ตราสารหนี้

All posts tagged ตราสารหนี้

กำไร บจ. ปัจจัยหลักขับเคลื่อนดัชนี การเมืองกระทบแค่ 20-30%

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 20:32 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189029.

Pic_189029

บลจ.ทหารไทย ประเมินการเมือง มีผลกระทบต่อดัชนีหุ้น 20-30% ขณะที่กำไร บจ. เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนดัชนี แนะช้อนหุ้นกลุ่มแบงก์-พลังงาน ครึ่งปีหลัง ระบุกำไรเพิ่ม 10% ทันที จากนโยบายลดภาษีของรัฐบาล ชี้ครึ่งปีหลังเงินทุนยังไหลเข้าไทย …

วันที่ 25 ก.ค. นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า ในครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่จะเห็น Fund Flow ไหลเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เงินเฟ้อสูงและค่าเงินบาทแข็งค่า โดยจะเข้ามาในลักษณะของเงินทุนระยะยาวและตราสารหนี้ระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยการเมืองมีผลกระทบต่อดัชนีฯ 20-30% เท่านั้น

ด้านนิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน กล่าวว่า การเมืองมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นเพียง 20-30% แต่ปัจจัยหลักเป็นผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)มากกว่า สะท้อนได้จากตัวเลขย้อนหลัง 3-4 ปี แม้สถานการณ์การเมืองจะรุนแรง แต่ดัชนีหุ้นไทยยังคงเพิ่มขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2552 บจ.กำไรเพิ่มขึ้น 44% แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปถึง 60% และในปี 2553
กำไร บจ.เพิ่มขึ้น 35% ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 40% และปีนี้แค่ไตรมาสแรก กำไร บจ.เพิ่มขึ้น 30% เชื่อว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

‘ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นการเติบโตของกำไรบจ.และราคาหุ้น โดยปัจจัยการเมืองมีผลกระทบ 20-30% เท่านั้นโดยสังเกตได้ว่าช่วงที่การเมืองแย่ แต่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นได้’ นายนิเวศน์ กล่าว

นายนิเวศน์ ยังกล่าวถึง นโยบายการลดภาษีนิติบุคคลจากเดิม 30% เหลือ 23% ของรัฐบาลใหม่ว่า จะส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนมีกำไรเพิ่มขึ้นทันที 10% โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น กลุ่มแบงก์จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 20:32 น.

ธปท.ระบุนักลงทุนต่างชาติหันหัวกลับไทย เตือนเงินบาทผันผวน

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189013.

Pic_189013

ธปท.ระบุเงินทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมาลงทุนในไทย หลังการเมืองเริ่มนิ่ง ทุนนอกเข้าตลาดตราสารหนี้-ตลาดหุ้นต่อเนื่อง ยังไม่เห็นเก็งกำไรแต่เตือนระวังค่าบาทผันผวนมากขึ้น พบปีนี้ผันผวนขึ้นลงแล้ว 5% มากกว่าปีก่อน …

วันที่ 25 ก.ค. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งเรียบร้อย และในขณะนี้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในระดับหนึ่ง โดยเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามานั้น กลับเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นไทย

“เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลออกไปในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เริ่มไหลกับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทั้งการซื้อพันธบัตร และตราสารหนี้ใหม่เพิ่มเติม และการต่ออายุตราสารหนี้เดิมที่ถืออยู่ แต่ครบกำหนดชำระคืน ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยนั้น นักลงทุนเริ่มซื้อสุทธิบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากนัก” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้เพิ่มเติมช่องทางในการติดตามการไหลเข้าของเงินทุน โดยให้สถาบันการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์รายงานการลงทุนเร็วขึ้น และชัดเจนมากขึ้น ทำให้ ธปท.สามารถที่จะรู้ว่าเงินที่เข้ามาไปที่ไหน และลงทุนอย่างไรได้มากขึ้น และทำให้สามารถที่จะบริหารจัดการ และดูแลความร้อนแรงของเงินทุนที่ไหลเข้าได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยมองว่าเครื่องมือและมาตรการที่ ธปท.ใช้ดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเหมาะสมและเพียงพอ

“ในขณะนี้เท่าทิ่ติดตามยังไม่เห็นเงินทุนระยะสั้นที่จงใจเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทโดยเฉพาะ แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้ระบบการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอน การไหลเข้าและไหลอออกของเงินทุนต่างชาติต่อจากนี้ไป จะไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ และค่าเงินบาทมีความผันผวน โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทผันผวนสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีค่าความผันผวนอยู่ที่ 5% ขณะที่ปีที่ผ่านมาค่าความผันผวนอยู่ที่ 3%” นางผ่องเพ็ญ กล่าวและว่า ในส่วนของภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ธปท.มีความเชื่อว่า ภาคเอกชนไทยได้รับทราบแนวโน้มนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และทยอยปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สูงขึ้นแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถปรับตัวรับมือได้ โดยในส่วนของ ธปท. ก็จะดูแลลดความผันผวนในช่วงที่มีมากเกินไปให้ ซึ่งเป็นแนวทางปกติที่ ธปท.ดำเนินการอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

ฝรั่งเศสยืดหนี้ให้กรีซออกไปอีก 30 ปี

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 13:15 น.

ฝรั่งเศสยืดหนี้ให้กรีซออกไปอีก 30 ปี.

Pic_183345

ฝรั่งเศส ประกาศยืดหนี้กรีซออกไปอีก 30 ปี โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส คาดว่าประเทศอื่นๆในยุโรปจะตัดสินใจแบบเดียวกับเพื่อช่วยกรีซให้พ้นวิกฤติ เหตุดังกล่าวส่งผลตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มเพราะนักลงทุนหันกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ถูกเทขายมาตลอดช่วงหลายสัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาของกรีซผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวข้างต้นด้วยคะแนน 155 ต่อ 138 เพื่อให้รัฐบาลดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด โดยการปรับลดงบประมาณรายจ่ายและเพิ่มภาษีภายใต้ข้อตกลงที่ทำกับสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกับเงินกู้ 12,000 ล้านยูโร ซึ่งจะรองรับการไถ่ถอนพันธบัตรที่กำลังจะครบอายุในกลางเดือน ก.ค. นี้

ขณะเดียวกันกรีซยังได้รับการยืดระยะเวลาการชำระหนี้ ออกไปอีก 30 ปี สำหรับตราสารหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์ฝรั่งเศสสมัครใจยืดการไถ่ถอนออกไป โดยนายนิโคลาส ซาร์โคซี่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นผู้ร่วมผลักดันให้เกิดข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาหวังว่าประเทศอื่นๆในยุโรปจะตัดสินใจดำเนินการแบบเดียวกันกับฝรั่งเศส เพื่อช่วยให้กรีซรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้

ความสำเร็จของข้อตกลงให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกรีซดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนหันกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ที่ถูกเทขายตลาดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกครั้งและมีผลทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ตั้งแต่ดาวโจนส์ยุโรปไปจนถึงตลาดหุ้นทั่วเอเชีย ปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า รวมถึงตลาดหุ้นไทยขณะเดียวกัน ยังมีผลทำให้ราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นอีกครั้งที่ระดับ 1,508 ดอลลาร์สหรัฐต่ออนซ์ เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบที่ร่วงกราวรูดลงไปติดต่อกันในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักวิเคราะห์จากโกลด์แมนแซคส์ ได้แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงในพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง เพราะอุปสรรคต่างๆที่กีดขวางการลงทุนได้จางหายไปแล้ว ทั้งวิกฤติหนี้กรีซ หรือผลจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น ยังมีการสรุปตัวเลขในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ด้วยว่า ราคาหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนี MSCI สำหรับตลาดหุ้นโลกพุ่งขึ้น 2.6% ส่วนดัชนีรอยเตอร์/เจฟฟรีส์ ซีอาร์บี สำหรับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 19 ประเทศ ดีดตัวขึ้น 1.8% และดัชนีตลาดพันธบัตรชั้นนำปรับตัวขึ้นในแดนบวก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 13:15 น.

JCRปรับเครดิตสกุลเงินบาทเป็นระดับมีเสถียรภาพ

Published มีนาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 มีนาคม 2554, 22:00 น.

JCRปรับเครดิตสกุลเงินบาทเป็นระดับมีเสถียรภาพ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159771

 

JCR ประกาศ ปรับเครดิต สกุลเงินบาทและตราสารหนี้ระยะยาวของสกุลเงินต่างประเทศ ให้เป็นระดับมีเสถียรภาพจากเดิมเป็นระดับติดลบ หลังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเข้มแข็งและได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวถึงข่าวเกี่ยวกับผลการวิเคราะห์ อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยบริษัท Japan Credit Rating Agency (JCR) ว่า วันนี้ JCR ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท ที่ออกโดยรัฐบาลไทยจากระดับที่เป็นลบ (negative outlook) มาเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (stable outlook) และได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-Term Senior Debts) ที่ระดับ A- และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Local Currency Long-Term Senior Debts) ที่ระดับ A

การปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (outlook) ของประเทศไทยให้กลับมาอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพอีกครั้งสะท้อนถึงมุมมองของ JCR ว่า เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัว เข้มแข็งและได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจาก สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งจากการที่ประเทศไทยมีการพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก ดังเห็นได้จากสัดส่วนของการออกสินค้าและการบริการที่สูงถึงร้อยละ 71 ของ GDP และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนถึง 15.9 ล้านคนในปี 2553 โดยในปี 2551 และ 2552 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและจำนวนนักท่อง เที่ยวที่ลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.5 ในปี 2551 และร้อยละ 2.3 ในปี 2552 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.6 ระหว่างปี 2548-2550 แต่ในปี 2553 อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ที่แท้จริงได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.8 อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ นอกจากนี้ ปัญหาของโครงการในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ได้รับการแก้ไขในเดือนกันยายน 2553 และการที่ภาคธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเสถียรภาพถึงแม้ว่าในช่วงที่เกิดวิกฤต เศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2554

ในส่วนของความยั่งยืนทางการคลังและหนี้สาธารณะ JCR เห็นว่า ถึงแม้ว่าผลจากวิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้รายรับจากภาษีลดลงและรายจ่ายของรัฐบาล ที่ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจนทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะและหนี้ของรัฐบาลต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38 และ 24 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 เป็นร้อยละ 44 และ 29 ณ สิ้นเดือน กันยายน 2552 ตามลำดับ และถึงแม้รัฐบาลจะยังดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยแต่กรอบ วินัยทางการคลังที่ค่อนข้างเข้มงวดและรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ส่งผลให้ภาคการคลังอยู่ในระดับที่ยั่งยืน ซึ่ง JCR จะติดตามกลยุทธ์ทางการคลังของรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะจัดตั้งขึ้นในปีนี้ต่อไป

ความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและสถานะของภาคต่างประเทศของไทย มีความแข็งแกร่งอย่างมากซึ่งสะท้อนได้จากภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ได้รับการค้ำจุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสะสมและภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะมีสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองเกิดขึ้น แต่การลงทุนโดยตรงจากต่าง ประเทศก็ไม่ลดลง นอกจากนี้ได้ประมาณการว่าการผลิตและการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายสบับสนุนการใช้รถ eco-car ของรัฐบาล รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยลดลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการ เมืองในปี 2551 ได้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วจนมีจำนวนสูงสุดถึง 15.9 ล้านคน ในปี 2553 นอกจากนี้ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 167.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2553 (ไม่รวมทอง และเท่ากับการนำเข้า 9.7 เดือน และเท่ากับ 3.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น) โดยมากกว่าหนี้ต่างประเทศซึ่งอยู่ที่ 96.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2553 และจากการวิเคราะห์ดุลการชำระเงินในปี 2553 ทำให้ประเทศไทยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิ (net creditor) โดยมีสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าหนี้สิน ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สถานะภาคต่างประเทศที่เข้มแข็งของไทยสามารถรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระยะ สั้นได้ ดังดูได้จากช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2551-2552 และเหตุการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เห็นว่า ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ได้รับในขณะนี้ยังไม่อยู่ในระดับที่สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่เป็นจริง เนื่องจากตัวเลขโดยรวมทางเศรษฐกิจในประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดี เช่น อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานที่ต่ำและรายได้ของเกษตรกร ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่สูง นอก จากนี้ แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เป็นบวก การส่งออกที่จะยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรมจากนโยบายส่งเสริมของรัฐ และภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแล้ว ทำให้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความแข็ง แกร่งและศักยภาพของประเทศต่อความผันผวนจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจและ เหตุการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ผ่านมาได้ และยังเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังคงเข้มแข็งและเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มีนาคม 2554, 22:00 น.

 

ธปท.ประเมินเงินลงทุนญี่ปุ่นมาไทยลดลง

Published มีนาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 มีนาคม 2554, 05:15 น.

ผ่านทางธปท.ประเมินเงินลงทุนญี่ปุ่นมาไทยลดลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_156817

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินเงินลงทุนญี่ปุ่นมาไทยลดลง หลังต้องทุ่มซ่อมแซมความเสียหายในประเทศ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่มีการขายหุ้นจากบริษัทในไทย…

นายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์ของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่กระทบต่อเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่น ที่จะเข้ามาบริษัทลูกในไทยจะลดลงหรือไม่ เพราะมีอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนจำนวนมาก ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอีกหลายธุรกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสายนโยบายการเงิน ธปท. ว่า การลงทุนของประเทศญี่ปุ่นในไทยในปี 2553 ที่ผ่านมา มีการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นที่เข้ามา 33,183.06 ล้านบาท และหากดูเม็ดเงินลงทุนโดยตรงตั้งแต่ปี 2549-2553 ทั้งสิ้น 399,515.82 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นของกิจการในไทยและบริษัทลูก โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา นักลงทุนญี่ปุ่นลงทุนในเรือนหุ้นในบริษัทไทย 35,296.46 ล้านบาท และ 5 ปีที่ผ่านมา มีเงินลงทุนรวม 409,479.6 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่มีการขายหุ้นจากบริษัทในไทย แต่การลงทุนโดยตรงจากบริษัทแม่ปีนี้อาจจะชะลอตัวลง เพราะต้องนำเงินทุนไปซ่อมแซมหรือชดเชยความเสียหายในญี่ปุ่นก่อน

ส่วนเงินลงทุนในหลักทรัพย์ไทย ทั้งตราสารหนี้และตลาดหุ้นของนักลงทุนญี่ปุ่นมีการลงทุนไม่มาก โดยในปี 2553 ลงทุน 1,736.75 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2550-2553 ลงทุน 4,925.05 ล้านบาท แต่ไม่คาดว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะขายหลักทรัพย์ในไทยทั้งหมดเพื่อนำเงินกลับ ขณะที่ยอดการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา 56,634.84 ล้านบาท และนำเข้า 100,725.58 ล้านบาท.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 มีนาคม 2554, 05:15 น.

 

ขรก.วืดเงินบำนาญสูตรใหม่

Published มกราคม 18, 2011 by SoClaimon

18 มกราคม 2554, 05:00 น.

ผ่านทางขรก.วืดเงินบำนาญสูตรใหม่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_142134

 

ขรก.วืดเงินบำนาญสูตรใหม่ คลังหน้ามืด!ผวาต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 5 แสนล้าน

คลังหักดิบสมาชิก กบข.เมินคำนวณสูตรบำนาญใหม่ หลังพิจารณาแล้ว กระทรวงการคลังต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 500,000 ล้านบาท กลายเป็นภาระเงินงบประมาณ แต่เพื่อรักษาสัญญาพร้อมที่จะจ่ายอัตราผลตอบแทนให้แก่สมาชิก จากเฉลี่ย 7.31% เป็น 9% เพื่อปลอบขวัญข้าราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ผลการหารือภายในระหว่างกระทรวงการคลังกับกรมบัญชีกลาง เพื่อปรับหลักเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญข้าราชการ สมาชิกของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จำนวน 1.5 ล้านคนนั้น ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า กระทรวงการคลังจะยังคงยืนหลักเกณฑ์ เดิมในการคำนวณเงินบำนาญสมาชิก กบข.ไว้เท่าเดิม เพื่อไม่ให้การจ่ายเงินบำนาญเป็นภาระงบประมาณในอนาคต

ทั้งนี้ การพิจารณาเพื่อปรับหลักเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญสมาชิก กบข. เกิดจากการเรียกร้องของข้าราชการ ที่ต้องการให้กรมบัญชีกลางเพิ่มเงินบำนาญให้แก่สมาชิกในวัยเกษียณ ซึ่งปัจจุบันสูตรในการคำนวณเงินบำนาญของสมาชิก กบข. กำหนดไว้ว่า เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการ หารด้วย 50 แต่ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ทำให้ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ได้รับจำนวนวันทำงานทวีคูณ มีรายได้หลังจากเกษียณลดลง เพราะสูตรในการคำนวณที่กำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การกำหนดเพดานคำนวณบำนาญไม่เกิน 70% ทำให้ข้าราชการวิตกกังวลว่า ชีวิตหลังการเกษียณของพวกเขา จะมีความยากลำบากมากขึ้นและไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะสูตรในการคำนวณบำนาญเดิมก่อนที่จะมีการจัด ตั้ง กบข.กำหนดว่า เงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการ หารด้วย 50 ทำให้ข้าราชการที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.ได้รับเงินบำนาญในอัตราที่สูงมาก

บางคนอาจจะได้รับเงินบำนาญ 80-85% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายก็มีโดยเฉพาะข้าราชการทหารและครูในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่มีอายุในการรับราชการนานถึง 40 ปี เพราะได้รับจำนวนวันทำงานทวีคูณมาก เช่น รับราชการ 1 ปี จะได้ทวีคูณเท่ากับ 2 ปี รับราชการ 2 ปี จะได้รับทวีคูณเท่ากับ 4 ปี เป็นต้น แต่ที่สำคัญคือ เมื่อข้าราชการท่านใดสมัครเป็นสมาชิก กบข.แล้วจะไม่มีสิทธิ์ขอลาออกจาก กบข. จึงทำให้มีข้าราชการเรียกร้องมายังกระทรวงการคลังขอปรับสูตรในการคำนวณให้กลับไปใช้สูตรเดิมก่อนที่จะมีการจัดตั้ง กบข.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่กระทรวงการคลังกำหนดสูตรการจ่ายเงินบำนาญสมาชิก กบข. โดยมี การกำหนดไว้ว่าไม่เกิน 70% เนื่องจากสมาชิก กบข. นอกจากจะได้รับเงินบำนาญในการดำรงชีวิตหลังเกษียณแล้ว กบข.จะมีเงินพิเศษมอบให้อีกก้อนหนึ่ง ซึ่งเงินดังกล่าวมาจากเงินสะสมของสมาชิกในแต่ละเดือนที่รับจากหน่วยงาน เงินสมทบที่รัฐสะสมให้ทุกเดือน เงินประเดิมในการจัดตั้งกองทุน กบข. และเงินชดเชยที่ติดตัวข้าราชการมาตั้งแต่เริ่มรับราชการจนสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งทั้งหมดนี้ กบข.จะนำไปลงทุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการลงทุนให้อีกด้วย

โดยในช่วงที่มีการเชิญชวนเพื่อจัดตั้ง กบข. เมื่อปี 2540 กระทรวงการคลังระบุว่า สมาชิกจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 9% ต่อปี หากคำนวณอายุการรับราชการตลอด 30 ปี จะได้รับเงินก้อนประมาณ 2 ล้านบาท บวกเงินบำนาญที่ได้รับรายเดือน ทำให้มีข้าราชการถึง 1 ล้านคน เข้าเป็นสมาชิก กบข.ในปีแรกที่มีการจัดตั้ง จากจำนวนข้าราชการทั้งหมด 2 ล้านคน ซึ่งในช่วงนั้น อัตราผลตอบแทนจากการฝากเงินออมทรัพย์อยู่ที่ 5% และเงินฝากประจำสูงถึง 12-13% กระทรวงการคลัง จึงมั่นใจว่า ผลตอบแทนจากการลงทุน กบข.น่าจะอยู่ที่ระดับ 9% ได้ แต่เมื่อฟองสบู่แตกในเมื่อปี 2540 ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนลดลง โดยผลตอบแทนของ กบข.ตั้งแต่ จัดตั้งเมื่อเดือน มี.ค.40 จนถึงเดือน ธ.ค.53 อยู่ที่ 7.31% และมีสมาชิกทั้งหมด 1.15 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังพยายามหาทางแก้ไขเรื่องนี้ เพื่อให้สมาชิก กบข.พึงพอใจ เพราะหากมีการกลับไปใช้สูตรเดิมในการคำนวณเงินบำนาญคาดว่ากระทรวงการคลังจะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มเติมอีก 500,000 ล้านบาท สำหรับสมาชิก กบข.ที่เกษียณไปแล้ว และที่กำลังจะเกษียณในอนาคต ซึ่งถือเป็นภาระเงินงบประมาณที่สูงมาก ดังนั้น กระทรวงการคลังจะเสนอเพิ่มอัตราผลตอบแทนแก่สมาชิกที่สมัครเป็น กบข.จาก 7.31% ขึ้นเป็น 9% เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่เริ่มแรกในการจัดตั้ง กบข.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การก่อตั้ง กบข.มีวัตถุ ประสงค์เพื่อลดภาระเงินงบประมาณของรัฐ และสร้างความมั่นคงให้แก่ข้าราชการในวัยเกษียณ โดยนำรูปแบบของกองทุนเทมาเสก สิงคโปร์ มาเป็นต้นแบบในการจัดตั้ง มีการบริหารงานแบบองค์กรอิสระขึ้นกับกระทรวงการคลัง มีการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุน 485,000 ล้านบาท ระยะเริ่มแรกของการจัดตั้งได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการ ที่รับราชการก่อนปี 2540 สมัครเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจ ส่วนข้าราชการใหม่ที่รับราชการตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นไป ทุกคนต้องสมัครเป็นสมาชิก กบข.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 มกราคม 2554, 05:00 น.

 

เอกชนจ่อออกหุ้นกู้3แสนล้าน

Published มกราคม 15, 2011 by SoClaimon

15 มกราคม 2554, 05:45 น.

ผ่านทางเอกชนจ่อออกหุ้นกู้3แสนล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_141494

 

เอกชนจ่อออกหุ้นกู้ 3 แสนล้าน ปี 53 ฝรั่งถือตราสารหนี้พุ่ง 2 แสนล้าน

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยถึงภาวะตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ปี 53 ว่า ยอดการถือครองสุทธิในตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 200,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 270,000 ล้านบาท จากปี 52 ที่มียอดการถือครองเพียง 70,000 ล้านบาท

โดยยอดการถือครองดังกล่าวคิดเป็น 4.16% ของยอดตราสารหนี้คงค้างทั้งหมดในปี 53 ซึ่งอยู่ที่ 6.76 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยของต่างชาติ ไม่นับรวมพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระยะสั้น มีมูลค่าอยู่ที่ 132,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 52 ที่มียอดซื้อสุทธิ 6,230 ล้านบาท และช่วงสัปดาห์แรกของปี 54 ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยแล้วราว 50,000 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของยอดถือครองสุทธิในปีนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่ราว 80% เป็นการเข้ามาซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น

ส่วนการคาดการณ์ตลาดตราสารหนี้ปี 54 นั้น นางสาวอริยาคาดว่าภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ประมาณ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 260,000 ล้านบาทในปี 53 หรือเพิ่มขึ้น 40,000 ล้านบาท โดยบริษัทขนาดใหญ่จะกลับมาระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้มากขึ้น หลังโครงการลงทุนต่างๆชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มพลังงาน หลังโครงการในมาบตาพุดมีความชัดเจนขึ้น ส่วนการออกหุ้นกู้ของบริษัทขนาดเล็ก  หรือการออกหุ้นกู้ที่มีมูลค่าเสนอขายไม่มากนัก จะลดลงจากปีก่อน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่วนการออกตราสารหนี้  หรือพันธบัตรภาครัฐ คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่ราว 454,000 ล้านบาท ตามแผนการออกพันธบัตรที่รัฐบาลกำหนดไว้

นอกจากนี้  ยังมองว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะช่วยผลักดันให้นักลงทุนมีความมั่นใจลงทุนในหุ้นกู้เพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพื่อชดเชยความเสี่ยง (สเปรด) ระหว่างหุ้นกู้กับพันธบัตรรัฐบาล มีแนวโน้มแคบลงอีกในปีนี้ และประเมินว่าปีนี้ตราสารหนี้ประเภทจ่ายดอกเบี้ยลอยตัวน่าจะได้รับความนิยมจากตลาด โดยเป็นผลจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ซึ่งทางสมาคมคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีนี้ จะปรับตัวขึ้นในช่วง 0.50-1.00% จากระดับ 2.25% ในขณะนี้ สำหรับการสำรวจความเห็นของผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้ประมาณการความเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในแต่ละช่วงอายุ โดยอายุไม่เกิน 1 ปี คาดว่าผลตอบแทนปีนี้จะขึ้นไปได้ถึง 2.20-2.50%, อายุ 1-5 ปี อยู่ที่ 2.60-3.70%, อายุ 6-10 ปี อยู่ที่ 3.80-4.30% และอายุ 10 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 4.40-5.00%

ด้านนายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดว่ายอดการถือครองตราสารหนี้ไทยของต่างชาติปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่มากนัก เพราะมองว่าต่างชาติจะเน้นเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก ในช่วงที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 มกราคม 2554, 05:45 น.

 

เอกชนขานรับเก็บภาษีต่างชาติ

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

12 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางเอกชนขานรับเก็บภาษีต่างชาติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118100

เอกชนขานรับเก็บภาษีต่างชาติแก้บาทแข็ง ชง ครม.วันนี้สกัดเงินนอกทะลักตลาดตราสารหนี้

เอกชน-นาย แบงก์ขานรับมาตรการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยและกำไร จากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุน แก้ ปัญหาเงินบาทแข็งค่า  โดยกระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.วันนี้ ร่วมกับการขอเงินกู้ฉุกเฉินช่วยผู้ส่งออกเอสเอ็มอีป้องกันความเสี่ยงอัตรา แลกเปลี่ยนและเงินกู้ช่วยสภาพคล่องดอกต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 ต.ค.) นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง รักษาการแทน รมว.คลังได้เรียกประชุมด่วน หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลัง เช่น กรมสรรพากร กรมศุลกากรและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสินและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ เพื่อเตรียมเสนอแพ็กเกจมาตรการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท และช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ก่อนที่จะเสนอ ครม.ในวันนี้ (12 ต.ค.) โดยนายประดิษฐ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในส่วนของกำไรและดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ของนักลง ทุนต่างชาติในอัตรา 15%

นอกจากนี้ จะเสนอ ครม.ให้อนุมัติเงินกู้ฉุกเฉิน ให้แก่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีธนาคาร ออมสินเป็นแหล่งเงินในการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เพื่อให้ธนาคารทั้ง 2 แห่งไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ลูกค้าต่อไป และมีธนาคารกรุงไทยมาร่วมปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีด้วย โดยจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับเอสเอ็มอี-แบงก์ และ ธสน.เนื่องจากเป็นธนาคารรัฐเพียงแห่งเดียวที่มีธุรกิจและลูกค้าครอบคลุมมาก ที่สุด

อัด 1.5 หมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมกระทรวงการคลังได้ ยกเว้นการเก็บภาษีกำไรและดอกเบี้ยจากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตร รัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน เพราะต้องการสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยมากขึ้น ส่วนการให้ ความช่วยเหลือด้านเม็ดเงินช่วยผู้ส่งออกนั้น ประกอบด้วย 1. วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ซื้อการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และ 2. วงเงินกู้อีก 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ กรณีที่ต้องการเงินสดหมุนเวียน ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น รมว.คลังจะเป็นผู้กำหนดเอง

นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สิ้นปี 52 ต่างชาติมียอดคงค้างถือตราสารหนี้ไทย 72,000 ล้านบาท และล่าสุดสิ้น ก.ย.ปี 53 ต่างชาติมียอดคงค้างการถือตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 270,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเดือน ส.ค.-ก.ย.ต่างชาติมียอดโชว์การซื้อสุทธิมากกว่า 100,000 ล้านบาท เห็นได้ชัดว่าเป็นการเข้ามาเพื่อหวังผลกำไร 2 ต่อ จากส่วนต่างดอกเบี้ยและกำไรจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ดังนั้น หากทางการจะมีมาตรการออกมา ก็ถือว่ามีเหตุผลเพียงพอ และคงมีผลในการสกัดกั้นเงินทุนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท แต่ที่ชัดเจนคือคงไม่ส่งผลกระทบรุนแรง เหมือนมาตรการกันสำรองเงินทุนที่ไหลเข้า 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ 2 ปีก่อน

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาควรใช้เพียงชั่วคราวเท่านั้นและรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจน ว่าจะดำเนินการมาตรการไปนานแค่ไหน เพื่อทำให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าและเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนได้อย่าง ต่อเนื่องทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยในอนาคต

เก็บภาษีเท่าเทียมกัน

นาย ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากจะออกมาตรการเก็บภาษีทั้งกำไรและดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนในตลาดตราสาร หนี้ สำหรับต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เพราะจะทำให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกันระหว่างนักลงทุนไทยกับต่างชาติ เพราะปัจจุบันนักลงทุนไทยเสียภาษีเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ต่างชาติได้รับการยกเว้น ซึ่งมาตรการที่ออกมาน่าจะชะลอเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้ บ้าง

นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามฯ กล่าวว่า การกลับมาเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติให้เท่าเทียมกับนักลงทุนไทยในตลาดตรา สารหนี้ ถือว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งน่าจะช่วยชะลอเงินที่ไหลเข้ามาได้ แต่เรื่องนี้ต้องทำหลายมาตรการ ทั้งการกระตุ้นการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรของผู้ประกอบการที่จะขยาย การลงทุน รวมทั้งการกระตุ้นให้มีการออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลเงินสหรัฐฯ ในเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่จำเป็นต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐฯในการซื้อสินค้าหรือ ออกไปลงทุนในต่างประเทศ

บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) รวมทั้งกลุ่มผู้นำเข้าต่างๆ และที่สำคัญคือการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.

ส่วน ความช่วยเหลือของธนาคารนั้นจะเน้นไปที่ลูกค้าส่งออกเป็นรายย่อยหรือเอสเอ็ม อีที่มีเงินทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10,000 รายทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในหลักการจะให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระต้นทุน เช่น ลดค่าธรรมเนียมในการซื้อตราสารป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี

ดีใจที่เห็นปัญหาและลงมือทำ

ขณะ ที่นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลมีแผนจะจัดการกับปัญหาเงินบาทแข็งค่ามากขึ้น โดยเฉพาะทบทวนการยกเว้นการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ดอกเบี้ย และกำไรจากการขายตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งการเสียภาษีเป็นสิ่งที่สมควร เพราะคนไทยทุกคนเสียภาษีอยู่แล้ว เมื่อมีการลงทุนจากต่างชาติ หรือการลงทุนใดก็ต้องเสียภาษี “ตราบใดที่รัฐบาลเห็นปัญหาและลงมือแก้ ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่บอกแต่ว่าไม่มีปัญหา ไม่มีผลกระทบ ส่วนเรื่องการส่งออกจากสถิติที่ผ่านมาเชื่อว่าปีนี้ส่งออกยังไปได้ดี”

ส่วน นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการเก็บภาษีต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ จะช่วยดูแลค่าเงินบาทได้ในระดับหนึ่งและเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุน และภาคเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายคาดว่า ธปท.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าลงเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท แต่ยอมรับว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ ระดับต่ำหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ด้าน นายฉัตรชัย ชูแก้ว โฆษกกระทรวงพาณิชย์ฝ่ายการเมือง และที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการหารือกับกระทรวงการคลังเมื่อเร็วๆนี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอ 2 มาตรการ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า โดยกระทรวงการคลังจะนำเสนอมาตรการต่อ ครม.วันที่ 12 ต.ค.นี้ โดยทั้ง 2 มาตรการ ได้แก่ 1. การสนับสนุนค่าธรรมเนียมการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน (ฟิกซ์เรต) การสนับ-สนุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่เอสเอ็มอี และ 2. ขอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดแรงดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้าไทยน้อยลง และลดภาระผู้ประกอบการ

ขณะ ที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสข่าวของแนวคิดมาตรการภาษีที่ออกมาส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากกว่า 10% ในพันธบัตรเกือบทุกอายุ โดยคาดว่าหากมาตรการออกมาจะทำให้การไหลเข้าของเงินทุนมายังตลาดตราสารหนี้ ไทยชะลอตัวลงแน่นอน แต่จะมีผลกระทบมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับทิศทางของค่าเงินและผลตอบแทนสุทธิว่าจะยังอยู่ในระดับที่จูงใจ ให้เงินยังไหลเข้ามาลงทุนหรือไม่ ขณะที่ตลาด

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ ร้อนแรงกว่า 14.66 จุด มาปิดที่ 977.85 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 27,335 ล้านบาท ขานรับมาตรการดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่ใช่มาตรการรุนแรงอย่างที่กังวลและไม่น่ากระทบต่อบรรยากาศใน ตลาดหุ้น ขณะที่เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

tags:
ตราสารหนี้ เอสเอ็มอี ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เก็บภาษี

ธปท.จับตาเงินไหลเข้าบอนด์แต่ยังไม่มีมาตรการสกัดเพิ่ม

Published กันยายน 22, 2010 by SoClaimon

21 กันยายน 2553, 15:25 น.

ผ่านทางธปท.จับตาเงินไหลเข้าบอนด์แต่ยังไม่มีมาตรการสกัดเพิ่ม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_112875

นางธาริษา วัฒนเกส (ภาพ AFP)

ผู้ว่าการธปท. ยังอยู่ระหว่างจับตาเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ แต่ยังไม่มีมาตรการออกมาเพิ่ม รับมีการหารือกับทุกฝ่าย หากพบยังมีความจำเป็น พร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมทั้งสกัดเงินทุนไหลเข้า และการไล่เงินออกเพิ่มได้

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2553 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวไกลสู่ทศวรรษหน้า ว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ถือเป็นจุดหักเหที่ทำให้พลวัตทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของนักลงทุน และแนวคิดการดำเนินนโยบายของรัฐ มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าเอเชียจะกลายเป็นหัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมหลักต้องวนเวียนอยู่กับการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลพวง วิกฤติการเงินโลก ซึ่งจะส่งผลให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และผันผวนสูงขึ้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดีพอ ไม่เช่นนั้นการเข้ามาของเงินทุนอาจจะสร้างปัญหาด้านเสถียรภาพ หรือปัญหาฟองสบู่ตามมาได้

ขณะเดียวกัน ในเวลาอันใกล้นี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางแผนปรับศักยภาพของประเทศเพื่อรับมือกับความร่วมมือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เอซีอี) ที่จะเริ่มขึ้นในปี 2558 ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดการบริโภคในภูมิภาคเอเชีย และยอดขายสินค้า บริการของไทยได้ อีกทั้ง ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการไหลเวียนของสินค้า บริหาร ทุน และแรงงานอย่างเสรีในภูมิภาค ดังนั้นหากประเทศไม่เร่งยกระดับความสามารถการแข่งขัน ทั้งด้านการเพิ่มภาคการผลิต และพัฒนาคุณภาพของสินค้า ประเทศจะมีปัญหาได้ เพราะไม่สามารถพึ่งพิงการผลิตและการส่งออกสินค้าราคาถูกเป็นหลัก หรือพึ่งค่าเงินอ่อนเพื่อขายสินค้าราคาถูกตลอดไปได้

“หากเพียงแค่ ประเทศไทยหยุดนิ่งหรือก้าวไปช้าๆ เท่ากับตกรถไฟหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทิ้งห่าง และเราจะติดอยู่ในกับดักของการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง ที่มีปัญหาการเจริญเติบโตช้าในที่สุด ด้านบนประเทศไทยไม่สามารถที่จะแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียที่มี เทคโนโลยีในการผลิตสูงกว่าได้ แม้เราจะมีค่าแรงถูกกว่า ในขณะที่มีความเสี่ยงที่จะต้องต่อสู้อย่างหนักกับประเทศที่แรงงานถูกกว่าเรา มากและแย่งตลาดสินค้าของไทยไป” นางธาริษา กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยสามารถ เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป มี 4 เรื่องที่สำคัญ 1. จะต้องเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขัน 2. การเร่งปฏิรูประบบการเงิน เพื่อให้ระบบการเงินทั้งสถาบันการเงิน และตลาดทุน รวมถึงสถาบันปล่อยสินเชื่อที่ไม่ให้สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการให้บริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมต่อประชาชน 3. การปฏิรูปนโยบายการคลัง ปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเพื่อตอบสนองต่อการใช้เงินของรัฐบาลที่จะมีมาก ขึ้น 4. การเตรียมแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป ซึ่งจะยังคงอยู่ภายใต้กรอบเงินเฟ้อ และการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวต่อไป โดยจะต้องมีการสร้างระบบการติดตามการก่อตัวของความไม่สมดุลทางการเงินที่จะ มากขึ้นตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่จะมากขึ้น และผันผวนยิ่งขึ้นในอนาคต รวมทั้งใช้นโน บายที่ป้องกัน และรับประกันไม่ให้เกิดความเสียหายในอนาคต ขณะที่การดูแลค่าเงินบาทนั้น จะต้องยึดหลักดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนระยะสั้น จนเป็นอุปสรรรคต่อธุรกรรมการค้าและการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่ง ควรให้ค่าเงินมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและสอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระยะ ต่อไป

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงมาตรการที่ออก มาเพื่อช่วยให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่าง ชาติมากขึ้น 5 มาตรการ ซึ่งกระทรวงการคลังได้อนุมัติแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ธปท.ได้ขอไปเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมานั้น ซึ่งคาดว่าจะออกเป็นประกาศการผ่อนคลายได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้บุคคล และบริษัทที่มีความต้องการไปลงทุนหรือซื้อกิจการในต่างประเทศ มีความสะดวกมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา เศรษฐกิจกิจไทยดีขึ้น และค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้มีหลายบริษัทต้องการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ

“ส่วนมาตรการ ใหม่ ทั้งในด้านการสกัดเงินทุนที่จะไหลเข้ามาจากต่างประเทศ หรือมาตรการที่จะช่วยให้มีเงินไหลออกไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกนั้น ขณะนี้ ธปท.กำลังตรวจสอบและติดตามสถานการณ์เงินไหลเข้า โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้อย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมาได้มีการหารือเรื่องการดูแลค่าเงินบาทในหลายเวที ทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กระทรวงการคลัง และหลายเวทีที่มีการพูดเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะมีการหารือในเรื่องนี้ ส่วนจะออกมาตรการเพิ่มหรือไม่ก็ได้ โดยหากมีความจำเป็นก็อาจจะออกมาตรการเพิ่ม แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ออกเพิ่ม แต่ยังไม่มีมาตรการใหม่ในตอนนี้” นางธาริษา กล่าว

นางธาริษา กล่าวอีกว่า สำหรับเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้น ตลาดตราสารหนี้ที่มีเงินไหลเข้าจำนวนมากกว่าตลาดหุ้นมาก เนื่องจากตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังไม่เห็นการเก็งกำไรค่าเงินชัดเจนในลักษณะการเข้ามาซื้อฝั่งเดียว เหมือนในช่วงปี 2549 แต่การลงทุนในขณะนี้มีทั้งการเข้ามาของเงินทุน และไหลออกไปบ้าง ตามความคาดหวัง และการเปลี่ยนแปลงของขึ้นลงของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น สิ่งที่ธปท.เตือนผู้ส่งออกและนำเข้ามาตลอดคือ การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท เพราะการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติในขณะนี้ไม่ได้มองประเด็นของประเทศไทย อย่างเดียว แต่มีความอ่อนไหว และรวดเร็วของการไหลเข้า และไหลออกมาก จากบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจโลก หากมีปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงในยุโรป สหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ เงินก็พร้อมไหลออกไปเช่นกัน

“ในขณะนี้ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง ที่อาจจะ มีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ตลาดตราสารหนี้อาจจะมีเงินทุนเข้ามามากกว่า แต่อย่ามองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตลอดไป และมีเงินไหลเข้ามาไม่หยุด เงินที่เข้ามาก็สามารถที่จะไหลออกไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงเป็นแนวทางที่เอกชนควรดำเนินการมากที่สุด” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ต่อข้อถามถึง แนวนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีเสียงจากนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ให้กนง.คง อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 20 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งอยู่ในระดับ 1.75% นั้นเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย และหากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงของไทยยังติดลบมาก ดังนั้น ดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้จูงใจให้เงินไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่าในประเทศอื่นใน ภูมิภาค อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อของประเทศเป็นสำคัญ โดยดอกเบี้ยอาจจะจำเป็นที่จะใช้ดูแลอัตราเงินเฟ้อมากกว่า อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท.นั้น จะต้องตัดสินใจตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในขณะนี้อีกนานกว่าจะถึงการประชุมกนง.ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็อาจจะเปลี่ยนไปได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กันยายน 2553, 15:25 น.

tags:
ธาริษา วัฒนเกส ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. แบงก์ชาติ คณะกรรมการนโยบายการเงิน กนง. เศรษฐกิจไทย ตราสารหนี้ บอนด์

นักลงทุนแห่ลงทุนตลาดตราสารหนี้

Published สิงหาคม 3, 2010 by SoClaimon

30 กรกฎาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทางนักลงทุนแห่ลงทุนตลาดตราสารหนี้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_99946

แบงก์ชาติ เผย ยอดคงค้างตลาดตราสารหนี้ สิ้นเดือนมิ.ย. มี กว่า 5,142,701 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน ลุ้นเงินไหลเข้าครึ่งปีหลัง พันธบัตรรัฐ พุ่งกว่า 9 แสนล้าน…

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขยอดคงค้างตลาดตราสารหนี้ภาครัฐ สิ้นเดือน มิ.ย. พบว่าในครึ่งปีแรกยังคงมีความคึกคัก รัฐบาล-ธปท.นำทีมออกพันธบัตรต่อเนื่อง ส่งผลให้สิ้นเดือน มิ.ย.มียอดคงค้างพันธบัตรและตราสารหนี้ในตลาดอยู่ที่ 5,142,701 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนที่มียอดคงค้าง 4,234,787 ล้านบาท ถึง 907,914 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21.44% ทั้งนี้ การดูดซับผลจากการเข้าแทรกแซงตลาดเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ ธปท.ต้องออกพันธบัตรในปีนี้จำนวนมาก ส่งผลให้มียอดคงค้างเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยสิ้นเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 2,066,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 618,383 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 42.7% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยมียอดคงค้างเพิ่มขึ้น 421,754 ล้านบาท หรือ 21.54% โดยสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มียอดคงค้างพันธบัตรรัฐบาล 2,379,677 ล้านบาท เทียบกับยอดคงค้าง สิ้นเดือน มิ.ย.2552 ที่ 1,957,923 ล้านบาท

อย่าง ไรก็ตาม พันธบัตรรัฐวิสาหกิจมียอดลดลง โดยสิ้นเดือน มิ.ย.2553 มียอดคงค้าง 355,175 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 22,873 ล้านบาท ขณะที่ตั๋วเงินคลังมียอดคงค้าง 187,000 ล้านบาท ลดลง 97,000 ล้านบาท จากระยะเดียวกันของปีก่อน ส่วนพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มียอดคงค้าง 154,445 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนที่มียอดคงค้าง 166,794 ล้านบาท ที่ 12,349 ล้านบาท ทั้งนี้ เงินที่เข้าในตลาดพันธบัตรและลงทุนในพันธบัตร ธปท.และรัฐบาลเพิ่มขึ้นนั้น มีทั้งนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งเงินของประชาชนส่วนหนึ่งผ่านพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล

นาย บัณฑิต นิจถาวร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังชัดเจนว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยจะมีต่อเนื่อง ขณะที่ความกังวลทางการเมืองลดลง เห็นได้จากการเข้ามาของเงินทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารมีมากขึ้น ซึ่ง ธปท.จะจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด.

%d bloggers like this: