ฎีกาชาวบ้าน

All posts tagged ฎีกาชาวบ้าน

โกงเจ้าหนี้

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

โกงเจ้าหนี้

2540 จดทะเบียนสมรสกันที่ออสเตรเลีย

ถัดจากนั้นใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ดูจิงโจ้กัน และทำไรต่อมิอะไรกัน รวมทั้งทำไร่องุ่น ที่ออสเตรเลีย

อยู่กันมาสักพัก หม้อข้าวยังไม่ทันจะดำ เพราะไม่ได้หุงข้าวด้วยฟืนแล้ว แต่เริ่มมีปรากฏการณ์ระหองและระแหงกันตามธรรมดาของมนุษย์ผู้เป็นสัตว์โลก

เลิกทำไร่องุ่น คุณนวลเนียนบินกลับประเทศไทย ในขณะที่คุณจอห์น ยังคงอยู่ทำธุระอยู่ที่ออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลีย จ่ายค่าชดเชยการเลิกทำไร่องุ่นให้ก้อนหนึ่ง คุณจอห์นส่งมาให้คุณนวลเนียนที่เมืองไทย คุณนวลเนียนเอาเงินนี้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่ง จดทะเบียนใส่ชื่อตัวเองไว้ ราคา 6 ล้านบาท

ความระหองระแหงยังคงต่อเนื่อง ติดตามเป็นเงาตามตัว หรือเหมือนเห็บติดสัตว์กัดไม่ปล่อย

ปลายปี 2553 คุณจอห์นบินตามกลับมา ฟ้องหย่าที่เมืองไทย ขอแบ่งสินสมรส ขอใช้อำนาจปกครองบุตร ระหว่างนั้นศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามคุณนวลเนียน โอน ขาย ยักย้าย จำหน่ายจ่ายโอน หรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ต่อมาศาลพิพากษาตามยอม ให้ทั้งสองหย่าขาดจากกัน หากคุณนวลเนียนโอนทรัพย์สินชื่อคุณนวลเนียนไปให้บุคคลอื่น ก่อนหรือวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี คุณจอห์นสามารถดำเนินคดีทั้งในส่วนแพ่งและอาญาได้

คุณจอห์นตรวจพบในเวลาต่อมาว่า คุณนวลเนียนขายฝากบ้านและที่ดินนั้น โดยตนไม่ทราบและไม่ไถ่ถอนก่อนครบกำหนด

เอาเรื่องเลยสิ คุณจอห์นแจ้งความดำเนินคดีคุณนวลเนียน

พนักงานอัยการดำเนินคดีคุณนวลเนียน กล่าวหาว่า กระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 (โกงเจ้าหนี้) และ 352 (ยักยอก)

คุณนวลเนียนปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณนวลเนียนกระทำความผิด ตามมาตรา 350 และ 352 ให้จำคุก และให้ใช้ราคาทรัพย์สินแก่คุณจอห์น 3 ล้านบาท

คุณนวลเนียนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า มีความผิด มาตรา 352 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ทั้งคุณนวลเนียน และพนักงานอัยการฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คุณนวลเนียนจดทะเบียนขายฝากทรัพย์สินพิพาทแล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด โดยมีเจตนาว่า เมื่อคุณจอห์นชนะคดีแล้ว อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้เพื่อขอแบ่งทรัพย์พิพาทจากผู้รับซื้อฝากที่รับโอนโดยสุจริตได้อันเป็นเจตนาพิเศษ

ถือว่า คุณจอห์นอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจฟ้องคุณนวลเนียนแล้ว จึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามมาตรา 350 การกระทำของคุณนวลเนียนจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามมาตรา 350

ขณะเดียวกันศาลยังวินิจฉัยว่า คุณนวลเนียนมีความผิดฐานยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก อีกบทหนึ่งด้วย

เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

พิพากษาแก้เป็นว่า คุณนวลเนียนมีความผิด ตามมาตรา 350 และ 352 วรรคแรก ให้ลงโทษตามมาตรา 352 วรรคแรก

คุณนวลเนียนที่คิดว่าจะรอด เลยไม่รอด

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12250/2557)

———————————————

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 350 ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่น ซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดเพราะผู้อื่นส่งมอบให้ โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหาย ซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

เรื่อง – แมงลัก ผักสวนครัวสมุนไพร

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

หน้าฝนทุกปี มีเรื่องที่ควรระวัง นอกจากเรื่องอื่นอื่น ก็คือโรคไข้เลือดออก

เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดจากยุงลาย

ส่วนยุงก้นป่อง จะนำโรคมาลาเรียมาสู่คน

แต่ไม่ว่าจะยุงอะไร ก็อย่าให้มันดูดเลือด ปล่อยเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเป็นดีที่สุด

เมื่อฝนมาก็จึงมีน้ำขัง เป็นที่วางไข่ของประดายุง

บริเวณบ้านจึงไม่ควรมีที่ให้น้ำขังอยู่นาน

ภาชนะรูปทรงกระบอก หากมีอยู่ก็ควรจะปิดฝา หรือคว่ำเพื่อไม่ให้น้ำขัง

เมื่อพูดถึงยุง ก็ต้องพูดถึงยา

ยา แม้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของคน แต่ก็ไม่อยากให้ใช้พร่ำเพรื่อ

การป้องกัน ควรจะเป็นยาขนานแรกที่อยากให้ใช้

คนโบราณนั้น รักษาโรคด้วยยาสมุนไพร คนปัจจุบันมักใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย

แต่ยังไงก็ยังเห็นว่าพุทธภาษิต ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นข้อเตือนใจได้เป็นอย่างดี

เมื่อไม่มีโรค ก็มาช่วยกันทำให้โลกน่าอยู่ ด้วยการปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น และมีอากาศดีดี ไว้หายใจ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกพืชผักสวนครัว จะปลูกไว้กินเอง หรือแบ่งปันเพื่อนบ้านก็ได้

พืชผักที่ว่าคือ “แมงลัก” หรือที่คนอีสาน เรียก อีตู่

แมงลัก จัดอยู่ในจำพวกไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นแข็ง แตกกิ่งก้านสาขา กิ่งอ่อนจะเป็นเหลี่ยม มีความสูงโดยเฉลี่ย 3-4 ฟุต

ลักษณะใบกลมรี ออกเป็นใบเดี่ยว ปลายใบแหลม สีเขียวอ่อน มีขน กลิ่นใบหอม

เมื่อมีดอกจะออกเป็นช่อ ตามบริเวณปลายของกิ่งหรือตรงยอด สีดอกขาว และอยู่นาน

สำหรับผล จะติดเมื่อกลีบดอกร่วง มีขนาดเล็ก สีน้ำตาลเข้ม ภายในจะมีเมล็ดอยู่ 4 เมล็ด

คนโบราณ นอกจากจะรู้ว่าเอามาปรุงอาหารได้แล้ว ยังรู้จักประโยชน์จาก ลำต้น ใบ และเมล็ด ว่าคุณค่าทางตำรับยาพื้นบ้านอย่างไร

ลำต้น นั้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินอาหาร

ใบ มีสรรพคุณแก้หลอดลมอักเสบ แก้หวัด แก้โรคท้องเสีย และใช้ทาแก้โรคผิวหนัง

เมล็ด มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ลดความอ้วน ขับเหงื่อ ช่วยระบบขับถ่าย และช่วยดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือด

นี่คือคุณประโยชน์ของการปลูกต้นแมงลัก

การปลูกแมงลักไม่ใช่เรื่องยาก แค่เพาะเมล็ด รดน้ำให้ชุ่ม ปลูกลงกระถางก็ได้ เป็นไม้ทนแดด

คนที่อยู่คอนโดฯ ก็ขอให้ปลูกลงกระถาง ตั้งไว้ที่ระเบียง จะช่วยให้ห้องเย็นสบาย

ถ้าจะอ้างว่ามือไม่ว่าง ติดงานเขี่ยก็ตามใจ

ไม่ได้ประมาท

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pass@matichon.co.th

ไม่ได้ประมาท

คุณทวี นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ คุณเป็นหนึ่งซ้อนท้าย ขณะที่คุณสยามชัยกำลังใช้ขวดสุราขว้างใส่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ และร้องเอะอะโวยวาย ก่อนจะวิ่งมาซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นคนที่สาม

คุณเป็นหนึ่ง ชักปืนลูกซองสั้นออกมา ปากกระบอกปืนเฉียงลงดิน

คู่กรณีหรือฝ่ายตรงกันข้าม เป็นวัยรุ่นอีกกลุ่มในหมู่บ้านรวมตัวกันอยู่ใกล้เคียงกัน

สถานการณ์ตึงเครียด สองฝ่ายมีทีท่าว่า จะยกเข้าห้ำหั่นกันได้ในนาทีใดนาทีหนึ่งข้างหน้า

สิบตำรวจตรีสังเวียน สิบตำรวจเอกเลิศชาย และ สิบตำรวจตรีชัยณรงค์ ไปสืบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง มาในชุดนอกเครื่องแบบ ประสบเหตุเข้าพอดี หนึ่งในจำนวนนั้นร้องห้ามทัพ

สิบตำรวจตรีสังเวียนกระโดดเข้าถึงตัว มือซ้ายคว้าคอคุณสยามชัยได้ มือขวาคว้ามือคุณเป็นหนึ่งที่ถือปืนแล้วแย่ง พร้อมๆ กับส่งเสียงว่า

“นี่ตำรวจ ปล่อยปืน” ทว่าคุณเป็นหนึ่งดิ้นรนขัดขืน

“เปรี้ยง หรือ ปัง” เสียงดังขึ้นมา กระสุนเจาะเข้าต้นขาขวาสิบตำรวจตรีสังเวียน เลือดท่วมทันที

ตกใจกันไปทั้งคนถือปืน ทั้งตำรวจ ทั้งใครๆ ที่อยู่ในที่นั้น ไอ้ที่จะตีกันเมื่อครู่เลยเลิกกันไป

คุณเป็นหนึ่ง คุณทวี คุณสยามชัย ถูกจับกุมดำเนินคดีในเวลาต่อมา

พนักงานอัยการฟ้องคุณเป็นหนึ่ง ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วย

แต่ศาลชั้นต้นพิพากษา ว่าคุณเป็นหนึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 คือกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ให้จำคุกข้อหานี้ 2 ปี

คุณเป็นหนึ่งอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และให้คุมความประพฤติไว้

พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เชื่อว่าคุณเป็นหนึ่งชักอาวุธปืนออกมาเพื่อข่มขู่เท่านั้น มิใช่จะใช้ยิงกลุ่มวัยรุ่นฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด เมื่อถืออาวุธปืนในลักษณะเฉียงลงพื้นดิน จึงถือได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อมิให้กระสุนปืนลั่นไปถูกผู้อื่นแล้ว แต่เมื่อสิบตำรวจตรีสังเวียนเข้าจับกุม แม้จะได้พูดบอกว่าตนเป็นตำรวจก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุได้แต่งกายนอกเครื่องแบบ และไม่ได้แสดงหลักฐานอื่น เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่

ประกอบกับคุณเป็นหนึ่งกำลังมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นอยู่ ซึ่งในภาวะเช่นนั้นคุณเป็นหนึ่ง อาจเข้าใจได้ว่า สิบตำรวจตรีสังเวียนเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังทะเลาะกัน ซึ่งจะเข้ามาทำร้ายก็ได้ คุณเป็นหนึ่งย่อมมีความชอบธรรมที่จะแย่งอาวุธปืนจากสิบตำรวจตรีสังเวียนได้

เมื่อต่างฝ่ายต่างแย่งอาวุธปืนกัน อันเป็นการกระทำอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด คุณเป็นหนึ่งย่อมไม่อาจใช้ความระมัดระวังไม่ให้นิ้วไปถูกไกปืนได้

ดังนั้น การที่กระสุนปืนลั่นขึ้น จึงมิใช่เกิดจากการกระทำของคุณเป็นหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการกระทำของสิบตำรวจตรีสังเวียนด้วย

ถือได้ว่าคุณเป็นหนึ่งได้ใช้ความระมัดระวัง ตามวิสัยและพฤติการณ์ที่อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แล้ว

การกระทำของคุณเป็นหนึ่ง จึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้สิบตำรวจตรีสังเวียนได้รับอันตรายสาหัส

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2556)

———————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 วรรคสี่

กระทำโดยประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

เรื่อง – กุ่มน้ำ : ไม้ชายน้ำ ที่ให้คุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

เข้าหน้าฝนเต็มตัวหลายเพลาแล้ว หลายพื้นที่แค่ฝนตกปรอยปรอยก็ท่วมเสียแล้ว

ปัญหาหลักคือ สิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ความมักง่ายที่จะทิ้งขยะ

เมืองไทยขยายตัวโดยไร้การวางแผนและวางผัง ไม่ศึกษาภูมิประเทศว่าอะไรควรจะอยู่ตรงไหน และไม่อยู่ตรงไหน

ได้พูดคุยกับผู้รู้ ท่านก็ส่ายหัวแล้วบอกว่า เมืองไทยขยายตัวแบบอยากได้ใคร่มี ไร้ทิศทาง

หลายพื้นที่เกิดปัญหาจนยากที่จะแก้ไข

เพราะจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมที่ดีไม่มี

ปัญหาเรื่องรถติด นั่นก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก

แต่เรื่องนี้เคยได้สนทนาธรรมกับท่านเจ้าคุณ เมื่อไม่นานมานี้ ท่านบอกว่า เรื่องปัญหารถติด แก้ไม่ยากถ้าทุกคนช่วยกัน

ท่านว่าแก้รถติด ต้องแก้ที่ใจ คืออย่าไปติดรถ

หมายความว่า อย่าไปอยากได้อยากมี และรัฐต้องมีบริการที่ดี

ฟังท่านเจ้าคุณแล้วก็เห็นด้วย แต่คงยาก เพราะกิเลสความอยากได้ใคร่มีของผู้คนเวลานี้ ล้วนเสพติดวัตถุ

เสพติดด้วยข้ออ้างต่างต่างนานา

ขนาดเชิญชวนปลูกต้นไม้ ช่วยลดโลกร้อน ก็ไม่รู้จะทำกันหรือเปล่า

ก็ได้แต่หวังว่าสักวันจะช่วยกันปลูก

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “กุ่มน้ำ”

กุ่มน้ำ นี้ นักเลงต้นไม้จัดอยู่ในพวกไม้ยืนต้น ที่มีความสูงโดยเฉลี่ย 20 เมตร

เป็นต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ได้ทั้งเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง หรือวิธีการตอนกิ่ง

ตามธรรมชาติแล้ว ต้นกุ่มน้ำชอบขึ้นอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ หรือตามห้วย หนอง คลอง บึง

ลักษณะของใบจะออกเป็นช่อ รูปใบแบบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ เนื้อใบค่อนข้างหนา สีเทาอมน้ำตาล ท้องใบมีขนอ่อน เส้นกลางใบเห็นชัด มีก้านใบ

เมื่อมีดอกก็จะออกดอกเป็นช่อ ดอกมีกลีบรองดอก กลีบดอกรูปไข่ หรือกลม ตรงกลางดอกมีเกสรอยู่หลายอัน

พอดอกเริ่มที่จะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลรูปรี มีผิวเปลือกหนา สีเหลืองอมเทา เมล็ดข้างในผลเป็นรูปเกือกม้า

ยอดอ่อนของต้นกุ่มน้ำ ชาวบ้านนิยมนำมากินแกล้มกับน้ำพริก รสออกเปรี้ยว ฝาด ขมเล็กน้อย

คนโบราณ หรือหมอกลางบ้าน จะใช้ใบและเปลือก มาเข้ายาเป็นสมุนไพร

ใบ มีสรรพคุณแก้ไข้ เจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้ปวดเส้น แก้ไขข้ออักเสบ แก้อัมพาต

เปลือก มีสรรพคุณแก้ไข้ บำรุงกำลัง ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้อาเจียน

ผู้ที่จะนำมาใช้ก็อย่าลืมปรึกษาหารือผู้รู้เฉพาะทาง

อย่าลืมว่าทุกอย่างมีคุณก็มีโทษ ถ้าใช้ไม่พอดี หรือผิดวิธี

ยิ่งทุกวันนี้สารเคมีเต็มบ้านเต็มเมือง

ลดความอยาก แล้วจะอยู่อย่างเป็นสุข

พินัยกรรม

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

พินัยกรรม

คุณไชโย กับ พระชัยยุทธ เป็นพี่น้องกัน

คุณไชโยตาย ทรัพย์มรดกของคุณไชโยจึงตกแก่พี่น้องร่วมบิดา มารดา รวมทั้งพระชัยยุทธด้วย

โดยมีคุณชูชัยและคุณนวลเนียน เป็นผู้จัดการมรดกของคุณไชโย ได้จัดการขายที่ดินอันเป็นมรดก เพื่อแบ่งเงินให้แก่ทายาทของคุณไชโยเป็นคราวๆ พระชัยยุทธก็ได้รับเงินส่วนแบ่งด้วย

พระชัยยุทธได้ทำพินัยกรรม ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ว่า “เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่มรณภาพแล้ว ให้บรรดาทรัพย์สินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับในฐานะทายาทของนายไชโยนั้น ข้าพเจ้าขอให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของข้าพเจ้าในส่วนนี้ ตกแก่คุณโผง”

วันที่ 12 กันยายน 2549 พระชัยยุทธทำพินัยกรรมอีกฉบับว่า “เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมไปแล้ว บรรดาสิทธิและทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ขอยกให้แก่คุณนวลเนียนทั้งสิ้น”

พระชัยยุทธนั้นมีรถยนต์อีกคัน แต่ยกให้วัดไปก่อนแล้ว เมื่อตอนพระชัยยุทธมรณภาพลง คงมีแต่ส่วนแบ่งจากการขายที่ดินอันเป็นมรดกของคุณไชโยนั่นละเป็นทรัพย์มรดก ซึ่งคุณนวลเนียนได้รับไป จำนวน 2,415,035 บาท

คุณโผงมาฟ้องคุณนวลเนียน ขอให้ศาลบังคับให้คืนเงินจำนวนนั้นแก่คุณโผง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้คุณนวลเนียน ชำระเงิน 733,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่คุณโผง

คุณนวลเนียน อุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!!!

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่พระชัยยุทธทำพินัยกรรมยกเงินดังกล่าวแก่คุณโผง หาเป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะไม่ เพราะการจะเป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ จะต้องเป็นไปตามที่ มาตรา 1651 (2) ว่า

“เมื่อตามข้อกำหนดพินัยกรรม บุคคลใดมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างซึ่งเจาะจงไว้โดยเฉพาะ หรือแยกไว้ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ และมีสิทธิและความรับผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น”

ทั้งนี้ เมื่อพระชัยยุทธได้รับเงินส่วนแบ่งมรดกของคุณไชโย พระชัยยุทธก็หาได้กันเงินส่วนดังกล่าวไว้เป็นพิเศษ เงินที่พระชัยยุทธได้รับจากกองมรดกของคุณไชโย จึงระคนกับเงินส่วนอื่นที่พระชัยยุทธมีอยู่ เงินดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างได้

ดังนั้น เมื่อพินัยกรรมฉบับแรกมิใช่พินัยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ เมื่อต่อมาพระชัยยุทธทำพินัยกรรมอีกฉบับที่มีผลสมบูรณ์

การที่พระชัยยุทธทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนนี้ให้คุณโผง แล้วยังทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกซึ่งหมายถึงทรัพย์จำนวนเดียวกันให้คุณนวลเนียนอีก ถือว่าข้อความของพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดกัน และพระชัยยุทธมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น

กรณีจึงต้องด้วย มาตรา 1697 ที่ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง

ดังนั้น คุณโผงจึงหามีสิทธิใดๆ ในทรัพย์มรดกของพระชัยยุทธไม่ เพราะสิทธิของคุณโผงตามพินัยกรรมฉบับเดิมถูกยกเลิกไปแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8055/2556)

——————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1697 ถ้าผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น และปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง เฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันนั้นเท่านั้น

เรื่อง : เฉียงพร้ามอญ : ให้ออกซิเจน เป็นยา

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ทุกวันนี้ โลกเราก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมใหม่ใหม่ ใครที่จิตใจอ่อนไหวก็ตกเป็นทาสเอาง่ายง่าย

เมื่อไม่อยากตกเป็นทาส จึงต้องรู้เท่าทัน รู้จักประมาณ รู้จักพอดี

ถ้าหากเป็นคนช่างสังเกต แต่ไม่ใช่คนช่างจำผิด ก็จะเห็นพฤติกรรมของผู้คนรอบข้างเวลานี้มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่สนใจคนรอบข้าง ว่าจะเดือดร้อนเพราะพฤติกรรมของตัวเองหรือเปล่า

เป็นสังคมก้มหน้า พากันเขี่ยทรัพย์ไปให้พ่อค้าแม่ขายที่โฆษณาชวนเชื่อความวิเศษของขยะอิเล็กทรอนิกส์ในวันข้างหน้า

ขอให้ลองคิดย้อนดูให้ดีว่า กว่าจะได้อิเล็กทรอนิกส์ 1 ชิ้น ต้องทำลายธรรมชาติลงไปเท่าไหร่

อนาคตข้างหน้า อิเล็กทรอนิกส์จะเป็นขยะที่เป็นพิษต่อคนและสิ่งแวดล้อม ที่กำจัดยากที่สุด

ขณะที่การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยอย่างไม่รู้จักคุณค่า

ถ้าถามว่า นวัตกรรมเหล่านี้ดีไหม ก็ตอบได้ว่าดี

แต่ต้องรู้จักใช้ รู้จักพอ รู้เท่าทัน และรู้จักประมาณความจำเป็น

เขียนหรือพูดมากไป เดี๋ยวคนอื่นที่เกี่ยวข้องเกลียดขี้หน้าเอา

นี่ก็เข้าหน้าฝนแล้ว มาปลูกต้นไม้เพิ่มความชุ่มชื้นคืนธรรมชาติกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “เฉียงพร้ามอญ”

ต้นเฉียงพร้ามอญ มีชื่อเรียกตามท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือเรียก กุลาดำ หรือ บัวลาดำ ภาคกลางเรียก เฉียงพร้าบ้าน

ภาษาปากทั่วไปเรียก กระดูกไก่ดำ

ต้นเฉียงพร้ามอญ ทางพฤกษศาสตร์ จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดเล็ก

ลำต้นจะแตกกิ่งก้านสาขาโดยรอบ มีสีม่วง มีความสูงโดยเฉลี่ย 1 เมตร

การขยายพันธุ์ นิยมเพาะเมล็ด เนื่องจากไม้ชอบแสงแดด เจริญเติบโตได้ในดินร่วนซุย คนโบราณนิยมปลูกทำเป็นรั้วบ้าน เหมือนต้นกระถิน

ลักษณะของใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เป็นคู่ เรียงกันไปตามข้อลำต้น

รูปใบคล้ายหอกแคบ ปลายและโคนใบจะแหลม ก้านใบสั้น มีเส้นกลางใบสีม่วง

เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นช่อ ตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดของต้น ลักษณะเป็นหลอด ปลายดอกแยกเป็นกลีบ มีเกสรอยู่ตรงกลาง

ครั้นดอกเริ่มโรยจะติดผล ลักษณะเป็นฝักยาวขนาดเล็ก

จากข้อมูลที่คนโบราณท่านทำไว้ บอกว่า ต้นเฉียงพร้ามอญ หรือกระดูกไก่ดำที่โตแล้ว สามารถนำส่วนที่เป็นรากและใบมาเข้ายา บำบัดโรคได้

ราก มีสรรพคุณใช้ทาผิวหนังที่เป็นผดผื่นคัน สำหรับเด็ก

ใบ มีสรรพคุณแก้ไข้ ถอนพิษสัตว์กัดต่อย

นี่คือ ประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นไม้

ป่าธรรมชาติของเมืองไทยหายไปเยอะแล้ว ช่วยกันปลูกหน่อยเถิด

อย่าลุ่มหลงในวัตถุมากนักเลย

ความผิดซึ่งหน้า

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ความผิดซึ่งหน้า

“เอ๊ะ” นี่คุณโผงเอ๊ะขึ้น ด้วยรู้สึกว่า คุณผาดที่มานั่งดื่มกินอยู่ด้วยกัน ลุกไปห้องน้ำด้านนอกร้านนานผิดสังเกตหรือผิดปกติ จึงลุกเดินตามไปดู

ไปเจอว่าผิดปกติจริงๆ นั่นละ เพราะคุณผาดถูกแทงเลือดท่วม ร้องบอกว่า “ไอ้เดชๆ”

ใกล้ๆ กันนั้น เห็นคุณเดชถือมีดคร่อมจักรยานยนต์ที่พวกติดเครื่องยนต์เตรียมพุ่งออกไป

โดยไม่ทันได้ปรึกษาใคร คุณโผงกระโดดถีบคุณเดช

ล้มคว่ำกัน ทั้งรถทั้งคน หรือ ทั้งคนทั้งรถนั่นละ

แล้วการต่อสู้ก็เกิดขึ้น และคุณโผงถูกแทงเลือดโชกไปอีกคน

ก่อนคุณเดชมือมีดกับพวกจะบึ่งรถหนีไป

แต่จะหนีไปไหนพ้น สุดท้าย คุณเดชกับพวก ถูกจับกุมดำเนินคดีจนได้

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคุณเดชขอให้ลงโทษคุณเดช ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 (พยายาม) 288 (ฆ่า)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเดชมีความผิดตาม มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80 ให้ลงโทษจำคุก

คุณเดช อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คุณเดชมีความผิดตาม มาตรา 295 (ทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ), 297 (8) (ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ได้รับอันตรายสาหัส) ให้ลงโทษจำคุก

คุณเดช ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่คุณเดชจะใช้มีดแทงคุณโผง ได้ใช้มีดแทงคุณผาด และกำลังจะขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนี เมื่อคุณโผงมาถึงบริเวณดังกล่าว และพบคุณผาดถูกแทง กับเห็นคุณเดชถืออาวุธมีดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จึงเป็นกรณีที่คุณโผงพบการกระทำความผิดต่อคุณผาดในอาการ ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่า คุณเดชเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงคุณผาดมาแล้วสดๆ ถือว่าการกระทำของคุณเดชเป็นความผิดซึ่งหน้าต่อคุณโผง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 วรรคแรก คุณโผงในฐานะราษฎร ย่อมมีอำนาจจับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79

การที่คุณโผงกระโดดถีบคุณเดชก็เพื่อหยุดยั้ง มิให้คุณเดชกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนี อันเป็นการกระทำเพื่อจับคุณเดช คุณเดชจึงไม่มีสิทธิป้องกันเพื่อให้ตนพ้นจากการที่จะต้องถูกจับได้

การที่คุณเดชใช้อาวุธมีดแทงคุณโผงจนได้รับอันตรายสาหัส จึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกา พิพากษายืน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2557)

————————————

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 79 ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่ง มาตรา 82 หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย

มาตรา 80 ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ

อย่างไรก็ดี ความผิดอาญาดั่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้าในกรณีดังนี้

(1) เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดั่งผู้กระทำ โดยมีเสียงร้องเอะอะ

(2) เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้น และมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้า หรือเนื้อตัวของผู้นั้น

เรื่อง – หลิว : ไม้ยืนต้น เป็นยา

คอลัมน์ -ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่เนปาลไม่กี่วัน บ้านเราเกิดการฆาตกรรมหมู่ชาวโรฮิงญา ที่ภาคใต้หลายศพ

การฆาตกรรมครั้งนี้ เกิดจากฝีมือของเหล่าขบวนการค้ามนุษย์

ขบวนการค้ามนุษย์นี้ มีทั้งคนไทยและเพื่อนบ้านร่วมมือกัน

ที่จริง เรื่องค้ามนุษย์นี้ เกิดขึ้นมานานแล้ว

แต่เพราะมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เรื่องก็จึงถูกปิดบังเรื่อยมา

ผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์ ก็เป็นเม็ดเงินที่ไม่ใช่น้อย

ข้าวปลาอาหารที่กินกันอยู่ทุกวันนี้ หลายอย่างได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของมนุษย์เหล่านี้

บางครั้งบางที เมื่อนึกขึ้นมาแล้ว ก็ออกจะสลดใจ

หลายคนอาจจะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

ยกตัวอย่างง่ายง่าย อย่างแรงงานประมง ที่เวลานี้ต่างประเทศให้ใบเหลือง ว่ามีปัญหากับการประมงไทย

ปลาทะเลที่นำมาขาย จึงเป็นการกินหยาดเหงื่อของการค้ามนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้

มาปลูกต้นไม้ให้สบายอกสบายใจ เพื่อช่วยให้โลกเย็นขึ้นมาบ้างดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “หลิว”

เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นกลางแจ้ง ชอบแสงแดด ปลูกขึ้นได้ดีกับดินเกือบทุกประเภท

การขยายพันธุ์ต้นหลิว จึงนิยมใช้วิธีการตอนกิ่ง

นักพฤกษศาสตร์ จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีลำต้นสูง ประมาณ 15-20 เมตร

แตกกิ่งก้านสาขาแบบห้อยลู่ลง กิ่งอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย

ลักษณะของใบจะเป็นรูปหอก ยาวรี ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม

เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ดอกเพศผู้และเพศเมีย จะแยกกันอยู่คนละต้น

คนโบราณท่านรู้ว่า ต้นหลิว ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ส่วนที่นำมาเป็นยาสมุนไพรคือ ช่อดอกและยอดอ่อน กับ กิ่ง

ช่อดอกและยอดอ่อน มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวด ลดอาการไข้

กิ่ง มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดตามข้อ ขับปัสสาวะ ขับลม แก้ตับอักเสบ ฯลฯ

ใครที่มีที่มีทาง ก็ขอให้ปลูกไว้เถอะ จะได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

เวลานี้ ผู้คนคิดแต่จะสร้างวัตถุ แต่ไม่ค่อยคิดจะสร้างธรรมชาติ ป่าไม้

อย่าให้ ดาบวิชัย แห่งเมืองศรีสะเกษ ท่านทำอยู่คนเดียวเลย

มาช่วยท่านปลูกกันหน่อย

ตบหัว ทวงหนี้หวย

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ตบหัว ทวงหนี้หวย

“ว่าไง หวยกู มึงต้องเอาเงินมาให้กูนะ ถ้าไม่เอามา มึงตายแน่”

คุณเงือบพูดพลาง เพื่อให้สมจริงสมจัง ว่าจะเอาจริง จึงใช้มือตบหัวคุณนวลเนียน-พัวะ!

ยังๆ แค่ตบหัวกัน ยังไม่ตาย เพียงหัวคะมำไปเท่านั้นเอง

วันนี้ล่วงมา บ่าย วันที่ 17 เข้าแล้ว แต่คุณนวลเนียนยังไม่ยอมจ่ายเงินรางวัลหวยใต้ดิน ที่คุณเงือบซื้อถูกและสมควรจะได้รับ 100,000 บาท สักที หากบ่ายเบี่ยง และบอกว่าเจ้ามือจะขอจ่ายเพียงครึ่งเดียว

หลังจากทวงกันแต่วันหวยออกแล้ว ยังไม่สัมฤทธิผล รุ่งขึ้นบ่ายๆ คุณเงือบกับพวกจึงบุกทวงถึงร้านเสริมสวยของคุณนวลเนียนผู้ขายทันที

ทั้งทวง ทั้งข่ม ทั้งขู่ จะเอาถึงตาย จะเอาให้ได้

ห้าหกคนคุมเชิงอยู่นอกร้าน แต่คุณเงือบเข้าไปในร้าน แล้วลงมือพัวะๆๆๆ แต่ก็ไม่ได้สมใจ

คุณเงือบถูกจับกุมและดำเนินคดีในเวลาต่อมา

อัยการฟ้อง ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337, 362, 364, 365 และ 391 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบกระทำความผิดตาม มาตรา 337 วรรคสอง (1) และ 391 ด้วย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกทรัพย์ซึ่งเป็นบทหนัก

ทั้งอัยการและคุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คุณเงือบมีความผิด ตามมาตรา 337 วรรคสอง (1), 365 (2) และ 391 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานผู้อื่น

คุณเงือบฎีกา ว่าเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตแบบชาวบ้านทั่วๆ ไปว่า ตนเองจะได้รับเงินที่ถูกสลากกินรวบ จึงเข้าไปในร้านคุณนวลเนียนที่ขายหวย มีเจตนาเพียงทวงถามเงินรางวัลเท่านั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คุณเงือบซื้อสลากกินรวบ ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 และไม่ก่อให้เกิดหนี้ในอันที่จะสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย

ยิ่งกว่านั้น แม้หากเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย และลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็ยังหามีสิทธิที่จะทวงถามด้วยการข่มขืนใจให้ลูกหนี้ยอมชำระหนี้ โดยการใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของลูกหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้คุณเงือบเข้าใจหรือเชื่อโดยสุจริตได้เลยว่า คุณเงือบมีสิทธิจะบังคับและข่มขู่ให้คุณนวลเนียนยอมชำระเงิน ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังทำอันตรายต่อชีวิตได้เช่นนั้น แต่เมื่อคุณนวลเนียนไม่ยอม การกระทำของคุณเงือบจึงเป็นการพยายามกรรโชก

อย่างไรก็ตาม ขณะเกิดเหตุที่คุณเงือบบุกเข้าไปในร้านคุณนวลเนียนนั้น ร้านเสริมสวยยังเปิดให้บริการอยู่ ประชาชนทั่วๆ ไป รวมทั้งคุณเงือบมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือเป็นเคหสถาน จึงไม่เป็นการบุกรุกตาม มาตรา 364

พิพากษาแก้เป็นว่า คุณเงือบมีความผิดและปรับบทลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เป็นอันว่าคุณเงือบผิดฐานกรรโชก

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2556)

—————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 337 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย

(1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ

(2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นหรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่อง – รางจืด : ไม้เถา เข้ายาสมุนไพร

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปีนี้ สภาพอากาศค่อนข้างจะร้อนแล้งหนักเอาการ

หลายพื้นที่เกิดไฟไหม้ อันเกิดจากธรรมชาติและฝีมือของคน

เท่าที่ติดตามเรื่องนี้มาหลายสิบปี ป่าธรรมชาติของเมืองไทยลดลงจนน่าใจหาย

นั่นก็เท่ากับว่า ออกซิเจนที่คนเราใช้หายใจ อันเกิดจากต้นไม้ก็ลดน้อยลงไปด้วย

ลองคิดเล่นเล่นดู ถ้าตัดต้นไม้ 1 ต้น คนก็กำลังตัดท่อหายใจไป 1 เส้น

ถ้าโลกใบนี้ไม่มีป่าไม้ คนเราจะเอาอากาศที่ไหนสำหรับหายใจ ก็อยากให้ช่วยกันคิด

เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ เรื่องน้ำ

จากที่เฝ้าสังเกตตลอดมา ผู้คนใช้น้ำกันอย่างฟุ่มเฟือย

ล้างหน้าล้างตา ล้างไม้ล้างมือ เห็นเปิดน้ำกันอย่างสุดแรง

บางทีเห็นซื้อน้ำขวดดื่ม ก็ดื่มทิ้งดื่มขว้าง ไม่คิดถึงวันข้างหน้า

นี่ก็จะเข้าหน้าฝนแล้ว มาปลูกต้นไม้เพื่อสร้างอากาศ และเป็นแหล่งน้ำเพื่ออนาคตที่ดี

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “รางจืด”

ต้นรางจืด ตามหลักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้เถา

ตามธรรมชาติพบเห็นอยู่ตามป่าดงดิบ อาศัยเกาะกิ่งต้นไม้ใหญ่

ลักษณะของเถาออกกลม แข็งแรง มีข้อปล้อง สีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือใช้เถาที่แก่ปักชำก็ได้

ลักษณะของใบ จะออกเป็นใบเดี่ยวตรงกันข้ามเป็นคู่ มีก้านใบสีเขียว ผิวใบเกลี้ยง รูปใบคล้ายหัวใจ

ดอกของรางจืด จะออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งจะมีอยู่ 3-4 ดอก ห้อยระย้า ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ ดอกสีม่วงอ่อน หรือสีคราม ตรงกลางดอกจะเห็นเกสรดอก

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝัก ปลายแหลมคล้ายปากนก เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 แฉก

ต้นรางจืดนี้ คนโบราณท่านได้ศึกษา ค้นคว้า จนรู้ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ส่วนที่นำมาใช้คือ รากและเถา หรือทั้งต้น

รากและเถา เมื่อเข้ายาจะมีสรรพคุณถอนพิษเบื่อเมา และพิษทั้งปวง รักษาอาการร้อนใน กระหายน้ำ

ทั้งต้น จะมีรสเย็น ถอนพิษไข้ หรือพิษต่างต่าง

นี่คือสิ่งที่คนโบราณท่านได้ศึกษาไว้ แต่ถ้าจะนำมาใช้ก็ควรปรึกษาผู้รู้เฉพาะทางจะเป็นการดี

เมื่อเป็นไม้ที่ปลูกไม่ยาก ก็อยากจะให้ช่วยกันปลูก เพราะปลูกแล้วได้ทั้งอากาศหายใจ และเป็นยาด้วย

จะปลูกลงกระถาง หรือลงดิน ดีทั้งนั้น

นายหน้าขายที่ดิน

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 598

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

นายหน้าขายที่ดิน

ทันทีที่ได้ข่าวว่า คุณโผง จะขายที่ดิน คุณเงือบ รีบกุลีกุจอขวนขวายติดต่อหาคนมาดู

กระทั่งคุณโผงขายได้ ในราคา 222 ล้านบาทเศษ คุณเงือบจึงไปขอค่านายหน้าจากคุณโผง

คุณโผงปฏิเสธ ว่าไม่เคยสัญญาให้คุณเงือบเป็นนายหน้าสักหน่อย

คุณเงือบนำความไปฟ้องศาล ขอให้ศาลบังคับคุณโผงจ่ายค่านายหน้ามา 6.6 ล้านบาทเศษ

คุณโผงให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คุณเงือบ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คุณโผงชำระเงิน 6.6 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่คุณเงือบนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณโผงฎีกา ว่าไม่ต้องจ่าย เพราะไม่เคยมีสัญญาอะไรกัน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณเงือบฟ้อง ขอให้ศาลบังคับคุณโผงชำระค่าบำเหน็จจากการเป็นนายหน้า ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 บัญญัติว่า “บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้า เพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้น จะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น”

แสดงให้เห็นว่า สัญญานายหน้าจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการตกลงกันระหว่างบุคคลที่ประสงค์จะทำสัญญา กับบุคคลที่จะทำหน้าที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญา ที่เรียกว่า นายหน้า

แต่คุณเงือบบรรยายฟ้องว่า “คุณโผง มีความประสงค์ขายที่ดิน ในราคาตารางวาละ 38,000 บาท เมื่อคุณเงือบทราบเช่นนั้น จึงได้ติดต่อจัดหาผู้ซื้อมาติดต่อเจรจากับคุณโผง ซึ่งการทำหน้าที่จัดหาของคุณเงือบ เป็นลักษณะนายหน้าติดต่อซื้อขายที่ดิน โดยมีค่าบำเหน็จ…”

โดยไม่ปรากฏในคำฟ้องว่า คุณโผงตกลงโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้คุณเงือบเป็นนายหน้า อันจะถือได้ว่าเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง คุณเงือบกับคุณโผง เพื่อที่จะก่อให้เกิดสัญญานายหน้า

เมื่อคำฟ้องของคุณเงือบไม่บรรยายให้ปรากฏนิติสัมพันธ์ข้อตกลงต่อกันว่า คุณโผงตกลงให้คุณเงือบเป็นนายหน้า คำฟ้องของคุณเงือบจึงขาดสาระสำคัญ อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้คุณโผงต้องรับผิด และไม่เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง ที่จะนำคดีมาฟ้องคุณโผงต่อศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 55

คุณเงือบจึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาค่าบำเหน็จนายหน้าจากคุณโผงได้ เพราะศาลจะพิพากษาให้คุณเงือบชนะคดีโดยไม่อาศัยคำฟ้องหาได้ไม่

ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้เอง ตาม (ป.วิ.พ.) มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และ 247

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 794/2557)

———————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 845 บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้น จะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อ สัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไข เป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้ ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่ จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

นายหน้ามีสิทธิจะได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปก็ต่อเมื่อได้ตกลงกันไว้เช่นนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้บังคับ แม้ถึงว่าสัญญาจะมิได้ทำกันสำเร็จ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

เรื่อง : ไผ่ : ไม้กินหน่อ ก็มีสรรพคุณ

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ช่วงนี้ ข่าวไล่รื้อสถานที่บุกรุกป่าอุทยานฯ ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ดูออกจะเข้มงวด เอาจริงเอาจัง

เรื่องการบุกรุกป่าไม้นี้ เคยได้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ท่านบอกว่า เรื่องนี้ผิดทั้งสองฝ่าย

ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และผู้บุกรุก

เจ้าหน้าที่ก็ไม่เอาจริง ปล่อยปละละเลย ผู้บุกรุกก็อยากได้ ใคร่มี

เมื่อมีผู้ใหญ่ที่เอาการเอางาน ก็เกิดปัญหาต้องมาไล่เรียงความเป็นไป เอกสารต่างต่างถูกขุดขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าเป็นการบุกรุกป่าอุทยานฯ จริง

กว่าจะไล่รื้อก็ต้องใช้เวลา ต้นไม้ต้นไร่ก็ถูกตัดไปหมดแล้ว

อย่าลืมว่าป่าไม้นั้น กว่าจะปลูกคืนสภาพเดิม ต้องใช้เวลาหลายปี

แต่ตอนที่ตัดนั้น ใช้เวลาไม่กี่วัน

เวลานี้ ป่าไม้เมืองไทยลดลงอย่างน่าตกใจ

ไม่รู้ว่าในอนาคตป่าไม้เมืองไทย ยังมีให้ลูก หลาน ได้ผลิตออกซิเจนไว้หายใจสักกี่ต้น

ก็ได้แต่ภาวนาขอได้อย่าเป็นอย่างที่กังวลเลย

พูดเรื่องป่าไม้แล้ว ปักษ์นี้ก็เลยจะชวนกันให้ปลูก ต้นไผ่ หรือว่า ไม้ไผ่

ไผ่ พูดตามหลักวิชาการ เขาว่า เป็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นเป็นกอกอ มีหลายชนิด

ในแต่ละชนิด ลักษณะและขนาดก็แตกต่างกันออกไป บางชนิดมีหนามมาก บางชนิดมีหนามน้อย

ไผ่ที่พอจะรู้กันอยู่เวลานี้ก็มี ไผ่เหลือง ไผ่ข้อน้ำเต้า ไผ่บง ไผ่รวก ไผ่ลาย ไผ่ตง

การขยายพันธุ์ไผ่มักนิยมใช้การแตกหน่อ ซึ่งไผ่กอหนึ่งจะมีอยู่ประมาณ 20-50 ลำต้น

ลำไผ่แต่ละลำจะมีข้อปล้อง ลำที่แก่แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

ส่วนลักษณะของใบไผ่ จะเป็นใบเดี่ยว รูปร่างคล้ายหอก โคนสอบ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม

ผิวใบจะมีสีเขียว และมีขนอ่อนปกคลุมเล็กน้อย

ดอกไผ่จะออกเป็นช่อ แต่ช่วงอายุของคนคนหนึ่งอาจจะไม่ได้เห็น

เพราะไผ่ที่ออกดอกแล้ว ลำไผ่ก็จะตายไป ซึ่งชาวบ้านจะเรียกกันว่า “ไผ่ตายขุย”

คนโบราณแต่ก่อนเชื่อว่า ไผ่ที่บ้านไหนตายขุย จะต้องทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล

ส่วนเมล็ดของไผ่นั้น คล้ายกับเมล็ดข้าว นำมาหุงกินได้

ขณะเดียวกัน คนโบราณก็ยังรู้จักสรรพคุณจากส่วนต่างๆ ของไผ่ เช่น ราก ใบ ยอดไผ่ และตาไผ่

ราก มีสรรพคุณขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ ขับระดู

ใบ มีสรรพคุณขับประจำเดือนของผู้หญิง

ยอดไผ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ

ตาไผ่ มีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ

เหล่านี้คือสิ่งที่ได้จากการปลูกไผ่ 1 กอ

ใครมีที่ หรือบริเวณที่พอจะปลูกได้ ก็อยากจะให้ช่วยกันปลูก

ปีนี้ ปีมหามงคล ยิ่งต้องปลูก

ไม่ใช่บันดาลโทสะ

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ใช่บันดาลโทสะ

เมื่อคุณนวลเนียนเมากลับมาถึงบ้านนั้น เวลาล่วงเข้า 03.00 น. เศษของวันใหม่แล้ว

คุณโผงผู้สามีที่คอยอยู่กับลูกน้อยเดือดปุดๆ

“ไปไหนมา เที่ยวป่านนี้มันไม่สวยนา เที่ยวได้แต่กลับให้หัวค่ำหน่อย มีลูกมีผัวแล้ว ลูกก็ยังเล็ก อย่าให้เพื่อนมันนินทา มันไม่ดี” คุณโผงว่า เสียงเข้มเชียว

“เรื่องของกู กูไปคลายเครียดมาจะทำไม กูจะไปไหน จะทำไรเรื่องของกู มึงนอนไป” คุณนวลเนียนผสมเหล้าเถียงฉอดๆ

“ไปคลายเครียดนะไม่ว่า กลับหัวค่ำ ไม่ใช่ตีสี่ตีห้าอย่างนี้” คุณโผงบวกเวลาเข้าไปให้อีกชั่วโมง

“มึงไม่สาไหร มึงแก่แล้ว อยู่กับมึงไม่มีความสุข เหมือนอยู่กับนรก กูออกไปนอนกับคนอื่นมีความสุขมากกว่านอนอยู่กับมึง” นั่น เนื้อหาจากปากคุณนวลเนียนว่าอย่างนั้น

เจอเข้าอย่างนี้ คุณโผงคล้ายดังเส้นแห่งความอดทนขาดผึง

ฉวยได้ปืน โป้ง! ใส่คุณนวลเนียนดับคาที่

คุณโผงถูกดำเนินคดีในเวลาต่อมาข้อหาฆ่าคนตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

คุณโผงปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตาม มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 72 คือกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ จำคุก 3 ปี

ทั้งพนักงานอัยการ และคุณโผงต่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตาม มาตรา 288 โดยไม่ใช่บันดาลโทสะ ให้จำคุก 15 ปี

คุณโผงฎีกา ว่าเป็นบันดาลโทสะ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

กรณีจะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุคุณนวลเนียนกับคุณโผงมีเรื่องทะเลาะกันประจำ จนโต้เถียงกันจึงเป็นเรื่องสามีภริยามีปากเสียงทะเลาะกันตามปกติ การที่ขณะเกิดเหตุคุณโผงสอบถามและตักเตือนเรื่องที่คุณนวลเนียนออกไปเที่ยวนอกบ้านในเวลากลางคืน แม้คำพูดของคุณนวลเนียนบางถ้อยคำจะมีความหมายทำนองว่า คุณนวลเนียนอยู่กับคุณโผงไม่มีความสุข จึงไปหาความสุขด้วยการนอนกับคนอื่นก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าคุณนวลเนียนไปหลับนอนกับชายอื่นทำนองชู้สาวดังที่พูดจริง จึงเป็นเพียงการพูดเพื่อประชดประชันคุณโผงเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงคุณโผงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

การกระทำของคุณโผงจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

ศาลฎีกาพิพากษายืนว่า คุณโผงฆ่าคนตายโดยเจตนา ตามมาตรา 288

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19190/2555)

——————————————

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

เรื่อง : ชงโค : ไม้ดอกหอม พร้อมสรรพคุณยา

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ก็ผ่านไปอีกคราว แม้ว่าแต่ละสำนักพิมพ์ จะพิมพ์หนังสือใหม่ที่ชวนอ่าน แต่กำลังซื้อ ออกจะฝืดอยู่บ้าง

ถึงอย่างไร ความรู้ก็ยังทรงคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง ซึ่งทุกคนต้องหามาประดับสติปัญญา

หากคนเราไม่มีความรู้ การทำมาหากิน ก็คงจะฝืดเคือง ขัดข้อง เป็นของธรรมดา

แต่ถ้าหากมีความรู้ แล้วใช้ความรู้นั้นเอาเปรียบคนอื่น ก็ยิ่งเป็นเรื่องไม่ควรทำ

นอกจากทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้ว หากถูกจับได้ ตัวเองนั่นแหละที่เดือดร้อน

ความรู้ จึงมีทั้งคุณและโทษ ถ้ารู้จักใช้ ก็ได้คุณ ถ้าไม่รู้จักใช้ ก็ได้โทษ

หากท่านไม่ได้ไปที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แต่ต้องการหนังสืออ่าน ก็ขอให้ติดต่อไปที่ สำนักพิมพ์มติชนได้ จันทร์ถึงศุกร์

อ่านหนังสือได้ความรู้แล้ว ก็ขอเชิญชวนให้ปลูกต้นไม้ ในปีมหามงคล 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ชงโค”

ต้นชงโคนี้ ชาวชมพูทวีป ถือว่าเป็นต้นไม้ในสวนสวรรค์ และเป็นที่โปรดของพระลักษมีเทวี พระมเหสีของพระนารายณ์เป็นเจ้า

ที่ว่าตามคติของศาสนาฮินดู

หากจะว่าทางด้านพฤกษศาสตร์ ต้นชงโค มีชื่อเรียกตามภาษาปากชาวบ้านอีกชื่อว่า “ต้นเสี้ยว”

ลักษณะของชงโค เป็นไม้พุ่ม หรือว่าไม้ผลัดใบ จัดอยู่ในขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ความสูงเฉลี่ย 15 เมตร มีเรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งก้านสาขา

ลักษณะของใบชงโค จะออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แยกออกเป็น 2 แฉก รูปไข่คล้ายติดกัน

ส่วนดอก จะออกเป็นช่อตามยอดหรือกิ่ง ดอกมีหลายสี เช่น สีม่วง สีขาว สีชมพู เป็นต้น

ดอกชงโคนี้ จะออกทั้งปี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกที่บาน จะมีลักษณะคล้ายกับดอกกล้วยไม้ มีเกสรตรงกลาง

เมื่อดอกโรย ก็จะติดผลเป็นฝัก คล้ายฝักถั่ว

ต้นชงโค เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดี ถ้าปลูกลงในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และเป็นต้นไม้ที่ชอบแสงแดด

คนแต่โบราณท่านได้ศึกษาหาความรู้เรื่องต้นชงโค จนรู้ว่า ใช้ประโยชน์จาก ราก ดอก และใบ

ราก มีประโยชน์ใช้เป็นยาขับลม และรักษาอาการไข้

ดอก มีประโยชน์ เมื่อรวมกับสมุนไพรตัวอื่น รักษาอาการไข้ และเป็นยาระบาย

ใบ มีคุณประโยชน์เป็นยารักษาอาการไอ

เหล่านี้ คือคุณประโยชน์ที่คนโบราณท่านได้ศึกษาเอาไว้ ซึ่งเป็นผลที่ได้จากการปลูก

ใครที่พอจะมีที่มีทาง ก็อยากให้ช่วยกันปลูก

ส่วนใครจะเอามาใช้ประโยชน์ ก็ขอให้ศึกษา และปรึกษาผู้รู้

ก็อย่างที่ว่า ความรู้ มีสองด้าน อย่าประมาท

เลิกสัญญา

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เลิกสัญญา

เมื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์คันเก่งไปหลายงวดแล้ว คุณโผง เพียรพยายามทวงถามจาก บริษัท ดีเด่น จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ เรื่องแผ่นป้ายทะเบียน และสำเนาทะเบียนรถ แต่บริษัท ดีเด่นฯ ไม่ได้ส่งมอบแก่คุณโผง

คุณโผงชำระไปเพียง 12 งวด จึงหยุดชำระ แล้วบอกเลิกสัญญา, ขอเงินที่ชำระไปคืนมา

บริษัท ดีเด่นฯ ไม่ยอมคืนให้ อ้างว่าคุณโผงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงยึดเงินที่ส่งไปแล้ว

คุณโผงยื่นฟ้อง ขอให้ศาลบังคับบริษัทชำระเงิน 227,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 212,410 บาท คืนมา นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

บริษัท ดีเด่นฯ ต่อสู้คดี ให้การว่าไม่ต้องคืน เพราะคุณโผงผิดสัญญาเอง ส่วนที่บริษัทไม่ส่งสำเนาทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนแก่คุณโผงได้นั้น เพราะบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ยังไม่โอนทะเบียนให้บริษัท ตอนนี้กำลังดำเนินคดีกันอยู่

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้บริษัท ดีเด่นฯ ชำระเงิน 227,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 212,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

บริษัท ดีเด่นฯ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!!

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ผู้ให้เช่าซื้อ ย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ บริษัทส่งมอบรถยนต์ให้คุณโผง โดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาเช่าซื้อ บริษัทต้องรับผิดต่อคุณโผงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบ มาตรา 549 บริษัทจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จะมาอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัทผู้ขายรถยนต์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้บริษัทไม่ได้

เมื่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อผิดสัญญา คุณโผงย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369

เมื่อบริษัทเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจัดการแก้ไขให้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพใช้งานได้ ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา คุณโผงย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถือได้ว่าคุณโผงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โดยคุณโผงไม่จำต้องส่งมอบรถยนต์คืนจำเลยก่อน เนื่องจากการบอกเลิกสัญญา ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้น เป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาในกรณีที่ไม่มีการผิดสัญญา

ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บริษัทชำระเงิน 184,410.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4974/2545)

—————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 369 ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด

มาตรา 387 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้น หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มาตรา 472 ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด

ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้ว หรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

มาตรา 549 การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเช่าก็ดี ความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีชำรุดบกพร่องและรอนสิทธิก็ดี ผลแห่งข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดก็ดี เหล่านี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยการซื้อขายอนุโลมความตามควร

เรื่อง : ทองสามย่าน : ปลูกแล้วได้ยา

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

อ่านข่าวเรื่องอุณหภูมิโลกสูงขึ้นทุกปี ที่ยูเสด ได้ทำการวิจัยกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 4 ประเทศ

4 ประเทศที่ว่า คือ เวียดนาม ไทย ลาว และกัมพูชา

ผลของการวิจัยพบว่า อุณหภูมิของทั้ง 4 ประเทศ สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 องศา

สาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิสูงนั้น เกิดจากทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้

ติดตามมาด้วย การเกิดโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนและของเสีย ลงสู่แม่น้ำลำคลอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ส่งผลต่อสภาพอากาศคือ การปล่อยก๊าซจากท่อไอเสียของรถ ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี

หากอีก 10 ปีข้างหน้า ยังแก้ปัญหาไม่ได้ อุณหภูมิย่านนี้จะสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 4 องศา

ที่บอกเล่ามาทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของผู้คนทั้งสิ้น

การจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้จริงจริง ทุกคนต้องสร้างจิตสำนึกที่ดี ลด ละ เลิก ความโลภ

ถ้าจะทำกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องยาก

ปักษ์นี้จึงขอเชิญชวนปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ ให้เกิดความสมดุล

ต้นไม้ที่จะชวนปลูกคือ ต้น “ทองสามย่าน”

ทองสามย่าน เป็นไม้จำพวกล้มลุก มีลำต้นอวบน้ำ ไม่มีกิ่งก้านสาขา ผิวเกลี้ยง ข้อลำต้นส่วนล่างสั้น ส่วนบนยาว

ความสูงโดยเฉลี่ยของทองสามย่าน ประมาณ 1 ถึง 2 เมตร

ลักษณะของใบ รูปหอก หรือว่ารูปไข่ โคนใบสอบเข้าหากัน ปลายใบมน ใบเนื้อหนา ขอบใบหยักอย่างฟันเลื่อย ก้านใบอุ้มลำต้น

ส่วนดอกของทองสามย่าน จะออกเป็นช่อ ตรงบริเวณส่วนยอด ลักษณะดอกเล็ก มีกลีบดอกกางออกเป็นรูปเหลี่ยม ปลายกลีบแหลม เชื่อมต่อกันเป็นท่อ ตรงกลางมีเกสรดอก

เมื่อดอกเริ่มโรยจะติดผล ลักษณะผล รูปยาวรี ปลายแหลม ผลออกติดกันเป็นพวง

เนื่องจากต้นทองสามย่านเป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จึงสะดวกต่อการเพาะปลูก

หมอยากลางบ้านแต่โบราณนั้น รู้ว่าต้นทองสามย่านมีสรรพคุณทางยาจากส่วนที่เป็นใบ และลำต้น

ใบ มีสรรพคุณเป็นยาบำรุง แก้ไข้มาลาเรีย อหิวาตกโรค แก้พิษสัตว์กัดต่อย หรือใช้ตำพอกแผล

ลำต้น มีสรรพคุณใช้ห้ามเลือด ล้างตา แก้ฟกช้ำ หรือบวม

เวลานี้ภัยแล้งเกิดขึ้นในหลายจังหวัด ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว

ใครมีที่มีทาง ก็ขอให้ช่วยกันปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ ทำการเกษตรแบบพอเพียง

ต้องคิดอยู่เสมอว่า ต้นไม้ นั้นให้ชีวิต

สายไปแล้ว

Published กรกฎาคม 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05117150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

สายไปแล้ว

ที่ดิน น.ส.3 ก แปลงนี้ 4 ไร่เศษ นั้น เป็นของคุณโผง

ปี 2536 ก่อนมีการออกหนังสือ น.ส.3 ก นั้น คุณโผงยินยอมให้กรมการพลังงาน สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ใช้ที่ดินราว 1 งานเศษ โดยบันทึกความยินยอมว่า

“ยินยอมสละที่ดินที่จะทำการก่อสร้างคลองส่งน้ำ พนังกั้นน้ำ คิดเป็นความกว้างประมาณ…เมตร ตลอดแนวคลองที่ผ่านที่ดินของข้าพเจ้า ให้เป็นสาธารณประโยชน์ตามที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพลังงานแห่งชาติเป็นผู้กำหนด ข้าพเจ้าขอให้ใช้ที่ดินของข้าพเจ้าในการสำรวจ บำรุงรักษา และนำเครื่องจักรอุปกรณ์ในการขุดคลองส่งน้ำผ่านได้ตามความประสงค์ โดยไม่ขอรับค่าตอบแทนใดๆ”

ที่คุณโผงยอมตามนั้นเพราะว่า กรมการพลังงานตกลงรับคุณนวลเนียน ภริยาคุณโผงเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ในสถานีสูบน้ำที่สร้างขึ้น มีเงินเดือนประจำตลอดมา

ถึงปี 2545 กรมการพลังงาน โอนกิจการสถานีสูบน้ำแก่กรมชลประทาน มาถึงปี 2546 กรมชลประทานโอนกิจการสถานีสูบน้ำแก่ อบต. ดูแลดำเนินการ

คุณนวลเนียนภริยาคุณโผง ก็ยังทำงานเป็นลูกจ้างสถานีสูบน้ำ

มาจนถึง ปี 2547 มีการเปลี่ยนนายก อบต. เป็นคนปัจจุบัน จึงบอกเลิกจ้างคุณนวลเนียน

คุณโผงยัวะสิ จึงไปฟ้อง อบต. ขอบังคับให้รื้อถอนสถานีสูบน้ำออกไปจากที่ดินของตน และเรียกค่าเสียหาย

อบต. ต่อสู้คดีว่า คุณโผงยกที่ดินให้สาธารณะแล้ว ที่ดินจึงเป็นที่สาธารณะ ไม่มีสิทธิมาฟ้องและเรียกค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ อบต. รื้อสถานีสูบน้ำออกไป

อบต. อุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องของคุณโผงไป

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นับแต่วันที่คุณโผงทำบันทึกยกที่ดินให้กรมการพลังงาน ถือได้ว่า คุณโผงสละสิทธิครอบครองที่ดินบางส่วน 1 งานเศษแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3)

ตาม มาตรา 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น จะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะ หรือพระราชกฤษฎีกาให้โอนสาธารณสมบัติดังกล่าวกลับไปเป็นของคุณโผงอีก

แม้คุณโผงจะนำที่ดินนั้นไปออกหนังสือ น.ส.3 ก รวมกับที่ดินที่เหลือของคุณโผง และเคยนำไปจำนองก็ตาม ก็ไม่มีผลโดยกฎหมายให้ที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวกลับเป็นของคุณโผงอีก

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เป็นอันว่า อบต. ไม่ต้องรื้อสถานีสูบน้ำนั้นออกไป

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1733/2557)

———————————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่งทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อม และโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

มาตรา 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น จะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะ หรือพระราชกฤษฎีกา

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

เรื่อง : โกฐพุงปลา : ประโยชน์เกินกว่าไม้เถา

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ระยะหลังๆ นี้ อากาศแปรปรวน บางวันอาจจะมีถึง 3 ฤดู ทั้งหนาว ร้อน และฝน

จากการติดตามข้อมูลข่าวสาร ก็พอจะรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้อากาศแปรปรวน นั่นก็คือ คน

นอกจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก จะปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศโลกแล้ว

ผู้คนแต่ละคนก็ก่อมลพิษให้บรรยากาศ ด้วยการสร้างขยะให้กับโลกอีกคนละหลายร้อยกิโล ต่อปี

บ้านเมืองไทย กฎหมายยังไม่เข้มแข็ง ในการที่จะเอาผิดกับคนที่ทิ้งขยะเรี่ยราด

ไม่เหมือนกับบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ที่เข้มงวดและเอาผิดกับผู้ที่ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

เรื่องวินัยและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมนี้ ว่าไปแล้ว สามารถที่จะสร้างได้ด้วยตัวเอง และคนในครอบครัว

และก็อยู่ที่ว่าจะจริงจังกันแค่ไหน

การปลูกฝังวินัยและจิตสำนึกดี ช่วงแรกอาจจะยาก แต่ถ้าตั้งใจจริง เชื่อว่าไม่เหนือบ่ากว่าแรง

หากต้องการเห็นประเทศ และโลกลูกนี้สุขสงบ อยู่ดีมีสุขทุกหย่อมย่าน

อนาคตของลูกหลานสุขใส

เวลานี้ทุกคนรู้แล้วว่า ความแห้งแล้งนั้น ส่งผลให้อย่างไรบ้าง

ปักษ์นี้จึงอยากชวนกันปลูกต้นไม้เล็กๆ เป็นไม้เถา จะปลูกลงกระถางหรือลงดิน ถ้ามีที่

ต้นไม้ที่จะชวนปลูกคือ ต้น “โกฐพุงปลา”

โกฐพุงปลา เป็นไม้เถาที่พันเลื้อยไปตามต้นไม้อื่น ส่วนเถาที่เป็นลำต้นจะเป็นข้อ และมีรากอากาศสำหรับยึดเกาะ

ลักษณะของใบ มี 2 ลักษณะ อยู่ในเถาลำต้นเดียวกัน

ลักษณะแรก คล้ายถุงปากแคบ แบน เป็นเหลี่ยม หน้าใบเกลี้ยง สีเขียว หรือเหลือง ท้องใบสีม่วง

ลักษณะที่สอง เป็นใบธรรมดา รูปใบค่อนข้างกลม ปลายใบแหลม มีติ่ง เนื้อใบเกลี้ยง หนา อวบน้ำ

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อ สั้น รูปดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบดอกและรองกลีบดอก 5 กลีบ มีขน โคนดอกเชื่อมติดกัน

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผล เป็นฝักเล็กๆ สีเหลืองแกมส้ม

โกฐพุงปลา ถึงจะเป็นไม้เถาเล็กๆ แต่คนโบราณก็ยังรู้จักนำมาใช้ประโยชน์

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ก็คือ ใบ และราก

ใบ มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร แก้โรคท้องเดิน หรือท้องเสีย

ราก มีสรรพคุณแก้โรคบิด แก้อาเจียน ขับเสมหะ หากนำมาบดละเอียดกับใบพลู เป็นยาแก้ไอ เมื่อนำมาใช้ภายนอก จะเป็นยาสมานแผลได้ดี

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากไม้เถาเล็กๆ แต่ก็ยังต้องขอย้ำเหมือนเดิมคือ จะนำมาใช้ อย่าลืมปรึกษาผู้รู้เฉพาะทาง

มีเรื่องน่าฉงนอยู่ว่า ยิ่งปลูกป่าเท่าไหร่ ป่าไม้กลับหดหายลงยิ่งกว่าเดิม

เลยไม่แน่ใจนักว่า สภาพอากาศในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร

ข่าวล่าสุดคือ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

ค่าของความสูญเสีย

Published กรกฎาคม 7, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 592

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ค่าของความสูญเสีย

คุณเงือบยิงคุณโผง 2 นัด กระสุนเข้าที่ชายโครงซ้าย และสะโพกขวา ทะลุแขน

ลำไส้ใหญ่ทะลุ 2 แห่ง เส้นเลือดใหญ่ในท้องทะลุ ไตและตับข้างซ้ายมีเลือดตกใน

แพทย์ผ่าตัดต่อลำไส้ใหญ่ ตัดไตข้างซ้าย ตัดม้ามและตับอ่อนส่วนปลาย เย็บรูทะลุเส้นเลือดใหญ่ ผ่าตัดดามเหล็กกระดูกแขนขวา

คุณโผงฟ้องคุณเงือบ เรียกค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาตัว 30,000 บาท ค่าขาดรายได้ เดือนละ 50,000 บาท นาน 6 เดือน เป็นเงิน 300,000 บาท และค่าสูญเสียอวัยวะสำคัญ เป็นเหตุให้สูญเสียอนามัยที่ดี และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลในอนาคต เป็นเงิน 270,000 บาท ขอให้บังคับคุณเงือบชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องคดี จนกว่าจะชำระเสร็จมา

คุณเงือบให้การต่อสู้คดี ว่าที่ยิงนั้น เป็นการป้องกันตัว ค่าเสียหายที่คุณโผงเรียกมาสูงเกินไป ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 274,284 บาท และคุณโผงไม่สามารถเรียกค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณเงือบชำระเงิน 665,580 บาท แก่คุณโผง พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง

ทั้งสองฝ่ายอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้เป็นว่า ให้คุณเงือบชำระเงิน 365,580 บาท

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณโผงเพียงประการเดียวว่า คุณโผงสมควรได้รับค่าเสียหาย เนื่องจากการสูญเสียอวัยวะสำคัญ สุขภาพอนามัย และค่ารักษาพยาบาลในอนาคตเพียงใด

เห็นว่า การที่คุณเงือบยิงคุณโผงจนเป็นเหตุให้ต้องตัดไต ม้าม และตับอ่อน ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญต่อร่างกายนั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่สภาพร่างกายต้องอ่อนแอลง ไม่มีความสมบูรณ์ดังเช่นตอนที่ไม่ถูกทำละเมิด

ลักษณะความอ่อนแอนั้น ได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจรักษาเป็นพยานสนับสนุนว่า ม้าม เป็นอวัยวะสำคัญ หากไม่มีม้าม ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ส่วนการตัดไตออก จะทำให้ไตเหลือข้างเดียว ไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์ หากเสื่อมสภาพ ต้องล้างไต และมีผลให้อายุสั้น ประมาณ 5 ถึง 10 ปี

ปัจจุบัน คุณโผงมีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ มือขวายังไม่สามารถกำได้อย่างเต็มที่

เห็นได้ชัดว่า ต้องสูญเสียความสามารถในการทำงานของระบบร่างกายไปตลอดชีวิต และต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง ถือได้ว่า เป็นการเสียหายแก่ร่างกายและอนามัย คุณโผงจึงชอบจะได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงาน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต ตามมาตรา 444

ขณะเกิดเหตุ คุณโผง อายุ 43 ปี การที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้สภาพความบกพร่องของร่างกาย และอายุขัยต้องสั้นลง ย่อมเกิดผลกระทบต่ออาชีพและการดำเนินชีวิต

เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เพียง 700,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ เป็น 1,400,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายส่วนอื่นที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 2,065,580 บาท หักเงินที่คุณเงือบนำมาวางศาล 1,000,000 บาท แล้ว คงเหลือที่คุณเงือบจะต้องรับผิดต่อคุณโผงอีก 1,065,580 บาท

พิพากษาว่า ให้คุณเงือบชำระเงิน 1,065,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่คุณโผง จนกว่าจะชำระเสร็จ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5456/2556)

———————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 444 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย หรืออนามัยนั้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิง หรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้น และในเวลาอนาคตด้วย

ถ้าในเวลาที่พิพากษาคดีเป็นพ้นวิสัย จะหยั่งรู้ได้แน่ว่า ความเสียหายนั้นได้มีแท้จริงเพียงใด ศาลจะกล่าวในคำพิพากษาว่า ยังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษานั้นอีก ภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีก็ได้

เรื่อง : น้อยโหน่ง : ไม้สวนสมุนไพร

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

วันเด็ก วันครู วันผู้ใหญ่ ก็ผ่านไปอย่างมีความสุข

ผู้ที่คิดทำดี ก็ขอให้ความคิดนั้นสัมฤทธิ์ผล ผู้ที่คิดไม่เป็นมงคล ก็ยังกลับตัวกลับใจได้ทัน

อย่าลืมว่า โลกทุกวันนี้ เทคโนโลยีก้าวหน้าหรือล้ำหน้าไปหลายช่วงตัว

แต่ถ้าความก้าวหน้าเป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิต ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี หากเป็นไปเพื่อการทำลายล้างนั้น ย่อมนำความทุกข์มาให้

ความดี ก็ขอให้แยกแยะให้ออก ระหว่างความดีของคนดี กับความดีของเหล่าโจร

ขออย่าได้เอาความดีของเหล่าโจรมาใช้กับหมู่คนทั่วไป มันจะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่ว

และก็อีกนั่นแหละ โจรเมื่อก่อน กับโจรปัจจุบัน ก็ไม่เหมือนกันอีก

เพราะโจรเมื่อก่อน ยังมีกฎ กติกา มารยาทกว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

แต่โจรปัจจุบันไม่ได้มีกฎ กติกา มารยาท แต่อย่างใด มันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา

ดังนั้น ก็ขอให้ระวังโจรไฮเทคให้ดี

มาทำความดีด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อถนอมโลกให้น่าอยู่ดีกว่า

ปักษ์นี้ จะชวนปลูกไม้กินผล หรือว่าไม้สวนครัว ใครมีที่มีทางก็ขอให้ปลูกทิ้งไว้เถอะ

ไม้ที่จะชวนปลูกคือ “น้อยโหน่ง”

น้อยโหน่ง เป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสงแดด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ขึ้นได้ในดินเกือบทุกสภาพ

นักเลงต้นไม้ จัดน้อยโหน่งเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก ความสูงโดยเฉลี่ย 5-7 เมตร

ลักษณะของลำต้น จะแตกกิ่งก้านสาขา เปลือกของลำต้น เมื่อยังอ่อนจะมีสีน้ำตาลกระขาว ครั้นพอโตอายุหลายปี จะเปลี่ยนเป็นสีเทา

ส่วนใบ มีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันไปตามข้อลำต้น รูปหอกขอบขนาน ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ออกสีเขียวมัน แต่ด้าน

ครั้นโตพอจะให้ดอก ก็จะออกดอกเป็นช่อ ในช่อหนึ่งจะมีดอก ประมาณ 1-3 ดอก สีดอกเหลืองอมเขียว มีอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ

พอดอกเริ่มโรย ก็จะติดผล

ลักษณะของผล จะโตพอๆ กับน้อยหน่า แต่ไม่ขรุขระเหมือนน้อยหน่า

เปลือกผลออกเรียบ และเหนียว ผลอ่อนจะสีเขียวเข้ม พอผลสุกแก่จะเป็นสีแดงออกคล้ำ รสหวาน

ผล นอกจากจะกินได้แล้ว คนโบราณยังรู้จักประโยชน์จากราก เปลือก ใบ ผล และเมล็ด ในแง่ของสมุนไพรด้วย

ราก มีสรรพคุณใช้รักษาโรคเรื้อน

เปลือก มีสรรพคุณเป็นยาห้ามเลือด และสมานแผล

ใบ มีสรรพคุณแก้โรคบิด ถ่ายพยาธิ หรือคั้นเอาน้ำเป็นยาฆ่าเหา

ผล เฉพาะผลดิบ มีสรรพคุณแก้โรคท้องร่วง ขับพยาธิ

เมล็ด มีสรรพคุณฆ่าแมลง โดยเฉพาะเนื้อในของเมล็ด จะมีพิษ

ทั้งหมดนี้หากจะนำมาใช้ อย่าลืมปรึกษาผู้รู้เฉพาะทางให้ดีเสียก่อน

ความไม่ประมาท ก็เป็นยาวิเศษอย่างหนึ่ง

%d bloggers like this: