ซื้อกิจการ

All posts tagged ซื้อกิจการ

บิ๊กซีลุยซื้อคาร์ฟูร์ โบรกคาดดันกำไร54เพิ่ม2-5%

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 15:21 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127415.

Pic_127415

โบรกฯมองบิ๊กซีซื้อ คาร์ฟูร์ในไทย ดันกำไรในปี 54 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 2-5% ขณะที่บิ๊กซี ร่อนหนังสือแจงตลาดหลักทรัพย์การซื้อหุ้นดังกล่าวแล้ว…

เมื่อเวลา 09.24 น. วันที่ 16 พ.ย. บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIGC ได้ยื่นหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมและขอให้ตลาดหลักทรัพย์ยกเลิกการพักการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2553

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. BIGC ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯให้ทราบถึงมติของคณะกรรมการบริษัทฯในการประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2553 ว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบการลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น ทั้งหมดของบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด บริษัท นวนครินทร์ จำกัด และ บริษัท เอสเอสซีพี (ประเทศไทย) จำกัด โดยบริษัทฯได้แต่งตั้ง บริษัท ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อทำรายงานการได้มาซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าว

สำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2553 โดย BIGC ได้ทำสัญญาซื้อขายเพื่อซื้อหุ้นจำนวน 100% ของบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด บริษัท นวนครินท์ จำกัด และ บริษัท เอสเอสซีพี (ประเทศไทย) จำกัด จากบริษัท คาร์ฟูร์ เนเดอร์แลนด์ บีวี และ บริษัท มิลดิว บีวี ซึ่งทั้ง 2 บริษัท เป็นบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบริษัทฯจะซื้อหุ้นทั้งหมดของเซ็นคาร์ นวะ และ เอสเอสซีพี โดยตรงหรือโดยอ้อมด้วยการซื้อหุ้นของบริษัทเป้าหมายรายใดรายหนึ่งในขณะนี้ คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงต้นปี 2554 อย่างไรก็ตาม ยอดมูลค่าของกิจการ ซึ่งรวมทั้งการชำระคืนเงินกู้ จะเท่ากับ 35,450 ล้านบาท

ส่วนรายละเอียดของทรัพย์สินที่ BIGC ซื้อ ประกอบด้วย หุ้นของนวะ จำนวน 9,500 หุ้น คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 นวะได้ออกหุ้นมีทุนชำระแล้วจำนวน 1 ล้านบาท หุ้นของเอสเอสซีพี จำนวน 793,800 หุ้น คิดเป็นจำนวน 49% ของหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เอสเอสซีพี ได้ออกหุ้นมีทุนชำระแล้วจำนวน 162 ล้านบาท แบ่งเป็นจำนวน 1,620,000 หุ้น หุ้นของเซ็นคาร์ จำนวน 390,000 หุ้น คิดเป็นจำนวน 39% ของหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เซ็นคาร์ ได้ออกหุ้น และมีทุนชำระแล้วจำนวน 8,951 ล้านบาท หุ้นคงเหลือมีจำนวน 1 ล้านหุ้น

เนื่องจาก นวะ ถือหุ้น 51% ของหุ้นทั้งหมดของ เอสเอสซีพี และ เอสเอสซีพี ถือหุ้นจำนวน 61% ของหุ้นทั้งหมดของเซ็นคาร์ ณ วันที่ทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ บริษัทจะถือหุ้นผ่านบริษัทอื่นรายหนึ่ง จำนวนหุ้นทั้งหมดของเซ็นคาร์ นวะ และเอสเอสซีพี

อย่างไรก็ตาม เซ็นคาร์ เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ของไทย ณ เดือน มิถุนายน 2552 เซ็นคาร์มีจำนวนสาขา 42 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ขายสินค้ารวมกัน 279,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ เซ็นคาร์ยังประกอบธุรกิจศูนย์การค้าจำนวน 39 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวมจำนวน 150,000 ตารางเมตร ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เซ็นคาร์มีพนักงานทั้งหมดจำนวน 7,334 คน ซึ่งพนักจำนวน 6,832 คน เป็นพนักงานในสาขา สำหรับค่าตอบแทนรวม (มูลค่าของกิจการ) มีจำนวน 35,450 ล้านบาท ซึ่งรวมทั้งการชำระคืนหุ้นกู้ที่ค้างอยู่การชำระเงินค่าหุ้นของบริษัทเป้าหมายให้แก่ผู้ขายในวันที่ธุรกรรมได้เสร็จสมบูรณ์และชำระเป็นเงินสกุลยูโร เช่นเดียวกับเงินกู้ที่ค้างอยู่จะชำระคืนในวันทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าว บริษัทฯจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเนื่องจากไม่สามารถทำธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ได้เป็นจำนวนเงิน 172.4 ล้านยูโร (เทียบเท่า 7,044 ล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 40.859 บาทต่อยูโร โดยให้ชำระแก่ผู้ขายในกรณีที่ธุรกรรมไม่เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2554

ขณะที่ผลประโยชน์ บริษัทฯเชื่อว่า การซื้อเซ็นคาร์ จะให้ผลประโยชน์จำนวนมากแก่บริษัท และผู้ถือหุ้น ได้แก่ 1.เป็นการก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจการจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ของไทยซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก 2.เสริมสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งทางธุรกิจ 3.เก็บเกี่ยวประโยชน์จากความสำเร็จของบิ๊กซี 4.ขยายจำนวนสาขาที่มีรูปแบบการบริการผสมผสานระหว่างธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างรวดเร็ว 5.ดำเนินมาตรการต่างๆที่มีความสำคัญต่างๆให้ได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์จะต้องได้รับการอนุมัติโดยคะแนนเสียง 75% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมหรือมีผู้แทนเข้าประชุมในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งขณะนี้กำหนดจะจัดประชุมในวันที่ 5 มกราคม 2554 เพื่อให้ผู้ขายได้มั่นใจในความแน่นอนของการซื้อขายนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงมติจากการประชุมผู้ถือหุ้นในกรณีที่ผู้ถือหุ้นไม่รับรองการทำธุรกรรมนี้  โดยบริษัทในเครือของคาสิโน กุยชาร์ด-เพอร์ราชอน จะเป็นผู้เข้าทำรายการนี้กับบริษัทเป้าหมาย

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า บิ๊กซี เข้าซื้อคาร์ฟูร์ 42 สาขาในไทยมูลค่า 35,500 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและต่อรองกับซัพพลายเออร์ มีการประหยัดจากขนาดรวมทั้งลดความเสี่ยงในการหาทำเล และขอใบอนุญาตเปิดสาขาใหม่ อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยจ่ายจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากใช้เม็ดเงินลงทุนจากการกู้ยืมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะเพิ่มเป็น 1.8 เท่า จึงประเมินเบื้องต้นว่าการซื้อคาร์ฟูร์จะเพิ่มกำไรปีหน้าจาก ประมาณการเดิม 2-5% ราคาเหมาะสมอิง DCF เพิ่มเป็น 78-82 บาท แนะนำ “เต็มมูลค่า”

ล่าสุดปิดตลาดเช้าราคาหุ้น BIGC อยู่ที่ 78 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 15:21 น.

แฉแผนฮุบ’ปิคนิค’ จับเสือมือเปล่า ‘ทรีซิกตี้ไฟว์’เพิ่มทุนเอาเงินรายย่อยซื้อ

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 21:31 น.

แฉแผนฮุบ’ปิคนิค’ จับเสือมือเปล่า ‘ทรีซิกตี้ไฟว์’เพิ่มทุนเอาเงินรายย่อยซื้อ.

Pic_187576

เปิดแผนฮุบ”ปิคนิค”ไม่ต้องควักสตางค์ซักแดงเดียว “ทรีซิกตี้ไฟว์” เพิ่มทุนเอาเงินรายย่อยซื้อ-พร้อมตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืนจากรายย่อย ขณะที่วงการผวาเกมส์ปั่นหุ้นย้อยรอยกลับมาหลอนนักลงทุน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ม.ล.สิทธิฉันท์ วรวุฒิ กรรมการ บริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSF เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติจะเข้าไปซื้อกิจการบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI โดยเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้นปิคนิคนั้น มาจากการเพิ่มทุน TSF คาดว่าจะได้เงินจากการเพิ่มทุนรวมทั้งสิ้น 2,100 ล้านบาท โดยนำเงินส่วนหนึ่ง 1,700 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทปิคนิค ซึ่งปิคนิคจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนนี้ไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตาม แผนฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้จะใช้เงินอีก 100 ล้านบาท ซื้อหุ้นปิคนิคในส่วน ของการแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้อีก 100 ล้านหุ้น หลังจากนั้นจะตั้งโต๊ะรับซื้อหรือทำคำเสนอซื้อ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) หุ้น ปิคนิคคืนจากผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ประมาณ 200 ล้านหุ้น และเงินที่เหลือจากการเพิ่มทุนจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของปิคนิค ซึ่ง หากทุกอย่างสำเร็จตามนี้จะทำให้บริษัทถือหุ้นปิคนิคได้ทั้ง 100%

ทั้งนี้ บริษัทได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิในการเข้าไปลงทุนในปิคนิค นำทีมโดย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย พิศิษฐวานิช อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และนายฉัตรภูมิ ขันติวิริยะ เป็นเลขานุการของคณะที่ปรึกษา ซึ่งบุคคลเหล่า นี้ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนต่อผู้ถือหุ้นของ TSF และ PICNI ได้ โดยจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสมีธรรมาภิบาล เป็นไปตามเกณฑ์ ของตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทั้ง 2 บริษัท ซึ่งคณะที่ปรึกษานี้ยังทำหน้าที่ในการปรับภาพลักษณ์ของปิคนิคด้วย หลังจากที่ผ่านมาได้สร้างความบอบช้ำให้กับผู้ถือถือหุ้นมามาก

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อกิจการปิคนิคครั้งนี้ มีเงื่อนไขดังนี้ 1. จำนวนหุ้นที่บริษัทเข้าซื้อได้ต้องไม่น้อยกว่า 51% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของปิคนิค 2. ผลการตรวจสอบสถานะของกิจการ (Due Diligence) เป็นที่น่าพอใจต่อการลงทุน 3. การเข้าทำรายการต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นของบริษัท TSF เองและผู้บริหารแผนรวมทั้งเจ้าหนี้ของปิคนิค

“การที่บริษัทเข้ามามี ส่วนร่วม ในการเข้าลงทุนกับกลุ่มนายพิมล ศรีวิกรณ์ ในฐานะที่นายพิมลได้รับความเห็นชอบจากศาลในการเป็นผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ นั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้ของปิคนิคก่อน ส่วนกลุ่ม TSF เข้ามาได้อย่างไรใครเป็นคนชวนเข้ามานั้น เห็นว่า ธุรกิจของปิคนิคในการเป็นผู้จัดส่งและจำหน่ายก๊าซแอลพีจีน่าสนใจและเชื่อว่า มีผู้สนใจจำนวนมากหลายกลุ่ม บริษัทเองก็สนใจถือว่าเป็นโอกาสของธุรกิจ”

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกประกาศแจ้งเตือนผู้ลงทุนให้ศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนในหุ้น บริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) (TSF) ขณะที่สั่งให้บริษัทชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลและประโยชน์ที่จะได้จากการซื้อกิจการปิคนิคภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เพราะปิคนิคยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายและยังมีผลขาดทุนมาตลอด ขณะที่หุ้นยังถูกสั่งห้ามการซื้อขายอีกด้วย โดยประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ตามที่ TSF ได้แจ้งมติคณะกรรมการเกี่ยวกับการอนุมัติให้บริษัทลงทุนซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) (PICNI) ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ของทุนชำระแล้ว คิดเป็นมูลค่าการลงทุนซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวรวมไม่น้อยกว่า 1,632 ล้านบาทโดยจะลงนามในบันทึกข้อตกลงในการซื้อหุ้น PICNI จากผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่ง ของ PICNIและจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ PICNI ต่อไป หาก TSF ถือหุ้นข้ามจุดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์

โดย TSF จะชำระค่าหุ้น PICNI ด้วยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมใน สัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 3 หุ้นใหม่ จำนวน 3,533,784,693 หุ้น ในราคาหุ้นละ 0.55 บาท และให้บุคคลเฉพาะเจาะจง 200 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 0.90 บาทซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของราคาตลาดของหุ้นของ TSF ย้อนหลังเฉลี่ย 15วันทำการนับจากวันที่คณะกรรมการมีมติ

ทั้งนี้ PICNI เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถูกสั่งพักการซื้อขายหลักทรัพย์เนื่องจากเป็นบริษัท จดทะเบียนที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (Non-Performing Group หรือ NPG) และอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายโดยรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็น รายการ ได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต.จะต้องได้ รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อนทำรายการ

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างเพียงพอ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ TSF ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมภายในวันที่ 22 ก.ค.ดังนี้ 1. เหตุผล ที่มาที่ไปของการตัดสินใจเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญของ PICNI พร้อมระบุประโยชน์ ที่ TSF คาดว่าจะได้รับจากการซื้อหุ้นในครั้งนี้เนื่องจาก PICNI ยังคงอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการประกอบกับยังคงมีผลการดำเนินงานขาดทุนมา โดยตลอด และนโยบายการประกอบธุรกิจในอนาคตของ TSF 2. ราคาซื้อหุ้นสามัญของ PICNI และหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อดังกล่าว 3. ข้อมูลของผู้ ถือหุ้น PICNI ที่จะลงนามขายหุ้นให้บริษัท ได้แก่ ชื่อและความสัมพันธ์กับ บริษัท จำนวนหุ้นที่จะขายของผู้ถือหุ้นแต่ละท่าน ในกรณีที่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ขอให้ระบุกำหนดวันที่คาดว่าจะ เปิดเผยข้อมูลได้

4. สาระสำคัญและเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว 5. ชื่อที่ปรึกษาทางการเงินและที่ปรึกษาทางการเงินอิสระที่จะเป็นผู้ ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำรายการซื้อหุ้น PICNI ต่อผู้ถือหุ้นของ TSF 6. ความคืบหน้าตรวจสอบสถานะกิจการของ PICNI และกำหนดเวลาที่คาดว่าจะ แล้วเสร็จ 7. ขอให้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่มทุนให้บุคคลเฉพาะ เจาะจงจำนวน 200 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.90 บาทซึ่งเป็นการเสนอขายหุ้นในราคาต่ำ ดังนี้ 7.1 เหตุผลที่เลือกการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับบุคคลเฉพาะเจาะจง 7.2 หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกบุคคลเฉพาะเจาะจง พร้อมระบุประโยชน์ที่จะได้ รับจากการเลือกบุคคลเฉพาะเจาะจงดังกล่าว 7.3 หลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาขายต่อหุ้น และเหตุผลที่เลือกเกณฑ์กำหนดราคาดังกล่าว 7.4 เงื่อนไขหรือข้อตกลงอื่นใดกับบุคคลเฉพาะเจาะจงดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการตั้งข้อสังเกตก่อนที่จะมีการเปิดเผยมติคณะกรรมการบริษัทในครั้งนี้ ราคาหุ้น TSF ได้ถูกปั่นไล่ราคาหุ้นไปอย่างผิดปกติ ทำให้น่าแปลกใจว่าอาจมีผู้ที่ล่วงรู้ข้อมูลแผนการเทคโอเวอร์หุ้นปิคนิคในครั้งนี้เข้ามาหาประโยชน์ โดยซื้อขายอินไซเดอร์ เทรดดิ้ง เอาเปรียบผู้ลงทุนกลุ่มอื่น โดยจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์พบว่า ราคาหุ้น TSF มีการคึกคักเคลื่อนไหวผิดปกติมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อนโดยราคาหุ้นทะยาน ขึ้นจากที่ยืนๆ แทบไม่เคลื่อนไหวระดับ 0.80-0.90 บาท จู่ๆ วันที่ 12ก.ค.ทะยานขึ้นมาชนเพดาน (ซิลลิ่ง) ที่ 1.15 บาท บวก 0.26 บาท หรือ 29.21% จากราคาวันก่อนหน้าที่ 0.89 บาท และปรับขึ้นต่อเนื่องในวันถัดมา โดยราคาปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 1.43 บาทในวันที่ 13 ก.ค. โดยการซื้อขายยังคงคึกคักวอลุ่มซื้อขายแน่นมาต่อเนื่องในวันที่ 14 และ 18 ก.ค.ก่อนจะถูกขายทำกำไรวันที่ 19 ก.ค.ที่มีการแถลงข่าวเปิดเผยแผนฮุบปิคปิค โดยล่าสุดราคาหุ้นปิดที่ 1.20 บาท ลบ 0.07 บาท และลงไปต่ำสุดที่ 1.16 บาท

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุนให้ความเห็นว่า ขณะนี้มีกลุ่มก๊วนนักเก็งกำไรหลายกลุ่มต่างจับจ้องจะเข้าฮุบกิจการของปิคนิค เพื่อหวังปลุกผีให้บริษัทแห่งนี้สามารถกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกครั้ง เพื่อหวังผลเก็งกำไรในราคาหุ้น ทำให้เป็นที่น่ากังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนในอดีตที่กลุ่มนายสุริยา ลาภวิสุทธิสินเข้ามาปลุกผีหุ้นปิคนิคและไล่ปั่นราคาโดยใช้สูตรสำเร็จ เดิมๆ ในการเพิ่มทุน แจกวอร์แรนท์ให้นักลงทุนเพื่อล่อใจ และสร้างเรื่องราวปั่นราคาหุ้นปิคนิคจนพุ่งกระฉูด พร้อมๆไปกับการตกแต่งบัญชี สร้างบริษัทกระดาษและไซฟ่อนเงินออกจากบริษัท จนทำให้ปิคนิคกลายเป็นบริษัทที่ล้มละลายมีหนี้สินล้นพ้นตัวจนต้องถูกนำเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการในที่สุด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 21:31 น.

อิออน-นาวิสประกาศยกธงขาว เลิกร่วมประมูลคาร์ฟูร์ในไทย

Published พฤษภาคม 18, 2011 by SoClaimon

29 ตุลาคม 2553, 05:00 น.
อิออน-นาวิสประกาศยกธงขาว เลิกร่วมประมูลคาร์ฟูร์ในไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_122599

อิออน โค บริษัทค้าปลีกของญี่ปุ่น จะทำการเสนอซื้อกิจการของบริษัทคาร์ฟูร์ในสิงคโปร์-มาเลเซีย แต่จะไม่เสนอซื้อกิจการในไทยเช่นเดียวกับนาวิส…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทอิออน โค ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกของญี่ปุ่น จะทำการเสนอซื้อกิจการของบริษัทคาร์ฟูร์ในสิงคโปร์และมาเลเซีย ในการประมูลรอบ 2 ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ แต่จะไม่เสนอซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในประเทศไทย ซึ่งมีการแยกขายต่างหาก แม้ว่าในรอบแรกอิออนได้เสนอซื้อกิจการของคาร์ฟูร์ทั้ง 3 ประเทศ ทั้งนี้ อิออนได้เปิดเผยแผนการทางธุรกิจระยะ 3 ปีในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มผลกำไรจากการดำเนินงานขึ้นเกือบ 2 เท่า การเติบโตของยอดขายส่วนใหญ่จะมาจากตลาดต่างประเทศ อิออนยังให้ความสนใจอย่างมากกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะใช้เงินประมาณ 200,000 ล้านเยน ในการขายธุรกิจ

ขณะที่นาวิส แคปิตอล ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนภาคเอกชนของมาเลเซีย จะเข้าประมูลรอบที่ 2 เพื่อซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในสิงคโปร์ และมาเลเซียที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือนหน้า แต่จะไม่ประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์

ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นาวิส แคปิตอล มีความชำนาญในการซื้อกิจการในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มสินค้าผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทกาสิโนของฝรั่งเศส และบริษัทเทสโก้ของอังกฤษ ยังคงอยู่ในกลุ่มบริษัทมีสิทธิ์เข้าประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในรอบ 2 เช่นเดียวกันบริษัทอิออน โค ของประเทศญี่ปุ่น และนาวิส แคปิตอล ของประเทศมาเลเซีย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัทคาร์ฟูร์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกชั้นนำของยุโรป กำลังเตรียมขายกิจการในเอเชีย ยกเว้นประเทศจีน ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกำหนดเส้นตายสำหรับการเสนอราคาประมูลรอบ 2 ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยคาร์ฟูร์มีสาขาในมาเลเซีย จำนวน 23 แห่ง ในสิงคโปร์ 2 แห่ง และในประเทศไทย 44 แห่ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

บิ๊กซีโอ่ยิ่งกว่าถูกหวยฮุบ “คาร์ฟูร์”

Published มกราคม 11, 2011 by SoClaimon

6 มกราคม 2554, 05:45 น.

ผ่านทางบิ๊กซีโอ่ยิ่งกว่าถูกหวยฮุบ \”คาร์ฟูร์\” – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_139256

 

บิ๊กซีโอ่ยิ่งกว่าถูกหวยฮุบ “คาร์ฟูร์” เชื่อช่วยเพิ่มรายได้ขึ้นกว่าแสนล้าน แถมอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นขยายเพิ่มเป็น 20 % ในปีที่ 3…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าถึงการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นบริษัท เซ็นคาร์ (คาร์ฟูร์ ประเทศไทย) มูลค่า 35,450 ล้านบาท จากบริษัทคาร์ฟูร์ เนเดอร์ แลนด์ บีวี และบริษัทมิลดิว บีวี และยังอนุมัติการขอวงเงินกู้ 38,500 ล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในครั้งนี้ด้วย โดย น.ส.รำภา คำหอมรื่น ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินและรองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน กล่าวว่า ปัจจุบัน บิ๊กซีมีรายได้ปีละประมาณ 70,000 ล้านบาท เมื่อรวมสาขาของคาร์ฟูร์เข้ามาจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 110,000 ล้านบาท หรือโตขึ้นมากกว่า 40% และในปีแรกของการรวมคาร์ฟูร์เข้ามาจะทำให้อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของบริษัท ขยายตัวขึ้นจากระดับปกติอีก 5% และจะเพิ่มเป็น 20% ในปีที่ 3 นอกจากนี้ จะทำให้บริษัทมีสาขามากขึ้นเป็น 113 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 71 สาขา

การเข้าซื้อกิจการคาร์ฟูร์ยังส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานและกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากเดิมที่บริษัทมีฐานลูกค้าในกลุ่มซี ซึ่งเป็นลูกค้าที่อยู่รอบปริมณฑลและต่างจังหวัด แต่ภายหลังที่บริษัทซื้อกิจการของคาร์ฟูร์ เข้ามา  จะทำให้มีลูกค้ากลุ่มเอเพิ่มเข้ามา  เนื่องจากสาขาของคาร์ฟูร์ส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองและฐานลูกค้ามีอำนาจซื้อสูงระดับเอถึงบี ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายตลาดหรือกลุ่มลูกค้าได้ครบตั้งแต่กลุ่มเอ-ซี อีกทั้งยังไม่ต้องลงทุนขยายสาขาในเมืองเพิ่มขึ้น

“การซื้อคาร์ฟูร์ครั้งนี้จะให้บิ๊กซีได้ประโยชน์มากขึ้น ทั้งสาขาที่มากขึ้นมีฐานลูกค้าครอบคลุม ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งหลังผนึก synergy ร่วมกันแล้วจะทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองทางธุรกิจมากขึ้น นอกจากนี้ ยืนยันที่จะไม่ปิดสาขาที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากแต่ละสาขามีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน”.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 มกราคม 2554, 05:45 น.

 

ทียูเอฟทุ่ม 2.85 หมื่น ล. ซื้อกิจการในยุโรป รุกคุมตลาดอาหารโลก!

Published สิงหาคม 3, 2010 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2553, 06:00 น.

ผ่านทางทียูเอฟทุ่ม 2.85 หมื่น ล. ซื้อกิจการในยุโรป รุกคุมตลาดอาหารโลก! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_99701

เตรียมจะเข้าซื้อกิจการ MW Brands เจ้าของอาหารทะเลกระป๋องชั้นนำจากยุโรปมูลค่าประมาณ 680 ล้านยูโร อันจะทำให้ ทียูเอฟกลายเป็นผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลก…

ไทย ยูเนี่ยน โฟรเซ่น เตรียมทุ่มเงิน 2.85 หมื่นล้าน ซื้อกิจการเอ็มดับบลิว แบรนด์  ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหารทะเลกระป๋องในยุโรป ผู้บริหารชี้บริษัทมีความพร้อมและมั่นใจที่จะทำให้บริษัทผงาดเป็นผู้นำใน ตลาดโลก จากฐานการแปรรูป 5 แห่งเพิ่มเป็น 9 แห่งทั่วโลก

นายธีรพงศ์ จันศิริ กรรมการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (TUF) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจะเข้าซื้อกิจการ MW Brands (MWB) จาก Trilantic Capital Partners กองทุนส่วนบุคคล เจ้าของบริษัทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องชั้นนำในยุโรป เป็นการลงทุนเต็ม 100% มูลค่าเท่ากับ 680 ล้านยูโร หรือประมาณ 28,500 ล้านบาท เป็นจ่ายเงินสด จากการหาแหล่งเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการเรียบร้อย แล้ว บริษัทต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งการตรวจสอบเกี่ยวกับกฎหมาย anti-trust จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

หาก ประสบความสำเร็จ จะทำให้ทียูเอฟกลายเป็นผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ ที่สุดในโลก  สามารถแปรรูปวัตถุดิบปลาทูน่าได้ถึง 500,000 ตันต่อปี และในแง่ของรายได้ ทียูเอฟจะกลายเป็นบริษัทผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนี้ ทียูเอฟจะเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทอาหารทะเลที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่ว โลก  ทำให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายของกระบวน การผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต การขาย การกระจายสินค้า และการมีแบรนด์ชั้นนำในเอเชีย สหรัฐฯ และยุโรป ทั้งนี้ ปัจจุบันทียูเอฟมีสัดส่วนยอดขายที่มาจากตลาดยุโรป 11% ของสัดส่วนยอดขายทั้งหมด ซึ่งถ้าการลงทุนประสบความสำเร็จจะช่วยให้สัดส่วนยอดขายในตลาดนี้เติบโตมาก ขึ้น

“เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการรวมจุดแข็งต่างๆของตลาดอาหารทะเลใน โลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยเชื่อว่าการรวมกันครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกัน สามารถสร้างกลยุทธ์ด้านการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น  ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลของโลก”

ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการถึง 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้เข้าซื้อกิจการ MWB จาก HJ Heinz ตั้งแต่ปี 49 และสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง  โดยล่าสุด เมื่อ 31 มี.ค.53 MWB มียอดขายสูงถึง 448 ล้านยูโร  มีมูลค่าสินทรัพย์เท่ากับ 559 ล้านยูโร

นาย ธีรพงศ์กล่าวต่อว่า ประโยชน์ของการเข้าลงทุนยังทำให้มีโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ในฝรั่งเศส โปรตุเกส เซเชลส์ และกานา ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานแปรรูปทั้งหมด 5 แห่ง คือ ประเทศไทย 2 แห่ง อินโดนีเซีย เวียดนาม และสหรัฐฯ ส่วนกองเรือจับปลาที่ปัจจุบันมี 4 ลำจะเพิ่มเป็นทั้งหมด 9 ลำ

นายโจ โคเฮน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของ Trilantic Capital Partners เชื่อว่า ทียูเอฟเป็นผู้ซื้อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำดีลนี้ เชื่อว่าจะสามารถร่วมกำหนดและดำเนินกลยุทธ์ต่างๆกับ MWB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ การคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดจนการสร้างการเติบโตของยอดขายจากทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 52 ทียูเอฟมีรายได้จากการขายในรูปของเงินบาท 68,900 หมื่นล้านบาท ทำกำไรทั้งปีเท่ากับ 3,300 ล้านบาท.

“เบอร์ลี่ยุคเกอร์” เล็งซื้อคาร์ฟูร์ พร้อมสยายปีกซื้อกิจการทั้งใน-ต่างประเทศ

Published สิงหาคม 2, 2010 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทาง“เบอร์ลี่ยุคเกอร์” เล็งซื้อคาร์ฟูร์ พร้อมสยายปีกซื้อกิจการทั้งใน-ต่างประเทศ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_98074

เบอร์ลี่ยุคเกอร์เดินหน้าซื้อกิจการบริษัทไทย–เทศ ต่อยอดธุรกิจในเครือและขยายธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยันพร้อมสนใจซื้อหุ้นคาร์ฟูร์แน่นอน แต่ต้องขอพิจารณารายละเอียดก่อน…

นาย อัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า บริษัทสนใจเข้าซื้อกิจการของห้างคาร์ฟูร์เพื่อต่อยอดธุรกิจในเครือ เพราะนโยบายของบริษัทต้องการขยายธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และห้างคาร์ฟูร์ก็ถือเป็นปลายน้ำที่เป็นช่องทางขายของสินค้าอุปโภคบริโภคของ บริษัทไปสู่ผู้บริโภคปลายทางได้ แต่ขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่และขอศึกษารายละเอียดของข้อมูลและการประมูลทั้ง หมดก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะในเบื้องต้นทราบว่าห้างคาร์ฟูร์จะขายกิจการทั้งหมดใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่ขณะนี้รายละเอียดการประมูลไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวรวมถึงราคาที่จะซื้อได้

“การ ที่บริษัทสนใจซื้อกิจการห้างคาร์ฟูร์เป็นการเติมเต็มในธุรกิจที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน ซึ่งในส่วนของการลงทุน บริษัทจะดูในเรื่องของผลตอบแทนและต้นทุนทางการเงินเป็นหลัก โดยผลตอบแทนต้องได้มากกว่า 10% ส่วนมูลค่าการเข้าซื้อครั้งนี้ บริษัทได้ประเมินจากจำนวนสาขาของคาร์ฟูร์ที่มีกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ แต่ตัวเลขสุดท้ายคงต้องรอจากคาร์ฟูร์อีกครั้ง หากบริษัทชนะการประมูลซื้อคาร์ฟูร์คงจะพิจารณาการเพิ่มทุน แม้บริษัทจะมีกำไรก่อนหักภาษี (อีบิทดา) 3-4 พันล้านบาทต่อปีก็ตาม แต่เนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  สามารถใช้กู้เงินหรือใช้แนวทางเพิ่มทุนในการระดมทุนเพื่อรองรับการขยายตัว   โดยจะเลือกแนวทางที่มีต้นทุนการเงินต่ำที่สุด”

สำหรับแผนการดำเนิน ธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ บริษัทจะขยายการลงทุนไปในตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง ซึ่งประเทศที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษในขณะนี้คือประเทศเวียดนาม  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา   คาดว่าจะใช้งบลงทุนในประเทศดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท

นาย อัศวินกล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทโอเว่น-อิลลินอยส์ อิงค์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยการเข้าไปร่วมทุนดังกล่าวได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อบริษัท บีเจซี-โอ-ไอ กลาส จำกัด เข้ามาดำเนินธุรกิจ ซึ่งหลังตั้งบริษัทดังกล่าวก็ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท มาลายากลาส โปรดักส์ เป็นธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ โฮลดิ้ง บีเอชดี ซึ่งมีธุรกิจทั้งในประเทศไทย จีน มาเลเซีย และเวียดนาม โดยการซื้อขายดังกล่าว บริษัทได้ใช้เม็ดเงินลงทุนไปประมาณ 221.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“การเข้าไปร่วมทุนดำเนินธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว ครั้งนี้ ถือเป็นการเข้าไปปูทางดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม เนื่องจากในอีก 1-2 เดือนนับจากนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถปิดดิว (การเจรจา) บริษัทร่วมทุนในประเทศเวียดนามได้อีก  1  บริษัท เพื่อเข้าไปดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและต่อยอดการเข้าไปดำเนินธุรกิจ กลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยวในอนาคต”

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทช่วง ครึ่งปีแรกที่ผ่านมายังคงมีรายได้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าสิ้นปี 53 จะมีรายได้เติบโต 10% ตามเป้าหมายมีรายได้รวมอยู่ที่ 23,000 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะยังคงต้องดูองค์ประกอบโดยรวมหลายด้าน โดยเฉพาะไตรมาส 3 ยังคงต้องจับตาดูการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกันต้องดูนโยบายทางการเงินของรัฐบาล และดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงจำนวนนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วยว่าจะกลับมาช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน

นายอัศวินกล่าวอีกว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น BJC เพิ่มขึ้นแรงในระยะที่ผ่านมาเป็นผลจากข่าวการประกาศร่วมทุนกับบริษัทโอ เว่น-อิลลินอยส์ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ของโลก และข่าวสนใจเข้าซื้อคาร์ฟูร์ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่าง ประเทศ.

%d bloggers like this: