ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

กว่า 2 ทศวรรษ “พีดีเฮ้าส์” จากธุรกิจเล็กๆ สู่แชมป์รับสร้างบ้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

เพ็ญทิพย์

กว่า 2 ทศวรรษ “พีดีเฮ้าส์” จากธุรกิจเล็กๆ สู่แชมป์รับสร้างบ้าน

กว่า 20 ปีที่ผงาดในวงการธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด เจ้าของแบรนด์ “พีดีเฮ้าส์” หรือ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ แฟรนไชส์รับสร้างบ้านของคนไทย ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ภายใต้การบริหารของ คุณสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานกรรมการบริหาร ที่ปัจจุบันควบตำแหน่งนายกสมาคมไทยรับสร้างบ้านอีกตำแหน่ง

คุณสิทธิพร เล่าว่า ก่อตั้งบริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด เมื่อปี 2533 เพื่อรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถือเป็นบริษัทรับสร้างบ้านเล็กๆ บริษัทหนึ่ง สั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 3-4 ก็เกิดการเรียนรู้ว่า จะต้องปรับวิธีการทำงานโดยต้องใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์บริษัท เพื่อสร้างการรับรู้ไปสู่ผู้บริโภค

กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจถดถอย บริษัทก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ประคองตัวรอดมาได้ อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจมา ถือว่า ลูกค้าประชาชนจดจำชื่อบริษัทได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะอยู่ในวงแคบ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น ขณะที่ภาวะการแข่งขันเข้มข้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงมองหาโอกาสที่จะขยายการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปสู่พื้นที่ในต่างจังหวัด เพราะเชื่อว่าความต้องการบ้านสร้างเองยังมีอีกมาก เพียงแต่ประชาชนยังไม่มีตัวเลือกเท่านั้น

“เราได้ทำการวิจัยการตลาด พบว่า ลูกค้าจะรู้จักเราเฉพาะกลุ่มตลาดรับสร้างบ้านเท่านั้น แต่นอกกลุ่มจะไม่รู้จักและไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรที่แตกต่างจากรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เลยคิดว่าน่าจะมีการสร้างตราสินค้าหรือแบรนด์ของเราเอง สุดท้ายจึงสร้างแบรนด์พีดีเฮ้าส์ขึ้นมา ถือเป็นการปรับโครงสร้างบริษัทและสร้างแบรนด์สินค้าไปด้วยในตัวเมื่อปี 2552 พร้อมกับขยายงานออกสู่พื้นที่ต่างจังหวัด ด้วยโมเดลแฟรนไชส์รับสร้างบ้าน ภายใต้ชื่อ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ รับสร้างบ้านทั่วประเทศ”

คุณสิทธิพร บอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังและวางแผนธุรกิจอย่างรอบคอบเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยกลยุทธ์ที่ใช้ในการจัดการกับแฟรนไชส์จะคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1. ผู้บริโภค 2. หุ้นส่วนธุรกิจ และ 3. องค์กรและบุคลากร โดยในส่วนของผู้บริโภคหรือลูกค้านั้น จะต้องรู้จุดอ่อนว่ามองธุรกิจรับสร้างบ้านและผู้ประกอบการอย่างไร เมื่อเรารู้จุดอ่อนแล้วก็จะต้องตอบโจทย์และต้องมีมาตรฐาน ทั้งด้านการบริการ คุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน และต้องให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกในการติดต่อมากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนส่วนไหนของประเทศ ไม่ใช่ว่าพอคิดจะสร้างบ้านจะต้องเดินทางมาติดต่อที่กรุงเทพฯ เท่านั้น เราต้องออกไปหาลูกค้า และต้องทำให้เป็น “วันสต็อปเซอร์วิส” ให้ได้ คือทำแล้วลูกค้าสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย

ในด้านหุ้นส่วนทางธุรกิจ จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ แฟรนไชส์ (หุ้นส่วน) และซัพพลายเออร์หรือคู่ค้า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในระบบแฟรนไชส์ ต้องดูว่าเราจะควบคุมหรือดูแลเขาอย่างไร สำหรับแฟรนไชส์ของเรานั้นจะไม่ใช้วิธีการควบคุม เพราะมองว่าหากเข้าไปควบคุมจะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ เราเลยใช้วิธีการสนับสนุนให้เขาประสบผลสำเร็จ เราสร้างทีมมาสนับสนุนและซัพพอร์ตให้ธุรกิจของแฟรนไชซีไปได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องผลประโยชน์ที่จะต้องมีการแบ่งผลประโยชน์อย่างยุติธรรมกันทั้ง 2 ฝ่าย

ส่วนซัพพลายเออร์ที่สนับสนุนวัสดุให้เรานั้น จะต้องมีความเกื้อกูลและอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและการทำตลาดร่วมกัน เพื่อให้สินค้าของเขาเป็นที่รู้จักและกระจายไปต่างจังหวัด ผ่านระบบโลจิสติกส์ โมเดิร์นเทรด เพื่อสร้างความรู้จักและเป็นที่ยอมรับให้กับลูกค้า โดยมีพีดีเฮ้าส์เป็นตัวเชื่อม โดยเราจะเลือกที่คุณภาพการบริการ ไม่ใช่เรื่องราคา

“เราจะช่วยขยายตลาดให้กับซัพพลายเออร์ ทั้งที่เป็นผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่ายทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเดิมพวกนี้จะไม่มีตลาดต่างจังหวัดมากนัก เพราะลูกค้าต่างจังหวัดไม่เคยใช้สินค้าเหล่านี้ เราจะไปทำตลาดหรือดูแลให้ เพื่อให้ลูกค้าหันมาใช้วัสดุของเขามากขึ้น โดยการทำตลาดร่วมกันนั้น จะได้สินค้าราคาเดียวกันไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ซึ่งจะไม่มีผลต่อต้นทุน”

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นการผลักดันให้เอสเอ็มอีเหล่านี้มีตลาดใหม่ โดยในแต่ละปีพีดีเฮ้าส์จะมีส่วนช่วยผลักดันสินค้าของซัพพลายเออร์ได้โดยตรงไม่น้อยกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ ไม่รวมจากผลพลอยได้ทางอื่นๆ ที่เมื่อได้เป็นคู่ค้ากันแล้ว จะเกิดการรับรู้ของคนต่างจังหวัด เกิดการซื้อซ้ำ หรือการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

สำหรับประเด็นเรื่องบุคลากรและองค์กรนั้น คุณสิทธิพร บอกว่า จะใช้วิธีการทำงานในลักษณะเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งจะให้ความสำคัญเรื่ององค์ความรู้ ซึ่งจะต้องมีการเทรนนิ่งตลอดเวลา โดยเราวางกฎไว้เลยว่าหากจะเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ จะต้องเรียนรู้หรือฝึกอบรมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ชั่วโมงขึ้นไป

“นอกจากการเรียนรู้ก่อนทำธุรกิจแล้ว ระหว่างการทำธุรกิจ เราก็จะมีการจัดกิจกรรมการเทรนนิ่งให้ความรู้ทุกๆ ปี ถือเป็นการผลักดันให้บุคลากรมีโอกาสเติบโตจากการเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ระดับต้นไประดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยปัจจุบันเรามีพนักงานอยู่ประมาณ 300 คนทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นที่มีพนักงานเพียงแค่ 14 คนเท่านั้น”

คุณสิทธิพร บอกว่า นับจากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์แล้ว 43 สาขา ยังไม่นับรวมศูนย์รับสร้างบ้านเอคิวโฮม ซึ่งเป็นแบรนด์ย่อย จับกลุ่มลูกค้าบ้านระดับ 1-3 ล้านบาท อีก 3 สาขา โดยศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์และเอคิวโฮมจะแยกสำนักงานออกจากกัน ไม่ได้ทำงานด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงาน โดยปัจจุบันในกลุ่มเรามีทุนจดทะเบียนรวมเกือบ 100 ล้านบาท แบ่งเป็น ปทุมดีไซน์ 25 ล้านบาท และศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์และเอคิวเฮ้าส์รวม 60 ล้านบาท

ตามแผนนับจากมีระบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ปี 2552 นั้น คุณสิทธิพรตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปีจะต้องมีให้ครบ 50 สาขา แต่ปัจจุบันยังขาดอีก 7 สาขาที่จะครบ 50 สาขา สาเหตุที่ไม่เป็นไปตามแผนเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้แผนชะงัก แต่เชื่อว่าปีหน้า (2558) คงครบ 50 สาขา โดยเน้นเปิดตามหัวเมืองจังหวัดต่างๆ โดยในระยะแรกจะเลือกใจกลางเมือง อำเภอเมืองเป็นหลัก ส่วนในระยะถัดไปหรือระยะที่ 2 จะเริ่มที่หัวเมืองชายแดน ประตูการค้าชายแดนสนองเป้าหมายและสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่จะผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ล่าสุด พีดีเฮ้าส์ได้เปิดสาขาที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นประตูเศรษฐกิจไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมุกดาหารจะเป็นทั้งประตูเมืองและประตูการค้าชายแดน เพราะเมืองกับชายแดนห่างกันเพียงแค่ 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะเปิดที่จังหวัดสงขลา, อำเภอแม่สอด จังหวัดเชียงราย และจังหวัดสระแก้ว เป็นลำดับต่อไป ถือเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์การค้าชายแดน และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก่อนทำตลาดเออีซี ซึ่งตั้งใจจะเปิดควบคู่กับจังหวัดชายแดนแต่ต้องรอให้เออีซีเปิดอย่างเป็นทางการก่อน โดยตั้งเป้าหมายว่า สิ้นปี 2558 จะเปิดที่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม

“เรามีแผนที่จะร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น เพราะเอสเอ็มอีเข้าไปคนเดียวจะเหนื่อย โดยรูปแบบขยายสาขาในประเทศเพื่อนบ้านจะใช้ระบบแฟรนไชส์ แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมและมีศักยภาพของหุ้นส่วนเราว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้มีเสนอมาแล้วค่อนข้างเยอะ กำลังดูเรื่องสัญญาอยู่ โดยเราจะให้ความสำคัญกับสัญญาที่จะต้องรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง คาดว่าจะเห็นได้ในปี 2559 โดยในลาวนั้นอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น 1 ราย ส่วนกัมพูชาเจรจาไว้ 2-3 ราย แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร”

คุณสิทธิพร เปิดเผยถึงเป้าหมายทางธุรกิจไว้ว่า ตั้งเป้าผลักดันพีดีเฮ้าส์ให้เป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศ ซึ่งถึงตอนนี้ถือว่า พีดีเฮ้าส์บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว แต่ยังอยากจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาด หรือมาร์เก็ตแชร์ให้มากกว่านี้ โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจรับสร้างบ้าน (ไม่รวมผู้รับเหมา) อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท เรามีส่วนแบ่งการตลาด 15-17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดบ้านสร้างเองอยู่ที่ 80,000 ยูนิต มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท และหากขยายไปต่างจังหวัดมากขึ้นก็จะได้แชร์จากผู้รับเหมาก่อสร้างได้มากขึ้น แต่เราอยากให้คู่แข่งขยายสาขาไปด้วยกัน รวมทั้งจะต้องสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ตลาดมีการแข่งขัน โดยตั้งเป้าว่า ในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะต้องมีมาร์เก็ตแชร์เกินกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยปีหน้าพีดีเฮ้าส์ ตั้งเป้ายอดขาย 2,500 ล้านบาท

“การที่จะไปถึงเป้าหมาย จะต้องเตรียมแผนให้พร้อม โดยมีแผนจะใช้โครงสร้างสำเร็จรูปหรือโครงสร้างเหล็กเข้ามาใช้ในบ้านสร้างเองด้วยนอกเหนือจากโครงสร้างคอนกรีต โดยในส่วนของโครงสร้างเหล็กจะมีข้อดีในแง่ของต้นทุน ซึ่งส่วนนี้เราจะจับมือกับซัพพลายเออร์ ตั้งเป้าปีแรกที่ 100 ยูนิต ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสแรกปี 2558″

คุณสิทธิพร ย้ำชัดเจนว่า ทำได้ตามเป้าหมายแน่นอน!!

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“THE GOOD VIEW” ยึดทำเล “ติดน้ำ” จับกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าในพื้นที่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“THE GOOD VIEW” ยึดทำเล “ติดน้ำ” จับกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าในพื้นที่

“จากทำร้านอาหารมาเกือบ 20 ปี ทำเลตั้งร้านจะติดแหล่งน้ำธรรมชาติ ฉะนั้น การตั้งโต๊ะบริการจึงมีเพียงไม่กี่โต๊ะที่ติดน้ำ นั้นเท่ากับว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากผิดหวัง พอมาถึงร้านนี้ผมถือเป็นโอกาสอันดี ที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงออกแบบขุดบึงขนาดใหญ่ขึ้นมา จัดวางให้ทุกโต๊ะติดน้ำ”

กับการประกอบธุรกิจร้านอาหารในเมืองท่องเที่ยว เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่อาจ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ได้

ดังนั้น หากจะให้ประสบความสำเร็จ คงต้องมีวิธีเข้าถึงผู้บริโภคอย่างถูกทาง และถูกใจ ซึ่งกับร้าน “THE GOOD VIEW” (เดอะกู๊ดวิว) เขาใช้ความใหญ่ของขนาดร้าน บวกการสร้างบรรยากาศ และมีบริการที่จอดรถพร้อม 3 หัวใจสำคัญดังกล่าวนี้ สามารถนำมาสู้ได้ในภาวะ “ล้นตลาด”

ทำเล็ก อยู่ไม่ได้

ทำเลหมาย ติดน้ำ

วิธีการบริหารจัดการเป็นเช่นไรนั้น คุณธนิต ชุมแสง หนึ่งในหุ้นส่วนเดอะกู๊ดวิว วัย 48 ปี จะเป็นผู้เล่าเรื่องราว ตั้งแต่ต้นจนมาถึงวันนี้

“เดอะกู๊ดวิว เกิดจาก 5 หุ้นส่วนที่มารวมตัวกัน (ปัจจุบันหุ้นส่วน 4 ราย) แต่ละคนเป็น มัณฑนากร วิศวกร และตัวผมเป็นสถาปนิก ไม่มีใครมีแววว่าจะมาทางด้านร้านอาหารเลย แต่เมื่อคิดจะทำ โดยเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เมื่อ 18 ปีก่อนมีโอกาส ฉะนั้น ในเบื้องต้นจึงจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย แล้วเราก็เรียนรู้งาน สั่งสมประสบการณ์มาโดยตลอด”

คุณธนิต เล่าว่า โดยส่วนตัวแล้วเคยเปิดร้านอาหารที่มีขนาด 20-30 โต๊ะ แต่เพียงไม่นานต้องปิดตัว จึงทำให้รู้ว่าขนาดร้านมีส่วนสำคัญ “ธุรกิจนี้เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ฉะนั้น การทำเล็กๆ ถ้าไม่ใช่ว่า สามีเป็นกุ๊ก ภรรยาดูแลหน้าร้าน อยู่ลำบากมาก เพราะถ้าจ้างแรงงาน ก็หมายถึงค่าใช้จ่าย และยิ่งเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีช่วงไฮซีซั่น และโลว์ซีซั่น ดังนั้น ในยามใดไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจก็จบ ยิ่งการแข่งขันสูงด้วย โอกาสโตแทบไม่เห็นทาง”

คิดใหญ่ ทำใหญ่ จึงบังเกิดขึ้นกับร้านเดอะกู๊ดวิว โดยมีชุดโต๊ะให้บริการประมาณ 100 ชุด ส่วนทำเลที่ตั้งนั้นก็ระบุชัดเจนว่าต้อง “ติดน้ำ” โดยเลือกพื้นที่ริมแม่น้ำปิงกับการตั้งสาขาแรก

“ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน เต็มทุกวัน จนกระทั่งผ่านมา 6-7 ปี มีศักยภาพที่จะขยายสาขา จึงไปเปิดสาขาที่ 2 ที่ถนนตก ติดแม่น้ำเจ้าพระยา กิจการก็ไปได้ดีอีก จนกระทั่งผ่านมา 5-6 ปี ข้ามไปเปิดที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยติดแม่น้ำโขง แต่ใช้ชื่อร้านว่า โขงวิว เพื่อให้เข้ากับตลาดในตอนนั้น และผ่านมาอีก 1 ปี เดอะกู๊ดวิว ได้ทำเลเหมาะติดชายหาดพัทยา จึงลงทุนกับสาขาที่ 4″

และเมื่อเร็วๆ นี้ สาขาที่ 5 ผุดขึ้นในทำเลบ้านเกิด จังหวัดเชียงใหม่ เรียกว่าเป็นสาขาที่ 2 ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยกับสาขาล่าสุดนี้มีขนาดพื้นที่ตั้ง 10 ไร่ ใหญ่กว่าทุกแห่ง โดยภาพเบื้องหลังติดภูเขาสูงสวยตระหง่าน แต่ทว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญของเดอะกู๊ดวิว

สามหัวใจสำคัญ

โลเกชั่นต้องเหมาะ

“จากทำร้านอาหารมาเกือบ 20 ปี ทำเลตั้งร้านจะติดแหล่งน้ำธรรมชาติ ฉะนั้น การตั้งโต๊ะบริการจึงมีเพียงไม่กี่โต๊ะที่ติดน้ำ นั้นเท่ากับว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากผิดหวัง พอมาถึงร้านนี้ ผมถือเป็นโอกาสอันดีเลย ที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เราจึงออกแบบแล้วขุดบึงขนาดใหญ่ขึ้นมา จัดวางให้ทุกโต๊ะติดน้ำ”

คุณธนิต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมว่าร้านอาหารจะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับ ทำเล ต้องได้โลเกชั่นเหมาะสม แม้จะเปิดขายอาหารตามสั่ง ถ้าร้านตั้งอยู่ริมน้ำ ก็มีคนอยากนั่งแล้ว ส่วนสไตล์การตกแต่ง อันนี้คือจุดดึงดูดลูกค้า โดยแต่ละสาขาแตกต่างกันไป อย่างสาขาที่ 5 แห่งนี้ จะเป็นสไตล์อิงลิช คันทรี่ ซึ่งเรามองว่ามันไปกันได้กับเมืองเชียงใหม่”

หัวใจของการทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จอีกประการที่คุณธนิตกล่าวถึงคือ ลานจอดรถ ต้องมีพร้อมและสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการ “ต่อให้ร้านอาหารดีแค่ไหน ถ้าไม่มีที่จอดรถ ผมบอกได้เลยว่าเหนื่อย”

และนี่คือ 3 ประการสำคัญอันดับต้นๆ ที่คุณธนิต ว่า ต้องไม่มองข้าม ส่วนในด้านรสชาติ การบริการ แน่นอนว่าเป็นองค์ประกอบของร้านอาหารที่ขาดไม่ได้ “ทุกปัจจัยถือว่าเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะแข่งขันสูง เราต้องสำรวจตลาด ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ ถ้าเมนูไหน แข่งได้ก็ทำ ตัวไหนเขาไม่มีเราก็ต้องหามา อย่างดนตรี ลูกค้าชอบ ก็มีไว้บริการ โชว์ครัวให้ลูกค้าเห็น แต่ถามว่าทุกสาขารสชาติเดียวกันหรือเปล่า คงไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น แต่วิธีที่จะทำให้ลูกค้ามองผ่านเรื่องรสชาติ คือการจัดจาน การใช้ภาชนะ ต้องเหมือนกัน”

ความหลากหลายของเมนู ก็ถือเป็นจุดดึงดูดที่จะทำให้ลูกค้าไม่เบื่อในการกลับมาซ้ำ ซึ่งร้านเดอะกู๊ดวิวมีเมนูทั้งหมดกว่า 300 รายการ ทั้ง ไทย จีน ยุโรป และอาหารพื้นเมือง

เจาะจงคนในพื้นที่

สัมพันธ์ดีกับลูกค้า

กับการลงทุน โดยยกตัวอย่างสาขาน้องใหม่ด้วยตัวเลข 45 ล้านบาท ซึ่งคุณธนิต ว่า การลงทุนหลักหมดไปกับงานก่อสร้าง การวางระบบ ยกตัวอย่าง ระบบไฟ ซึ่งต้องใช้เทียบเท่ากับโครงการหมู่บ้านโครงการหนึ่ง เฉพาะค่าระบบไฟนี้ตัวเลขลงทุนสูงกว่า 1 ล้านบาท

“สาขาล่าสุด เป็นสาขาแรกที่ตัดสินใจขอสินเชื่อ ซึ่งจริงอยู่ว่ากิจการเราไปได้ดี แต่การที่สถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อได้นั้น ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเราทำธุรกิจโดยใช้วิธีเช่าพื้นที่มาตลอด ทำให้ไม่มีหลักทรัพย์ แต่ก็ถือว่าได้รับโอกาส เพราะบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินทรัพย์ให้ ในเวลาไม่นานเราจึงได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อประมาณ 17 ล้านบาท”

ทั้งนี้ คุณธนิตยังกล่าวถึงมุมมองการรุกตลาดเพิ่มสาขาที่ 2 ในพื้นที่บ้านเกิดว่า “แม้เชียงใหม่จะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ว่าลูกค้าเป้าหมายหลักของเดอะกู๊ดวิว ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่คือคนในพื้นที่ คนที่มาใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีจำนวนมาก และวัฒนธรรมการกินอาหารนอกบ้านก็ติดตัวเขามา ในขณะเดียวกัน เราได้ทำการสำรวจลูกค้า พบว่า คนที่อยู่ไกลจากสาขาแรกไม่ยอมเดินทางไปใช้บริการ ด้วยเพราะลักษณะร้านจะเป็นผับกึ่งร้านอาหาร ลูกค้าชอบนั่งกินนั่งดื่มนานๆ พอถึงเวลาเดินทางกลับเขาไม่สะดวก”

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารเดอะกู๊ดวิว กล้ากับการขยายธุรกิจ ด้วยเพราะสาขาแรกพื้นที่รองรับลูกค้าไม่เพียงพอ

“ผมเลือกที่จะทำร้านอาหารเพื่อกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนในพื้นที่ ซึ่งเมื่อทำได้ตรงนี้ ยอดขายในแต่ละวันจึงไม่หนีห่างกัน สัดส่วนยอดขายระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุด ต้องไม่ต่างเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเพราะเรามีค่าใช้จ่ายคงที่ อย่าง ค่าแรงงาน ผมมีพนักงานพอๆ กับจำนวนโต๊ะ และเป็นพนักงานประจำทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการฝึกสอน ในเมื่อค่าใช้จ่ายประจำมี รายได้ก็ต้องสม่ำเสมอด้วย”

สำหรับผู้ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ หรือคิดจะก้าวเข้ามาทำ คุณธนิตมีข้อคิดดีๆ มาแนะนำ “ธุรกิจนี้มีคนก้าวเข้ามาลงทุนเยอะมาก แต่ด้วยเพราะเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว พอใกล้ฤดูหนาวร้านใหม่ผุดขึ้นมา แต่พอเข้าฤดูฝนก็เริ่มทยอยปิด เป็นเช่นนี้ทุกปี ผมจึงบอกว่าต้องมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน และแม้ร้านอาหารขนาดเดียวกันจะมีอยู่แค่ไม่เกิน 10 แห่ง พูดอย่างนี้หลายคนคงรีบกระโดดใส่ แต่ผมอยากให้คิดก่อน เพราะถ้าเราเลือกลูกค้าหลัก คนในพื้นที่ ผู้ประกอบการต้องสานสัมพันธ์อันดีกับผู้คนมาก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ร้านมีลูกค้าประจำอย่างต่อเนื่อง”

ฉะนั้น การทำธุรกิจนี้ จะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าเข้าใจตลาด จะว่ายากก็ยาก ถ้าขาดความเข้าใจ

สนใจติดต่อ ร้านเดอะกู๊ดวิว ตั้งอยู่ เลขที่ 13 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์ (053) 302-764, (053) 241-866 หรือ http://www.goodview.co.th

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ร้านอาหาร

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ เดอะกู๊ดวิว

เงินลงทุน เริ่มต้น 4.8 ล้านบาท (สาขาแรก) สาขาล่าสุด 45 ล้านบาท

ยอดขาย 10 ล้านบาทขึ้นไป ต่อเดือนต่อสาขา

เงินทุนหมุนเวียน 5-6 ล้านบาท ต่อเดือนต่อสาขา

กลุ่มลูกค้า คนในพื้นที่เป็นหลัก วัยทำงาน กลุ่มครอบครัว

แรงงาน ประมาณ 100 คน ต่อสาขา

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 13 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

หรือ http://www.goodview.co.th

โทรศัพท์ (053) 302-764, (053) 241-866

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

โฮมสเตย์ชะลอโลก เสพชีวิตออร์แกนิก ที่ “บ้านกลางทุ่ง”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

โฮมสเตย์ชะลอโลก เสพชีวิตออร์แกนิก ที่ “บ้านกลางทุ่ง”

ถ้าใครกำลังแสวงหาชีวิตบั้นปลายที่สุข สงบ พอเพียง และเพียงพอ ที่นี่น่าจะเป็นต้นแบบของชีวิตได้

บ้านเล็กๆ มีเพียงไม่กี่ห้องนอนที่ถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้แห่งนี้ ฉุดให้โลกหมุนช้าลงแต่กลับสร้างพลังให้กับผู้มาเยือนได้อย่างคาดไม่ถึง

…ชะลอโลกลงหน่อย…

คือ แนวคิดที่ ป้าแอ๊ด-ทิพวัน ประเสริฐกุล ตั้งใจ “ปั้น” ให้ “บ้านกลางทุ่ง” เป็นเช่นทุกวันนี้

นี่เองจึงทำให้ “บ้านกลางทุ่ง” ที่พักเล็กๆ ที่ตำบลหนองขาว ในเขตอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่แวะเวียนของคนที่สนใจมาเพื่อเสพความสุข เสพต้นไม้ มาดื่มกินความเรียบง่าย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และมาเพื่อเสพ “ความช้า” ให้กับชีวิตที่เร่งรีบ

“หนองขาว ป้ามาอยู่แล้วติดใจ มันเป็นเมืองมีเสน่ห์ คือเทคโนโลยีก็มีนะ ขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่ทิ้งความเป็นพื้นบ้าน เห็นเลยว่า คนที่นี่ถูกหล่อหลอมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เขาจะต้อนรับขับสู้ ยิ้มแย้มแจ่มใส เจอฝรั่งก็กล้าทักเขาจะรู้ว่า บ้านเขาเป็นแหล่งท่องเที่ยว”

ป้าแอ๊ด เป็นอดีตครูเกษียณอายุที่ตั้งใจจะทำให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่บั้นปลายชีวิตแบบพอมีพอกิน ปลูกผักปลูกหญ้ากันไปตามประสา และที่ขาดไม่ได้คือ ต้องปลูกต้นไม้ด้วย

“ป้ารักต้นไม้มาก เราอยากมีที่กว้างๆ ต้นไม้เยอะๆ ตอนแรกลุงกับป้าตั้งใจจะปลูกต้นไม้หมดเลยในพื้นที่ แต่ลุงเริ่มมองว่า เราต้องปลูกบ้านตรงนี้ก็ต้องย้ายต้นไม้ออก ค่อยๆ ทำกันไป”

พื้นที่ถูกบริหารจัดการอย่างเป็นสัดส่วน ฝั่งหนึ่งเป็นบ้านหลังน้อย 3 ห้องนอน 1 เรือนรับรอง และเรือนพักของเจ้าของอยู่ใต้ร่มเงาไม้ร่มรื่น อีกฝั่งทำเป็นสวนครัว ทั้งบวบ ถั่วฝักยาว ถั่วงอก พริกขี้หนู ตะไคร้ กะเพรา มะเขือพวง มะเขือยาว ถั่วพู รวมไปถึงปลูกข้าวกินเอง ทั้งหมดปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์

“บ้านป้าที่ใต้ (นครศรีธรรมราช) ไม่มีอะไร อยู่ที่ป่า แต่พอมาอยู่โรงเรียนก็รับมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเราก็กลืนไปกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ มีความคิดที่จะทำเรื่องนี้มานานมาก พอที่นี่เขาใช้เคมีหมด เรายุเท่าไรก็ยุไม่ขึ้น พวกน้ำชีวภาพที่หมักไว้เขาก็ไม่อยากใช้ ป้าเลยบอกว่าจะทำตรงนี้แบบไม่ใช้เคมี เขาบอกว่า ไม่ได้กินหรอก ป้าเลยบอกว่า ป้าจ้าง พอได้ผลผลิตดี แทนที่เขาจะเชื่อ เขากลับบอกว่า ปีนี้น้ำดี (หัวเราะ) และที่เราน้อย เลยดูแลได้ดี”

นอกจากปลูกผัก ปลูกข้าวแล้ว ป้ายังใช้เวลาว่างหมดไปกับการอ่านหนังสือ ดูแลป่าผืนน้อยใกล้บ้าน เขียนบทกวีไฮกุ และบรรยายเรื่องราวลงบล็อก รวมไปถึงกระแสจากโซเชียลมีเดียอย่างพันทิป จึงเป็นที่มาที่ทำให้ชีวิตสงบของป้ามีเพื่อนแวะเวียนมาหาไม่ได้ขาด

“ป้าชอบทำนู่นทำนี่ ประมาณไฮเปอร์ อ่านหนังสือก็รวบรวมเขียนลงบล็อก อยู่ที่นี่ ป้าลุกขึ้นรดน้ำต้นไม้ตั้งแต่ตี 4 เพราะถ้าเรารดสาย เราจะตัวดำมาก (หัวเราะ) อุปกรณ์รดน้ำก็มีแท็บเลตเอาไปถ่ายรูปด้วย แล้วกลับมาเขียนเรื่อง บางทีก็เขียนเรื่องดอกผักในแปลง กวางตุ้ง ผักชี สวยๆ ทั้งนั้น เราเห็นว่า คนที่อ่านน่าจะอ่านเรื่องที่เป็นธรรมชาติเหล่านี้บ้าง มันเป็นแรงจูงใจ ทำให้เราอยู่อย่างสุขสดชื่น เพราะแขกที่มาเขาต้องการความสดชื่น เพราะอาจจะเหนื่อยจะล้าอะไรมา”

“มีคนเข้ามา แล้วเขาก็เขียนเรื่อง เที่ยวคนเดียวไม่เปลี่ยวใจ เอาไปลงพันทิป พอคนได้อ่านปุ๊บคนก็อยากมา คนเดียวก็มานะ เขาต้องมาแบบตามรอยที่เขียนด้วยนะ เดินมาจากปากซอยด้วย (หัวเราะ) ป้าบอกจะไปรับก็ไม่เอา”

นอกจากความสงบแล้ว บ้านกลางทุ่ง ยังมีกิจกรรมสนุกอิงธรรมชาติและชีวิตให้กับผู้มาเยือน โดยมีเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องให้ความร่วมมือสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตนถนัดทั้งพับปลาตะเพียน สอนทำกับข้าว ขนมบัวลอย ร้อยพวงมาลัย พาทัวร์นาข้าว พายเรือ เก็บสายบัว หรือพาไปกอดต้นไม้ บางครั้งพาเข้าหมู่บ้านหนองขาวไปดูทอผ้าขาวม้าร้อยสีของดังประจำถิ่นก็มี หรือใครจะนั่งพัก ผ่อนคลายอ่านหนังสือก็ไม่ขัดที่นี่มีให้อ่านมากมาย เพราะป้าเป็นนักอ่านตัวยง

“ตอนหลังเลยทำเป็นกิจกรรม เช้าพาไปแคะขนมครกของชาวบ้าน ฝรั่งมาสนใจเรื่องข้าว ป้าก็ปั่นจักรยานพาไปดูโรงสีของชาวบ้านที่เขาไม่ใช้เทคโนโลยี พาไปทอผ้า พาไปกินน้ำมะพร้าว ฝรั่งเขากรี๊ดเลย เพราะบ้านเขา ขายลูกละ 150 บาท พอมาถึงนี่ เจ้าของบอก เอาเฉาะเลยๆ (หัวเราะ)”

“เป็นความตั้งใจของเราที่คนมาจะมีความรู้สึกว่า การที่เราอยู่ที่นี่ สุดยอดนะนี่ คนได้มองว่า ธรรมชาติมันสำคัญ ไม่ใช่ห้องแอร์อย่างเดียว ไม่ใช้ร้านอาหารหรูอย่างเดียว แค่กินข้าวคลุกน้ำพริกก็อร่อยได้ น้องคนที่เขียนหนังสือเรื่องสโลว์ไลฟ์ก็บอกว่า เป็นผัดถั่วที่อร่อยที่สุดในโลกในความรู้สึกของเขา เพราะเราไปเก็บมาจากต้นแล้วเอามาผัดเลย”

แม้จะมีผู้คนแวะเวียนมาไม่ได้ขาด ป้าแอ๊ดยังคงยืนยันที่จะคงห้องที่เปิดให้บริการไว้ที่ไม่เกิน 10 ห้องเช่นเดิม เพราะไม่เพียงแต่จะไม่ต้องวุ่นวายเรื่องภาษีแล้ว ยังเป็นขนาดที่พอดี ที่ป้าสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

“ป้ายึดคำว่า โฮมสเตย์ คือไม่เกิน 10 ห้อง เราทำตรงนี้เหมือนเป็นรายได้เสริมของชาวบ้าน ถ้าต้องจดทะเบียนมันจะเป็นอีกเรื่องไปแล้ว อีกอย่างเราคิดว่าเรารับแค่นี้ เราดูแลทั่วถึง รับเยอะไปเราก็เหนื่อย ทำพอดีๆ กับสิ่งที่เราทำได้”

“โชคดีที่คอนเซ็ปต์ป้าชัดเจนว่า ต้องมาอยู่แบบนี้ อยู่แบบป้า คนที่มาก็ต้องชัดเจน ถ้าใครถามป้าแบบไม่แน่ใจ ป้าจะซักทันทีเลยว่า รู้ข้อมูลที่ไหนยังไงให้เคลียร์กันไปเลย มาแล้วเดี๋ยวไม่ชอบ ดังนั้น เราจะไม่ขายคนที่ไม่จอง วอล์กอินเราไม่รับเลย อีกอย่างคุณต้องรู้จักกับเราเสียหน่อย ต้องรู้วิถีที่เราอยู่ถึงจะอยู่กันได้ ต้องเป็นคนคอเดียวกัน ถ้าคนชอบหรูๆ ก็จะไม่ชอบ”

ทุกวันนี้ บ้านป้าแอ๊ดมีแขกมาเยือนไม่ขาดสาย และยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เปิดเป็น “บ้านกลางทุ่งอยู่เย็น” และ “บ้านกลางทุ่งเป็นสุข” ควบคู่ไปด้วย กลายเป็นแหล่งรวมความประทับใจ ความผูกพันของคนคอเดียวกัน ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จที่ป้าแอ๊ดภูมิใจมากกว่าตัวเงินที่ได้มา

“การทำโฮมสเตย์ประเด็นสำคัญคือ ตัวเจ้าของ มีความคิด หรือเจ๋งอะไร หาคอนเซ็ปต์ความคิดรวบยอดของตัวเองให้ได้ อย่างป้ามีความคิดว่า จะช้าแล้วนะ จะพอแล้วนะ จะสุขแล้วนะ ถ้าเราจะขายความสุข เราก็ต้องมีความสุขก่อน”

“ฉะนั้น การทำโฮมสเตย์คือ การขายไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทุกอย่างทำจากตัวเราเอง ตัวตนของตัวเองต้องตีแผ่ได้ เราไม่ได้ปกปิดอะไร เรามีข้อเสียเยอะแยะแต่คนยอมรับมันได้ พอเราได้ตัวเองชัดเจน คนมองเห็นเราชัดขึ้น เขาก็อยากมาเสพสุขกับเรา อยากมาดูว่า อยู่ยังไง ปลูกผักยังไง ทำปุ๋ยยังไง หุงข้าวยังไง บางทีก็เป็นนักเขียน นักปรัชญาก็แลกเปลี่ยนกันได้ พอมีใครอยากทำโฮมสเตย์ ททท. ก็ส่งคนมา เราก็แนะนำไป ทุกคนที่มาที่นี่ก็จะไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่ให้กัน”

แม้จะครบถ้วนกับสิ่งที่ทำแล้ว ป้าแอ๊ดยังมีโครงการเล็กๆ ที่อยากจะปรับสภาพ “ต้นไม้ในป่าเล็ก” ใกล้บ้าน 40 ไร่ ให้ฟื้นคืนชีวิต สร้างแหล่งน้ำ และฐานกิจกรรมการเรียนรู้ป่าให้คนรุ่นหลังได้เห็นได้เรียนรู้กันต่อไป

“ป้ามีแรง แต่ป้าไม่มีเงิน เผื่อใครมาช่วยทำอะไร ทำให้มันมรรคผลเร็ว คือ เราอยากปรับสภาพป่า อยากทำรั้วไม่ให้คนเข้ามารังแกต้นไม้ ทำเป็นแบบมาตรฐานเป็นธรรมชาติกลมกลืนกับป่า และอยากทำแหล่งน้ำ ทำเส้นทางเดินศึกษาต้นไม้ทุกต้น ป้าทำอะไรเก็บเป็นข้อมูลหมด อยากทำเป็นเอกสารและป้าเป็นคนที่บ้าไฮกุ ก็จะเขียนไฮกุในป่า ต้นไม้แต่ละต้นก็จะมีภาษากวี วรรณกรรม และอีกภาษาก็เป็นเรื่องราวของต้นไม้เชิงวิทยาศาสตร์เลย สำหรับเด็กๆ ก็จะมีน้องๆ เขาแต่งนิทานเกี่ยวกับต้นไม้ไว้ให้”

ส่วนสนนราคาค่าเสพสุขนี้ ป้าแอ๊ดคิดคนละ 800 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ เช้าและเย็น สนใจติดต่อ ป้าแอ๊ด ได้ที่ เลขที่ 106 หมู่ 6 ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี 71110 โทรศัพท์ (089) 919-9093 http://www.banklangtung-organic.com หรือ อีเมล banklangtung@gmail.com เฟซบุ๊ก bktorganichome

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ผลหม่อนแปรรูป สินค้าดังข้ามแดน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074151257&srcday=2014-12-15&search=no

นที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

ผลหม่อนแปรรูป สินค้าดังข้ามแดน

ผลหม่อน, ลูกหม่อน หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มัลเบอร์รี่” ผลไม้ขนาดเล็ก รสชาติโดดเด่น โดยขณะนี้ถือเป็นผลไม้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมให้มีการปลูกต้นหม่อนไปทั่วประเทศ ซึ่งการปลูกและการดูแลที่ไม่ยุ่งยาก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากการเก็บเกี่ยวลูกหม่อนไปจำหน่ายแทบทุกวัน

ภาคเหนือ อีสาน ใต้

ปลูกต้นหม่อน ได้เก็บผล

คุณวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เผยถึงพื้นที่ปลูกหลักเริ่มต้นในแถบภาคเหนือ ต่อมาได้ส่งเสริมให้มีการปลูกในภาคอีสาน และล่าสุดส่งเสริมให้มีการปลูกในภาคใต้ โดย คุณอดิษฐ์ อินทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ นราธิวาส ร่วมกับทหารผ่านศึกของอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของต้นหม่อนในด้านต่างๆ

“นอกจากการเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสดจะอยู่ในเขตภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ มีมากถึง 514 ราย จำนวนพื้นที่ 642 ไร่ รองลงมาได้แก่ภาคอีสาน มีเกษตรกร 139 ราย พื้นที่ปลูก 138 ไร่” คุณวีณา กล่าว

อธิบดีกรมหม่อนไหม ยังกล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหมได้มีการค้นคว้าวิจัยประโยชน์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลหม่อนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2533 ทำให้ผลิตภัณฑ์จากผลหม่อนเริ่มเป็นที่รู้จักของนักบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

อีกทั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กระแสผลไม้กลุ่มเบอร์รี่เป็นที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัย ทำให้ผลหม่อนซึ่งเป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่งมีที่ยืนในตลาดเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเบอร์รี่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่าง บลูเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ เป็นต้น

ในปีนี้ (2557) น้ำหม่อนหรือน้ำมัลเบอร์รี่ (mulberry juice) ของไทย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย และชาวไทยในจังหวัดสงขลา ที่หันมาบริโภคเครื่องดื่มจากผลหม่อนกันมาก ด้วยติดใจในรสชาติ และคุณประโยชน์ที่จะได้รับ

“ในปี 2556 พบว่ามีเกษตรกรปลูกหม่อนผลสดทั่วประเทศ 929 ราย ในพื้นที่ปลูก 979 ไร่ ทั้งที่ให้ผลผลิตแล้ว และยังไม่ให้ผลผลิต มีผลผลิตผลหม่อนรวม 256.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าผลหม่อนสด 12,825,000 บาท (ราคาขายส่ง 50 บาท ต่อกิโลกรัม) เมื่อนำไปแปรรูปจะมีมูลค่าเพิ่มอีกอย่างน้อยประมาณ 5 เท่า คิดเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูป 64,125,000 บาท เมื่อต้นหม่อนเหล่านี้ถึงระยะให้ผลผลิตเต็มที่จะมีผลหม่อนราว 937 ตัน หรือประมาณ 1,000 ตัน”

สำหรับปี พ.ศ. 2557 ได้มีการส่งเสริมการปลูกจำนวนมาก จึงคาดว่าในปี พ.ศ. 2560 ประเทศไทยจะมีผลหม่อนราว 1,500 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 75 ล้านบาท แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่า 375 ล้านบาท สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ

แปรรูปได้หลากหลาย

โอกาสก้าวไกลต่างแดน

ทั้งนี้ กับการแปรรูปนั้น นำมาสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ น้ำผลไม้ ไวน์ แยม ผลหม่อนอบแห้ง ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่มอีกหลายชนิด เช่น เบเกอรี่ ไอศกรีม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนผลิตในเชิงพาณิชย์หลายบริษัท โดยวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด อ.ต.ก. ร้านของมูลนิธิศิลปาชีพ ร้านภูฟ้า และร้านโครงการหลวง

สำหรับพื้นที่ปลูกในจังหวัดสงขลา คุณมนูญ แสงจันทร์ศิริ เกษตรกรผู้ดูแลศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นผู้ให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และจัดให้ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรหลายด้าน และล่าสุดขอสนับสนุนต้นพันธุ์หม่อนจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ นราธิวาส จำนวน 200 ต้น เพื่อมาปลูกในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ และได้เชิญชวนผู้สนใจในพื้นที่จังหวัดสงขลา อำเภอละ 1 คน เข้าร่วมเป็นเครือข่ายปลูกหม่อนผลสดเพื่อแปรรูป โดยขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ คุณมนูญได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลหม่อนตามแบบแปลนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกำลังขยายสมาชิกออกไปอีก 5 อำเภอของจังหวัดสงขลา รับซื้อผลผลิตโดยประกันราคาที่กิโลกรัมละ 50 บาท ปัจจุบัน สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ประมาณสัปดาห์ละ 1,000 ขวด ขวดละ 200 ซีซี โดยขายส่งราคาขวดละ 10 บาท โดยจะมีรายได้ประมาณ 10,000 บาท ต่อสัปดาห์

ผลหม่อนที่นำมาแปรรูปเป็นน้ำหม่อนที่จังหวัดสงขลานี้ ถือเป็นสินค้าที่น่าจับตามอง เพราะได้รับความนิยมอย่างมาก และคาดว่าจะได้รับความนิยมในทุกจังหวัดของภาคใต้ ไม่เพียงเท่านั้น แนวโน้มตลาดยังมีโอกาสก้าวสู่ประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ติดต่อ กรมหม่อนไหม เลขที่ 2175 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 558-7921-26

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“ซาบีน่า” ชุดชั้นในเลือดไทย 2 ทศวรรษ เข้าใจ (ทุก) อกผู้หญิง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 362

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ซาบีน่า” ชุดชั้นในเลือดไทย 2 ทศวรรษ เข้าใจ (ทุก) อกผู้หญิง

“เสื้อชั้นในที่ดี เวลาสวมใส่ต้องสบาย สวย กระชับ ความคาดหวังของผู้หญิงในการเลือกเสื้อชั้นใน คาดหวังจะช่วยเพิ่มขนาด อกที่ห่างก็อยากให้ชิด อกที่คล้อยก็อยากจะยกขึ้น ฉะนั้น การผลิตเสื้อชั้นในจึงต้องตอบสนองความต้องการของผู้หญิงทุกกลุ่ม”

ยุคนี้ชุดชั้นใน “ดีไซน์” ต้องไม่ธรรมดา เรียกว่าต้องตอบโจทย์แฟชั่นเสื้อผ้าได้ด้วย ทั้งสีสันและลวดลาย ที่สำคัญ “ฟังก์ชั่น” ก็ต้องจัดเต็มทั้งดันทรง ทั้งล็อกทรง ชนิดว่าต้องเนรมิตร่องอกเป็นรูปตัววีได้และชิดสวยนานตลอดทั้งวัน

“ซาบีน่า” ฮีโร่ของสาวทุกคัพ ชุดชั้นในที่ผู้หญิงทุกวัยใส่ได้ ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยสาว วัยผู้ใหญ่ ตลอดจนสินค้าจำพวกกระชับสัดส่วนจำพวกสเตย์ ล่าสุดออกคอลเล็กชั่นกระชากเรตติ้ง “โมเดิร์น วี ไซด์ ล็อก บาย ซาบีน่า” ฟองน้ำรูปตัววี ผสานกับนวัตกรรม “ไซด์ ล็อก” ที่คิดค้นโดยซาบีน่าเท่านั้น สามารถกระชับพื้นที่ร่องอกให้กลายเป็นรูปตัววีขึ้นได้ทันทีที่สวมใส่ มี ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต รับตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์

จับกลุ่ม ผญ. ทุกวัย

เพิ่มอึ๋ม อกชิด มีร่องอก

ซาบีน่า ถูกจัดให้เป็นชุดชั้นในที่เข้าใจผู้หญิง นั่นก็เพราะดีไซน์ขึ้นมาเพื่อผู้หญิงในทุกมิติ ดังนั้น จึงไม่หยุดที่จะศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของผู้หญิงไทยเพื่อนำมาพัฒนาสินค้า เมื่อกลางปี 2557 ซาบีน่าได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับตลาดชุดชั้นใน ด้วยคอลเล็กชั่น “โมเดิร์น วี ไซด์ ล็อก บาย ซาบีน่า” เสมือนเป็นผู้ช่วยที่จะทำให้สาวๆ มีร่องอกได้ทันที แถมยังมีร่องอกชิดนานตลอดทั้งวัน กล้าเผยความเซ็กซี่ได้ลึกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับสาวทำงานอายุ 30-40 ปี ที่ต้องการความมั่นใจ

คุณบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซาบีน่า มีคอลเล็กชั่นที่เป็นไฮไลต์หลักๆ อยู่ 3 คอลเล็กชั่น ได้แก่ ดูม ดูม โมเดิร์น วี และ คริส คอลเล็กชั่น โดยช่วงระยะเวลาการออกคอลเล็กชั่นชุดชั้นใน ช่วงครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงเวลาของเด็กและวัยรุ่น ช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงการออกคอลเล็กชั่นของสาววัยทำงาน มีกำลังซื้อมากกว่า

“เสื้อชั้นในที่ดี เวลาสวมใส่ต้องสบาย สวย กระชับ ความคาดหวังของผู้หญิงในการเลือกเสื้อชั้นใน คาดหวังจะช่วยเพิ่มขนาด อกที่ห่างก็อยากให้ชิด อกที่คล้อยก็อยากจะยกขึ้น ฉะนั้น การผลิตเสื้อชั้นในจึงต้องตอบสนองความต้องการของผู้หญิงทุกกลุ่ม”

เนื่องจากตลาดกลุ่มสาวคัพเล็ก เป็นฐานกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้บริหารซาบีน่า ระบุว่า ยอดขายชุดชั้นในดันทรงราว 70% จากตลาดรวมทั้งหมด อีก 30% เป็นบราธรรมดาไม่ได้เสริมฟังก์ชั่นใดๆ ปัจจุบันซาบีน่ามีกำลังผลิตชุดชั้นใน 1.2 ล้านชิ้น ต่อเดือน ผลิตต่อแบบ 5,000-10,000 ชิ้น

ในปีนี้ ซาบีน่าตั้งเป้าเติบโต 20% หรือ 500 ล้านบาท จากคอลเล็กชั่นโมเดิร์น วี ไซด์ ล็อก บาย ซาบีน่า และตั้งเป้ารายได้รวมของบริษัททั้งปี 57 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท โดยจะใช้งบการตลาดจำนวน 40 ล้านบาท จากงบการตลาดทั้งปี 100 ล้านบาท ทำการตลาดทั้งผ่านสื่อหลัก ได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และจัดกิจกรรมตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มเน้นทางด้านสื่อออนไลน์ โซเชียลมากขึ้น

“ปี 2557 รายได้ของซาบีน่ามาจาก 2 ส่วนหลักคือ 1. จำหน่ายในประเทศ 80% ภายใต้ซับแบรนด์และรุ่นต่างๆ เช่น โมเดิร์นเคิร์ฟ ดูม-ดูม ซาบีนี่ ฟังก์ชั่นบราและชุดชั้นในสำหรับเด็ก 2. โออีเอ็ม (รับจ้างผลิต) ส่งออกไปยังต่างประเทศแถบยุโรป 20%”

ราคาจ่ายได้

หวังเพิ่มยอดซื้อ

ด้านช่องทางจัดจำหน่าย ลูกค้าสามารถเลือกซื้อซาบีน่าได้ที่ห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรด ซาบีน่า บูติค ช็อป 80 สาขา ซาบีน่า ออนไลน์ และเคาน์เตอร์จำหน่ายชุดชั้นในซาบีน่า 600 จุดขาย ส่วนในต่างประเทศในย่านเออีซีได้แก่ พม่า 20 จุดขาย เวียดนาม 50 จุดขาย ฟิลิปปินส์ 20 จุดขาย สิงคโปร์ 6 จุดขาย ลาว 2 จุดขาย กัมพูชา 4 จุดขาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาที่ลูกค้าสามารถจับต้องได้ เสื้อชั้นใน ราคามีตั้งแต่ 349 บาท 399 บาท 459 บาท ไปจนถึง 800 บาท ถือเป็นการเพิ่มอัตราการซื้อชุดชั้นในของผู้หญิง จากเดิมซื้อปีละ 1-2 ครั้ง เพิ่มขึ้น 4-5 ครั้ง ต่อปี แบ่งเป็นตลาดชุดชั้นในระดับกลาง-บน 50% และชุดชั้นในระดับกลาง-ล่าง 50%

สำหรับประวัติ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ชุดชั้นในสัญชาติไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2538 เติบโตมาด้วยการรับจ้างผลิตนานนับสิบปี จนกระทั่งปี 2549 ขอยุติบทบาทมือปืนรับจ้าง หันมาสร้างอาณาจักรชุดชั้นในภายใต้แบรนด์ตัวเอง หวังยอดขายในประเทศ พร้อมบุกตลาดเพื่อนบ้าน

“เมื่อก่อนซาบีน่าเก่งรับจ้างผลิต เย็บชุดชั้นในทั้งปีเป็นแสนๆ ชิ้น แต่ถ้ายังทำแบบเดิมต่อไปก็เท่ากับเป็นได้แค่ลูกจ้าง ขณะเดียวกัน ลูกค้ามีอำนาจการต่อรองมากขึ้น เลยจำเป็นต้องแสวงหาความอยู่รอด ตามหลักการที่ว่า ของต้องดีคนขายต้องเก่ง หากของไม่ดีไม่มีคุณภาพจริง ต่อให้คนขายฝีมือขั้นเทพก็คงไม่อาจขายได้ และคนขายที่ไม่ได้เรื่องก็อาจทำให้ของดีมียอดขายฝืดได้เช่นเดียวกัน”

ออกรุ่นลิมิเต็ด คอลเล็กชั่น

ฝีมือนักวาดการ์ตูนไทย

ทางด้านการผลิต ซาบีน่าเพิ่มศักยภาพในการผลิต จนได้รับรางวัล “Thailand Lean Award 2009″ ของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) แถมยังรักษาตําแหน่ง องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดอันดับ 1 ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค 3 ปีซ้อน

ปัจจุบัน ซาบีน่ามีพนักงานรวม 3,800 คน เป็นพนักงานเย็บ 1,500 คน มี 5 โรงงาน สำนักงานใหญ่อยู่บางกอกน้อย กรุงเทพฯ โรงงานพุทธมณฑล สาย 5 โรงงานท่าพระ โรงงานจังหวัดชัยนาท โรงงานจังหวัดยโสธร ซึ่งซาบีน่าให้ความสำคัญเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย ย่นระยะเวลาการทำงาน โดยลดขั้นตอนระบบงานส่วนที่ไม่จำเป็น

ขั้นตอนระบบงานส่วนที่ไม่จำเป็น คุณบุญชัย ยกตัวอย่างเช่น พนักงานเย็บ จากที่เคยเป็นพนักงานแบบนั่งเย็บ เปลี่ยนเป็น ยืนเย็บ โดย 1 คนยืนเย็บจะทำงานได้พร้อมกัน 3 เครื่องจักร จึงทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนวิธีการดังกล่าวทำให้ไม่ต้องทำงานล่วงเวลา ใช้เวลาทำงานเพียง 8 ชั่วโมงในค่าจ้างเทียบเท่า หรือมากกว่ากับการนั่งเย็บ

และเมื่อเร็วๆ นี้ “ซาบีน่า” ชูกลยุทธ์ลิมิเต็ด คอลเล็กชั่น แนะนำ ซาบีน่า พริตตี้ เพอร์เฟ็กต์ คอลเล็กชั่น ชุดชั้นในลายตัวการ์ตูน “มะม่วงจัง” ฝีมือการวาดของนักวาดการ์ตูนคนไทย ชื่อ วิศุทธิ์ พรนิมิตร มีลวดลายให้เลือกสรร 8 ลวดลาย พร้อมกางเกงชั้นในเข้าชุด เจาะตลาดวัยสาว

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต คุณบุญชัย ระบุว่า จะผลักดันซาบีน่าสู่อาเซียนแบรนด์ ตามเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งนอกจากการส่งออกสินค้าเพื่อจำหน่ายแล้ว หากฐานธุรกิจในประเทศใดเติบโตสูง จะพิจารณาตั้งโรงงานเพื่อผลิตและทำตลาดในประเทศนั้นๆ ด้วย

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“O SHOPPING” เข้าถึงใจ “ให้” ก่อน “รับ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“O SHOPPING” เข้าถึงใจ “ให้” ก่อน “รับ”

“หลักการขายอันดับแรกของ โอ ช้อปปิ้ง คือ เลือกสินค้าโดยคำนึงถึงคุณภาพ แล้วนำมาเสนอวิธีการใช้ คุณประโยชน์ ให้ลูกค้าได้รับทราบ โดยข้อมูลที่บอกจะตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขายอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคในยุคนี้ฉลาดเลือก หลอกเขาไม่ได้ ความจริงใจจึงสำคัญมาก แต่ด้วยวิธีขาย ลูกค้าจับต้องสินค้าไม่ได้ การอธิบายอย่างละเอียดให้ลูกค้าเห็นภาพ จึงเป็นวิธีที่ โอ ช้อปปิ้ง ทำ”

ช่องทางจำหน่ายสินค้า ไม่ได้เพียงแค่เปิดหน้าร้านแล้วรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเท่านั้น แต่ยังมีช่องทางจำหน่ายอื่น ที่สามารถเข้าถึง และเข้าใจวิถีชีวิตของคนสังคมปัจจุบัน

การขายสินค้าผ่านทีวี หรือที่เรียกว่า โฮมช็อปปิ้ง เป็นอีกวิธีการเสิร์ฟสินค้า แบบที่เรียกว่า ป้อนถึงที่ แต่ทว่ากับการขายผ่านช่องทางดังกล่าวนี้ ถ้าไม่มีกลวิธีจัดจำหน่ายที่ดี ก็ยากจะทำยอดขายให้ขยับ

“O SHOPPING” (โอ ช้อปปิ้ง) คือหนึ่งในแบรนด์ดังที่เลือกวิธีจัดจำหน่ายในรูปแบบโฮมช็อปปิ้ง และต่อมาได้ขยายช่องทางไปสู่ระบบการขายผ่านออนไลน์และอินเตอร์เน็ต ซึ่งการขายของ โอ ช้อปปิ้ง ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีสมาชิกถึง 300,000 คน

เดินหน้าโฮมช็อปปิ้ง

แม่บ้าน เป้าหมายหลัก

บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ของประเทศเกาหลี ซึ่งดำเนินกิจการด้าน โฮมช็อปปิ้ง จนได้ชื่อว่าเป็นที่รู้จักดีในประเทศเกาหลี และยังได้ขยายกิจการไปในหลายๆ ประเทศ ซึ่งกับประเทศไทย ก็ถือเป็นหนึ่งในการขยายธุรกิจเข้ามาร่วมทุน ด้วยเพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาด

“ก่อนที่จะเกิดการร่วมทุนกัน ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง ได้ทำการศึกษาตลาด ศึกษาพฤติกรรมคนไทย พบว่าโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยยังไม่ชัดเจนมากนัก จึงมองเห็นโอกาสและได้เข้าร่วมทุนกับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพื่อเปิดช่องทางนี้ขึ้นมา ซึ่งในส่วนของโนว์ฮาว ถือว่า ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง มีระบบและความเชี่ยวชาญสูง”

คุณศศิธร สุวรรณฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด กล่าวถึงที่มาของ โอ ช้อปปิ้ง

จากนั้นได้เผยถึงหลักการเลือกสินค้านำมาจำหน่ายต้องตอบตลาดผู้ซื้อตรงจุด ซึ่งส่วนใหญ่คือ กลุ่มแม่บ้าน ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีทีวีเป็นส่วนหนึ่งในการรับฟังข่าวสาร

“สินค้าเริ่มต้นเป็น เครื่องครัว เพราะกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ แม่บ้าน จากนั้นจะมีประเภทเครื่องสำอาง แล้วค่อยๆ เพิ่มรายการสินค้าเข้ามา ซึ่งกับการเลือกบางครั้งไม่ได้ดูนะว่าต้องเป็นประเภทอะไร แต่เน้นว่าต้องมีสินค้าที่หลากหลาย เพราะในช่วงเบื้องต้นเป็นช่วงทดสอบตลาด ต้องหาความต้องการของลูกค้าให้เจอ ฉะนั้น ในด้านจำนวนสินค้าจึงอาจนำมาไม่เยอะ แต่ละรายการมีไม่มากชิ้น แต่ว่าต้องหลากหลาย”

เลือกสินค้าหลากหลาย

เปิดกลยุทธ์ ให้ก่อนรับ

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้การจำหน่ายของ โอ ช้อปปิ้ง มีอยู่ราว 300 รายการ โดยจัดหมวดหมู่ประเภทหลักๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อำนวยความสะดวกในบ้าน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที อาหารเสริม เครื่องออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ เครื่องสำอาง อุปกรณ์ตกแต่งทรงผม

“อย่างปีแรกที่เริ่มเปิดตัว เครื่องครัวทำยอดขายได้ดีมาก แต่พอปีที่แล้ว (2556) เรานำสินค้าไอทีมาจำหน่าย ทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเลต กลายเป็นสินค้าทำตลาด ทั้งๆ ตอนนำมาจำหน่าย บอกเลยว่าไม่มั่นใจว่าจะขายได้ เนื่องด้วยพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าส่วนใหญ่ต้องได้สัมผัสทดลองใช้ก่อน และอย่างในปีนี้ โอ ช้อปปิ้ง นำเครื่องออกกำลังกายมาจำหน่าย ก็ติด 1 ใน Top 5 สินค้าสร้างยอดขายดี สินค้าอื่นๆ ก็เช่นกัน โอกาสทำตลาดไปได้ ฉะนั้น จะว่าไปแล้วสินค้าของ โอ ช้อปปิ้ง จะขายดีทุกหมวด เพียงแต่จังหวะช่วงเวลาจะเป็นอะไรก็เท่านั้น”

คุณศศิธรยังกล่าวถึงการเข้าถึงลูกค้า และวิธีทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ นั่นคือสาธิตให้ลูกค้าเห็นอย่างละเอียดตรงไปตรงมา นอกจากนั้นยังเน้นการขายด้วยวิธี “ให้” ก่อน “รับ” กับสโลแกนที่ว่า “รับของก่อนจ่าย ส่งฟรีทั่วไทย”

อีกกลยุทธ์หนึ่งอันถือเป็นแรงดึงดูดลูกค้า คือ การจัดโปรโมชั่น โดยเฉพาะวิธีแถมสินค้าที่ให้ความรู้สึกเกินคุ้ม และหาที่ไหนไม่ได้ ด้วยเพราะการขายด้วยระบบดังกล่าวนี้ไม่มีหน้าร้าน เจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่ และค่าใช้จ่ายร่วมอื่นๆ จึงทำให้ต้นทุนถูกกว่าการขายผ่านช่องทางอื่น

“รับของก่อนจ่าย ส่งฟรีทั่วไทย ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเขาเสียเปรียบ และกับขั้นตอนการสั่งซื้อก็ไม่ยุ่งยาก ดูทีวีแล้วพอใจในสินค้า ก็แค่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลข โดยโอ ช้อปปิ้ง จะมีพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมงรอรับสาย หรือถ้าเปิดแคตตาล็อกสินค้าที่ โอ ช้อปปิ้ง ส่งให้สมาชิก แล้วพอใจในผลิตภัณฑ์ ก็โทรศัพท์เข้ามาได้ทันที จากนั้นทีมงานจะจัดส่งสินค้าให้ หากพอใจก็ค่อยจ่ายเงิน ซึ่งกับวิธีนี้ เปรียบเสมือนการแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความจริงใจที่พร้อมมอบให้”

สินค้าดี เอสเอ็มอี

พร้อมรับร่วมธุรกิจ

กับช่องทางจำหน่ายในรูปแบบโฮมช็อปปิ้งนี้ การบริการทั้งก่อนการขายและหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญ ฉะนั้น พนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ และรวมถึงพนักงานทุกคนของ โอ ช้อปปิ้ง จะต้องผ่านการอบรมจนเกิดความรักและเข้าใจในการทำงานก่อน

“หลักการขายอันดับแรกของ โอ ช้อปปิ้ง คือ เลือกสินค้าโดยคำนึงถึงคุณภาพ แล้วนำมาเสนอวิธีการใช้ คุณประโยชน์ ให้ลูกค้าได้รับทราบ โดยข้อมูลที่บอกจะตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขายอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคในยุคนี้ฉลาดเลือก หลอกเขาไม่ได้ ความจริงใจจึงสำคัญมาก แต่ด้วยวิธีขาย ลูกค้าจับต้องสินค้าไม่ได้ การอธิบายอย่างละเอียดให้ลูกค้าเห็นภาพ จึงเป็นวิธีที่ โอ ช้อปปิ้ง ทำ ซึ่งหลักการทำงานของเราคือ ทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าภายใต้การขายของโอ ช้อปปิ้ง ให้ลูกค้าไว้วางใจในแบรนด์ ซึ่งเรายังมองว่าการขายผ่านทีวี เป็นช่องทางที่ลูกค้ายังเข้าถึงได้ง่ายอยู่”

คุณศศิธรยังกล่าวถึงวิธีสร้างความประทับใจที่จะก่อเกิดในใจลูกค้าว่า จำนวนสินค้า ขนาด สี รูปแบบ ทุกรายการที่ออกจำหน่าย ต้องพร้อมเสิร์ฟลูกค้าตามได้แจ้งไว้ เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียความรู้สึกกับการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง

และเพื่อให้สินค้าทุกรายการตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ที่ในวันนี้ขยับฐานกว้างขึ้น ทั้งกลุ่มแม่บ้าน วัยทำงาน โดยมีกลุ่มผู้ใช้ทุกเพศทุกวัย การสำรวจความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งที่ โอ ช้อปปิ้ง ลงมือทำ

“ทุกวันพุธ ช่วงครึ่งวันเช้า โอ ช้อปปิ้ง จะเชิญสมาชิกที่ซื้อสินค้าในแต่ละกลุ่ม กลุ่มละ 6-8 ท่าน เข้ามาเพื่อขอความคิดเห็นกับสินค้าใหม่ที่เราจะนำมาทำตลาด ให้ลูกค้าวิจารณ์ ทั้งคุณสมบัติ ราคา ความชอบไม่ชอบ รวมไปถึงสินค้าที่จะนำมาจัดโปรโมชั่นควบคู่ด้วย ว่าเหมาะกับความต้องการของเขาหรือไม่ ถือเป็นการสุ่มตลาด และในอนาคตข้างหน้า วางแผนทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้อุปโภคบริโภค สำรวจตลาด เพื่อให้การนำสินค้ามาจำหน่ายตรงตามความต้องการจริงๆ”

กับสินค้านำมาจำหน่ายโดยผ่านช่องทาง โอ ช้อปปิ้ง ในวันนี้ถือว่าหลากหลาย และมีทั้งสินค้าในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสินค้าจัดจำหน่าย มิได้เจาะจงเฉพาะแบรนด์ดัง แต่ทว่าหากคุณภาพดี แม้ไม่เป็นที่รู้จัก ก็สามารถเปิดตัวสร้างตลาดกับ โอ ช้อปปิ้ง ได้

“โอ ช้อปปิ้ง ยินดีสนับสนุนสินค้าเอสเอ็มอีเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายเดินทางเข้ามาเสนอสินค้า และบางแบรนด์เลือกที่จะทำตลาดกับ โอ ช้อปปิ้ง เป็นตลาดแรก หรือเป็นตลาดเดียว สิ่งสำคัญคือ คุณภาพ ถ้าคุณภาพดี โอ ช้อปปิ้ง ยินดีมากที่จะร่วมธุรกิจ และเราไม่จำกัดชนิดของสินค้า ดังนั้น สินค้าทุกประเภทเรียกว่าอยู่ในความสนใจของ โอ ช้อปปิ้ง หมด ขอเพียงเดินทางเข้ามาพูดคุยรายละเอียดกัน”

สำหรับผู้สนใจต้องการชมรูปแบบการจัดจำหน่ายของ โอ ช้อปปิ้ง ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง GMMZ ช่อง 0 ช่อง 8 ช่อง 47, PSI ช่อง 48 เคเบิ้ลทีวีไทยและจานดาวเทียมทั่วประเทศ

และปัจจุบันนี้ โอ ช้อปปิ้ง ได้ขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นทั้ง iOS, Android หรือทางเว็บไซต์ Oshoppingtv.com

แต่ถ้าสนใจติดต่อ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่) ตั้งอยู่ เลขที่ 46/7 อาคารรุ่งโรจน์ธนกุล (อาคาร A) ชั้น 8-9 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ (02) 817-9999

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

โทรตามช่าง…เซอร์วิสแนวใหม่ เลียนโมเดล “ประกันสังคม”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 360

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

โทรตามช่าง…เซอร์วิสแนวใหม่ เลียนโมเดล “ประกันสังคม”

“ตอนนี้อาจขายยากนิดหน่อย…คงเหมือนวันแรกของการขายประกันชีวิต ที่ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน มันขายยากมาก ต้องใช้เวลาสู้กันนาน แต่มาถึงวันนี้ใครไม่มีประกันเชยนะ”

งานช่าง อย่าง เปลี่ยนหลอดไฟ แขวนกรอบรูป ก๊อกน้ำหัก ฯลฯ ถ้า พ่อ แม่ หรือ ลูก บ้านไหน มีทักษะติดตัวอยู่บ้าง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ คงไม่ใช่ปัญหา

แต่เท่าที่ประสบ สมาชิกในบ้านส่วนใหญ่ ไม่ว่าชายหรือหญิง มักไม่ค่อยสันทัด

พอมีเหตุให้ “ต้องซ่อม” ขึ้นมาเมื่อใด เรื่องหนักใจจึงไม่ใช่เรื่องเงินค่าจ้าง

หากแต่เป็นการ “ตามช่าง” มา “ช่วยซ่อม” ให้ทันท่วงที…ต่างหาก ที่แสนจะยากเย็นเหลือหลาย

เรียกช่าง…ไม่ทันใช้

ได้แรงยุจากลูกสาว

“โทรตามช่าง” เป็นธุรกิจบริการ รับงานซ่อมแซมบำรุงหลายรูปแบบให้กับบ้านของลูกค้าสมาชิกแบบรายปี โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งและฟรีค่าแรง

มี คุณภัทร วัฒนมงคล หนุ่มใหญ่อารมณ์ดี วัย 46 ปี เป็นเจ้าของไอเดีย

เริ่มต้นย้อนที่มาให้ฟัง จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยทำงานเป็นเซลส์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดให้กับบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อยู่หลายปี กระทั่งเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ลาออกมาเปิดร้านอาหาร-คาราโอเกะ ชื่อ “กลัวดัง” ย่านฝั่งธนบุรี จนถึงปัจจุบัน

ส่วนกิจการ “โทรตามช่าง” นั้น เพิ่งเริ่มต้นทำมาได้ราวครึ่งปีเศษ

เหตุเกิดจากเขามองว่า “เด็กสมัยใหม่” นับวันจะทำอะไรไม่เป็น นอกจากเล่นเกม เล่นคอมพ์ ใช้แอพ พอมีอะไรเสียเป็นถอดทิ้งซื้อใหม่อย่างเดียว ขณะที่งานในบ้านยัง “ต้องซ่อม” อยู่ ส่วนผู้ใหญ่ที่ทำได้อายุย่อมมากขึ้นทุกวัน

ประกอบกับร้านอาหารของเขา มักเกิดปัญหาของใช้ชำรุดอยู่บ่อยๆ อย่าง ไฟดับ ชักโครกไม่ลง ประตูทางเข้าออกทรุด ฯลฯ

ซึ่งหลายครั้งช่างประจำร้านที่ช่วยกันทำแบบใจรัก มักแก้ไขได้ไม่ถูกจุด จำต้องเรียกช่างมืออาชีพมาช่วยแก้ไขให้ แต่ตามเท่าไหร่มักมา “ไม่ทันใช้” สักครั้ง

จนมาเกิดเหตุ บ่อปลาคาร์พ ภายในบ้านพักย่านหลักสี่ เกิดปัญหาเครื่องทำออกซิเจนเสีย ต้องรีบหาช่างมาซ่อมด่วน ทั้งขอร้อง ทั้งบังคับ ยอมจ่ายค่ามอเตอร์ไซค์ให้รีบมา ยังหาแทบไม่ได้

ปัญหาทุกข์ใจในครั้งนั้น นับเป็นจุดผลักดันสำคัญ ทำให้ตัดสินใจทำ “โทรตามช่าง” ให้เป็นรูปเป็นร่าง

“เป็นคนชอบคิดโปรเจ็กต์หลายอย่าง ธุรกิจนี้ เริ่มคิดๆ ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังไม่เริ่มจริงจัง อาจเพราะร้านอาหารเลี้ยงตัวได้ จึงไม่อยากดิ้นรน จนลูกสาวอายุ 14 มาบอก เห็นพ่อคิดนู่นคิดนี่มาเยอะแล้ว ไม่เห็นลงมือสักที คราวนี้ทำเถอะน่าจะเวิร์กนะ” คุณภัทร เล่าอารมณ์ดี

งานด่วน-งานนัด

บริการ 24 ชั่วโมง

เริ่มต้นธุรกิจบริการ “โทรตามช่าง” ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากงานช่างแบบทั่วไป โดยคุณภัทร บอกเหตุผล

“ถ้าเปิดรับซ่อมเหมือนที่ชาวบ้านเขาทำอยู่ก่อน ใครก็คิดได้มันง่ายไป เลยคิดว่าน่าจะคิดแก้ปัญหาร่วมกัน ทั้งเราในฐานะผู้ให้บริการ และสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของบ้านผู้รับบริการ โดยยึดแนวคิดเรื่องการประกันสังคมเป็นต้นแบบ”

ก่อนอธิบายต่อ ผู้ต้องการใช้บริการของ “โทรตามช่าง” ต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อน หลังละ 3,600 บาท ต่อปี ทั้งนี้ จะไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเรียกใช้บริการและฟรีค่าแรง แต่มีค่าใช้จ่ายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตามจริงซึ่งลูกค้าสามารถเตรียมไว้เองหรือจะให้จัดหามาให้ก็ได้

ซึ่งการบริการของ “โทรตามช่าง” จะไม่ครอบคลุมถึงการต่อเติม รื้อถอน งานโครงสร้าง และงานระบบ แต่หากสมาชิกต้องการใช้บริการ ต้องมีการสำรวจหน้างาน ยื่นใบเสนอราคาตกลงให้ชัดเจน

และปัจจุบัน “โทรตามช่าง” ให้บริการระบบสมาชิกแค่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางส่วน

“ค่าสมาชิกปีละ 3,600 บาท เฉลี่ยแล้วเดือนละ 300 บาท ถ้าคิดว่าแพงก็แพง แต่ถ้าลองเทียบกับค่า WiFi เดือนละ 800-900 บาท ใช้จริงสักเท่าไหร่กัน แต่โทรตามช่างจ่ายเดือนละ 300 บาท เรียกใช้ครั้งเดียวคุ้มแล้ว เพราะเวลามีปัญหา ตามช่างแล้วไม่ค่อยมา ถ้าคนเข้าใจแนวคิดก็ดีไป แต่คนไม่เข้าใจคงมองต้องเสียทำไมปีละตั้ง 3,600 บาท” เจ้าของธุรกิจ อธิบายยิ้มๆ

สำหรับรูปแบบการบริการนั้น มีช่างประจำการ 2 ผลัด คือ กลางวันและกลางคืน โดยรูปแบบงานแบ่งเป็น งานด่วน อย่าง ทั้งซอยบ้านลูกค้าไฟดับอยู่หลังเดียว หรือ ท่อน้ำแตก ซึ่งปัญหาลักษณะนี้เรียกใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และ งานนัดทำคิว ลูกค้าจะรอช่างไปซ่อมไม่เกิน 3 วัน

เปรียบขายประกัน

มั่นใจ “โต” ไม่ยาก

มาถึงขั้นตอนการทำธุรกิจให้เป็นที่รู้จัก คุณภัทรเริ่มจากวิธีขายให้คนใกล้ตัวก่อน จากนั้นจึงประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งผลตอบรับดีพอควร แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจแนวคิด มักมาสมัครเมื่อเดือดร้อนแล้ว

คุณภัทร เผยด้วยว่า ล่าสุดกิจการของเขา มีสมาชิกหลักร้อย มีทั้งกลุ่มบ้านอยู่อาศัย และกลุ่มร้านอาหาร บูติกโฮเต็ล และ อพาร์ตเมนต์ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ราคาค่าสมาชิกรายปีจะสูงกว่าเพราะขอบเขตการให้บริการมากกว่านั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของธุรกิจที่วางไว้ ภายในเขตกรุงเทพฯ จะต้องมีสมาชิกมากกว่า 5,000 รายภายใน 2 ปี และเติบโตขึ้นอีกปีละ 10-20 เปอร์เซ็นต์

“ตอนนี้อาจขายยากนิดหน่อย คนยังไม่คิดสมัคร เพราะไม่รู้จัก และอาจไม่มั่นใจหรือไม่คุ้นกับแนวคิดและรูปแบบการบริการ คงเหมือนวันแรกของการขายประกันชีวิต ที่ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน มันขายยากมาก ต้องใช้เวลาสู้กันนาน แต่มาถึงวันนี้ใครไม่มีประกันเชยนะ” คุณภัทร ว่าอย่างนั้น

เกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบ คุณภัทร บอก ต้องทำหน้าที่บริหารเงินของสมาชิก เพื่อให้แน่ใจว่าเวลาลูกค้าเดือดร้อนแล้วต้องมีช่างไปช่วยเหลืออย่างแน่นอน ซึ่งเท่าที่ประเมินการทำงานที่ผ่านมาพบว่า ลูกค้าถูกใจกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ และเป็นธรรมดาที่จะทำอะไรให้คนถูกใจทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้

และหากระบบช่าง “เสถียร” ดีแล้ว เขาจะไปรุกด้านการขาย ซึ่งมองว่ายังมี “ดีมานด์” อีกมากรออยู่ อย่าง ร้านอาหาร อพาร์ตเมนต์ บูติกโฮเต็ล หรือแม้แต่ธนาคารที่ให้สินเชื่อบ้านโครงการต่างๆ

ถามความยากของธุรกิจนี้ คุณภัทร บอก การทำอะไรให้ถูกใจลูกค้าทุกคนนั้นยากมาก และนอกจากจะหาลูกค้ายากแล้ว การหาช่างมาประจำทีมก็ยากไม่แพ้กัน อาจเพราะคนเรียนสายอาชีวะกันน้อยลง “ช่าง” เลยยัง “เล่นตัว” ได้อยู่

นึกกลัวคู่แข่งบ้างมั้ย คุณภัทร บอก “เค้ก” ในตลาดนี้ยังมีอีกเยอะ คนเดียวไม่รู้จะกินหมดหรือเปล่า ขึ้นกับว่าใครเจ๋งกว่ากัน แต่ยอมรับกิจการของเขา อาจเป็นรองในแง่ ไม่ได้ทุ่มมากมาย ลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินหลักแสนเท่านั้น แต่มั่นใจ “โอกาสโต” ยังมีอีกมาก

ก่อนจาก เจ้าของกิจการ “โทรตามช่าง” ฝากไว้

“คิดธุรกิจนี้ออกมาด้วยความตั้งใจดี เรื่องเงินเป็นเรื่องรอง ถ้าสนใจให้มาร่วมเป็นสมาชิกได้ จ่าย 3,600 บาท ต่อปี รับรองต้องมีโอกาสได้ใช้บริการกันแน่ๆ แต่ถ้ากลัวโดนโกง ผมมีร้านอาหารเปิดมาแล้ว 14 ปี ยังไม่หนีไปไหน และถ้าจะโกงเงินแค่นั้นคงไม่คุ้มกับชีวิตผม”

เกี่ยวกับ “โทรตามช่าง”

“โทรตามช่าง” เป็นงานบริการซ่อมแซมบำรุงบ้านลูกค้าสมาชิก 3,600 บาท/หลัง/ปี และไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเรียกใช้บริการ

โดยสมาชิกสามารถเรียกใช้บริการซ่อมบำรุง ได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ

– ปั๊มน้ำรั่ว

– เปลี่ยนสายชำระ

– เปลี่ยนหลอดไฟ

– แขวนกรอบรูป

– ไฟฟ้าดับ

– ท่อน้ำแตกในบริเวณบ้าน

– ติดตั้งโคมไฟ

– เพิ่มปลั๊กไฟ

– ติดเครื่องทำน้ำอุ่น

– ล้างแอร์ จ่ายเพิ่มเครื่องละ 400 บาท

– งานซ่อมแซมทั่วไปในบ้าน/อาคาร และอื่นๆ อีกมากมาย

แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งและฟรีค่าแรง แต่มีค่าใช้จ่ายแค่อุปกรณ์ที่ใช้ตามจริงซึ่งลูกค้าสามารถเตรียมไว้เองหรือให้จัดหาไปให้ก็ได้

ทั้งนี้ ไม่ครอบคลุมถึงการต่อเติม รื้อถอน งานโครงสร้างและงานระบบซึ่งทางทีมงานมีให้บริการแต่ไม่ได้รวมอยู่ในค่าสมัครสมาชิก ล่าสุดมีให้บริการระบบสมาชิกแค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางส่วน

สนใจติดต่อ Call Center (02) 476-7999

มีนาคม 31, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“Shinjuku Outlet” ขายเสื้อผ้า ผ่าน “ตาชั่ง”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 360

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“Shinjuku Outlet” ขายเสื้อผ้า ผ่าน “ตาชั่ง”

“ตลาดเสื้อผ้า ต้องบอกว่าใหญ่มาก ฉะนั้น คู่แข่งจึงเรียกได้ว่าเยอะ ดังนั้น ถ้าจะทำธุรกิจนี้ต้องสร้างความต่าง ซึ่งวิธีขายแบบชั่งกิโล คือความแปลก เนื่องด้วยตลาดในบ้านเรายังไม่นำมาใช้ ฉะนั้น วิธีนี้นอกจากจะสร้างความโดดเด่นแล้ว ยังทำให้เกิดการบอกต่อ”

เสื้อผ้าไม่ว่ามือหนึ่งหรือมือสอง โดยทั่วไปลักษณะการขายจะขายเป็น “ตัว” ราคาเท่าไรก็แล้วแต่จะตั้งและต่อรอง แต่กับที่นี่ ร้าน “Shinjuku Outlet” เขามีวิธีการขายที่แปลกแตกต่าง นั่นคือ “ชั่งกิโล”

แม้คนไทยจะไม่คุ้นเคยกับวิธีนี้ แต่วิธีนี้กลับเรียกความสนใจ ทั้งผู้สวมใส่และนำไปจำหน่ายต่อ จนทำให้วันนี้ Shinjuku Outlet แตกสาขาไปแล้วกว่า 10 แห่ง โดยทำเลหลักๆ ตั้งอยู่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งหากรวมทุกสาขา มีเสื้อผ้ารวมกันนับล้านชิ้น

ขายเสื้อผ้ามือสอง

ธุรกิจรองรับความเสี่ยง

กับการทำธุรกิจนี้ดูท่าจะไปรุ่ง แต่ทว่าผู้ลงมือทำคือ คุณไตรรงค์ ไกรสุรพงศ์ กลับบอกว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากความไม่ตั้งใจ โดยหลังศึกษาจบด้านวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทั่งต่อมาเดินทางไปเรียนระดับปริญญาโท ด้าน International management จาก Portland State University Oregon USA จนกระทั่งก้าวสู่การทำธุรกิจซึ่งก็ต่อสู้กับอาชีพมาหลากหลายประเภท

น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจตู้น้ำอัดลมกระป๋องอัตโนมัติที่คุณไตรรงค์ดำเนินการอยู่ จึงเป็นเหตุให้คิดหาทางสร้างธุรกิจเสริม เพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจเพียงด้านเดียว

“มันเป็นความบังเอิญที่เพื่อนของผมซึ่งอาศัยอยู่ประเทศญี่ปุ่น เขาทำธุรกิจนี้ ซึ่งถ้าถามผมตอนนั้นผมก็ไม่ได้ต้องการทำเท่าไรนัก แค่มองเห็นโอกาส เพราะมีห้องแถวว่างอยู่ ก็เลยว่าลองดู ซึ่งธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง ต้องบอกว่ามีมานานมากแล้วครับ เพียงแต่ยังไม่มีใครจับมาทำเป็น second hand outlet เหมือนกับที่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา โดยบ้านเราจะนิยมนำเสื้อผ้าคุณภาพดีที่ไม่สวมใส่แล้วไปเปิดท้ายมากกว่า”

กับการขายในรูปแบบชั่งน้ำหนัก คุณไตรรงค์ ว่า กลยุทธ์นี้ถือเป็นความแปลก ที่เชื่อว่าจะดึงดูดใจลูกค้า เพราะกับราคาขายขีดละ 30 บาท ซึ่งดูว่าถูก เสื้อบางตัวเฉลี่ยแล้วเหลือราคาตัวละแค่ 10 บาท ก็ยังมี

กลยุทธ์การขายแบบนี้ยังส่งผลดีต่อวิธีจัดการสินค้าที่ง่ายขึ้น ด้วยเพราะเสื้อผ้านำมาจำหน่าย โดยแหล่งซื้อหลัก จากการล้างสต๊อกสินค้าของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั้งที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา โดยจะสั่งนำเข้าทุกเดือน เดือนละ 2-3 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือประมาณ 50,000 กิโลกรัม ซึ่งจะเป็นเสื้อผ้าที่ไม่ซ้ำกัน และการรับซื้อปริมาณมาก หากต้องนำมาคัดแยก แล้วตั้งราคาขายเป็นตัว จะยุ่งยาก และต้องอาศัยแรงงานเพิ่ม

ตอบทุกเพศวัย

สินค้าขายปลีก-ส่ง

“ตลาดเสื้อผ้า ต้องบอกว่าใหญ่มาก ฉะนั้น คู่แข่งจึงเรียกได้ว่าเยอะ ดังนั้น ถ้าจะทำธุรกิจนี้ต้องสร้างความต่าง ซึ่งวิธีขายแบบชั่งกิโล คือความแปลก เนื่องด้วยตลาดในบ้านเรายังไม่นำมาใช้ ฉะนั้น วิธีนี้นอกจากจะสร้างความโดดเด่นแล้ว ยังทำให้เกิดการบอกต่อ โดยไม่ต้องอาศัยโฆษณาประชาสัมพันธ์”

ทั้งนี้ คุณไตรรงค์ยังกล่าวถึงเสื้อผ้าที่นำมาจำหน่ายสามารถตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้ซื้อปลีกจะมีอายุตั้งแต่ 15-45 ปี โดยสินค้ามีทั้งแบรนด์ดังและแบรนด์ทั่วไป ทั้งสินค้าใหม่และสินค้ามือสอง นอกจากนั้นยังมีเครื่องแต่งกายอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด หรือแม้กระทั่งสินค้าตกแต่งบ้าน ตุ๊กตา ก็มีวางจำหน่าย เช่นกัน

“ลูกค้าที่ซื้อส่งจะเดินทางมาเลือกเอง โดยเขาจะมีช่องทางจำหน่ายตามตลาดนัด โดยเฉพาะที่อยู่ในต่างจังหวัด หรือบางรายก็เปิดในลักษณะหน้าร้านเลย โดยเขาจะดูกลุ่มเป้าหมายว่าชอบสินค้าประเภทใด เพื่อจะได้คัดเลือกแบบที่อยู่ในความต้องการของลูกค้า หรือบางคนมาซื้อไปใส่เอง พอเบื่อก็นำไปขายยังตลาดนัดรายวัน เป็นสินค้ามือสอง มันเหมือนกับว่าเขาได้เสื้อผ้าฟรี ซึ่งรูปแบบนี้จะนิยมในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ”

กับการนำเข้าสินค้าเพื่อให้ถูกใจผู้ซื้อ เรื่องคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้น คุณไตรรงค์จะเดินทางไปดูสินค้าก่อนนำเข้าอย่างต่อเนื่อง “แต่ไม่ถึงกับว่าไปเลือกคัดเองนะครับ เพราะเยอะมาก แต่ว่าต้องดูแหล่งรับซื้อเป็นอย่างไร ต้องไปเห็นด้วยตาก่อน”

เปิดสาขา 3 ตัว 100

ตัวละ 15 รับไปขายต่อ

ทั้งนี้ สำหรับทำเลตั้งร้านของ Shinjuku Outlet ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ห้องค้าขนาด 3 คูหา เพื่อสะดวกในการเดินและเลือกซื้อ โดยในส่วนของยอดขายตกเดือนละประมาณ 40-50 ตัน และจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนวันละประมาณ 3,000 คน

นอกจากวิธีการขายดังกล่าวมาแล้ว สำหรับผู้สนใจต้องการนำไปต่อยอดธุรกิจกับการขายเสื้อผ้าแบบไม่ต้องมีหน้าร้าน คุณไตรรงค์ ว่า สามารถเดินทางเข้ามาเลือกสินค้าเป็นชิ้นก็ได้ในราคาส่งชิ้นละ 15 บาท โดยยอดสั่งซื้อจำนวน 100 ตัวขึ้นไป “มีลูกค้าบางรายนำไปขายผ่านโลกออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม วิธีนี้จะสามารถช่วยให้นักศึกษา หรือพนักงาน ที่ต้องการหาอาชีพเสริมมีโอกาสสร้างรายได้”

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีท่านใด ที่มีหน้าร้านจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้ามือสองอยู่แล้ว ก็สามารถเดินทางมาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองแบรนด์เนมจากต่างประเทศได้ ซึ่งหากคัดเลือกดีๆ บางตัวจะรู้ว่าหายาก ฉะนั้น ผู้ที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้ามือสองแบรนด์เนม ต้องมีความรู้ทั้งด้านแฟชั่น และการเข้าถึงแบรนด์ ซึ่งถ้าเลือกได้แบรนด์ดี การนำไปจำหน่ายต่อในราคาสูง ก็ถือเป็นโอกาสทางผลกำไร

ปัจจุบัน Shinjuku Outlet ไม่ได้จำหน่ายสินค้าโดยวิธีชั่งน้ำหนักอย่างเดียว แต่ในบางสาขา ยังมีรูปแบบการขาย 3 ตัว 100 บาท ซึ่งก็เป็นอีกวิธีขายที่แตกต่างจากตลาด

Shinjuku Outlet อาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ที่นำรูปแบบการขายเช่นนี้มาทำตลาด แต่ทว่าในวันนี้ Shinjuku Outlet ไม่ใช่เจ้าเดียวที่ยืนอยู่บนตลาด “ตอนนี้คู่แข่งทางการตลาดเริ่มมีบ้างแล้ว แต่ด้วยการเปิดตลาดมาก่อน จึงทำให้ได้เปรียบทางธุรกิจ ผ่านปัญหามาก่อน ก็ทำให้รู้วิธีแก้ไข ผมคิดแค่ว่า สิ่งที่จะทำให้ยืนอยู่ได้คือ วิ่งให้เร็วกว่าคู่แข่งครับ”

สนใจต้องการเดินทาง หรือติดต่อ Shinjuku Outlet อาทิ สาขาปิ่นเกล้า โทรศัพท์ (02) 433-4219, รังสิต-ตลาดรังสิต หลังธนาคารกสิกรไทย โทรศัพท์ (02) 959-0730, โชคชัย 4 ตลาดโชคชัย 4 ลาดพร้าว 55 โทรศัพท์ (02) 933-0982, สาขาบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี (ตรงข้ามโรงพยาบาลบ้านโป่ง) โทรศัพท์ (032) 221-226 หรือสาขาที่จำหน่ายสินค้า 3 ชิ้น 100 บางใหญ่ซิตี้ ซอย 6 โทรศัพท์ (02) 903-1890, แฮปปี้แลนด์เซ็นเตอร์ ชั้น 2 โทรศัพท์ (02) 704-9050

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ จำหน่ายเสื้อผ้า

ลักษณะกิจการ SMEs

ชื่อกิจการ Shinjuku Outlet

เจ้าของกิจการ คุณไตรรงค์ ไกรสุรพงศ์

เงินลงทุน หลักล้านบาท

วัตถุดิบ เสื้อผ้ามือสองและมือหนึ่ง

แหล่งซื้อ ห้างสรรพสินค้าในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา

ราคาขายสินค้า ขีดละ 30 บาท

ยอดขาย เดือนละ 30-40 ตัน

รูปแบบการขาย หน้าร้าน ปลีก-ส่ง

กลุ่มลูกค้า กลุ่มหลัก 15-45 ปี และลูกค้าที่รับไปจำหน่าย

แรงงาน เกือบ 100 คน

จุดเด่น การขายโดยวิธีการชั่งน้ำหนัก

มีนาคม 31, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“ชาดี 101″ แตกไลน์สินค้า ตอบทุกเพศ-วัย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 360

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

“ชาดี 101″ แตกไลน์สินค้า ตอบทุกเพศ-วัย

อาชีพการปลูกชา เป็นอาชีพที่เกษตรกรบนพื้นที่สูงแห่งดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ดำเนินการหาเลี้ยงชีพ จนเกิดภาพเด่นชัด ชักนำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาจากทั่วสารทิศ

“ไร่ชา 101″ ชื่อนี้เชื่อว่าหลายคน โดยเฉพาะนักดื่มชาคงคุ้นเคยดี เพราะถือได้ว่าคือหนึ่งในผู้ประกอบการแถวหน้าที่ก้าวเข้ามาอยู่บนเส้นทางสายอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกชา และเป็นนักธุรกิจที่สร้างโรงงานผลิตชาจัดจำหน่าย ทั้งในแบรนด์ของตนเอง และรับจ้างผลิต

ในวันนี้ ไร่ชา 101 มิได้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตชาเพื่อนำไปชงดื่มเท่านั้น แต่ยังแตกไลน์สินค้า เพื่อเจาะให้โดนทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น ชาหมัก ลูกอม สบู่

เปิดตลาดชาชงดื่ม

ชาคุณภาพพื้นที่สูง

ไร่ชา 101 ถือกำเนิดขึ้นมากว่า 20 ปีแล้ว ในชื่อ บริษัท ชาดี 101 จำกัด โดยมีพื้นที่ปลูกชาอู่หลง และอู่หลงก้านอ่อน 350 ไร่ ผลผลิตชาที่เก็บเกี่ยวได้วันละประมาณ 1,200 กิโลกรัม นำมาผลิตเป็นชาชงดื่ม บรรจุจัดจำหน่าย ทั้งปลีกและส่ง โดยการขายส่งนั้น จะมีผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศมารับซื้อ ราคากิโลกรัมละ 1,000-2,500 บาท เพื่อนำไปติดแบรนด์ของตนเอง

“ลูกค้าหลักอยู่ในกรุงเทพฯ และชาจากไร่จะมีตัวแทนนำไปจำหน่ายให้กับผู้ผลิตเครื่องดื่มยี่ห้อดังด้วย นอกจากนั้นแล้วยังมีผู้สนใจรับไปจำหน่าย โดยทางโรงงานจะบรรจุถุงสุญญากาศให้ เพื่อคงคุณภาพของชา แล้วลูกค้าก็นำไปติดแบรนด์ของตนเองได้เลย” คุณพนิต แซ่หลอ ผู้จัดการ บริษัท ชาดี 101 จำกัด กล่าว

คุณพนิตยังเผยถึงความโดดเด่นของชาบนดอยแม่สลองว่า มีรสชาติดี เพราะพื้นที่ปลูกอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร

นอกจากขายส่งแล้ว ไร่ชา 101 ยังจำหน่ายสินค้าปลีกให้กับผู้บริโภค โดยหน้าร้านประจำตั้งอยู่ด้านหน้าโรงงาน ที่มองออกไปเห็นไร่ชาสวยงาม โดยจะมีการแสดงศิลปะการชงชาให้ดื่มฟรี ซึ่งการได้ชิมชาอุ่นๆ นี้ ส่งผลให้หลายคนหลงในรส โดยเฉพาะช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว จะมีชาวไทย ต่างชาติ เดินทางมาเนืองแน่น และนักดื่มชาทั้งหลายต่างซื้อหาติดมือกลับบ้าน ซึ่งขนาดบรรจุที่ขายดีคือ 200 กรัม

“ปัจจุบัน ลูกค้าปลีกยังคงให้ความสนใจติดต่อสั่งซื้อ โดยจัดส่งให้ทางไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง”

ด้วยความที่คลุกคลีอยู่กับชามานานนับสิบปี จึงมองเห็นกลุ่มผู้บริโภคชาแม้จะมีอยู่จำนวนมาก แต่ทว่ากลับจำกัดอายุผู้บริโภคที่มักจะเป็นวัยผู้ใหญ่ขึ้นไป

แตกสินค้ามากกว่าหนึ่ง

เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย

ทำไมจึงไม่ทำผลิตภัณฑ์ชาให้ทุกคนสามารถสัมผัสรสได้?

นี่คือคำถามที่คุณพนิตตั้งขึ้น พร้อมกับเริ่มต้นคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด อาทิ ชาหมัก ลูกอม สบู่ โดยยกตัวอย่างล่าสุด ลูกอมชา ภายใต้แบรนด์ “ชาดี 101″ ที่ผลิตออกมา 3 รสชาติ ได้แก่ ชาแดง ชาเขียว และชามะนาว

“มองว่าตลาดใบชานั้นมีคนบริโภคเฉพาะกลุ่ม นั่นคือวัยผู้ใหญ่ แต่ว่า วัยรุ่น เด็ก จะไม่นิยมเลย ตรงนี้คือช่องว่างที่เรามองเห็น กับการขยายตลาด ผลิตสินค้าที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ได้”

ในส่วนของลูกอมนั้น คุณพนิต ว่า ถือเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ที่ผลิตขึ้นโดยการกำหนดสูตรให้มีส่วนผสมของชาอย่างแท้จริง มิใช่การแต่งกลิ่นเลียนแบบ จากนั้นจัดจ้างโรงงานผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานผลิตให้

“ในส่วนผสมจะเน้นว่า ต้องดีต่อสุขภาพ เพราะเรายังคงเน้นด้านนี้ ซึ่งในส่วนของลูกอม จะเหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยการทำตลาดตอนนี้จะเน้นไปถึงผู้สนใจรับไปจำหน่าย ซึ่งก็ได้กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนั้นก็จะมีผู้สนใจรับไปจำหน่าย ซื้อไปถวายพระก็มี”

กับการนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง เป็นอีกหนึ่งแผนการตลาดที่วางไว้ และไม่เพียงตลาดในประเทศที่ให้ความสนใจ แต่ตลาดต่างประเทศก็ถือว่ามีโอกาส โดยจะเริ่มต้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า เพราะนอกจากจะสะดวกในด้านการขนส่งแล้ว ยังมองเห็นช่องว่างทางการตลาดที่ปราศจากคู่แข่ง

ทั้งนี้ สำหรับราคาจำหน่ายกำหนดไว้กิโลกรัมละ 200 บาท (ประมาณ 320 เม็ด)

นอกจากผลิตภัณฑ์ลูกอมแล้ว ไร่ชา 101 ยังคิดสูตรการผลิตสบู่โดยมีส่วนผสมหลักคือชาคุณภาพ บนพื้นที่ปลูกของตนเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการขอเครื่องหมาย อย. และคัดเลือกบรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้ สำหรับตลาดเป้าหมาย มองไว้ในเมืองหนาวของประเทศจีน และรวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องปรับอากาศ “หลายเมืองในประเทศจีนมีอากาศหนาว หรืออย่างคนนอนห้องแอร์ประจำ ผิวจะค่อนข้างแห้ง ซึ่งสบู่ที่ผลิตขึ้นจะเหมาะกับคนกลุ่มนี้”

สำหรับการจัดจำหน่ายนั้น มุ่งไปที่ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายชาทั้งในประเทศจีนและประเทศไทย “ร้านจำหน่ายชาในประเทศจีนมีเป็นพันๆ ราย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เขาจะรู้เรื่องชาดี สามารถอธิบายข้อมูลกับลูกค้าได้ เราจึงมองเป็นกลุ่มตัวแทนหลัก”

และนี่คือการทำตลาดที่ไม่หยุดนิ่งในความคิดของ ไร่ชา 101

ติดต่อ บริษัท ชาดี 101 จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 83 หมู่ 6 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย 57110 โทรศัพท์ (053) 602-643

มีนาคม 31, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

NCI ผลิตสินค้างานฝีมือ ติด 1 ใน 5 ของโลก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 358

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

NCI ผลิตสินค้างานฝีมือ ติด 1 ใน 5 ของโลก

“ในช่วงการทำธุรกิจ 48 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ จนถึงรุ่นของดิฉัน ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ปัญหาต่างๆ ที่เจอแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ดังนั้น เราต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” เป็นคำกล่าวตอนหนึ่งของ คุณวรรณวดี อัศว์วิเศษศิวะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครไชยศรีอุตสาหกรรม จำกัด หรือ NCI ในโอกาสที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติพาผู้สื่อข่าวจากส่วนกลางไปเยี่ยมชมโรงงานแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในเนื้อที่กว่า 70 ไร่

ที่นี่เป็นบริษัทหนึ่งที่เข้าร่วมในโครงการ “การจัดการความรู้ด้านการเพิ่มผลิตภาพในองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” (Knowledge Management for Sustaining the Organizational Productivity Movement) ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

สหรัฐ ลูกค้ารายใหญ่

ผลพวงจากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว บวกกับการให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทำให้โรงงานแห่งนี้ที่เป็นผู้ผลิตเทปผ้าลูกไม้หน้าแคบอยู่ในอันดับต้นๆ ของบ้านเรา ประสบความสำเร็จในหลายด้าน อาทิ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ สินค้ามียอดขายดีขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ พนักงานเกือบ 400 คน มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และอยู่กันอย่างมีความสุข

ปัจจุบัน NCI ถือเป็นผู้ผลิตสินค้า Trimming (เทปผ้าลูกไม้ถักลายต่างๆ) & Crafts ที่ได้มาตรฐานคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในตลาดไทยและตลาดโลก ด้วยการพัฒนางาน และการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อ 48 ปีที่แล้ว คุณวิชัย-คุณรัตนา อัศว์วิเศษศิวะกุล คุณพ่อคุณแม่ของคุณวรรณวดี เริ่มจากการผลิตไหมญี่ปุ่นจำหน่ายในประเทศ มีคนงานเย็บ 2 คน และเติบโตมาเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันมีเครื่องจักร 3,000 กว่าตัว สามารถผลิตสินค้าลูกไม้หน้าแคบเพื่อการตกแต่งกว่า 50 ประเภท ด้วยกำลังผลิตกว่า 50 ล้านหลา ต่อเดือน ซึ่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ 20 กว่าประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 1 ตามด้วยฝรั่งเศส และดูไบ นอกนั้นกระจายไปตามทวีปต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศอาเซียนทั้งหลาย

คุณวรรณวดี เล่าว่า ธุรกิจหลักของบริษัท คือ การผลิตและจำหน่าย “สิ่งทอหน้าแคบเพื่อการประดับและตกแต่ง” มีผลิตภัณฑ์กลุ่มต่างๆ อาทิ ริบบิ้น ดิ้นทอง เชือกถัก เทปทอ เชือกเกลียว ลูกไม้ ชายครุย พู่ รวมทั้งตัวประดับอื่นๆ โดยมีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานตามความต้องการของลูกค้าทั้งแฟชั่น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และงานฝีมือ

กลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเช่น เสื้อผ้าและอุปกรณ์เพื่อการตัดเย็บ พวกสังฆภัณฑ์ งานพิธี เครื่องแบบ เครื่องประดับ สินค้างานเทศกาล เคหะสิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ เครื่องเขียน อุปกรณ์เพื่องานอดิเรก และงานฝีมือ

ยึดหลัก MOMOTARA

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายภายในประเทศ มีทั้งค้าปลีกและค้าส่ง โดยร้านค้าส่ง (Only Ribbons) ได้แก่ ร้านดีดีอัญย่านสำเพ็ง ส่วนร้านค้าปลีก มีดังนี้ ร้านโมโมทาร่า ร้านแอพพลิเก้ ร้านนานาโคโค่ และร้านนายอินทร์ ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าทั้งหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการเรื่องบุคลากรนั้น คุณวรรณวดี แจกแจงว่า ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วยหลักที่เรียกว่า “MOMOTARA People”

โดยมีที่มาที่ไปดังนี้

M Moral = มีคุณธรรมประจำจิต

O Open Minded = เปิดใจรับความคิดสิ่งใหม่ๆ

M Multi Skills = มีทักษะหลายด้านอย่างเข้าใจ

O Opportunity Seeking = มุ่งแสวงหาโอกาสใหม่ให้ตนเอง

T Team Work = ร่วมกันทำงานเป็นทีมสอดประสาน

A Attitude = ทัศนคติดีเบิกบานเป็นนิสัย

R Result Oriented = ผลของงานต้องมุ่งเน้นเด่นกว่าใคร

A Accountable = ผู้อื่นต้องวางใจได้ให้งานเรา

ขับเคลื่อนธนาคารความคิด

พร้อมกันนั้น บริษัทได้สร้างระบบงานในการพัฒนาคน โดยใช้รูปแบบธนาคารความคิดเป็นจุดเชื่อมโยงเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในการวางระบบการทำงานแบบง่ายๆ อย่างเช่น ให้แต่ละคนเสนอความคิดเห็นต่างๆ ในการทำงานมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือข้อเสนอแนะต่างๆ จากนั้นบริษัทจะมีสิ่งตอบแทนให้ บางเรื่องบางประเด็นเมื่อได้ผลสรุปชัดเจนก็จะใช้เป็นคู่มือปฏิบัติงานภายในองค์กร

“ผลจากการทำโครงการนี้มาปรากฏว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 18.5% และแม้จะต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท แต่บริษัทก็สามารถลดต้นทุนการดำเนินการจาก 67% ในปี 2554 เหลือ 64% ในปี 2556 ที่สำคัญ มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยลูกค้าต่างประเทศยอมรับว่าเราเป็นโรงงานผลิตสินค้างานฝีมือและงานอดิเรกติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปีนี้”

คุณวรรณวดี กล่าวและว่า เวลานี้มียอดส่งออก 51% และขายในประเทศ 49% โดยในต่างประเทศนั้นมีสินค้าของ NCI เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้ามีชื่อหลายแห่ง

เจ้าของบริษัท นครไชยศรีอุตสาหกรรม จำกัด วัย 40 ต้นๆ บอกด้วยว่า ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกามาสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่อยากไปผูกติดกับสินค้าจากประเทศจีนเพียงแห่งเดียว ซึ่งสินค้าของ NCI สามารถแข่งขันกับตลาดจีนได้ทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา

เรียนรู้จากลูกค้า

เธอให้ข้อมูลด้วยว่า การทำธุรกิจในยุคของเธอกับยุคก่อร่างสร้างตัวของคุณพ่อคุณแม่แตกต่างกัน โดยในช่วงการก่อตั้งบริษัทเมื่อ ปี 2509 เป็นเรื่องปัญหาในด้านเงินทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ 20 ปีต่อมา เป็นเรื่องการจัดการด้านการผลิตเพื่อรองรับการเติบโต

ถัดมาอีก 10 ปีเป็นแรงกระทบจากการแข่งขันในตลาดจีน ขณะที่ปี 2540 ประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ส่วนช่วงหลังๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มาอย่างรวดเร็ว ซึ่งบริษัทต้องปรับตัวมาตลอด โดยหันมาเน้นงานฝีมือและงานประดับตกแต่งที่สามารถเติบโตได้ทุกตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดในหรือต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางการค้าขายเพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อได้สะดวกขึ้น อย่างเช่น ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โดยทางบริษัทเน้นการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ให้มากยิ่งขึ้นเพราะเป็นยุคที่โมเดิร์นเทรดกำลังมาแรง

ขณะเดียวกัน ได้ปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งให้ดูสวยงามน่าซื้อ หลังจากเคยได้ยินลูกค้าตำหนิเรื่องแพ็กเกจจิ้งว่าไม่สวย จึงได้นำสิ่งนั้นมาปรับปรุงแก้ไข จนตอนหลังลูกค้ารายที่ตำหนิหันมาซื้อสินค้าของ NCI จำนวนมาก

“ที่ผ่านมา บริษัทเราเป็นเอสเอ็มอีเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรายึดหลักการบริหารจัดการอย่างพอเพียง ขยายงานตามกำลังความสามารถที่ทำได้ ไม่เคยไปกู้เงินธนาคารมาใช้ และเรียนรู้จากลูกค้า ซึ่งถ้าเราผลิตตามที่ลูกค้าต้องการอย่างมีคุณภาพ ออร์เดอร์ต่างๆ ก็จะเข้ามาเอง”

ทั้งหมดนี้ คงจะเห็นได้ว่าการเติบโตของบริษัท นครไชยศรีอุตสาหกรรม จำกัด อย่างมั่นคงนี้เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ผูกติดอยู่กับสินค้าเดิมๆ และตลาดเดิมๆ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ใหม่ๆ ของโลก แต่ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป หลักยึดสำคัญคือเรื่องคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะลงทุนทางด้านเทคโนโลยีแล้ว ผู้บริหารของ NCI ก็ยังลงทุนในเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้วย เพราะเล็งเห็นว่าคนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

มีนาคม 13, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,170 other followers

%d bloggers like this: