ดอกเบี้ยนโยบาย

All posts tagged ดอกเบี้ยนโยบาย

แบงก์ชาติส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยที่ 1.75%ถึงสิ้นปี

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 16:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127451.

Pic_127451

ธปท.ส่งสัญญาณตรึง อัตรา ดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75%จนถึงสิ้นปีนี้ เหตุคุมเงินเฟ้อได้ในระดับที่น่าพอใจ แย้มธปท.มีมาตรการดูแลบาทและพร้อมใช้ แต่คงไม่ใช้ยาแรง เพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายวิทยา อินาลา รองประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรมวุฒิสภา กล่าวภายหลังหารือกับ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จากการพูดคุยกับผู้ว่าการ ธปท. คาดได้ว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี ไปจนถึงสิ้นปี 2553 เนื่องจาก ธปท.ได้คุมระดับอัตราเงินเฟ้อไว้ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และอัตราเงินเฟ้อตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปีนี้ น่าจะยังเติบโตได้อยู่ในกรอบ 7.3-8% และปีหน้าโต 3-5% ตามกรอบที่ ธปท.ประเมินไว้ได้

“จากที่เราได้พูดคุยกับ ธปท. เขาก็บอกว่า ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี ไปก่อนจนถึงสิ้นปีนี้ ธปท.ยังคงให้น้ำหนักในการดูแลเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งเงินเฟ้อปีนี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา  กล่าวต่อว่า ปัจจัยหนุนหลักที่ยังทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง ยังมาจากภาคการส่งออกเป็นสำคัญ ขณะนี้ผู้ส่งออกไทยได้มีการกระจายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และจีนมากขึ้น หลังเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (จี 3) เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียนมากถึง 23% และส่งออกไปจีนกว่า 10% ขณะที่ส่งออกไปสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เฉลี่ยอยู่ในสัดส่วน 10% ดังนั้นหากไปดูเรื่องค่าเงิน เมื่อเทียบกับอาเซียนและจีน พบว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็อยู่ในระดับที่แข็งค่าเหมือนกันกับค่าเงิน บาท ทำให้ไม่ไทยไม่ได้เสียเปรียบด้านการแข่งขันมากนัก อย่างไรก็ตาม มองว่าหาก ธปท.ไม่บริหารจัดการเรื่องค่าเงินบาท เชื่อว่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 27-28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปนานแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเห็นระดับนี้ภายในสิ้นปีนี้ก็ได้ ซึ่งถือว่าเราก็พอใจ

“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าเราแข็งค่าอยู่ในอันดับ 2 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชีย รองจาก ญี่ปุ่น ขณะที่มาเลเชียอยู่ที่อันดับ 3 แต่โชคดีที่ผู้ส่งออกเราสามารถกระจายความเสี่ยงค้าขายไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียนได้มากขึ้น ทำให้เราไม่ได้เสียเปรียบเรื่องค่าเงินมากนัก” นายวิทยา กล่าว

สำหรับเรื่องมาตรการการดูแลค่าเงินบาทนั้น ธปท.ระบุว่าได้มีการศึกษามาตรการ เพื่อรับมือไว้แล้ว และขณะนี้ก็มีมาตรการพร้อมจะดูแลค่าเงินแล้ว แต่คงจะไม่เลือกใช้มาตรการที่เป็นยาแรง เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก มีแต่ความเสียหายอย่างเดียว และสุดท้ายภายใน 3-4 เดือนปัญหาก็จะกลับมาอีก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 16:31 น.

จีนขึ้นดอกเบี้ยกดเงินร้อน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126670.

Pic_126670

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วง หลังข่าวลือจีนขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้า1 วัน ธนาคารกลางจีนได้ปรับเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 เพราะมีเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ของจีน ร่วงลงอย่างรุนแรงก่อนปิดตลาดวันศุกร์ จากข่าวลือที่ว่าธนาคารกลางจีนจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง หลังจากที่ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นไปในอัตรา 0.25% เป็น 2.50 % และ 5.56% ตามลำดับไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา กรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงไปถึงกว่า 30 จุด และต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด ก่อนจะรีบาวนด์กลับขึ้นมาติดลบลดลง

ก่อนหน้านี้ 1 วัน ธนาคารกลางจีนก็ได้ประกาศปรับเพิ่มเพดานกันสำรองของธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 รวมเป็น 17.5% เพราะยังคงมีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล

รวมถึงเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนต่างๆที่ต้องการซื้อขายลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวพุ่งขึ้นถึง 8.6 % ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.ก็พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ  25 เดือน ที่ระดับ 4.4% กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการออกมาตรการเข้มงวดทางการเงินในระยะเวลาอันใกล้ได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

ธปท.ติงพรรคการเมืองใช้จ่ายเกินตัวทำเงินเฟ้อสูง

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 16:16 น.

ธปท.ติงพรรคการเมืองใช้จ่ายเกินตัวทำเงินเฟ้อสูง.

Pic_182934

ผู้ว่าการธปท.ติงการใช้จ่ายเกินตัวของพรรคการเมืองไม่เหมาะสม เพราะประเทศไม่ได้ต้องการแรงกระตุ้นมากเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเร่งให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้น และทำให้ธปท.ต้องเข้มงวดในการใช้นโยบายการเงิน และ-ขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาก…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้คววามเห็นต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง จากนโยบายพรรคการเมือง ซึ่งหาเสียงกันในขณะนี้ ว่า หากมองจากด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ธปท. มองว่า กรอบการขาดดุลงบประมาณในปี 2555 ที่ได้วางกรอบไว้ ก่อนหน้านี้ 3.5 แสนล้านบาท ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะหากพิจารณาการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในขณะนี้ ไม่ต้องการแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจมากนัก ดังนั้น การส่งสัญญาณการใช้จ่ายรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลังการเลือกตั้ง อาจจะเป็นสัญญาณที่ไม่เหมาะสมต่อตลาดการเงิน ในขณะที่เรามีปัญหาเงินเฟ้ออยู่

“การสถานะการคลังในขณะนี้ค่อนข้างมั่นคง แต่ถึงมีเงินมาก แต่การใช้จ่ายจะต้องดูด้านเสถียรภาพของเศรษฐกิจด้วย ซึ่งทั้ง ธปท. และภาคเอกชนกำลังจับตาเรื่องนี้อยู่ ว่า ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่จะมีความชัดเจนในเรื่องการใช้จ่ายและหาเงิน อย่างไร เพราะในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจนั้น นโยบายการเงิน และ นโยบายการคลังต้องสอดคล้องกัน ถ้านโยบายการคลังดูแลอย่างดี การใช้นโยบายการเงิน หรือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไป ก็อาจจะไม่ต้องปรับเพิ่มขึ้นมากนัก แต่หากนโยบายการคลังมีการใช้จ่ายที่ส่งปัญหากับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดูแลเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินของธปท.ในช่วงต่อไปอาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้น” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท.ยังแสดงความเห็นต่อแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีความเห็นว่า หากเป็นรัฐบาลจะกลับมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed Rate) ว่า ในสภาพเศรษฐกิจโลกที่ค่าเงินสกุลหลักมีความผันผวนสูงมาก ในขณะนี้มีเงินน้อยสกุลมากที่ยังคงใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ซึ่งในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย เราเลือกที่จะเปิดเสรีเงินทุน และอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยนจะต้องยืดหยุ่น ดังนั้น การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวอย่างมีการจัดการ (Managed Float ) ในขณะนี้ เหมาะสมกับประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนั้น จากการศึกษาของ ธปท. การใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการควบคุมเงินเฟ้อกับประเทศไทยนั้น มีผลค่อนข้างน้อย โดยการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท 1 % เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลง 0.1-0.15% เท่านั้น และหากบาทอ่อนค่าลง 1% เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1-0.15% เช่นกันต่อข้อถามที่ว่า การต่ออายุมาตรการรถไฟ รถเมล์ฟรี ของรัฐบาลจากเดิมที่จะสิ้นสุด 30 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงได้หรือไม่

นายประสาร กล่าวด้วยว่า การต่ออายุมาตรการบรรเทาค่าครองชีพนั้น จะช่วยลดเงินเฟ้อได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่แนวโน้มเงินเฟ้อในประเทศ ระยะยาว และการคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคเอกชนยังคงสูงอยู่ ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อจึงยังเป็นปัจจัยที่เราต้องให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 16:16 น.

คาดเฟดตรึงดอกเบี้ยระดับ 0-0.25% ต่อ

Published มิถุนายน 19, 2011 by SoClaimon

18 มิถุนายน 2554, 16:32 น.
คาดเฟดตรึงดอกเบี้ยระดับ 0-0.25% ต่อ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180021

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับ 0-0.25%ต่อ ส่วนกนง.เชื่อจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 1-2 ครั้งถัดไป…

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ผลการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะมีมติให้ตรึงอัตราดอกเบี้ย FED Funds ที่ 0.00-0.25% และสิ้นสุดมาตรการ QE2 ในปลายเดือน มิ.ย. นี้ ทั้งนี้ เฟดได้ส่งสัญญาณถึงการพิจารณาคงขนาดของงบดุลต่อไปอีกระยะหนึ่ง ให้มีความเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ท่ามกลางอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาที่อยู่อาศัยที่ยังมีโอกาสจะปรับตัวลดลง ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่แม้อาจมีเพิ่มขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มที่จะคลายตัวลงในระยะข้างหน้าจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ก็น่าจะเอื้อให้เฟดคงจุดยืนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากไว้ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ แม้มติการประชุมของเฟดในรอบนี้คงจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด แต่ปัจจัยที่ต้องจับตามอง คือ พัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากสิ้นสุดมาตรการ QE2 และประเด็นเกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อเงินดอลลาร์ฯ ตลาดพันธบัตรและการคาดการณ์ของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ตลอดจนแผนการปรับลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ในระยะกลางถึงยาว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาคส่วนต่างๆ ในวงกว้าง รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ฯ ในขณะที่ แรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย คงจะทำให้ธนาคารกลางเหล่านั้น ยังมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงนี้ และดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 1-2 ครั้งถัดไป แต่ด้วยความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้จังหวะและขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนั้นแปรผัน หรือขึ้นกับเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักในช่วงนั้นมากขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 มิถุนายน 2554, 16:32 น.

กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อจ่อกระฉูด

Published มกราคม 12, 2011 by SoClaimon

12 มกราคม 2554, 17:20 น.

ผ่านทางกนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อจ่อกระฉูด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_140901

 

กนง.ขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25%มาอยู่ที่ 2.25% สารพัดสาเหตุ ต้นทุนสูง ราคาสินค้าในประเทศอั้นไม่ไหวจ่อกระฉูด กดดันเงินเฟ้อปีนี้ให้สูงกว่าคาด  ระบุ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อ เพราะดอกเบี้ยนโยบายยังติดลบ 1% และดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ 1.6%…

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอีก 0.25% ต่อปี ตามการคาดการณ์ของตลาด ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาอยู่ที่ 2.25% ต่อปี เนื่องจากแรงกดดันที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในประเทศ รวมถึงราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

ผลจากต้นทุนราคาที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่รัฐบาลมีมาตรการตรึงราคาสินค้าขายปลีกไว้ ทำให้เห็นการขึ้นราคาสินค้าบางรายการในช่วงนี้ ปรับเพิ่มขึ้นทันทีค่อนข้างมากและรวดเร็ว ขณะที่ การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะมีมากขึ้นตามลำดับ ในด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ไตรมาส4 ของปีที่ผ่านมา ขยายตัวได้ในอัตราที่ดี โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากการเร่งผลิต และใช้จ่ายทดแทน หลังจากปัญหาน้ำท่วมบรรเทาลง การส่งออก และท่องเที่ยวขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ รายได้และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการกระตุ้นด้วยมาตรการการคลัง และมาตรการประชาวิวัฒน์ 9 ข้อของรัฐบาล จะช่วยด้านการใช้จ่าย ขณะที่การใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมในเกณฑ์สูง จะช่วยเพิ่มการลงทุน นอกจากนั้น ความเสี่ยงของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัว และขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจหลักของยุโรปยังขยายตัวได้ดี ปัจจัยทั้งหมดส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่จะดีขึ้นในระยะต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า อีกเหตุผลหนึ่งในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ คือ ความพยายามในการดูแลไม่ให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงติดลบต่อเนื่องยาวนานเกินไป เพราะจะส่งผลให้เกิดการบิดเบือนด้านราคา และการลงทุนที่อาจจะสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะถึงในขณะนี้ยังไม่เห็นการเกิดฟองสบู่ในเศรษฐกิจไทย แต่ยังต้องมีความระมัดระวัง

“อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไป ยังอยู่ในกระบวนการที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการได้มีการหารือกันว่า จะสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นจุดเป้าหมายไว้ก่อนได้หรือไม่ แต่สุดท้ายเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จึงไม่สามารถกำหนดเป้าหมายตายตัวได้ แต่หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงขณะนี้ พบว่า ติดลบอยู่ประมาณ 1% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงติดลบอยู่ 1.6%” นายไพบูลย์ กล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุม กนง.ได้มีการหารือกันถึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ในระยะต่อไป โดยมองว่าภาพรวมทิศทางของค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นตามการไหลเข้าของเงิน ทุนต่างประเทศที่จะมีต่อเนื่อง และจะมีความผันผวนเข้าออกรวดเร็วกว่าในปีนี้ เช่นในช่วงนี้ เริ่มเห็นการอิ่มตัวของการหากำไรจากค่าเงินบาท เพราะที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากแล้ว แต่การอ่อนค่าลง ก็สามารถกลับแข็งค่าได้เช่นกัน ผู้นำเข้าส่งออกจึงควรมีการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า เพื่อให้ประชาชน และภาคธุรกิจ สามารถที่จะปรับตัวรับกับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อนำดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะ ปกติ ธปท.ได้พยายามส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน และดอกเบี้ยให้ประชาชนทราบก่อนหน้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นตามการคาด การณ์ของตลาด มีเซอร์ไพร์สบ้างแต่ไม่มาก อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังทำแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้น เพื่อความเข้าใจของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.มากขึ้น ตั้งแต่การประชุมครั้งนี้เป็นต้นไป จะเปิดเผยคะแนนโหวตในการตัดสนใจของกนง. และ 2 สัปดาห์ถัดมาจะมีการออกรายงานสรุปการประชุม กนง. และข้อสังเกตและความกังวลของกนง.แต่ละท่านที่สำคัญ และมีผลต่อการตัดสินใจ หรือแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป ในประชาชนทราบ.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 มกราคม 2554, 17:20 น.

 

แบงก์ฟันธงปีหน้าดอกเบี้ยนโยบาย 3%

Published กันยายน 5, 2010 by SoClaimon

4 กันยายน 2553, 05:15 น.

ผ่านทางแบงก์ฟันธงปีหน้าดอกเบี้ยนโยบาย 3% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_108462

ธปท.ส่งสัญญาณบาทหยุดแข็ง  สั่งจับตาเก็งกำไรเงินบาทเข้มยิ่งขึ้น  ยันมีมาตรการในกระเป๋าพร้อม  หากพบเงินทุนเคลื่อนไหวผิดปกติเพิ่มขึ้น งัดมาสยบได้ทันที “ไทยพาณิชย์” ฟันธงบาทปีหน้าแตะ 30.75 บาทต่อเหรียญฯ ดอกเบี้ยนโยบายแตะ 3%

นาง สุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งมีความเป็นห่วงว่าจะแข็งค่าหลุดระดับที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ว่าในช่วงที่ผ่านมา  ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างมากแล้ว จะแข็งค่าต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะให้แข็งไปกว่านี้อีก คงไม่ใช่ โดยมองว่าค่าเงินบาทช่วงนี้อาจจะอยู่ในช่วงนี้ หรืออาจจะอ่อนค่าลงไปกว่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้

“การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดเล็ก เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสนใจปัญหาเงินบาทแข็งค่า และสั่งการให้ ธปท.ติดตามตรวจสอบในเรื่องการเก็งกำไรค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ติดตาม จับตาเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ก็ได้สั่งให้จับตาเข้มข้นมากขึ้น”

ด้านนางสาว วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายตลาดการเงินและบริหารทุนสำรอง ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ของเงินทุนเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่ง ธปท.กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนจะมีการออกมาตรการเพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดการเก็งกำไรค่าเงิน บาทหรือไม่นั้น  ต้องพิจารณาจากความจำเป็นของสถานการณ์เป็นหลัก

“กอง ทัพทุกกองทัพก็ต้องมีอาวุธหลายประเภทเพื่อเตรียมรองรับไว้ว่าจะนำอาวุธ ประเภทใดเอามาใช้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ในช่วงผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกก็มีการเตรียมมาตรการไว้เพื่อรับมือกับการเข้ามาของเงิน ทุนที่เกินต้องการอยู่แล้ว ธนาคารกลางบางแห่งอาจออกมาตรการมาเพื่อป้องปรามล่วงหน้า เช่น ธนาคารกลางอินโดนีเซีย มีมาตรการกำหนดระยะเวลาการเข้ามาลงทุนของเงินทุนต่างประเทศ หากออกก่อนเวลาจะเก็บภาษี เพราะมองว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรมากกว่าต้องการลงทุนจริง ซึ่งมาตรการนี้ ธปท.ก็เคยทำในช่วงนานมาแล้ว โดยของเรากำหนดเวลาให้เงินทุนอยู่ในประเทศไม่ต่ำกว่า 3 เดือน”

นาง สาววงษ์วธูกล่าวต่อว่า ธปท.มีมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายในหลายมาตรการเตรียมไว้แล้วเช่นกัน แต่ก็ต้องดูว่าการออกมาตรการจะมีผลดีและผลเสียอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา การยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ของเงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะต้องการดึงดูดเงินทุน แต่มาตรการที่ผ่อนคลายไว้ก็นำกลับมาใช้ได้ หากเห็นว่ามีความจำเป็น  หรือเห็นว่าไม่ยุติธรรมระหว่างนักลงทุน ต่างชาติและนักลงทุนไทย

“ที่พูดทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะนำมาตรการใดออกมาใช้ และที่พูดว่ามาตรการยังไม่จำเป็นในขณะนี้นั้น หากสถานการณ์เปลี่ยนไปจนจำเป็นต้องใช้มาตรการก็ทำได้ และในขณะนี้จะให้ระบุว่าเงินส่วนไหนเก็งกำไร คงตอบได้ยาก เพราะเราไม่เคยจำกัดความไว้ว่าต้องลงทุนนานเท่าไร จึงไม่เรียกว่าเป็นการเก็งกำไร ดังนั้น หากภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ธปท.เห็นชอบร่วมกันว่ามีความจำเป็นต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม ธปท.ก็พร้อมที่จะใช้ได้ทันที”

ขณะที่นายชาตรี โสตางกูร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของตลาดเงินปี 2554 ว่า ตลาดการเงินของโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของซีกโลกตะวันตก จะยังเผชิญกับความผันผวนต่อไป แต่จะไม่รุนแรงมากเท่ากับเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่นักลงทุนยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การลงทุนไปกระจุกตัวที่ตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นแรงกดไม่ให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯปรับตัวเพิ่มขึ้นและค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงจนถึงปี 2555

“เมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯและ ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง เป็นตัวกดดันให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้น โดยปีหน้าคาดว่าค่าเงินบาทตลอดทั้งปี เฉลี่ยอยู่ที่ 30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอยู่ที่ 3% จากปัจจุบัน 1.75% ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของ ธปท.ที่ต้องแก้ไขปัญหาผลตอบแทนเงินฝากที่แท้จริงที่ติดลบ โดยปีหน้าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.3-3.1%.

ขุนคลังคาด กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก

Published สิงหาคม 27, 2010 by SoClaimon

26 สิงหาคม 2553, 21:15 น.

ผ่านทางขุนคลังคาด กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_106493

“กรณ์” ฟันธง กนง.เล็งขึ้นอาร์พีทั้งปีนี้ 2-3 ครั้ง พร้อมสะกิดต้องชั่งน้ำหนักให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ คาด ครึ่งปีหลังชะลอแน่ พร้อมส่งสัญญาณให้แบงก์เร่งขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เป็น 1.75% ว่า การปรับขึ้นดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังและหลายๆ ฝ่ายได้คาด การณ์เอาไว้ เมื่อ ธปท.เริ่มส่งสัญญาณในการปรับดอกเบี้ยสู่ระดับปกติ สืบเนื่องจากเศรษฐกิจที่ปรับตัวสูง โดยเห็นว่าในปีนี้ กนง.น่าจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 2-3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่สูงถึง 9.1% เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาในประเทศทำให้การบริโภค การท่องเที่ยว และธุรกรรมทางเศรษฐกิจปรับลดลง แต่ก็ยังโตได้สูง สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจริงๆ ยังมีอยู่มากพอสมควร ดังนั้น ต้องยอมรับการตัดสินใจเพื่อรักษาเสถียรภาพทางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวของ กนง.

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยย่อมมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนแน่นอน เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบกับผลตอบแทนในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ นั้น ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่วนต่างก็จะมากขึ้น ดังนั้นจะส่งผลในแง่ของแรงกดดันของค่าเงินบาท แต่ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงคืออัตราดอกเบี้ยแทบทุกสกุลเงินของประ เทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง นอกเหนือจากสหรัฐฯ ก็มีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่ได้สร้างแรงกดดันสกุลเงินบาทโดยฉพาะ อีกทั้ง ที่ผ่านมาการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาคประเท ศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียก็ไม่ได้ต่างกัน ดังนั้น เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อขีดความสามารถทางด้านราคาของประเทศมากนัก

ขณะที่ ใน เรื่องของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนั้น ถือเป็นประเด็นที่ต้องหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ก็รอที่จะหารือร่วมกับผู้ว่า ธปท.คนใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นไปแล้ว ก็อยากที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องปรับขึ้นตามไปด้วย เนื่องจาก สภาพคล่องในระบบก็ยังมีเหลืออยู่ ดังนั้น ความจำเป็นที่จะเร่งรีบปรับดอกเบี้ยเงินกู้คงไม่มากเท่า จึงอยากจะฝากให้ทาง ธปท.ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย

“เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ถือว่า ยังอยู่ในระดับที่ต่ำถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นไปแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่ง กนง.ก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ดังนั้น ความจำเป็นที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ต้องมีการเปรียบเทียบกัน โดยสิ่งที่ท้าทายของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบไปด้วย ภาคส่งออก เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยไม่เร็วอย่างที่อยากจะ เห็น โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป และสหรัฐฯ รวมไปถึงญี่ปุ่นด้วย ดังนั้น จึงต้องวัดกันว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนั้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทางเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ได้มีการปรับลดลงมาแล้ว จากการที่เศรษฐ กิจสามารถฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง ด้วยการปรับลดการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก พ.ร.บ.เงินกู้ 400,000 ล้านบาทขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าที่จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณ จนเข้าสู่งบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งก็ถือว่าทั้งกระ ทรวงการคลังและ ธปท.ดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สอดคล้องกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ มองว่า เศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคตจะต้องเป็นเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนมีบทบาทสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนในแง่ของการขยายตัว หน้าที่ของกระทรวงการคลังคือเป็นหุ้นส่วนกับภาคธุรกิจที่ช่วยเหลือให้มีขีด ความสามารถทางการแข่งขันที่สูงขึ้น

ดอกเบี้ยทะยาน!แบงก์ชาติปรับขึ้นแตะ1.75%

Published สิงหาคม 25, 2010 by SoClaimon

25 สิงหาคม 2553, 16:25 น.

ผ่านทางดอกเบี้ยทะยาน!แบงก์ชาติปรับขึ้นแตะ1.75% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_106219

กนง.ปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ตามคาด ขึ้นไปอยู่ที่ 1.75% ผู้ช่วยผู้ว่าธปท.ฟันธงยังเดินหน้าขึ้นต่อไปอีกในครั้งหน้า เหตุเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีเกินคาด เงินเฟ้อจ่อพุ่งเหนือเป้าหมายในช่วงปีหน้า…

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า กนง.มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. (อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรประเภท 1 วัน) ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.75% ทันที

“แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 2 ครั้งแล้ว คือครั้งนี้ กับครั้งที่ผ่านมา แต่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อไป เพราะเมื่อพื้นฐานเศรษฐกิจในขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และเท่าที่ประมาณการเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยในปีหน้ายังมีโอกาสที่จะสูงกว่าเป้าหมาย เงินเฟ้อของธปท.ดังนั้น เราจะเดินหน้าที่จะปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ระดับปกติต่อไป” ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่สูงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง แม้สหรัฐฯ และญี่ปุ่น อาจจะขยายตัวในระดับที่ชะลอตัวลงบ้าง แต่ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ สำหรับปัจจัยที่จะกระทบอัตราเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไปนั้น ธปท.จะจับตาการปรับขึ้นของค่าจ้างเงินเดือน และราคาสินค้า ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป

“ในขณะนี้คง ไม่สามารถบอกได้ว่า อัตราดอกเบี้ยในภาวะปกติ หรือ ดอกเบี้ยที่ กนง. จะปรับขึ้นจะไปอยู่ที่อัตราเท่าไร แต่การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป ไม่ได้มุ่งไปที่การสกัดกั้นอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่จะดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตาม การที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงในขณะนี้ยังคงติดลบ แสดงให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก” ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าว

นาย ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงนี้ เป็นช่วงที่มีผลไม่ดีทั้งการออม และการลงทุนของประชาชน เพราะอาจจะทำให้ประชาชนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินไปได้ อย่างไรก็ตาม การปรับดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือที่ได้จากธนาคารพาณิชย์ซึ่งปรับดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก และเงินกู้เพิ่มขึ้นตามทันที และในครั้งนี้เท่าที่ทราบมีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่มีแผนจะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยตามกนง.แล้ว

ต่อข้อถามที่ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกัน 2 ครั้ง 0.5% จะเป็นแรงจูงใจให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น และมีผลให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องหรือไม่ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยถือเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยเท่านั้น ที่นักลงทุนต่างชาติจะใช้พิจารณาเข้าลงทุนในประเทศไทย เช่น พื้นฐานเศรษฐกิจในขณะนี้ และแนวโน้มการขยายตัวในระยะข้างหน้า ซึ่งในขณะนี้การขยายตัวของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้ และเท่าที่เห็นในช่วงที่ผ่านมาถ้าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ดอกเบี้ยต่ำหรือสูงก็มีเงินไหลเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ

ทหารไทยฟันธง พรุ่งนี้ กนง.ขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย

Published สิงหาคม 24, 2010 by SoClaimon

24 สิงหาคม 2553, 17:18 น.

ผ่านทางทหารไทยฟันธง พรุ่งนี้ กนง.ขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_105936

บุญทักษ์ หวังเจริญ

บิ๊กแบงก์ทหารไทย ฟันธงการประชุม กนง.พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยแน่ รับภาวะเศรษฐกิจที่ทะยานไม่หยุด ขณะที่แบงก์พาณิชย์จ่อคิวขยับตาม แต่ขอประเมินสภาพคล่อง-ภาวการณ์แข่งขัน

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) เชื่อว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแน่นอน ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่มีอัตราการเติบโตดีมาก และมีการปรับเพิ่มประมาณการณ์ของจีดีพี ขณะที่ปัจจัยมีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามา ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินมีมากทั้งนี้เมื่อ ธปท.ชี้นำด้วยการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารพาณิชย์ ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่การพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคาร จะพิจารณาจากสภาพคล่อง และภาวการณ์แข่งขัน อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลกระทบต่อการลงทุนและการบริโภคของ ประชาชน

สำหรับยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร จะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งผลจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นมาก ภาคธุรกิจมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดสินเชื่อของธนาคารปรับขึ้นตาม โดยในช่วงครึ่งปีแรก สินเชื่อของธนาคารทหารไทย ติดลบ 2.5 % ของสินเชื่อรวม ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ออกไป 9,600 ล้านบาท และล่าสุดยอดสินเชื่อของธนาคารมีอัตราการเติบโตที่ 0 %

“ตอน นี้ยอดสินเชื่อของธนาคารมีอัตราการเติบโตที่ 0 % จากช่วง 6 เดือนแรกติดลบ 2.5 % เชื่อว่าหลังจากนี้ยอดสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อรายใหญ่ที่ปล่อยให้กับธุรกิจส่งออก และลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) โดยสิ้นปียอดสินเชื่อต้องปล่อย 80,000-90,000 ล้านบาท เพื่อให้ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิ 10 % ของสินเชื่อรวม และเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าว

นายบุญทักษ์ กล่าวถึงสัดส่วนหุ้นที่กระทรวงการคลังยังถืออยู่ในธนาคารอีก 5% แล้วมีข่าวว่าทางกลุ่มไอเอ็นจีจะขอซื้อจากกระทรวงการคลังว่า ตอนนี้ กระทรวงการคลังและไอเอ็นจี อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ต้องสอบถามความคืบหน้าจากกระทรวงการคลัง

“ผมในฐานะผู้ บริหาร ธนาคารไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจน ทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ที่สามารถตอบได้ดีกว่า ส่วนนโยบายการดำเนินธุรกิจของธนาคารจะยังคงเป็นไปตามเดิมที่ได้วางแผนไว้ เนื่องจากเป็นแผนธุรกิจที่วางไว้เป็นระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าว

กนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%

Published กรกฎาคม 28, 2010 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2553, 16:02 น.

ผ่านทางกนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_96230

กนง.ปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นชัดเจน ระบุขึ้นเพียง  0.25% ไม่สามารถต้านภาวะเงินเฟ้อได้ เผย 23 ก.ค. นี้เตรียมปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าใหม่  ชี้การเมืองช่วงเม.ย.ที่ผ่านมาไม่กระเทือนการขยายตัวในช่วงต่อไป…

เมื่อ วันที่ 14 ก.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน แถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5 ประจำปี 2553 ว่า จากการขยายตัวได้ดีมากของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก และแม้ว่าในครึ่งหลังการขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาสจะลดลง แต่ภาพรวมทั้งปียังขยายตัวได้ในระดับที่ดี ประกอบกับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในไตรมาสที่ 2 กระทบกับเศรษฐกิจน้อยมาก ทำให้ความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษลดน้อยลง ควรเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ระดับปกติ นอกจากนั้น แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้ จะยังไม่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในปีหน้ามีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นมาก จึงมีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ 1 วัน (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.5% ต่อปี โดยมีผลทันที

ทั้งนี้ จากการประเมินเศรษฐกิจของ ธปท. พบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะสูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิมที่ 4.3-5.8% และ ธปท.จะมีการปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า ในการรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อในวันที่ 23 ก.ค.ที่จะถึงนี้

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ เป็นการขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่การประชุม กนง.วันที่ 21 เม.ย.ปีที่ผ่านมา และการแถลงข่าวในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ก็แสดงชัดเจนว่า ควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาตั้งแต่การประชุมเดือน เม.ย.แต่ประเทศมีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ แต่ในขณะนี้พบแล้วว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบทางการเมืองค่อนข้างน้อย และยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในครั้งนี้แล้ว แต่จากการประเมินของธปท.ยังพบว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อใน 8 ไตรมาสข้างหน้า ซึ่งเป็นระยะเวลาในการดำเนินนโยบายของ ธปท.ยังมีความเสี่ยงที่บางไตรมาส จะเกินเป้า 0.5-3% ที่ตั้งไว้ ดังนั้น ต่อจากนี้ในการประชุม กนง. ครั้งต่อๆ ไปจะต้องดูว่า ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อลดลงเพียงพอแล้วหรือไม่ หากยังไม่ลดลง ก็ไม่ได้หมายความว่า กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว หรือขึ้นเพียง 0.25% ทุกครั้ง แต่จะต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ

“การคาดการณ์ของ กนง.ในครั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อในช่วงต่อไปของปีนี้อาจจะยังปรับขึ้นไม่มาก เพราะยังมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาลช่วยกดเงินเฟ้ออยู่ แต่ในปีหน้าการคาดการณ์ของเงินเฟ้อจะปรับขึ้นเร็วกว่า และมากกว่าในปีนี้ ดังนั้น การดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงินต้องดูไปข้างหน้า” นายไพบูลย์ กล่าว

ผู้ ช่วยผู้ว่าการธปท.สายนโยบายการเงิน กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้เอกชน และตลาดได้รับรู้ และคาดการณ์อยู่แล้วว่า วัฎจักรดอกเบี้ยจะไปในทิศทางใหม่ ซึ่งเมื่อธนาคารพาณิชย์เห็นแนวโน้มนี้ชัดเจน ในส่วนนี้ ก็คาดว่าจะเริ่มทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม โดย ธปท.อยากให้ขึ้นทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝาก ไปพร้อมๆ กัน.

%d bloggers like this: