ดาวมหาวิทยาลัย

All posts tagged ดาวมหาวิทยาลัย

บุญณรงค์ มาฟู ปุณยวีร์ เอกพันธ์กุล ‘ดาวเด่นฟุตบอลประเพณี’

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 12:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/ดาวมหาวิทยาลัย/344764/บุญณรงค์-มาฟู-ปุณยวีร์-เอกพันธ์กุล-ดาวเด่นฟุตบอลประเพณี

บุญณรงค์ มาฟู ปุณยวีร์ เอกพันธ์กุล ‘ดาวเด่นฟุตบอลประเพณี’

ก่อนจะเปิดฉากฟาดแข้งกันวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. เราแอบไปเลียบๆ มองๆ ผู้นำเชียร์ฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ว่ากันว่า ครั้งที่ 70 คึกคักกว่าครั้งไหนๆ ด้วยเพราะห่างหายไปหนึ่งปีเต็ม ครั้งนี้สองสถาบันเลยจัดหนัก ทั้งทีมฟุตบอลและผู้นำเชียร์

ว่ากันถึงดาวเด่นผู้นำเชียร์ น่าสนใจหลายราย แต่ขอคัดสรรฝั่งละคน ถือเป็นตัวแทนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เอื้อ-บุญณรงค์ มาฟู” คณะนิเทศศาสตร์ ปี 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “โฟกัส-ปุณยวีร์ เอกพันธ์กุล” ปี 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์

อยู่ในวัยหนุ่มแรกรุ่นทั้งคู่ เฟรชชี่สดใส 18 ปี ขบเผาะ ทว่าความคิดความอ่านนั้นกลับบ่งบอกความเป็นตัวตนได้ชัด ยิ่งบวกกับความสามารถพิเศษ ชอบเต้น รักการแสดง รู้เลยว่าเพราะเหตุนี้น้องๆ จึงถูกรับเลือกให้มาเป็นผู้นำเชียร์

เอื้อ : “ผมเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะมาก่อนครับ ซึ่งพอมีงานฟุตบอลประเพณี ทางพี่ๆ เขาก็จะเลือกคนที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของจุฬาฯ โดยไม่ต้องไปออดิชั่นใหม่ เหมือนเข้ารอบอัตโนมัติ ฟาสต์แทร็กเหมือนประกวดนางงามเลยละครับ”

โฟกัส : “ผมก็เป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะครับ คือตั้งใจครับ ตั้งใจไปสมัคร เพราะอยากทำกิจกรรม ก็เลยไปสมัครเชียร์ลีดเดอร์ แล้วก็ได้ แต่ที่ธรรมศาสตร์จะไม่มีระบบฟาสต์แทร็ก ไม่ว่าใครจะเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะ หรือไม่เคยทุกคนก็จะต้องมาออดิชั่นใหม่หมด”

 

ด้วยความสูง 175 เซนติเมตร แถมหน้าตาอินเทรนด์ นี่อาจเป็นใบเบิกทางแรกๆ ที่จะทำให้พวกเขาถูกคัดเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แต่เท่านั้นไม่พอหรอก ยังมีหลายองค์ประกอบอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ การเป็นผู้นำ ความมุ่งมั่นและความทุ่มเท

เอื้อ : “ซ้อมหนักกว่าตอนเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะครับ ซ้อมหลังเลิกเรียน วันละ 8-9 ชั่วโมง หนักครับ แต่ก็ดีกว่าเอาเวลาว่างไปทำอะไรไร้สาระ อย่างน้อยๆ หลังเลิกเรียนผมก็มีกิจกรรมทำ ไม่ฟุ้งซ่าน หรือนั่งว่าง (หัวเราะ) ผมมองว่ามันคือโอกาสนะครับ เมื่อผมมีโอกาส ผมก็ต้องทำให้เต็มที่

ทักษะอะไรที่ใช้เยอะที่สุด ผมว่าน่าจะเป็นสตินะครับ ทุกคนต้องมีสติ ทำอะไรต้องมีสติ ต้องรู้จักการแก้ไขสถานการณ์ คนไม่มีทักษะการเต้นหรือการแสดงมาก่อน ผมว่าพอมาซ้อมก็จะทำได้ เพราะท่าเชียร์ลีดเดอร์ของจุฬาฯ จะเน้นสวยงามอ่อนไหว”

 

โฟกัส : “จริงๆ เวลาซ้อมของผมจะไม่ตายตัวครับ อาจจะไม่ 8 หรือ 9 ชั่วโมง ถ้าทำตามเป้าได้ ซ้อมได้ตามเป้า เวลาซ้อมก็อาจจะสั้นลง แต่ถ้ายังไม่ถึงเป้า มันก็อาจจะยาวขึ้น นานขึ้น ซึ่งผมว่ามันก็สอนให้ผมได้รู้จักกับความอดทน ได้รู้จักวางแผนและทำงานให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ในระยะเวลาที่กำหนด

เชียร์ลีดเดอร์ของจุฬาฯ จะสวยครับ (หัวเราะ) เพราะเขาเน้นสวย ท่าก็ไม่เหมือนกันกับของธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์จะดัดแปลงมาจากท่าคอนดักเตอร์ มันจะออกมาแบบแข็งแรงขึงขังกว่าของจุฬาฯ”

แม้จะซ้อมหนัก เหนื่อย ไหนจะต้องเข้าเรียนที่คณะ หากวางแผนไม่ดีก็อาจพัง แต่สองหนุ่มวางแผนได้ดี แบ่งเวลาเรียนและกิจกรรมซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ได้ลงตัว จึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมใหญ่ประจำปี ยิ่งใกล้วันงาน การซ้อมก็ยิ่งเข้มข้นและหนักหน่วง เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความสวยงาม ทั้งคู่บอกขอสู้ไม่ถอย

สำหรับฟุตบอลประเพณีปีนี้ จุฬาฯ เป็นเจ้าภาพ ชูแนวคิด Get Give & Go(al) รู้รับ รู้ให้ มุ่งไปด้วยกัน สื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการเป็นผู้รับและผู้ให้ เก๋และเท่ในแบบคนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัล โดยทั้งคู่แย้มถึงการแสดงที่จะเกิดขึ้นว่าอลังการรักชาติ เคล้าด้วยบรรยากาศสุดซึ้ง หนึ่งไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือบทเพลงที่สองสถาบันร่วมประสานเสียง “จามจุรีประดับโดมในดวงใจ” (มาจากเพลง จามจุรีประดับใจและโดมในดวงใจ)

ลีลาการออกท่าทางของสองหนุ่มผู้นำเชียร์จะเด็ดแค่ไหน ไปเจอพวกเขาและผองเพื่อนได้ตั้งแต่บ่าย 2 โมง ณ สนามศุภชลาศัย

 

โฆษณา

ธารทิพย์ ฤาไชยคาม…อนาคตเราสร้างได้

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2558 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1IBnh4c

ธารทิพย์ ฤาไชยคาม...อนาคตเราสร้างได้

สาวน้อยตาโตผิวน้ำผึ้ง หน้าตายิ้มแย้ม น้องผึ้ง-ธารทิพย์ ฤาไชยคาม กำลังเรียนปี 4 ที่คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม้เรียนมาทางด้านรัฐศาสตร์การปกครอง แต่อาชีพหลังเรียนจบ น้องผึ้งบอกว่า อยากเป็นแอร์โฮสเตส เพราะอยากเดินทางเปิดโลกและได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบที่เธอชอบและฝึกฝนเตรียมพร้อมมาตลอด 3 ปีมานี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเธอไปเรียนภาษาอังกฤษที่สหรัฐนานถึง 6 เดือน ที่ Lone Star College

m ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์…

น้องผึ้ง เล่าว่า ทุกปิดเทอมเธอจะหากิจกรรมทำ เช่น การไปฝึกงานตามที่ต่างๆ หรือการไปฝึกเรียนภาษา ซึ่งปีนี้เธอทำทั้งสองอย่าง คือ การไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ และการมาฝึกงานที่โครงการ Learn & Earn ที่บริษัท บัตรกรุงไทย “คือเพื่อนเขามาฝึกงานที่นี่ก่อน แล้วก็ชวนหนูตามมา ก็เลยสนใจเข้ามาสมัคร ก็ได้ทันที หนูเองก็ต้องการหาประสบการณ์จากการทำงานจริง ก่อนจบการศึกษาและต้องออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง มีคำกล่าวไว้ว่า More experience you got more better jobs you get ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโอกาสที่ดีของการทำงานในอนาคตของหนู” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

เธอกล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ให้โอกาสนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน ได้เรียนรู้ ได้ทำงานเป็นทีม การแบ่งงานตามแผนกต่างๆ สังคมในที่ทำงาน ได้รู้จักกับคนใหม่ๆ พี่ๆ เพื่อนๆ จากต่างสถาบันที่เข้ามาฝึกงานแบบเดียวกัน

“ตอนแรกหนูคิดว่าการทำงานจะมีความกดดัน เคร่งเครียด แต่พอได้เข้ามาทำงานจริงๆ สิ่งที่คิดไว้ก็หายไปเลย ทุกอย่างดีมีความสุข พี่ๆ เป็นกันเอง คอยแนะนำสั่งสอนอย่างเต็มใจ ตัวหนูเองได้รู้จักแบ่งเวลาระหว่างการเรียนและการทำงาน ทำให้เรามีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวช่วยเตรียมความพร้อมและเตรียมตัวก่อนทำงานจริงภายในอนาคตได้เป็นอย่างดี หนูเลยรู้จักการบริหารเวลาได้ดีขึ้นมากเลย เมื่อก่อนจัดระเบียบชีวิตไม่เป็นเลย”

m อนาคตเราสร้างได้…

เธอวางแผนอนาคตว่าจะเป็นแอร์โฮสเตสสัก 2 ปี เพื่อหาประสบการณ์ท่องโลกและใช้ภาษาอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะการเดินทางคือการเปิดโลก เปิดมุมมองชีวิตในด้านใหม่ๆ หลังจากนั้นก็จะเรียนต่อปริญญาโททางด้านการบริหาร และอาจจะกลับมาทำงานตามที่ได้เรียนมา ซึ่งเป็นเรื่องการวางนโยบายให้กับภาครัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่ และหากมีโอกาสลงตัวอาจจะเปิดร้าน
เบเกอรี่ของตัวเอง เพราะเธอชอบทำขนมเค้ก เธอบอกว่า ในระยะ 4-5 ปีนี้ เธอวางแผนอนาคตไว้อย่างชัดเจน และคงไม่พลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

พัฒนิดา พุ่มชูแสง ชีวิตนี้ขอสู้เพื่อแม่

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2558 เวลา 14:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1BD5hgz

พัฒนิดา พุ่มชูแสง ชีวิตนี้ขอสู้เพื่อแม่

โดย…พุสดี

ภายนอก มายด์-พัฒนิดา พุ่มชูแสง สาวน้อยที่เรื่องดีกรีความสวยไม่ต้องสงสัย เพราะมีตำแหน่งมิสทีนฯ 2014 การันตี อาจดูเป็นสาวสดใส สมวัย แต่หลังจากได้ลองพูดคุยและทำความรู้จักกับสาวน้อยวัยใสตรงหน้า ถึงได้รู้ว่า จริงๆ แล้วเธอเป็นสาวเซนซิทีฟและรักครอบครัว โดยเฉพาะคุณยาย คุณแม่ และคุณน้าสุดๆ ถึงขนาดพอถามถึงกำลังใจจากครอบครัวที่ทำให้มาถึงจุดนี้ได้ มายด์ถึงกับเล่าด้วยน้ำตาคลอ

ก่อนจะเฉลยว่าทำไมต้องน้ำตาคลอ มารู้จักมายด์ให้ลึกลงไปมากกว่าการเป็นสาวน้อยน่ารักเจ้าของตำแหน่งมิสทีนฯ 2014 กันก่อน ปัจจุบันมายด์ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ เอกสารสนเทศมัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มายด์ บอกว่าสาเหตุที่เลือกเรียนคณะนี้ เพราะมีใจรักด้านคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิม บวกกับคิดว่าการเรียนด้านมัลติมีเดียจะช่วยให้เธอต่อยอดในสายอาชีพได้ไม่ยาก

“มายด์เป็นเด็กสายวิทย์ ชอบพวกฟิสิกส์ ใจจริงอยากจะเรียนด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่มาสอบตรงเข้าที่คณะนี้ได้ก่อน จะยื่นคะแนนแอดมิชชั่น เสียดายที่สุดท้ายไม่สามารถเข้าคณะที่ใจหวัง เลยเบนเข็มมาสู่คณะที่สอบตรงได้ ถามว่าชอบมั้ย ก็โอเคนะ เพราะเราสนใจด้านคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ที่ผ่านมามายด์ชอบแต่งรูปในคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรมโฟโต้ช็อป ไม่ได้แต่งแต่รูปตัวเองนะคะ (หัวเราะ) มายด์จะเอารูปคุณยายคุณแม่ มาตัดต่อ ใส่ในปฏิทิน ทำการ์ดบ้าง ซึ่งคุณแม่คงเห็นว่าเราพอมีหัวทางนี้ ก็เลยส่งเสริมให้เรียนคณะนี้ เพื่อต่อยอดในอนาคต”

มายด์ ยอมรับว่า ตอนตัดสินใจเรียนคณะนี้ ก็ยังไม่มั่นใจว่าใช่สำหรับตัวเธอหรือเปล่า แต่เพราะได้คำปรึกษาจากคุณแม่ที่บอกว่า เรียนคณะนี้สามารถเอาความรู้ไปต่อยอดในวงการสื่อ ทำงานเบื้องหลังได้ ทำแอนิเมชั่นได้ มายด์เลยเริ่มสนใจ

 

“พอได้เข้ามาเรียนจริงๆ สนุกมาก มายด์ได้รู้อะไรเยอะมาก เหมือนเปิดโลก อาจารย์ที่คณะก็ใจดี อาจารย์บอกเสมอว่า ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนให้ถาม อย่าปล่อยไว้ ซึ่งตอนนี้มายด์กำลังสนุกกับการเรียนภาษาซี”

ถามถึงเทคนิคการเรียนของมายด์ ยิ่งตอนนี้ต้องแบ่งเวลาทำงานกับเรียนไปพร้อมกัน มายด์ บอกว่า เน้นตั้งใจเรียนในห้อง ไม่เข้าใจให้ถาม ถ้าไม่กล้าถามอาจารย์ ก็ถามเพื่อนที่รู้ก่อน แต่ถ้าไม่ได้คำตอบค่อยถามอาจารย์

“ส่วนช่วงใกล้สอบ มายด์ชอบนัดติวหนังสือเป็นกลุ่มกับเพื่อน หรือถ้ามีวิชาไหนที่เพื่อนๆ กับเราไม่ค่อยเข้าใจ ก็อาจจะไลน์หาอาจารย์ รบกวนให้ช่วยติว อาจารย์จะใจดีมาก ถามว่าจะมากี่คน มีคนมาบ้าง มายด์ว่าข้อดีของการมาติวเป็นกลุ่ม คือ เหมือนการได้เช็กความรู้ของตัวเองว่าเข้าใจถูกมั้ย บางทีเราเข้าใจแบบนึง เพื่อนเข้าใจแบบนึง พอมาคุยกันแล้วหาข้อสรุปที่ถูกต้องได้ ไม่ว่าเราหรือเพื่อนที่เป็นฝ่ายเข้าใจผิด ก็ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ดีกว่าอ่านหนังสือคนเดียว คิดคนเดียว ผิดหรือถูกก็ไม่รู้”

ถามว่าหลังจากได้รับตำแหน่ง ทำให้มายด์ต้องปรับตัวในด้านการเรียนอย่างไร มายด์ บอกว่า ในเรื่องเวลาเรียนอาจมีกระทบมาก เพราะบางวันต้องไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทางต้นสังกัดจะออกจดหมายให้ มายด์ก็ต้องอาศัยความรับผิดชอบมากขึ้น คอยตามงานที่อาจารย์สั่ง เวลาไม่มีงานก็เข้าเรียน

 

“เรื่องเกรด มายด์ก็อยากทำเกรดดีๆ นะ ยิ่งช่วงปี 1 มายด์ยิ่งอยากทำเกรดให้ดีที่สุด เพราะปี 1 เรียนวิชาพื้นฐานยังง่ายอยู่ ถ้าขึ้นปีสูง เรียนยิ่งยาก เพราะฉะนั้น มายด์คิดว่า เราทำเกรดไว้ให้ดีก่อน พอปีอื่นเกรดแย่ลง ก็ยังเอามาเฉลี่ยกับตอนปี 1 ได้  ที่สำคัญ มายด์อยากเรียนให้จบภายใน 4 ปี หรือเร็วกว่านั้น ถึงอาจารย์จะให้กำลังใจว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนจบภายใน 4 ปีก็ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้มายด์ก็อยากจบพร้อมเพื่อน”

ย้อนกลับมาสู่การคว้าตำแหน่งมิสทีนไทยแลนด์ มายด์ บอกว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ไม่ง่ายเลย ต้องฟันฝ่ากับผู้เข้าประกวดนับพัน แต่มายด์บอกตัวเองเสมอว่า จะทำให้ดีที่สุด

“หนูคิดอย่างเดียวว่า แม่ต้องสบาย กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม่ต้องลำบากมามาก เพราะบ้านมายด์ก็ไม่ได้ร่ำรวย มายด์หวังว่า ถ้าได้มาทำงานตรงนี้ ได้มีโอกาสเข้าวงการ ก็จะมีงาน มีเงินมาช่วยครอบครัว  ตอนมายด์ประกวด มายด์คิดอย่างเดียวว่าอยากทำให้ครอบครัว”

ถามว่าเผื่อใจไว้มั้ย มายด์ ยอมรับว่า ก็มีเผื่อใจไว้บ้าง บอกกับตัวเองว่ามาได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว เช่นเดียวกับอนาคต ใจจริงมายด์ชอบด้านการแสดงและพิธีกร ตอนนี้ก็เริ่มเรียนการแสดง ถ่ายแบบ แต่สุดท้ายถ้าไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ อย่างน้อยวิชาความรู้ที่มายด์เรียนมา มายด์ก็ยังเอาไปใช้ทำงานเบื้องหลังได้ ซึ่งสำหรับมายด์ก็ถือว่าเป็นงานที่รัก

 

‘อยากประสบความสำเร็จต้องอดทนและมุ่งมั่น’ นภศร วงค์จิตต์

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2558 เวลา 12:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1uXkRqF

‘อยากประสบความสำเร็จต้องอดทนและมุ่งมั่น’ นภศร วงค์จิตต์

ดูรูปลักษณ์ภายนอก เนม-นภศร วงค์จิตต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดูเป็นเด็กเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ซึ่งค้านกับภาพลักษณ์การเป็นหนึ่งในศิลปินวงคัพซี ที่ขายความเซ็กซี่ ทำให้ในบางครั้งเธอจะโดโจมตีในแง่ลบไปบ้าง เช่น เซ็กซี่มากเกินไปจนดูไม่เหมาะสม แต่เธอก็อยากขอให้เข้าใจว่า นี่คือผลงานและการแสดงให้เข้ากับคอนเซ็ปต์วงและแนวเพลงเท่านั้น

เจ้าของส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 46 กิโลกรัม นภศร เล่าว่า กว่าที่จะได้มาเป็นศิลปินวงคัพซีเช่นทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เส้นทางการเข้าสู่วงการบันเทิงเริ่มจากงานถ่ายแบบลงในหนังสือ “แคมปัส สตาร์” ของค่ายโมโนก่อน จากนั้นก็มีงานพิธีกรและทำงานเพลงตามมา โดยปล่อยซิงเกิ้ลแรกออกมาได้แก่ “ถอดไม่ถอด”  จังหวะเพลงสนุกๆ เน้นท่าเต้น ที่ฮิตติดหูผู้ฟังเฉพาะกลุ่มแล้ว

“พอมีงานพิธีกรทางผู้ใหญ่ในค่ายเห็นความสามารถ ก็เลยชักชวนให้มาทำโปรเจกต์เกิร์ลกรุ๊ปที่ดูโต เซ็กซี่ เปรี้ยวซ่านิดๆ เพื่อความแตกต่างจากแคนดี้ มาเฟีย ที่เน้นเด็กๆ 13 ปีขึ้นไป หรือจี ทเวนตี้ ที่เน้นสาวแรกแย้ม เนมจึงได้มารวมตัวกับเพื่อนๆ เพื่อทำซิงเกิ้ลภายใต้โมโน ฟูโกะ”

ด้วยไม่คุ้นชินและไม่เคยวาดฝันว่าจะกลายมาเป็นนักร้อง นภศรจึงฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเตรียมทำอัลบั้มนานถึง 2 ปี เพื่อเพิ่มทักษะทั้งท่าเต้น ร้องเพลง และต้องฝึกอย่างเข้มข้น เพื่อก้าวสู่ศิลปินที่มีคุณภาพ

“เนมชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยไปเรียนร้องเพลงจริงจัง แต่เมื่อได้มาอยู่กับโมโน มิวสิค คิดว่าเป็นประสบการณ์และถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ การร้องเพลงเป็นสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่คิดว่าจะได้ทำจริงๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากๆ เคยท้อตอนที่มีเทสต์ร้องเพลง เพราะเวลาโดนคอมเมนต์แรงๆ ก็จะรู้สึกท้อ แต่เพื่อนๆ ทุกคนให้กำลังใจ แล้วก็ผลักดันฝึกร้องเพลงอย่างหนัก ต้องซ้อมร้องเพลงอาทิตย์ละ 4 วัน วันละ 5 ชั่วโมง จากนั้นก็เรียนเต้นพื้นฐาน โดยมีครูจากเกาหลีมาสอนเต้นนานเป็นปี เพื่อปูพื้นฐานไปเรื่อยๆ”

อุปสรรคข้อใหญ่ที่สุดของการจะมาเป็นศิลปิน คือ ความคิดตนเอง เมื่อรู้สึกท้อแล้ว อาจเกิดความรู้สึกไม่อยากทำแล้ว ก็จะหมดกำลังใจ แต่หากลุกขึ้นสู้และกล้าเผชิญ พัฒนาตนเองไม่หยุดนิ่ง ก็จะมีวันที่แข็งแกร่งขึ้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน คือ  ถ้าเราตั้งใจจริงๆ พยายามจริงๆ เราก็น่าจะผ่านพ้นไปได้ พยายามฝึกซ้อม ตอนแรกทุกคนไม่มีพื้นฐานเรื่องร้องเต้นเลย ก็ต้องปูพื้นฐานใหม่หมด”

 

ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่นภศรก็สามารถเรียนได้เกรดเฉลี่ย 2.7 และใกล้จบการศึกษาเร็วๆ นี้ เคล็ดลับเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย และสามารถศึกษาจบพร้อมเพื่อนๆ ก็คือ เข้าเรียนหนังสือทุกคลาส จัดสรรเวลาให้ดีระหว่างเรียนกับทำงาน พยายามขาดเรียนให้น้อยที่สุด มีปัญหาเรื่องเรียนและทำรายงานให้ปรึกษาอาจารย์ และใช่ว่าจะเรียนหนังสือและทำงานแต่เพียงสองอย่าง กิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัย เช่น การเป็นเชียร์ลีดเดอร์เธอก็สนใจและร่วมทำกิจกรรมด้วย

“ตอนเรียนปี 1 พี่ๆ คัดเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้ดี เพราะต้องซ้อมเต้นหลังเลิกเรียนและฝึกเต้นหนักมาก นอกจากได้ทักษะด้านการเต้นแล้ว เนมยังได้เพื่อน ได้มิตรภาพ และอีกมากมาย”

สุดท้ายนี้ นภศรอยากให้กำลังใจน้องๆ ที่อยากเป็นศิลปินนักร้อง ทุกคนมีโอกาสหากไม่รู้สึกท้อเสียก่อน และต้องหมั่นฝึกฝนตนเอง

“น้องๆ คนไหนอยากเป็นศิลปิน เราต้องพยายามมากๆ มุ่งมั่น ฝึกฝนพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ ขอให้อดทน ห้ามท้อ บางคนอยากเป็นจริงๆ ให้ไปประกวดเยอะๆ แต่ถ้าไม่ได้ อย่าเพิ่งท้อ ให้พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ฝึกทักษะเพิ่มทั้งร้องทั้งเต้น แล้วจะดีขึ้นเอง ยิ่งน้องๆ รุ่นหลังๆ ยิ่งมีความสามารถ แค่อายุ 15 น้องๆ ก็เก่งแล้ว ดังนั้นรุ่นพี่ๆ ก็ยิ่งต้องพัฒนาตนเองให้มากขึ้น ปัจจุบันเนมเองก็ยังต้องซ้อมหลังทำงานเป็นประจำ เพื่อซ้อมไปโชว์ตามงานต่างๆ วันละ 5 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 3 วัน ซ้อมให้อยู่ตัว เรื่องนี้ช่วยได้ นอกจากซ้อมเต้นต้องวอร์มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ต้องลดน้ำหนัก บางคนมีวิธีออกกำลังกายต่างหาก ของเนมแค่ซ้อมเต้นอย่างเดียวพอแล้ว เย็นๆ เลิกงานไม่อยากกินก็เลยไม่อ้วนค่ะ ไม่ต้องอดอะไรเป็นพิเศษ”

 

ศลิษา เวทย์นฤมาณ หญิงสาวแสนสวย และฝั่งฝันที่อยากเป็น

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2558 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/339206/ศลิษา-เวทย์นฤมาณ-หญิงสาวแสนสวย-และฝั่งฝันที่อยากเป็น

ศลิษา เวทย์นฤมาณ หญิงสาวแสนสวย และฝั่งฝันที่อยากเป็น

เมื่อแรกเจอหน้าสาวจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่าง จุ๊ยซ์-ศลิษา เวทย์นฤมาณ ความสวยของเธอทำเอาผมอยากเป็นโรคหัวใจเสียดื้อๆ เพราะเธอจะได้รักษาให้หายขาด (ฮา) ในวัย 23 ปี จุ๊ยซ์เองยังคงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อที่จะได้เป็นคุณหมอที่เก่งในอนาคตอันใกล้ และดูเหมือนว่าเธอคงจะเป็นคุณหมอที่ทั้งสวยและฉลาดทั้งยังมีอุดมการณ์อันแรงกล้า ขณะที่นัดกันเธอเองยังหอบหิ้วหนังสือหนังหามาเต็มไปหมด แม้จะเป็นวันอาทิตย์ที่ใครๆ ต่างหยุดเรียน แต่เธอเองก็ยังต้องมาทำงานกลุ่มซึ่งเจ้าตัวพูดติดตลกถึงเรื่องราวในรั้วมหาวิทยาลัยให้ฟังว่า

“ตอนแรกเราก็ไม่ได้มีความคิดเลยว่าจะเรียนหมอนะ แต่พอเห็นเพื่อนรอบตัวเขาดูมุ่งมั่นอยากเป็นหมอกัน เราก็เลยรู้สึกว่าเอ่อ…อาชีพหมอจริงๆ มันก็มีคุณค่ามันมีประโยชน์มากๆ ได้ช่วยเหลือคน ทั้งยังได้เอาความรู้ที่มีมาดูแลพ่อแม่ได้ เราก็เลยตัดสินใจเลือกจะเรียนแพทย์ หลังจากนั้นก็เลยเตรียมตัวสอบเข้าแพทย์ ซึ่งกว่าจะเข้ามาเรียนได้เราก็ตั้งใจอ่านหนังสือหนักทั้งปีเลยนะ แล้วก็มีไปเรียนพิเศษฝึกทำแบบฝึกหัด แล้วก็พยายามสรุปจับเป็นประเด็นๆ เป็นเรื่องๆ และก็จดลงสมุดไว้เอามาอ่านทบทวนอีกรอบ จนสุดท้ายก็สอบติดคณะแพทย์จุฬาฯ อย่างที่ตั้งใจไว้ค่ะ”

สาวสวยเล่าถึงทริกที่เธอใช้ในการเข้าสู่ประตูแห่งโลกของการรักษา เมื่อได้เข้ามาเรียนรู้เธอเองก็ยิ่งมุ่งมั่นมากกว่าเดิม เรียกได้ว่าอ่านหนังสือหนักกว่าเดิมหลายเท่า ชีวิตวันต่อวันผูกติดกับการศึกษา แต่เธอก็ยังยิ้มสู้จนตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 แล้ว เหลืออีกเพียงหนึ่งปีเธอจะได้เป็นคุณหมอสมใจ ซึ่งสาวหน้าหวานคนนี้เล่าถึงเรื่องการเรียนให้ฟังว่า

 

“คือถึงจะเรียนหนักแต่เราก็ต้องหาเวลาคลายเครียดบ้าง ซึ่งต้องแบ่งเวลาให้ได้ อย่างวันหนึ่งเราก็จะตั้งไว้เลยว่าจะต้องอ่านหนังสือกี่บทแล้วเราถึงไปเที่ยวเล่นได้ ก็จะทำให้เราสามารถโฟกัสกับเวลาได้ว่าเราจะใช้มันแบบไหน คือการเรียนแพทย์สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการอ่านหนังสือให้ทัน ให้ครอบคลุมทุกโรคเพื่อที่จะได้รู้ขั้นตอนการรักษา จึงต้องเน้นหนักในเรื่องนี้ อย่างตอนแรกที่เข้ามาเรียนหมอเรารู้สึกเสียดายเวลาของเรานะ เพราะวันๆ ก็จะหมดไปกับการเรียนและการอ่านหนังสือ ก็รู้สึกนะว่าบางทีเราก็อยากไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นบ้าง แต่ที่สุดแล้วเราเลือกมาแล้วเราคงไม่ถอยกลับ และถ้าเราไม่ทำแบบนั้นเราก็จะไม่มีความรู้เพื่อช่วยคนไข้ มันจึงเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เราขยันอ่านหนังสือได้ทุกวัน แล้วในอนาคตก็ตั้งใจไว้ว่า เราจะเลือกเป็นหมอในสายของแพทย์อายุรศาสตร์”

แม้จะดูเหมือนทุกวินาทีของการเรียนสำคัญที่สุด เธอแทบจะขยับตัวทำอย่างอื่นได้ยาก แต่สาวผู้มีรอยยิ้มกระชากใจคนนี้ ก็มีวิธีการจัดสรรเวลาเพื่อบริหารความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ซึ่งสาวจุ๊ยซ์มักจะผ่อนคลายความเครียดด้วยการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่ง เครียดเมื่อไรเป็นต้องใส่รองเท้าออกไปลุย นอกจากนั้นเธอเองยังแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อสังคมอีกมากไม่ว่าจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของทางคณะ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มตัวแทนนิสิตและผู้อัญเชิญพระเกี้ยว ประจำงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 67 นี่ยังไม่หมด เธอยังโดดไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อย่างเป็นพรีเซนเตอร์ในกิจกรรมต่างๆ ล่าสุดก็รับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับงาน“100 ปี แพทย์จุฬาฯ” งานใหญ่ที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาดูกิจกรรมต่างๆ และให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องทางการแพทย์ทั้งในการรักษาและการเรียนการสอน

 

ทั้งหมดอาจเป็นสาเหตุให้เธอเองดูยุ่งๆ อยู่ตลอดเวลา แต่จุ๊ยซ์กลับบอกว่าทำแล้วรู้สึกสนุก เป็นการผ่อนคลายรูปแบบหนึ่งในชีวิตของสาวเนิร์ดบ้าพลัง ก่อนที่เจ้าตัวจะฝากถึงน้องๆ ที่เตรียมตัวสอบเป็นคุณหมอให้ฟังด้วยใบหน้าที่ดูจริงจังในน้ำเสียงจริงใจว่า…

“อันดับแรกเราอยากให้น้องๆ ที่อยากเรียนแพทย์ถามตัวเองก่อนว่า พร้อมกับการเสียสละไหม ทั้งเวลาส่วนตัวและเวลาให้ครอบครัว คือการเป็นหมอมันไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่ทุกคนคิด เอาแค่ตอนเรียนเราก็ต้องเสียเวลาอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น เรียนหนักถึง 6 ปี พอจบไปก็ทำงานต่างจังหวัดทำงานหนักแล้วไม่เป็นเวลา และจะต้องพบกับเรื่องของความเสียใจอยู่ตลอด เพราะต้องอยู่กับความตายทุกวัน ถ้าทำใจยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ เราก็จะพบข้อดีของการเสียสละ คือการเป็นหมอมันเหมือนเราได้ทำบุญทุกวันเพราะเป็นการได้ช่วยเหลือคน ซึ่งมันมีค่ามากกว่าเรื่องของรายได้ คือในทุกวันนี้อาชีพแพทย์คนมองว่าเป็นเรื่องของธุรกิจไปแล้ว แต่จริงๆ มันไม่ใช่เลยว่าเป็นเพราะอยากมีเงินเยอะๆ เราถึงเลือกเรียนหมอ ถ้าเป็นแบบนั้นเราเลือกเรียนด้านธุรกิจ
ดีกว่า ไม่ต้องเสียสละอะไรมากมายแบบนี้ด้วยว่าไหมคะ”

สาวเจ้าหัวเราะเมื่อพูดจบ ซึ่งก็จริงของเธอ หากไม่มีใจเสียสละแล้วคำว่าวิชาชีพหมอคงไม่น่าภาคภูมิเช่นนี้

 

ดาวอารมณ์ดี จรีรัตน์ เพชรโสม

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2557 เวลา 00:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/16VWkHu

ดาวอารมณ์ดี  จรีรัตน์ เพชรโสม

ผู้หญิงสวยไม่จำเป็นต้องขาวใส อ่อนโยนเสมอไป แต่ความมั่นใจและการมองโลกในแง่ดีก็มีส่วนทำให้ผู้หญิงทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในพิมพ์นิยม ฉายแววความสวยที่โดดเด่นและแตกต่าง สิ่งเหล่านี้เรารับรู้ได้จากน้องใบตอง-จรีรัตน์ เพชรโสม นักศึกษาชั้นปี 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชานิเทศศิลป์ สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 เธอคนนี้มีดีกรีเป็นผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ในการประกวดพรีเซนเตอร์ รถโตโยต้า ยาริส ซึ่งเราเชื่อว่าหากคุณได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอไม่เกิน 5 นาที เธอจะเปิดหัวใจคุณให้ยอมรับเธอเป็นมิตร และนำเราเข้าสู่โลกอันแสนซื่อ และตรงไปตรงมา อย่างที่หาไม่ได้จากคนไหน

น้องใบตองบอกกับพี่ๆ ว่า สิ่งที่เป็นอยู่ในเวลานี้น่าจะเริ่มต้นจากการถามตัวเองว่า แท้จริงแล้วความสุขของเราคือการทำอะไร

“ก่อนที่จะสอบเข้าเรียนต่อที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง ก็ดูไว้หลายคณะเหมือนกัน แรกๆ ก็หาคำตอบกับตัวเองไม่ได้ว่าความงามสุขที่แท้จริงที่เราอยากจะทำคืออะไรกันแน่ นอกจากพูดเก่งอย่างเดียว แต่ตอนที่พี่สาวเรียนอยู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร ก็ได้มีโอกาสเข้าไปหาพี่สาวบ่อย ทำให้เราชอบบรรยากาศ ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องของที่นี่

เธอบอกว่า ชอบ ขนาดฝันว่าต้องเรียนที่ลาดกระบังให้ได้ และดูว่าเราจะเรียนอะไรที่ลาดกระบังได้บ้าง ตอนแรกอยากจะเรียนต่อด้านสังคมสังเคราะห์กับโบราณคดี เพราะตอนเรียนมัธยมฯ ก็ทำงานเป็นมัคคุเทศก์ให้กับจังหวัด ในกลุ่มสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร ได้พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องการฝึกพูดตั้งแต่ตอนนั้น

 

“ความรู้สึกเราก็เลยรู้สึกชอบงานที่ได้ทำงานร่วมกับคนอื่น และทำให้คนอื่นมีความสุขกับสิ่งที่เราทำ สุดท้ายเราก็เลือกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชานิเทศศิลป์ สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ เพราะเป็นงานที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุขกับผลงานที่เราสร้างขึ้นมา”

ใบตอง เล่าถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยต่อจากนั้นว่า เรียนยากมาก ปีแรกได้เกรดไม่ค่อยดี แต่ก็อยากทำให้พี่สาวเราภูมิใจในผลการเรียน เพราะมีสัญญาเรื่องผลการเรียนกันไว้ แม้พี่สาวจะไม่ได้ตั้งไว้สูงมาก แต่พี่สาวกับคุณแม่ก็เป็นคนส่งเงินให้เรียน ก็อยากทำให้ท่านภูมิใจ แต่ถามว่าท้อไหม เธอบอกเลยว่าไม่ท้อ เพราะสนุกกับการเข้ากิจกรรมตลอด เรียนยากแค่ไหนก็เลยไม่เครียด เพราะเวลารุ่นพี่ถามว่ามีกิจกรรมมาให้ทำ ก็ยกมือหมดทุกกิจกรรม (แล้วใบตองก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดีมากๆ)

“ส่วนเรื่องการเรียนคิดว่า ไม่ว่าเราจะเรียนอะไรมา พอเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยทุกอย่างจะเริ่มต้นจากศูนย์หมด การเรียนสำหรับใบตองจึงยากมาก และถ้าเราไม่มีความพยายามความยากมากก็จะกลายเป็นยากมากๆ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ยากเกินความพยายามของเรา ด้วยการปรับวิธีการเรียนใหม่ให้เรามีผลการเรียนดีขึ้น อย่างวิชาปฏิบัติที่เราไม่ถนัด อย่างการดรออิ้ง พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็ผ่านไปด้วยดี แต่วิชาทฤษฎีที่เราสามารถทำเกรดได้ก็มุ่งให้เต็มที่

“อีกอย่างวิชานิเทศศิลป์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษารากเหง้าของภาพยนตร์ว่า เกิดขึ้นมาจากการสร้างสรรค์งานศิลปะเหมือนกัน แต่เป็นศิลปะในหลายๆ แขนงมาประกอบกันเป็นภาพยนตร์ ช่วยให้ความบันเทิงกับคน และเราจะได้เรียนตั้งแต่พื้นฐานเบื้องหลังทั้งหมดก่อนจะออกมาเป็นภาพยนตร์ เป็นวิชาที่ให้ความสุขกับคนอื่น แม้ยากแค่ไหนเราจึงมีความสุขที่ได้เรียน”

เราถามใบตองต่อไปว่า แล้วการประกวดพรีเซนเตอร์ โตโยต้า ยาริส ล่ะ สาวน้อยตอบอย่างอารมณ์ดีว่าการเรียนที่นี่เริ่มมาจากสิ่งที่ชอบ แต่การประกวดพรีเซนเตอร์ โตโยต้า ยาริส เริ่มมาจากความอยากได้รถ เพราะมีความจำเป็นต้องใช้รถขับมาเรียน ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้เข้าวงการบันเทิง แต่ยอมรับว่าหลังจากเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ชีวิตก็เปลี่ยน  สิ่งที่ได้กลับมาก็คือเรื่องงาน เวลามีงานแคส
สปอตโฆษณาของโตโยต้าก็จะได้โอกาสมากกว่าคนอื่นที่ไม่ได้เข้าประกวด มีงานถ่ายแบบ งานพิธีกร ล่าสุดก็เป็นพิธีกรรายการ GO ซึ่งเป็นรายการนำเที่ยวทางช่องยูทูบ iHereTV ทำให้เราได้รู้แนวคิดวิธีการทำงาน มีรายได้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน

นอกจากนี้ ใบตองยังบอกกับเราอีกว่า เวลาสิ่งที่ได้จากการทำงาน ก็คือ แนวคิดในการทำงานและการใช้ชีวิต เวลาที่เจอปัญหาอย่างเรื่องการเรียนที่ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง ก็ต้องหาความรู้จากคนที่มีประสบการณ์ที่สามารถสอนเราได้ หรืออย่างในการทำงานก็ต้องใช้ไหวพริบในการสื่อสาร โดยเฉพาะเรื่องการพูดกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องใช้ความรู้และไหวพริบเชื่อมความกับคนเหล่านี้ที่ทำงานด้วยกัน แต่ที่สำคัญก็คือการพยายามอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด โดยยึดสิ่งเดียวคือเป้าหมายในชีวิต

“เป้าหมายในชีวิตสูงสุดตอนนี้ คือ ความฝันที่เราอยากจะทำให้ครอบครัว คุณแม่ และพี่สาว กลับมาอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องรวยมีเงินหลายๆ ล้านก็ได้ แค่เรากลับมาอยู่ด้วยกัน ถือว่าเป็นความฝันสูงสุดของเราแล้ว ถึงมีเงินเป็นร้อยล้านแต่กลับบ้านมาไม่มีใครให้กอด มันเป็นความสุขของเราคนเดียว ที่ไม่เท่ากับการเห็นคนที่เรารักมีความสุข” ใบตองทิ้งท้ายอย่างน่าคิดภายใต้สีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ยังมีความจริงจังและจริงใจซ่อนอยู่ในทุกคำพูดของเธอ

 

คิดอย่างเป็นระบบแบบ ‘แทนพงศ์ ตัณศลารักษ์’

Published มีนาคม 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2557 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/ดาวมหาวิทยาลัย/336844/คิดอย่างเป็นระบบแบบ-แทนพงศ์-ตัณศลารักษ์

คิดอย่างเป็นระบบแบบ 'แทนพงศ์ ตัณศลารักษ์'

“วิศวกรรมศาสตร์ทำให้ผมคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ” แทนพงศ์ ตัณศลารักษ์ หนึ่งในตัวแทนนิสิตและผู้อัญเชิญพระเกี้ยว ประจำงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70 (CU Coronet) บอก

หลังจากเรายิงคำถามไปว่าทำไมจึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชายหนุ่มวัย 22 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 วิศวกรรมอุตสาหการ บอกว่า ประสบการณ์จากการเป็นประธานนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทำให้เขาได้สัมผัสกับงานหลายรูปแบบ แล้วพบว่าการทำงานที่เป็นระบบ ทำให้ประหยัดเวลาและทำให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงคิดว่าวิศวกรรมศาสตร์ตอบโจทย์เรื่องความเป็นระบบและนำไปใช้งานด้านอื่นๆ ได้ด้วย ประกอบกับการมีพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์อยู่แล้ว จึงทำให้การตัดสินใจเรียนด้านนี้ง่ายขึ้น

“ตอนแรกก่อนสอบผมลังเลว่าจะเลือกคณะบัญชีฯ บริหารดีไหม แต่ว่าพี่สาวเรียนคณะนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงคิดว่าน่าจะเรียนต่างออกไปเพื่อให้คนในครอบครัวมีองค์ความรู้และวิธีคิดที่หลากหลาย เผื่อที่จะนำไปใช้กับธุรกิจครอบครัวในอนาคตได้ เพราะงานอุตสาหการก็เป็นเชิงบริหารเหมือนกัน แต่ก็มีความรู้เชิงวิศวกรรมด้วยจึงตัดสินใจเรียนคณะนี้

“การเรียนมหาวิทยาลัยต่างจาก ม.ปลายมาก ผมว่าเราต้องเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนสอบเป็นเดือนๆ เพราะเรียนค่อนข้างยาก ประกอบกับผมทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็เลยยิ่งต้องบริหารเวลาให้ดี เมื่อปีที่แล้วได้รับคัดเลือกให้เป็น CU Coronet ซึ่งเป็นตัวแทนนิสิตในจุฬาฯ ในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานฟุตบอลประเพณี เช่น งานบำเพ็ญประโยชน์ งานพิธีการในงานฟุตบอลประเพณีก็จะมีอัญเชิญพระเกี้ยว อัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทาน อัญเชิญป้ายมหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากงานฟุตบอลประเพณีมีการเลื่อนมา 1 ปี ปีนี้ตัวแทนนิสิตจึงมีทั้งหมด 24 คน เราจะทำหน้าที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อปฏิสัมพันธ์กัน ปกติก่อนงานฟุตบอล 1 สัปดาห์เราจะมีการจัดงานเลือดไม่แบ่งสีคือ การบริจาคเลือดให้กับสภากาชาดไทย ซึ่งครั้งนี้จะจัดงานวันที่ 1 ก.พ. 2558 และงานฟุตบอลประเพณีฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 7 ก.พ.ปีหน้า”

นอกจากการเรียนที่ค่อนข้างหนัก และกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่ตารางแน่นเอี๊ยด แต่งานอดิเรกของหนุ่มคนนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

“ผมเปิดอินสตาแกรมรีวิวอาหารชื่อ KINLAG (กินแหลก) เปิดมาหนึ่งปีแต่ทำจริงจัง เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้มีผู้ติดตาม 28,000 คน ผมเป็นคนที่ชอบกินจึงทำไอจีนี้ขึ้นมา ซึ่งคอนเซ็ปต์ของกินแหลกไปชิมอาหารที่เราอยากจะแนะนำ ถ่ายรูปเองก็มีมือถือและกล้องดิจิทัลหนึ่งตัว ผมจะไม่บอกร้านที่เราไปว่าทำรีวิวอาหารอยู่ คนอ่านก็จะได้ทัศนะจากผมเต็มๆ ไม่ได้อวยเกินไป แรกๆ ก็อยากแชร์ แต่พอมีคนติดตามเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็คิดว่าน่าจะทำให้เป็นกิจลักษณะ และน่าจะต่อยอดต่อไปให้เป็นคอมมูนิตี้ของคนชอบกินที่ใหญ่ขึ้นหลังจาก เรียนจบ”

เคล็ดลับการเรียนและทำกิจกรรมของแทนพงศ์เป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือตั้งใจทำทุกอย่างให้เต็มที่เพื่อที่จะไม่กลับมาเสียใจภายหลัง

“การเรียนก็ต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนจะมีการสอบ ถ้ามีเวลาว่างก็จะอ่านหนังสือเรื่อยๆ ถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจก็จะถามในห้องและต้องจดไว้กันลืม ส่วนกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยก็จะทำเต็มที่เช่นกัน งานของกลุ่มตัวแทนนิสิตฯ จะเยอะและต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก มีปัญหาบ้างเป็นปกติของการทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ก็จะมีเรื่องความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ข้อดีคือเราได้แชร์ประสบการณ์ความคิดเห็นที่แตกต่างของแต่ละคนและนำมาใช้ในงานได้ดี”

แทนพงศ์ บอกว่า การเข้ามาเป็นตัวแทนนิสิตถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ทดลองทำกิจกรรมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทำให้ค้นพบศักยภาพด้านอื่นที่ก่อนหน้านี้ไม่มี คือได้ฝึกวางแผนงาน ทำให้มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและสามารถนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต

“เราพยายามดึงข้อดีของแต่ละคนออกมา ผมเป็นคนที่พูดตรง แล้วก็เป็นคนที่คิดเป็นระบบ ก็จะนำทักษะเรื่องความเป็นระบบของวิศวกรรมมาใช้ในการวางแผนก่อนจะทำงาน เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดและเพื่อให้ใช้เวลาน้อยที่สุดด้วย

หนึ่งใน CU Coronet ทิ้งท้ายว่า “ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็วางแผนไว้ว่าหลังเรียนจบก็อยากจะทำงานก่อนสัก 1 ปี เพื่อดูว่าตัวเองชอบงานสไตล์ไหนจะต่อยอดกินแหลกไปอีก อาจจะทำเป็นเว็บไซต์ หรือว่าทำให้ขยายวงกว้างมากขึ้น ต่อยอดแต่จะคงคอนเซ็ปต์ว่าไม่รับเงินจากร้านอาหาร เราอาจจะแบ่งเนื้อหาเป็นสัดส่วนระหว่างรีวิวและโฆษณาให้แยกจากกันชัดเจน ตั้งใจจะเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แล้วในปีต่อไปอาจจะเรียนต่อด้านการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ”

 

คิดบวก เพื่อการทำงานเป็นทีม ‘อนุชา ทรัพย์แตง’

Published ธันวาคม 18, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2557 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/D8OWTi

คิดบวก เพื่อการทำงานเป็นทีม 'อนุชา ทรัพย์แตง'

เราไม่ได้เป็นคนเลือกงาน แต่งานต่างหากที่เลือกเรา เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งใจที่จะฝึกตัวเอง ขยันและถีบตัวเองอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสจากผู้ใหญ่หยิบยื่นมาให้ ไม่ว่าจะงานไหนๆ เข้ามาเราก็ต้องรีบไขว่คว้าและทำมันให้ดีที่สุด” คือหลักในการดำเนินชีวิตฝึกงานของหนุ่มนักศึกษาที่กำลังอินกับช่วงฝึกงาน “เม่น” อนุชา ทรัพย์แตง นักศึกษาชั้นปีที่ 4คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการอาคารและทรัพยากรกายภาพ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่ตอนนี้ในโค้งสุดท้ายก่อนเรียนจบกำลังฝึกทำงานอยู่ที่หน่วยงาน BIM (Building Information Management) นอกจากนั้นแล้วยังเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของสถาบันอีกด้วยคณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการอาคารและทรัพยากรกายภาพ ใครฟังแล้วก็ขมวดคิ้วกันทั้งนั้น หนุ่มน้อยหน้ามน เม่นเล่าที่มาที่ไปว่าให้ฟังอย่างยิ้มแย้มว่า คณะค่อนข้างใหม่ เลือกเรียนคณะนี้ก็บอกตรงๆ ว่าเด็กนครปฐมพอเรียนจบมัธยมก็อยากจะหาทุนเรียน เลยตั้งใจเดินทางเข้ามาที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ตามที่มีคนแนะมา

“ตอนแรกก็จะเรียนบริหารธุรกิจครับ เพราะว่าคณะนี้ในสถาบันนี้วิชาค่อนข้างแข็งพอสมควร แต่ตัวเองก็ยังไม่ค่อยชอบเท่าไรนักจึงตัดสินใจมาดูที่สถานที่จริงเลยดีกว่าเผื่อจะมีคณะอื่น เดินทางมาคนเดียวเลยครับ แล้วก็มาเจอพี่ที่สำนักกิจการนักศึกษาเขาแนะนำให้ว่ามีคณะเปิดใหม่ เป็นคณะวิทยาการจัดการ ตอนแรกผมก็ลังเลระหว่างนิเทศศาสตร์กับบริหารธุรกิจ แต่ที่ผมเลือกการจัดการอาคารก็เพราะว่าพ่อผมทำงานเป็นผู้รับเหมาเฟอร์นิเจอร์ บ้านทั่วไป ทาสีบ้าน ตั้งแต่เกิดผมอยู่กับพ่อ อยู่กับสิ่งพวกนี้ตั้งแต่เกิดแล้ว ก็เลยเดินทางสายนี้ดีกว่า

สาขาที่ผมเลือกเรียน คือเรียนเพื่อไปเป็นผู้จัดการอาคาร ถ้าจะพูดแบบชัดเจนก็คล้ายๆ นิติบุคคล โดยรวมก็บริหารอาคารตึกใหญ่ อาคารสูง ส่วนมากก็จะอยู่ในฝ่ายบริหารอาคาร” อนุชา เล่าพลางไม่ลืมรอยยิ้มซึ่งดูให้เขามีบุคลิกที่เข้ากับคนง่ายสมกับหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของสถาบัน

การเรียนเป็นรุ่นแรกของสาขานี้ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สาขาที่เพิ่งเปิดใหม่อีกด้วย อนุชามีเพื่อนร่วมรุ่นเพียง 12 คน และเนื่องจากคนน้อยจึงทำให้ทุกคนสนิทกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเม่นก็อายุน้อยที่สุดในบรรดาเพื่อน 12 คน เมื่อมีปัญหาทางด้านการเรียนเขาก็จะอาศัยวิธีการถาม

“เพื่อนอายุ 23-24 ปี กันหมดแล้วครับ บางคนก็ซิ่วมาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ ผมอายุ 21 ปีอยู่กับเพื่อนที่โตกว่าก็ต้องบิลต์ตัวเอง เมื่อเจอปัญหาทางด้านการเรียนผมจะใช้วิธีตามเพื่อนครับ แล้วถ้าไม่ได้ตรงไหนจริงๆ ก็จะถามอาจารย์ เรียนไปก็ถามไปเพราะว่าเป็นคนชอบถาม (ยิ้มน่าเอ็นดู๊) ก็รู้ตัวเองครับว่าตัวเองคิดช้ากว่าคนอื่น(หัวเราะ) อาศัยถามไว้ก่อน แล้วยิ่งอยู่ตัวคนเดียวด้วย เป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยต้องพยายามใฝ่รู้” อนุชา บอก

วิชาที่ชอบที่สุด คือ วิชาโกะ น่าแปลกใจกันเล็กน้อยว่ามีวิชาแบบนี้ด้วยหรือ วิชาโกะคือการเล่นหมากล้อม อนุชา บอกชอบและทำได้ดีเพราะมันฝึกให้สมองเราได้คิด รู้จักกลยุทธ์การวางแผน สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

“หลักสูตรของที่นี่จะฝึกงาน 3 เดือนแล้วกลับมาเรียน 3 เดือน วนไปแบบนี้ เมื่อตอนปี 1จะเป็นการเรียนเหมือนมหา’ลัยอื่นๆ ทั่วไป ผมเริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 2 เทอมต้นครับ ตอนแรกก็ลงเซเว่น 3 เดือน ผมลงแถวบ้านโป่งครับ สาขาสาระศิลป์ หน้าที่คือเป็นพนักงานทั่วไป ทั้งขาย กวาดพื้นถูพื้น จัดสต๊อก ส่งของ เติมของ สั่งของ อย่างเช่นผลัดเช้าปกติจะเข้า 6 โมงเข้า เลิกบ่าย 3 โมงครึ่ง แต่ส่วนมากก็จะเลิก 6 โมงเย็นทุกครั้ง มันต้องรอคนมาต่อผลัด ไม่งั้นก็ขาดคน การทำงานเซเว่นสำหรับผมมันฝึกในการทำงานร่วมกัน  ความอดทน การทำงานเป็นทีม แล้วก็ฝึกการคิดบวก คิดบวกนี่เป็นหลักเลยนะครับ ถ้าไปอยู่กับเขา เราเข้ากับเขาไม่ได้ เราคิดลบกับเขา อยู่กับเขาไม่ได้หรอกครับ ทำงานต้องมีความสุขถึงแม้จะเหนื่อย เราก็ต้องบิลต์ไปกับมันเราต้องกระตุ้นตัวเองตลอด จากนั้นพอปี 2เทอมปลายก็ได้ฝึกงานในสายงานที่ตัวเองเรียน คือเกี่ยวกับบริหารจัดการอาคาร มันก็ทำให้ได้เห็นภาพในสิ่งที่เราเรียนได้ชัดขึ้น”

จากปี 2 มาถึงจนปี 4 ผ่านการฝึกงานมาหลายครั้ง จากพนักงานเซเว่นมาเป็นหนุ่มออฟฟิศ เม่นบอกว่ามีความแตกต่างกันมาก การทำงานในออฟฟิศมีการแข่งขันสูง และตัวเขาก็ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

“ผมฝึกงานอยู่หน่วยงาน BIM (Building Information Management) เป็นหน่วยงานใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการสร้างโมเดลร้านเซเว่น ปกติมันเป็น 2D แต่ที่ผมทำเป็น 6D โดยหน่วยงานนี้สามารถกรอกรายละเอียดของอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดได้ เราสามารถคลิกเข้าไปแล้วรู้เลยทั้งหมด มันจะเกี่ยวในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สิน จัดการอาคาร มันครอบคลุมได้ทุกอย่าง มันก็จะตรงกับสายงานผมด้วย ตอนนี้ฝึกปั้นโมเดล ปั้นเฟอร์นิเจอร์ มันมีอยู่ 3 หน่วยงาน คือ ระบบก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ ผมอยู่ในหน่วยงานของเฟอร์นิเจอร์ครับ เพราะว่าพ่อผมทำเฟอร์นิเจอร์ ผมชอบ แล้วมันเป็นความบังเอิญ การได้ฝึกงานเยอะแบบนี้ก็ทำให้เรามีประสบการณ์ มีโอกาสได้ทำงานกับผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย รู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเมื่อเราเจอปัญหาหน้างานแล้ว ไม่ใช่ว่าเรามองแค่หน้างานเท่านั้น แต่เราสามารถมองไปถึงตัวองค์กร”

ตะวัน วิหครัตน์ หนุ่มเศรษฐศาสตร์ ภาคบันเทิง

Published ธันวาคม 18, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2557 เวลา 14:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/TWA0MI

ตะวัน วิหครัตน์ หนุ่มเศรษฐศาสตร์ ภาคบันเทิง

ตี๋อินเทรนด์ หน้าใสกิ๊ก เริงร่า พูดจาน่าฟัง เสน่ห์ร้ายที่มัดใจคนรอบข้าง รอยยิ้มและแววตาสื่อประกายถึงความเป็นหนุ่มขี้เล่นได้ชัดแจ๋ว

“เต” ตะวัน วิหครัตน์ นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้มข้นกับการเรียนปีสุดท้าย คู่ขนานไปกับการรับงานพิธีกรไฟว์ไลฟ์ เฟรช ทางช่องแบง แชนแนล (2 ทุ่ม-4 ทุ่ม จันทร์-ศุกร์)

ตอนปีหนึ่งเตมีโอกาสร่วมกิจกรรมประจำปีที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นส่วนหนึ่ง ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68 โดยเตรับหน้าที่เป็นจุฬาฯ คทากร
ฝ่ายชาย เดินนำริ้วขบวนเกียรติยศเข้าสู่สนาม

หลังจบฟุตบอลประเพณีเตเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะดาวเด่นของคณะ กระทั่งมีงานบันเทิงเข้ามาให้เขาได้ทดสอบฝีมืออยู่ไม่ขาด ล่าสุด ด้วยความเป็นหนุ่มไฟแรง ชื่อของเตก็ไปติดโผ 50 หนุ่มคลีโอ 2014 แม้เขาจะไม่ได้คว้ารางวัลใดๆ ทว่านั่นก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือหนุ่มน่าจับตามอง

ขณะที่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเตแบ่งเวลาได้ลงตัว เรียนต้องมาก่อน งานบันเทิงไว้ทีหลัง มุ่งมั่นและทุ่มเท เพราะเป็นคณะที่เขาบอกว่าชอบและใช่ เรียนแล้วมีความสุขที่สุด

“ตอน ม.ปลายผมเรียนสายวิทย์มาครับ เรียนพิเศษก็เรียนหนักเลย ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เรียนหนักครับ คือผมเป็นคนที่ไม่อยากเสียของ รู้สึกเสียดาย ผมก็เลยเลือกวิทยาศาสตร์ เคมี ที่จุฬาฯ นี่ละครับ พอเรียนแล้วมันไม่ชอบเรียนได้ปีเดียว ผมก็ขอย้ายมาเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะรู้สึกว่าใช่มากกว่า หนึ่งปีที่เสียเวลาไป ผมไม่เสียดาย หรือเสียใจเลยครับ เพราะถ้าเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ มันก็จะไม่มีความสุขหรอกครับ สู้เรียนสิ่งที่อยากเรียนดีกว่าครับผมว่าเศรษฐศาสตร์นี่ละครับคือสิ่งที่ผมชอบและใช่สำหรับผม”

เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมคือสาขาที่เตเลือกเรียน ว่าด้วยเชิงนโยบายการลงทุนและการแข่งขันในโลกอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เขาว่าสาขานี้อาจจะไม่ใช่สายอาชีพเฉพาะทางเหมือนแพทย์ หรือครู
แต่กลับมีความน่าสนใจตรงที่ท้าทายให้ผู้เรียนต้องเข้าใจศาสตร์ของการวิเคราะห์

“ผมเคยผ่านอะไรยากๆ มาแล้ว ตอนเรียนวิทยาศาสตร์ เคมี ยากมากครับ พอย้ายมาเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็คิดว่าคงง่าย แต่เอาเข้าจริง เศรษฐศาสตร์เรียนยากกว่าที่คิดไว้นะครับ ไม่ง่ายเลย อย่างผมเรียนวิชาเลือกภาษาพม่าของอักษร มันก็ยากนะ ตอนแรกยังคิดว่าอักษร นิเทศ หรือสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ไม่น่าจะเรียนยาก พอมาเรียนภาษาพม่า ทำให้รู้เลยว่าแต่ละสาขาก็มีความยากต่างกันครับ
ยากคนละแบบ”

เคล็ดลับเรียนเศรษฐศาสตร์ให้ได้ดี เตเผยว่าเก่งวิชาการในตำราอย่างเดียวไม่พอ ความรู้รอบตัวสำคัญอย่างยิ่งยวด อะไรเกิดขึ้น โลกหมุนไป ผู้เรียนเศรษฐศาสตร์ต้องหมุนตาม ไม่ทันก็เท่ากับตกขบวน

“ทุกอย่างมันลิงก์กันหมดเลยครับ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ มันเกี่ยวข้องกัน รู้อย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ข่าวสารก็ต้องอัพเดทครับแต่ก่อนผมก็ไม่สนใจนะครับ ตอนนี้ไม่ได้ละ ต้องติดตามความเคลื่อนไหวว่าใครทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้น ที่ไหนเป็นยังไง รู้เขารู้เรา”

ส่วนตัวเตนั้นเขาเป็นคนที่ชอบ ถึงขั้นหลงใหลอุปกรณ์ไอที หรือแกดเจ็ต ความชอบและความหลงใหลที่เขามีก็ไม่ใช่แค่หนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งทั่วไปเป็นกัน แต่เขายังต่อยอดกับสิ่งที่มีอยู่ให้ออกดอกผลเป็นเม็ดเงิน ซื้อมาขายไป ไม่ก็รับจ๊อบพิเศษ

“ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้วละครับที่ผมเริ่มสนใจกล้องถ่ายรูปผมชอบผมก็จะเก็บเงินซื้อเอง อย่างกล้องถ่ายรูปนี่ ผมตัดสินใจซื้อไม่ใช่แค่อยากได้ แต่ผมก็คิดต่อยอดว่าซื้อมาแล้วจะทำอะไรกับมันได้บ้าง เอาไว้ถ่ายเล่น ก็ไม่ใช่ละ ผมก็เลยคิดว่าต้องรับถ่ายรูปสิถึงจะคุ้มค่า พอมีคนเห็นว่าผมรับถ่ายรูปก็มีคนมาจ้าง ผมว่าการที่ผมชอบ หรือสนใจของพวกนี้ทำให้ผมเป็นคนที่รู้จักวางแผน รู้จักใช้เงิน รู้จักต่อยอด บางชิ้นผมก็ซื้อมาขายไป บางชิ้นก็ซื้อมาเก็บ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่านี่คือคุณสมบัติของนักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่านะ

จ๊อบพิเศษจะมีเยอะตอนงานรับปริญญาครับ ถ้าไม่ติดงานพิธีกรผมก็รีบรับเลย บางทีเยอะจนรับไม่ไหว หลังๆ มาการตั้งราคาต่อหนึ่งจ๊อบผมจะรับงานเดียว ราคาแพงหน่อย แต่เต็มที่กับงานกับคนจ้าง ดีกว่ารับหลายงาน ราคาถูก แต่ไม่เต็มที่กับงานกับคนจ้าง”

เช่นเดียวกับการรับงานบันเทิง เตยังยึดหลักเดียวกัน คือไม่รับแหลกจนเกินกำลังตัวเอง ที่สำคัญต้องเต็มที่เพื่อจะได้เนื้องานที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

ถามถึงแผนชีวิตในอนาคต เตย้ำเสียงเข้มว่าอยากนำวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาไปใช้ได้จริงหลังจากหาประสบการณ์พอประมาณ เขาก็จะเรียนต่อปริญญาโทในสายเฉพาะทาง ขณะเดียวกันงานบันเทิงก็ยังไม่ทิ้งไปซะทีเดียว ถ้ามีจังหวะและโอกาสเขาก็พร้อมโชว์ความสามารถ

อัชญา จุลชาต เรียนให้ดีกิจกรรมต้องเลิศ..

Published ธันวาคม 18, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2557 เวลา 14:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/wpxaU6

อัชญา จุลชาต เรียนให้ดีกิจกรรมต้องเลิศ..

วันนี้มีนัดกับน้องอุ้มอิ้ม-อัชญา จุลชาต  กำลังเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ

เธอเป็นสาวผอมสูงหน้าสวยคม มีดีกรีเป็นดาวคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เข้ารอบประกวดดาวมหาลัย เพื่อชิงตำแหน่งถือพระธรรมจักรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ช่วงต้นปีหน้า นอกจากนี้ยังเข้ารอบสุดท้ายในการสมัครเป็น TU แอมบาสซาเดอร์ เพื่อเป็นผู้เผยแพร่กิจกรรม

เรียนก็ดีกิจกรรมก็เด่น…

อย่างที่บอกแต่แรกว่า น้องอุ้มอิ้มเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม สมัยเรียนที่ราชินีเธอก็อยู่ชมรมนาฏศิลป์  เป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดรำไทยอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังเล่นกีฬาตีกอล์ฟตอนเรียนมัธยมต้น  จนเป็นแชมป์เยาวชนกอล์ฟจูเนียร์เวิลด์ แต่ตอนนี้เล่นน้อยลงเพราะมีกิจกรรมที่มหาลัยให้ทำเยอะเลยไม่ค่อยมีเวลา

เลือกสิ่งที่ชอบ ทำสิ่งที่ใช่…

เธอจบมัธยมปลายที่โรงเรียนราชินี ตอนอยู่ชั้น ม.5 เธอได้ทุนเอเอฟเอสไปเรียนที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาเรียน ม.6 จนกระทั่งสอบเข้าที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เพราะมีความฝันอยากจะทำงานด้านสังคมในเชิงนโยบายที่สหประชาชาติ  เธอเล่าว่าก่อนหน้านั้นเธอสอบตรงติดที่คณะศิลปกรรม เอกการแสดง ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกับที่มหาวิทยาลัยมหิดล  แต่ด้วยความมุ่งมั่นว่าอยากทำงานที่ยูเอ็นจึงสละสิทธิ ทั้งสองที่เพื่อมาสอบตรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อุ้มอิ้ม บอกว่า การที่ได้ไปเรียนต่างประเทศก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ไม่ได้แค่ฝึกภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่ยังได้ฝึกการใช้ชีวิต การต้องดูแลตัวเอง การมีระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา เพราะเวลาอยู่ที่บ้านมีพี่เลี้ยงมีคุณแม่คอยดูแลใกล้ชิด ก็อาจจะทำอะไรด้วยตัวเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ไปต่างประเทศนั้นต้องทำเองทุกอย่างไม่มีใครมาคอยช่วยเหลือ กลับมารู้สึกว่าเราดูโตขึ้นทั้งการกระทำและความคิด

เธอว่าแรกๆ ก็สับสนว่าเราชอบหรืออยากทำอะไรกันแน่ แต่สุดท้ายก็ต้องเลือกให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่ชัดเจนแต่แรกเราจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ “คือว่างานด้านการแสดงหนูเองก็ชอบ อยากลองหาประสบการณ์ดูบ้าง แต่ไม่ได้อยากยึดเป็นอาชีพ ถ้าเป็นอาชีพอยากทำงานในเชิงนโยบายระดับประเทศมากกว่า ตั้งเป้าไว้อย่างนั้นก็เลยต้องเลือกให้ตัวเองมีความชัดเจนในทิศทางชีวิต” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

เนื่องจากอุ้มอิ้มเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรม เธอก็จะพยายามลองงานอะไรใหม่ๆ ที่มีโอกาสได้ทำ เช่น เรื่องการแสดงระหว่างปิดเทอมหลังจากจบ ม.6  เธอก็เลยไปลองแสดงละครดูเพราะมีพี่ที่รู้จักแนะนำ โดยเธอได้เล่นละครเรื่องดั่งไฟใต้น้ำเป็นน้องของพระเอก ทางช่องไทยทีวี ซึ่งจะออกอากาศประมาณต้นปีนี้ เธอว่าถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกและมีค่ามาก ถ้ามีโอกาสและจัดเวลาได้ก็คงจะไปเล่นอีกอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรเรื่องเรียนต้องมาเป็นอันดับแรก ต้องเรียงลำดับความสำคัญเอาไว้ให้ชัด

จบแล้วอยากทำงานก่อนต่อปริญญาโท…

เธอตั้งเป้าว่าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่คิดว่าหลังจบปริญญาตรีจะลองทำงานดูสัก 2 ปี แล้วจึงค่อยเรียนต่อ เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ได้เรียนรู้งานจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง “ทุกวันนี้ก็ช่วยที่บ้านทำงานบ้างนิดๆ หน่อยๆ เพราะครอบครัวทำสปอร์ตคลับครบวงจรขนาด 80 ไร่ ที่พุทธมณฑลสาย 1 (ศูนย์กีฬาราชดำเนินตลิ่งชัน) หนูก็ไปช่วยงานตอนวันหยุดเสมอ”

ครอบครัวคือแรงหนุนที่สำคัญ…

แม้จะเป็นสาวแล้วแต่เธอยังสนิทสนมกับคุณพ่อคุณแม่มาก โดยเฉพาะคุณแม่เป็นเหมือนเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด มีอะไรก็คุยได้ทุกเรื่อง คุณแม่เปิดกว้างเพื่อนๆ จะไปเที่ยวที่บ้านเสมอ คุณแม่ชอบรับแขกเพื่อนลูกๆ จึงเหมือนลูกคุณแม่ด้วย ไม่มีเรื่องไหนที่คุยกับคุณแม่ไม่ได้ จะทำอะไรจะนึกถึงพ่อแม่ตลอดไม่อยากให้ท่านเสียใจหรือผิดหวังในตัวเรา ทุกวันนี้คุณแม่ยังมารับมาส่งบ่อยๆ ไม่ยอมให้ขับรถเองเธอว่า “คุณแม่เขากลัวห่างเหินค่ะ (หัวเราะ)” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

%d bloggers like this: