ดอกเบี้ย

All posts tagged ดอกเบี้ย

ออมสินช่วยลูกค้าเตรียมเงิน5พันล้านบรรเทาอุทกภัย

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 17:32 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194205.

Pic_194205

ธนาคารออมสิน เตรียมเงิน 5 พันล้าน บรรเทาผลกระทบของลูกค้าและประชาชน จากเหตุอุทกภัย-วาตภัยครั้งใหญ่ ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าสินเชื่อทุกประเภท ปรับลดเงินงวดพร้อมให้กู้เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ เกิดผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารออมสินจึงมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน โดยได้สั่งให้สาขาของธนาคารฯ ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ดำเนินการสำรวจความเสียหายของลูกค้า และเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือด้วยบริการด้านการเงินเป็นกรณีเร่งด่วน สำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารฯ ได้แก่ สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สินเชื่อองค์กรชุมชน สินเชื่อโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปอีกได้ไม่เกิน 1 ปี

พร้อมกันนี้ ทั้งลูกค้าเดิมสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนและประชาชนทั่วไป สามารถยื่นกู้ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR + ร้อยละ 1 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR อยู่ที่ 7.875) ขณะที่ สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สามารถกู้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR – 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

ส่วนลูกค้าสินเชื่อเคหะ ธนาคารฯ ได้พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย หรือพักเฉพาะเงินต้น ไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปได้ไม่เกิน 30 ปี ส่วนลูกค้าสินเชื่อเคหะเดิม สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเงินกู้ตามสัญญาเดิม แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบได้ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ผ่อนชำระภายใน 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 ร้อยละ 3.25 ปีที่ 3-5 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1.00 ต่อปี โดยธนาคารฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อและค่าบริการจัดทำนิติกรรม สัญญา

สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจและ SMEs ธนาคารฯ ผ่อนปรนให้พักชำระหนี้เงินต้นเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปจากสัญญาเดิมไม่เกิน 1 ปี และสามารถขอกู้เพิ่มเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ไม่เกินรายละ 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

“ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม สามารถติดต่อใช้บริการได้ที่ ธนาคารออมสิน ทุกสาขาหรือหน่วยให้บริการในรูปแบบต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า รวมทั้ง สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center ของธนาคารฯ โทร.1115”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 17:32 น.

ธปท.ระบุยังไม่เห็นเงินทุนทะลัก เข้าไทยอย่างผิดปกติ

Published สิงหาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193478.

Pic_193478

ธปท.ระบุยังไม่เห็น เงินทุนทะลักเข้าไทยอย่างผิดปกติ จากปัญหาสหรัฐฯและเฟดประกาศชัดคงดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อย 2 ปี เชื่อนักลงทุนอยู่ระหว่างปรับตัว รอดูสถานการณ์สหรัฐว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ชี้ขณะนี้เงินบาทสมดุลมากขึ้น

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการ สำนักตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวคาดการณ์ถึง ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย หลังกจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศจะใช้มาตรการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% ไปอย่างน้อย 2 ปี ว่า ขณะนี้ธปท.ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจนต่อตลาดเงินของไทย ทั้งด้านเงินทุนไหลเข้า และผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้ เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ ธปท.ยังไม่จำเป็นที่ต้องมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม เพื่อมาดูแลเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามาทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรมากจนผิดปกติ จากปัญหาดังกล่าวสำหรับมาตรการรับมือเงินทุนไหลเข้า ธปท.ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินใน ยุโปรแล้ว และจากมาตรการเชิงปริมาณรอบ 1 และ 2 (QE) ที่ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในเอเชีย รวมทั้งไทยปริมาณมาก ขณะที่ผลจากการปรับลดเครดิตของสหรัฐฯลง ล่าสุด ก็ไม่ได้เหนือความคาดการณ์ของเรา เนื่องจากบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ประกาศไว้แล้ว หากสหรัฐฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็จะทำการปรับลดเครดิตลง

“ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน เนื่องจากฝุ่นยังไม่หายตลบ แต่หากดูปริมาณการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรในขณะนี้แล้ว เห็นว่าเงินทุนไหลเข้ายังปกติ ยังไม่เห็นน้ำเหนือไหลบ่าเข้ามาอย่างผิดปกติ เงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งแรงซื้อขาย ซึ่งสถานการณ์นี้ คือ ตลาดอยู่ระหว่างการปรับตัว เพื่อรอดูการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโปร รวมทั้งเอเชีย โดยเฉพาะจีน ที่ตอนนี้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.39-3.4% ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะปรับค่าเงินอย่างไร”นายสิงห์ชัย กล่าว

นายสิงห์ชัย  กล่าวต่อว่า สิ่งที่ธปท.จับตามมองในขณะนี้คือ คนมองว่า ค่าเงินสหรัฐฯน่าจะอ่อนค่าคง จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ทำไมขณะนี้คนยังมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯอยู่ ซึ่งมันสะท้อนได้ว่าอาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่หรือไม่ หรือเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้จะเป็นการแข็งค่าในช่วงระยะเวลาสั้นเท่านั้น

“แม้ค่าเงินจะไม่เหมือนปีก่อน เพราะจะมีการโยกย้ายมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นเชื่อว่า คนยังจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์เงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ เนื่องจากยังปรับตัวไม่ทัน แต่ในระยะยาวสัดส่วนการลงทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามดูต่อไป”นายสิงห์ชัย กล่าว

นอกจากนี้มองว่า ทิศทางของค่างเงินบาทในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ที่ค่าเงินบาทจะเป็นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว ขณะที่ปีนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทาง คือ มีทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าขึ้นในช่วงวันเดียวกัน ทั้งจากปัจจัยมีเงินทุนไหลเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ยังมีความต้องการดอลลาร์เช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีการนำเข้าสูง เพราะเศรษฐกิจบ้านเรายังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้าตลาดยังต้องติดตามว่า สหรัฐฯจะสามารถประคับประครองเศรษฐกิจเขาได้หรือไม่ โดยตลาดเงินไม่ได้มองว่าเพียง สหรัฐฯจะแก้ไขหนี้ได้หรือไม่ แต่จะจับตาดูว่า สหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยแล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

แบงก์ชาติ ตามติด นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ย้ำ ดอกเบี้ยขาขึ้น

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193037.

Pic_193037

ธปท.ประชุมนายธนาคารต่างประเทศ ระบุ จับตาสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐฯ และยุโรปใกล้ชิด เพราะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้ง ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรกระทบเงินเฟ้อ ยันเดินหน้าดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารต่างประเทศ และสมาคมธนาคารต่างประเทศ ประชุมเพื่อวางแนวทางในการร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบสถาบันการเงิน และช่วยกันสร้างระบบโครงสร้างทางการเงินของประเทศ ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจการเงิน และการพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกที่อยู่กำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งดูแลให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปในสถานการณ์ไม่ปกติ ต่างๆได้

โดยปัจจัยสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ธปท.เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งการฟื้นตัวอ่อนแอ และมีปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ราคาผลิตผลทางการเกษตร และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ ทั้งนี้ ธปท.ส่งสัญญาณที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาต่อไป และจะนำหลักเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงิน ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส ) ฉบับที่ 3 มาใช้เพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินในระยะต่อไป รวมทั้งจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบชำระเงิน ฉบับใหม่ที่จะใช้ในปี 255-2559 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินของประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

จีนขึ้นดอกเบี้ยกดเงินร้อน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126670.

Pic_126670

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วง หลังข่าวลือจีนขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้า1 วัน ธนาคารกลางจีนได้ปรับเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 เพราะมีเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ของจีน ร่วงลงอย่างรุนแรงก่อนปิดตลาดวันศุกร์ จากข่าวลือที่ว่าธนาคารกลางจีนจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง หลังจากที่ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นไปในอัตรา 0.25% เป็น 2.50 % และ 5.56% ตามลำดับไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา กรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงไปถึงกว่า 30 จุด และต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด ก่อนจะรีบาวนด์กลับขึ้นมาติดลบลดลง

ก่อนหน้านี้ 1 วัน ธนาคารกลางจีนก็ได้ประกาศปรับเพิ่มเพดานกันสำรองของธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 รวมเป็น 17.5% เพราะยังคงมีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล

รวมถึงเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนต่างๆที่ต้องการซื้อขายลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวพุ่งขึ้นถึง 8.6 % ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.ก็พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ  25 เดือน ที่ระดับ 4.4% กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการออกมาตรการเข้มงวดทางการเงินในระยะเวลาอันใกล้ได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

ดอกเบี้ยขาขึ้น เริ่มแผลงฤทธิ์ ดึงความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีหด

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

1 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190775.

Pic_190775

แบงก์ชาติ เริ่มเห็นผลดอกเบี้ยขึ้น กระทบความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีในไตรมาสที่ 2 ของปี ขณะที่สินเชื่อครัวเรือนยังขยายตัวดี ชี้แนวโน้มไตรมาส 3 สินเชื่อธุรกิจ และครัวเรือนจะขยายตัวต่อ โดยแบงก์พาณิชย์จะผ่อนเกณฑ์สินเชื่อครัวเรือนให้อ่อนลงรับความต้องการพุ่ง

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าสายนโยบายสถาบันการเงิน ได้ออกรายงานสถานการณ์สินเชื่อในไตรมาสที่ 2 ปี 2554 และแนวโน้มไตรมาสที่ 3 ว่า ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1ของปีนี้ เนื่องจากความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อการสะสมสินค้าคงคลัง และเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมีมากขึ้น นอกจากนั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้รีไฟแนนซ์สิน เชื่อเก่าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สถาบันการเงินเริ่มเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเริ่มเป็นปัจจัย หนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้ลดลงบ้าง โดยอัตราลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ( MLR ) เฉลี่ยสำหรับ 4 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่อยู่ที่ 6.87 %ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 เทียบกับ 6.62 %ณ สิ้น ไตรมาสที่ 1สำหรับสินเชื่อภาคครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อทุกประเภทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นของผู้ บริโภคที่ปรับดีขึ้น มุมมองแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดีขึ้น และเงื่อนไขการกู้ยืมที่ผ่อนคลายลง

ส่วนความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ เพิ่มขึ้น จากความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้น และความต้องการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็นทั่วไปทั้งนี้ สำหรับมาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2554 โดยรวมใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนเนื่องจากสถาบันการเงินคำนึงถึงการรักษาฐาน ลูกค้าจึงไม่ได้เพิ่มความเข้มงวด หรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการให้สินเชื่อ แม้จะมีความกังวลต่อความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ภาวะอุตสาหกรรม และสภาพคล่องที่มีสัญญาณตึงตัวบ้าง สำหรับมาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบัตรเครดิตใกล้ เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน เนื่องจากการแข่งขันที่สูงระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันและแหล่งเงินทุนอื่นๆ ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ ผ่อนคลายเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ธปท.ยังได้รายงานแนวโน้มภาวะสินเชื่อในไตรมาสที่ 3 ปี 2554 ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสปัจจุบันสาหรับสินเชื่อ ภาคธุรกิจและสินเชื่อครัวเรือนทุกประเภท จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี แม้ว่าจะมีความกังวลมากขึ้นบ้างต่อคุณภาพของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาด เล็กเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจทุกประเภท สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบัตรเครดิตคาดว่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่มาตรฐานการให้สินเชื่อสำหรับสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ จะผ่อนคลายมากขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

สคฝ.แนะสถาบันการเงินดูแลความมั่นคง

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 21:10 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189565.

Pic_189565

สคฝ.ชี้ สภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยน แนะสถาบันการเงินคำนึงถึงการดูแลสถาบันการเงินของตนเองให้มี ความแข็งแรง เพราะผู้ฝากเงินจะเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยสูงๆ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังมีสภาพแวดล้อมทางการเงินใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พร้อมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกพัฒนามากขึ้น มีความหลากหลายและเงื่อนไขที่ซับซ้อน โดยสถาบันการเงินต่างๆ ปัจจุบันได้มีกลยุทธ์ในการรับมือด้วยการแข่งขันดึงดูดผู้ฝากเงิน ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเปลี่ยนแปลงก็คือ สถาบันการเงินจะต้องคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของสถาบันการเงินของตนเองให้มี ความแข็งแรงด้วย เพราะผู้ฝากเงินจะเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน มากกว่าแต่ก่อนที่สนใจแค่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ

“การแนะนำให้คนไปกระจายเงินฝากตามแบงก์ต่างๆ แบงก์ละ 1 ล้านบาท เพื่อรับมือกับการมีสถาบันคุ้ม ครองเงินฝากดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องมากเท่าไรนัก แต่ควรจะให้น้ำหนักกับเรื่องการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน ในความสามารถพิจารณาดูความเสี่ยงของแบงก์ต่างๆให้ได้ ให้รู้จักลงทุน รู้จักเครื่องมือการลงทุนเพื่อกระจายให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของตนเอง จะเป็นประโยชน์กว่า”นายสิงหะ กล่าว

สำหรับผู้ฝากเงินอาจจะเลือกสถาบันการเงินที่จะฝาก ด้วยการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน โดยผู้ฝากสามารถจะประเมินความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินจากข้อมูลต่างๆ ของสถาบันการเงิน เช่น ผลการดำเนินงานอัตราการเติบโตนโยบายการบริหารงานสัดส่วนเงินกองทุนต่อ สินทรัพย์เสี่ยงอัตราส่วน NPL การกันสำรอง หรืออันดับเรตติ้งที่จัดโดยองค์กรที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่าง ประเทศ

นอกจากนี้ อาจจะดูเรื่องจุดแข็งของแต่ละสถาบันการเงิน ซึ่งผู้ฝากแต่ละรายอาจพิจารณาปัจจัยในการตัดสิน ใจเลือกฝากเงินกับสถาบันการเงินที่แตกต่างกันไป เช่น เรื่องความพร้อมทางเทคโนโลยี การกระจายสาขา คุณ ภาพการให้บริการของพนักงาน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลให้สถาบันการเงินต้องพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพการให้บริการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางเทค โนโลยี เช่น Internet Banking การส่งข้อความ SMS รายงานธุรกรรมทางการเงิน

“จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองหลังวันที่ 11 ส.ค.54 เป็นต้นไปนั้น อาจจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินฝากบ้างเล็กน้อยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวก็คือการที่สถาบันการ เงินจำเป็นต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้แข่งขันได้ในทุกๆด้าน ซึ่งจะก่อประโยชน์ที่แท้จริงกับผู้ฝากเงินในที่สุด” ผู้อำนวยการสคฝ. กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 21:10 น.

ธปท.แย้มดอกเบี้ยนโยบายจะสอดคล้องกับศก.ในปีนี้

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 16:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188079.

Pic_188079

ผู้ว่าการธปท. แย้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้สู่ระดับปกติ คาดเข้าสู่สมดุลได้ภายในปี 2554 ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่ำ ไม่ขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นแก้ยาก บอกแค่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำขึ้นตามในระดับที่น่าพอใจ ช่วยคนฝากเงินได้ส่วนหนึ่งแล้ว

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และการทยอยดูแลในอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ระดับปกติ จากระดับต่ำมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา กนง.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังติดลบอยู่ประมาณ 0.7% และสิ่งที่จะทำ คือ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในปี 2554นี้

ส่วนคำถามที่ว่า วัฏจักรของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของประเทศสิ้นสุดแล้วหรือยังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นไปตามภาวะของเศรษฐกิจเป็นหลัก รวมทั้งแรงกดดันที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และก็ไม่ได้หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะต้องขึ้นไปจนถึง หรือหยุดขึ้นต่อเนื่องเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก เพราะถ้าเทียบกับอดีตที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันก็ถือว่าใกล้ เคียงกับระดับปกติอยู่แล้ว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การดูแลอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กนง.จะติดตามภาวะเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่จะประกาศนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยในการประชุม กนง.ทุกครั้งจะใช้ข้อมูลล่าสุด เพื่อที่จะดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับนโยบายการคลัง

ต่อข้อถามที่ว่า ในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ยังปรับเพิ่มขึ้นน้อยมากอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก 0.75% ว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทุกครั้ง ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งถือว่าเป็นบัญชีเงินฝากที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ว่าต้องการกินดอกเบี้ยตามตลอด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยคนฝากเงินที่ต้องการผลตอบแทนได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์นั้น ธนาคารพาณิชย์อาจจะมองว่า เป็นบัญชีที่มีสภาพคล่องสูงมีการเบิกถอนตลอดเวลา และบางคนใช้ในการพักเงินเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะหาผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยโดยตรงเหมือนกับบัญชีเงินฝากประจำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 16:50 น.

แบงก์ทิสโก้ดีเดย์ต้นเดือนส.ค. ขยับสินเชื่อรถยนต์ 0.20%

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 18:12 น.

แบงก์ทิสโก้ดีเดย์ต้นเดือนส.ค. ขยับสินเชื่อรถยนต์ 0.20%.

Pic_187548

แบงก์ทิสโก้ ดีเดย์ต้นเดือนส.ค. ขยับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 0.20 % พร้อมฟันธงสิ้นปีวิ่งไปแตะ 3.00 % หลังธปท.ขยับขึ้นนโยบาย

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ โดยคาดว่าต้นเดือนส.ค.นี้ 0.20 % หรือจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.55 % ก็จะปรับขึ้นเป็น 2.75 % และเชื่อว่าสิ้นปีนี้ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์จะอยู่ที่ 3.00 % ซึ่งเป็นไปตามต้นทุนการเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นปี คาดว่าจะอยู่ที่ 3.50 %

ทั้งนี้ ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ในปัจจุบันราคาได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยดอกเบี้ยในตลาดควรจะอยู่ที่ 2.75 % เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 54 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยนโยบายของธปท. ได้ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 0.75 % มาอยู่ที่ 3.25 % แต่ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ ที่ระดับ 2.55 % เมื่อเทียบเป็นแบบลดต้นลดดอกเบี้ยเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 4.59 % ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เมื่อครบแคมเปญดอกเบี้ยคงที่แล้ว เมื่ออิงกับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ในปัจจุบันดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 7 %

“ดอกเบี้ยลีสซ่ิงรถยนต์ จะปรับตัวขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการแข่งขัน แต่เมื่อต้นทุนการเงินที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในที่สุดผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยประเมินว่าดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์สิ้นปีจะอยู่ที่ 3.00 % เมื่อเทียบแบบลดต้นลดดอก ก็จะอยู่ที่ 5.40 % ซึ่งยังต่ำกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ซึ่งตามหลักประกันแล้วสินเชื่อบ้านจะมีคุณภาพหลักประกันดีกว่าสินเชื่อ รถยนต์”นายศักดิ์ชัย กล่าว

นายศักดิ์ชัย กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 17-18 % โดยสิ้นปีพอร์ต่รวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 130,000 ล้านบาท และคุณภาพสินเชื่อรถยนต์ที่ผ่านมา มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 1.20 % ซึ่งปรับลดลงจากสิ้นปี 2553 ที่มียอดเอ็นพีแอล 1.50 %

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 18:12 น.

ธอส.ออกเงินฝากรูปแบบใหม่ ดอกเบี้ยสูงสุด7.50%ต่อปี

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 15:18 น.

ธอส.ออกเงินฝากรูปแบบใหม่ ดอกเบี้ยสูงสุด7.50%ต่อปี.

Pic_187510

ธอส.เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำรูปแบบใหม่ “เงินฝากประจำขั้นบันได 9 เดือน” ดอกเบี้ยสูงสุด 7.50% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำขั้นบันได 9 เดือน (Step Up) รับดอกเบี้ยสูงสุด 7.50% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 3% ต่อปี เดือนที่ 4 – 6 รับดอกเบี้ย 3.25% ต่อปี เดือนที่ 7 – 8 รับดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ส่วนในเดือนที่ 9 รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7.50% ต่อปี ทำให้อัตราดอกเบี้ย 9 เดือน เฉลี่ย 3.69% ต่อปี ลูกค้าสามารถรับดอกเบี้ยรายเดือนได้ เงื่อนไขเปิดบัญชีและฝากขั้นต่ำรายการละ 10,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเงินฝากประจำ

“นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทนสูง “เงินฝากซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ต้องการฝากเงินในรูปแบบประจำ อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขั้นต่ำ 100,000 บาท สามารถถอนได้เดือนละครั้ง และพิเศษจริงๆ สำหรับดอกเบี้ยรับไม่เกิน 20,000 บาท ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี เปิดบัญชีได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 29 ก.ค.54 นี้เท่านั้น” นายวรวิทย์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 15:18 น.

ธปท. ระบุ ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 2% ไม่กระทบชำระหนี้เอกชน-ประชาชน

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 19:45 น.

ธปท. ระบุ ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 2% ไม่กระทบชำระหนี้เอกชน-ประชาชน.

Pic_186389

“เกริก” ระบุ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 2% ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ยังไม่กระทบความสามารถชำระหนี้ของภาคเอกชน และประชาชน หนี้เอ็นพีแอลยังลดลงต่อเนื่อง ขณะที่รายรับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาก ดันกำไรไตรมาส2 ของแบงก์พุ่งอยู่ในระดับสูง

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงฐานะของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันว่า เท่าที่ตัวเลขออกมาแล้ว กำไรของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ที่ จะทะยอยประกาศออกมายังอยู่ในระดับที่สูงขึ้นต่อเนื่อง เทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา เนื่องจากในขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในอัตราที่ดี ขณะที่สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังขยายตัวได้สูงต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 14% กว่า ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาสแรกทั้งนี้ กำไรที่เพิ่มขึ้นของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2 ดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่มาจากรายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรจากค่าธรรมเนียมแม้จะเพิ่มสูงขึ้น แต่อัตราการเพิ่มต่ำกว่ารายได้ที่มาจากดอกเบี้ย ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยรับของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 นั้น เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง มาตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยกลับมาเข้าสู่ขาขึ้นที่เริ่มมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่าน มา ขณะที่การปล่อยสินเชื่อขยายตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา

รองผู้ว่าการธปท. กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นในวันที่ 13 ก.ค.อีก 0.25% หรือถ้าพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มเข้าสู่ขาขึ้นครั้งแรกในเดือน ก.ค.ปี 2553 อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดแล้วประมาณ 2% ว่า ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามนโยบายของฝ่ายนโยบายการเงินมา ตลอด ซึ่งสายสถาบันการเงินก็ไม่มีปัญหา และหากพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน และเอกชนล่าสุด แม้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้มีความระมัดระวังมากขึ้น และมีการทดสอบและประเมินความสามารถของลูกหนี้ก่อนที่ปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว นอกจากนั้น หากพิจารณาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้นั้น แนวโน้มของหนี้เอ็นพีแอลในขณะนี้ก็ยังลดลงต่อเนื่อง ส่วนความกังวลที่ว่า ต้นทุนในการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นจากขึ้นอัตราดอกเบี้ย เงินฝากนั้น จะเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์เลือกที่จะออกโครงการพิเศษที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นใน ระยะสั้น แทนการปรับขึ้นเงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากระยะยาว

“ถ้าพิจารณาดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น และระยะยาวที่เข้ามาใกล้กันในขณะนี้ จะเห็นว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เท่านั้น ถ้าพิจารณาจากเส้นกราฟอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระหว่างดอกเบี้ยระยะสั้น และระยะยาวนั้น ยังคงแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ธปท.ยังไม่เป็นห่วงว่าจะก่อให้เกิดการบิดเบือนในเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย และการโยกย้ายเงินฝากระหว่างธนาคารพาณิชย์ หากโครงการระดมทุนที่ออกมา ลูกค้าสามารถที่จะรู้ชัดเจนว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยที่จะได้รับแท้จริงนั้นมีอัตราอยู่ที่เท่าไรต่อ ไป และตัดสินใจย้ายจากข้อมูลที่ครบถ้วน” นายเกริก กล่าว

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า แนวทางที่จะนำหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ฉบับใหม่ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บาเซิล 3 มาใช้กับระบบธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำความเข้าใจ และการพิจารณาความเหมาะสมว่าอะไรควรใช้กับธนาคารพาณิชย์ไทยบ้าง ซึ่งยังมีเวลาที่เริ่มใช้ถึงปี 2556 ขณะที่ในการประเมินเบื้องต้นระบบธนาคารพาณิชย์ไทยน่าจะปรับตัวที่จะใช้บา เซิล 3 ได้อย่างไม่มีปัญหามากนัก เพราะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชยืไทยอยู่ในระดับที่ สูงกว่าเกณฑ์มาก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 19:45 น.
%d bloggers like this: