ดินดีสมเป็นนาสวน

All posts tagged ดินดีสมเป็นนาสวน

สร้างต้นแบบโรงสีข้าวGMPเพิ่มศักยภาพข้าวไทย -ดินดีสมเป็นนาสวน

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 1 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวเป็นปริมาณมากประเทศหนึ่งของโลก จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าข้าว ซึ่งจะต้องนำระบบการจัดการและควบคุมการผลิตสินค้าข้าวตามมาตรฐานสากลมาใช้กำกับ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงสีข้าวในประเทศไทยมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 801 โรง แบ่งเป็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 635 โรง วิสาหกิจชุมชน 176 โรง และยังไม่นับรวมกับโรงสีข้าวที่อยู่ในศูนย์ข้าวชุมชนอีกประมาณ 800 ศูนย์ ซึ่งโรงสีเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังขาดการควบคุมและดูแลกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัย

นางทานตะวัน วรรธนะวลัญช์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า จากการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวเปลือก GAP ให้มีคุณภาพปลอดภัยต่อการบริโภค โดยกรมการข้าวได้เข้าไปให้การรับรองระบบการผลิตปีละประมาณ 50,000 แปลงนั้น มักประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกที่ผ่านการรับรองไม่ได้ราคาสูงกว่าข้าวเปลือกที่มีการผลิตทั่วไป โดยโรงสีข้าวส่วนใหญ่จะรับซื้อข้าวเปลือก GAP ในราคาไม่แตกต่างจากข้าวทั่วไป อีกทั้งยังนำข้าวเปลือกไปสีรวมกัน ขณะที่โรงสีบางแห่งเองก็ยังไม่มีมาตรฐานการผลิต ตามหลักเกณฑ์วีธีการปฏิบัติที่ดี (GMP) ทำให้ข้าวที่ได้มีคุณภาพและความปลอดภัยด้อยลงไป

สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว จึงทำโครงการ “ต้นแบบโรงสีข้าว GMP” ตามมาตรฐาน มกษ 4403-2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโรงสีข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการโรงสีข้าวเอกชน รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในหลักการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว (GMP โรงสีข้าว) โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยยกระดับและพัฒนาโรงสีข้าวให้ได้มาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูงขึ้น อีกทั้งยังจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าข้าวที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายภายในและส่งออกต่างประเทศ

โดยโครงการต้นแบบโรงสีข้าว GMP จะเป็นการนำข้าวเปลือกที่ผ่านการรับรองข้าวเปลือก GAP และอินทรีย์ไปผลิตโดยผ่านกระบวนการแปรรูปที่โรงสีข้าว GMP ที่กรมการข้าวให้การตรวจสอบรับรองระบบมาตรฐานตามที่กำหนด ซึ่งจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (Q) ทั้งนี้ โรงสีข้าวที่จะเข้าร่วมโครงการ จะคัดเลือกจากคุณสมบัติแรกคือ มีความพร้อมและตั้งใจที่จะเข้าร่วมโรงสี GMP มีศักยภาพ
ในการปรับปรุงและพัฒนาโรงสีของตนเอง เนื่องจากถ้าเขามีความต้องการ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปส่งเสริมหรือให้คำแนะนำก็สามารถพัฒนาเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการที่รัฐหยิบยื่นให้แต่เพียงอย่างเดียว

ด้าน นายจงรัก งามดี วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมากลุ่มพัฒนาการเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว ได้เข้าไปฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำโรงสีข้าว GMP ให้กับโรงสีข้าวของสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน และโรงสีเอกชน จำนวน 26 โรง ซึ่งมีอยู่ 2 โรงที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานโรงสีข้าว GMP คือ สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จ.เชียงราย และสหกรณ์การเกษตรพร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งในปี 2558 น่าจะมีโรงสีที่ผ่านการรับรองระบบ เพิ่มอีกอย่างน้อย 9 โรง ส่วนที่เหลือต้องดำเนินการพัฒนาปรับปรุงไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานที่กำหนดต่อไป

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างต้นแบบโรงสีข้าว GMP 2 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน มีกำลังการผลิต 40 ตันต่อวัน ปัจจุบันส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวหอมมะลิ GAP จำนวน 349 แปลง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือก GAP ได้ประมาณ 2,500 ตันข้าวเปลือก ขณะที่สหกรณ์การเกษตรพร้าว มีกำลังการผลิต 60 ตันต่อวัน มีสมาชิกเข้าร่วมผลิตข้าวหอมมะลิ GAP คิดพื้นที่รวม 9,500 ไร่ ปริมาณข้าวเปลือก 3,000 ตัน ซึ่งข้าวเปลือก GAP เหล่านี้ก็จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการสีและแปรรูปในโรงสี GMP ออกเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวที่สามารถติดตราสัญลักษณ์เครื่องหมายคุณภาพ Q วางจำหน่ายสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญโรงสีมีการรับซื้อข้าวเปลือก GAP ในราคาที่สูงกว่าราคาข้าวทั่วไปประมาณ 0.50-1 บาทต่อกก. หมายความว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรพอใจ

สำหรับผู้บริโภคเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐานมากขึ้น เพียงแค่ท่านเลือกบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมีเครื่องหมายรับรองกำกับ นอกจากจะเป็นผลดีต่อตัวท่านเอง ยังส่งประโยชน์ต่อถึงพี่น้องเกษตรกร ให้ยกระดับการผลิตข้าวคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย.

โฆษณา

เดินหน้าปฏิรูป ‘ข้าวไทย’… สร้างมาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 24 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

“ข้าว” คืออาหารหลักของคนไทย รวมถึงประชากรโลกอีกจำนวนมาก ดังนั้น กระบวน การผลิตข้าวให้มีคุณภาพและปลอดภัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะปัจจุบันผู้บริโภคมีความห่วงใยเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น

นายประสงค์ ทองพันธ์ กองตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการเรื่องความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านข้าวก็มี โครงการยกระดับคุณภาพข้าว คือ ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวตามมาตรฐานการเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ ข้าว GAP โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถเพิ่มผลผลิต ช่วยลดต้นทุน ที่สำคัญคือเป็นการยกระดับข้าวไทยให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยทั้งต่อตัวเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภค

การส่งเสริมการผลิตข้าว GAP นั้น กรมการข้าวทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ คือ กรมส่งเสริมการเกษตร มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเกษตรกร รับสมัครเกษตรกรผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกันกรมการข้าว โดยสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว จะเข้าไปเตรียมความพร้อมรับสมัครเกษตรกรควบคู่ไปกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในส่วนของการไปตรวจรับรองแปลง GAP เป็นหน้าที่ของกองตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว กรมการข้าว ที่จะเข้าไปรับรองตามระบบการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำหนด เพื่อให้การออกใบรับรองมาตรฐานการผลิตข้าว GAP มีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานในระดับสากล

อย่างไรก็ดี ผลจากการส่งเสริมการผลิตข้าว GAP ในช่วงที่ผ่านมา 4-5 ปี จะรับสมัครเกษตรกรแบบเป็นรายเดี่ยว ไม่มีการรวมกลุ่ม ทำให้ผลผลิตข้าวเปลือก GAP ที่ได้มา กระจัดกระจาย เข้าสู่โรงสีทั่วไปบ้าง โรงสีที่ได้มาตรฐานบ้าง ส่งผลให้ผลผลิตที่แปรรูป

ออกมาเป็นข้าวสารไม่ได้รับการรับรองเครื่องหมายสินค้าปลอดภัย สัญลักษณ์ Q ของกระทรวงเกษตรฯ กลายเป็นสินค้าข้าวทั่วไป

ปัจจุบันมีข้าวเปลือกที่ได้รับการรับรองการผลิตข้าวเปลือก GAP จากกรมการข้าวแล้วเพียงประมาณ 40,000 แปลง เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณแปลงที่เกษตรกรถือครองทั้งหมดยังคงเป็นตัวเลขที่ห่างไกลมาก ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ GAP เพราะมีความคิดว่าการผลิตข้าว GAP แม้จะช่วยให้ข้าวมีคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขามีรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากราคาข้าวที่รับซื้อกันอยู่ในขณะนี้เน้นไปที่เปอร์เซ็นต์ของข้าว ว่าเป็นข้าว 100% หรือข้าว 5% ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าถ้าเป็นข้าวคุณภาพมาตรฐาน GAP จะได้ราคาดีกว่าข้าวทั่วไป…

ดังนั้น กรมการข้าวจึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินการเข้าไปส่งเสริมการผลิตข้าว GAP เน้นไปในรูปการรวมกลุ่มมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกร  หรือสหกรณ์การเกษตร โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรร่วมกันผลิตข้าวตามระบบ GAP และร่วมกันขายตามหลักการของสหกรณ์ ซึ่งไม่เพียงแต่ได้ข้าวคุณภาพปลอดภัย ยังได้ปริมาณข้าวลอตใหญ่ขึ้น ส่งขายให้กับโรงสีของสหกรณ์และโรงสีเอกชนที่กรมการข้าวเข้าไปให้การรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดีสำหรับอาหาร หรือ GMP

…ณ วันนี้ที่กรมการข้าวร่วมทำงานกับสหกรณ์และโรงสีข้าวหลายแห่งที่เข้าร่วมโครงการ โรงสีข้าวมาตรฐาน GMP พบว่า เขารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรที่ผ่านการรับรองแปลง GAP ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดตันละประมาณ 500-1,000 บาท ตรงนี้ก็เป็นแรงจูงใจในการขับเคลื่อนให้โครงการเดินหน้าไปได้ และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น…

…ที่สำคัญคุณภาพข้าวในภาพรวมก็ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความตรงตามสายพันธุ์ ความบริสุทธิ์ของพันธุ์ เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวที่สูงขึ้น และได้ข้าวสารที่ตรงตามพันธุ์และได้รับการรับรองเครื่องหมาย Q ซึ่งแสดงว่าสินค้านั้นปลอดภัยอย่างแท้จริงตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงแปรรูป.

ตอกย้ำความสำเร็จระบบปลูกข้าว …ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตข้าว – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 17 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

เรื่องของ “ข้าว” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้บริโภคเอง ฉะนั้นเรื่องข้าวจึงเป็นเรื่องที่สนทนากันไม่มีวันจบเพราะมีแง่มุมต่าง ๆ ให้ได้มาบอกกล่าวเล่าสิบกันอยู่เสมอ วันนี้ขอเสนอเรื่องความสำเร็จของระบบปลูกข้าวที่มีมาหลายปีแล้ว ซึ่งโครงการจัดระบบการปลูกข้าวที่ 7 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงขณะนี้ก็ใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาของการบูรณาการครั้งนี้ ทำให้พบข้อพิสูจน์ที่น่าสนใจมากมายว่าการจัดระบบการปลูกข้าว สามารถตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากที่สุด

นายธนันท์ หาญเกริกไกร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิตและจัดการผลผลิต สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า การดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าว ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการรวม 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี  2554-2557 โดยวิธีดำเนินการคือส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตชลประทานพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่เป้าหมายรวม 9 ล้านไร่ เข้าสู่ระบบการปลูกข้าว โดยให้ปลูกข้าวปีละไม่เกิน 2 ครั้ง งดเว้นการปลูกข้าวแบบต่อเนื่องทั้งปี ให้ปลูกพืชหลังนา ที่เป็นพืชใช้น้ำน้อยอย่างถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือพืชปุ๋ยสด อย่าง ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม 1 ครั้ง สลับกับการปลูกข้าว รวมถึงให้ปลูกข้าวพร้อมกันในพื้นที่เดียวกันหรือเว้นปลูกข้าวในแต่ละโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน เพื่อจะได้จัดสรรน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการน้ำของแต่ละพื้นที่

จากการประเมินผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ดำเนินการปีละ 1 ล้านไร่ รวม 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 แสนครัวเรือน พบว่า เกษตรกรมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง และเกษตรกรร้อยละ 96 เลือกปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา เพราะเคยปลูกถั่วเขียวมาก่อนอีกทั้งเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ซึ่งหลังจากเกษตรกรลดการปลูกข้าว ทำให้มีการใช้น้ำชลประทานลดลงไม่ต่ำกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนผลผลิตข้าวนาปรัง (ปีการผลิต 2554/55) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 711 กก.ต่อไร่ เป็น 756 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้น 45 กก. คิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.32 ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงจาก 7,309 บาทต่อตัน เหลือ 6,902 บาท ลดลง 407 บาทต่อตัน คิดเป็นร้อยละ 5.57 ซึ่งเกิดจากปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ตลอดจนเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกรลดลง

นอกจากนี้ ปัญหาโรคแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่เคยระบาดทำลายผลผลิตข้าวของเกษตรกรอย่างหนักในช่วงปี 2553 ปรากฏว่าเมื่อเกษตรกรเข้าสู่การจัดระบบที่มีการเว้นปลูกข้าว พักนาหรือไปปลูกพืชหลังนาชนิดอื่น ทำให้ไม่มีอาหารไปเลี้ยงประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่งผลให้พื้นที่ระบาดลดลงต่อเนื่อง จนขณะนี้เกือบจะไม่พบการแพร่ระบาดจนถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกรเลย ซึ่งก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการใช้สารเคมีลงไปได้มาก

“ตลอดระยะเวลา 3 ปี ของการดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรพี่น้องชาวนาแบบองค์รวม ทั้งแก้วิกฤติน้ำขาดแคลน วิกฤติโรคแมลง วิกฤติดินเสื่อมโทรม วิกฤติระบบนิเวศในนาข้าว รวมทั้งแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงและผลผลิตตกต่ำได้ในคราวเดียวกัน เมื่อสามารถแก้ปัญหาหลัก ๆ ที่นับเป็นปัญหาเรื้อรังของชาวนามานานได้ ชาวนาจะมีต้นทุนลดลงรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายคืนความสุขให้กับพี่น้องชาวนาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.”

ในปีนี้ทั้ง 7 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าทำโครงการจัดระบบการปลูกข้าวต่อไป ซึ่งจากการทำประชาพิจารณ์เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่โครงการชลประทานเป้าหมาย พบว่าเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 50 มีความต้องการจะเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเห็นว่าการจัดระบบการปลูกข้าวสามารถแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุน และทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นตามมานั่นเอง

ท้ายนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องชาวนาเข้าสู่ระบบการปลูกข้าว ไม่ว่าท่านจะเลือกปลูกข้าวสลับกับพืชหลังนาหรือพืชปุ๋ยสด หรือจะเว้นปลูกข้าว ก็ตามความสะดวก แต่ขอให้ท่านทำ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงก็คือพี่น้องชาวนาเอง.

กุญแจแห่งความสำเร็จ …ของชาวนาไทยที่ยั่งยืน – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published สิงหาคม 6, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 6 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบันมี ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ครอบ คลุม 66 จังหวัด สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เป็นอย่างดี ระบบการดูแลนาข้าวทำได้ง่ายขึ้น หลังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยมาช่วยในกระบวนการผลิต ปัจจุบันได้มีการอบรมเกษตรกรผ่านโรงเรียนชาวนา เพิ่มความรู้ในการผลิตให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งปราชญ์ชาวนา  ให้ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพในการรับข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ และนำไปถ่ายทอดสู่ชาวนารายอื่น ๆ ในพื้นที่ต่อไป

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี  อธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า ปัจจุบันได้กำหนดให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มชาวนา 20 ราย ให้ทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 200 ไร่ เป็นจุดสาธิตเทคโนโลยีผลิตข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสม ตั้งเป้าให้ผลิตเมล็ดให้ได้ 50 ตันต่อปี ซึ่งขณะนี้มีศูนย์ทั้งหมด 2,000 ศูนย์ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง อีสาน และเหนือ แผนงานก่อนทำแปลงข้าวจะต้องเตรียมสถานที่ตั้งและอุปกรณ์ผลิตเมล็ดข้าวให้เป็นพื้นที่กว้างพอสมควรใช้เป็นแหล่งรวบรวมและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งจะให้ชุมชน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการในศูนย์ฯ

โดยขั้นตอนแรก กรมการข้าวจะเข้าไปคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรก่อน ซึ่งมีวิธีการคัดเลือกดังนี้ 1.พิจารณาลงในพื้นที่ตำบล อันเป็นที่ตั้งของศูนย์ฯ นำร่องเป็นที่แรก เพื่อจะให้สนับสนุนกิจกรรมศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล 2. จะต้องเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญมีพื้นที่แปลงใหญ่ 3,000-4,000 ไร่ติดต่อกัน ถ้าอยู่ในบริเวณขอบเขตตำบลเดียวกันจะช่วยให้เป้าหมายชัดเจนขึ้น 3. ความเหมาะสมทางด้านพื้นที่ เช่น จะต้องมีสภาพดินและน้ำดีพอสมควร ไม่เป็นพื้นที่แห้งแล้ง หรือประสบอุทกภัยบ่อย 4. ชุมชนและเกษตรกรต้องมีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ เข้าใจหลักการ วัตถุประสงค์ เป้าหมายของกรมการข้าวอย่างชัดเจน และ 5. ตัวแทนชุมชนหรือเกษตรกร จะต้องมีการสรรหาพื้นที่ที่จะใช้เป็นจุดตั้งศูนย์ฯ ให้มีบริเวณกว้างขวางพอที่จะเป็นที่รวบรวมผลผลิตได้ สามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนเป็นสถานที่จัดประชุมบริหารจัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรเป้าหมายได้

นอกจากนี้จะมีการสาธิตให้เกษตรกรผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสมหรือจีเอพี เพื่อให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น คุณภาพดีขึ้นเป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญเน้นให้ลดต้นทุนการผลิต ใช้เครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคน แก้ไขการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรกรรม ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีการผลิตปุ๋ยใช้เองในชุมชน

นายธนันท์ หาญเกริกไกร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว  กล่าวว่า กำลังเดินหน้าส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวแบบประณีต ด้วยการใช้เครื่องดำนาแทนการใช้แรงงานคนหว่าน ข้อดีของการใช้เครื่องจักร คือ ต้นข้าวที่ออกมาจะเป็นระเบียบเรียบร้อยง่ายต่อการดูแลรักษา ที่สำคัญสูญเสียเมล็ดพันธุ์น้อยกว่า สำหรับการจัดทำแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าวมีแนวทางปฏิบัติ คือ ควรตรวจสอบแหล่งน้ำก่อนว่ามีสารปนเปื้อนจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ จัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก สายพันธุ์ข้าว ย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรใช้สารเคมีที่มีอนุญาตที่ถูกต้องขึ้นทะเบียนตามกรมวิชาการเกษตร การฉีดพ่นจะต้องมิดชิดไม่กระทบกับชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำจัดของเสียและวัสดุเหลือใช้ เช่น เศษพืช เศษฟาง ต้องฝังหรือแยกทิ้งเท่านั้น ให้เกษตรกรมีการจัดระเบียบการเก็บอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัย ง่ายต่อการใช้งาน หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ตลอดเวลา มีการบันทึกปัจจัยการผลิตอยู่เสมอ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง

นายธนันท์ กล่าวอีกว่า ช่องทางการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะนำไปจำหน่ายในจังหวัดอื่น ๆ แลกเปลี่ยนสายพันธุ์ของแต่ละจังหวัด รวมถึงในอนาคตจะส่งไปยังต่างประเทศ จากการสำรวจพบว่าเมล็ดพันธ์ุข้าวที่มาจากศูนย์จะขายได้ราคาดีกว่าทั่วไป 20% หรือมากกว่า 8,000 บาทต่อเกวียน ทำให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้แบบยั่งยืน ในอนาคตหากมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปต่างประเทศมากขึ้น จะต้องมีการทำห้องแล็บกลางของประเทศ เพื่อส่งเมล็ดพันธุ์จากทั่วประเทศมาตรวจได้ง่ายก่อนการส่งออก

ทั้งหมดนี้คือ ผลงานชิ้นโบแดง นับว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนทำได้อย่างภาคภูมิใจ สามารถยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยและชาวนาให้สูงขึ้น ต้องจับตาดูว่าในอนาคตวงการข้าวไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน.

หนุนภาคีพัฒนาไก่พื้นเมืองพร้อมใช้ เปิดตัวลูกชิ้นตีนไก่เสริมคอลลาเจน – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 23 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นักวิจัยแม่โจ้ เปิดตัวลูกชิ้นตีนไก่ประดู่หางดำเสริมคอลลาเจนแก่ผู้บริโภค รสอร่อยเคี้ยวมันเหมือนลูกชิ้นเอ็น ในงานเสวนาไก่พื้นเมืองพร้อมใช้ ด้าน สกว.จับมือภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และเกษตรกร สร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์ปีกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานการประชุมเสวนา “ไก่พื้นเมืองพร้อมใช้ : ความหวังใหม่ของเกษตรกรและปศุสัตว์” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อตอกย้ำและสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการถึงความพร้อมของไก่พื้นเมือง ณ ปัจจุบันที่จะนำไปสู่การประกอบอาชีพทุกระดับ รวมถึงสื่อสารให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ หอการค้า และนักวิจัยรับทราบเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของไก่พื้นเมืองที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อนำมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์และพันธกิจในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาไก่พื้นเมือง รวมถึงการผลิตในระบบอุตสาหกรรมสัตว์ปีกต่อไป

ผศ.ดร.วุฒิไกร บุญคุ้ม มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงพันธุ์และความแข็งแกร่งทางวิชาการ ว่านับตั้งแต่ปี 2544 สกว.ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในการพัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองโดยดึงศักยภาพที่โดดเด่นของไก่แต่ละสายพันธุ์ เพื่อทำการปรับปรุงพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาดตั้งแต่รายย่อยจนถึงภาคอุตสาหกรรม ทั้งผลผลิตไข่ การเจริญเติบโต และคุณภาพเนื้อไก่ โดยมีหัวใจสำคัญคือ การคัดเลือกสายพันธุ์ การผสมพันธุ์ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและสร้างองค์ความรู้ในการประเมินพันธุกรรมและยีน จนเกิดความก้าวหน้าและผลตอบสนองในแต่ละรุ่น ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองได้ 5 สายพันธุ์แล้ว แต่ยังจะต้องทำการวิจัยและพัฒนาต่อไปเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ ซึ่งคุณลักษณะที่ดีท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงระบบการตรวจสอบการปลอมปน ทั้งนี้จะร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ในการหาแนวทางการศึกษา เพื่อให้มั่นใจว่ามีความก้าวหน้าในงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และยืนยันได้ว่ามีข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน การผลิตไก่พื้นเมืองอย่างเต็มที่

ขณะที่ รศ.ดร.ศิริพร กิรติการกุล มหา วิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า รูปแบบตอบสนองอาชีพของชุมชนและเศรษฐกิจพอเพียงเริ่มจากการสร้างระบบอาชีพให้เกษตรกร จุดขาย จุดต่าง และความภาคภูมิใจในอาชีพ โดยร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ สกว. และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีใจเกินร้อยแต่มีโอกาสในการเข้าถึงสายพันธุ์ที่ดีได้น้อยจึงต้องพึ่งพานักวิชาการ นับตั้งแต่ปี 2555 ตนและคณะวิจัยได้เริ่มการสร้างอาชีพโดยนำนวัตกรรมองค์ความรู้ลงสนามในสภาพที่แท้จริงของเกษตรกรใน 8 จังหวัดภาคเหนือ สร้างความเข้าใจว่าการเลี้ยงไก่ไม่ใช่เพียงเลี้ยงให้รอดแต่ต้องมีมาตรฐานและรายได้ที่มากพออย่างสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการไก่พร้อมใช้ และให้เกษตรกรเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมมรดกที่ตก ทอดมาได้ รวมถึงการสร้างตลาดชุมชนใกล้ตัวเพื่อเป็นแรงจูงใจในการเลี้ยงไก่พื้นเมืองอันเป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมของเกษตรกร ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถคืนทุนได้ภายใน

1 ปี ภายใต้ตัวชี้วัด 3 ประการคือ มีกำไร ขยายโอกาสการผลิตสู่เกษตรกรรายอื่นหรือชุมชนใกล้เคียง และการพึ่งพาตนเองทั้งจากการสร้างฝูงพ่อแม่พันธุ์และการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เพื่อเป็นพืชอาหารและลดการใช้อาหารสำเร็จรูป ซึ่งในปีที่สองนี้จะเน้นเรื่องมาตรฐานและการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยตัวเกษตรกรเอง

ในโอกาสนี้ รศ.ดร.ศิริพร ได้เปิดตัวลูกชิ้นตีนไก่ผลิตภัณฑ์แปรรูปล่าสุดจากไก่ประดู่หางดำ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับตีนไก่เหลือใช้นอกเหนือจากเมนูไก่ซุปเปอร์ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเปี่ยมด้วยโปรตีนและคอลลาเจน อีกทั้งผู้บริโภคยังได้อรรถรสในการรับประทานเช่นเดียวกับลูกชิ้นเอ็น จึงได้รับความนิยมเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยปัจจุบันมีวางจำหน่ายเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่เท่านั้น เนื่องจากมีกำลังการผลิตเพียง 50 กก. เพราะผลิตในโรงงานแปรรูปของกรมปศุสัตว์เพียงเดือนละครั้ง.

ผุดหมู่บ้านต้าน..เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published กรกฎาคม 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 9 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ชาวนาไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาความเสี่ยงในด้านการผลิต โดยเฉพาะ “เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ศัตรูตัวสำคัญที่สร้างความเสียหายทางมูลค่าเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก กรมการข้าวซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูเรื่องนี้โดยตรงจึงหาทางป้องกันและแก้ปัญหาจนบรรเทาเบาบางลงได้ในที่สุด

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้จัดทำโครงการหมู่บ้านนำร่องปลอดการระบาดของเพลี้ยกระโดดในหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท และปราจีนบุรี สำหรับหมู่บ้านนำร่อง กรมการข้าวจะนำความรู้และเทคโนโลยีทั้งหมด เข้าไปถ่ายทอดและส่งเสริมให้ชาวนานำไปปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การใช้พันธุ์ข้าวต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จัดระบบการปลูกข้าวที่เหมาะสม การสำรวจเฝ้าระวังศัตรูพืช การปรับสภาพนิเวศในแปลงนา ที่สำคัญคือการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ ลดต้นทุนจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้หมดไปจากแปลงนาอย่างยั่งยืน

นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี กล่าวว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วเกิดเพลี้ยกระโดดระบาดในพื้นที่ ซึ่งเกษตรกรจะใช้สารเคมีเพื่อต้องการให้ได้ผลผลิตเยอะ จึงทำให้เพลี้ยกระโดดระบาดได้ง่าย และขยายพื้นที่เป็นวงกว้างกว่า 4 แสนไร่ โดยพื้นที่ที่ประสบปัญหามากที่สุดคือ พื้นที่ตำบลวังหว้า ตำบลหนองสาหร่าย ตำบลบ้านสระ ต่อมามีโครงการหมู่บ้านนำร่องปลอดการระบาดของเพลี้ยกระโดด และมีเกษตรกรประมาณ 100 คนจาก 5 หมู่บ้านเข้าร่วมโครงการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ลงไปสอนให้เกษตรกรรู้จักในเรื่องของแมลง เน้นการสำรวจแปลงนา ประกอบกับนโยบายการจัดระบบการปลูกข้าวของกระทรวงเกษตรฯ ทำให้ลดการปลูกข้าวเหลือปีละ 2 ครั้ง และจะหยุดปลูกข้าวในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกำลังอพยพ ทำให้ไม่เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ที่เราเข้าไปสอนเกษตรกรคือ ให้ได้เรียนรู้ในเรื่องของแมลงตัวดี ตัวร้าย ที่อยู่ในแปลงนา รู้จักการสำรวจแปลงนา เมื่อไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดการใช้สารเคมีที่เคยใช้ฉีดลงได้ด้วย อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จดีมาก ถึงแม้จะพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบ้างเล็กน้อยแต่ยังสามารถป้องกันได้

ขณะที่ นายอนุสรณ์ สุพรรณโรจน์ เกษตรกรหมู่บ้านนำร่องต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล บ้านเลขที่ 24/1 หมู่ 4 ต.บางงาม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บอกว่า มีที่นาของตัวเอง 15 ไร่ เช่าทำอีก 55 ไร่ เดิมทำนาแบบทั่วไป มีการฉีดยา ใส่ปุ๋ย ต้นทุนประมาณ 4,000–5,000 บาทต่อไร ปัจจุบันใช้วิธีลดต้นทุนโดยใช้ปุ๋ยในนา ทำนาแบบไม่ต้องฉีดสารเคมี โดยจะใช้สารชีวภาพที่ทำเอง ใส่น้ำหมักชีวภาพไปพร้อม ๆ กับการปล่อยน้ำเข้านา ต้นทุนลดลงเหลือประมาณ 3,500 บาทต่อไร่ แต่บางครั้งอาจใช้ปุ๋ยเคมีในการผสมผสานบ้าง เช่น ใส่ปุ๋ยตามอาการข้าว ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ยังไม่เคยใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงเลยและผลผลิตอยู่ที่ 75-80 ถังต่อไร่

ส่วนการแก้ปัญหาของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลค่อนข้างได้ผลดี หลังกรมการข้าวส่งนักวิชาการเข้ามาอบรม เรื่องระบบนิเวศในการทำนา ใช้ปุ๋ยตามอาการข้าว การตรวจดิน ใส่ปุ๋ยตามปริมาณการตรวจดิน ใช้สารชีวภาพในการบำรุงและกำจัดเพลี้ย หนอน เป็นต้น การที่จะต่อสู้กับเพลี้ยกระโดดได้ ต้องทำข้าวให้แข็งแรงก่อน หนอนแมลงหรือเพลี้ยกระโดด ก็จะไม่มารบกวน

…นอกจากนี้ยังสามารถหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดได้ คือ การปลูกข้าวให้ถูกช่วงฤดูกาล และควรปลูกข้าวพันธุ์ที่ต้านทานโรค  ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำมาก็ไม่เคยได้รับผลกระทบจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอีกเลย.

‘บุญลือ เต้าแก้ว’ กับศูนย์เรียนรู้พัฒนาที่ดิน…โชว์สูตรปุ๋ยหมักและจุลินทรีย์น้ำนม – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 2 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง กระจายอยู่ตามพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินรูปแบบต่างๆ ให้เกษตรกรและผู้สนใจ ได้เข้าไปศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนเอง

นายทศพร ปุระสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสระบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำกันทุกปี และมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดิน ส่งผลให้ทรัพยากรดินซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิตพืชผลทางการเกษตรเกิดความเสื่อมโทรม ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม อีกทั้งเกษตรกรมักจะใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพิ่มขึ้นไปเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของนายบุญลือ เต้าแก้ว หมอดินอาสาประจำอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ถือเป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินฯ ที่สามารถเป็นต้นแบบที่เหมาะกับยุคที่ต้นทุนการผลิตไม่สอดคล้องกับรายได้ของเกษตรกรอย่างในทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเน้นไปที่การพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด เนื่องจากหมอดินบุญลือมีการบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างลงตัว ทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ปลูกข้าว พืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงสุกร กบ ปลา ทั้งยังทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหรือของที่หมดคุณค่าให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ เพิ่มพูนผลผลิตพืชผลทางการเกษตรและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่และตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี ผลิตปุ๋ยคุณภาพสูตรต่าง ๆ ไว้ใช้เอง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและยังปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค

หมอดินบุญลือ เล่าให้ฟังว่า ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของเขานั้น เกิดขึ้นมาได้ด้วยการสนับสนุนจากสถานีพัฒนาที่ดินสระบุรี ในการถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเขาได้นำแนวทางไปประยุกต์ใช้ผสมกับภูมิปัญญาที่สั่งสมมา จนเกิดเป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างครบครัน และพร้อมที่จะถ่ายทอดให้กับเกษตรกรและผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาและนำไปใช้ในพื้นที่ของเขาต่อไป ซึ่งศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 5 ฐานเรียนรู้ ประกอบไปด้วย 1. ฐานการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักจุลินทรีย์ จากสารเร่ง พด. ซึ่งคิดค้นขึ้นมาเรียกว่า “ปุ๋ยสูตร 5 ส คือ สด สะอาด สะดวก สบาย บริสุทธิ์” มีส่วนผสมจากมูลหมู มูลไก่ มูลค้างคาว แกลบ รำอ่อนและแกลบดำอย่างละ 1 กระสอบ แล้วนำกากน้ำตาล 1 กก. หัวเชื้อสารเร่ง พด. 2 และ พด. 6 อย่างละ 1 ลิตร ผสมในน้ำ 100 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วนำมาราดบนกองวัสดุที่เตรียมไว้ จากนั้นใส่กระสอบทิ้งไว้ 7-10 วัน สามารถนำไปใช้ได้กับพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ

ส่วนจุลินทรีย์ ก็คิดค้นขึ้นมา โดย  เน้นใช้วัตถุดิบที่ค่อนข้างหาง่ายในพื้นที่เพราะจังหวัดสระบุรีเป็นแหล่งเลี้ยงโคนม  จึงมีน้ำนมดิบที่คุณภาพต่ำหรือหมดอายุแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็จะนำมาทำเป็นจุลินทรีย์น้ำนมสูตรเร่งการเจริญเติบโต สูตรช่วยย่อยสลายฟางในนาข้าว เช่น สูตรเร่งการเจริญเติบโต มีส่วนผสมดังนี้ น้ำนมดิบ 100 ลิตร ผสมกับเศษปลาหมัก มูลค้างคาวหมัก หัวเชื้อสารเร่งพด. 2 และ พด. 6 อย่างละ 4 ลิตร ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันหมักทิ้งไว้ 1 เดือน สามารถนำไปใช้กับนาข้าว พืชผัก ข้าวโพด อ้อย ยางพารา เป็นต้น

สำหรับฐานเรียนรู้ที่ 2 เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินและการใช้ดินในการปลูกพืชอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฐานที่ 3 การดูแลผลไม้ เน้นวิธีการปลูกและดูแลผลผลิตให้ได้คุณภาพ ฐานที่ 4 การเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ ไก่ไข่ เป็ดไข่ หมู ฐานที่ 5 เรื่องประมง คือการเลี้ยงกบและปลา เรียกว่ามาที่นี่จะได้รับความรู้ด้านการเกษตรรอบด้านทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง โดยเฉพาะการทำปุ๋ยอย่างง่ายไว้ใช้เอง

หมอดินบุญลือ กล่าวต่ออีกว่า เขาทำปุ๋ยใช้เองมา 8-9 ปีแล้ว ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องของสุขภาพดีขึ้นและดินก็ดีขึ้น ผลผลิตทั้งพืชผักก็มีให้เก็บทุกวัน ผลไม้ที่ปลูกทั้งขนุน มะม่วง มะพร้าว ก็ทยอยออกผลต่อเนื่องไม่ได้มีแค่เป็นรุ่นสองรุ่นแล้วหมด จะออกประมาณ 2 เดือนครั้งก็เก็บขายได้ตลอด และที่เห็นเด่นชัดคือนาข้าวจากเดิมเคยปลูกได้ผลผลิตประมาณ 50-60 ถัง/ไร่ เมื่อใช้ปุ๋ยสูตร 5 ส ร่วมกับจุลินทรีย์น้ำนม และปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 90 ถัง ตั้งแต่หันมายึดแนวทางเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพึ่งพาตนเองนั้นต้นทุนการผลิตลดลงมาก และชีวิตก็มีความมั่นคง

“อยากให้เกษตรกรหันกลับมาใส่ใจดินของท่านปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ และลองยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมี นอกจากต้นทุนจะลดลงแล้ว พืชผักก็ปลอดภัย ตัวเกษตรกรและผู้บริโภคก็จะปลอดภัย อยากให้ลองเข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของตนก่อนก็ได้ ถ้าสนใจติดต่อมาได้ที่เบอร์ 08-2720-1677” นายบุญลือ กล่าวฝาก.

เกษตรกรเมืองลุงเดินหน้า… เปิดพื้นที่เมืองเกษตรสีเขียว – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 25 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

จังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรมากมาย ทั้งผัก ไม้ผล ยางพารา โดยเฉพาะข้าวสังข์หยด ที่นับเป็นพันธุ์ข้าวพันธุ์แรกของไทยที่ได้รับการรับรองให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือข้าวจีไอ (GI) ซึ่งความโดดเด่นเหล่านี้ทำให้จังหวัดพัทลุงได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 6 จังหวัดนำร่องโครงการเมืองเกษตรสีเขียว

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จังหวัดพัทลุงได้รับคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องเมืองเกษตรสีเขียวในสาขาเกษตรผสมผสาน คือ ข้าว ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ และยางพารา ดังนั้น การพัฒนาที่ดินมุ่งสู่เมืองเกษตรสีเขียวจึงมีความหลากหลายตามไปด้วย เช่น พื้นที่นาข้าว ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งปัญหาดินกรด จึงเน้นไปที่การปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด คือ ปอเทือง ปลูกและไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน เมื่อปลูกข้าวที่เป็นพืชหลักก็จะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นก็จะมีกิจกรรมรณรงค์งดเผาตอซังฟางข้าว ซึ่งไม่เพียงแต่ไปทำลายธาตุอาหารในดินแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนด้วย

ขณะนี้ได้ดำเนินโครงการเมืองเกษตรสีเขียว ในพื้นที่หมู่ 7 ต.โตนดด้วน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยมีกิจกรรมการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด 3,000 ไร่ ปรับปรุงพื้นที่ดินกรดโดยใช้วัสดุปูน 2,000 ไร่ รณรงค์ไถกลบตอซัง 1,000 ไร่ ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมัก สูตรพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 150 ตัน ส่งเสริมการผลิตน้ำหมักชีวภาพ เก็บตัวอย่างดินเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของดินก่อน-หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน ตลอดจนฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการปรับปรุงบำรุงดินให้กับเกษตรกร 2,500 ราย อย่างไรก็ดี คาดว่าพื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงบำรุงดินจะสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินมีสภาพสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายได้ ไม่ต่ำกว่า 25,000 ไร่

ทีนี้ หันมาดูทางด้านเกษตรกรกันบ้าง… นายสมบัติ ยังฤทธิ์ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 7 ที่เข้าร่วมโครงการเมืองเกษตรสีเขียว จังหวัดพัทลุง เล่าให้ฟังว่า เขามีพื้นที่อยู่ 6 ไร่ ปลูกข้าวทั้งพันธุ์สังข์หยด เล็บนกและชัยนาท 1 แต่ก่อนใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว โดยใช้ประมาณ 50 กก.ต่อไร่ ต้นทุนไร่หนึ่งไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ขณะที่ผลผลิตข้าวอยู่ที่ 450 กก.ต่อไร่ ส่วนเรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูข้าวนั้นดีอยู่อย่างที่พื้นที่ภาคใต้ไม่ค่อยมีปัญหาแมลงศัตรูข้าวอย่างเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีเพียงปัญหาหอยเชอรี่ที่จำเป็นต้องอาศัยสารเคมีในการกำจัด เมื่อคำนวณรายจ่ายในการทำนากับรายได้ในการขายข้าวโดยเฉพาะถ้าเป็นข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ขายได้ที่เกวียนละ 6,000 บาท พันธุ์เล็บนกขายได้ 12,000 บาท นับว่าไม่ค่อยสมดุล บางปีถึงขั้นขาดทุนเลยก็มี แต่ถ้าเป็นพันธุ์สังข์หยดจะรายได้ดีหน่อยคือขายได้เกวียนละ 20,000 บาท

หลังจากกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาทำโครงการเมืองเกษตรสีเขียว และอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมให้ปลูกปอเทืองแล้วไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เขาก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้เคมีให้น้อยที่สุด เช่น แต่ก่อนเคยใช้ยาฆ่าหอยเชอรี่ก็เปลี่ยนมาจับไปทำน้ำหมักชีวภาพแทน ซึ่งหลังจากได้ปรับปรุงบำรุงดินตามแนวทางของกรมพัฒนาที่ดิน ผลที่เห็นเด่นชัดคือ ดินดีขึ้น สังเกตจากมีไส้เดือน และมีกุ้ง หอย ปู ปลา อาศัยอยู่ในแปลงนาไม่เหมือนตอนใช้เคมี ไม่ค่อยมีสัตว์มาอาศัย

อีกอย่างที่ตามมาคือ ผลผลิตข้าวเริ่มเพิ่มขึ้นเป็น 500 กก.ต่อไร่ แม้ว่าจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมนักแต่เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ลดลงจากการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี คือจะใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น โดยเขาได้นำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ พบว่า ดินขาดธาตุอาหารโพแทส เซียม ก็จะใช้ปุ๋ยที่เพิ่มแค่ธาตุโพแทสเซียมอย่างเดียวไม่ต้องใส่ตัวอื่น ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมากและมีรายได้คงเหลือเป็นที่น่าพอใจ

“ผมมองว่าการทำเกษตรสีเขียวลดการพึ่งพาเคมีเป็นทางรอดของเกษตรกรอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่สุขภาพของเกษตรกรที่จะดีขึ้นเพราะไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งทุกวันนี้ข้าวที่ผลิตในพื้นที่ตำบลโตนดด้วนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคต่างถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะมีเกษตรกรที่ปลูกข้าวเหมือนกันแต่ยังใช้สารเคมี มาซื้อข้าวจากพวกเราไปกินเพราะเขาไม่กล้ากินข้าวที่ตัวเองปลูกเพราะรู้ว่าไม่ปลอดภัย แต่เขากลับส่งข้าวพวกนี้ไปสู่ตลาดและผู้บริโภคแทน”

สุดท้าย นายสมบัติ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า …ผมเห็นว่าโครงการเมืองเกษตรสีเขียวเป็นโครงการที่ดีมากและจำเป็นต้องมีการขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมก็จะได้ปลอดภัยด้วย…

‘จันทบุรี’ ต้นแบบเมืองเกษตรสีเขียว…แหล่งผลิตอาหารภาคตะวันออก – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published มิถุนายน 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 18 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

นายพุทธไนย ตันมณี เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2557 สำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี สาขาการผลิตพืชอินทรีย์ อยู่บ้านเลขที่ 36 ถนนทรัพย์เจริญ ต.แก่งหางแมว อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี  การศึกษา ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) พ.ศ.2523 วิชาการแพทย์แผนไทยจากสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2546 เขาเป็นเจ้าของสวนพาราพิทักษ์ ปลูกพืชผสมผสาน เนื้อที่กว่า 210 ไร่ ได้แก่ มังคุด ลองกอง กาแฟสมุนไพร และสวนป่าหลากหลายชนิด ได้ปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบันโดยเห็นว่า เกษตรอินทรีย์เป็นผลดีต่อเกษตรกรผู้ผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเมื่อปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ได้ฟัง ได้อ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งพาตนเอง จึงปลูกสมุนไพรที่เป็นอาหาร  ยาและด้านการเกษตร เพื่อใช้ดูแลสุขภาพและเพื่อการอนุรักษ์มากขึ้น โดยปลูกเป็นแปลงในพื้นที่ 20 ไร่ และปลูกแซมในสวนรวมประมาณ 200 ชนิด และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรธรรมชาติจากหนังสือ เอกสาร แผ่นพับและอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับการเกษตร การปลูกสมุนไพร การทำอาหารและยาจากสมุนไพร การใช้สมุนไพรกำจัดแมลง และการแปรรูปผลผลิต ฯลฯ จากการทำงานอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจและใส่ใจในการผลิตทั้งผลิตผลและผลิตภัณฑ์แปรรูป

นอกจากจะผลิตผลไม้เพื่อจำหน่ายเป็นผลไม้สดแล้ว ยังมีการนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์เพื่อสุขภาพเป็นการเพิ่มมูลค่า โดยจัดตั้ง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตพืชสมุนไพรบ้านเกาะลอย ปี 2548 ซึ่งกระบวนการผลิตได้มีการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ตั้งแต่การจัดการผลิตจนถึงการแปรรูป ปัจจุบันได้ผลิตสินค้าเกษตรแปรูปหลายชนิด  ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำมังคุด น้ำมังคุดผสมลองกอง น้ำมังคุดผสมสำรอง น้ำลูกหว้า น้ำมะขามป้อม น้ำสำรองผสมดอกคำฝอย น้ำตรีผลาและสมุนไพรแปรรูป เช่น ผักโขมผง สำรองผง ชากระวาน เป็นต้น

นายพุทธไนย เป็นที่รู้จักของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ GAP กลุ่มผู้สนใจด้านสมุนไพร และกลุ่มผู้รักสุขภาพจำนวนมาก โดยมีคณะบุคคลต่าง ๆ มาขอรับการอบรม ศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องจนได้รับคัดเลือกให้เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ต้นแบบครบวงจรของจังหวัดจันทบุรี

สำหรับจังหวัดจันทบุรี เป็น 1 ใน 6 จังหวัดนำร่องการดำเนินงานโครงการเมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City) โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้คัดเลือก 6 จังหวัดนำร่องในการดำเนินงาน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ หนองคาย ศรีสะเกษ จันทบุรี ราชบุรี และพัทลุง

นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับโครงการเมืองเกษตรสีเขียว ซึ่งจังหวัดจันทบุรี พื้นที่นำร่องในเขตภาคตะวันออกที่ได้รับการคัดเลือกครั้งนี้ถือว่าเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนโครงการเมืองเกษตรสีเขียว สถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 ได้จัดการฝึกอบรมและถ่ายทอดนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมาต่อเนื่องจนครบเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน  2,200 ราย เกษตรกรเหล่านี้จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

จังหวัดจันทบุรีถือเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่เฉพาะด้านผลไม้เท่านั้น ยังมีพืชผัก อาหารทะเลอีกมากมาย ที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชาวไทยและส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ดังนั้น การขับเคลื่อนให้จังหวัดจันทบุรีเป็นเมืองเกษตรสีเขียว ก็เพื่อมุ่งให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำวัสดุหรือสิ่งเหลือใช้ในแปลงมาก่อประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญคือลดการใช้สารเคมีลงเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่เป็นเกษตรอินทรีย์ได้จะยิ่งดี เพื่อความปลอดภัยต่อเกษตรกร ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องมีอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย

“กรมพัฒนาที่ดินอยากช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของปุ๋ยเคมี สารเคมีต่าง ๆ เนื่องจากราคาจำหน่ายผลผลิตขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตกับความต้องการของผู้บริโภค ผลผลิตมากความต้องการน้อยราคาก็ต่ำ ผลผลิตน้อยความต้องการมากราคาก็สูง ซึ่งเรื่องนี้เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ แต่การลดต้นทุนรวมถึงการควบคุมคุณภาพการผลิตเป็นเรื่องที่เกษตรกรควบคุมได้เอง แค่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีให้ลดลง ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ หรือจะผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารขับไล่แมลงศัตรูพืชใช้เอง แม้ว่าราคาผลผลิตจะไม่สูงมากแต่เกษตรกรก็มีต้นทุนที่ต่ำลงกว่าเดิม ผลผลิตก็มีคุณภาพปลอดภัยเป็นที่ต้องการของตลาด จึงเหลือส่วนต่างที่เป็นผลกำไรมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดของความมุ่งหวังของกิจกรรมเมืองเกษตรสีเขียว คือเห็นเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีชีวิตที่ปลอดภัย สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว.

เกษตรกรต้นแบบใช้ที่ดิน 3 ไร่ ทำเกษตรผสมผสาน…สำเร็จ – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published มิถุนายน 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 11 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

นายณรงค์ วิมา หมอดินอาสาประจำตำบลท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ที่สถานีพัฒนาที่ดินสิงห์บุรียกให้เป็น หมอดินอาสาตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ดอน ด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่เพียง 3 ไร่ ทำการเกษตรแบบผสมผสานโดยใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ และองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบที่กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมสนับสนุน ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารเร่ง พด.ต่าง ๆ ทำน้ำหมักชีวภาพในการผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารเคมี 100%

หมอดินณรงค์ เล่าว่า ตนยึดหลักปลูกพืชที่โตเร็ว และเป็นพืชที่ตนเองและครอบครัวกินและใช้เป็นประจำ หรือที่ตลาดมีความต้องการ เพราะจะทำให้ได้ผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยในพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ จะแบ่งออกเป็นพืชผักชนิดต่าง ๆ ที่สามารถสร้างรายได้หลากหลาย เช่น พืชที่เก็บขายได้เป็นรายวัน ก็จะมี ดอกแค  ดอกชมจันทร์ ดอกขจร ส่วนที่เก็บวันเว้นวันจะเป็นพวกมะเขือ หรือจะเป็น 4 วันเก็บครั้งหนึ่งก็คือชะอม เป็นต้น ซึ่งตนจะมีพืชผักเก็บไปขายหมุนเวียนได้ทุกวัน โดยพืชแต่ละชนิดจะปลูกปริมาณไม่มากเกินไป ดูความต้องการของตลาดเป็นหลักเพื่อไม่ให้ประสบปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาผลผลิตตกต่ำ

แต่ก่อนเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างข้าวโพดหรือชะอมก็ปลูกแค่อย่างเดียว ผลผลิต ออกมาพร้อมๆ กันสินค้าล้นตลาดมีปัญหาขายผลผลิตไม่ได้ราคา รายได้ก็ไม่ดี ก็เลยหันมาปลูกพืชผสมผสาน เพราะถ้าพืชชนิดใดชนิดหนึ่งมีปัญหาตลาดก็ยังมีพืชอื่นทดแทนรายได้ อีกอย่างพืชที่ปลูกเราก็กินได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหา ที่สำคัญเราทำเกษตรแบบปลอดภัยจากสารพิษ ไม่ใช้สารเคมีมากว่า 10 ปีแล้ว โดยใช้สารเร่ง พด.ของกรมพัฒนา ที่ดิน มาผสมกับวัสดุที่เหลือใช้ในสวนหรือในท้องถิ่นมาทำเป็นปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพสูตรต่าง ๆ เช่น สารเร่ง พด. 1 ทำปุ๋ยหมักเพื่อปรับโครงสร้างดิน สารเร่ง พด. 2 ทำน้ำหมักชีวภาพเป็นฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต เร่งดอก เร่งผล สารเร่ง พด.3 เป็นสารฆ่าเชื้อราป้องกันโรครากเน่า สารเร่ง พด.7 ทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืชจากพืชสมุนไพร เป็นต้น

หมอดินณรงค์ เล่าว่า ช่วงแรกที่จะหันมาทำเกษตรอินทรีย์ก็คิดว่าถ้าไม่ใช้สารเคมีจะดีเหรอ พืชผักจะให้ผลผลิตดีหรือไม่ แต่เมื่อได้รับความรู้จากการไปเป็นหมอดินอาสาของสถานีพัฒนาที่ดินสิงห์บุรี ประกอบกับการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ และภูมิปัญหาของตนเอง ก็ได้ลองมาทำดูและก็เห็นหนทางรอด…

… ดินก็ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตทางการเกษตรก็ให้ผลดีต่อเนื่อง และที่เห็นเด่นชัดคือสภาพแวดล้อมดี สังเกต

จากในดินก็จะมีไส้เดือน บนบกจะก็มีแมลงต่าง ๆ โดยเฉพาะผึ้งหลวงมาอาศัยในพื้นที่ของตนเองจำนวนมาก ก็แสดงว่ามันมีความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมมีความสมดุลจึงมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมากมาย…

นายวัลลภ พงษ์ราศรี ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสิงห์บุรี สำนักงานพัฒนา ที่ดินเขต 1 กล่าวว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินทำการเกษตรในอนาคตจำเป็นต้องทำในรูปแบบเกษตรผสมผสาน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยที่ดินในการครอบครองของประชากรที่มีแนวโน้มลดน้อยลง ฉะนั้นการพัฒนาพื้นที่เพียงไม่กี่ไร่ให้สามารถทำประโยชน์สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นวิถีทางที่สอดคล้องกับชีวิตในยุคอนาคต        “สำหรับหมอดินณรงค์มีความรู้ ความเข้าใจในสภาพพื้นที่ของตนเองว่าสภาพดินดอน ควรปลูกพืชสวนจึงจะดีเขาก็จะปลูกพืชตามความเหมาะสมไม่ฝืนธรรมชาติหรือปลูกตามคนอื่น อีกทั้งยังเข้าใจตลาดคือจะปลูกหลากหลายชนิด ๆ ละปริมาณไม่มาก ดูตามความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี สร้างชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับตนเองและครอบครัวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงทุกประการ ไม่เพียงแต่สร้างความสำเร็จให้กับตนเอง หมอดินณรงค์ยังถ่ายทอดความรู้สู่เพื่อนเกษตรกรในละแวกบ้าน และสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นได้นำแบบอย่างไปปฏิบัติฟื้นฟูพื้นที่ของแต่ละคนให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

“หมอดินณรงค์ถือเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถบริหารจัดการพื้นที่ดินแปลงเล็ก ๆ แต่กลับให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคตที่คาดว่าเกษตรกรจะมีพื้นที่ถือครองคนละไม่มาก ถ้าใช้แนวทางการทำเกษตรผสมผสานให้สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ ก็เชื่อว่าพื้นที่ไม่กี่ไร่ก็สามารถทำประโยชน์สร้างรายได้พอเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างแน่นอน” นายวัลลภ กล่าว

หากใครสนใจติดต่อหรือเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบแห่งนี้ได้โดยตรงที่หมอดินณรงค์ วิมา หมู่ 4 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี โทร.08-4012-7306 หรือที่ http://www.facebook.com/Narong Ta-ngam Wima

%d bloggers like this: