ดีแทค

All posts tagged ดีแทค

เตือนนักลงทุนระวังหุ้น”ทรู-ดีแทค”

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127814.

Pic_127814

ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสาร พบว่าราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนตลาดท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ขอให้นักลงทุนโปรดใช้ความระมัดระวังในการติดตามข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของดีแทค…

นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่าคณะกรรมการของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) อนุมัติให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัททรูมูฟ จำกัด ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ด้วยเทคโนโลยี HSPA ในเชิงพาณิชย์นั้น ทางทรู ในฐานะบริษัทแม่ของทรูมูฟขอชี้แจงว่ายังไม่ได้รับแจ้งจาก กสท เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯเช่นกันว่า ตามที่มีข่าวระบุว่าบอร์ด กสท อนุมัติให้ดีแทคให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ด้วยเทคโนโลยี HSPA ในเชิงพาณิชย์นั้น ดีแทคขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ข่าวโดยผู้บริหารระดับสูงของ กสท โดยดีแทคได้ยื่นขออนุมัติการให้บริการดังกล่าวมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว เนื่องจากเห็นว่าบริการดังกล่าวเป็นการสนองนโยบายการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของภาครัฐ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการของดีแทค อย่างไรก็ตาม ดีแทคได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าในการประชุมบอร์ด กสท เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีการอนุมัติในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอให้นักลงทุนโปรดใช้ความระมัดระวังในการติดตามข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของดีแทคด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มสื่อสาร พบว่าราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนตลาดท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ปิดที่ระดับสูงสุดของวัน ที่ 5.95 บาท บวก 0.15 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 2,800.91 ล้านบาท ขณะที่ดีแทคปรับตัวลงมาที่ 42 บาท ลดลง 0.50 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.
โฆษณา

กลุ่มชินฯ เมินดีแทค-ทรู เปิด3จี คลื่นความถี่เดิม

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127753.

Pic_127753

นายสมประสงค์ บุญยะชัย

ผู้บริหารกลุ่มชินยัน 3จีแท้ง ไม่กระทบรายได้บริษัทฯ ระบุ ไม่หวั่นดีแทค-ทรูมูฟ บริการ3จีบนคลื่นความถี่เดิม เพราะกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เชื่อว่า3จีจะประมูลได้แล้ว ทำนายปี54 บริการด้านข้อมูลจะโตขึ้น 20% เมื่อเทียบจากปีก่อน…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย. จะมีการประชุมระดับบริหารของบริษัทในเครือ เพื่อจัดทำแผนธุรกิจในปี 2554

ด้าน น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ SHIN กล่าวว่า ระยะนี้เป็นช่วงของการจัดการแผนธุรกิจปีหน้า เพื่อให้บริษัทมีการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเพื่อหาการลงทุนใหม่ ๆ เพราะบริษัทมีเงินสดค่อนข้างมาก โดยบริษัทยังคงมุ่งการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง แม้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC)จะไม่มีใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) 3จีเข้ามาในปีนี้ รายได้ของบริษัทก็จะยังขยายตัวแข็งแกร่ง

ขณะที่นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวางแผนและวิเคราะห์การตลาด ADVANC กล่าวว่า ปี 54 คาดว่าบริการด้านข้อมูล( DATA)ของบริษัท จะเติบโต 20% เมื่อเทียบจากปีก่อนนี้ หนุนให้สัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวม เป็นผลจากการขยายตัวของสมาร์ทโฟน แอร์การ์ด และการออกโปรโมชั่นที่หลากหลาย นอกจากนี้บริษัทได้ตั้งงบลงทุนปี 54 ไว้ที่6,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้กับการปรับปรุงโครงข่ายที่มีอยู่เดิม และขยายเพิ่มเติมบางส่วน แม้อายุสัมปทานจะเหลือไม่มาก แต่ต้องพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับลูกค้าที่มี 30 ล้านรายให้เพียงพอ และต้องการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายที่ดีที่สุด

ส่วนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กับ ทรูมูฟ จะให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนคลื่นเดิม 850 MHz นั้นมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลา เพราะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตามมาตรา 22 และ13 และกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้จริง เชื่อว่าน่าจะมีการประมูลใบ อนุญาต 2.1 GHZแล้ว

ส่วนรายได้จากการให้บริการด้านข้อมูลปีนี้ คาดว่าจะโต 30% เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วจากปีก่อน รวมถึงแอร์การ์ด ก็มีการเติบโตสูงมาก ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแอร์การ์ด 180,000ราย ขณะที่การใช้งานโทรศัพท์ (VOICE) คาดว่าการเติบโตจะอยู่ใน ระดับทรงตัว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการประมูล 3G จึงทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารที่ถึงจุดอิ่มตัวไม่มีการการพัฒนาเพิ่ม ขึ้น ทำให้บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้โต 5% แม้ช่วงรวม 9 เดือนจะโต 7.3% แต่ไตรมาส 4 จำเป็นต้องทำการตลาดโดยใช้เงินจำนวนมาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

บอร์ด กสท ยื้อ 3 จี ดีแทค-ทรูมูฟ อ้างติดกฎหมายที่แท้ปิดแผลเน่าซีดีเอ็มเอ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127537.

Pic_127537

ส่ง “ชัยเกษม-วีระชัย” ศึกษาข้อกฎหมายก่อนเร่ง กสท ทำแผนธุรกิจเพื่อความอยู่รอด หลัง “ฮัทช์” ปฏิเสธขายกิจการ ด้านดีแทค ร่อนหนังสือร้องนายกฯถูกกีดกันไม่เป็นธรรมปล่อยคู่แข่งทดลองไปตั้งแต่ปีมะโว้

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้มอบหมายให้นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต อัยการสูงสุด ในฐานะที่ปรึกษาประธานบอร์ด และนายวีระชัย คล้ายทอง กรรมการ กสท ไปศึกษารายละเอียดด้านกฎหมาย ว่าจะสามารถให้บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (มหาชน) และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค อัพเกรดโครงข่าย 2 จี เป็น 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ด้วยเทคโนโลยี HSPA และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องทดลองให้บริการอีกต่อไป และจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการ มาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ คาดจะได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด

“ก่อนหน้านี้ที่ กสท อนุมัติให้ดีแทคและทรูมูฟทดลองการให้บริการได้เท่านั้น เพราะคณะกรรมการมาตรา 22 มีความเห็นที่แตกต่างกัน โดย กสท เห็นว่าไม่จำเป็นทดลองบริการ เพราะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพเหมือนกับการอัพเกรด 2 จี เป็น GPRS หรือ EDGE ในปัจจุบัน แต่กรรมการหลายคนเห็นว่าต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการมาตรา 22 ดังนั้น กสท จึงต้องหาข้อยุติเรื่อง HSPA ของดีแทคและทรูมูฟโดยเร็ว”

ทั้งนี้ การเร่งดำเนินการให้ดีแทคและทรูมูฟเปิดบริการ 3 จี เชิงพาณิชย์ เพื่อ หาช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับ กสท ก่อนที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จะมีผลบังคับที่จะนำไปสู่การเปิดประมูล 3 จี กลางปี 2554 ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ หากทำได้อย่างรวดเร็ว กสท จะมีรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับการให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมของดีแทคและทรูมูฟ จะต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิม โดยต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอัตราปัจจุบัน 30% ของรายได้ นอกจากนี้ ต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้ กสท รวมถึงการทำตลาดและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน โดยเฉพาะส่วนของทรูมูฟจะต้องสะสางกรณีข้อพิพาทการฟ้องร้องเรื่องการโอนทรัพย์สินให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะอนุญา– โตตุลาการ อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงกรณีที่ทรูมูฟได้ยื่น ข้อเสนอมายัง กสท เพื่อขอเช่าใช้อุปกรณ์โครงข่ายทั้งหมดอีก 5 ปี หลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย

นอกจากนี้ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่าทางบริษัท ฮัทชิสัน จำกัด ในฐานะเจ้าของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์ มือถือ “ฮัทช์” ได้ปฏิเสธการขายกิจการและทรัพย์สินให้ กสท แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ กสท ต้องทำแผนธุรกิจให้ชัดเจนว่าจะเดินหน้าขยายการลงทุนมือถือระบบซีดีเอ็มเอต่อไปหรือจะปรับเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยี HSPA ส่วนกรณีที่ทรูมูฟจะเข้าซื้อกิจการฮัทช์แทน กสท นั้น เป็นเรื่องของทรู แต่สัญญาที่ กสท ทำกับฮัทช์จะยังคงสถานะเดิม ขณะที่เรื่องคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ที่ฮัทช์ใช้อยู่จำนวน 10 MHz นั้น ต้องมาพิจารณารายละเอียดภายหลัง กสท ได้ปรับแผนธุรกิจเสร็จสิ้น ในเดือน ธ.ค.ว่า กสท จะใช้คลื่นในส่วนของฮัทช์จำนวน 5 MHz ในการอัพเกรดเป็น HSPA หรือไม่

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกลยุทธ์และกิจการองค์กร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า การพิจารณาของบอร์ด กสท ที่ให้ไปศึกษาข้อกฎหมายก่อนทำ 3 จี บนคลื่นเดิมนั้น ไม่เป็นธรรมต่อดีแทค ซึ่งดีแทคคงต้องร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานรัฐ โดยในวันที่ 17 พ.ย.นี้ ดีแทคจะส่งหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี รมว.ไอซีที และ รมว.คลัง เพื่อขอความชอบธรรมในเรื่องดังกล่าว และขอให้การพิจารณากรณีของดีแทคอยู่บนมาตรฐานเดียวกับคู่แข่ง

นายธนากล่าวว่า ดีแทคได้ยื่นข้อเสนอที่ถือว่าเป็นประโยชน์กับ กสท แต่ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ขณะที่บริษัททรูมูฟ จำกัดคู่แข่งใต้สัมปทานอีกรายสามารถทดลองสถานีฐาน 3 จี ได้กว่า 656 สถานี ขณะดีแทคเปิดทดลองให้บริการ ได้ 36 สถานีเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม “สิ่งที่ดีแทคขอคือการเปิดทดลองไม่เชิงพาณิชย์ ไม่ได้หวังไปถึงว่าจะให้บริการเชิงพาณิชย์เลย ขอแค่เพียงทดลองเท่านั้น น่าจะอนุมัติให้เราเสียที เราเป็นบรรษัทภิบาล นี่คือสิ่งที่เราทำได้ ทำอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ”

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ดีแทคปฏิบัติตนเป็นลูกสัญญาสัมปทานที่ดีต่อ กสท มาตลอด หากเปรียบเทียบกับทรูมูฟ โดยทรูมูฟมีข้อพิพาทกับ กสท มากกว่า 30 คดี ขณะที่ดีแทคมีไม่เกิน 5 คดี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

ล็อกซเล่ย์-แอร์เอเชีย ขอก๊อป “ทรู”

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189340.

Pic_189340

ล็อกซเล่ย์-แอร์เอเชีย ขอก๊อป “ทรู”  กสท จัดให้ชุดใหญ่แต่ลูกเฮี้ยว “ดีแทค” รอก่อน

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีเอกชน 2 ราย แสดง เจตจำนงว่าสนใจที่จะทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ ร่วมกับ กสท คือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ซึ่งคณะทำงานของ กสท กำลังเจรจารายละเอียดของสัญญาและเงื่อนไขอื่นๆอยู่ คาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้ โดยการทำสัญญาธุรกิจที่จะมีขึ้นนั้น จะเป็นสัญญาการบริการขายส่ง บริการโทรศัพท์มือถือ ลักษณะเป็นสัญญาขายส่งบริการโทรคมนาคม ตามประกาศ กทช. ซึ่งเป็นสัญญาลักษณะมาตรฐานเดียวกันที่ กสท ได้ลงนามไปกับกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อนหน้านี้ “สัญญาที่ กสท จะทำกับเอกชนรายอื่นๆ ก็เหมือนกันกับสัญญาที่ได้ทำกับกลุ่มทรู ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีอายุสัญญา 14 ปี 5 เดือน การันตีการรับปริมาณความจุของการใช้โครงข่าย โดยปีแรกของสัญญารับจำนวนเท่าใดก็ต้องรับจำนวนเท่านั้นไปตลอด หรือหากความต้องการเพิ่มจะขยายความจุเพิ่มก็ทำได้”

นายจิรายุทธ กล่าวว่า ขณะนี้ กสท ได้เริ่มเปิดสัญญาณการให้บริการ 3 จีแล้ว ภายใต้เครื่องหมายการค้า “My”  โดยมีสถานีฐานให้บริการแล้วกว่า 1,000 สถานีในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หัวหิน ซึ่งในช่วงแรกก็ต้องยอมรับเรื่องคุณภาพบริการจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ภายในสิ้นปีนี้ กสท จะมีสถานีฐานให้บริการมากถึง 5,374 สถานีฐาน ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ประเทศ และรองรับเลขหมายได้ 5 ล้านเลขหมาย

นายจิรายุทธ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในส่วนของ กสท ก็สามารถที่จะชี้แจงการทำสัญญา การทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ระหว่าง กสท กับกลุ่มทรูได้ทุกประเด็น เพราะขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบกลับมาแล้วว่าสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 และไม่ได้เป็นการเอื้อเอกชนรายใด

สำหรับกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะเปิดให้บริการ 3 จี ในเร็วๆนี้ว่า ภายในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือชี้แจงไปยังดีแทคว่ายังไม่สามารถที่จะเปิดให้บริการ 3 จีได้จนกว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะตอบหนังสือกลับมายัง กสท ว่าดีแทคสามารถดำเนินการบริการ 3 จี ภายใต้สัญญาสัมปทานได้หรือไม่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

สังคายนา ก.ม.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รื้อธุรกิจสีเทาเลิกปากว่าตาขยิบ

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188807.

Pic_188807

ในช่วงที่ผ่านมา กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวถูกวิพากษ์ถึงความไม่ชัดเจน และความอ่อนด้อยของบทบัญญัติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมาโดยตลอด

ขณะที่อีกด้าน การสวมรอยให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อเข้ามาทำธุรกิจต้องห้าม หรือธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อทำให้สถานะของบริษัทเหล่านี้กลายเป็นคนไทย และได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทย ในลักษณะ “ธุรกิจสีเทา” ก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมากมายในประเทศไทย เช่น ในธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม

ในกรณีของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่กำลังเป็นปมปัญหาร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ซ้ำรอย…สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยกรณี อื้อฉาวนี้ปะทุขึ้น จากผลพวงความขัดแย้งของธุรกิจโทรคมนาคมไทย หลังจากบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ลุกขึ้นมาร้องเรียนให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ “ดีแทค” ว่า กระทำผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และมีสถานะเป็นบริษัทต่างด้าว

แต่ผลการตรวจสอบความเป็นต่างด้าวของ คณะทำงานตรวจสอบสถานะ “ดีแทค” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ดีแทคเป็นต่างด้าวจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายต่างด้าวไม่ได้ให้อำนาจกรมฯในการสอบสวนเชิงลึก แม้จะพบว่าเข้าข่ายมีมูลอันเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นต่างด้าว แต่หากไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่าเป็นคนต่างด้าว สร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองที่ดูแลอยู่อย่างมาก

อย่างไร ก็ตาม การปล่อยปละละเลยปล่อยให้กฎหมายของไทย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้บริษัทต่างด้าวเลี่ยงกฎหมายได้อย่างที่เป็นอยู่นี้ ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง

เพราะทำให้คนต่างด้าวเข้ามาตักตวงผล ประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจไทยที่ไม่พร้อมแข่งขันเสียเปรียบ และยังเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่มีอำนาจกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจได้อีกด้วย

จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีความชัดเจน และรัดกุมมากยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเรื่องฟ้องร้องมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่จะทำอย่างไรให้การแก้กฎหมายดังกล่าว สามารถทำให้การร่วมทุนของคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ วิน วิน ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เมื่อ สาวลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาทั้งมวล เราพบว่าบทบัญญัติที่ว่าด้วย “นิยมคนต่างด้าว” ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 หรือ ปว.281 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 นั้น คือ ต้นเหตุทั้งหมดของปัญหา

เพราะใน ปว.281 การพิจารณาธุรกิจคนต่างด้าวไม่เพียงแต่จะดูสัดส่วนของหุ้นที่ถือในบริษัท นั้นๆ เพียงบริษัทเดียว ยังตรวจสอบลึกลงไปถึงทุนของคนต่างด้าวในบริษัทอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนใน บริษัทแรกด้วย เรียกว่าการนับหุ้นแบบหลายชั้น หรือนับหุ้นแบบสะสม เช่นหากบริษัท ข. ค. หรือ ง. ที่ถือหุ้นในบริษัท ก. มีต่างด้าวถือหุ้นบริษัทละ 49% ก็จะนับรวมกันหมดทำให้หุ้นของต่างด้าวในบริษัท ก. มีมากกว่า 49% สถานะบริษัท ก. กลายเป็นต่างด้าวทันที

แต่ในกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปัจจุบัน การพิจารณาสถานะความเป็นต่างด้าว จะดูจากทุนจดทะเบียนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นๆ ว่ามีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพียง “ชั้นเดียว” เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกหรือล้วงลึกลงไปถึงที่มาของทุน และอำนาจในการบริหาร หรืออำนาจการครอบงำกิจการ (corporate  control) ของคนต่างด้าวในนิติบุคคลนั้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของ “ดีแทค” ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบสถานะของดีแทคก่อนระบุว่า ไม่อาจจะชี้ชัดว่าเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะอำนาจการตรวจสอบในฐานะ “นายทะเบียน” ธุรกิจคนต่างด้าวนั้น ตรวจสอบได้เพียงสัดส่วนการถือหุ้นเท่าที่บริษัทจดแจ้งไว้ แม้พฤติการณ์แวดล้อมทั้งสัดส่วนการถือหุ้น  การกู้ยืมเงินในภายหมู่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพฤติกรรมการออกเสียงและอำนาจควบคุมจะเข้าข่าย

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเสียงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง กลับมีความเห็นว่า เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะธุรกิจบริการเหล่านั้น เป็นธุรกิจที่คนไทยไม่มีความสามารถในการลงทุน ไม่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่จะดำเนินการได้ด้วยตัวเอง บางธุรกิจยังมีการผูกขาดโดยผู้ประกอบการเพียง 1-2 ราย จึงได้ปล่อยให้คนต่างด้าวยังประกอบธุรกิจในไทยต่อไปได้

เพราะเห็นว่า คนไทยจะได้ประโยชน์ทั้งจากเงินลงทุน เทคโนโลยี และการแข่งขันกันให้บริการ!!!

จาก นี้เป็นความเห็นของนักวิชาการ ที่ติดตาม และศึกษา กรณีการตรวจสอบสถานะความเป็นคนต่างด้าวของ “ดีแทค” และความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างน่าสนใจ…

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

จากการศึกษาปัญหาคนต่างด้าวในธุรกิจโทรคมนาคมไทยนั้น ควรแก้ไขที่กฎหมายเฉพาะคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 จะแก้ไขที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เพราะกฎหมายโทรคมนาคม เป็นตัวกำหนดว่าผู้ที่จะประกอบธุรกิจโทรคมนาคมจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าว

“กฎหมาย โทรคมนาคม” เป็นตัวบล็อกต่างด้าวเอาไว้ไม่ให้เข้ามาลงทุนในกิจการโทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ แต่ในความจริง ประเทศ ไทยจำเป็นจะต้องเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม เพราะเราไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงต้องอาศัยทั้งเงินทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

ที่สำคัญ ธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น จึงอาจเกิดการผูกขาด และทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้ประโยชน์ การเปิดเสรีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างด้าวเข้ามาลงทุนได้ และจะทำให้ปัญหาคนต่างด้าวทำธุรกิจโดยไม่ได้ขออนุญาตและการให้คนไทยถือหุ้น แทน (นอมินี) หมดไปเลย

กรณีของ “ดีแทค” นั้น ถ้าผิดก็ต้องว่าผิดกันไปตามกฎหมาย แต่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ส่งฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะเป็นเพราะยังพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้จริงๆ หรือเป็นเงินลงทุนของคนต่างด้าวซึ่งผ่านบริษัทอื่นที่ถือหุ้นในดีแทคถึง 7 ชั้น จึงจำเป็นต้องส่งให้ตำรวจสอบสวนสืบสวนต่อไป ส่วนอำนาจครอบงำกิจการ (corporate control) ก็ต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่าต่างด้าวมีอำนาจครอบงำกิจการหรือไม่

“ส่วน ตัวเห็นว่า ถ้าคนต่างด้าวไม่มี corporate control คงถอนทุนไปแล้ว เพราะกลัวว่าคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีเท่าเขา ต่างจากกรณีของกุหลาบแก้ว ที่พิสูจน์ที่มาของเงินลงทุนได้ว่าเป็นเงินของต่างด้าว แต่หากไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ การถือหุ้นไขว้กันไปมาเป็นชั้นๆของดีแทคจะไม่ผิดกฎหมาย”

แม้ว่าดีแทค ผิดจริงและฟ้องร้องกันแล้ว สุดท้ายศาลคงไม่สั่งให้เลิกกิจการ เหมือนกรณีบริษัท กุหลาบแก้วที่เป็นนอมินีของเทมาเสกจากสิงคโปร์ เพราะเราต้องการเทคโนโลยีและการให้บริการจากเขา เลยไม่ไล่ออกนอกประเทศ

“กฎหมาย ต่างด้าวเป็นกฎหมายปากว่าตาขยิบ ปากบอกว่าห้ามคนต่างด้าวลงทุนธุรกิจบริการต้องห้าม หรือต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการในธุรกิจบริการที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน แต่กลับเป็นว่า มีคนต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการมากมาย โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมาย และความร่วมมือของนักกฎหมาย ที่เห็นชัดเจนก็ธุรกิจค้าปลีก  แต่ก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร เพราะคนไทยต้องการบริการจากเขา และประชาชนได้ประโยชน์จากการแข่งขันในกิจการค้าปลีก”

ดร.เดือนเด่น ให้ความเห็นต่อว่า ในส่วนของกฎหมายต่างด้าวจำเป็นต้องแก้ไขมานานแล้วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยต้องแก้ไขให้กฎหมายมีความชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันใหม่ จนทำให้เกิดข้อถกเถียง และทำให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายไม่จบสิ้น

เพราะ กฎหมายมีช่องโหว่มากมาย โดยเฉพาะคำนิยามของคนต่างด้าวอ่อนมาก และยังเปิดช่องให้นับการถือหุ้นได้เพียงชั้นเดียว ถ้าเห็นว่านิติบุคคลหนึ่ง คนไทยถือหุ้น 51% ต่างด้าว 49% ก็ถือว่ามีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว ทั้งที่คนต่างด้าวที่ทำธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะมีนอมินีทั้งนั้น แล้วยังถือหุ้นเป็นลำดับชั้นอีกหลายชั้น

“กฎหมายเปิดช่องให้คน ต่างด้าวสมรู้ร่วมคิดกับคนไทยหาเลี่ยงกฎหมาย เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับคนไทย ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่คนไทยพร้อมแข่งขัน หรือธุรกิจบริการที่เป็นประโยชน์กับไทยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้ามาในธุรกิจที่เราไม่พร้อมแข่งก็ตายกันหมด”

การแก้ไขกฎหมาย “นิยามของคนต่างด้าว” ต้องทำให้ชัดเจนว่ามีคำจำกัดความแค่ไหน การนับหุ้นจะดูชั้นเดียว หรือดูหุ้นสะสม มีอำนาจการครอบงำกิจการ มีสิทธิในการออกเสียงอย่างไร เพราะถ้าย้อนไปที่ ปว. 281 กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่ชัดเจน และเข้มงวดมากกว่า เพราะพิจารณาถึงทุนของคนต่างด้าวตามความเป็นจริง รวมไปถึงทุนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทนั้น ด้วย หรือเรียกว่า การนับหุ้นแบบสะสม

แต่การแก้ไขกฎหมายเป็น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และกำหนดนิยามคนต่างด้าวให้อ่อนลง และนับหุ้นเพียงชั้นเดียว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลี่ยงกฎหมายขึ้นมากมายในหลาย ธุรกิจบริการต้องห้าม และธุรกิจบริการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้เลยว่า การแบ่งผลประโยชน์ให้กับคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากน้อยกว่าคนต่างชาติที่ถือ หุ้นข้างน้อยเป็นนอมินีนั้น ไม่เห็นด้วย เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

“นัก ลงทุนบางคนมีเงินมาก แต่บริหารงานไม่เป็นก็อาจลงทุนเพียงอย่างเดียว แล้วให้คนต่างชาติบริหารงานแทน เมื่อมีผลประโยชน์ก็ยอมรับที่จะรับน้อยกว่าคนบริหารงาน ขณะที่นักลงทุนบางคนก็ยอมเป็นหุ้นที่ไม่ออกเสียง (non-voting share) เพื่อแลกกับการมี guarantee  return คือจะได้รับการรันตีว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่แน่นอน กรณีเช่นนี้ หากเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นนอมินีหรือไม่ จะมาสันนิษฐานว่าเป็นนอมินีเลยไม่ได้แน่นอน”

แต่เมื่อแก้ไขให้นิยาม คนต่างด้าวเข้มงวดมากขึ้นแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไป คือจะต้องผ่อนคลายบัญชีแนบท้าย 3 (ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคน ต่างด้าว) เพื่อให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนไม่รู้สึกว่า กฎหมายไทยปิดกั้นการลงทุนมากเกินไป และไม่ถูกต่อต้านโดยคนเสียประโยชน์

ขณะ ที่บัญชีแนบท้าย 3 (21) ธุรกิจบริการอื่นๆ ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น ควรเอาออกให้หมด เพราะถือว่าเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจบริการแบบครอบจักรวาล และเพื่อความชัดเจนของกฎหมาย จะต้องเขียนระบุในกฎหมายเลยว่า มีธุรกิจบริการใดบ้างที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน และไม่ต้องการให้ต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการ เป็นการปิดกั้นเฉพาะธุรกิจบริการที่ไทยไม่พร้อม รวมถึงธุรกิจบริการที่ไม่มีประโยชน์สำหรับไทย

ขณะที่บัญชีแนบท้าย นั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องทบทวนทุกปีว่า จะถอดหรือเพิ่มธุรกิจใดที่คนไทยไม่พร้อมแข่งขันเข้าไป แต่ทุกวันนี้ไม่มีการทบทวนเลยถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เราต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ  ในอาเซียนมีไทยเพียงประเทศเดียวที่ล็อกไว้หมดทุกธุรกิจ

“กฎหมายที่ นิยามอ่อนแล้วทำให้บัญชีแนบท้าย 3 เข้มงวด ก็จะมีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน  ต้องมานั่งพิสูจน์กันไม่จบสิ้นว่า เป็นต่างด้าวหรือไม่ แต่ถ้าแก้ไขนิยามให้อ่อน แล้วเปิดเสรีธุรกิจบริการบัญชี 3 ด้วย ต่างชาติจะแห่เข้ามาลงทุน ธุรกิจไทยที่แข่งขันไม่ได้จะตายหมด จึงน่าจะทำนิยามให้เข้มงวด และเปิดเสรีบัญชี 3 ดีกว่า”

ผศ. ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล ผอ.โครงการนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพราะกฎหมายในขณะนี้มีหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน มีข้อด้อย ทำให้ตัวกฎหมายปัจจุบันไปไม่ถึงการทำธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบถือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

สมชาย - เดือนเด่นสมชาย – เดือนเด่น

“ดังนั้น เมื่อกฎหมายตี ความเพียงแค่ชั้นเดียว ก็อาจจะลงไปไม่ถึงข้อเท็จจริง ซึ่งแตกต่างจากการตรวจสอบในต่างประเทศที่เขามองลึกลงไปหลายชั้นทั้งการถือ หุ้น และอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท”

ในขณะที่กรณีการตรวจสอบ สถานะความเป็นต่างด้าวของดีแทคนั้น ผศ.ดร.สมชาย มองว่า เป็นปัญหาทั้งในเรื่องทฤษฎีและตัวกฎหมาย เพราะในทางทฤษฎีนั้น การตรวจสอบความเป็นต่างด้าว ควรจะต้องสอบลงไปว่า บริษัทที่ถือหุ้นที่แท้จริงเป็นใคร มีตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบอำนาจการบริหารว่า ใครเป็นคนมีอำนาจในการบริหาร เพราะบางครั้งคนที่ถือหุ้นน้อยอาจจะมีอำนาจบริหารที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งมองได้ชัดว่า เจ้าของตัวจริงเป็นใคร

แต่ในทางกฎหมายมีนิยามความ เป็นต่างชาติ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เป็นการตรวจสอบชั้นเดียวตามตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น ดังนั้น แม้จะตรวจสอบต่อไปได้ว่า มีกรณีที่อำนาจการบริหารไม่ได้เป็นของคนไทย หรือหุ้นน้อยมีอำนาจมาก ก็ไม่สามารถจะใช้ข้อ 4 ซึ่งไม่มีในกฎหมายข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไปฟ้องร้องได้ ที่สำคัญ ในกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีอำนาจฟ้องร้องกล่าวโทษ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

“กรณี นี้ทำได้ดีที่สุดก็คือส่งหลักฐานที่ได้ต่อให้ตำรวจเพื่อสอบสวน และฟ้องร้องต่อไป นอกจากนั้น จากช่องโหว่ของ พ.ร.บ. ที่ทำให้ภาคธุรกิจ หรือบริษัทต่างด้าว สามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายดังกล่าวในการถือหุ้นได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกฟ้องร้องกลับ หากการสอบสวนให้ดุลพินิจที่ก้าวหน้าไปกว่าที่กฎหมายมีอยู่ในขณะนี้ หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งบริษัทเอกชนได้ เพราะคำสั่งหรือการใช้อำนาจรัฐ จะถูกตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสั่งการหรือทำอะไรต้องดูตามตัวกฎหมายเป็นหลัก”

กรณี ของ “ดีแทค” เอง อาจจะไม่ใช่บริษัทเดียวที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทย บริษัทไทย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงเรื่องนี้ และหาแนวทางแก้ไข เช่น ในเบื้องต้น หากมีการตรวจสอบสถานะของบริษัทอื่นอีก การตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกเหนือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรจะมีตำรวจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้การฟ้องร้องทำได้จริงและเร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปและต้องเป็นการแก้ไขที่เห็นร่วมกันของทุก ฝ่ายทั้งในด้านทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ

โดย 1. ควรจะมีการนิยามธุรกิจที่เป็นต่างด้าวให้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนิยามที่มีอยู่ 3 ข้อในขณะนี้เป็นการตรวจสอบแค่ผิวๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงในเชิงลึก ข้อ 2. การตรวจสอบนั้น จะต้องมีการตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน ด้านแรกคือ จะต้องไม่ตรวจสอบเพียงตัวเลขหุ้น หรือสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะต้องตรวจสอบลึกลงไปถึงอำนาจการบริหารงานที่แท้จริง ผู้ที่ได้รับเงินปันผล หรือกำไรที่แท้จริง รวมทั้งการถือหุ้นแทน หรือนอมินีด้วย

ส่วนด้านที่สองคือ การตรวจสอบในเชิงลึก ไม่ใช่การตรวจสอบชั้นเดียวแค่ผิวๆ เช่น ที่มาของเงินในการถือหุ้น หรือปัจจุบันมีการถือหุ้นไขว้กันในหลายบริษัท ทำให้ไม่สามารถรู้เจ้าของที่แท้จริงได้ เพราะถ้าตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ความชัดเจนว่าบริษัทไหนเป็นไทยแท้ ไทยเทียม หรือต่างด้าวก็จะชัดขึ้น

อย่างไร ก็ตาม เมื่อในช่วงที่ผ่านมา พ.ร.บ.ของเรามีช่องโหว่ เมื่อมีการแก้ไขการประกาศใช้ก็ต้องให้โอกาสภาคธุรกิจปรับตัวด้วย โดยเมื่อประกาศใช้อาจจะมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบการเดิมปรับตัว เช่น อาจจะให้เวลา 1-2 ปีในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขกฎหมายไม่สร้างปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ขณะ เดียวกัน ควรจะมีการผ่อนคลายการเปิดเสรีในภาคบริการ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ที่เรายังต้องการเงินทุนและเทคโนโลยีของต่างชาติด้วย.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

ศุภชัย เปิดอกปัญหาคาใจทรู-ดีแทค

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188823.

Pic_188823

“ทรู” ไม่ได้ใหญ่คับประเทศ! “ศุภชัย” เปิดอกปัญหาคาใจทรู-ดีแทค

“ศุภชัย” เปิดใจครั้งแรกไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลาย หลังร้องให้ตรวจสอบว่า “ดีแทค” เป็นบริษัทต่างด้าว จนเป็นต้นเหตุขัดแย้งระหว่างฝ่ายข้าราชการกับการเมือง พร้อมยอมรับว่าฟ้องเพื่อ “เอาคืน” ดีแทค ที่ร้องให้ระงับสัญญาที่ทรูทำกับ กสท ในการให้บริการ 3 จี ยันไม่ได้รังแกใคร และไม่ได้ใหญ่คับประเทศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่คณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้าแจ้งความและร้องเรียนหน่วยงานรัฐหลายแห่งให้มีการตรวจสอบสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ว่า ต้องยอมรับว่าเรื่องราวบานปลายไปกว่าที่ทางทรูคาดคิด โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว

นายศุภชัยยอมรับว่า ตัดสินใจยื่นฟ้องให้ทั้งกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบสัดส่วนผู้ถือหุ้นดีแทคนั้น เป็นการตอบโต้กรณีที่ดีแทคฟ้องบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ระงับการดำเนินการใดๆภายใต้สัญญา ให้บริการ 3 จี ที่ กสท ทำกับทรูไปเมื่อต้นปี เพราะแม้ไม่ได้ฟ้องทรู แต่ทรูได้รับผลกระทบโดยตรงแน่นอน “ยอมรับว่าเครียดมาก เราจึงตัดสินใจตอบโต้เพื่อติดเบรกดีแทค เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ทำไม่ถูกต้อง เรา ตัดสินใจทำเรื่องนี้เพราะเขาทำเราก่อน แต่คนทั่วไปกลับมองว่าเราไปรังแกเขา เราใหญ่คับประเทศ ทั้งที่เทเลนอร์ผู้ถือหุ้นของดีแทคใหญ่กว่าทรูหลายเท่า ลงทุนหลายประเทศ และพร้อมเต็มที่ในการตอบโต้ เนื่องจากเทเลนอร์มีความชำนาญในการแก้ปัญหาการดำเนินธุรกิจในประเทศที่ไปลงทุนทั่วโลกอยู่แล้ว เท่าที่เรารู้ตอนนี้เขาก็เตรียมพร้อมเต็มที่  มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาในรายงานประจำปี  (ANNUAL  REPORT)   ด้วย”

นายศุภชัยกล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่าง รมช.พาณิชย์และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจ รวมทั้งประเด็นที่มีการระบุว่ามีการเมืองแทรกแซงการตรวจสอบนั้น เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของทรู และส่งผลกระทบทางลบ  เนื่องจากทรูถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ด้วย “ความขัดแย้งทั้งหมดไม่น่าเกิดขึ้น เราคิดว่าเมื่อกระทรวงพาณิชย์สรุปผลได้ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามกลไก การส่งผลสรุปให้ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนทำงานต่อนั้น ถือว่ากรมทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แล้ว ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่านี้ คิดว่าความขัดแย้งน่าจะเกิดจากหลักการคิดที่แตกต่างระหว่าง 2 บุคคลเป็นหลัก และอาจเคยเกิดขึ้นจากกรณีอื่นมาก่อน”

นายศุภชัยยังกล่าวว่า แม้ขณะนี้กลุ่มทรูจะเริ่มให้บริการ 3 จี บนสัญญาใหม่กับ กสท ภายใต้แบรนด์ทรูมูฟเอชแล้วก็ตาม แต่ทรูยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ภายใต้ความกดดันที่สูงมาก เนื่องจากทางดีแทคได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาระหว่าง กสท และทรูอีกครั้ง ส่วนความคืบหน้าในการให้บริการ 3 จีนั้น ขณะนี้ทรูมีลูกค้า 3 จีบนเครือข่ายทรูมูฟเดิมราว 400,000 ราย ส่วนลูกค้าใหม่บนเครือข่ายทรูมูฟเอชราว 50,000 ราย สิ้นปีนี้คาดหวังจำนวนลูกค้า 3 จีไว้ที่ 1 ล้านราย เป็นสัดส่วนจากลูกค้าทรูมูฟ ทรูมูฟเอชที่ย้ายมาจากฐานลูกค้าฮัทช์ และลูกค้าใหม่ที่เข้ามาในสัดส่วนเท่าๆกัน และเตรียมงบการตลาดเพื่อโปรโมต 3 จีไว้ 200 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

หุ้นDTAC ทะยานหลังพาณิชย์ไม่กล่าวโทษเป็นต่างด้าว

Published กรกฎาคม 20, 2011 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2554, 15:01 น.

หุ้นDTAC ทะยานหลังพาณิชย์ไม่กล่าวโทษเป็นต่างด้าว.

Pic_187807

ราคาหุ้นDTAC ทะยานหลังกระทรวงพาณิชย์ไม่กล่าวโทษเป็นต่างด้าว แค่ส่งเรื่องให้ตำรวจ สืบสวนต่อ คาดเรื่องนี้ต้องใช้เวลาอีกยาวขณะที่โบรกฯเชียร์ถือรับปันผล แจ่มแม้ราคาสูงแล้ว

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) ว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรง โดยระหว่างวันทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ 61 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หลังนาย บรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่าคณะกรรมการทำงานเพื่อตรวจสอบกรณีสัญชาติของบริษัท DTAC ได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานตำรวจตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม โดยไม่ได้มีการร้องทุกข์และกล่าวโทษต่อ DTAC หลังจากคณะกรรมการเพื่อ ทำงานตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่มีพยานหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า DTAC เป็นบริษัทต่างชาติ

ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า ข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเคจีไอที่ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าฯ จะไม่ทำตามคำสั่งของนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช. พาณิชย์ เนื่องจากมองว่าน่าจะเป็นการแทรกแซงทางการ เมือง ขั้นตอนต่อไปคือ กรมฯ จะส่งเรื่องของ DTAC ไปให้กับตำรวจสืบสวนในเชิงลึกต่อไปว่า DTAC เป็นต่างชาติหรือไม่ ซึ่งหากตำรวจได้ข้อมูลเพียงพอว่า DTAC ละเมิดกฎหมายไทย ก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ อย่างไรก็ตามเชื่อเรื่องนี้จะใช้เวลานาน หลายปีกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า DTAC ผิดหรือไม่ ผลก็คือกระแสเงินสดและกำไรของ DTAC ในช่วงสั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว ยังคงแนะนำถือสำหรับหุ้นDTAC เพื่อรับเงินปันผล ให้ราคาเป้าหมายที่ 61.50 บาท

ด้าน บล.กิมเอ็ง ระบุว่า ถือเป็นปัจจัยบวกทางจิตวิทยา เพราะไม่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ DTAC ต่อตำรวจ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเลือกใช้วิธีส่งเรื่อง DTAC ให้ตำรวจสอบสวนต่อ หลังตรวจสอบพบว่าผู้ถือหุ้นของ DTAC อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี เป็นสิ่งที่ไม่เกิน ความคาดหมาย โดยกระบวนการนับจากนี้ คือ การสอบสวนของตำรวจ จากนั้นจึงส่งเรื่องต่อให้อัยการพิจารณาว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ ซึ่งคาดว่ากระบวนการต่างๆจะใช้เวลานาน เช่นเดียวกับกรณีของ บจ.กุหลาบแก้ว (มีการส่งเรื่องให้ตำรวจตั้งแต่ปี 2549 แต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ) และแม้ราคาหุ้น DTAC จะเหลือ upside จำกัดเมื่อเทียบกับราคา เป้าหมายที่ 60 บาท แต่เนื่องจากคาดหมายว่า DTAC จะจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 54 ได้ในอัตราสูง ถึง 7.1 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล(dividend yield) ราว 12.2% จึงคงคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรับเงินปันผล

ล่าสุด ราคา หุ้น DTAC ณ เวลา 12.31 น. (ปิดตลาดเช้า) อยู่ที่ 60.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท เปลี่ยนแปลง 3.43%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 กรกฎาคม 2554, 15:01 น.

“บรรยงค์” เย้ย “อลงกรณ์” ส่งไม้ตำรวจสืบต่อดีแทคต่างด้าวหรือไม่

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 20:45 น.

“บรรยงค์” เย้ย “อลงกรณ์” ส่งไม้ตำรวจสืบต่อดีแทคต่างด้าวหรือไม่.

Pic_187572

“บรรยงค์” เอาจริง ขัดคำสั่ง “อลงกรณ์” ไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษดีแทค แค่ส่งไม้ตำรวจสืบสวนสอบสวนต่อ ยันไม่มีอำนาจล้วงลูก และยังเป็นคดีอาญาร้ายแรง จะกล่าวโทษต้องมีข้อมูลชัดก่อน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทคว่าเป็นต่างด้าว ตามที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ได้สั่งการ และให้แจ้งผลภายใน 7 วัน หรือภายในวันที่ 19 ก.ค. แต่ได้ส่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานะของดีแทค ของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง มีตนเป็นประธาน ไปให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม และขอให้แจ้งผลการสืบสวนมายังกรมฯ หากปรากฏว่า ดีแทค นิติบุคคล และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าข่ายกระทำความผิดจริง และหากพนักงานสอบสวนประสงค์จะให้มีการร้องทุกข์ กรมฯ ก็พร้อมที่จะดำเนินการ

สำหรับเหตุผลที่กรมฯ ยืนยันส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนต่อไป เพราะเห็นว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ชัดเจนว่า พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ และใช้ดุลพินิจสอบข้อเท็จจริงได้อิสระ และไม่ให้อำนาจรัฐมนตรีสั่งการวินิจฉัยให้แตกต่างจากที่คณะทำงานฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายสรุปออกมา

นอกจากนี้ การที่นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ ได้เข้ามาตรวจสอบรายงานผลการตรวจสอบของคณะทำงานฯ ตามคำสั่งของนายอลงกรณ์นั้น ตามกฎหมายถือว่า นายสัญญาไม่ได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีอำนาจใดๆ มาตรวจสอบ ดังนั้น รายงานผลการตรวจสอบของนายสัญญาก็ไม่อาจรับฟังได้ หรือแม้จะรับฟังได้ ก็ไม่เห็นด้วย เพราะการดำเนินคดีกล่าวโทษนิติบุคคล หรือบุคคล ที่มีโทษทางอาญาร้ายแรง ควรจะมีหลักฐานชัดเจน

“การตัดสินใจดังกล่าว เป็นความจำเป็นที่จะต้องรักษาองค์กรให้มีความสง่างาม ต้องเลือกรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรี มากกว่าการคิดถึงแต่ตำแหน่งอธิบดี และปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อเอาใจนักการเมือง และพร้อมที่จะรับผิดชอบกับการกระทำในครั้งนี้ โดยได้รายงานผลการดำเนินการให้นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทราบแล้ว และคิดว่านายยรรยงคงรายงานให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายอลงกรณ์รับทราบแล้วเช่นเดียวกัน” นายบรรยงค์  กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 20:45 น.

“ดามพ์ เทสโก้” เสียบดีแทคแทน “ธนา”

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

“ดามพ์ เทสโก้” เสียบดีแทคแทน “ธนา”.

Pic_187364

เลือก ดามพ์ สุคนธทรัพย์ ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กรของดีแทค แทน ธนา เธียรอัจฉริยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่สุดนายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ก็ได้ข้อสรุปในการเลือกนายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจห้างเทสโก้ โลตัส เข้ามาดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กรของดีแทค แทนนายธนา เธียรอัจฉริยะ แล้ว โดยคาดว่านายดามพ์จะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ส.ค. ที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ ตำแหน่งของนายดามพ์ นับเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความสำคัญต่อการเข้ามาแก้ปัญหามากมายที่บริษัทกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทั้งการขออนุมัติให้บริการ 3 จีบนคลื่นเดิมเชิงพาณิชย์ที่ยังติดขัดอันเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในฐานะคู่สัญญา การถูกฟ้องร้องข้อหาแจ้งสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเป็นเท็จ รวมทั้งการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของบรรดาพนักงาน หลังจากที่ตำแหน่งผู้บริหารหลักๆ ที่เป็นสัดส่วนคนไทยลดลงต่อเนื่อง จนนายจอน เอ็ดดี้ ต้องรีบแต่งตั้งผู้บริหารไทยเข้าเสริมทัพเพิ่มเติม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

“สัญญา” ถล่มซ้ำ ยันดีแทคเป็นต่างด้าวชัดเจน

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 20:25 น.

“สัญญา” ถล่มซ้ำ ยันดีแทคเป็นต่างด้าวชัดเจน.

Pic_186120

“สัญญา” ถล่มซ้ำ ยันดีแทคเป็นต่างด้าวชัดเจน ชี้เสนอข้อคิดเห็นถึงขั้นฟ้องศาลเลิกกิจการตามมาตรา 37 และฟ้อง 7 บริษัทที่ถือหุ้นแทนตามมาตรา 36 พ่วงอีก 19 บริษัท แต่ “อลงกรณ์”เห็นควรให้ทำแค่ฟ้องดำเนินดคี ยันการเมืองไม่เคยแทรกแซง

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายสัญญา สถิรบุตร ประธานที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ มีคำสั่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าฟ้องร้องบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ต่อพนักงานสอบสวน หลังจากมีหลักฐานชัดเจนว่ามีมูลอันเชื่อได้ว่าเป็นบริษัทต่างด้าว และมีคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ว่า ได้นำเสนอความเห็นต่อนายอลงกรณ์ โดยได้ยืนยันไปว่าจากการตรวจสอบเอกสารลับที่คณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างการถือ หุ้นของดีแทค ชุดนายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธาน เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าดีแทคมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ซึ่งเป็นการชี้ชัดตามที่คณะทำงานฯ ได้มีความเห็นไว้แล้ว แต่คณะทำงานฯยังไม่กล้าฟันธง

ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสอบผลการตรวจสอบของคณะทำงานฯ แล้ว จึงสรุปเสนอให้นายอลงกรณ์มีคำสั่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งความดำเนินคดีต่อดีแทค ในความผิดตามมาตรา 37 และให้ติดต่อสำนักงานอัยการสูงสุดให้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ดีแทค เลิกกิจการ นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้แจ้งความดำเนินคดีต่อบริษัทผู้ถือหุ้นแทนทั้ง 7 บริษัท ตามมาตรา 36 (นอมินี) และกับบริษัทอื่นๆ อีก 19 บริษัทด้วย

“ผมได้เสนอไปแบบนี้ ก็เหมือนกับเสนาธิการทหาร เวลาจะเสนอแผนรบ ก็มีทางเลือกหนึ่ง สอง สาม สี่ แต่แม่ทัพจะเลือกอะไรก็แล้วแต่เห็นสมควร เมื่อเสนอไปแบบนี้ ท่านอลงกรณ์ก็เลือกที่จะสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปแจ้งความดำเนินคดี ก็เป็นความเห็นของท่าน และยังได้ให้ไปพิจารณาเองว่าจะเลือกแจ้งความนิติบุคคลใด บุคคลใด ซึ่งถือว่ารัฐมนตรีไม่เคยเข้าไปแทรกแซง แต่เป็นการใช้ดุลพินิจ และพร้อมที่จะปกป้อง จะมีก็แต่ข้าราชการนั่นแหละที่แทงกั๊ก” นายสัญญา  กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 กรกฎาคม 2554, 20:25 น.
%d bloggers like this: