ดาวมหาวิทยาลัย

All posts tagged ดาวมหาวิทยาลัย

ธีมา ไชยวุฒิกรณ์วานิช หญิงสาวผู้มีความฝัน อันชัดเจน

Published ธันวาคม 18, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2557 เวลา 12:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1562Gmw

ธีมา ไชยวุฒิกรณ์วานิช หญิงสาวผู้มีความฝัน อันชัดเจน

เราสะดุดตาหญิงสาวหน้าตาคม ผมดำยาว พูดจาฉะฉาน ครั้งแรกที่หอศิลป์ร่วมสมัย เถ้า ฮง ไถ่ ดีคุ้น จ.ราชบุรี แต่หลังจากนั้นก็นัดพบกันที่มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) แต่บทสนทนาของเราเริ่มต้นที่หอศิลป์ของมหาวิทยาลัย

“ธีมจะเรียนจบปีหน้าค่ะ ตอนนี้จึงเรียนและทำงานค่อนข้างหนักเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด” ธีมาไชยวุฒิกรณ์วานิช บอกสถานะล่าสุดในคณะมัณฑนศิลป์ เราจึงถามไถ่เกี่ยวกับโครงการที่เธอมีโอกาสเป็น 1 ใน 10 นักออกแบบที่ได้ร่วมสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ใน จ.ราชบุรี จากโครงการ “Pacific Wood The Power of Veneer season 5 Design Camp”  ซึ่งนิตยสาร Room, บ้านและสวน ร่วมกับบริษัท แปซิฟิค ค้าไม้ ที่เปิดเวทีให้นักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์มาร่วมออกแบบผลงานและไอเดียที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

“ธีมส่งผลงานเข้าประกวด และได้รับการคัดเลือกจาก 300 คน เป็น 1 ใน 10 นักออกแบบรุ่นใหม่ ก็รู้สึกดีใจ และโจทย์ที่ได้รับหลังการคัดเลือกก็คือ ออกแบบห้องสมุดให้กับหอศิลป์ในราชบุรี เราก็ไปพูดคุยเจตนารมณ์กับเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเขาต้องการให้ห้องสมุดนี้เป็นห้องสมุดของเด็กๆ แต่เราเพิ่มฟังก์ชั่นให้กับพื้นที่นี้ด้วยการดึงเสน่ห์ของราชบุรีออกมา โดยออกแบบให้หอศิลป์นี้เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยว

“ในระหว่างการทำงานเราได้ประสบการณ์เยอะมากในช่วงเวลาปิดเทอม เหมือนเป็นการเพิ่มชั่วโมงบิน ธีมได้เพิ่มทักษะรอบด้านไปในตัว ได้เจอเพื่อนใหม่ เป็นคนที่ต่างสายงาน ได้เห็นมุมมองของการทำงานของคนอื่น และได้ฝึกการถ่ายทอดความคิดของเราให้คนอื่นได้เข้าใจ และเมื่อเริ่มสร้างงานจริง หน้างานก็มีอุปสรรคบ้าง ก็ได้ฝึกแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการทดลองทำงานที่สนุกมาก” ธีมา เล่าประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ อย่างออกรส

 

เมื่อถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เธออยากเป็นนักออกแบบ ก็ได้คำตอบว่า “ธีมเป็นคนชอบศิลปะ อาจจะเพราะว่าคลุกคลีกับศิลปะมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อและคุณแม่เป็นสถาปนิกทั้งคู่ เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบนี้ ก็เลยคิดอยู่ว่าต้องเป็นสถาปนิกแน่นอนเลย แต่พอไปเรียนติวพบว่าชอบงานออกแบบภายในมากกว่า จากนั้นก็ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าจะต้องเรียนมัณฑนศิลป์ที่ศิลปากรให้ได้ แล้วสุดท้ายก็สอบเข้าได้ลำดับที่ 8 ก็ดีใจมาก (ยิ้ม)”

ธีมา บอกว่า เธอค่อนข้างอินกับงานออกแบบ เธอบอกว่างานของนักออกแบบเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคน เมื่อคิดได้ดังนี้การทำงานในแต่ละครั้งของเธอจึงทุ่มเททุกครั้งไป “เมื่อทำงานโปรเจกต์สักโปรเจกต์หนึ่ง คนที่เขามาจ้าง เขาหอบความฝันมาหาเรา ในความรู้สึกธีม การออกแบบภายในมันพิเศษตรงที่เราออกแบบบริบทในชีวิตของผู้ใช้ ทั้งในบ้าน สถานที่ต่างๆ ธีมรู้สึกว่ามันมีผลกับการใช้ชีวิต รู้สึกภูมิใจกับงานของตัวเองมาก

“ยกตัวอย่างงานที่ต้องทำวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของผู้ใช้ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ 1 แห่ง จะต้องทำการศึกษาแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย วิเคราะห์ผู้อยู่อาศัย และทำให้พื้นที่ที่เราออกแบบมีชีวิต ธีมเป็นคนค่อนข้างมีอินเนอร์กับการเรียน เพราะเรารู้สึกว่างานที่เราทำมีความสำคัญกับชีวิตของคนคนหนึ่ง เราก็จะใส่ใจในรายละเอียดของงานค่อนข้างมาก เราพยายามทำมันให้ดีที่สุดตั้งแต่เริ่มแรก ดูทิศทางลม แดด สภาพแวดล้อมโดยรอบ และลักษณะไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัย สร้างความพอใจให้คนที่เห็นงานเรา”

เมื่อถามว่าการมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ในวงการสถาปนิกทำให้การเรียนของเธอเป็นเรื่องง่ายกว่าคนอื่นๆ หรือไม่? ธีมายอมรับว่าอาจจะดูเหมือนว่าง่าย แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกที่จะไม่เรียนลัดด้วยการถามทุกอย่างที่สงสัย “ธีมว่าเราได้เปรียบเรื่องความคุ้นเคย เพราะเห็นบรรยากาศการทำงานของพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ติดตัวมาน่าจะเป็นเรื่องของเซนส์และมุมมองบางอย่าง ตอนที่เราเรียนพอมีคำถาม เราสามารถหันไปถามเขาได้เลย แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น พยายามเรียนรู้และหาทางออกให้ตัวเอง เพราะถ้าเราข้ามขั้นตอนเราก็จะไม่ได้เรียนรู้”

เกรดเฉลี่ยที่ออกมาดีชนิดที่ลุ้นเกียรตินิยม ทำให้เรามีคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายต่อไปหลังเรียนจบ “สำหรับธีมอาชีพมัณฑนากรยังแตกได้อีกหลายอย่าง ถึงวันนี้คำตอบสุดท้ายของธีมอาจจะยังไม่คอนเฟิร์มว่าธีมจะเป็นมัณฑนากรแบบไหน แต่ธีมก็ยังอยู่ในสายดีไซน์และออกแบบภายในแน่ๆ  แต่ยังมีงานอีกหลายอย่างที่จะต้องเรียนรู้ แต่มีแผนว่าจะเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา อยากไปนิวยอร์ก ไปเปิดโลกกว้าง แต่คงจะอยู่ในสายนี้เหมือนเดิม”

เห็นได้ชัดว่างานออกแบบคือความฝันที่ชัดเจนมากของเธอ…

‘รับผิดชอบต่องาน’ คติประจำใจ กุลนิดา อนาโลม

Published พฤศจิกายน 21, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/14tm24M

‘รับผิดชอบต่องาน’ คติประจำใจ กุลนิดา อนาโลม

นักศึกษาสาวน้อยวัย 19 ปี หน้าหวานกิริยาเรียบร้อยสไตล์สาวไทยแท้ ฮาย-กุลนิดา อนาโลม เจ้าของส่วนสูง 165 เซนติเมตร กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ เอกวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอเลือกทำงานถ่ายแบบอยู่เบื้องหน้ามาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ปัจจุบันเธอสังกัดอยู่โมโน สตาร์ แคมปัส จึงมีงานถ่ายแบบและเป็นพิธีกรรายการในเครือโมโน ด้วยคุ้นกับงานถ่ายแบบพอเรียนต่อปริญญาตรีเธอจึงเลือกเรียนเกี่ยวกับการทำงานเบื้องหลัง ที่ในอนาคตแม้ไม่ได้ทำงานเบื้องหน้า ก็สามารถผันตัวเองไปทำงานเบื้องหลังได้ เนื่องจากงานเบื้องหน้าเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมั่นคง ล่าสุดเธอกำลังมีงานแสดงละครเรื่องน้ำใสใจจริง มีคิวออนแอร์กับค่ายต้นสังกัดอีกเช่นกัน

“ตอนนี้มีงานละครเรื่องน้ำใสใจจริงรับบทใกล้ตัวคือนักศึกษาชื่อกิ๊ก มีคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับตัวเอง แต่ต้องสวมบทบาทเป็นเด็กช่างประจบอาจารย์และคิดว่าตัวเองเก่ง ตอนนี้กำลังเรียนด้านแอ็กติ้งอย่างจริงจัง เพราะบทนี้เป็นบทที่แปลก อยากลองเล่นดู เพราะเวลาแสดงหน้าตาต้องดูฉลาดเฉลียว ซึ่งแตกต่างจากตัวจริงที่เป็นคนสบายๆ ค่ะ”

กุลนิดาได้ลองทั้งงานแสดงละครและงานพิธีกร การทำงานตั้งแต่ชั้นมัธยม 3 ฝึกให้เธอเป็นเด็กมีความรับผิดชอบ อีกทั้งช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่เรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย  ซึ่งเธอก็ชอบทั้งสองอย่าง เพราะเป็นความฝันอยากเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กๆ เพราะนอกจากได้โอกาสที่ดีแล้ว เธอยังได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เก่งรอบด้านมากขึ้น และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อสานฝันอยากมีธุรกิจเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง

เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทำให้ตารางทั้ง 7 วันค่อนข้างเต็ม แต่การเรียนก็ไม่ตกเพราะได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 3.3 มาครอง ทั้งนี้เคล็ดลับเรียนดีของเธอก็คือ รู้จักแบ่งเวลาให้ลงตัวท้ั้งการเรียนและการทำงาน

“ฮายเรียนหนัก 5 วัน วันจันทร์ถึงเสาร์ แต่พฤหัสจะว่างก็จะไปฟิตติ้งละครและไปติวและทำรายงานกับเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยบ้าง แต่โชคดีที่่สาขาวิทยุโทรทัศน์เรียนไม่ยากมาก เน้นทำรายงาน แต่เกรดเฉลี่ย 3.3 ถือเป็นเกรดที่ปกติสำหรับเด็กที่เข้าเรียนทุกคาบและทำรายงานส่งก็ได้เกรดประมาณเท่านี้ เวลาสอบก็ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือบ้าง เทอมนี้อาจารย์เช็กชื่อตั้งแต่ต้นชั่วโมง ก็อย่าเข้าเรียนสาย คือเราต้องมีความรับผิดชอบ ต้องเคร่งกับการเรียนมากๆ ตารางชีวิตของฮายค่อนข้างเป๊ะๆ พยายามเข้าเรียนทุกครั้ง จริงที่ความรู้มีอยู่ในชีต แต่การเข้าฟังอาจารย์ทุกคลาสจะช่วยให้เข้าใจได้มากกว่า เรียนให้เข้าใจในห้องไปเลย เร็วกว่าไปอ่านเอง มีรายงานทำทุกคาบ หยุดเรียนไม่ได้จริงๆ ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้ดี” โดยวิชาที่ี่ฮายทำได้ดีที่สุดคือ ทฤษฎีการวิจัยเพราะอาจารย์สอนสนุก มีกลยุทธ์ในการสอนน่าสนใจ หรือวิชาเรียนภูมิปัญญาไทย คิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ เช่น ขนมปังมีรสมัสมั่น คิดแล้วต้องทำให้ได้ แล้วนำไปให้อาจารย์ลองชิม หากไม่ผ่านให้คิดใหม่ หากผ่านแล้วต้องนำไปขายให้ได้ เป็นการทำงานกลุ่มที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

นอกจากการเรียนแล้ว กิจกรรมอื่นๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยคือ การเป็นนางแบบให้เพื่อนถ่ายภาพไปประกอบรายงานส่งอาจารย์ แทนการเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ต้องซ้อมตัั้งแต่เย็นยันดึก และต้องฝึกซ้อมทุกวันทำให้เธอไม่มีเวลา หากเลือกทำกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัยก็อาจทำให้เกรดเฉลี่ยตกก็ได้

เกริ่นไปแล้วเรื่องอาชีพในฝัน ความฝันสูงสุดหากไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง เธอมีความฝันอยากทำงานเบื้องหลังเป็นผู้ช่วยกล้อง หรือช่วยงานเบืื้องหลังอื่นๆ เช่น ประสานงาน เป็นต้น

 

“ถ้าไม่ได้แสดงละครก็อยากทำงานเบื้องหลัง แต่คงไม่ขนาดเป็นผู้กำกับ เพราะฝีมือคงไม่ถึง อีกงานที่อยากทำคืออยากมีร้านเสื้อผ้าน่ารักๆ เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ทำร้านเค้ก หรือร้านน้ำปั่น แต่ระยะหลังพยายามไม่กินเค้ก เพราะเค้กค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่ออาชีพนักแสดง เพราะจะทำให้อ้วน เป็นนักแสดงต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองคือ ต้องดูแลเรื่องน้ำหนัก กินเค้กได้แต่ต้องกินให้น้อย และต้องกินอาหารเป็นเวลา อยากกินต้องอดใจ กินตามใจปากไม่ได้ อีกทั้งยังต้องออกกำลังกาย แต่ฮายไม่ชอบ ไม่ค่อยมีระเบียบเรื่องการออกกำลังกาย จึงต้องควบคุมเรื่องการกินแทน เพราะเราต้องมีความรับผิดชอบต่องานค่ะ”

สุดท้ายกุลนิดาอยากฝากบอกเพื่อนๆ ว่า คนเราเลือกที่จะเกิดมาสบายอยู่บนกองเงินกองทองไม่ได้หมดทุกคน เพราะชีวิตไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่เราเลือกเป็นคนดี ซื่อสัตย์ได้ บางคนอาจเกิดมาในครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย ก็อย่าน้อยใจ เพราะเราเลือกทำสิ่งที่ดีได้ในอนาคต ใครทำงานได้ตั้งแต่เด็กๆ ก็อยากให้ใช้ครึ่งเก็บครึ่ง รู้จักอดออม

“ฮายเริ่มทำงานตั้งแต่มัธยม 3 และทำงานมาเรื่อยๆ จนไม่ต้องรบกวนเงินพ่อแม่สำหรับเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่ารถและค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ จากเมื่อก่อนเป็นคนใช้เงินเก่ง พอได้ทำงานเอง ทำให้ตอนนี้รู้จักใช้เงิน รู้จักออมมากขึ้น ออมเพื่ออนาคตเพราะทำงานจริงๆ แล้วทำให้รู้ว่าทำงานจริงๆ ไม่ได้สบาย เงินหายากมาก ต้องใช้ความสามารถตัวเราเองทั้งนั้น แม้บางครอบครัวอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราทำตัวเราให้สมบูรณ์ได้ ฉะนั้นอย่าท้อ”

ฑิตฐิตา ชูเขียว สาวน้อยหัวใจสีเขียว

Published พฤศจิกายน 21, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2557 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/ftQz2s

ฑิตฐิตา ชูเขียว สาวน้อยหัวใจสีเขียว

“ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมาก โดยเฉพาะทะเล แต่พอเราได้ยินข่าวเรื่องน้ำมันรั่วไหลลงทะเล ทำลายสภาพแวดล้อม เราก็รู้สึกว่าเราน่าจะมีทางอนุรักษ์ธรรมชาติได้ดีกว่านี้” ป๊อปแป๊ป- ฑิตฐิตา ชูเขียว เชียร์ลีดเดอร์สาวสวย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเคมีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาเรียนด้านเคมีสิ่งแวดล้อม ด้วยความหวังที่จะได้ทำงานเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต

เรียนไม่เก่งก็ต้องขยันเท่าตัว
“รู้ตัวว่าเป็นคนชอบทางด้านฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มาตั้งแต่เด็ก พอตอนสอบเข้าเราก็มาดูว่าอะไรที่ตรงกับความชอบของเรามากที่สุด เราเป็นคนที่ชอบธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม ก็เลยเลือกเรียนมาทางด้านนี้ พอเข้ามาเรียนแล้วก็พบว่าการเรียนทางสาขานี้ก็คือการเอาวิชาเคมี ชีวะ ที่เราเรียนชั้น ม.ปลาย มาประยุกต์ใช้ในการรักษาสิ่งแวดล้อมเชิงลึกในการใช้งานจริง และยิ่งทำให้เรารู้ว่าโลกตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก อุณหภูมิโลกสูงขึ้น มีเหตุการณ์ทางธรรมชาติแปลกๆ เกิดขึ้น ก็เพราะสิ่งเหล่านี้มนุษย์เป็นคนทำ พวกเราทุกคนล้วนทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป มีคำๆ หนึ่งที่บอกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว หมายความถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อโลก เราทิ้งขยะสู่ธรรมชาติกันคนละชิ้น เมื่อรวมกันปัญหาขยะก็เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเราไม่ต้องรอให้ใครมาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เราสามารถแก้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันที่ตัวเราเอง

ป๊อปแป๊ปเล่าให้พี่ๆ ฟังเรื่องการเรียนของเธอต่อว่า ด้วยความที่เป็นคนเรียนไม่เก่ง ปีแรกจึงเรียนได้เกรดเฉลี่ย 2 กว่าๆ  แต่พอเรียนปี 2-3 ก็ขึ้นมาเป็น 3 กว่า  แรกๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมปีหนึ่งถึงเรียนได้เท่านี้ทั้งที่วิชาปีหนึ่งจะง่ายกว่า พอขึ้นปี 2 ก็เริ่มแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือ โดยอ่านหนังสือก่อนเข้าเรียนสักครึ่งชั่วโมงและอ่านซ้ำอีกครั้งหลังเลิกเรียน แล้วก็อ่านทวนอีกครั้ง 1 เดือนก่อนสอบ  เพราะรู้ตัวเองว่าเราไม่ใช่คนเก่ง ดังนั้นจึงต้องขยันและอดทนกว่าคนอื่นๆ เวลาเรียนก็จะมีตารางท่องหนังสือไว้ในใจว่าสัปดาห์นี้จะทบทวนบทที่เท่าไหร่ เล่มไหนบ้าง และอ่านครบทั้งหมดอีกครั้งก่อนสอบ 1 เดือน ก็ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าวิชาจะยากขึ้นก็ตาม

แชมป์เชียร์ลีดเดอร์
“ตอนปีหนึ่งที่พี่ๆ เลือกให้เข้ามารับหน้าที่อยู่ในทีมเชียร์ลีดเดอร์ของภาควิชา ก็รู้สึกภูมิใจแล้วก็กดดันพอสมควร เพราะลีดเดอร์ของภาควิชาเป็นแชมป์มาหลายสมัย  จึงต้องฝึกซ้อมหนักมากเพื่อรักษาชื่อเสียงของภาควิชาและคณะ จำได้ว่าตอนนั้นซ้อมตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึง 4 ทุ่ม บางวันก็ถึงตี 2 แต่สุดท้ายก็ได้เป็นแชมป์เชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยในที่สุด หลังจากนั้นก็ได้รับความไว้วางใจจากพี่ๆให้รับหน้าที่เป็นตัวแทนสถาบันเวลาออกงานโรดโชว์ ตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อแนะนำน้องๆ เรื่องการเข้าเรียนต่อในสถาบันกับน้องๆ ที่สนใจ

แม้ว่าเวลาอ่านหนังสือก็อาจจะน้อยลงไป แต่ถ้ามีเวลาว่างเล็กๆน้อยๆ ในระหว่างการซ้อม เราก็หยิบมาอ่านทบทวนเป็นครั้งคราวเท่าที่เวลาพอมีให้

ส่วนอนาคตอยากจะไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างจังหวัดที่ได้เรียนมาเพื่อคุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นความฝันเล็กๆ ตามที่เราอยากจะเป็น แต่ว่าตอนนี้อยากจะลงเรียนภาษาที่ 3 ก่อน ก็ดูเป็นภาษาพม่า น่าสนใจ เพราะว่าพม่าเริ่มเข้ามาเมืองไทยเยอะ และเราอาจจะทำงานกับชาวพม่ามากขึ้น เป็นการเปิดภาษาอาเซียนไปในตัว และถ้าเป็นไปได้มีเวลาว่างก็อยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม”

โลกส่วนตัวของป๊อปแป๊บ

เห็นบุคลิกน้องป๊อปแป๊บจะเป็นคนร่าเริงแบบนี้ แต่เธอก็แอบมีโลกส่วนตัวอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ป๊อบแป๊ปบอกกับพี่ๆ ว่าเป็นคนที่ถนัดการออกกำลังกายคนเดียว เพราะเคยลองหลายๆ กีฬาแล้วรู้ตัวเลยว่าไม่ถนัดจริงๆ อย่างแบดมินตันที่ว่าง่ายๆ ก็ยังเล่นไม่ได้ แต่ถ้าเป็นวิ่งจะวิ่งได้นานมากๆ ไม่รู้สึกเบื่อ หรือที่คนนิยมเล่นกันที่ผ่านมาอย่าง T25 ก็ชอบเล่นมาก ตอนปิดเทอมเล่นทุกวัน บางวันก็เล่น 2 คลิปซ้อนเอาให้เต็มที่ แล้วก็เล่นแบบออกฟูลคอร์ส ไม่ได้เล่นแบบเบาตามผู้หญิงที่อยู่ขวามือของจอด้วย อะไรที่เล่นคนเดียว ออกกำลังกายคนเดียว ป๊อปแป็บจะเล่นได้หมด

“มีเพื่อนๆ บอกเหมือนกันว่าเราเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว และมักจะมองโลกในแง่ร้าย บางบุคลิกเพื่อนก็บอกว่าเราเป็นคนหม่นๆ เพลงก็ชอบฟังเพลงช้าๆ เศร้าๆ ก็พยายามมองโลกในแง่ดีขึ้น อ่านหนังสือที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ คิดบวกมากขึ้น ภาพยนตร์ที่ชอบก็อย่างเรื่องกวน มึน โฮ ชอบที่เรื่องเหมือนจะดูสนุกแต่สุดท้ายก็ออกแนวเศร้า”

ส่วนแนวทางในการดำเนินชีวิตของป๊อปแป๊บก็คือทำตัวเองให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้นอกจากตัวเราเอง เวลาที่เราเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เราต้องหยุดตั้งสติก่อน อย่าเพิ่งไปกระวนกระวาย คิดก่อน เพราะถ้ายิ่งรีบร้อนก็ยิ่งทำให้เราผิดพลาดมากขึ้น ดังนั้นชีวิตจึงควรมีการคิดเผื่อหรือวางแผนเอาไว้

ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ มุ่งมั่นตั้งใจ คืออาวุธทลายทุกอุปสรรค

Published ตุลาคม 28, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2557 เวลา 13:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tqkD9k

ศิรินทร์ ปรีดียานนท์  มุ่งมั่นตั้งใจ คืออาวุธทลายทุกอุปสรรค

ก้าวเข้ามาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงได้ไม่นาน ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ ก็ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงไทยในฐานะนางเอกน้องใหม่ของทางช่อง 3 อย่างสวยงามแล้ว วัดดีกรีความฮอตไม่ยาก เพราะที่แน่ๆ ตอนนี้เธอกำลังถ่ายละครควบ 2 เรื่อง

นัดหมายกับนางเอกสาวคนสวยของเราในวันนี้ มีขึ้นในสายวันหนึ่ง ชิปปี้ปรากฏตัวอย่างสดใส พร้อมให้ช่างภาพเก็บภาพน่ารักๆ ก่อนจะมานั่งคุยถึงชีวิตในวัยเรียนคู่ไปกับการทำงานในวงการอย่างออกรสว่า ตอนนี้เธอเรียนอยู่ปี 3 สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเธออาจไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น เพราะต้องทำงานไปด้วย จนหลายครั้งเจ้าตัวถึงกับท้อ แต่ก็บอกตัวเองให้ลุกขึ้นสู้จนผ่านมาได้

“ชิปเรียนไฮสกูลอยู่ที่อเมริกา แต่พอดีคุณพ่อคุณแม่อยากให้กลับมา เลยมาเรียนต่อที่โรงเรียนนานาชาติ ใจจริงชิปอยากเรียนต่อด้านแฟชั่น ตามเพื่อนๆ เข้ามหิดลอินเตอร์ แต่คุณพ่อคุณแม่อยากให้เข้าจุฬาฯ เพราะท่านยังมีความเชื่อว่า จุฬาฯ คือ มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เลยตามใจคุณพ่อคุณแม่ เลือกคณะสถาปัตย์ เพราะดูเป็นอาร์ตน่าจะตรงกับความชอบเราที่สุด”

ส่วนการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ชิปปี้ บอกว่า ช่วงที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ มีเพื่อนลูกครึ่งที่เป็นนางแบบนายแบบเยอะ เธอเองได้รับโอกาสดีๆ ก็เพราะมีโมเดลลิ่งเห็นภาพเธอที่แท็กกับรูปของเพื่อนในเฟซบุ๊กเลยทาบทามมาเข้าโมเดลลิ่ง

“ช่วงแรกๆ ก็ไปลองแคสโฆษณา ปรากฏว่าได้งานแรกมาแบบงงๆ  (หัวเราะ) เพราะหนูไม่เคยคิดว่าเราจะมาทำงานตรงนี้ แต่พอได้ถ่ายโฆษณาชิ้นแรกก็สนุกดีนะ ชิ้นแรกได้เป็นเอ็กซ์ตร้ากับพี่ชมพู่ (อารยา เอ ฮาร์เกต) แต่หนูไม่แน่ใจว่าสุดท้ายโฆษณาชิ้นนั้นได้ออนแอร์หรือเปล่า หลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ช่วงนั้นเดอะซิกซ์เซนส์ ซีซั่น 2 กำลังแคสนักแสดงหนูก็ไปลองแคส  แคสทิ้งไว้นานมาก จนคิดว่าเขาคงไม่เลือกเรา ปรากฏว่าได้เดอะซิกซ์เซนส์ 2 เลยกลายเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกของชิป”

 

ชิปปี้ บอกว่า แม้เส้นทางการเข้าสู่วงการบันเทิงของเธอ จะดูเหมือนโชคช่วยได้รับโอกาสดีๆ มาตลอด แต่พอเข้ามาจริงๆ การที่ต้องเรียนและทำงานในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ก็ทำให้หลายครั้งชิปปี้ เด็กสาวที่เคยเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองเกือบจะถอดใจแล้วเหมือนกัน

“ช่วงที่เริ่มเล่นละคร ชิปเข้ามหาวิทยาลัยพอดี ช่วงนั้นชิปทำงานทุกวัน จนแทบไม่ได้ทำกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัย ไม่ค่อยได้มารับน้อง ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนๆ ที่คณะ  เรียนเสร็จก็ต้องไปเรียนแอ็กติ้ง ตอนนั้นมีแอบคิดนะว่าทำไมมันหนักแบบนี้ พอเรียนแอ็กติ้งก็รู้สึกไม่ชอบ จนพาลไม่อยากทำงานในวงการแล้ว โชคดีที่ครูสอนแอ็กติ้งชิปเตือนสติว่า ในเมื่อเราตกลงว่าจะเล่นละครไปแล้ว ต้องทำให้ดี ถ้าสุดท้ายไม่อยากทำ ก็ให้คิดว่านี่เป็นงานแรกและเป็นงานสุดท้าย”

จากจุดนั้นทำให้ชิปเข้าคลาสเรียนแอ็กติ้งมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งไม่น่าเชื่อว่า พอตั้งหน้าตั้งตาทำให้ผ่านๆ ไป ชิปปี้ บอกว่า เหมือนวันหนึ่งเธอได้ก้าวข้ามจุดเล็กๆ ที่ไม่ทันสังเกตเห็นว่า ตัวเองมีพัฒนาการด้านการแสดงมากขึ้น สามารถทำสิ่งที่เคยมองว่ายาก ไม่ชอบ ไม่รัก ได้ดี จนเกิดเป็นกลายเป็นหลงรักในการแสดง

“ชิปว่าการแสดงทำให้เราการแสดงทำให้เข้าใจชีวิต  จากที่เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยสนใจคนรอบตัว พอได้มีโอกาสแสดงละคร ทำให้ เข้าใจชีวิตมากขึ้น การแสดงคือการเข้าใจชีวิตคน คือการที่เราไปเล่นเป็นตัวละครตัวละครหนึ่งไปเข้าใจว่าเขาคิดยังไง  ตอนนี้แค่นั่งรถไฟฟ้าชิปจะมองผู้โดยสารคนอื่น แล้วคิดว่าเขาทำงานอะไร กำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ ชิปว่ามันเหมือนกับเราได้เปิดตัวเองให้มองคนอื่นมากขึ้น เพราะว่าเราอยากจะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น”

 

ทั้งเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยแบบนี้ ถามถึงเคล็ดลับการบริหารเวลาให้ลงตัว ชิปปี้ บอกว่า อาศัยลูกสู้อย่างเดียว

“จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยากให้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เพราะกลัวว่าชิปจะเหนื่อย แต่ชิปยืนยันว่าอยากทำ เพราะชิปเป็นพวกชอบความท้าทาย ยิ่งคนอื่นคิดว่าเราทำไม่ได้เรายิ่งอยากทำ แต่ปัญหาคือ ชิปมีคิวถ่ายละครทุกวัน ทำให้เราเรียนได้ไม่เต็มที่ ยิ่งคณะชิปไม่ได้แค่อ่านหนังสือไปสอบ แต่ต้องทำงานส่ง ทางออกของชิปคือ คุยกับคุณพ่อคุณแม่ตรงๆ ว่าชิปอาจจะไม่ได้เรียนจบใน 4 ปีเหมือนคนอื่น แต่ชิปจะตั้งใจเรียนให้จบให้ได้ ชิปคิดว่าถึงจะจบช้ากว่าคนอื่นสเต็ปหนึ่ง แต่การที่ชิปมีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ตอนนี้  ก็เหมือนเรานำคือคนอื่นอยู่สเต็ปหนึ่งเหมือนกัน”

สุดท้ายถามถึงเป้าหมายในชีวิต ชิปปี้บอกว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร รู้แค่ว่าทำสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุด  อยากเรียนให้จบและจะไปเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับแฟชั่นที่ต่างประเทศเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ

“ชิปอยากบอกเพื่อนๆ ที่อาจทำงานเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเหมือนกันว่า อย่ายอมแพ้ มีหลายครั้งที่เวลางานเยอะ ไม่ได้นอน ทำให้คิดจะเลิก หรือยอมแพ้กับสิ่งที่ทำ แต่ถ้าเราหนีปัญหามันจะวิ่งตามเรา แล้วทำไมเราไม่สู้แล้วก็ผ่านมันไป”

ปุณยวีร์ มหาศิริธนวงศ์ ความจริงจังคือหลักการใช้ชีวิต

Published ตุลาคม 28, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2557 เวลา 10:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rQfHns

ปุณยวีร์ มหาศิริธนวงศ์ ความจริงจังคือหลักการใช้ชีวิต

โดย…ป้าปอย

ชีวิตทั้งเรียนทั้งทำงานไปด้วย “กุ๊กกิ๊ก” ปุณยวีร์ มหาศิริธนวงศ์ นักศึกษาปีที่ 4 สาขานิเทศศาสตร์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม บอกพร้อมรอยยิ้มโชว์เขี้ยวดูน่ารักน่าหยิก แต่เมื่อพูดคุยสนทนากันก็ได้รู้ว่าภายใต้บุคลิกดูสวยงามยวนตาในเครื่องแบบนักศึกษา สาววัยเรียนกลับเป็นคนจริงจังกับชีวิตอย่างที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

กุ๊กกิ๊ก ปุณยวีร์ ใช้เวทีประกวดสร้างเสริมความมั่นใจ เริ่มตั้งเวทีประกวดดาวมหาวิทยาลัยตั้งแต่เป็นเฟรชชี่ ปี 1 โดยแมวมองรุ่นพี่ทั้งหลายคัดเลือกให้เธอได้เป็นสาวสวยตัวแทนคณะ และสามารถคว้าตำแหน่งอันดับชนะเลิศได้เป็นดาวของคณะนิเทศศาสตร์ และในที่สุดกับการแข่งขันระหว่างคณะ ปุณยวีร์ คว้าตำแหน่งรองดาวมหาวิทยาลัย อันดับ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ไปได้อย่างงดงาม เวทีการแข่งขันได้ทั้งประสบการณ์การวางตัว และเป็นการปูทางก้าวสู่อาชีพการงานของเด็กสาวหน้าตาดี บุคลิกคล่องแคล่ว งานมากมายทั้งเอ็มซี พริตตี้การทำงานไปพร้อมกับการเรียนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัย ปุณยวีร์ บอกว่า ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เธอซีเรียสกับชีวิตมากกว่าเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน

 

“ตำแหน่งล่าสุด คือเวที Miss Motor Sale 2014 ซึ่งต้องการผู้หญิงบุคลิกดี การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เพื่อประชาสัมพันธ์งาน Big Motor Sale 2014 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. ที่ไบเทค บางนา หลายๆ คนก็อาจเข้าใจไปว่าต้องทำงานสวยๆ แบบพริตตี้ แต่มิสมอเตอร์เซลส์ทำงานคนละหน้าที่กับพริตตี้นะคะ กุ๊กกิ๊กเลือกสมัครเพราะเวทีนี้ต้องการคนทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งานนี้ ต้องสามารถพูดจารู้เรื่อง สื่อสารงานได้อย่างชัดเจน สมาร์ท บุคลิกดี มีความมั่นใจค่ะประสบการณ์เหล่านี้กุ๊กกิ๊กได้มาจากการประกวดดาวมหาวิทยาลัยเลยค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) คืออาจารย์สอนว่าเมื่อได้ตำแหน่งนี้เราควรวางตัวอย่างไร ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากนางงามเดินสายพบสื่อนะคะ ต้องไปพบปะพูดคุยขอบคุณบรรดาอาจารย์ และผู้ใหญ่ของคณะต่างๆ เพื่อให้ท่านเรียกใช้ หน้าที่ดาว กุ๊กกิ๊กต้องประชาสัมพันธ์ข่าวสารของคณะนิเทศศาสตร์และมหาวิทยาลัยเป็นหลักค่ะ

ดาวมหาวิทยาลัยทำให้ได้ประสบการณ์การพูดคุยกับผู้ใหญ่เยอะเลยค่ะ งานพิธีกรก็ได้ฝึกกันที่เวทีมหาวิทยาลัยนะคะ สคริปต์สำหรับกุ๊กกิ๊กบอกเลยเป๊ะมาก (ยิ้มภูมิใจ) งานคือการพิสูจน์ตัวเองนะคะ ถ้าเราตั้งใจทำงานเป็นภาพลักษณ์ที่ดี งานก็จะมาเองไม่ขาด โดยอาจารย์จะเป็นผู้ส่งงานให้กุ๊กกิ๊กเรื่อยๆ แล้วจึงต่อยอดไปทำงานพิธีกรนอกรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้รายละเอียดซึ่งแตกต่างกันมากค่ะ คือสำหรับอาจารย์ เราอาจผิดพลาดอะไรได้บ้างนะคะ ท่านก็จะบอกจะสอนเรา แต่สำหรับพิธีกรให้กับสินค้าต่างๆ เมื่อเขาว่าจ้างแล้ว เราจะผิดพลาดไม่ได้เลย กุ๊กกิ๊กจะท่องไว้ให้ขึ้นใจเลยค่ะ” ปุณยวีร์ บอกพร้อมรอยยิ้ม

 

สาวหมวยผิวนีออน ใบหน้ายิ้มแย้มดูแล้วสบายตา บอกเล่าน้ำเสียงใสเจื้อยแจ้วว่างานพิธีกรมีมาให้ทำเรื่อยๆ ส่วนงานพริตตี้มีคนทำเยอะแล้ว และโดยนิสัยส่วนตัวชอบการทำงานพิธีกรเคร่งเครียดจริงจังมากกว่า

“กุ๊กกิ๊กคิดว่าพิธีกรกับพริตตี้ต่างคนต่างก็มีหน้าที่นะคะ แล้วก็ไม่แตกต่างอะไรสักเท่าไรด้วยค่ะ งานพิธีกรคือการสื่อสารสิ่งที่เจ้าของสินค้าต้องการ ส่วนพริตตี้งานของเขาก็มาจากโจทย์ที่ต้องขายสินค้าให้ได้ ทำให้การแสดงออกไม่เหมือนกัน ซึ่งกุ๊กกิ๊กก็มองว่าถ้าเรามีโอกาสทำงานในหน้าที่ไหน ก็ต้องทำงานตรงนั้นให้ได้ดีที่สุดนะคะ กุ๊กกิ๊กเน้นทำงานค่อนข้างหนักค่ะ ทำให้ไปเรียนแล้วไม่ค่อยสังสรรค์กับเพื่อนๆกุ๊กกิ๊กไม่ได้มีเพื่อนเยอะค่ะ (ยิ้มบางๆ) ไปเรียนแล้วก็กลับหอพักผ่อนเลยตั้งแต่ปี 1ปี 3 พอปี 4 ย้ายจากหอพักกลับไปอยู่บ้านที่ จ.นนทบุรี ก็ยิ่งรีบกลับบ้านเร็วกว่าเดิม

ถ้าอยู่มหาวิทยาลัยเพื่อนๆ ก็จะแซวว่า กุ๊กกิ๊กผีแม่บ้านเข้าสิง (หัวเราะชอบใจ) ยิ่งตอนอยู่หอพักจะชอบปัดกวาดทำความสะอาดห้องพัก เห็นอะไรรกหูรกตาไม่ได้ เพื่อนรูมเมทจะเกรงใจมาก บอกกุ๊กกิ๊กเป็นคนเยอะ มาก (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจอีก) แต่เวลาทำกิจกรรมอะไรนี่เพื่อนๆ จะยกหน้าที่ให้เราเป็นหัวหน้ากลุ่มนะคะ เพราะไว้ใจว่าทุกอย่างจะต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยค่ะ” ปุณยวีร์ บอก

 

เมื่อถามถึงเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาปีที่ 4 ปุณยวีร์ บอกเสียงเบาๆ ว่ายังไม่ค่อยน่าพอใจนัก การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเกรดจึงยังไม่ถึง 3.00 วิชายากที่สุดคือการตัดต่อภาพยนตร์ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาคือต้องอาศัยทำงานกลุ่มกับเพื่อน กุ๊กกิ๊กเป็นคนคิด เพื่อนเป็นคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ชายจะเก่งกว่าในเรื่องการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสำหรับวิชาที่ทำได้ดีมากคือการเขียนสคริปต์และเกี่ยวกับการพูด เช่น วิชาวาทนิเทศ ความเชี่ยวชาญเกิดจากโอกาสที่ได้ทำงานในสนามจริงด้วย

 

 

 

 

ปิยพันธ์ ขำกฤษ กล้าที่จะฝัน เรียนรู้ที่จะทำ

Published ตุลาคม 28, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2557 เวลา 11:13 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1srbmMG

ปิยพันธ์ ขำกฤษ กล้าที่จะฝัน เรียนรู้ที่จะทำ

โดย…โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

พระเอกหน้ามนแห่งวิกหมอชิต “บูมปิยพันธ์ ขำกฤษ” มุ่งมั่นเอาดีทั้งการเรียนและงานแสดง ผลงานที่กำลังออนแอร์ตอนนี้คือละครชุดอารมณ์ดี “คฤหาสน์บ้านทุ่ง” ส่วนอีก 3 เรื่อง “บุษบาท่าเรือ” “อตีตา” “แม่ดอกรักเร่” อยู่ระหว่างการถ่ายทำ ได้คิวออนแอร์เมื่อไหร่ แฟนๆ ได้ชมฝีมือของเขาแน่นอน

“คฤหาสน์บ้านทุ่งนี่ผมเป็นพระเอกเต็มตัวเรื่องแรกครับ เซ็นสัญญา 5 ปีกับช่อง 7 เพิ่งผ่านไปปีเดียวเองครับ แต่กว่าจะได้เซ็นเหนื่อยครับ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ผมมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไขและต้องเรียนเพิ่ม เช่น พูดไม่ชัด แอ็กติ้งไม่ได้ บุคลิกไม่ดี ตัวผอม ทุกอย่างต้องไปเรียนไปฟิต เพื่อให้ตัวเองพร้อม ในเมื่อไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นพระเอกที่เพอร์เฟกต์ก็ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นครับ”

ขอพักเรื่องงานและชีวิตนักแสดงไว้แป๊บ ไปฟังบูมเล่าเรื่องชีวิตนักศึกษาดีกว่า ปัจจุบันบูมเรียนชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตารางเรียนปีสุดท้ายไม่หนัก เหลือวิชาเรียนไม่กี่ตัว นอกนั้นก็เป็นวิชาฝึกงาน ซึ่งบูมต้องตามเก็บหน่วยกิตให้ครบ

“เชื่อมั้ยครับว่าเมื่อก่อนผมไม่มีความเป็นนิเทศศาสตร์เลยนะ จนพอมาเรียนถึงรู้ว่าตัวเองน่ะเริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าในที่นี้ของผมคือกล้าทำในสิ่งดีๆ นะครับ เมื่อก่อนไม่มีความกล้าเลย เพราะมัวแต่อาย กลัวว่าทำแล้วจะโดนคนอื่นมอง พอมาเรียนนิเทศศาสตร์ความคิดผมก็เปลี่ยนไป เหมือนทัศนคติถูกปรับให้คิดแบบใหม่ ยิ่งได้มาเรียนวิชาการแสดงด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้ผมละลายพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองได้เยอะทีเดียว”

เป็นทั้งนักแสดงและนักศึกษา หากไม่เป๊ะเรื่องตารางเรียน ก็อาจขาดๆ เกินๆ เช่นเดียวกับบูมที่ช่วงแรกๆ เจอปัญหาไม่มีเวลาไปเรียน หรือไปก็ไม่เต็มที่ เพราะห่วงพะวงกับงานบันเทิงที่รับไว้ ทว่าพอทุกอย่างเข้าที่ มีการจัดตารางชีวิตใหม่ การเรียนและการทำงานก็ไปได้โลด

“เหนื่อยกว่าเพื่อนครับ สองเท่าเลยละครับ เพราะถ้าตอนเรียน เพื่อนเรียน ผมมาทำงาน ผมก็ต้องตามเพื่อนให้ทัน อย่างใกล้สอบผมก็แจ้งผู้จัดการส่วนตัวว่าผมงดรับงานนะ เพราะอยากอ่านหนังสือ อยากติวโค้งสุดท้าย ซึ่งพี่ๆ เขาก็น่ารักและเข้าใจว่าเรื่องเรียนสำคัญ

ชีวิตนักศึกษาผมว่าเป็นอะไรที่น่าอิจฉานะ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้เรียนรู้ ตักตวงประสบการณ์ ได้ค้นหาตัวเอง ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ได้รู้จักสังคม ถ้าพ้นจากตรงจุดนี้ไปแล้วมันก็ไม่มีละนะ ฉะนั้นใครที่มีโอกาสเรียนต้องเรียนให้เต็มที่ เพราะหลังจากที่คุณจบมันจะเป็นชีวิตของการทำงาน ชีวิตที่ต้องแข่งขัน ต้องพิสูจน์ฝีมือ เป็นชีวิตในโลกความจริง”

การมีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง บูมยอมรับว่าเอื้ออย่างมากต่อการเรียนนิเทศศาสตร์ ทำให้เขาขยับเข้าใกล้สายงานที่ร่ำเรียนมา แม้ว่าอาจไม่ได้ตรงกับวิชาเอกร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ประสบการณ์ในภาคสนาม ไม่ว่าจะงานเบื้องหน้า หรืองานเบื้องหลัง ก็กลายเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากห้องเรียน

“มันมีทั้งดีและเสียนะครับ ผมมีโอกาสมาทำงานก่อนเพื่อน ผมก็จะได้ประสบการณ์การทำงาน ผมยอมรับว่าผมอาจจะไม่แน่นเรื่องพื้นฐานหรือทฤษฎี ถ้าเทียบกับเพื่อนที่มีเวลาไปเรียนทุกวัน ตรงกันข้าม เพื่อนที่เข้าเรียนทุกครั้งก็จะแน่นทฤษฎีมาก แต่เขาก็ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยลองทำจริงๆ ซึ่งสุดท้ายทั้งผมและเพื่อนก็ยังต้องเติมเต็มสิ่งที่ตัวเองขาด ผมก็ต้องกลับไปเรียนรู้ทฤษฎีต่อ ส่วนเพื่อนก็ต้องหาประสบการณ์ทำงาน

ตอนที่ผมอยู่มหาวิทยาลัยผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่ดารานะ ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมว่าการปฏิบัติตัว การวางตัวเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต่อให้คุณจะเป็นดารา หรือคนธรรมดา สิ่งสำคัญคือต้องเคารพกฎกติกามารยาทของมหาวิทยาลัย ประพฤติตัวดี ทำสิ่งดีๆ ที่สร้างสรรค์ ตั้งใจเรียน แค่นี้แหละครับสำหรับการเป็นนักศึกษาที่ดี”

สกาวกาญจน์ โชติกวณิชย์ สาวหน้าหวานอยากทำงานเบื้องหลัง

Published ตุลาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2557 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rWsmtK

สกาวกาญจน์ โชติกวณิชย์ สาวหน้าหวานอยากทำงานเบื้องหลัง

โดย…อณุสรา/ชนิดาภา ภาพ กฤษณ์ พรมสาขา ณ สกลนคร

สาวสวยหน้าหวาน หุ่นดี มีชื่อเล่นน่ากินว่า “แซนด์วิชสกาวกาญจน์ โชติกวณิชย์” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วัย 22 ปี ใครที่เคยดูช่องจ๊ะทิงจาก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอบ้างแล้วสำหรับแฟนรายการ “บิ๊กข่าว” ซึ่งเธอเป็นพิธีกรอยู่ตอนนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วเธอยังเคยมีโอกาสเข้าประกวด Miss Thailand Universe 2013 จากการชวนของพี่แถวบ้านที่เป็นช่างแต่งหน้าให้กับดาราทางช่อง 3 แถมเข้ารอบ 80 คน จาก 200-300 คน อีกด้วย

เรียนดีกิจกรรมเด่น…

มาดูกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยกันบ้าง ด้วยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยและเรียบร้อยของเธอ ทำให้เธอได้รับคัดเลือกให้เป็นดาวมหาวิทยาลัยในปี 2554 เธอยังกระซิบบอกอีกว่า เธอร่วมกิจกรรมการประกวดทุกปีเลย นอกจากนั้นยังเข้าร่วมเกือบทุกกิจกรรมที่มีภายในคณะเป็นพิธีกร ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง และระหว่างที่เรียนก็จะมีการทำเอ็มวี ทำหนัง ตามประสาเด็กนิเทศศาสตร์ เธอก็จะได้รับเลือกจากเพื่อนๆ ให้เข้าไปอยู่ในกล้องเสมอ เมื่อเรียนสูงขึ้นก็จะเจองานที่ยากขึ้น แน่นอนตอนนี้เธอกำลังทำโปรเจกต์ใหญ่เพื่อจบในปีนี้ ทั้งเรียนและกิจกรรมในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังงานในวงการบันเทิงที่กำลังไปได้สวยพอมีงานบ้างประปราย เธอมีการแบ่งเวลาโดยที่ก่อนออกจากบ้านเธอก็จะวางแผนว่า วันนี้ต้องไปทำอะไร ที่ไหนบ้าง ตอนนี้เรียนปี 4 ตารางเรียนเริ่มน้อยลง ก็ให้เวลากับเรื่องงานมากขึ้น

งานเบื้องหน้าก็ได้เบื้องหลังก็ดี…

มาพูดกันถึงเรื่องความฝันกันบ้าง เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกที่เธอยังไม่ได้มารู้จักกับวงการนักแสดง เธอวาดความฝันไว้ว่าอยากเป็นโปรดิวเซอร์ ทำรายการ ทำหนัง อยากทำงานที่เป็นงานเกี่ยวกับจำพวกเบื้องหลัง แต่เมื่อเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยและบวกด้วยหน้าตาที่สวยใสของเธอ เธอจึงถูกเลือกให้มาทำงานเป็นเบื้องหน้า เป็นพิธีกรบ้าง แสดงหนังบ้าง นั้นก็ถือเป็นบันไดอีกขั้นหนึ่งที่นำให้เธอมารู้จักกับวงการบันเทิง ความฝันตอนนี้ของเธอเลยเปลี่ยนไป เธอมีความฝันที่อยากเป็นนักแสดง และตอนนี้เธอก็กำลังเรียนการแสดงเพื่อพัฒนาตัวเองให้เดินตามความฝันอีกด้วย เธอบอกว่านอกจากการเรียนการแสดงแล้ว เธอยังได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในวงการนี้ด้วย ดูจากหน้าตาและความสามารถบวกกับความพยายามของเธอแล้ว โอกาสที่เธอจะทำตามฝันนั้นไม่ยากเลย

 

วางแผนดีมีแผนสำรอง…

แต่ถ้าในอนาคตงานในวงบันเทิงการไม่ลงตัว เธอก็เล่าต่อไปอีกว่า เธอได้แปลนชีวิตไว้ว่าเธออยากจะเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา และอยากจะทำงานด้านความสวยความงาม นั่นก็คือ เธออยากเปิดธุรกิจสปาเป็นของตัวเองในอนาคต

พ่อแม่แยกทางกันไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กมีปัญหา…

คุยกันไปคุยกันมาก็ทำให้ได้เห็นแง่มุมดีๆ ในตัวของเธอคนนี้ โดยส่วนใหญ่ในสังคม ถ้าพ่อแม่แยกทางกันจะทำให้ต้องเด็กกลายเป็นเด็กมีปัญหา พ่อกับแม่ของแซนด์วิชแยกทางกันตอนเธออายุ 15 ปี เรียกได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยเด็กที่จะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเลยก็ว่าได้ และเธอในตอนนั้นก็เลือกที่จะอยู่กับพ่อด้วยการตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยเธอมักจะโดนแรงกดดันจากรอบข้างที่ยังมีความเชื่อว่า เด็กที่พ่อแม่เลิกกันจะต้องเหลวแหลก เธอจึงมีความดิ้นรนโดยที่เธอทำให้ผู้ใหญ่เห็น ตลอดเวลาที่เธอเรียน ปวช.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสมุทรปราการ เธอได้เกียรตินิยมเรียนดีมาตลอด จากตอนวันนั้นจนถึงวันนี้เธออาศัยอยู่กับพ่อ

“พ่อหวงมาก แต่ก่อนไปไหนมาไหนพ่อก็จะไปด้วยตลอด เลี้ยงวันเกิดก็จะไปเลี้ยงกันที่บ้าน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยพ่อก็เริ่มปล่อยบ้างแล้ว เพราะเราเริ่มโตแล้ว” เนื่องจากพ่อค่อนข้างวัยรุ่น เธอจึงสนิทกับพ่อมากสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ในสังคมส่วนใหญ่ลูกผู้หญิงจะสนิทกับแม่มากกว่า แต่ถึงแม้เธอจะไม่ได้อยู่กับแม่ เธอก็ยังติดต่อกับแม่ตลอด แสดงให้เห็นว่า การที่พ่อแม่แยกทางกันนั้น ไม่ได้ทำให้ตัวเธอรู้สึกขาดเลยแม้แต่น้อย “เด็กที่คิดว่าพ่อแม่แยกทางกันแล้วเราต้องเป็นเด็กมีปัญหา มันเป็นการคิดทำร้ายตัวเองมากกว่า ตอนที่พ่อแม่เลิกกันหนูก็ไม่ได้งอแงโวยวายนะ หนูทำใจยอมรับได้ หนูคิดว่าการที่พ่อแม่แยกทางกัน นั้นคือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว พ่อแม่แยกทางกันมันไม่ได้เป็นปมด้อย เราคอยพัฒนาตัวเอง หาอนาคตตัวเองดีกว่า”

นี่เป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและทัศนคติที่ดีของเธอ ด้วยความสามารถและความไม่ยอมแพ้ที่จะพัฒนาตัวเองของเธออยู่เสมอ เราก็อาจจะได้เห็นผลงานในวงการบันเทิงของเธอในอนาคต รอติดตามกันได้เลย

ปิระมิตร อรุณศรี ผมเป็นแค่ชายกลาง

Published ตุลาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2557 เวลา 12:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rubhaC

ปิระมิตร อรุณศรี ผมเป็นแค่ชายกลาง

โดย…กองทรัพย์/ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เด็กหนุ่มวัย 18 ที่มีใบหน้าและดวงตายิ้มตลอดเวลา อาร์มปิระมิตร อรุณศรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาบริหารระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เขากำลังเป็นน้องใหม่ทั้งในมหาวิทยาลัยและในวงการบันเทิง ผลงานการแสดงภาพยนตร์อินดี้เรื่องแรก (ครูและนักเรียน) กำลังฉาย ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสาขาเพื่อประกวดดาวเดือนด้วย

อาร์มเริ่มเป็นที่รู้จักจากสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ซึ่งมีผู้ติดตามมากถึง 1.4 แสนคน ด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้มเสมอทำให้หลายคนอยากติดตามไลฟ์สไตล์ของเด็กหนุ่มคนนี้ กระนั้นอาร์มก็บอกว่า “มีคนเรียกผมว่าเน็ตไอดอล แต่ผมนิยามตัวเองว่าเป็นคนที่มีคนกดติดตามเยอะเท่านั้น ไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นไอดอล เพราะคำว่าไอดอลสำหรับผมต้องสามารถเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆ ได้ ซึ่งผมอาจจะยังไม่ใช่ ไอดอลในความคิดอาร์มต้องเป็นคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านต่างๆ ได้ แต่อาร์มเป็นแค่เด็กกลางๆ คนหนึ่งเท่านั้น”

เมื่อเด็กหนุ่มกลางๆ ที่จะเป็นชายกลางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บอกเล่าถึงความราบเรียบของชีวิตว่า เขาจบจากโรงเรียนวัดน้อยนพคุณ ย่านสามเสน มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกอาหาร ซึ่งกว่าจะตกผลึกกับความฝันนี้ เขาอยากจะเป็นหลายต่อหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับเจ้าของธุรกิจ

“เจ้าของธุรกิจเป็นความฝันร่วมระหว่างผมกับพ่อ ส่วนตัวผมอยากเรียนนิเทศศาสตร์เพราะชอบวิชาภาษาไทยมาก ตั้งแต่เรียน ม.ปลายก็คุยเรื่องเรียนมหาวิทยาลัยกับคุณพ่อตลอด พ่ออยากให้เรียนบริหารธุรกิจ ตอนนั้นผมอยากเรียนนิเทศศาสตร์ คนละความคิด เราต่อสู้ทางความคิดกันเป็นสองปี จนในที่สุดผมก็ต้องยอมให้กับเหตุผลของคุณพ่อ ว่าสุดท้ายแล้วผมอยากทำอะไรจริงๆ หลังเรียนจบก็คืออยากทำธุรกิจ ดังนั้นเมื่อตั้งเป้าไว้แล้วก็ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่จะสนับสนุนส่งเสริมเป้าหมายของเราได้คือ คณะบริหารธุรกิจ”

“ส่วนความรู้ด้านนิเทศศาสตร์พ่อไม่ได้ห้ามที่จะเรียนรู้ แต่ต้องมีความรู้ด้านอื่นๆ ติดตัวไปด้วย เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการ ถึงจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ หรืองานใหญ่ๆ ก็ต้องเรียนรู้จากการทำงานให้ได้มากที่สุด แต่หากวันหนึ่งที่เราไม่ได้เดินเส้นทางนี้แล้ว ความรู้จากมหาวิทยาลัยที่เราเลือกนี่แหละจะช่วยเราได้ในอนาคต”

เมื่อเราย้อนถามถึงผลงานล่าสุดที่หนุ่มน้อยรับบทเป็นโจ นักเรียนผู้เป็นตัวแปรให้ความรักของครูหนุ่ม และแฟนหนุ่มสั่นคลอน ในหนังอินดี้ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นชายรักชายชัดเจน การตัดสินใจ และความยากง่ายของงานแสดง

 

“ต้องเล่าก่อนว่าผู้กำกับเขาเจอผมจากโซเชียลมีเดีย เขาบอกว่าผมเหมาะกับคาแรกเตอร์ของตัวละครโจ จึงเรียกมาพูดคุย ผลก็คือได้เล่น ผมมองว่าเป็นงานที่ท้าทายและได้เรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่คนอื่นๆ รู้ว่าจะเล่นเรื่องนี้ก็มีคำถามเหมือนกัน แต่สำคัญที่คนรอบข้างเขาเข้าใจจึงไม่มีอะไรน่ากังวล คำถามจากบางคนที่เราไม่ได้รู้จัก หรือใกล้ชิดก็มองข้ามไป ถ้าเขาจะสงสัยก็ปล่อยให้เขาคิดต่อไป แค่คนที่แวดล้อมใกล้ชิดกับเราเข้าใจก็พอแล้ว

“สำหรับบรรยากาศการทำงานเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยได้ลอง ผมได้เรียนรู้เรื่องการแสดงและการทำความเข้าในตัวละคร ไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้เพราะปกติเป็นเด็กอ่านการ์ตูนทั่วไป แต่เด็กคนที่เราไปรับบทเป็นคนที่ขาดความอบอุ่น ต้องการคนมาดูแลเอาใจใส่ ผมว่าเขาเป็นเด็กน่าสงสารค่อนไปทางโชคร้าย ผมต้องเข้าถึงความเป็นโจ (ตัวละครที่รับ) นึกถึงว่าพ่อแม่เขาเป็นอย่างไร อยู่บ้านเป็นยังไง อยู่โรงเรียนเป็นยังไง อะไรที่ผลักให้เขาเป็นคนแบบนี้ ค่อนข้างที่จะต้องทำความเข้าใจกับตัวละครพอสมควร ผมว่าสิ่งที่ยากคือโจเป็นคนที่มีแววตาเศร้าแต่เพราะผมเป็นคนหน้ายิ้มจึงเป็นงานที่ค่อนข้างยากเรื่องการสื่อสาร การได้เข้ามาทำงานตรงนี้จริงๆ ผมรู้สึกสนุกและพอใจกับผลงานตัวเองที่ออกมา แต่สำหรับคนดูคงเป็นจริตของแต่ละคน”

สำหรับบนถนนสายบันเทิง อาร์มยืนยันไม่ได้ว่าจะออกเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่เขากำลังตั้งใจที่สุดขณะนี้คือ การเรียนชั้นปีที่ 1 ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถจะมี

“การเรียนสาขาบริหารระหว่างประเทศสำหรับผมค่อนข้างหินพอสมควร แต่พอผมเห็นเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าอยากจะเป็นเจ้าของกิจการ การได้เรียนในสิ่งที่ตอบโจทย์จึงเป็นกำลังใจสำคัญ ส่วนความฝันอื่นๆ ถือเป็นจังหวะและโอกาสที่จะผ่านเข้ามา”

อาร์มทิ้งท้ายกับเรายิ้มๆ ว่า “ที่ผมตัดสินใจที่จะฝันร่วมกับคุณพ่อก็เพราะประโยคหนึ่งของเขาคือ เราไม่ได้เลือกงาน แต่งานต่างหากที่เลือกเรา”

ศิวาพร แสงทอง ในแง่งามของสาววนศาสตร์

Published ตุลาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2557 เวลา 12:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1uqA7qw

ศิวาพร แสงทอง ในแง่งามของสาววนศาสตร์

โดย…พงศ์ธร พริบไหว ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในวันที่ลมเย็นโชยผ่านหน้า ท่ามกลางบรรยากาศของหนุ่มสาวนิสิตน้องใหม่ สาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินเด่นมาแต่ไกล ในมือของเธอกำลังหอบหิ้วแฟ้มที่มีตัวอักษรติดตัวเบ้อเร่อว่าวนศาสตร์ เมื่อเจอกันสีหน้าเธอดูเหนื่อย แต่ก็ยังยิ้มทักทายแบบเป็นกันเองเมื่อสบตา ซึ่งในวันนี้สาววัย 18 ปี มีนัดพูดคุยกับเราถึงเรื่องราวของเธอ

“หนูวางทิ้งไว้ไม่ได้เลยค่ะ ตลอด 1 ปี ต้องถือแฟ้มแบบนี้ทุกวันจนกว่าจะได้รับรุ่น คือถ้ารุ่นพี่มาไม่เห็นถืออยู่หนูโดนรับน้อง…” เธอบ่นๆ พรางหัวเราะเมื่อช่างภาพบอกให้วางแฟ้มวนศาสตร์ลงเพื่อแชะภาพสวยๆ สาวน้อยอิดออดอยู่นานทั้งไม่กล้าฝืนวินัย โชคยังดีที่เพื่อนในคณะเดินผ่านมา เธอถึงฝากแฟ้มเพื่อนได้สักระยะ เราจึงได้ถ่ายรูปกัน นั่นคือความประทับใจแรกที่มีต่อเธอ ในรอยยิ้มหวานๆ เธอมีความมุ่งมั่นซ่อนอยู่

ศิวาพร แสงทอง หรือน้องปริ๊น สาวจากคณะวนศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีเยื่อและกระดาษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เธอเองเป็นสาวฮอตมากๆ เพราะมีคนกดติดตามในเฟซบุ๊กเป็นหมื่นๆ ตั้งแต่เรียนอยู่สวนกุหลาบวิทยาลัย วันนี้เธอพอมีเวลาว่างจากการรับน้อง สาวฮอตอย่างเธอจึงแบ่งเวลามาพูดคุยกันได้ ถึงรู้ว่านอกจากความสวยใสที่ทำให้หนุ่มๆ หลงรักแล้ว เธอเองยังเป็นคนที่ใส่ใจในเรื่องธรรมชาติรักษ์โลกอีกด้วย เพราะเธอเลือกเรียนคณะวนศาสตร์ที่น้อยคนนักจะรู้จัก ซึ่งในแต่ละปีๆ หนึ่ง มีนิสิตจบจากคณะวนศาสตร์เพียง 200 กว่าคน นั้นอาจเพราะความหินของการเรียนที่เน้นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ หากไม่มีใจรักจริง คงยากที่จะเรียนจบ ซึ่งสาวน้อยคนนี้มีมากกว่านั้นเสียด้วย

“คุณพ่อก็มีส่วนให้อยากเรียนคณะนี้นะคะ เพราะคุณพ่อปริ๊นจบจากคณะวนศาสตร์มาก่อน แล้วพ่อก็มีหน้าที่คืนพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดิน แล้วทำให้ตอนเด็กๆ มีโอกาสได้ไปดูคุณพ่อทำงาน ไปที่หน่วยของคุณพ่อใน จ.ตาก ก็รู้สึกประทับใจในสายงานด้านนี้มาก เพราะได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และอีกอย่างคือระบบสังคมที่นี่ค่ะ เพราะคุณพ่อหนูจบมาหลายปีมากๆ แต่ก็ยังติดต่อกับเพื่อนได้ทั้งรุ่น มีการทริปรุ่นกันทุกปี หนูก็มีโอกาสไปด้วยหลายครั้ง ก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความสามัคคีของเพื่อนพ้อง ความรักกันในรุ่น”

ไม่น่าแปลกที่เธอจะเดินตามไอดอลอย่างพ่อ แต่ด้วยความที่ถูกบ่มเพราะในโลกของนักอนุรักษ์ในสายงานป่าไม้ วิธีการและการลงมือทำต่างหากที่ทำให้เธอเลือกเรียนคณะวนศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบันคณะดังกล่าวก็แยกไปได้อีกหลายสาขา โดยล้วนอยู่ในเบ้าหลอมเดียวกัน นั่นคือปลูกฝังความรักษ์โลก

“คณะนี้มีที่เดียวในประเทศไทย แบ่งเป็นสามสาขา จะมีวนศาสตร์ทั่วไป สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางไม้ และสาขาเทคโนโลยีเยื่อและกระดาษ พอเข้ามาเรียนหนูเลยเลือกเรียนสาขาเทคโนโลยีเยื่อและกระดาษ ก็จะเรียนเหมือนวิศวะเลยค่ะ ค่อนข้างยาก เรียนหนัก เพราะต้องเรียนเกี่ยวกับเคมีเยอะมาก หนูเลือกสาขานี้ก็เพราะอยากนำผลิตภัณฑ์จากต้นไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ปลายไม้ ถือว่าเป็นการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งในเชิงอนุรักษ์

 

“เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่สามารถสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกรูปแบบหนึ่ง คือเป็นการเรียนที่เกี่ยวกับอุสาหกรรมมากกว่า ไม่ค่อยเน้นไปทางเรื่องป่าไม้ แล้วพอจบไปเรียนสาขานี้มันค่อนข้างหลากหลาย คือสามารถต่อยอดได้หลากหลาย ส่วนใหญ่นิสิตที่จบจากคณะนี้จะทำงานรับราชการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยาน และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แต่สาขาที่หนูเลือกเรียนส่วนมากจะทำงานด้านอุสาหกรรมที่เกี่ยวกับผลผลิตทางไม้ หากอยากรับราชการก็ทำได้”

เนื่องจากเป็นคณะที่เก่าแก่กว่า 80 ปี ก่อตั้งมาก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเป็นอีกหนึ่งคณะที่มีความเป็นไปเป็นมายาวนานและเชื่อมโยงไปถึงการทำงานและทิศทางในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติในเมืองไทย ซึ่งนั่นเองเป็นอีกเหตุผลให้สาวเจ้าอยากเรียนที่นี่ เพราะสามารถทำงานในเชิงอนุรักษ์ ถึงแม้จะไม่ได้ลุยป่าลุยเขา แต่ก็เป็นอีกแนวทางเชิงอนุรักษ์ที่สามารถนำทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่ไม่มากแล้วในเมืองไทยมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เรียนคณะนี้ใจต้องรักและร่างกายต้องพร้อม รวมถึงการเรียนด้วย เพราะหนักอยู่เหมือนกันค่ะ ต้องฟิตไปพร้อมๆ กันทั้งร่างกายและสมอง คือเรียนสาขานี้จะต้องขยันพอสมควร และจุดเด่นที่ปริ๊นเข้ามาแล้วเห็นเลยคือความสามัคคีของรุ่น คือเราต้องจำชื่อเพื่อนให้ได้ทุกคนในรุ่น ต้องรู้จักทุกคน ถ้าทำอะไรก็ต้องทำกันเป็นรุ่น ซึ่งคณะจะหลอมรวมเราให้เป็นรุ่นไปเอง คำว่ารุ่นมันไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข มันแสดงถึงหลายๆ อย่าง คืออย่างหนูเพิ่งเข้าเรียนปี 1 ก็ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ

แต่ตอนนี้ก็ต้องสู้กับเรื่องกิจกรรมให้ผ่านไปให้ได้ เพราะเยอะมาก” เธอยิ้มน่ารักๆ ให้หนึ่งทีหลังพูดจบประโยค

แม้อาจเล่าไม่ได้ถึงสิ่งที่จะเผชิญในวันข้างหน้าในเรื่องการเรียน แต่สาวหน้าหวานคนนี้ตอบตัวเองได้ว่า เธอฝันไว้เมื่อเรียนจบ เธออยากมีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำธุรกิจรักษ์โลกที่ยังยืนและมั่นคง เรียกได้ว่าสวยทั้งหน้าตาและความคิดจริงๆ กับสาวน้อยแห่งคณะวนศาสตร์คนนี้

สาวน้อยรวยอารมณ์ศิลป์ ณัฐธยาน์ วาณิกบุตร

Published กันยายน 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2557 เวลา 11:46 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wrS3p5

สาวน้อยรวยอารมณ์ศิลป์ ณัฐธยาน์ วาณิกบุตร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

สาวหน้าหวานชื่อเล่นสุดเก๋ มิลานณัฐธยาน์ วาณิกบุตร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ เอกซีอาร์เอ็น มหาวิทยาลัยศิลปากร วัย 21 ปี เราคงคุ้นหน้าเธอบ้างแล้วสำหรับแฟนรายการ “เซย์ไฮ” ยามดึกๆ เพราะเธอทำหน้าที่พิธีกรนิวเจเนอเรชั่นตะลุยท่องเที่ยวญี่ปุ่นทางช่อง 3 เร็วๆ นี้เธอน่าจะมีงานละครสู่สายตาประชาชนก็ได้

สำหรับกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย ด้วยความสวยน่ารักและมีชีวิตชีวาเธอจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นดาวคณะที่เธอศึกษาอยู่ อีกทั้งยังควบดาวขวัญใจศิลปากรอีกหนึ่งตำแหน่ง ด้วยเป็นคนชอบเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง นอกจากงานอยู่เบื้องหน้าแล้ว เธอยังไขว้คว้าหาความรู้ด้วยการเข้าร่วมโครงการ “เลิร์น แอนด์ เอิร์น” ของบริษัท บัตรกรุงไทย เธอคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมากๆ ที่ให้นักศึกษาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์พร้อมทั้งได้รายได้ เพื่อเป็นทุนการศึกษาและใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมได้ประสบการณ์ที่ดีและยังได้บันทึกเป็นประวัติประดับเรซูเมอีกด้วย

ฟังชื่อวิชาเอกที่มิลานเรียนก็ออกจะแปลกๆ ซีอาร์เอ็น ก็คือ ลูกค้าสัมพันธ์อยู่ในสาขาการตลาด ทำให้ลูกค้าเกิดความรักในแบรนด์ ความสัมพันธ์พฤติกรรมผู้บริโภค เรียนคล้ายๆ บริหารธุรกิจ สามารถนำมาปรับใช้กับอาชีพในวันข้างหน้าได้ แล้วยิ่งเธอทุ่มเทสำหรับการฝึกงาน 6 เดือน ในบริษัท บัตรกรุงไทย ทำให้เธอได้เรียนรู้หลายสิ่ง เพราะได้เวียนไปฝึกงานในหลากหลายแผนก

“ตอนเรียนหนังสือเราทำผิด อาจารย์ให้โอกาส แต่เวลาทำงานจริงๆ ไม่มีการอนุโลม เช่น หากคิดแผนการตลาดผิด ต้องกลับไปคิดใหม่ ทำให้เรารู้เร็วว่าโลกทำงานเป็นอย่างไร เพราะระบบแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ไปทำงานกับองค์กรไหนต้องปรับตัว ทำงานจริงต้องมีระเบียบวินัย มาทำงานสายไม่ได้ ต้องมีความรับผิดชอบ” อีกทั้งแผนกซีอาร์เอ็มที่มิลานเข้าไปฝึกงานมีหลายสิ่งให้เธอได้เรียนรู้ เพราะพี่ๆ ได้ให้ลงมือทำงานจริงๆ ลองเข้าประชุมกับระดับผู้บริหาร ให้งานมาคิดแผนการตลาด และให้มารวบรวมความคิดแล้วเข้าไปพรีเซนต์งานกับผู้บริหาร ทำให้เธอได้เห็นมุมมองแนวคิดของระดับผู้บริหาร ทำให้เด็กรุ่นใหม่อย่างเธอได้แสดงแนวคิดเห็นด้วย ทำให้เธอได้คิดได้ลับสมอง กล้าคิดและกล้าแสดงออก มีความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รู้จักฝึกทักษะในการนำเสนอและการพูดอีกด้วย

“ขณะที่ฝึกงานแล้วได้ทำงานจริงๆ พี่ๆ ก็มอบหมายงานมาให้แล้วก็มีพี่เลี้ยงคอยสอนอย่างใกล้ชิด สมมติให้หนูดูคู่แข่งที่มีเว็บไซต์เหมือนกัน ก็ให้หนูดูข้อได้เปรียบ จุดดีจุดด้อยอย่างไรเมื่อเทียบกับทุกเว็บไซต์ แล้วนำข้อวิเคราะห์ของเราไปนำเสนอต่อซีอีโอ ขณะที่ฝึกงานก็ได้เปลี่ยนไปฝึกในหลายๆ แผนก ทำให้หนูได้รู้จักคนเยอะ และเรียนรู้ระบบการทำงานของแต่ละแผนก ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากเมื่อถึงวันที่ต้องทำงานในองค์กรใหญ่จริงๆ อีกทั้งยังได้เงินค่าขนมด้วยค่ะ” การฝึกงานเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสู่โลกความเป็นจริงของการทำงานล้วนมีข้อดี เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์มากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่ได้ผ่านการฝึกงาน อีกทั้งคนที่ผ่านการฝึกงานมาน่าจะมีภาษีดีกว่า

เกรดเฉลี่ย 2.60 คือคะแนนที่มิลานได้ เพราะวิชาเรียนค่อนข้างยากเพราะเป็นวิชาที่ต้องท่องจำทั้งหมด เช่น เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น สำหรับงานในวงการบันเทิง มิลานมีทั้งงานพิธีกรและงานถ่ายแบบเดินแบบ ซึ่งงานในวงการบันเทิงก็เป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาจากการเดินตามความฝัน อีกหนึ่งอาชีพที่มิลานอยากทำก็คือ อยากเป็นนักธุรกิจมีกิจการเป็นของตัวเอง เช่น เปิดร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร ก็เป็นอาชีพที่ทำให้เธอมีความสุข

“แม้หนูจะรักการแสดง แต่อาชีพนักแสดงเป็นงานไม่ถาวร อายุมากขึ้นก็เป็นนักแสดงไม่ได้ แต่หากมีโอกาสได้แสดงก็คว้าไว้ เพราะเป็นงานที่ให้ประสบการณ์ ให้คอนเนกชั่นที่เยอะ อาจต่อยอดมาทำธุรกิจอื่นๆ ตามมาก็ได้ ”

%d bloggers like this: