟิวเจอร์พาร์ค ผนึกกำลังศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดในไทย

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544448

โดย วานิชหนุ่ม 5 ธ.ค. 2558 05:01

 

พื้นที่กรุงเทพโซนเหนือ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯกับเส้นทางออกสู่ภูมิภาคต่างๆ จนทำให้เกิดการพัฒนาขยายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคต่างๆ การคมนาคม รวมถึงบิ๊กโปรเจกต์ของภาครัฐ และภาคเอกชนมากมาย

เพื่อขยายความเจริญและอำนวยความสะดวกสู่พื้นที่รอบนอกรวมทั้งยังเป็นการลดความแออัดในเมืองหลวง จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ทยอยเปิดตัวศูนย์การค้าใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกำลังซื้อสูงขึ้น และตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง

โดย ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่ได้เปิดให้บริการศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมาอย่างยาวนานถึง 20 ปี และเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจศูนย์การค้าในย่านนี้ได้ทุ่มงบลงทุนครั้งใหญ่กว่า 4,000 ล้านบาท ขยายอาณาจักรแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ “สเปลล์ แอท ฟิวเจอร์พาร์ค” (ZPELL @ FUTUREPARK) ศูนย์การค้าแห่งใหม่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่และรองรับการแข่งขันที่มีคู่แข่งที่ระดับยักษ์ใหญ่ดาหน้าเข้ามา

นางสาวพิมพ์ผกา หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า สเปลล์ แอท ฟิวเจอร์พาร์ค เป็นรูปโฉมใหม่ที่มีความทันสมัยบนกรุงเทพฯตอนเหนือ ภายใต้แนวคิด “Never Regular เพราะชีวิตไม่ธรรมดา” บนพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดกว่า 100,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ขาย 40,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ร้านค้าแฟชั่นชั้นนำกว่า 200 ร้านค้า และร้านอาหาร มีให้เลือกหลากหลายกว่า 40 ร้านค้า อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมกีฬาที่สมบูรณ์แบบของกรุงเทพฯตอนเหนือทั้งสนามฟุตซอลมาตรฐานระดับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ 4 สนาม, ขณะนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับ สเปลล์ แอท ฟิวเจอร์พาร์ค พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความแปลกใหม่ด้วยจุดขายหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.Ski365 ที่ฝึกสกีในร่มแห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร จำนวน 3 สโลป ที่ที่ทุกคนสามารถฝึกเล่น และเรียนสกีได้ทุกวันและทุกวัย จากทีมผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ ซึ่งเริ่มเรียนได้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบขึ้นไป 2.The Rink ZPELL ลานสเกตน้ำแข็งขนาด 800 ตารางเมตร พร้อมกับอะคาเดมี่ ไอซ์ สเก็ต 3.Blossom Garden ความงดงามตระการตาแบบไม่ธรรมดา ในรูปแบบสวนในร่มกับสวนดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งผลิบานตามมิติแห่งกาลเวลาในแต่ละฤดูกาล 4.Fantastic Wall ขนาดใหญ่ 10 เมตร ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมสนุกสนานไปกับโลกดิจิตอล 5.The Racing Game ลุ้นเชียร์ และมีประสบการณ์ร่วมกันกับเกมแข่งรถออนไลน์ที่แข่งพร้อมกันได้ถึง 8 คน บนสนามแข่งขันเร้าใจ 3 แบบ และ 6.Zappening ลานกิจกรรมกลางแจ้ง ขนาด 7,000 ตารางเมตร กับ แนวคิด ECO Park ประกอบด้วย ประติมากรรม, น้ำพุเขาวงกต พร้อมร่มเงาจากต้นกันเกรา และทองกวาวที่ยาวถึง 600 เมตร และลานกิจกรรม 1,000 ตารางเมตร

นางสาวพิมพ์ผกา กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมงบประมาณการตลาดกว่า 150 ล้านบาท เพื่อใช้ในการโปรโมต และสร้างการรับรู้ช่วง 3 เดือนแรก ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี, ดิจิตอล LED ของ PlanB ทั่วกรุงเทพฯ, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร และสื่อออนไลน์ พร้อมทั้งกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ตลอด 1 เดือนเต็ม จนถึง 31 ธ.ค.58 อาทิ Meet & Greet กับศิลปินดาราชื่อดัง อาทิ คริส หอวัง, กุ๊บกิ๊บ-บี้, เชอรี่ เข็มอัปสร, อาเล็ก ธีรเดช ฯลฯ, โชว์การเล่น Ski จากมืออาชีพ, การแสดงดนตรีแจ๊สกลางสวนดอกไม้, Never Regular Fashion Troop, สนุกถ่ายภาพกับเมือง 3 มิติ, ย้อนรอย 42 ปีกับเมืองมหาสนุก และขายหัวเราะกับสีสันบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล พร้อมด้วยโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา กับส่วนลดสูงสุด 80% จาก 1,200 ร้านค้า ในฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ พร้อมลุ้นไอโฟน 6S จำนวน 100 เครื่อง จนถึง 10 ม.ค.59

“จากการเปิดให้บริการศูนย์การค้าฯดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่าง สเปลล์ และ ฟิวเจอร์พาร์ค ทำให้พื้นที่ภายในศูนย์การค้าทั้งหมดมีพื้นที่รวมกว่า 600,000 ตารางเมตร คาดว่าการเปิด สเปลล์ แอท ฟิวเจอร์พาร์ค จะส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 35% ต่อปี และมีจำนวนลูกค้าใช้บริการเฉลี่ยสูงสุดถึง 200,000 คนต่อวัน”

และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเตรียมพร้อมรับการแข่งขันที่คาดว่าจะดุเดือดไม่แพ้ทำเลทองแห่งอื่น!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th 

 

“ท็อปส์” ตอกย้ำ เจ้าตลาดกระเช้าปีใหม่

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542341

โดย วานิชหนุ่ม 28 พ.ย. 2558 05:01

 

แม้ว่าปัจจัยภายนอกทางด้านเศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัวก็ตาม แต่พอเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นซึ่งเป็นช่วงของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเช้าของขวัญ และสินค้าปีใหม่ที่ตลาดเริ่มคึกคัก

โดยผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกพร้อมเปิดสมรภูมิรบจัดเต็มกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การตลาด โปรโมชั่นสุดร้อนแรง คุณภาพสินค้า ความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้า และความหลากหลายของรูปแบบกระเช้าที่ออกแบบมาสนองความต้องการของผู้บริโภค หวังปลุกอารมณ์นักช็อปให้คึกคักสวนทางเศรษฐกิจส่งท้ายปี

สำหรับ ท็อปส์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่รอช้าเดินหน้าสร้าง ความเอ็กซ์คลูซีฟ รังสรรค์พิถีพิถันคัดสรรสินค้าที่สมบูรณ์แบบเพื่อคุณโดยเฉพาะ โดย นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส การตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้แนวคิดการทำกระเช้าของขวัญปีใหม่ผ่านแคมเปญ “LET’S CELEBRATE 2016” ภายใต้แนวคิด THE PASSAGE TO PERFECTION ที่สุดของกระเช้าของขวัญที่สมบูรณ์แบบแห่งปี

“ด้วยรูปแบบกระเช้าปีใหม่กว่า 180 แบบที่สร้างสรรค์พิถีพิถันคัดสรรสินค้ามาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ด้วยระยะเวลาการทำงานกว่า 1 ปีเต็ม ที่เดินทางแสวงหาสินค้าที่เป็นสุดยอดของแต่ละประเทศทั่วโลก ทุกจังหวัดทั่วไทย เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้า ปรับลุกมุ่งสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพื่อให้เข้ากับแนวคิดการให้ เพื่อเป็นของขวัญแห่งการให้ที่ดีที่สุด”

นางสาวภัทรพรกล่าวว่า แนวคิดกระเช้าปีใหม่ในปีนี้มีการออกแบบตามไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน เพื่อส่งมอบความสมบูรณ์แบบทั้งผู้ให้และผู้รับ ผ่านกระเช้ารูปแบบเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 3 คอนเซปต์ ได้แก่ 1.Heritage กระเช้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน มาพร้อมสินค้าระดับชั้นนำ ที่มีชื่อเสียงยาวนาน และถือได้ว่าเป็นที่สุดในแต่ละชนิด 2.Innovation กระเช้าที่น่าตื่นตา สร้างประสบการณ์ความแปลกใหม่ให้แก่ทุกคนด้วยสินค้าที่สร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ของแต่ละประเภทสินค้า และ 3.Authentic กระเช้าที่นำเสนอถึงแก่นแท้ของทุกผลิตภัณฑ์ ด้วยสินค้าคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือ ให้คุณได้สัมผัสถึงรสชาติและประสบการณ์ที่แท้จริงของแต่ละผลิตภัณฑ์

ในส่วนของกระเช้ารูปแบบท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และท็อปส์ ซูเปอร์คุ้ม 3 คอนเซปต์ ได้แก่ 1.Supremacy กระเช้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความประทับใจ ที่สุดของการสร้างสรรค์อันแสนวิจิตร ผนวกกับการคัดสรรสิ่งดีๆจากทั่วทุกมุมโลก 2.Visionary กระเช้าที่จุดประกายสีสัน สร้างสรรค์จินตนาการ ด้วยสิ่งพิเศษสุดที่ครีเอตขึ้นอย่างโดดเด่น มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร และ 3.Sincerity กระเช้าสำหรับตอบแทนความจริงใจ ความปรารถนาดี และมิตรไมตรีที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ด้วยการมอบสิ่งที่มากด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 295-19,700 บาท

นางสาวภัทรพรกล่าวต่อว่า บริษัทได้วางงบประมาณทางการตลาดปีนี้กว่า 110 ล้านบาทในการทำแคมเปญดังกล่าว โดยได้มอบสิทธิ–ประโยชน์ด้วยส่วนลดรวมสูงสุดถึง 35% จากบัตร The1Card และ 5 สถาบันการเงิน และพิเศษผ่อนชำระดอกเบี้ย 0%สูงสุด 6 เดือนตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 ม.ค.2559 พร้อมทั้งได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ http://topsshop online.tops.co.th และผ่านทาง Office Mate ออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายเติบโตเพิ่ม 20% หรือมีมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ซึ่งรักษาความเป็นผู้นำในตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่ต่อไป

สำหรับภาพรวมธุรกิจกระเช้าของขวัญในปี 2557 มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 31% หรือมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 1,200 ล้านบาท ซึ่ง ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดกว่า 35% หรือปิดยอดขายไปที่ 560 ล้านบาทโดยระดับราคากระเช้าที่ขายดี อยู่ในกลุ่มราคา 2,000-3,000 บาท ขณะที่ตลาดรวมกระเช้าที่ขายดีจะอยู่ที่ระดับราคา 500-1,500 บาท ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตมากกว่าตลาดรวม

ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด โปรโมชั่นส่งเสริมการขายสุดร้อนแรง พร้อมนวัตกรรมที่สร้างสรรค์แปลกใหม่เพิ่มเข้าไปในกระเช้าของขวัญปีใหม่ จะช่วยปลุกตลาดให้กลับมาคึกคักในช่วงสีสันเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่ใกล้จะมาถึงนี้!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ฉลอง 10 ปี “พารากอน”

Published พฤศจิกายน 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540744

โดย วานิชหนุ่ม 21 พ.ย. 2558 05:01

 

เป็นเวลา 10 ปี เต็มที่คนไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ช็อปปิ้งระดับ โลกที่ “สยามพารากอน” ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาระหว่าง 2 ยักษ์ค้าระหว่าง “เดอะมอลล์กรุ๊ป” และ “สยามพิวรรธน์” ในปี 2548 นับตั้งแต่นั้นมาศูนย์การค้าแห่งนี้กลายเป็นห้างและศูนย์ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย

กลายเป็นสถานที่รับแขกที่สำคัญของนักท่องเที่ยวและชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจะต้องมาเยือน และต้อง “เช็กอิน” ผ่านโซเชียลมีเดีย จนเป็นสถานที่ต้นๆที่ติดอันดับโลกโซเชียลมีเดีย ยิ่งทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น

อีกทั้งสถานที่ตั้งเป็นทำเลทองกลางกรุง มีความสง่างาม มาตรฐานสูง สมศักดิ์ศรีของที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของ “วังสระปทุม” ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการยกระดับกรุงเทพฯให้เป็น “เวิลด์คลาส ช็อปปิ้ง เดสติเนชั่น”

ในวันที่ 9 ธ.ค.ที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบ 10 ปี ของการเปิดให้บริการ ทีมผู้บริหารของ 2 บริษัทได้ผนึกกำลังสร้างอีกปรากฏการณ์ภายใต้ชื่อ “Siam Paragon 10th Anniversary : The Prismatic Phenomenon” ด้วยงบถึง 100 ล้านบาท ฉลอง 10 สัปดาห์ แจก 100 รางวัล จนถึงวันที่ 18 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามพารากอน รีเทล จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีลูกค้าที่เข้าใช้บริการในศูนย์การค้าพารากอนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 200,000 คน เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นิสิตนักศึกษาถึงกลุ่มนักช็อประดับบน เป็นสัดส่วน 70% อีก 30% เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาจากจีน, ตะวันออกกลาง และแถบประเทศอาเซียน

“ดังนั้นการจัดแคมเปญเฉลิมฉลองจึงถูกออกแบบมาให้มีรางวัลตรงกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม เมื่อช็อปปิ้งครบ 2,000 บาท สามารถเลือกลุ้นรับรางวัลพิเศษ ไม่ซ้ำกันทุกสัปดาห์ โดยมี 10 รางวัลต่อสัปดาห์ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดรางวัลจากแบรนด์ชั้นนำ มีตั้งแต่กระเป๋าแบรนด์ดัง, นาฬิกา, เครื่องประดับ, บัตรกำนัลสถานเสริมความงาม มูลค่าตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท”

ด้านนางมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ได้เตรียมกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าในโอกาสพิเศษนี้มากมาย กิจกรรมพิเศษจัดขึ้นในชื่อ 10 Days 10 Phenomenal Thanks ที่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการวันที่ 9 ธ.ค. ไปจนถึงวันที่ 18 ธ.ค.นี้ อัดแน่นด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ เพื่อเป็นการขอบคุณและมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ลูกค้า รวมถึงพันธมิตรธุรกิจ ด้วยปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟปิดโซนร้านอาหารหรูพร้อมการแสดงจากเหล่าดีว่าชื่อดัง

นอกจากนี้ ยังร่วมผนึกกำลังกับพันธมิตรอย่าง Sea Life Bangkok Ocean World และ KidZania Bangkok เปิดให้ลูกค้าสัมผัสกับประสบการณ์สุดประทับใจ พร้อมสัมผัส 10 เมนูอาหารพิเศษ จาก 10 ร้านดัง ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อโอกาสพิเศษนี้โดยเฉพาะ และยังมีกิจกรรมพิเศษระดับเวิลด์คลาสอย่างต่อเนื่องยาวไปถึงสิ้นปี ภายใต้คอนเซปต์ The Pride of Bangkok, The Treasure of The World อีกมากมาย

“ตั้งแต่เปิดให้บริการ สยามพารากอนมีการปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆด้าน ทั้งสินค้าภายในห้างสรรพสินค้ามีการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าสินค้าให้ทันยุค ทันสมัย และล้ำหน้า หลายแผนกเป็นศูนย์กลางของอาเซียนที่เรียกว่ามีความครบที่สุด เช่น บิวตี้ฮอลล์ ส่วนกูร์เมต์มาร์เก็ตกลายเป็นซุปเปอร์มาร์เกตอันดับหนึ่งที่เป็นศูนย์รวมอาหารชั้นเลิศจากทั่วโลก มีคู่ค้าต่างประเทศให้ความสนใจ และนำลูกค้าต่างชาติเข้ามาแวะเวียนจำนวนมาก ตลอดจนร้านแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลก, ร้านอาหาร ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ช่วยทำให้ “สยามพารากอน” เป็นสถานที่ที่มีผู้แชร์ภาพผ่านอินสตาแกรมมากที่สุดในโลกในปี 2013 และยังเป็นสถานที่ที่คนไทยแชร์ภาพมากที่สุดในโลกติดต่อกัน 3 ปีซ้อนในระหว่างปี 2012-2014 และเป็นโมเดลการพัฒนาสำคัญของห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าอีกหลายแห่งในประเทศ”

ส่วนปีนี้แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยดังที่ทราบกันดี ทางผู้บริหารของสยามพารากอนยังมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายเติบโตได้อีก 18% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากปัจจัยสนับสนุนด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่เริ่มทยอยกลับเข้ามาใช้จ่าย และจากปัจจัยความต้องการของผู้บริโภคในประเทศสำหรับเทศกาลปีใหม่ โดยในอนาคตเพื่อต่อยอดในการสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว สยามพารากอนมีแผนทำโปรแกรม “โกลบอลพริวิลเลจ” สำหรับลูกค้าในเอเชียและ

ในส่วนลูกค้าคนไทยมีการพัฒนาโปรแกรมสร้างแรงจูงใจลูกค้าระดับบนซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญกว่า 2 หมื่นรายที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายให้หันมาช็อปปิ้งในประเทศมากขึ้นอีกด้วย!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

“เดอะ พรอมานาด” รูปโฉมใหม่

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539146

โดย วานิชหนุ่ม 14 พ.ย. 2558 05:01

 

“เดอะ พรอมานาด” ธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ ไลฟ์สไตล์ มอลล์ ย่านรามอินทรา เป็นโมเดลศูนย์การค้าที่ถูกยกให้เป็น “ไฮบริดมอลล์” แห่งแรกของประเทศไทย โดยการบริหารของ สยามรีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ ด้วยเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ติดกับศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ด้วยสะพานทางเชื่อมที่เดินถึงกัน

ได้รูปโฉมและเปิดโซนใหม่กว่า 200 ร้านค้า เพื่อรองรับความต้องการลูกค้าซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มพรีเมียมย่านรามอินทราอย่างครอบคลุม ภายใต้สโลแกน Let’s Take a Walk กับสีสันเทศกาลช่วงปลายปีจะถึงนี้

นางชุติมา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสการตลาดและพัฒนาธุรกิจ เดอะพรอมานาด กล่าวว่า ก่อนที่จะเข้ามาพบกับความครบครัน ทันสมัยกับรูปโฉมใหม่ แหล่งรวมของร้านอาหาร แฟชั่น สถาบันเสริมความงาม ศูนย์สุขภาพ สะดวกสบายด้วยที่จอดรถกว่า 2,000 คัน จะเห็นว่า “เดอะ พรอมานาด” โดดเด่นสะดุดตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบ European Old Town Main Street ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางยุโรป ผังอาคารออกแบบเป็นวงกลมที่สามารถเดินเชื่อมต่อไปยังร้านค้าต่างๆได้ ให้ความต่อเนื่องในการช็อปปิ้ง ลูกค้าสามารถเข้ามาจับจ่ายหรือเดินเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน แล้วก็ยังมีทางเชื่อมปรับอากาศระหว่างอาคาร ไปยังศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ได้ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 1 นาที”

“เดอะ พรอมานาด ครอบคลุมพื้นที่อยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตรย่านรามอินทรา มีโครงการหมู่บ้านเดี่ยวมูลค่าสูงรายล้อม ปัจจุบันมีผู้คนพักอาศัยหนาแน่นกว่า 22,000 ครัวเรือน ทำให้มีจำนวนผู้อยู่อาศัยมากกว่า 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีกำลังในการใช้จ่าย เป็นเจ้าของธุรกิจ มีกิจการส่วนตัว เป็นพนักงานบริษัทเอกชนระดับสูง โดยรายได้ในครอบครัวครึ่งหนึ่งอยู่ที่ประมาณเดือนละ 200,000 กว่าบาท แสดงให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าผู้มีศักยภาพกำลังซื้อสูงอยู่ในย่านนี้”

นางชุติมากล่าวว่า Romantic Casual Style เป็นแนวคิดที่ทำให้เดอะ พรอมานาด บนพื้นที่โครงการ 22 ไร่ และพื้นที่รวมของอาคาร 119,100 ตารางเมตร เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ขนาดใหญ่ที่สุดในย่านรามอินทรา มีจุดเด่นสะดุดตาจากภายนอก เพราะถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบถนนช็อปปิ้งในเมืองเก่า ผสมผสานความเป็นคันทรีแบบตะวันตก ด้านในพบความหรูหราแบบย้อนยุคที่กลมกลืนกับแชนเดอเลียร์สุดหรู รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของยุโรปในยุคอดีต มองเห็นรายละเอียดที่ใช้วัสดุกระจกโปร่งใส สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงด้านนอกได้ ผังอาคารออกแบบเป็นวงกลม ทำให้ลูกค้าสามารถเดินไปยังร้านค้าต่างๆได้ทั่วถึง มีลานน้ำพุดนตรีที่อยู่ใจกลางศูนย์ฯ

ภายในอาคารประกอบ ด้วยภัตตาคาร ร้านอาหารกว่า 50 ร้าน แฟชั่นเสื้อผ้าที่เน้นแบรนด์ท้องถิ่นโดยฝีมือคนไทย มีศูนย์สุขภาพและความงามกว่า 30 ร้าน โดย ชั้น 1 เป็นพื้นที่ของซุปเปอร์มาร์เกต แบรนด์ กูร์เมต์มาร์เก็ต ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร, แฟชั่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และโซน พรอมการ์เด้น ที่รวบ รวมสินค้าแต่งสวนและต้นไม้สไตล์ร่วมสมัยมาไว้ด้วยกัน ชั้น 2-3 หลาก หลายด้วยร้านอาหารนานาชาติและธนาคารชั้นนำมากมาย ชั้น 4 เลือกดูแลตัวเองได้ด้วยสถาบันความงาม สุขภาพ ฟิตเนส สลับกับสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ แอคเซสซอรี่ ในบรรยากาศมาร์เก็ตสตรีท ที่มากกว่า 100 ร้านค้า ชั้น 5 ทางเลือกแห่งความบันเทิงจากโรงภาพยนตร์ เดอะ พรอมานาด ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ 4 มิติล้ำสมัย และ “คิดส์ซูน่า” สวนสนุกในร่ม พื้นที่ผ่อนคลายสำหรับเด็กๆ

“กิจกรรมที่ผู้ถูกสำรวจมักไปทำที่ศูนย์การค้า 3 อันดับแรก คือ การจับจ่ายในซุปเปอร์มาร์เกต การรับประทานอาหาร และการซื้อหาสินค้าแฟชั่น แต่ก็ยังไม่มีศูนย์การค้าแห่งใดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ได้ลงตัวที่สุด จึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์ “เดอะ พรอมานาด” ขึ้น สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง อายุตั้งแต่ 28-45 ปี มีรสนิยมดี และมีไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง ชื่นชอบการแฮงก์เอาต์กับเพื่อนๆที่ครบครัน”

ล่าสุด เดอะ พรอมานาด ยังแกะกล่องทางเลือกใหม่ในโซนฟิตเนสที่ชั้น 4 ด้วย Fitness First The Promenade ฟิตเนสอารีน่าและฟรีสไตล์แอเรียที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร ด้วยนวัตกรรมการออกกำลังกายที่เน้นการเคลื่อนไหวแบบอิสระบนพื้นหญ้าเทียม และสนามยางพร้อมสตูดิโอ สำหรับคลาสโยคะ คลาสและอีกมากมาย เติมเต็มความหลากหลายให้คนรักสุขภาพ

กับอีกศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ มอลล์ ที่ให้ประสบการณ์การช็อปปิ้งอีกรูปแบบหนึ่ง.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ศูนย์นวัตกรรมความงาม

Published พฤศจิกายน 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537535

โดย วานิชหนุ่ม 7 พ.ย. 2558 05:01

 

ธุรกิจด้านความงาม เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการต่างมองเห็นถึงศักยภาพของการเติบโตทั้งในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันและยังมีแนวโน้มอนาคตที่ดี เพราะเป็นที่รู้กันดีว่ามนุษย์เรารักสวยรักงามและพยายามดูแลตัวเองตลอดเวลา

หนึ่งในผู้ประกอบการที่ยืนหยัดอยู่ในตลาดและประสบความสำเร็จก็คือ “ของขวัญคลินิก” ซึ่งปัจจุบันได้ขยายธุรกิจไปแล้ว 14 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้ง สปป.ลาว โดย แพทย์หญิง ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ประธานกรรมการ ด้วยความที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านความงามอันดับแรกๆของประเทศไทย จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจจากความสวยงามและสามารถนำมาสร้างเป็นธุรกิจพร้อมกับแผนที่ตั้งเป้าไว้

กับความเชื่อมั่นมาตลอดว่าธุรกิจความงามนับวันจะยิ่งเติบโตและขยายตัวเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและวงการตลาดความงามด้วยกัน พร้อมกับได้มีการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์นวัตกรรมความงามชั้นสูงและมั่นใจว่าเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย

ด้วยนวัตกรรมที่มีความพร้อมและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 25 ท่านในแต่ละสาขาที่ศูนย์นวัตกรรมความงามที่ตั้งอยู่ที่ย่าน “ทองหล่อ” โดยสร้างเป็นตึก 6 ชั้น รองรับผู้เข้ามารับการบริการ 30 เตียง พร้อมกับนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เชื่อถือได้จริงจากผลที่ต้องการจะทดสอบ โดยเน้นประโยชน์ที่คำนึงถึงผู้บริโภคโดยชูนวัตกรรมทางเลือกที่เน้นความปลอดภัย

แพทย์หญิงของขวัญกล่าวว่า มองย้อนกลับไป 5 ปีก่อนหน้าที่จะมีนวัตกรรมดูดไขมันเพื่อความงามทางเลือก ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบว่าในประเทศไทยเริ่มเปิดศูนย์ลดน้ำหนัก และสถาบันลดน้ำหนักเพื่อกระชับสัดส่วน แต่เนื่องจากผลลัพธ์จากผู้บริโภคอาจจะใช้ระยะเวลานาน หรือได้ผลช้ากว่าที่จะได้ผล จึงทำให้ผู้บริโภคแสวงหาวิธีการลดกระชับสัดส่วนโดยการดูดไขมันเป็นนวัตกรรมความงามอีกทางเลือกที่เน้นความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง และเห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาที่พึงพอใจต่อผู้บริโภค

ขณะเดียวกันได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาและเพิ่มความเชี่ยวชาญในด้านเครื่องมือแพทย์และมีโอกาสพบปะแพทย์ในแต่ละสาขาที่ชำนาญและเชี่ยวชาญโดยการันตีด้วยปริญญาเอก ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับความงามทางเลือกซึ่งเป็นตลาดที่โตเร็วมาก โดยตนเองได้รับการรับรองสาขาวิชาเวชศาสตร์และการฟื้นฟูด้านความงามจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย และประกาศนียบัตรในการเข้าร่วมฝึกอบรมพัฒนาแพทย์กึ่งศัลยกรรมในหลายประเทศ เช่น เกาหลี เยอรมนี เป็นต้น

“การเปิดศูนย์นวัตกรรมเพิ่มเติม คือ นวัตกรรมศัลยกรรมพักเที่ยงคิดค้นเพื่อเป็นรูปแบบการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์แก่ลูกค้าที่ปรับให้การศัลยกรรมให้ดูมีความสะดวกสบายและเพิ่มเวลาให้แก่ผู้ที่เข้ารับการรักษา เน้นความปลอดภัย มีมาตรฐาน และระยะเวลาการทำสั้น เสร็จเร็ว เจ็บตัวน้อย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การศัลยกรรมนั้นเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ของกลุ่มผู้ที่ต้องมีอาชีพในการแสดงและผู้ที่ต้องพบปะทำงานในแวดวงสังคม อย่างที่ทราบกันดีว่า ความสวย ความงามมักเป็นของคู่กันในยุคปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้”

แพทย์หญิงของขวัญกล่าวว่า การศัลยกรรมพักเที่ยงนั้น ให้ประโยชน์ทางตรงแก่ผู้เข้ารับการศัลยกรรมในด้านของเวลา ความเจ็บ และความบวมช้ำน้อยลง ลดการโดนเส้นเลือดที่สำคัญ ลดความเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นบนอวัยวะของร่างกายทุกส่วนที่มีความสำคัญ โดยเมื่อเข้ารับบริการเสร็จก็สามารถไปติดต่อนัดหมายสำคัญได้หลังจากพบแพทย์ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาพักฟื้น หรือรักษาตัวเป็นอาทิตย์

“ในฐานะคนไข้ต้องรู้ตัวเอง ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น และข้อมูลเชิงลึก ก่อนตัดสินใจเข้ารับการศัลยกรรม และหมอมีความเชื่อว่าทุกคนอยากสวยแบบไม่เจ็บตัว ทุกคนมีภาระหน้าที่มากมายในแต่ละวัน จึงเชื่อว่าการรับการศัลยกรรมในรูปแบบเดิมๆมีผลต่อเวลาที่สำคัญในการทำงาน ทำหน้าที่ของแต่ละคนแตกต่างกันไป จึงมีแนวคิดในเรื่องการศัลยกรรมพักเที่ยงขึ้นมาเพื่อให้บริการ โดยเรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านศัลยกรรมและกึ่งศัลยกรรม แน่นอนว่าการศัลยกรรมพักเที่ยงเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ตัดสินใจเข้ารับบริการอย่างแน่นอน”

ตลาดความงามไม่เคยหยุดนิ่งกับการพัฒนานวัตกรรมและการบริการให้ตอบสนองโจทย์และความพึงพอใจให้กับลูกค้ารักสวยรักงามในยุคสังคมดิจิตอลนี้!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ซีพีเอ็น พร้อมเปิด “เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/535869

โดย วานิชหนุ่ม 31 ต.ค. 2558 05:01

 

หลังจากที่บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น สร้างปรากฏการณ์ “ชีวิตใหญ่มาก” เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาด้วย “เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต” ซึ่งประสบความสำเร็จ กระตุ้นชีวิตชีวาให้แยกบางใหญ่กลายเป็นย่านธุรกิจที่น่าจับตามอง

“ซีพีเอ็น” ได้ส่งท้ายปลายปี ด้วยการเปิด “เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์” ศูนย์การค้าลำดับที่ 29 ของซีพีเอ็นกับการลงทุนครั้งสำคัญกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อรองรับย่านกำลังซื้อสูงอย่างบริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ทำเลคุณภาพให้สมบูรณ์เป็นย่านไลฟ์สไตล์คนเมือง สีสันแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 เพื่อต้อนรับสีสันและเทศกาลส่งท้ายปีที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามา

“ปรีชา เอกคุณากูล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพีเอ็น กล่าวถึงโครงการว่า เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เป็นรูป–แบบใหม่ของเซ็นทรัลเฟสติวัล ซึ่งจากเดิมเป็นแบรนด์ศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่ในหัวเมืองท่องเที่ยวมาเป็นแบรนด์ที่เพิ่มมิติในความเป็นไลฟ์สไตล์ที่รองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายในย่านกรุงเทพฯตะวันออกคือคนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตตามแบบคนเมืองใหญ่ในมหานครหลักๆทั่วโลก อาทิ โตเกียว ลอนดอน หรือนิวยอร์ก

“ซีพีเอ็นจึงลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท สร้างเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ บนพื้นที่ 51 ไร่ พื้นที่โครงการกว่า 160,000 ตร.ม. เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองใหญ่ที่แสวงหาพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลายๆแบบได้แสดงถึงความเป็นตัวตน ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ช็อปปิ้ง ทำงาน แฮงเอ้าต์ และออกกำลังกายไปด้วยกันได้”

โครงการ เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ จึงได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Bangkok Escape ผสมผสานการนำเอาธรรมชาติและความครบครัน ทันสมัย โดยเพิ่มมิติความสดใหม่ มีความโดดเด่นและแตกต่างด้วยดีไซน์ พื้นที่กิจกรรมที่หลากหลายทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ

สำหรับคนที่รักสัตว์ ก็มีโซนที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงมาวิ่งเล่นได้ที่ “Pet Park” คนที่รักสุขภาพเราก็มีเลนจักรยาน ลู่วิ่งดาดฟ้า “Sky Run” คนรักธรรมชาติก็จะได้สดชื่นกับสภาพแวดล้อมบนพื้นที่สีเขียวและโซนพิเศษเพิ่มโอโซนสร้างอากาศบริสุทธิ์เทียบเคียงกับที่เขาใหญ่ คนชอบแฮงเอ้าต์ ทานข้าวกับเพื่อนก็มีร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆให้เลือกหลายร้าน ที่ “Food Ville”, “Food Forest” และ “Bar & Bistro” ชอบช็อปปิ้ง ชอบแฟชั่นใหม่ๆ ก็มาที่ “Fashion Galleria” และ เซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ซึ่งมีแบรนด์แฟชั่น เครื่องสำอาง และอื่นๆให้เลือกมากมาย สำหรับคนมาเป็นครอบครัว มีลูก ก็ไปใช้บริการ “Kids Club” หรือแม้แต่คนมาทำงาน ก็สามารถใช้ “Think Space” โคเวิร์คกิ้งสเปซที่ครบวงจรที่สุดเป็นที่หาไอเดียแปลกใหม่

“ปรีชา” กล่าวยืนยันว่า เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ จะเป็นศูนย์การค้าสมบูรณ์แบบ ตอบรับความต้องการของการใช้ชีวิตของคนเมืองครบทุกด้าน รองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ทั้งย่านถนนเลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา และโซนถนนประดิษฐ์มนูธรรม รวมถึงผู้อยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อสูงในย่านวัชรพลและใกล้เคียง และผู้อยู่อาศัยจากถนนสุขุมวิท เอกมัย และทองหล่อ “ด้วยความที่ย่านนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยของกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก และโครงการนี้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ รวมทั้งเรายังมีแผนการตลาดที่จะจัดทั้งโปรโมชั่น กิจกรรม อีเวนต์ ที่น่าสนใจและตรงกับไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้ยังเตรียมทยอยปรับโฉมเซ็นทรัลเฟสติวัลอีก 5 แห่ง ให้เป็นศูนย์การค้าแห่งไลฟ์สไตล์มากขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดว่า เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น ได้นำประสบการณ์แปลกใหม่ สร้างความเจริญและแตกต่าง ทำให้แต่ละโลเกชั่นที่เข้าไปประกอบธุรกิจเป็นย่านที่มีชีวิตและสีสันอย่างแท้จริง.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

%d bloggers like this: