ฎีกาธุรกิจ

All posts tagged ฎีกาธุรกิจ

เจ๊ากันไป

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจ๊ากันไป

อยากได้รถใหม่มาขับ เอารถเก่าไปให้ตีราคา แถมด้วยเงินอีกส่วนเป็นเงินดาวน์ เพื่อเช่าซื้อคันใหม่ ส่วนต่างที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดๆ ผ่อนมาสักพักทวงทะเบียนไม่ได้สักที จึงบอกเลิกสัญญา ไม่ผ่อนต่อ ผลจะลงเอยเช่นไร ใครต้องจ่ายใครอีกหรือไม่

1.

“เอารุ่นนี้ สีแดงนะครับ” คุณโผงชี้เพื่อเป็นการยืนยัน

เขาย้ำเรื่องสี เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องมาเขียนป้ายติดว่า “รถคันนี้สีแดง” เช่นคันก่อน

บริษัทขายรถใหม่ นัดบริษัทผู้ให้เช่าซื้อที่ทำธุรกิจอยู่ด้วยกันมาพร้อมกันด้วยเลย

บริษัทขายรถใหม่ จะขายรถใหม่คันที่คุณโผงชอบใจให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ แล้วบริษัทผู้ให้เช่าซื้อนำเอารถใหม่นั้นมาให้คุณโผงเช่าซื้อ

“630,000” พนักงานบริษัทผู้ให้เช่าซื้อตีราคามูลค่ารถเก่าของคุณโผง-ยืนยันตัวเลขสุดท้าย

คุณโผงตกลงตามนั้น ทว่ายอดเงิน 630,000 บาท มูลค่าของรถเก่า ยังไม่เพียงพอสำหรับจะเป็นเงินดาวน์รถใหม่ค่าตัวสูงถึง 2.7 ล้านบาทเศษ

คุณโผงต้องเพิ่มเงินสดมาอีก 110,000 บาท ถึงจะเพียงพอตามเกณฑ์ที่บริษัทให้เช่าซื้อวางไว้

คุณโผงจึงตกลงเพิ่มเงินอีก 110,000 บาท เพื่อเป็นเงินดาวน์รถใหม่คันนี้

วันนั้น 31 มีนาคม 2540 คุณโผงทั้งใช้มูลค่ารถเก่าคันเก่งที่เคยใช้อยู่และเงินสดรวมแล้วคิดเป็นเงิน 740,000 บาท เป็นเงินดาวน์รถใหม่ แล้วจ่ายค่าประกันรถใหม่อีก 101,750 บาท ค่าทะเบียน 2,520 บาท และค่ามัดจำป้ายแดงอีก 3,500 บาทด้วย

ราคารถที่เหลือ คุณโผงกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ทำสัญญาเช่าซื้อกันผ่อนชำระเป็นงวดๆ ไป

พนักงานบริษัทผู้ให้เช่าซื้อโค้งงามๆ แก่คุณโผงผู้เช่าซื้อที่รับรถมา

2.

ถึงเวลากำหนดก็ชำระค่างวดไป ชำระไปได้ 4 งวด รวมเงินที่ชำระไป 230,639.28 บาท

ทว่าบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ยังไม่จัดการเรื่องทะเบียนให้เรียบร้อยเลย อ้างว่า บริษัทผู้ขายรถไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถที่เช่าซื้อให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ

คุณโผงติดตาม ทวงถามหลายรอบ บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ก็ยังไม่สามารถสนองตอบตามที่คุณโผงต้องการได้

งวดถัดมา งวดที่ 5 ประจำเดือนกันยายน 2540 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2540 คุณโผงเลยไม่ชำระ และไม่ชำระอีกต่อไป แต่รถยังไม่คืน

เมื่อคุณโผงไม่ชำระหลายๆ งวดเข้า ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2541 บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ จึงมีหนังสือทวงถามให้คุณโผงชำระหนี้ และกำหนดวันให้ชำระ หากไม่ชำระขอบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

แต่คุณโผงยังคงไม่ชำระตามกำหนดนั้น

วันที่ 28 ตุลาคม 2541 บริษัทผู้ให้เช่าซื้อฟ้องบริษัทผู้ขายรถ ขอให้ศาลบังคับให้บริษัทผู้ขายจดทะเบียนรถยนต์คันอื่นและรถยนต์คันที่คุณโผงเช่าซื้อให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ แล้วต่อมาได้ยอมความกัน

ส่วนปัญหาระหว่างคุณโผงกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อนั้น เมื่อคุณโผงไม่ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ในวันที่ 6 มีนาคม 2543 บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงยื่นฟ้องคุณโผง

วันที่ 18 เมษายน 2544 คุณโผงนำรถคืนบริษัทผู้ให้เช่าซื้อไป

บริษัทฟ้องขอให้ศาลบังคับคุณโผงชำระเงินจำนวน 728,253.26 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 57,659.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันที่ 18 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทติดตามรถยนต์คืนมาได้

คุณโผงเมื่อถูกฟ้องคดี จึงต่อสู้คดีเป็นธรรมดา โดยขอให้ยกฟ้อง แถมฟ้องแย้งเอากับบริษัทอีก

คือ คุณโผงฟ้องกลับบริษัท ขอให้ศาลบังคับบริษัทคืนเงินที่ตัวจ่ายไป 500,000 บาท มาพร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อชำระเงินแก่คุณโผงจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

ยกฟ้องของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อไป

บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน!!!

คุณโผงผู้ชนะคดีร้องไช-โย!!

3.

เมื่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแพ้คดีชั้นอุทธรณ์ จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นลำดับไปว่า เห็นว่า การที่คุณโผงเช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ เป็นผลต่อเนื่องมาจากคุณโผงไปจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อกับบริษัทผู้ขายรถยนต์

ข้อตกลงและหน้าที่ของบริษัทผู้ขายรถที่จะต้องจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงตกเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มาจากบริษัทผู้ขายมาให้คุณโผงเช่าซื้อ

บริษัทผู้ให้เช่าซื้อยังมีความสัมพันธ์กับคุณโผงในฐานะผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ ตามมาตรา 572 วรรคหนึ่ง

ดังนี้ ผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องมีหน้าที่ทำนองเดียวกับผู้ให้เช่าตาม มาตรา 537 ที่จะต้องให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ

รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นทรัพย์ที่มีทะเบียน บริษัทผู้ให้เช่าซื้อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ เพื่อให้คุณโผงในฐานะผู้เช่าซื้อได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ตามสภาพของรถยนต์และโดยชอบด้วยกฎหมาย กับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่คุณโผงเมื่อคุณโผงชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อโดยตรงอีกด้วย

เมื่อบริษัทผู้ขายรถไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาซื้อขายระหว่างบริษัทผู้ให้เช่าซื้อและบริษัทผู้ขายดังกล่าว จึงเป็นสิทธิและหน้าที่ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อที่จะต้องดำเนินการให้บริษัทผู้ขายจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ หาใช่กรณีพ้นวิสัยดังที่บริษัทผู้ให้เช่าซื้ออ้างมาในฎีกาไม่

เมื่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อไม่ดำเนินการให้มีการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจนคุณโผงชำระค่าเช่าซื้อล่วงเลยไปแล้วถึง 4 งวด บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ

แม้ว่าคุณโผงจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 จนกระทั่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ และตามสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าคุณโผงผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีก็ตาม สัญญาเช่าซื้อก็หาได้เลิกกันเพราะเหตุคุณโผงผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อไม่ เพราะบริษัทผู้ให้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อกับคุณโผงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อคุณโผงไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ทั้งบริษัทผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับคุณโผงได้

การที่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อมาจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ

เมื่อมีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่กัน จึงเป็นกรณีที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสมัครใจใช้สิทธิเลิกสัญญาต่อกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายจึงชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง

บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่คุณโผงชำระให้รวม 4 งวด ให้แก่คุณโผง

สำหรับเงินจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งคุณโผงนำรถยนต์ของคุณโผงมาตีราคาเป็นเงิน 630,000 บาท และชำระเป็นเงินสดอีก 110,000 บาท รวมทั้งเงินค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่บริษัทผู้ขายรถยนต์รับไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่จองซื้อ เมื่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อซื้อรถยนต์นั้นมาให้คุณโผงเช่าซื้อต่อ จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่เช่าซื้อและถือว่าบริษัทผู้ให้เช่าซื้อได้รับไว้ ซึ่งบริษัทผู้ให้เช่าซื้อก็ยอมรับโดยนำเอาเงินจองซื้อรถยนต์จำนวน 740,000 บาท มาออกใบเสร็จเป็นเงินดาวน์และภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเสร็จรับเงิน

บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องคืนเงินจอง ค่าจดทะเบียน และต่อทะเบียนรถที่จองหรือเช่าซื้อให้แก่คุณโผง

ในขณะเดียวกัน การที่คุณโผงได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อ ถือเป็นการได้ใช้ทรัพย์ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ การที่คุณโผงจะชดใช้คืนแก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นตาม มาตรา 391 วรรคสาม

ฎีกาข้อนี้ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อฟังไม่ขึ้น

4.

มีปัญหาว่า บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ได้ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด

เห็นว่า เมื่อคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เพราะเหตุสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย

เมื่อคุณโผงได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแล้ว บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อและเงินดาวน์ที่คุณโผงชำระให้ และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกสัญญาได้ คงเรียกได้เฉพาะค่าใช้ทรัพย์ตามมาตรา 391 วรรคสาม เท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดประโยชน์ที่ควรได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่า นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ติดตามรถยนต์กลับคืนได้

ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวก็คือค่าใช้ทรัพย์ที่คุณโผงได้ครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อนั่นเอง รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์เก๋งราคาเช่าซื้อเป็นเงินถึง 2,767,671.36 บาท น่าเชื่อว่าเป็นรถใหม่เพราะยังไม่มีการจดทะเบียนรถ คุณโผงได้ครอบครองใช้รถคันดังกล่าวเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ นับแต่เริ่มทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อเทียบกับจำนวนเงินดาวน์ และเงินค่าเช่าซื้อที่คุณโผงชำระไปแล้ว กับเงินค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อรวมเป็นเงินประมาณ 980,000 บาท ซึ่งบริษัทผู้ให้เช่าซื้อจะต้องคืนให้แก่คุณโผงแล้ว เห็นสมควรให้เป็นพับกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อเป็นฝ่ายต้องคืนเงินแก่คุณโผงจำนวน 500,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ให้เช่าซื้อฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของคุณโผงเสียด้วย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เป็นอันว่า ไม่มีใครต้องจ่ายใครอีก

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2551)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

มาตรา 537 อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น

มาตรา 572 อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว

สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ

ฤทธิ์เดชจำนอง

Published กรกฎาคม 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ฤทธิ์เดชจำนอง

กู้เงินธนาคารไปใช้จ่าย โดยนำเอาที่ดินไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้ ขณะเดียวกัน ไปสร้างหนี้ที่อื่นไว้อีก ครั้นเมื่อไม่ชำระหนี้ ธนาคารจึงฟ้องยึดที่ดินจำนองเตรียมนำออกขายทอดตลาด เจ้าหนี้รายอื่นก็ฟ้องแล้วนำยึดที่ดินแปลงเดียวกัน จึงเกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าหนี้ 2 ราย ว่าใครจะได้รับชำระหนี้จากที่ดินแปลงนั้น

1.

ตามปกติคุณโผงจะมีธุระทำนั่นทำนี่ ไปโน่นไปนี่อยู่บ่อยๆ วันหนึ่งคุณโผงบอกกับตัวเองว่า มีธุระและมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินสักก้อนหนึ่งหรือกองหนึ่งหรือสักจำนวนหนึ่ง

ไม่มากไม่น้อยราวๆ 2,000,000 บาท แต่คุณโผงไม่มีเงินจำนวนนั้น

คุณโผงพยายามคิดถึงพรรคพวก คนรู้จักกัน ว่ามีใครบ้างหนอที่จะมีเงินจำนวนเท่านี้ ซึ่งก็ได้คำตอบเลาๆ ว่า น่าจะมีอยู่บ้าง แต่เพื่อนๆ เขาคงไม่สะดวกที่จะหยิบเงินจำนวนนี้มาให้ยืม

ธนาคาร! แวบหนึ่งเขาคิดถึงธนาคารขึ้นมา

คุณโผงเดินไปที่ธนาคาร แล้วแจ้งความจำนงแก่เจ้าหน้าที่ธนาคารว่า

“อยากจะใช้เงินสักก้อนหนึ่ง จำนวนไม่มากดอก สัก 2,000,000 บาท ซึ่งสำหรับธนาคารแล้ว ผมว่าเป็นเงินไม่มากเลย เมื่อเทียบกับเงินที่ธนาคารมี”

เจ้าหน้าที่ธนาคารก็ว่า “ใช่ เงินเท่านี้ ไม่มากหรอก”

“ยืมหน่อยสิ” โดยไม่พูดพล่ามทำเพลงคุณโผงว่าเข้าเป้าไปเลยทีเดียว

“ไม่มีปัญหา” เจ้าหน้าที่ธนาคารตอบ

ได้ฟังคำตอบดังนั้นคุณโผงโล่งอกไม่น้อย นั่งคอยอยู่นานแต่ไม่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารจะหยิบเงินมาให้สักที จึงชักหงุดหงิด

“ไหนละที่ว่าจะให้ยืม” คุณโผงเสียงเข้ม

“อะไรครับ” เจ้าหน้าที่คนเดิมว่า

“เงินไง” เสียงคุณโผงค่อนข้างชัดว่า ไม่พอใจ ที่ปล่อยให้นั่งรออยู่นานสองนาน

“คุณพี่มีอะไร หรือมีใคร มาค้ำประกันล่ะ” เจ้าหน้าที่ถาม

“อ้าว อย่างผมเนี่ย ต้องมีใคร ต้องมีอะไรมาค้ำประกันด้วยรึ” คุณโผงข้องใจ

เจ้าหน้าที่ต้องอธิบายเสียพักหนึ่งจึงเข้าใจว่า การจะมากู้ยืมเงินจากธนาคารนั้น ธนาคารต้องเรียกหลักประกันเป็นธรรมดา เช่นมีบุคคลมาค้ำประกันหนี้สินนั้นว่า ถ้าถึงกำหนดครบกำหนดที่สัญญาระบุว่าให้ชำระแล้วผู้กู้ยืมไม่ชำระคืน ผู้ค้ำประกันจะรับผิดชำระคืนให้ หรืออาจจะต้องมีที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นการค้ำประกัน เผื่อว่ากู้ไปแล้วไม่ยอมชำระหนี้คืนธนาคารจะได้ตามยึดเอาที่ดินนั้นมาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้ ไม่มีธนาคารที่ไหนเขาจะให้กู้ยืมโดยไม่มีการค้ำประกันด้วยบุคคลหรือที่ดินดอก

“ไม่ใช่มาออกปากขอยืม แล้วจะให้ผมส่งเงินให้เลย ไม่ได้ดอกขอรับ” เจ้าหน้าที่ธนาคารว่า

2.

คุณโผงนำที่ดินแปลงเดียวที่มีอยู่ มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้จำนวน 2,000,000 บาทนั้น นั่นละคุณโผงจึงได้เงินไปจากธนาคาร

แต่เป็นธรรมดาของลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่แวะเวียนมาในคอลัมน์นี้ ซึ่งคุณโผงก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ เมื่อกู้ยืมไปแล้วมักไม่จ่ายคืนตามกำหนดในสัญญา

ครั้นเมื่อไม่จ่ายคืนตามสัญญา ทางธนาคารจึงต้องออกแรงทวงถาม

แต่ยังไม่เป็นผล คือ ไม่ได้เงินคืนนั่นเอง

ที่สุดธนาคารจึงต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล

ฟ้องทวงเงิน และขณะเดียวกัน ก็ขอบังคับจำนองด้วย โดยในคำฟ้องได้ขอศาลว่า หากคุณโผงลูกหนี้ไม่ชำระเงินมา ขอให้ศาลสั่งให้ยึดเอาที่ดินที่นำมาจำนองเป็นประกันไว้ ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ประธาน

คุณโผงมองเห็นว่า ไม่มีทางที่จะสู้คดีให้ชนะธนาคารได้ และเห็นว่าน่าจะพอจะตกลงกันได้ จึงทำความตกลงกับธนาคาร จะได้ไม่ต้องต่อสู้คดีกันไปให้เหนื่อยแรงเปล่าๆ

ธนาคารตกลงด้วย ดังนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายจึงตกลงกัน

ศาลจึงพิพากษาไปตามที่ตกลงกันนั้น ว่าให้คุณโผงชำระเงินจำนวน 2,352,682.46 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากผิดนัดไม่ชำระ ยอมให้ธนาคารยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินแปลงที่จดทะเบียนจำนองไว้ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารจนครบ

แม้ศาลจะพิพากษาตามที่คุณโผงตกลงกับธนาคารแล้ว คุณโผงก็ยังไม่ปฏิบัติตาม คือไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาอยู่นั่นเอง

ธนาคารเจ้าหนี้เขาจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวเตรียมการนำออกขายทอดตลาด

3.

ถ้าเป็นภาพยนตร์ ถึงตอนนี้ตัดภาพจากคุณโผงและธนาคาร ที่มีหนี้สินและการฟ้องร้อง การตกลงกันและการพิพากษาตามยอม ตลอดจนถึงการให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองเตรียมขายทอดตลาดนั้นไป

ภาพที่ซ้อน-ย้อนให้เห็น เป็นเฉพาะคุณโผง กับคุณเงือบเจ้าหนี้อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคดีความกัน และที่สุดตกลงยินยอมกัน แล้วศาลมีคำพิพากษาตามยอมเช่นกัน

ศาลมีคำพิพากษาว่า ให้คุณโผงโอนที่ดินแปลงเดียวกันนั้นละ (แปลงที่จดทะเบียนจำนองกับธนาคาร และธนาคารยึดนำออกขายตลาดนั่นละ) ภายในวันที่เท่านั้นเท่านี้ชัดเจน

คำพิพากษาระบุว่า หากคุณโผงไม่ปฏิบัติตามคือไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่คุณเงือบเจ้าหนี้ ให้คุณเงือบถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคุณโผง ให้คุณเงือบไปจดทะเบียนโอนได้เลย

ปรากฏว่าคุณโผงหาได้ปฏิบัติตามคำพิพากษานี้ไม่-คือไม่จดทะเบียนโอนให้คุณเงือบ

คุณเงือบเจ้าหนี้จึงดำเนินการเตรียมใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคุณโผง

ทว่า ดำเนินการไม่ได้ หรือดำเนินการได้ไม่ตลอด ด้วยว่าที่ดินแปลงนี้ติดจำนองอยู่กับธนาคาร แล้วธนาคารตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดออกขายทอดตลาดไปแล้ว

คุณเงือบเจ้าหนี้ในคดีนี้จึงยื่นคำร้องต่อศาล บอกว่าตนนั้นเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิในที่ดินได้ก่อน ตามที่ศาลพิพากษามาแล้ว จึงขอให้ศาลเพิกถอนการยึดที่ดินแปลงนี้เสีย

ธนาคารยื่นคำคัดค้านว่า คุณเงือบเจ้าหนี้รายนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากที่ดินแปลงนี้ เพราะที่ดินแปลงนี้ติดจำนองกับธนาคาร ส่วนหนี้ของคุณเงือบที่ร้องมานี้ เป็นเพียงหนี้สามัญเท่านั้น เจ้าหนี้สามัญอย่างคุณเงือบจึงไม่มีสิทธิ

ธนาคารว่า ตนนั้นมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่จำนองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกหรือไม่

ทั้งการซื้อขายและสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่าง คุณเงือบผู้ร้องกับคุณโผงนั้นทำขึ้นภายหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว ขอให้ยกคำร้องไป

ศาลชั้นต้นยกคำร้องของเจ้าหนี้

ฝ่ายคุณเงือบผู้ที่ร้องเข้ามาอุทธรณ์อีก

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ศาลพิพากษาว่าให้คุณโผงจดทะเบียนโอนที่ดินให้ ยื่นฎีกา

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณเงือบผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนการบังคับคดีที่ดินแปลงนี้หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากธนาคารจะฟ้องคุณโผงให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแล้ว ธนาคารยังขอให้บังคับจำนองที่ดินแปลงนี้ที่ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้ที่สำนักงานที่ดินอีกด้วย

ธนาคารจึงเป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งมีหลักประกันพิเศษ

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้คุณโผงชำระหนี้แก่ธนาคาร หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาด แต่คุณโผงไม่ชำระหนี้ ธนาคารจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

ธนาคารซึ่งเป็นผู้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนอง จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินก่อนเจ้าหนี้สามัญ

แม้คุณเงือบจะเป็นเจ้าหนี้คุณโผงตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้คุณโผงโอนขายที่ดินให้แก่คุณเงือบ อันทำให้คุณเงือบผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ก็ตาม แต่เมื่อสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิอื่นๆ และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

คุณเงือบจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนธนาคารผู้รับจำนอง

คุณเงือบจะอ้างว่ามีสิทธิเหนือทรัพย์ที่ธนาคารนำยึดไม่ได้

การบังคับคดีของธนาคาร ไม่กระทบถึงสิทธิของคุณเงือบแต่อย่างใด

กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของธนาคาร

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน

คุณเงือบเจออย่างนี้ เลยหงอยกลับไป

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2555)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1300 ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 287 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย

มาตรา 289 ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่อาจบังคับเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองหลุด ผู้รับจำนองจะมีคำขอดังกล่าวข้างต้นให้เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุดก็ได้

ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้ไปจดทะเบียนไว้นั้น ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด ส่วนในกรณีอื่นๆ ให้ยื่นคำร้องขอเสียก่อนส่งคำบอกกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 319

ถ้าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เอาทรัพย์ที่จำนองหลุด การยึดทรัพย์ที่จำนองนั้นเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ในกรณีอื่นๆ ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะได้รับแต่เงินที่เหลือ ถ้าหากมี ภายหลังที่หักชำระค่าธรรมเนียมการบังคับจำนองและชำระหนี้ผู้รับจำนอง หรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิแล้ว

หวุดหวิด

Published กรกฎาคม 6, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 366

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

หวุดหวิด

เป็นคนต่างด้าว ซื้อคอนโดมิเนียม จ่ายเงินครบ นำหนังสือมอบอำนาจไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าหน้าที่บอก โอนให้ไม่ได้ ขัดกฎหมาย ถอยกลับมานอนก่ายหน้าผากอยู่หลายปี กระทั่งคอนโดมิเนียมถูกเจ้าหนี้ยึด จะนำออกขายทอดตลาด ทีนี้จะทำอย่างไร

1.

เดือนพฤศจิกายน 2530 คุณโผงไปจอง แล้วทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดใน “สูงเด่น คอนโดมิเนียม” ไว้กับ บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด

ครั้นพอได้จังหวะ คือ เมื่อเล็งเห็นว่า น่าจะได้กำไรตามคาดแล้ว หรือว่าบอกขายต่อได้กำไรแล้ว คุณโผงจึงปล่อยออกขายต่อ

วันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2532 คุณโผงโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายกับบริษัท ให้คุณรามซิงค์เป็นคู่สัญญาแทน

คุณรามซิงค์ หรือที่คุณโผงเรียกขานบอกใครๆ ว่าชื่อ คุณรามสิงห์นั่นละ เป็นผู้ซื้อต่อมา

คุณรามซิงค์ไม่ใช่คนไทย หากเป็นชาวอินเดีย เป็นคนต่างชาติเป็นต่างด้าว

คุณรามซิงค์ทำธุรกิจติดต่อค้าขายระหว่างเมืองไทยกับในอินเดีย—เข้ามาติดต่อค้าขายและอยู่เมืองไทยเป็นคราวๆ เป็นช่วงๆ เป็นพักๆ มานานแล้ว

ไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับอินเดีย และอินเดียกับไทย แต่ว่าอยู่ไทยคราวละนานๆ ถึงจะบินกลับไปอินเดียทีหนึ่ง จึงคิดซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองเอาไว้ แทนที่จะต้องเช่า

ที่สุดเลยซื้อคอนโดมิเนียมที่คุณโผงจองซื้อไว้แล้วบอกขาย ด้วยเห็นว่า ไม่มากสตางค์ คือเมื่อเทียบกับสตางค์ที่คุณรามซิงค์มี ทำเลดี สะดวกในการมาพักและการเดินทางไปไหนๆ

จากคู่สัญญาจะซื้อจะขายเดิม คือ คุณโผง กับ บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด

เลยเปลี่ยนมาเป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายคู่ใหม่คือ คุณรามซิงค์ กับ บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด

คุณรามซิงค์ก็เริ่มทยอยผ่อนชำระราคาห้องชุดไปจนครบจบสิ้น

บริษัทจึงส่งมอบห้องชุดนั้น และมอบหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่คุณรามซิงค์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เอาเอง

2.

คุณรามซิงค์นำหนังสือมอบอำนาจและเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปที่สำนักงานที่ดิน ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดนั่น

พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารแล้วแจ้งแก่คุณรามซิงค์ว่า “โน”

คุณรามซิงค์ถามว่า “โน อาราย ละจ๊ะนาย”

พนักงานเจ้าหน้าที่ว่า “โน จดทะเบียน จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ไม่ได้”

คุณรามซิงค์ข้องใจถามว่า “อีนี้ ทำมาย ละจ๊ะนาย”

พนักงานเจ้าหน้าที่อธิบายทั้งด้วยมือและด้วยปากว่า เพราะคุณรามซิงค์เป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมายไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมในประเทศไทยได้

“ต้องขออภัยนะจ๊ะบังจ๋า” เจ้าหน้าที่ว่า

คุณรามซิงค์เลยเซ็งกลับออกมา นอนคิดว่าจะทำฉันใดต่อไปดี แต่ยังคิดไม่ออก

คุณเจ้าหน้าที่ก็ว่าไปตามที่คุณเจ้าหน้าที่เข้าใจและรับรู้ ว่ากฎหมาย ห้ามชาวต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและคอนโดมิเนียมในไทย

ทั้งที่ความจริงไม่ได้ถึงกับห้ามขาดหรอก เพียงแต่คนต่างด้าวที่ต้องการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและคอนโดมิเนียมนั้น จะต้องขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เจ้าหน้าที่อ่านไม่ถึงตรงนี้ จึงบอกคุณรามซิงค์ไปอย่างนั้นและไม่รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้

อันที่จริง ถ้าไปขอและได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนต่างด้าวก็ถือกรรมสิทธิ์ได้

3.

เมื่อรับแจ้งมาดังนั้น คุณรามซิงค์คิดไม่ออกว่า จะทำอย่างไรต่อไปดี ถึงเวลาเดินทางไปอินเดียก็ไป กลับมาจากอินเดียก็มาอยู่พักอาศัยที่ห้องชุดคอนโดมิเนียมแห่งนั้น

คุณรามซิงค์ ไปอินเดีย กลับเมืองไทย กลับเมืองไทย ไปอินเดีย แล้วกลับเมืองไทยไม่รู้กี่รอบแล้ว

เวลาล่วงเลยไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเลื่อนไปเป็นปี จากปีเป็นหลายปี

หลังๆ นี่คุณรามซิงค์ว่าไม่จดทะเบียนโอนมาก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะยังได้ใช้ห้องชุดเป็นที่อยู่อาศัยได้ตามปกติ ชักลืมๆ เรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วด้วยซ้ำไป

เกิดอะไรขึ้นบ้างกับกฎหมายในเมืองไทยที่อนุญาตให้คนต่างด้าวสามารถจดทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมได้แล้ว แต่คุณรามซิงค์ไม่รู้หรอก

เกิดอะไรขึ้นกับบริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด คุณรามซิงค์ก็ไม่มีโอกาสรับรู้

ปรากฏว่าในปลายปี 2540 บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด ถูกฟ้องร้องเป็นคดี

เดือนมีนาคม 2541 ศาลพิพากษาให้ บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด ชำระหนี้ 86 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย

แต่บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด ไม่ชำระ

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นขอศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์สินของบริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด

เดือนเมษายน 2543 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึด สูงเด่น คอนโดมิเนียม ที่คุณรามซิงค์นอนอยู่ด้วย เตรียมนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

“เหย็ด-แหม่ ฉิบหาย ตายโหง แล้ว” คุณรามซิงค์สบถเป็นภาษาไทยชัดเจน ด้วยว่าไปๆ มาๆ อยู่ไทยมานานร่วม 10 ปีเข้าให้แล้ว ภาษาไทยแข็งแรงมาก แม้กระทั่ง (หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง) ถ้อยคำไม่สุภาพที่คุณรามซิงค์สนใจเป็นพิเศษ

4.

สูงเด่น คอนโดมิเนียม ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึด แน่ละ ยึดรวมห้องชุดของคุณรามซิงค์เข้าไปด้วย

คุณรามซิงค์เดือดร้อนสิ จึงวิ่งหาคุณทนายความ เล่าความอธิบายความให้คุณทนายฟัง

คุณทนายความว่าใจเย็นๆ เดี๋ยวจะจัดการให้

ว่าแล้วคุณทนาย จึงยื่นคำร้องเข้าไปในคดีที่เจ้าหนี้กับบริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด พิพาทกันอยู่ ขอให้กันส่วนห้องชุดของคุณรามซิงค์ออกมา อย่าได้ยึดของคุณรามซิงค์ไปขาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนทวนความตามท้องเรื่องแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการยึดห้องชุดของคุณรามซิงค์

ทางเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเขาอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นให้ยกคำร้องของคุณรามซิงค์ คือให้เดินหน้ายึดออกขายทอดตลาด

คุณทนายความของคุณรามซิงค์ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะคุณรามซิงค์เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับ บริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด นั้นคุณรามซิงค์จะเป็นคนต่างด้าว แต่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 บัญญัติไว้ว่า ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้บังคับแก่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าว อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาดมิให้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ซึ่งคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน

ทั้งต่อมามาตรา 19 มีการแก้ไข โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ให้สิทธิคนต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ หากคนต่างด้าวนั้นมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างคุณรามซิงค์กับบริษัท สูงเด่น คอนโดมิเนียม จำกัด จึงไม่เป็นโมฆะ หรือโมฆียะ

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญาจะซื้อจะขายยังมีผลบังคับ และคุณรามซิงค์ได้ชำระราคาห้องชุดครบถ้วน รวมทั้งเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ห้องที่ซื้อนั้นแล้ว คงเหลือแต่การจดทะเบียนสิทธิเพื่อโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น ถือได้ว่า คุณรามซิงค์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตามมาตรา 1300

โดยที่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ดังนั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธินำยึดห้องชุดของคุณรามซิงค์เพื่อบังคับคดีอันเป็นการกระทบกระทั่งถึงสิทธิของคุณรามซิงค์ตามกฎหมาย

คุณรามซิงค์จึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดห้องชุดนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

นั่นคือต้องปล่อยการยึดห้องชุดของคุณรามซิงค์ออกมา

คุณรามซิงค์รับฟ้องคำพิพากษาแล้วร้องว่า “อีนี้ ขอบใจมากนะนายจ๋า”

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไซร้ ท่านว่าเป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือ คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

มาตรา 1300 ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 287 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522

มาตรา 19 คนต่างด้าวและนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว อาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ ถ้าเป็นคนต่างด้าวและนิติบุคคลดังต่อไปนี้

(1) คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

(2) คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

(3) นิติบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 97 และมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย

(4) นิติบุคคลซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

(5) คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวซึ่งนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรหรือถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศหรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ

หวิดไป

Published มิถุนายน 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

หวิดไป

ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินในหมู่บ้านจัดสรรมา ชำระเงินจอง ผ่านดาวน์จนครบ จ่ายเงินครบถ้วนเสร็จแล้ว แต่ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน วันดีคืนดีบริษัททำบ้านจัดสรรเงินขาดมือ ไปกู้เงิน นำที่ดินไปจดจำนอง แล้วไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ฟ้องคดีชนะตามมายึดที่ดิน คนซื้อบ้านและที่ดินจะทำอย่างไร

1.

แต่ละคนต่างมีความชอบไม่เหมือนกัน มีเหตุผลไม่เหมือนกัน

แน่ล่ะ ถ้าแต่ละคนมีความชอบเหมือนกันทุกๆ คน มีเหตุผลเหมือนกัน ลองคิดดูสิ คงยุ่ง คงจะวุ่นไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

เป็นต้นว่า แม้ผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบผู้หญิง แต่ในรายละเอียดกล่าวได้ว่า ชอบต่างกัน ด้วยเหตุผลของคนหนึ่งว่าอย่างนั้น เหตุผลของอีกคนหนึ่งว่าอย่างนี้ บ้างว่าชอบที่นิสัยใจคอ บ้างว่าชอบที่ผิวพรรณ บ้างว่าชอบที่กิริยามารยาท บ้างว่าชอบที่ความรู้ บ้างพึงพอใจฐานะประกอบกัน

บางรายว่าดื้อๆ เลยว่า ชอบผู้หญิงที่ตรงนั้น บางรายว่าชอบอีกที่หนึ่งอีกส่วนหนึ่ง

ผู้หญิงก็ทำนองเดียวกันนั่นละ

แถมผู้ชายบางคนยังชอบผู้ชายด้วยกันเลย นี่ก็แตกต่างไปจากกลุ่มผู้ชายที่ชอบผู้หญิงแล้ว

นี่คือความชอบที่แตกต่างกัน และต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกัน

ด้วยเหตุนี้ เราถึงได้พบว่า บางคนชอบพระเครื่อง บางคนชอบรถเครื่อง บางคนชอบเรือเครื่อง ขณะที่บางรายชอบเครื่องบิน แต่บางรายไพล่ไปชอบหางเครื่อง

ฯลฯ

“ซื้อของอย่างอื่น เมื่อเราซื้อมาแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปราคามันตก แต่บ้านและที่ดินไม่ใช่” นี่คือเหตุผลของคุณโผง และบ้านกับที่ดินหรือที่ดินกับบ้านเป็นสิ่งที่คุณโผงชอบ

“อย่างรถยนต์งี้ ซื้อมามีแต่รายจ่าย เขาถึงเรียกว่า ลดไง มูลค่ามันลดลงทุกวัน” คุณโผงว่า

ถ้าจะว่าไปให้เป็นภาษาสมัยใหม่หน่อยก็อาจกล่าวได้ว่า คุณโผงชอบสะสม ชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเหตุผลดังที่ว่าไว้ข้างบนนั่นแล้วไม่ต้องว่าอีก

คุณโผงจะมีเหตุผลต่างๆ มาประกอบกันหลายประการ เป็นต้นว่า รถไฟฟ้าจะผ่านตรงนี้ เข้ามาใกล้ตรงนั้น หรืออีกหน่อยทางรถไฟความเร็วสูงจะตัดผ่าน อีกหน่อยกระทรวง ทบวง กรม กองจะย้ายมาใกล้ๆ บริเวณนั้น แล้วก็ตัดสินใจซื้อบ้านและที่ดินย่านนั้น โครงการนั้น

2.

ที่นี่ก็เช่นกัน คุณโผงซื้อไว้จากบริษัทบ้านจัดสรร ด้วยเหตุว่าเป็นทำเลที่ดี สักวันหนึ่งในเวลาไม่นานวัน ไม่นานเดือน หรือไม่นานปีนี่ละจะมีถนนตัดผ่าน จะกลายเป็นย่านเจริญ คุณโผงมั่นใจว่าเมื่อถึงวันนั้น ราคาบ้านที่ซื้อไว้จะถีบตัวสูงขึ้นมีกำไรอย่างงาม

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2538 คุณโผงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 241 และ 242 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 348 และ 349 ในโครงการบ้านจัดสรรจากบริษัทบ้านจัดสรร เป็นเงิน 950,000 บาท

ซื้อ 2 แปลง 2 หลังเลย ด้วยว่าถูกใจมาก มั่นใจมาก

คุณโผงชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 50,000 บาท ที่เหลือแบ่งชำระ 20 งวด งวดละ 30,000 บาท โดยงวดที่ 20 จำนวน 200,000 บาท

ที่เหลืออีก 130,000 บาท จะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม วันที่ 25 ตุลาคม 2540 คุณโผงชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 2 แปลงแก่บริษัทบ้านจัดสรรครบถ้วน

แต่ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน!!

บริษัทบ้านจัดสรรก็ดำเนินกิจการไป คุณโผงก็อยู่ในบ้านที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั้นไป

เวลาผ่านมาล่วงเลยมา ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 บริษัทบ้านจัดสรรขาดเงิน เงินขาดมือ ขาดสภาพคล่อง จึงไปกู้เงินบริษัท ในการนี้ได้นำเอาที่ดินจัดสรร กว่า 40 แปลง รวมทั้ง 2 แปลงที่คุณโผงทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ไปจดทะเบียนจำนองกับบริษัทรับจำนอง

ที่ดิน 2 แปลงคือ โฉนดเลขที่ 241 และ 242 ที่คุณโผงทำสัญญาจะซื้อจะขายและจ่ายเงินครบหมดแล้วติดไปจำนองไว้ด้วย!!!

ถ้าบริษัทบ้านจัดสรรที่ไปกู้เงินมาและนำเอาโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้ชำระเงินกู้ครบถ้วนปัญหาคงไม่เกิดขึ้น

แต่นี่ไม่ใช่—บริษัทบ้านจัดสรรไม่ชำระเงินกู้

เมื่อไม่ชำระเงินกู้ บริษัทที่เขาให้กู้เงินและรับจำนองที่ดินไว้จึงฟ้องคดีต่อศาล เรียกให้ชำระเงิน และบังคับจำนองเอากับที่ดินที่ติดจำนองอยู่เหล่านั้น

3.

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บริษัทบ้านจัดสรรชำระเงิน 63,471,826.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัทรับจำนอง หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์ที่ดินตามโฉนดต่างๆ รวมทั้ง 2 แปลงที่คุณโผงทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ออกขายทอดตลาดชำระหนี้

เมื่อบริษัทบ้านจัดสรรไม่ชำระหนี้ ราวๆ เดือนพฤศจิกายน 2552 บริษัทผู้รับจำนองไว้จึงขอศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศยึดทรัพย์ รวมทั้งที่ดินและบ้านคุณโผงทั้ง 2 แปลงด้วย

คุณโผงร้อง เฮ้ย! ยึดไม่ได้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอม

คุณโผงร้องเฮ้ย-ที่บ้านไม่พอ ต้องแต่งตั้งทนายความ ยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยึดและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด ขอให้ศาลสั่งปล่อยที่ดิน 2 แปลงของตนโดยอ้างว่าที่ดินไม่ใช่ของบริษัทบ้านจัดสรรแล้วแต่เป็นของคุณโผง ขอให้ปล่อยออกมา

ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกคำร้องขอ คุณโผงเซ็งไปเลย

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 241และ 242 ที่บริษัทผู้รับจำนองนำยึดไว้เตรียมขายทอดตลาด

4.

บริษัทผู้รับจำนอง ไม่ยอมสิ จึงฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของบริษัทผู้รับจำนองว่า คุณโผงผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทผู้รับจำนองนำยึดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

เห็นว่า คุณโผงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบ้านจัดสรร ชำระราคาครบถ้วน และเข้าครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นแล้ว คงเหลือแต่การจดทะเบียนสิทธิเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 2 แปลงให้คุณโผง

ถือได้ว่าคุณโผง เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300

แม้บริษัทผู้รับจำนองจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนอง แต่บริษัทได้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวภายหลังจากที่คุณโผงได้ชำระราคาที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่บริษัทบ้านจัดสรรครบถ้วนแล้ว

นอกจากนี้ ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดทั้ง 2 ฉบับ ก่อนรายการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันของบริษัท ก็ปรากฏตามประทับไว้ชัดเจนว่า ที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดิน ออกให้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541

ดังนั้น การที่บริษัทบ้านจัดสรรนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่บริษัทผู้รับจำนองภายหลังที่หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวได้จัดสรรไปแล้วประมาณ 4 ปี บริษัทในฐานะผู้รับจำนองหากได้กระทำการโดยสุจริตก็ควรจะได้เฉลียวใจหรือควรได้รู้ถึงการมีบ้านเกิดขึ้นภายหลังนั้น เนื่องจากบริษัทบ้านจัดสรรได้จัดสรรขายให้แก่ลูกค้าไปแล้ว

แต่บริษัทผู้รับจำนองก็มิได้ตรวจสอบหลักฐานการเป็นเจ้าของให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนจึงรับจดทะเบียนจำนอง

อีกทั้งตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เรื่องควบคุมการจัดสรรที่ดิน ข้อ 18 ได้บัญญัติว่า

“เมื่อได้รับใบอนุญาต (ให้ทำการจัดสรรที่ดิน) จากคณะกรรมการแล้ว ห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ”

ไม่ปรากฏว่าในการทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองนี้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการแล้ว

ดังนี้ พฤติการณ์เชื่อได้ว่า บริษัทรับจำนองจงใจหรือแกล้งละเลยต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันมีไว้ด้วยเจตนาเพื่อป้องกันประชาชนผู้สุจริต

ถือได้ว่า เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยที่ดินทั้ง 2 แปลง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน

คุณโผงถอนห-า-ย-ใ-จ-ย-า-ว

เ-ฮ้-อ-!…โ-ล่-ง-อ-ก

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18418/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1300 ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 288 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 55 ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่า จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้กล่าวอ้างนั้นนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยลำดับ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำร้องขอเช่นว่านี้ ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทนั้นไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล ดังที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้

เมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแล้ว ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา เว้นแต่

(1) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนวันกำหนดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้ผู้กล่าวอ้างวางเงินต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไว้ในคำสั่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับ เนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดแต่การยื่นคำร้องขอนั้น ถ้าผู้กล่าวอ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

(2) ถ้าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์และมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีเหตุอันควรฟัง หรือถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า

คำสั่งของศาลตามวรรคสอง (1) และ (2) ให้เป็นที่สุด

ลาภมิควรได้

Published กุมภาพันธ์ 10, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 357

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ลาภมิควรได้

ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ ได้รับเช็คต่างประเทศมา รีบนำไปเข้าบัญชีธนาคารเรียกเก็บเงิน รอพักหนึ่งธนาคารนำเงินเข้าบัญชีให้ จึงไปถอนออกมาใช้จ่ายส่วนหนึ่ง วันดีคืนดีธนาคารแจ้งมาว่า ให้คืนเงินที่เบิกออกไป เพราะเช็คนั้นเด้ง ทีนี้เลยเถียงกันใหญ่สิว่า จะต้องคืนหรือไม่ เพราะใช้จ่ายไปหมดแล้ว

1.

เช้านี้ เย็นสดชื่นดีจังเลย ฝนเพิ่งจะขาดเม็ดไปไม่นาน หากผืนดินชุ่มโชกด้วยน้ำ ด้วยว่าฝนตกยาวนานตั้งแต่ตอนก่อนรุ่งเช้า แล้วต่อเนื่องเรื่อยมา เบาบ้างหนักบ้างสลับกัน แต่ดูเหมือนส่วนใหญ่จะหนัก เหตุเพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝนของภาคใต้

ตรงไหนเป็นที่ลุ่มหน่อยมีน้ำขังจนล้น ถนนหนทางเจิ่งนอง รถราติดกันยาวจากแยกจรดแยก

ความพยายามของเทศบาลในการระบายน้ำออกจากถนนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทางระบายน้ำ ท่อ คูต่างๆ ตันบ้าง ตื้นเขินบ้าง เหตุเพราะสารพัดขยะจากเหล่ามนุษย์มักง่าย

ยังมีร้านรวงโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต สารพัดรูปแบบ ปลูกสร้างตั้งขวางทางระบายน้ำลงสู่ทะเล

น้ำท่วมที่สมุย! น้ำท่วมที่ภูเก็ต! น้ำท่วมที่เกาะ!

ถ้าพูดอย่างนี้ บอกอย่างนี้ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือก่อนนั้นคงไม่มีใครเชื่อ เพราะ ณ เวลานั้น ทันทีที่ฝนตกน้ำจะไหลลงสู่ทะเลผ่านตามลำคลองธรรมชาติต่างๆ อย่างรวดเร็ว หรือแม้ไม่มีลำคลองก็ตามประเดี๋ยวเดียวก็ซึมหายไปในดินทรายแล้วที่สุดก็ออกสู่ทะเลนั่นเอง

เพราะที่นั่นเป็นเกาะ แต่เวลานี้เหตุทำนองนี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ไม่ต่างจากในเมืองบนผืนแผ่นดินใหญ่

วันที่ 16 มิถุนายน 2548 คุณโผงรีบจ้ำลอดชายคาร้านรวงต่างๆ เหลียวซ้ายแลขวา จ้ำพรวดๆ ข้ามถนนมุ่งไปยังธนาคารที่คุณโผงมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อยู่

“นำเช็คมาเข้าบัญชี” คุณโผงบอกเจ้าหน้าที่ที่ยิ้มต้อนรับอยู่ที่เคาน์เตอร์

เป็นเช็คธนาคารต่างประเทศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 จำนวนเงิน 9,450 ดอลลาร์สหรัฐ วันนั้น ใน พ.ศ. โน้น แปลงเป็นเงินไทยได้ 385,371 บาท

อยู่ในเมืองท่องเที่ยวอย่างนี้ คุณโผงทำธุรกิจกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเมื่อมาเที่ยวแล้วติดใจเมืองไทย ซื้อหาอสังหาริมทรัพย์เอาไว้เป็นเจ้าของบ้าง หรืออื่นๆ บ้าง ด้วยวิธีการต่างๆ นานาแล้วแต่จะคิดค้นกันขึ้นมา

เที่ยวนี้คุณกาเรต หนุ่มสูงอายุชาวอเมริกันลูกค้าที่เคยมาเที่ยวที่นี่จ่ายเช็คส่งมาจากอเมริกา

เจ้าหน้าที่ธนาคารรับไว้เพื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคารเจ้าของเช็ค เสร็จธุระแล้วคุณโผงก็ลากลับ

วันที่ 28 มิถุนายน พนักงานธนาคารสาขาโอนเงินจำนวน 385,371 บาท เข้าบัญชีคุณโผงไป คุณโผงนำสมุดไปอัพเดตเห็นก็ดีใจว่า เงินจากเช็คเข้าแล้วเรียบร้อย

วันที่ 30 มิถุนายน คุณโผงไปจัดการถอนเงินจากยอดนั้นออกมา 120,000 บาท

2.

เวลาผ่านมาถึงกลางเดือนกรกฎาคม คุณโผงมีธุระที่จะต้องใช้เงินจากบัญชีดังกล่าวอีก ไปติดต่อที่ธนาคาร ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ธนาคารขออายัดบัญชีนี้ เบิกถอนไม่ได้แล้ว

วันที่ 29 กรกฎาคม คุณโผงได้รับใบนำส่งเช็คคืนจากธนาคารสาขาที่นำเช็คเข้าไปฝาก พร้อมทั้งรายการโอนเงินในบัญชีเงินฝากของคุณโผงออกไปจำนวน 265,371 บาท แล้วยังเก็บค่าธรรมเนียมการส่งเช็คไปเรียกเก็บที่ต่างประเทศอีก 250 บาทด้วย

คุณโผงร้อง เฮ้ย! ขึ้นเสียงดัง แล้วเงียบไป ด้วยไม่รู้ว่าจะร้องว่ากระไรให้มันได้อะไรขึ้นมาอีก ส่วนจะเอะอะโวยวายว่าอย่างไรคุณโผงก็เห็นว่า ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ใดๆ เช่นกัน จึงเงียบเสีย

การเงียบนั้นทำให้ไม่พักต้องเหนื่อย และอาจจะเจ็บคอได้ถ้าตะเบ็งเอะอะเสียงดังเกินไป

ใช้วิธีคุยกันดีกว่า คุณโผงคิดในใจ

เช่นเดียวกับธนาคารก็คิดว่า ควรจะใช้วิธีการพูดคุยกันเสียงเบาๆ จะได้ไม่เสียรังวัด

ธนาคารให้เหตุผลว่า เช็คนั้นเด้ง-ไม่มีเงิน เรียกเก็บเงินไม่ได้ ดังนั้น ที่โอนเงินเข้าบัญชีคุณโผงไปนั้นเป็นการผิดพลาด ผิดพลาดตรงการสื่อสารกันระหว่างพนักงานของสาขากับสำนักงานใหญ่ของธนาคาร

ธนาคารจึงขอให้คุณโผงส่งเงินคืนจำนวน 120,000 บาท ที่เบิกไปก่อนหน้านี้คืนมาด้วย

คุณโผงว่า เงินเบิกออกมา ใช้ไปหมดแล้วทำธุระไปเกลี้ยงแล้ว จะคืนยังงัย จะเอาที่ไหนมาคืน

ธนาคารว่าเงินน่ะ ไม่ต้องเอาก้อนนั้นมาคืน เอาเงินตรงไหนก้อนจำนวนไหนมาคืนก็ได้ เอาให้ครบจำนวน 120,000 บาทก็ใช้ได้แล้ว รีบเอามาคืนเสียโดยไว

คุณโผงว่า เงินก้อนอื่นก็ก้อนอื่นสิ มันจะมาเกี่ยวอะไรอย่างไรกะเรื่องนี้ด้วยละ

เถียงกันหลายวัน ทวงเป็นหนังสือก็แล้ว แต่ไม่จบเรื่อง

ที่ว่าไม่จบ คือคุณโผงไม่ยอมคืนเงิน โอกาสเดียวกันนั้นธนาคารจึงไม่ได้รับเงินคืนไปด้วย

3.

เมื่อไม่ได้รับเงินคืน ธนาคารจึงยื่นฟ้องคดี ว่าการที่คุณโผงได้เงินดังกล่าวไป เป็นการได้โดยเหตุแห่งการสำคัญผิดของพนักงานธนาคาร โดยปราศจากมูลอันจะอ้างเอามาเป็นของตนตามกฎหมายได้ ทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย

ขอให้ศาลบังคับคุณโผงให้คืนเงินมา 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่คุณโผงเบิกถอนเงินออกไป คิดดอกเบี้ย 3,254.79 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 123,254.79 บาท

กับดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนั้นจากเงินต้น 120,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จอีกด้วย

ฟ้องมายังงี้คุณโผงมีรึจะไม่ต่อสู้คดี คุณโผงจึงแต่งตั้งทนายความยื่นคำให้การต่อสู้คดี

คุณโผงต่อสู้ว่า คุณโผงเชื่อโดยสุจริตใจ ว่าเงินที่เข้าบัญชีมานั้นเป็นเงินที่เรียกเก็บได้ตามเช็คฉบับนั้น จึงได้ถอนเงินบางส่วน 120,000 บาท แล้วส่งเงินไปให้คุณเบลสซี่ ภริยาของคุณกาเรต จำนวน 112,098 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,902 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ

หมดแล้ว 120,000 บาท ไม่มีเหลือแล้ว!!

สรุปว่าไม่ต้องคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณโผงชำระเงินแก่ธนาคาร 123,254.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินต้น 120,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณโผงอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!

คุณโผงร้องไช-โย (ข้างนอกศาล)

เจออย่างนี้เข้า ธนาคารจึงฎีกาคดีต่อศาลฎีกา

4.

หลายปีต่อมา วันนั้นคุณโผงตื่นแต่เช้าตรู่ขับรถออกจากบ้านในตัวตลาด เดินทางไปศาลจังหวัดที่ตั้งอยู่นอกเมืองตามที่นัด

รับฟังคำพิพากษาศาลฎีกาวันนี้ เขาค่อนข้างมั่นใจ ว่าน่าจะเป็นไปอย่างที่ศาลอุทธรณ์เคยพิพากษา

อากาศเย็นสบาย ด้วยฝนตกหนักมาเมื่อก่อนจะเช้า น้ำท่วมรถติดยาวนับกิโลเมตรอีกเช่นเคย

คุณโผงคิดไปถึงวันที่นำเช็คไปเข้าบัญชีเมื่อหลายปีก่อน บรรยากาศคล้ายๆ กัน

ธนาคารฎีกาว่า ธนาคารโอนเงินเข้าบัญชีของคุณโผงก่อนที่ธนาคารจะเรียกเก็บเงินตามเช็ค และคุณโผงทราบดีอยู่แล้วว่า เช็คนั้นอาจถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

การที่คุณโผงเบิกเงิน 120,000 บาท ออกจากบัญชีเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต จึงต้องคืนเงินที่เบิกไปฐานลาภมิควรได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อธนาคารโอนเงินเข้าบัญชีคุณโผงเท่ากับจำนวนเงินในเช็ค ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำให้คุณโผงในฐานะผู้ทรงเช็คเข้าใจได้ว่า เงินนั้นเป็นเงินตามเช็ค

การที่คุณโผงถอนเงินออกจากบัญชีเพียงบางส่วน 120,000 บาท ทั้งที่สามารถเบิกถอนได้ในคราวเดียวทั้งหมด จึงไม่น่าจะเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตของคุณโผง

ฟังไม่ได้ว่า คุณโผงรับเงินไว้โดยไม่สุจริต จึงต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412

เมื่อปรากฏว่า เงินจำนวน 120,000 บาท ที่คุณโผงเบิกถอนไป ส่วนหนึ่งได้โอนคืนแก่คุณเบลสซี่ ภริยาของคุณกาเรต อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่ก่อนได้รับแจ้งจากพนักงานของธนาคารว่าเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงถือว่าวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นเวลาขณะเรียกเงินคืนคุณโผงไม่มีเงินเหลือที่จะคืนให้ธนาคารแล้ว

คุณโผงไม่ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ธนาคาร

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คุณโผงถอนหายใจเฮือกใหญ่ โล่งอกไป

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12258/2555)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 406 บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่งการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย

บทบัญญัติอันนี้ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่ได้ทรัพย์มา เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้วนั้นด้วย

มาตรา 412 ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

ไม่น่าทำกัน

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 354

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่น่าทำกัน

1.

คุณโผงเป็นคนมีฐานะ แม้ว่าจะไม่มีฐานะมากกว่าใครๆ ทุกคนก็ตามที แต่เชื่อได้ว่า มีฐานะมากกว่าใครๆ หลายคน ในหมู่บ้านนั้น ในตำบลนั้น ในอำเภอนั้น ในจังหวัดนั้น ในประเทศนั้น-ไม่ใช่สิในประเทศนี้ต่างหาก

เรียกได้ว่า หรือกล่าวได้ว่า หรืออาจกล่าวได้ว่า หรือสมควรจะกล่าวได้ว่า มีฐานะมากกว่าใครๆ อยู่ไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนที่เป็นพลเมืองของประเทศนี้เลยทีเดียว

ที่ว่ามีฐานะนั้น หมายความว่า มีฐานะดี มีเงินทอง มีทรัพย์สิน เช่น รถ เรือ และอื่นๆ อีก

ขาดแต่ว่า ไม่มีช้าง ม้า วัว ควาย หมู เห็ด เป็ด และไก่ เพราะคุณโผงไม่ได้เป็นเกษตรกร หากเป็นพ่อค้า เมื่อเป็นพ่อค้าไม่ได้เป็นเกษตรกรจึงไม่แปลกที่ไม่มี ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ แกะ หมู เห็ด เป็ด และไก่ รวมทั้งห่านด้วย

ถ้าเป็นเกษตรกรสิจึงควรมีพวกนั้น แต่เมื่อคุณโผงไม่ใช่ก็แล้วกันไป ถ้าเป็นเกษตรกรก็อาจจะมีฐานะไปอีกทางหนึ่ง คือ ฐานะยากจน (แต่คุณโผงป้องกระซิบว่า เขาอาจจะมี วัว ควาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ แพะ แกะ อยู่บ้างในตู้เย็น ถ้าสนใจอาจไปเปิดดูก็ได้ เว้นแต่ คุณแม่บ้านนำไปทำอาหารเสียหมดแล้ว)

แต่ว่า เขามีที่ดินหลายแปลง มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินให้เช่า มีบ้านให้เช่าอะไรทำนองนั้น

บ้านและที่ดินแปลงหนึ่งให้คุณประเดิมเช่า

พอเช่าไปสักพักคุณประเดิมเบื่อแล้ว ไม่เช่าแล้ว คุณโผงจึงให้คุณเงือบเช่าต่อ

ตอนที่คุณโผงให้คุณเงือบเช่าต่อนั้น ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากันเป็นหนังสือแต่อย่างใด เป็นการให้เช่ากันปากเปล่า เป็นการเช่าที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่าว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

แม้ตามกฎหมายจะบัญญัติไว้ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีกันหาได้ไม่ก็ตาม

แต่เป็นเพราะเมื่อตอนเริ่มเช่ากันนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมิได้คิดว่า จะต้องมีเหตุใดๆ ให้ถึงกับต้องฟ้องร้องกันในภายหลังดอก

ฝ่ายหนึ่งมีที่ดินมีบ้าน ฝ่ายหนึ่งอยากเช่า ทั้งสองก็ตกลงว่า ให้มีการเช่ากันขึ้น จึงมิได้ทำสัญญาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อกันเอาไว้แต่อย่างใด

มิใช่จะมีเฉพาะกรณีของคุณเงือบกับคุณโผงเท่านั้น หากแต่มีกรณีทำนองเดียวกันนี้มากมายหลายรายหลายคุณ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของคุณบุญล้อม คุณสมบัติ คุณวิรัตน์ คุณนารี คุณกมล คุณสมศักดิ์ คุณชัยรัตน์ ฯลฯ แต่มันไม่มีเรื่องขึ้นศาลไง เพราะนำมาฟ้องคดีกันไม่ได้ไงละ

2.

ในระหว่างที่ อิสราเอลกับปาเลสไตน์กำลังพิพาทกัน พร้อมๆ กับที่มีปัญหากันในยูเครน ที่กล่าวหาว่ารัสเซียเข้ามาแทรกแซง สนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครน และเกิดปัญหาขึ้นที่อื่นๆ ของโลก รวมทั้งปัญหาที่สามจังหวัดภาคใต้ของไทย

คุณเงือบก็เช่าที่ดินของคุณโผง ดำเนินกิจการไปตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในโลกใบนี้ หรือถึงมีก็ไม่กระทบกระเทือนกับสัญญาเช่าระหว่างคุณโผงกับคุณเงือบ และรวมทั้งไม่กระทบกระเทือนถึงกิจการของคุณเงือบแต่อย่างใด

ระหว่างที่เช่าที่ดินของคุณโผง คุณเงือบก็ก่อสร้างห้องแถวขึ้น 2 ห้อง

ที่เรียกว่าก่อสร้างห้องแถวคือ การปรับปรุงเพิงสังกะสีที่มีอยู่เดิมแล้วนั่นละ ให้อยู่อาศัยได้ด้วย ให้สามารถใช้สำหรับทำมาค้าขายอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วย

ตกลงกันด้วยปากว่า เมื่อสร้างแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกัน ให้สิ่งก่อสร้างนั้นตกเป็นของคุณโผง แล้วถ้าคุณโผงเกิดคิดจะขายที่ดินขึ้นมา ให้ขายให้คุณเงือบก่อนละกัน

คุณเงือบเช่า ก็ชำระค่าเช่าไปตามปกติ และอยู่อาศัย ทำมาค้าขายอยู่ที่ห้องแถวสังกะสี 2 ห้องนั้นละ

ปรากฏว่าอยู่มาสักพัก ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด คุณโผงได้บอกขายที่ดินและเพิงสังกะสีนั้นไปแก่คุณสมชาย

คุณสมชายซื้อไว้ แล้วไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันโดยถูกต้องตามกฎหมายที่สำนักงานที่ดินเรียบร้อย

“คุณเงือบครับ ที่ดินนี่ และสิ่งปลูกสร้างนี่เป็นของผมนะครับ ผมซื้อไว้แล้ว ขอให้คุณเงือบย้ายออกไปนะครับ” คุณสมชายไปแจ้งว่า ขอให้คุณเงือบโยกย้ายออกไปจากที่ดินนั้น

เท่านั้นละ เป็นเรื่องใหญ่พอๆ กับกรณีพิพาทอินโดจีน หรือกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู ในทะเลจีนใต้ ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่าหมู่เกาะเซ็งกะกุเลยทีเดียว

“@#$#%&&**()><<<<<<<<๑#$$%$%*&&W%%^^^WWTYM<<as@##$%)(_++++wqrtcvnm??ฒฬ๊tytt#$$%@!&^()n??ฒฬ>><><<“ซซ::::::Y##$%%$#@&&**-+++!!!/****ZX)”

ที่อ่านไม่ออกนั่นคือคุณเงือบด่ากลับมายังคุณสมชาย ด่าฝากไปยังคุณโผงด้วย

แต่ละถ้อยคำ แต่ละประโยคที่หลุดพ้นช่องปากของคุณเงือบออกมานั้น ฟังไม่ได้ เขียนออกมาเป็นภาษาไทยไม่ได้เลยทีเดียว ไม่ควรเขียน

แต่สรุปได้คร่าวๆ ว่าคุณเงือบไม่พอใจ ไม่ยอมออกไปจากที่ดินผืนนั้น

คุณเงือบอ้างว่าคุณโผงผิดสัญญานี่หว่า ไหนตกลงว่า ถ้าจะขายให้บอกขายคุณเงือบก่อน

3.

คุณสมชายพยายามเจรจา พยายามหว่านล้อม บอกว่าถ้าคุณเงือบยินยอมออกไปแต่โดยดีก็จะนับถือคุณเงือบเป็นยิ่งนัก แต่คุณเงือบหายอมไม่

ที่สุดคุณสมชายจึงไปยื่นฟ้องศาล ขอให้ขับไล่คุณเงือบและบริวารออกไปจากที่ดินนั้น แล้วเรียกค่าเสียหายด้วย

คุณเงือบต่อสู้คดี อ้างว่า สัญญาเช่าที่ดินที่เขาทำกับคุณโผงนั้นไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งคุณโผงยังให้คำมั่นว่าจะขายที่ดินให้กับตนก่อนด้วย

นอกจากจะให้การต่อสู้คดีขอให้ศาลยกฟ้องกรณีที่คุณสมชายฟ้องขับไล่แล้ว

คุณเงือบยังฟ้องแย้งคือ ฟ้องคุณสมชายเป็นจำเลย แล้วขอให้ศาลเรียกคุณโผงเจ้าของที่ดินเดิมเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีด้วย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการซื้อขายระหว่างคุณโผงกับคุณสมชายเสีย แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนขายที่ดินนั้นแก่ตน แล้วห้ามคุณสมชายเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นอีก

เจอฟ้องแย้งมา คุณสมชายก็ให้การต่อสู้คดีแก้ฟ้องแย้งไป ขอให้ยกฟ้อง

ส่วนคุณโผงเมื่อเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมแล้ว คุณโผงก็ต้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคุณโผงให้การว่า สัญญาเช่านั้นไม่ใช่สัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาดอก

คุณโผงไม่เคยตกลงให้คุณเงือบซื้ออาคารพร้อมที่ดิน หรือให้คุณเงือบก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารโดยให้ตกเป็นของตนแต่อย่างใด คุณเงือบต่อเติมอาคารเพื่อประโยชน์ในการค้าขายของคุณเงือบเอง แถมยังเคยแจ้งว่าจะขายที่ดินแต่คุณเงือบปฏิเสธไม่ซื้อ คุณโผงจึงขายคุณสมชายไป

สืบพยานแต่ละฝ่ายเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณเงือบและบริวารขนย้ายทรัพย์สินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมออกไปจากที่ดินของคุณสมชาย กับให้ชำระค่าเสียหายแก่คุณสมชายเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าจะออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว กับให้ยกฟ้องแย้งของคุณเงือบ

แน่นอนว่า ผลคดีออกมายังงี้ คุณเงือบย่อมไม่พอใจผล จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

เช่นเดิม คุณเงือบหาพึงพอใจในผลคดีนั้นไม่ จึงยื่นฎีกา เรียกว่า สู้กันยัน 3 ชั้นศาลเลยทีเดียว

4.

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่คุณเงือบซ่อมแซมต่อเติมสิ่งปลูกสร้างซึ่งชำรุดทรุดโทรมก็เป็นการต่อเติมและซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยโดยปลอดภัยเท่านั้น ไม่ได้เป็นการก่อสร้างใหม่ เมื่อคำนึงถึงค่าแรง 50,000 บาท และค่าวัสดุ 100,000 บาท แสดงว่าไม่ใช่การซ่อมแซมใหญ่

พฤติการณ์ของคุณเงือบที่ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าเท่านั้น

สัญญาเช่าที่ดินและอาคารนั้นไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่จะให้คุณเงือบมีสิทธิยิ่งไปกว่าการเช่าได้

แม้คุณโผงจะเบิกความยอมรับว่า ขณะคุณโผงประสงค์จะขายที่ดิน ได้แจ้งให้คุณเงือบทราบโดยให้คุณเงือบเป็นผู้มีสิทธิซื้อก่อน ก็เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้คุณเงือบในฐานะผู้เช่าเท่านั้น ไม่ใช่ผูกมัดว่า คุณโผงต้องปฏิบัติตาม

ทั้งข้อดังกล่าวเป็นเพียงคำมั่นในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดหรือได้วางประจำหรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง

แต่ปรากฏว่าไม่มี

เมื่อคำมั่นดังกล่าวเป็นเพียงวาจา คุณเงือบย่อมไม่อาจบังคับให้คุณโผงโอนขายที่ดินให้แก่คุณเงือบได้ แม้คุณสมชายทราบข้อตกลงดังกล่าว ก็ถือไม่ได้ว่า การโอนขายที่ดินระหว่างคุณโผงกับคุณสมชายเป็นไปโดยไม่สุจริต นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นไปโดยชอบ ไม่อาจเพิกถอนได้

ศาลฎีกาพิพากษา ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เป็นอันว่า คุณเงือบหมดทาง สุดทางแล้ว คงต้องขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปแต่โดยดี

ถ้ายังไม่ยอมออกคุณสมชายคงไปยื่นศาล ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับคดีเอาจนได้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7460/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 369 ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด

มาตรา 537 อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น

มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไซร้ ท่านว่าเป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือ คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

ไม่ปลอม

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 353

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ปลอม

ตอนเดือดร้อนก็วิ่งไปกู้ยืมเงินเขา พอถึงกำหนดที่ตกลงไว้ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยกลับไม่จ่าย ครั้นผู้ให้ยืมเงินไปออกปากถาม เกิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ด่าทอ ท้าตีท้าต่อย คนให้กู้เขาทนไม่ไหว จึงออกปากทวงคืนทั้งหมด พิโยกพิเกไปตามเรื่อง สุดท้ายจนต้องฟ้องคดีทวงคืน ฝ่ายผู้ยืมก็อ้างว่าสัญญากู้ปลอม

1.

“……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….ฉันเดือดร้อนจริงๆ” คุณเงือบสรุปในตอนท้าย

คำพูดอันเป็นเหตุผลก่อนหน้านั้นที่เขียนเป็น……………ไว้นั้นมีจำนวนมากมาย ซึ่งอาจมากเกินกว่าจะบรรจุอยู่ในที่ว่าง……………ที่เขียนไว้นั้นเสียอีก

ทุกประการ ทุกเหตุผลล้วนแต่ควรค่าแก่การรับฟัง ควรแก่การเห็นอกเห็นใจ และควรแก่การตัดสินใจให้ยืมเงิน ซึ่งเหตุผลต่างๆ เหล่านั้น อาจซ้ำๆ กันและอาจหารับฟังได้ทั่วไปในประเทศนี้เมื่อใครไปยืมเงินใคร

ยกเว้นไปยืมเงินธนาคาร ที่จะต้องมีเหตุผลแตกต่างไปอีกแบบ เป็นต้นว่าหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุดคือ จะกู้เงินเอาไปทำไรที่จะให้เกิดผลประโยชน์ได้เงินมาคืนแก่ธนาคารเขา โครงการนั้นมีความเป็นไปได้มีความน่าจะเป็น มากน้อยเพียงไร หรือสามารถแสดงหลักฐานให้เป็นที่พึงพอใจว่า จะมีแหล่งเงินรายได้ชัดเจนมาจากไหน ที่จะสามารถนำมาคืนเขาเป็นงวดๆ ได้จนครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวตามที่……………ไว้ข้างต้น ที่สุดในเดือนพฤษภาคม คุณโผงจึงตกลงใจว่า ให้คุณเงือบกู้ยืมจำนวน 700,000 บาท

“เขียนสัญญากันหน่อยนะ เงินไม่ใช่น้อยๆ” คุณโผงว่า คุณเงือบก็ว่า “ดีเหมือนกัน”

สัญญาเงินกู้ ลงวันที่เขียนในเดือนพฤษภาคม

โดยเขียนไว้ชัดเจนว่า คุณโผงเป็นผู้ให้กู้ คุณเงือบเป็นผู้กู้และรับเงินไปแล้ว จำนวน 700,000 บาท

สัญญาระบุไว้ด้วยว่า คุณเงือบต้องชำระดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ทุกเดือน

แต่จริงๆ วันนั้นน่ะ คุณโผงมีเงินไม่ถึง 700,000 บาทหรอก มีเพียง 430,000 บาทเท่านั้นเอง

คุณเงือบได้รับเงินไปเพียง 430,000 บาทเท่านั้น

ส่วนอีก 270,000 บาท คุณโผงก็ว่า เอาไว้ตนจะมอบให้ครบถ้วนในภายหลัง

คุณเงือบว่า “ตกลง”

นอกจากสัญญาเงินกู้แล้ว ยังมีสัญญาค้ำประกันต่อท้ายไว้ด้วย คุณงามงอน น้องสาวคุณเงือบเป็นผู้ลงนามเป็นพยานในสัญญาเงินกู้นั้น และในสัญญาค้ำประกันในฐานะผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของผู้พี่ด้วย

มีช่างเหล็กทำประตูที่มารับจ้างทำประตูรั้วเหล็ก ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบด้วยป็นผู้เขียนสัญญากู้ และสัญญาค้ำประกันนั้น ทั้งยังลงชื่อเป็นพยานในสัญญาด้วย

2.

หลังทำสัญญากู้เงินดังกล่าวกันแล้ว ได้เงินไปแล้วก็แยกย้ายกันไป

คุณเงือบได้ชำระดอกเบี้ยประจำเดือนมิถุนายนแก่คุณโผง คุณโผงว่า “ขอบใจนะ ตรงเวลาดี”

ทว่าจากนั้น เมื่อครบเดือนถัดมา คุณเงือบก็ไม่ส่งดอกเบี้ย

เห็นเงียบไป ดังนั้น คุณโผงจึงออกแรงแวะไปที่บ้านคุณเงือบ สอบถามข่าวคราว

ดูเหมือนจะเป็นธรรมดาของการสอบถาม ที่ผู้ถูกสอบถามจะรู้สึกว่าเป็นการทวงถาม

แล้วปัญหาอมตะเรื่องการกู้ยืมเงินประการหนึ่ง ระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้คือ เมื่อผู้ให้กู้ไปถามและถูกมองว่าเป็นการทวงอันเป็นการไม่ให้เกียรติกัน คล้ายเป็นการหยามเกียรติของผู้กู้อย่างร้ายแรง

แล้วเมื่อถามหรือเมื่อทวงแล้วไม่ได้ สิ่งที่มักจะติดตามมาคือ การวิวาทด่าทอกัน ระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ บางรายไม่ด่าทอกันเปล่า อาจมีการทำร้ายกัน หรืออย่างน้อยก็มีการขู่จะทำร้าย จะเอาชีวิตกันด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายนี้ กลายเป็นว่าคุณโผง ไม่สมควรไปสอบ ไปทวง หรือไปถามแต่อย่างใด

คุณโผงถูกคุณเงือบขู่ว่า จะเอาเรื่องให้ได้เลือดทีเดียว อาจถึงชีวิตด้วยซ้ำ ถ้ายังไม่หลาบจำ!!!

คุณโผงผู้ถูกขู่จะเอาชีวิต ถึงกับเป็นงง ว่าเขาไปกระทำความผิดอะไรนักหนา เงินกู้ก็ให้กู้ไปแล้ว ได้ช่วยเหลือไปตามที่ว่าเดือดเนื้อร้อนใจ ช่วยปัดเป่าความทุกข์ให้ไป แล้วไหงกลายมาเป็นเช่นนี้ไปได้

“เอ เรื่องมัน พลิก เปลี่ยนมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” คุณโผงรำพึงรำพัน

ด้วยเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เกรงว่าครอบครัวจะเดือดร้อนในชีวิตร่างกายและชีวิตทรัพย์สินอื่นๆ อีกจึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจว่า ที่ได้ให้คุณเงือบกู้ยืมเงินไป 430,000 บาท แล้วไปทวงดอกเบี้ยที่สัญญาว่าจะให้ ก็ถูกคุณเงือบขู่เข็ญจะเอาให้เจ็บให้ตาย

ขอให้คุณตำรวจรับรู้รับทราบไว้ด้วย ช่วยเป็นหูเป็นตาให้หน่อย

เจ้าหน้าที่ตำรวจรับฟังก็บันทึกเรื่องราวเอาไว้ตามประสงค์ พลางปากก็ว่า “ครับๆๆ แล้วยังงัยอีก” ขณะพยักหน้ารับหงึกๆ เมื่อคุณโผงเล่าเรื่องราวรายละเอียด

คุณตำรวจเรียกทางฝ่ายคุณเงือบมาด้วย เพื่อสอบถามเรื่องราว คุณเงือบไม่ยอมมา แต่คุณแม่ของคุณเงือบมาแทน แล้วจัดการบันทึกเรื่องราวไว้เป็นหลักฐาน คุณแม่คุณเงือบมาก็ลงนามรับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น

ไม่ไหว เจอเข้าอย่างนี้ คุณโผงบอกเลิกสัญญากู้ยืม ทวงเงินต้นคืนด้วยดีกว่า

คือตอนแรกที่ไปสอบถามน่ะ ไปสอบถามเรื่องดอกเบี้ยที่สัญญาว่าจะจ่ายให้ทุกเดือนเท่านั้นเอง แต่ไม่จ่ายเท่านั้นเอง กลับถึงกับโดนขู่จะเอาเรื่องจะเอาเลือด คุณโผงจึงตัดสินใจบอกเลิกสัญญาเงินกู้ ทวงเงินต้นคืนเสียเลย

แต่ไหนเลยจะได้คืนง่ายๆ แม้กระทั่งดอกเบี้ยยังไม่จ่ายแล้วที่ไหนคุณเงือบจะจ่ายคืนเงินต้น

3.

เมื่อคุณเงือบไม่ยอมชำระคืนเงินต้น คุณโผงจึงจำต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการฟ้องศาล ขอให้ศาลบังคับให้คุณเงือบชำระคืนเงินต้นมา

แต่ไม่เฉพาะคุณเงือบเท่านั้น คุณโผงฟ้องคุณงามงอนผู้ค้ำประกันสัญญาเงินกู้นั้นด้วย

ขอให้ทั้ง 2 คนร่วมกันชำระเงินต้น 430,000 บาท คืนมา พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้อง 4 เดือนเศษ แต่ขอคิดเพียง 10,750 บาท รวมเป็นเงิน 440,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 430,000 บาทมาจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณเงือบและคุณงามงอนให้การต่อสู้คดี อ้างว่า สัญญาเงินกู้นั้นปลอม เพราะที่ระบุยอดเงิน 700,000 บาท จริงๆ แล้วกู้เพียง 100,000 บาท และสัญญานั้น เป็นสัญญาที่ไม่ระบุจำนวนเงินไว้ แล้วคุณโผงกรอกตัวเลขเอาเองตามใจในภายหลัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณเงือบ ชำระ 440,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 430,000 บาท หากไม่ชำระให้คุณงามงอนชำระแทน

คุณโผงยินดีมาก

คุณเงือบและคุณงามงอนอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

คุณเงือบกับคุณงามงอนยินดีเป็นอย่างยิ่ง คือยิ่งกว่าที่ตอนคุณโผงยินดีเมื่อคราวศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณโผงชนะเสียอีก

ส่วนคุณโผงไม่ยินดีเลย จะให้ยินดีอะไรได้เล่าในเมื่อฟ้องเรียกเงินแล้วไม่ได้เงิน

4.

คุณโผงยื่นฎีกาคดีขึ้นไปยังศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำนวนเงินกู้ที่แจ้งบันทึกประจำวัน คุณโผงก็แจ้งเพียง 430,000 บาท มิได้แจ้งว่า กู้กัน 700,000 บาทตามที่ระบุในสัญญาเงินกู้ หากคุณโผงไม่สุจริตก็อาจแจ้งจำนวนตามที่ระบุในสัญญาก็ย่อมได้ และยังมีมารดาของคุณเงือบลงชื่อเป็นพยานในเอกสารบันทึกประจำวันที่คุณโผงไปแจ้งความเป็นหลักฐาน หากไม่ถูกต้องมารดาของคุณเงือบก็จะต้องคัดค้าน หรือไม่ยอมลงชื่อเป็นพยานหรือลงบันทึกประจำวันด้วย

พฤติการณ์ดังกล่าวเมื่อฟังประกอบพยานฝ่ายคุณโผงที่เป็นผู้เขียนสัญญาและเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ตอนคุณโผงนำเงินมามอบแก่คุณเงือบเพียง 430,000 บาท จึงเชื่อได้ว่า คุณเงือบกู้เงินคุณโผงจำนวน 430,000 บาท

เมื่อคุณเงือบลงลายมือชื่อในสัญญาเงินกู้ และคุณงามงอนน้องสาวลงชื่อเป็นพยานในสัญญาเงินกู้และลงชื่อในสัญญาค้ำประกันด้วย แม้สัญญาจะระบุจำนวนเงินไว้ 700,000 บาทก็ตาม ก็เป็นไปตามความประสงค์เดิมของคู่สัญญาที่จะกู้กันในจำนวน 700,000 บาท แต่คุณโผงผู้ให้กู้นำเงินมาได้เพียง 430,000 บาท ส่วนที่ขาดอยู่จะนำมาให้ในภายหลัง

แต่เมื่อคุณเงือบไม่ชำระดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ คุณโผงจึงมิได้นำเงินที่ขาดอยู่มามอบให้จนครบ เป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญากู้เงินไม่สมบูรณ์เท่านั้น หาใช่ทำให้เป็นสัญญาปลอมแต่อย่างใดไม่

คุณโผงจึงอาศัยสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมาฟ้องร้องบังคับให้คุณเงือบชำระหนี้เงินกู้ที่แท้จริงจำนวน 430,000 บาทได้ และคุณงามงอนผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของคุณเงือบด้วย

พยานหลักฐานของคุณโผงที่นำสืบมา มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของคุณเงือบและคุณงามงอน ข้อต่อสู้ของคุณเงือบและคุณงามงอนฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

แปลความได้ว่า คุณเงือบและคุณงามงอน ต้องร่วมกันหรือแทนกัน ชำระเงินต้น 430,000 บาท คืนแก่คุณโผง

ได้ยินว่า คุณโผงสาบาน–เข็ดจนตาย ต่อให้มาร่ำร้องว่าเดือดร้อนอย่างไรก็จะไม่ให้ยืมอีกแล้ว (เว้ย)

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8076/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

ไม่ใช่มรดก

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ใช่มรดก

แม่ให้เช่าตึกแถว แล้วมีคำมั่นไว้ในสัญญาว่า เมื่อครบกำหนดแล้ว จะให้ต่อสัญญาเช่าทุกๆ 3 ปี แม่เสียชีวิต ผู้เช่าก็รู้ว่าผู้ให้เช่าผู้แม่เสียชีวิตแล้ว ตึกแถวเป็นมรดกตกมาถึงลูก ผู้เช่าเพิ่งมาแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นขอเช่าตึกแถวต่อไปในภายหลัง ผลจะเป็นเช่นไร จะได้เช่าต่อไปหรือไม่

1.

คุณยายเปลี่ยน, นี่เรียกตามใครๆ ที่รู้จักคุ้นเคยกัน อันที่จริงคุณยายเปลี่ยนนั้นเป็นแม่ของคุณโผง

คุณยายเปลี่ยนไม่มีลูกสาวที่จะได้มีลูกมาแล้วลูกๆ อันเป็นหลานของคุณยายเปลี่ยนจะได้มาเรียกขานคุณยายว่าคุณยาย คุณยายเปลี่ยนมีลูกชายเพียงคนเดียวคือคุณโผงเท่านั้น

ดังนั้น ลูกของคุณโผงจึงเป็นหลานย่า ถ้าจะเรียกตามหลานๆ คือ เรียกตามลูกๆ ของคุณโผงก็ควรจะต้องเรียกคุณย่าเปลี่ยน

แต่ไม่-ไม่มีใครเรียกว่าคุณย่าเปลี่ยน เว้นแต่ พวกลูกๆ ของคุณโผงนั่นละที่เรียกว่า คุณย่าเปลี่ยน อยู่กลุ่มเดียว นอกนั้นใครๆ อื่นที่ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรด้วย ต่างเรียกคุณยายเปลี่ยนกันทั้งนั้น

ใครๆ ที่รู้จักมักคุ้นต่างเคารพรักคุณยายเปลี่ยนกันทั้งนั้น ทุกคนที่รู้จักต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า คุณยายเปลี่ยนใจดี

คุณโผงรักเคารพคุณแม่ คือ คุณยายเปลี่ยนมากๆ แม้ยามที่คุณยายเปลี่ยนเสียชีวิตไปแล้วคุณโผงก็ยังเคารพรักและรักเคารพอยู่ไม่เสื่อมคลาย

ตึกแถว 3 คูหา เลขที่ 1-3 บนที่ดินกลางย่านธุรกิจของเมืองนี้ก็ด้วย และในย่านอื่นๆ ของเมืองอีก

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดก ที่มีทั้งตึกแถวทั้งที่ดินกลางเมือง ยังไม่นับสวนยางพารา สวนผลไม้ ที่ดินชายทะเล ที่ดินเชิงเขา และเงินสดอีกจำนวนมหาศาล ล้วนตกแก่คุณโผงทั้งสิ้น

โถจะไม่ให้เคารพรัก จะไม่ให้ระลึกถึงในพระคุณของท่านได้อย่างไรเล่า ในเมื่อตอนท่านสิ้นไป ท่านได้ทิ้งที่ดิน ตึกแถว ทรัพย์มรดกอะไรต่อมิอะไรไว้ให้มากมายก่ายกองจนคุณโผงสบายไปตลอดชีวิต และคาดว่าจะสบายไปถึงรุ่นหลานๆ ด้วยซ้ำไป

“ภาระนะครับ” คุณโผงกล่าวคล้ายว่าจะหนักหนากับการรับมรดกมหาศาลของคุณยายเปลี่ยน

แต่ในใจนั้นรู้สึกขอบคุณคุณยายหรือคุณแม่ที่ทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้แก่เขา ไหนจะต้องเก็บค่าเช่า จัดการอย่างนั้นอย่างนี้ให้วุ่นไปหมด

ใครๆ ก็อยากรับภาระอย่างคุณโผงมั่ง ทว่าไม่มีโอกาส

2.

ตึกแถวบนที่ดินย่านใจกลางเมืองหรือในย่านธุรกิจของเมือง เลขที่ 1-3 นั้นคุณนวลเนียนเช่าจากคุณยายเปลี่ยน สัญญาเช่า 15 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2521 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535

ค่าเช่า เดือนละ 100 บาท ต่อคูหา เท่านั้นเอง รวมค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ตกลงชำระกันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน

นี่คือเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมใครๆ จึงเรียกขานคุณยายเปลี่ยนด้วยความรักใคร่ชื่นชม

ความมีน้ำใจ ความมีใจโอบอ้อมอารี นี่เอง ตึกแถว ย่านใจกลางเมือง ย่านที่ทำค้าขายได้คุณยายเมตตาเก็บค่าเช่าเพียงเล็กน้อย

ข้อสัญญาข้อ 11 กำหนดไว้ว่า “หากครบอายุสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ผู้เช่าทุก 3 ปี โดยเรียกเก็บค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บ และผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งละ 30,000 บาท ให้แก่ผู้ให้เช่า”

ปี 2533 คุณยายเปลี่ยนถึงแก่ความตาย ที่ดินและทรัพย์สินสารพัด รวมทั้งตึกแถว 3 คูหานี้ตกมาเป็นของคุณโผง คุณโผงไปจดทะเบียนรับมรดกมาเรียบร้อย

ครั้นครบอายุสัญญาเช่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2535 คุณโผงซึ่งรับมรดกตึกแถวนั้นมาแล้ว ไม่ยอมต่ออายุสัญญาเช่าแก่คุณนวลเนียน

แต่คุณนวลเนียนไม่ยอมออก อ้างว่า สัญญาเช่านั้นมีคำมั่นให้เช่าต่อได้เรื่อยๆ คราวละ 3 ปี

คุณโผงยื่นฟ้องต่อศาลขับไล่คุณนวลเนียนและบริวารออกไปจากตึกแถว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 182/2537

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาในคดีนั้น พิพากษา ว่าคุณนวลเนียนมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทนั้นในฐานะผู้เช่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538

ศาลมีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ คุณโผงจึงต้องยอม

อดทนรอมาจนถึงปี 2538 ก่อนจะครบกำหนดสัญญา เดือนพฤศจิกายน 2538 ก่อนจะครบกำหนดในเดือนธันวาคม 2538 คุณนวลเนียนแสดงเจตนาขอต่ออายุสัญญาเช่าอีก 3 ปี

คุณโผงไม่ยอม และแจ้งไปยังคุณนวลเนียน ว่าไม่ต่อสัญญาให้อีกแล้วนะ (เว้ย) ให้ออกจากตึกแถวไป

คุณนวลเนียนก็มารูปเดิม คือ ไม่ออกจากอาคารหรือตึกแถวนั้น โดยยืนกรานว่า มีคำมั่นให้ต่ออายุสัญญาอีก 3 ปี ว่าแล้วจึงนำเอาเงินค่าเช่า ค่าธรรมเนียมการต่อสัญญาเช่าไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

3.

เหตุการณ์ดำเนินมาเรื่อยๆ โดยคุณนวลเนียนไม่ยอมออกจากอาคารนั้นไป จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง ปี 2541

คุณโผงจึงเริ่มปฏิบัติการ แจ้งเลิกสัญญาเช่าอีกครั้ง บอกเลิกคำมั่น เรียกค่าเสียหาย แล้วบอกกล่าวให้คุณนวลเนียนออกจากตึกแถวไป

แต่ใครๆ ก็รู้ดี ว่าการที่จะให้ผู้เช่าออกจากบ้านเช่านั้นยากเพียงไร แม้จะหมดสัญญาเช่าแล้วก็ตาม เพราะผู้เช่าก็รู้ดีถึงขั้นตอนของกฎหมาย ว่าตนสามารถยื้ออยู่ได้จนกว่าคดีฟ้องขับไล่จะถึงที่สุด

คุณโผงตั้งต้นฟ้องคดีขับไล่อีกครั้ง ขอให้ศาลขับไล่คุณนวลเนียนและบริวารออกไปจากตึกแถวนั้นไปให้พ้นๆ ซะที

คุณนวลเนียนต่อสู้คดี แถมยังฟ้องแย้งคุณโผงเข้าให้อีกด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณนวลเนียนและบริวารออกไปจากตึกแถวนั้น และยกฟ้องแย้งของคุณนวลเนียนไป

คุณนวลเนียนอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง—คุณนวลเนียนร้องไชโย

4.

คุณโผงฎีกาคดี ขึ้นไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีว่า

เห็นว่า ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดว่า “ตามสัญญาเช่า ข้อ 11 มีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว ผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่า เช่าต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุกๆ 3 ปี และเรียกเก็บเงินค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บ ในการต่ออายุสัญญาเช่าแต่ละครั้ง ผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาครั้งละ 30,000 บาทให้แก่ผู้ให้เช่า”

ข้อสัญญาดังกล่าว เป็นคำมั่นของผู้ให้เช่า ว่าจะให้คุณนวลเนียนเช่าต่อไป

ไม่ปรากฏว่าคุณนวลเนียนได้รับทราบก่อนจะสนองรับว่า คุณยายเปลี่ยนถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว

กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติมาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ

คำมั่นของคุณยายเปลี่ยนจึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันคุณโผงให้ต้องปฏิบัติตาม โดยให้คุณนวลเนียนเช่าตึกแถวต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม…”

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว มีผลผูกพันคุณโผงให้ต้องยินยอมให้คุณนวลเนียนเช่าตึกแถวต่อไปนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538

ส่วนการต่ออายุสัญญาเช่าในระยะ 3 ปีถัดมา นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป ต้องแยกพิจารณาต่างหากอีกกรณีหนึ่ง หาใช่มีผลตลอดไปไม่

แม้ข้อความในสัญญาเช่า ข้อ 11 จะเป็นคำมั่นที่คุณยายเปลี่ยนผู้ให้เช่าให้ไว้ แต่คำมั่นดังกล่าวจะมีผลผูกพันในการต่ออายุสัญญาเช่าต่อไป และตกทอดแก่คุณโผงได้ก็ต่อเมื่อคำมั่นนั้นมีผลบังคับก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่าครั้งสุดท้าย

การที่คุณนวลเนียนได้แสดงเจตนาสนองรับคำมั่น ซึ่งได้ความตามที่ปรากฏในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้นว่า

ศาลชั้นต้นมีคำพากษา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 วินิจฉัยชัดเจนว่า คุณยายเปลี่ยนถึงแก่ความตายแล้ว ตึกแถวนั้นจึงตกเป็นของคุณโผงผู้เป็นทายาท

โดยคุณนวลเนียนได้ยื่นคำร้องขอถ่ายคำพิพากษาดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน

แสดงว่า คุณนวลเนียนทราบตั้งแต่ขณะนั้นแล้วว่า คุณยายเปลี่ยนถึงแก่ความตายแล้ว

แต่ปรากฏว่า คุณนวลเนียนมีหนังสือต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวไปยังคุณโผงเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538

กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำมาตรา 169 วรรคสองมาใช้บังคับ หากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้ว ว่า ผู้เสนอตาย

ดังนั้น คำมั่นดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่เป็นมรดกตกทอดอันจะผูกพันให้คุณโผงทายาท

หนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าจึงไร้ผล และไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่

คุณโผง ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวนี้ให้แก่คุณนวลเนียนได้

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคุณโผงมีหนังสือไปถึงคุณนวลเนียน 2 ฉบับ แจ้งว่า ไม่ประสงค์จะให้คุณนวลเนียนเช่าตึกแถวนั้นอีกต่อไป และบอกเลิกสัญญาเช่า

ดังนั้น สัญญาเช่าตึกแถวนี้จึงต้องสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเช่าตามคำพิพากษาในคดีก่อน

คุณนวลเนียนและบริวารจึงไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวนี้ภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว คุณโผงย่อมฟ้องขับไล่คุณนวลเนียนได้

กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณโผงอีกว่า คุณนวลเนียนประพฤติผิดสัญญาเช่าหรือไม่

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าไม่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 และคุณโผงต้องต่ออายุสัญญาเช่าให้คุณนวลเนียนต่อไปอีก 3 ปีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เที่ยวนี้คุณโผงร้องไชโยบ้าง และนี่เป็นศาลสุดท้ายแล้ว คุณนวลเนียนไม่สามารถดิ้นไปศาลไหนได้อีกแล้ว

นับจากคำพิพากษา ศาลจะออกคำบังคับให้คุณนวลเนียนปฏิบัติ โดยกำหนดระยะเวลาให้

ถ้าครบกำหนดแล้วยังไม่ปฏิบัติตามนั้น ก็เป็นหน้าที่คุณโผงผู้ชนะคดีที่ต้องไปร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมาปฏิบัติการบังคับคดีต่อไป

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2548)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 169 การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล

การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา 360 บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ

มาตรา 537 อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น

น้ำบ่อหน้า

Published ตุลาคม 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 351

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

น้ำบ่อหน้า

เปิดร้านสะดวกซื้อเล็กๆ อยู่ อยู่ดีๆ ที่หัวเมืองมีบริษัทเจ้าของกิจการร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศสนใจพื้นที่ สนใจทำเล ต้องการใช้พื้นที่ต่อ แถมยื่นข้อเสนอจะให้ค่าตอบแทนงาม ถ้ายินยอมตามนั้น และไปเจรจากับเจ้าของอาคารให้บริษัทใหญ่มาเช่าแทนได้สำเร็จ จึงตกลงใจเลิกร้านตัวเองแล้วช่วยประสานงาน สุดท้ายผลจะลงเอยเช่นไร

1.

นั่นๆ เขาล่ะ คุณโผงน่ะเอง ไม่ใช่ใครดอก

คุณโผงเป็นใครกันรึ?

ในเรื่องอื่นเขาจะเป็นอะไรอย่างไร มีตำแหน่งมีฐานะ มีกิจการอะไร หรือเป็นคนว่างงาน ตกงาน เป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็ช่างเถอะ แต่เฉพาะในเรื่องนี้คุณโผงเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทค้าปลีกประจำท้องถิ่นแห่งหนึ่ง มีร้านค้าเป็นกิจการสะดวกซื้อชื่อดังอยู่ในทำเลที่ดีพอสมควรในเมืองนี้

“เช่าเขานะครับ ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ทำเลดี พอขายได้” คุณโผงบอกถึงอาคารพาณิชย์ที่เขาเปิดร้านสะดวกซื้อ

ร้านสะดวกซื้อระดับท้องถิ่นของบริษัทคุณโผงแม้จะไม่โด่งดังเท่ากับร้านสะดวกซื้อบริษัทใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศเป็นร้อยเป็นพันแห่ง แต่นับว่าเป็นกิจการที่ดีทีเดียว กิจการพอมีกำไร

อยู่มาวันหนึ่ง มีตัวแทนจากบริษัทใหญ่ ที่ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อแวะมาทักทาย แสดงความสนใจพื้นที่ตรงนี้ อยากได้พื้นที่ที่คุณโผงดำเนินกิจการอยู่นี้เป็นร้านสะดวกซื้อของเขา

ว่ากันในเชิงธุรกิจ แม้จะมีเจ้าหนึ่งลงทุนดำเนินการอยู่แล้วตรงนี้ แล้วมีเจ้าหนึ่งสนใจจะมาแทนที่ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ ถ้าเจรจากันแล้วตกลงกันได้ ผลประโยชน์ลงตัว อะไรก็เกิดขึ้นได้

“สัญญาเช่าผมเหลืออีก 5 ปี” คุณโผงว่า

“เราอยากได้สัญญาเช่า 10 ปี” ตัวแทนบริษัทใหญ่ว่าอีก

ว่ากันไปมาหลายรอบหลายคราว ที่สุดจึงตกลงกันว่า คุณโผงจะเลิกกิจการของตัว แล้วให้บริษัทใหญ่มาเช่าช่วงอาคารพาณิชย์แห่งนั้น 5 ปี กับเมื่อบริษัทต้องการสัญญาเช่า 10 ปี อีก 5 ปี คุณโผงจะดำเนินการให้บริษัทใหญ่ได้เข้าทำสัญญาเช่ากะเจ้าของอาคาร คุณโผงรับเป็นธุระเจรจากับเจ้าของอาคาร

“ถ้าทำได้ตามนี้ บริษัทจะจ่าย ให้คุณโผง 1 ล้านบาท” ตัวแทนบริษัทใหญ่ว่า

คุณโผงคิดทบทวน โดยมีเครื่องคิดเลขประกอบการคิดในใจ คือ ตอนคิดตัวเลขเยอะๆ ก็ใช้เครื่องคิดเลขกดคำนวณ แต่เมื่อถึงตอนเอา 2 คูณ หรือ 3 คูณ ตอนท้ายๆ น่ะใช้วิธีคิดในใจก็พอไหว เอาตัวเลขประมาณกลมๆ ให้เห็นจำนวนก็เพียงพอแล้ว

ตกลง! คุณโผงบอกกับตัวเอง แล้วเริ่มลงมือปฏิบัติการ

2.

หลังจากเจรจาความกันได้ความอย่างนั้นแล้ว จึงมีการทำความตกลงกันเป็นหนังสือ

สาระสำคัญในหนังสือระบุว่า เป็นคำมั่นจะให้เช่าช่วงนั้น มีความบางตอนว่า

“ข้อ 5 ในการเช่าช่วงดังกล่าว ผู้เช่าช่วง (บริษัท) ตกลงจ่ายเงินค่าตอบแทนสิทธิให้ผู้ให้เช่าช่วง (คุณโผง) เป็นเงิน 1,000,000 บาท โดยมีการแบ่งจ่ายดังนี้

งวดที่ 1 จ่ายเป็นเงินมัดจำ 50,000 บาท ในวันที่ 22 ตุลาคม 2547

งวดที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547

โดยผู้ให้เช่าช่วงจะต้องเจรจากับนายสุภางค์ (ผู้ให้เช่า) ให้ผู้เช่าช่วงสามารถเช่าตรงกับผู้ให้เช่าได้

งวดที่ 3 จำนวน 500,000 บาท จ่ายวันที่ 15 ธันวาคม 2547 พร้อมค่าเช่าของเดือนมกราคม 2548 อีก 20,000 บาท

กรณีที่ผู้ให้เช่าช่วงไม่สามารถเจรจาให้ผู้เช่าช่วงสามารถเช่าตรงได้ ผู้เช่าช่วงตกลงจะเช่าช่วงตามที่ตกลงกันไว้”

กับมีข้อความอีกว่า

“…หากผู้ให้คำมั่น (คุณโผง) ไม่สามารถให้ผู้รับคำมั่นเช่าช่วงได้ ผู้ให้คำมั่นตกลงคืนเงิน 50,000 บาท ให้ผู้รับคำมั่นทันที…”

เป็นอันสรุปได้ว่า บริษัทใหญ่และคุณโผงให้คำมั่นกันไว้ดังข้างต้น และวันนั้นเอง วันที่ 22 ตุลาคม 2547 บริษัทใหญ่ได้จ่ายมัดจำไปแก่คุณโผง 50,000 บาท

นอกจากหนังสือคำมั่นระหว่างคุณโผงกับบริษัทใหญ่ที่จะมาใช้พื้นที่ที่เคยเป็นร้านสะดวกซื้อของคุณโผงที่เช่ามาจากคุณสุภางค์แล้ว เวลาต่อมาคุณโผงกับบริษัทใหญ่ยังช่วยกันร่างหนังสือสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ ระหว่างคุณสุภางค์เจ้าของอาคารกับบริษัทใหญ่ที่จะมาเช่าเตรียมไว้ด้วย มีลูกสาวคุณสุภางค์เข้ามาประสานงานดูร่างสัญญา

มีการแก้ไขกันไปมาหลายรอบหลายครั้ง กระทั่งกล่าวได้ว่าลงตัวเห็นพ้องด้วยกันทุกฝ่าย

เสร็จแล้ว ว่าจะนำไปให้คุณสุภางค์ลงนาม

ท่าไหนไม่ทราบได้ ตัวแทนบริษัทใหญ่และคุณโผงไปเข้าพบคุณสุภางค์ นัยว่าจะให้บริษัทใหญ่ทำสัญญาเช่าอาคารกะคุณสุภางค์ ทว่าการลงนามไม่เกิดขึ้น

หาใช่ว่าเป็นเพราะปากกาหมึกหมด หรือเพราะคุณสุภางค์ไม่มีแว่นตามองช่องว่างที่จะลงนามไม่เห็น หรือเพราะแมวกระโดดโดนแก้วน้ำหกรดร่างสัญญาจนเปียกขาดไป หรือเพราะคุณโผงหรือตัวแทนบริษัทใหญ่ที่จะลงนามไปจามใส่หน้าคุณสุภางค์ไม่

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่คงเป็นเรื่องที่ติดขัดกันในประเด็นผลประโยชน์บางประการไม่ลงตัวในช่วงสุดท้าย ซึ่งสัญญาไหนๆ ที่จะลงนามกันรอมร่อแล้วก็อาจเกิดปัญหาได้ทั้งนั้นละ

คุณสุภางค์ไล่ทั้งคุณโผงและตัวแทนบริษัทใหญ่ให้ออกจากบ้านไป โดยไม่มีการลงนามในสัญญาใดๆ

“กู ไม่ให้ใครเช่าแล้วเว้ย ทิ้งเอาไว้ให้ปลวกแทะเล่นดีกว่า” นี่เล่นกะคุณสุภางค์สิ

คุณสุภางค์บอกเลิกสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์แห่งนั้นกับคุณโผง ทั้งไม่ยอมให้บริษัทใหญ่มาเช่าต่อด้วย

3.

คุณโผงได้รับมาเพียง 50,000 บาท ตอนที่ตัวแทนบริษัทใหญ่วางมัดจำเท่านั้น

แล้วหลังจากนั้นก็เตรียมการต่างๆ ทั้งในเรื่องการเจรจากับคุณสุภางค์ เตรียมเจรจาผลประโยชน์ ร่างสัญญาที่จะลงนามกัน ส่วนตัวก็เตรียมเลิกกิจการ เลิกสั่งสินค้าเข้าร้าน เพื่อเตรียมร้านให้ว่างจะได้ส่งให้บริษัทใหญ่ เลิกจ้างพนักงาน

วันเวลาดำเนินมาเรื่อยๆ งานคืบหน้าไปเรื่อยๆ

ถึงกำหนดว่าควรจะได้รับเงินงวดที่ 2 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 จำนวน 450,000 บาท ตัวแทนบริษัทใหญ่ว่า การเช่าช่วง การเช่าอาคารต่อจากคุณสุภางค์ยังไม่เรียบร้อย ขอเลื่อนกำหนดชำระไปก่อน

ถึงกำหนดงวดที่ 3 ที่ควรจะต้องได้รับอีก 500,000 บาท กับอีก 20,000 บาทในวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ก็ไม่ได้รับการชำระ

สุดท้ายคุณสุภางค์ นิมนต์ออกจากบ้าน ไม่มีการลงนามในสัญญาใดๆ กัน

กิจการร้านสะดวกซื้อท้องถิ่นที่เคยทำกำไรให้บ้างเล็กน้อยก็เลิกไปแล้ว แล้วเอาไงละทีนี้

คุณโผงหันไปทวงเงินจากตัวแทนบริษัทใหญ่ ก็ถูกปฏิเสธมา ว่าในเมื่อสัญญาต่างๆ ไม่ได้ทำ ไม่ได้เช่า บริษัทไม่ได้เปิดกิจการร้านสะดวกซื้อ แล้วจะมีไรต้องปฏิบัติตามสัญญา มีเงินส่วนไหนที่ต้องจ่ายอีก

ตัวแทนบริษัทยังออกปากทวงเงิน 50,000 บาท ที่เป็นเงินมัดจำคืนมาจากคุณโผง โดยอ้างอิงสัญญาที่ว่าไว้ ว่าถ้าการไม่เป็นไปตามที่กะเกณฑ์ไว้คุณโผงต้องคืนเงินมัดจำ

หลังจากที่เคยเจรจากันด้วยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมจะรับประโยชน์ไปด้วยกัน กลายเป็นว่าตอนนี้ 2 ฝ่ายคือ คุณโผงกับตัวแทนบริษัทใหญ่ต้องมาแตกคอกัน เกิดเป็นกรณีพิพาทกันขึ้นแล้ว

คุณโผงยื่นฟ้องบริษัทใหญ่เป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับจ่ายเงินที่คงค้างอยู่ทั้ง 2 งวดมาให้ โดยยืนยันว่าตนได้ดำเนินการไปตามสัญญาที่ว่าไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนว่า 2 ฝ่าย ฝ่ายคุณสุภางค์กับบริษัทจะลงนามในสัญญากันได้หรือไม่นั้น อยู่นอกเหนือวิสัย เกินไปกว่าที่คุณโผงจะกำหนดได้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ว่ายกฟ้องอีก

4.

คุณโผงยื่นฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัททำสัญญาจะให้ค่าตอบแทนแก่คุณโผง 1 ล้านบาท ต่อเมื่อคุณโผงจัดการให้บริษัทได้ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์จากคุณสุภางค์ได้ แต่คุณโผงไม่สามารถที่จะนำอาคารพาณิชย์มาให้บริษัทเช่าช่วงได้ เนื่องจากคุณสุภางค์บอกเลิกสัญญาเช่ากับคุณโผงไป ย่อมถือว่าคุณโผงไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นจะให้เช่าช่วง คุณโผงจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้บริษัทรับผิดชำระเงินแก่คุณโผงตามคำมั่นจะให้เช่าช่วงได้

ที่คุณโผงฎีกาทำนองว่า บริษัททำสัญญากับคุณโผงเพียงให้คุณโผงเป็นผู้เจรจาติดต่อให้คุณสุภางค์ตกลงยินยอมให้บริษัททำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ ซึ่งคุณโผงได้ดำเนินการติดต่อคุณสุภางค์จนตกลงยินยอมและได้มีการร่างสัญญาเช่าที่ผ่านการตรวจแก้ไขของทุกฝ่ายแล้ว คุณโผงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติถึงขั้นให้บริษัทและคุณสุภางค์ลงชื่อในสัญญาเช่า เพราะอยู่นอกเหนือวิสัยที่จะดำเนินการได้นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่ระบุในคำมั่นจะให้เช่าช่วง มีความชัดเจน ชี้ชัดให้เห็นความหมายของข้อความในสัญญาว่า คุณโผงต้องดำเนินการให้บริษัทเข้าทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์จากคุณสุภางค์แล้วจึงจะถือว่าคุณโผงได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน

แม้จะมีการเจรจาจนร่างสัญญาเช่าแล้ว แต่ตราบใดที่คุณสุภางค์และบริษัทยังไม่ลงชื่อในสัญญาเช่า สัญญาเช่าย่อมไม่บังเกิดผล ถือไม่ได้ว่า คุณโผงได้ปฏิบัติตามสัญญาสำเร็จบริบูรณ์แล้ว

อีกทั้งคุณโผงถูกคุณสุภางค์บอกเลิกสัญญาเช่า ดังนั้น คุณโผงจึงไม่มีสิทธิที่จะนำอาคารพาณิชย์ออกให้บริษัทเช่าช่วงได้

เมื่อคุณโผงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญา กรณีย่อมถือว่าคุณโผงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าตอบแทนจากบริษัทได้

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ยกฟ้อง

คุณโผงเลยชวดเงินล้านไปตามนั้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7944/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 213 ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

อนึ่ง บทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่

ดอกเบี้ย

Published ตุลาคม 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 350

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ดอกเบี้ย

เล่นแชร์ด้วยกัน กู้ยืมเงินกัน ชำระคืนไปบ้างแล้ว โอนเงินทางเอทีเอ็มชำระคืนไปบ้าง ใช้เงินประมูลแชร์ชำระคืนไปบ้าง แต่ที่ค้างชำระก็ยังมีอยู่ ผู้ให้กู้ทวงจนเหนื่อย สุดท้ายต้องมาฟ้องคดี ผู้กู้ยอมรับว่ากู้จริง แต่ชำระคืนไปหมดแล้ว สืบพยานกันยกใหญ่ จนลงเอยได้ในที่สุด

1.

“เล่นแชร์” ไม่ใช่เล่นเก้าอี้ โดยเฉพาะไม่ได้เล่นเก้าอี้ดนตรีกันแต่ประการใด

แล้วก็ไม่ใช่เล่นหุ้นในความหมายของการซื้อหุ้นขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

ทั้งขณะเดียวกัน ยิ่งไม่ใช่การกดแชร์เรื่องราวรูปภาพใดๆ ในเฟซบุ๊กที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในโลกออนไลน์ใต้ถุนบ้านอินเตอร์เน็ตอะไรทำนองนั้น

แต่นี่เป็น “เล่นแชร์” ต่างหาก ที่เล่นกันในที่ทำงาน แถวๆ บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านจะนิยมเล่นกัน นัยว่าเป็นการออมเงิน หรือเป็นการระดมเงินทุนในกรณีคนทำมาค้าขายต้องการเงินทุนจำนวนมากมาลงทุน

กระบวนการคร่าวๆ ของการเล่นแชร์ มีว่า ใครสักคนที่เป็นที่รู้จักมักคุ้น เป็นที่นับหน้าถือตา เป็นที่คาดว่า ไว้วางใจในหมู่คนรู้จักกัน มีบารมีพองาม สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นเท้าแชร์ หรือนายวงแชร์ รวบรวมสมัครพรรคพวก สัก 10 คน 12 คน หรืออาจมากกว่านั้นที่สนใจในกิจกรรมเล่นแชร์ ด้วยการบอกว่า “มาตั้งเป็นวงแชร์กันมั้ย กันเถอะ” สมาชิกแต่ละคนจะนำเงินมาลงขันกันแล้ว ให้สมาชิกในวงนั้นเสนอประมูลด้วยดอกเบี้ยจำนวนสูงเพื่อจะนำเอาเงินที่ลงขันร่วมกันนั้นไป

ใครประมูลด้วยการให้ดอกเบี้ยสูง สมาชิกรายนั้นก็คว้าเอาเงินก้อนที่สมาชิกแต่ละรายลงขันมาไป (คือ ลงขันมา แล้วเอาไป)

อย่างนี้ไงเรียกว่า เล่นแชร์ แหม รู้จักมักคุ้นกันดีไม่ใช่รึ

บ้านเรา-ประเทศไทย การเล่นแชร์ ไม่ใช่กิจกรรมผิดกฎหมาย เพียงแต่มีพระราชบัญญัติควบคุมการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ควบคุมอยู่

ความหมายของ การเล่นแชร์ มีอยู่ในบทนิยามของกฎหมายในมาตรา 4 ว่า

“การเล่นแชร์” หมายความว่า การที่บุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวดๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไปโดยการประมูลหรือโดยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการรวมทุนในลักษณะอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงด้วย

อาจจะประมูลกันเดือนละหน ว่าในเดือนนี้ใครจะเป็นผู้ได้รับยอดเงินทั้งหมดไป และลงเงินกันเดือนละหนเช่นกัน เว้นแต่ จะตกลงระยะเวลากันเป็นอย่างอื่น

ใครที่ประมูลไปแล้วด้วยการเขียนดอกเบี้ยสูงและชนะประมูลไปก็ต้องชำระทั้งส่วนเงินต้นตามที่ตกลงกันแล้วยังต้องส่งดอกเบี้ยด้วยทุกๆ เดือน

2.

วงนี้เป็นอีกวงหนึ่ง ในจำนวนหลายร้อยหลายพันวงแชร์ในประเทศไทย วงนี้มีคุณปราณีเป็นโต้โผ หรือ นายวง มีคุณนวลเนียนเป็นหนึ่งในสมาชิกวงแชร์ด้วย

แต่นอกจากเป็นสมาชิกวงแชร์แล้ว คุณนวลเนียนยังเป็นหนึ่งในผู้กู้เงินของคุณปราณีอีกด้วย ด้วยเหตุผลว่า มีธุระปะปังต้องใช้เงิน มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย

ตรงนี้ละสำคัญนัก เรื่องเล่นแชร์กันนั้นหาสำคัญเท่าการกู้ยืมเงินกันระหว่าง นายวงแชร์ผู้ให้กู้ กับ คุณนวลเนียนผู้กู้ไม่

เมื่อมีการกู้เงินก็ต้องจ่ายคืน ต้องมีวันชำระคืน

คนที่เป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้เขาย่อมต้องการรับชำระคืนเป็นธรรมดา เป็นใครๆ ก็ต้องคิดเช่นนั้น ถ้ากู้ไปแล้วไม่ชำระอันนั้นไม่น่าจะเรียกว่ากู้ ไม่เรียกว่ายืมกันแล้ว แต่น่าจะเรียกได้ว่า เป็นการวางแผนโกงกันมากกว่า

แต่บางคนบางคราวกู้แล้วชำระคืนบางส่วน เหลือยังค้างอยู่อีกบางส่วน บางทีมีการยืมต่อไปอีกทั้งที่ของเก่ายังชำระไม่หมด บางคราวชำระคืนด้วยโดยมอบบัตรถอนเงินสดบัตรเอทีเอ็มให้ผู้ให้กู้ไปส่วนหนึ่ง บางคนใช้วิธีโอนเงินชำระให้ผู้ให้กู้ แต่อย่างนี้จะเสียทีได้เพราะไม่มีหลักฐานการชำระ เว้นแต่ทางผู้ให้กู้จะคืนสัญญากู้มาให้เมื่อชำระครบแล้ว หรือฉีกสัญญากู้ทิ้งไป อีกบางส่วนบางรายหนึ่งชำระคืนตอนประมูลแชร์ได้

อย่างกรณีคุณนวลเนียน กับคุณปราณีนี่ละ

คุณนวลเนียนกู้ยืมเงินคุณปราณี ชำระมั่ง ไม่ชำระมั่ง ชำระโดยโอนเงินทางเอทีเอ็มแก่คุณปราณีไปบ้าง และชำระโดยการประมูลแชร์ให้ไปบ้าง

แต่กล่าวโดยสรุปรวบยอด แม้จะชำระไปบ้าง แต่ยังเป็นหนี้อยู่ ยังชำระไม่หมด

จนสุดท้าย คุณปราณีแจ้งแก่คุณนวลเนียนว่า ยังคงค้างชำระอยู่อีก 65,000 บาท นะจ๊ะ

ทว่าคุณนวลเนียนไม่ยอมชำระคืนเสียที

เจรจาเท่าไรไม่เป็นผลในอันที่จะได้เงินคืนมา ที่สุดคุณปราณีจึงให้คุณทนายความยื่นฟ้องคุณนวลเนียนเพื่อขอให้ศาลบังคับให้ชำระหนี้สินมาจำนวน 122,742 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 65,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เงินต้นที่คุณปราณีอ้างว่าคุณนวลเนียนเป็นหนี้อยู่ ยังไม่ชำระคือ 65,000 บาท ส่วนจำนวนที่ฟ้องเรียกกว่า 122,742 บาท นั่นรวมเอาดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เข้าด้วยแล้ว

3.

โดนฟ้องเข้าอย่างนี้ คุณนวลเนียนมีหรือจะยอมโดยดี

“กู้ยืมจริง แต่ชำระหนี้จนครบแล้ว แต่คุณปราณีไม่คืนหนังสือสัญญาเงินกู้ กลับนำมาฟ้องเป็นคดีนี้” นี่เป็นสาระสำคัญที่คุณนวลเนียนต่อสู้คดี แล้วสุดท้ายขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น สืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง

คุณปราณีขมวดคิ้วแล้วอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คุณนวลเนียนชำระเงินแก่คุณปราณี 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 57,742 บาท

คุณนวลเนียนฎีกาคดี ซึ่งแม้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาคดีจะน้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่เพื่อจะให้สามารถฎีกาคดีได้ คุณนวลเนียนได้ขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นอกจากกู้ยืมเงินกันในปี 2546 ตามสัญญาที่คุณปราณีนำมาฟ้องคดีนี้แล้ว ในปี 2542 คุณนวลเนียนเคยกู้ยืมเงินจากคุณปราณี 135,000 บาท โดยคุณนวลเนียนตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ในปี 2542 ได้กู้ยืมเงินมา 60,000 บาท

แม้จำนวนเงินไม่ตรงกัน แต่เป็นที่แน่นอนว่า นอกจากการกู้เงินตามฟ้องที่เกิดขึ้นในปี 2546 แล้ว คุณนวลเนียนยังเคยกู้ยืมคุณปราณีมาแล้วในปี 2542

เหตุนี้เองที่คุณนวลเนียนให้การและนำสืบว่า ชำระเงิน 50,000 บาท โดยโอนเงินผ่านเอทีเอ็ม เมื่อวันที่ 25 และ 26 มิถุนายน 2546 แล้ว เหตุใดคุณปราณีจึงแจ้งคุณนวลเนียนว่ายังมีหนี้ค้างชำระอีก 85,000 บาท

เห็นได้ว่า ก็เพราะคุณนวลเนียนกู้ยืมเงินจากคุณปราณีเมื่อปี 2542 จำนวน 135,000 บาท ด้วยนั่นเอง

ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับตรงกันว่า มีการร่วมหุ้นกันเล่นแชร์ จนคุณนวลเนียนได้เงินค่าแชร์ 36,583 บาท มาหักใช้หนี้เงินกู้อีกจำนวนหนึ่ง เพียงแต่ว่าคุณปราณีอ้างว่า นำไปหักหนี้ของปี 2542 ที่เหลือ 85,000 บาท ในขณะที่คุณนวลเนียนอ้างว่า ต้องนำมาหักหนี้ของปี 2546

แต่เมื่อคำนวณแล้วหากเป็นดังที่คุณนวลเนียนอ้าง เงินต้น 65,000 บาท ตามสัญญาเงินกู้ปี 2546 ถ้าคุณนวลเนียนชำระแล้ว และชำระอีก 36,583 บาท เท่ากับคุณนวลเนียนชำระเกินกว่าจำนวนที่เป็นหนี้ไปกว่า 20,000 บาท

ทั้งยังขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง เพราะเมื่อชำระหนี้หากไม่ปรากฏว่า ระบุให้จัดสรรเพื่อชำระหนี้รายใดในบรรดามูลหนี้หลายรายที่มีอยู่ ในกรณีเช่นคดีนี้ ก็ต้องจัดสรรเพื่อชำระหนี้รายเก่าที่สุด คือ หนี้เงินกู้ปี 2542

ดังนั้น ที่คุณปราณีผู้ให้กู้นำสืบว่า ได้นำเงินที่คุณนวลเนียนโอนด้วยบัตรเอทีเอ็ม 50,000 บาท และเงินที่คุณนวลเนียนเปียแชร์ได้ครึ่งหนึ่ง 36,583 บาท ไปจัดสรรชำระหนี้เงินกู้ของปี 2542 ก่อน จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

แล้วได้ความจากคุณปราณีว่า หนี้เงินกู้ของปี 2542 ที่เหลืออีก 48,417 บาท คุณนวลเนียนได้ชำระแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 และตนได้คืนสัญญาเงินกู้ส่วนนี้แก่คุณนวลเนียนไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าคุณนวลเนียนซึ่งนำสืบทีหลังปฏิเสธความข้อนี้

ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า คุณปราณีนำเงินที่คุณนวลเนียนชำระทั้งหมดมาจัดสรรชำระหนี้เงินกู้ยืมเมื่อปี 2542 จนครบ แล้วจึงเป็นเหตุให้ต้องนำคดีนี้มาฟ้องเพื่อบังคับการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินปี 2546 จากคุณนวลเนียน

เมื่อคุณนวลเนียนยอมรับว่า กู้ยืมเงินจากคุณปราณีมา 65,000 บาทจริง แต่ต่อสู้ว่าชำระคืนครบถ้วนแล้ว แต่ทางนำสืบของคุณนวลเนียนกลับได้ความตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น

พยานหลักฐานของคุณปราณีผู้ให้กู้จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของคุณนวลเนียน

จึงฟังไม่ได้ว่า คุณนวลเนียนได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาปี 2546 แก่คุณปราณีแล้ว คุณนวลเนียนจึงต้องรับผิดต่อคุณปราณี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากสัญญาเงินกู้ เพียงระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยกัน แต่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้ แม้มาตรา 654 จะบัญญัติห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ก็มีความหมายเพียงว่า ห้ามมิให้ตกลงกันคิดอัตราดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่เมื่อคู่สัญญาไม่ได้ตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 7 ที่บัญญัติให้ใช้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากคุณนวลเนียน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

เป็นอันว่า คุณนวลเนียนต้องชำระเงินแก่คุณปราณี 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12738/2555)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

มาตรา 654 ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี

%d bloggers like this: