ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“สตรอเบอร์รี่ นาแห้ว” ขายความปลอดภัย เข้าใจตลาด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

“สตรอเบอร์รี่ นาแห้ว” ขายความปลอดภัย เข้าใจตลาด

“เลย” ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกจังหวัดหนึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนไม่ขาดช่วง โดยเฉพาะฤดูหนาว ทั้งที่เดินทางเพื่อไปชมสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันหลากหลาย และการท่องเที่ยวในเชิงเกษตร

หมู่บ้านบ่อเหมืองน้อย และหมู่บ้านห้วยน้ำผัก ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เป็นอีกสถานที่หนึ่งสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสความสวยงามของภูมิทัศน์ ล้อมรอบด้วยอุทยานแห่งชาติ “ภูสวนทราย” ภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้หายาก จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 900-1,000 เมตร ส่งผลให้อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแนวตะเข็บชายแดนระหว่างไทย-ลาว หลังสงครามร่มเกล้าสงบลงเมื่อปี 2532

ปลูกข้าวโพด 2 หมื่น

สตรอเบอร์รี่ 4-5 หมื่น

จะว่าไปแล้ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับหมู่บ้านทั้ง 2 แห่งนี้ถือว่ากำลังได้รับความนิยม ด้วยจำนวนบ้านเรือนปลูกอาศัยอยู่ราว 150 หลังคาเรือน ประชากรนิยมทำการเกษตร และสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากคือ พื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ปลูกสตรอเบอร์รี่ครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน

ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปี ส่งถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพนี้ดีขึ้น จากเดิมมีรายได้ไม่แน่นอนกับการปลูกข้าวโพดตกเดือนละไม่ถึง 20,000 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำไร่สตรอเบอร์รี่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอร์รี่และต้นไหลสตรอเบอร์รี่เฉพาะปีที่ผ่านมา 40,000-50,000 บาท ต่อเดือน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ถือว่าได้รับแรงสนับสนุนส่งเสริม โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเล็งเห็นปัญหา จึงเข้าดำเนินกิจกรรมในพื้นที่อำเภอนาแห้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน และอยู่ร่วมกับป่าได้

สิ่งที่ มจธ. เข้าไปช่วยเหลือคือการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ชนบทให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ โดยอาศัยการวิจัยและพัฒนาภายในพื้นที่แบบมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานในชุมชน ชาวบ้าน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านและประยุกต์ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมชนบท พัฒนาอาชีพและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน แสวงหาอาชีพ พืชที่มีมูลค่าสูง โดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อก่อเกิดความยั่งยืนสืบไป

“สตรอเบอร์รี่เป็นพืชมูลค่าสูง และเป็นพืชที่มีศักยภาพสามารถปลูกได้ในอำเภอนาแห้ว อันเนื่องจากสภาพอากาศ เอื้ออำนวย ส่วนสภาพพื้นที่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับทางภาคเหนือ และในส่วนของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยก็ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานในการทำงานด้านสตรอเบอร์รี่”

คุณปิยทัศน์ ทองไตรภพ ผู้ช่วยนักวิจัย ในฐานะผู้จัดการพื้นที่ เจ้าของโครงการการใช้สารชีวภาพแทนสารเคมี (ลดการใช้สารเคมี) และการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ กล่าวถึงโอกาสและความพร้อม

ปลูกไหล เก็บผล

ขายได้ กำไรงาม

กับการเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2539 โดยได้รับความร่วมมือระหว่าง มจธ. และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งได้มีการทดสอบการปลูก สายพันธุ์ การผลิตต้นไหล และการแปรรูปผลผลิตจากสตรอเบอร์รี่ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่ทั้ง 2 หมู่บ้านสามารถปลูกสตรอเบอร์รี่เพื่อผลิตผลิตผลได้ มีสตรอเบอร์รี่หลายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ได้ และให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับในตลาดผู้บริโภคผลสด

“ในอดีต สตรอเบอร์รี่ในพื้นที่นาแห้ว ต้องใช้ต้นไหลสตรอเบอร์รี่หรือต้นพันธุ์จากจังหวัดเชียงใหม่มาปลูก ซึ่งไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ รวมทั้งการขนดินลงมาจากบนดอยปีละหลายตัน การเกิดโรค การขนส่ง ทำให้ในแต่ละปีผลผลิตไม่สม่ำเสมอ จำนวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจึงค่อยๆ ลดลง กระทั่งคณะทำงานได้ทดสอบการผลิตต้นไหลสตรอเบอร์รี่ในพื้นที่นาแห้วขึ้น พบว่า ผลิตได้ และมีคุณภาพดีด้วย”

จากความสำเร็จนี้ทำให้เกษตรกรคืนกลับมาให้ความสำคัญกับการปลูกสตรอเบอร์รี่มากขึ้น โดยสามารถผลิตไหลสตรอเบอร์รี่ขายอย่างเดียวได้มากกว่า 150,000 ต้น สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตถึง 300,000 บาท

“ต้นไหลสตรอเบอร์รี่ที่เพาะขึ้นเอง มีคุณภาพพร้อมปลูก จึงส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ ผลโต รสหวาน ไม่เป็นโรค ปลูกแล้วได้กำไรดี เมื่อเห็นผลอย่างนี้ทำให้ชาวบ้านหันมาสู่อาชีพผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่กันมากขึ้น เพราะแต่เดิมจะทำกันไม่ถึง 10 ครอบครัว ปัจจุบันกว่า 40 ครอบครัวแล้ว บนพื้นที่ปลูกกว่า 14 ไร่ ได้ผลผลิต 200 กรัม ต่อต้น หรือ 1,600 กิโลกรัม ต่อไร่”

ทั้งนี้ คุณศีลธรรม บุญธรรม วัย 43 ปี เกษตรกรบ้านห้วยน้ำผัก ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย แต่เดิมเคยเป็นผู้ปลูกข้าวโพด จนกระทั่งเข้ามาสู่โครงการและริเริ่มการปลูกสตรอเบอร์รี่กว่า 10 ปีแล้ว กล่าวว่า “เมื่อเปลี่ยนมาปลูกสตรอเบอร์รี่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น อีกทั้งการปลูกสตรอเบอร์รี่จะใช้พื้นที่น้อยกว่าการปลูกข้าวโพด อีกทั้งยังขายได้ราคาสูงกว่าเท่าตัว เพราะแต่เดิมปลูกข้าวโพดมีรายได้ตกเดือนละไม่ถึง 20,000 บาท แต่สตรอเบอร์รี่ให้ผลตอบแทนเดือนหนึ่ง 40,000-50,000 บาท”

ด้วยวิธีการส่งเสริมการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ ฉีดพ่นลงบนต้น มีเพียงการใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง ถือเป็นวิธีที่ดีทั้งกับตัวผู้ปลูกและผู้บริโภค จึงเรียกได้ว่า สตรอเบอร์รี่นาแห้วปลอดภัย และเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งในอนาคตคาดว่าจำนวนสตรอเบอร์รี่ที่พร้อมจำหน่ายจะเพิ่มขึ้น สอดรับไปกับจำนวนผู้ประกอบอาชีพนี้ที่มีแนวโน้มสูงตาม

กรกฎาคม 30, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

นักวางตัวเลขเบอร์โทร เทรนด์อาชีพนี้…มาแรง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

นักวางตัวเลขเบอร์โทร เทรนด์อาชีพนี้…มาแรง

“สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ เบอร์โทรศัพท์ ไม่มีเหตุผลอื่นที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เลยเชื่อในศาสตร์นั้นเป็นต้นมา และเริ่มศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ แบบจริงจัง”

โทรศัพท์มือถือ…ทุกวันนี้ กลายเป็น “ปัจจัยหก” ของทุกชนชั้น หรือกระทั่งถูกยกให้เป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ยุคปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนเหลือหลายเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะทำให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดังว่าเกิดขึ้นตามมาหลายหลากรูปแบบ อย่าง อุปกรณ์เสริมสารพัดชนิดที่มีการผลิตกันในระดับอุตสาหกรรม การซื้อขายเบอร์สวยเบอร์แปลกในราคาแพงเกินจริงหลายเท่าตัว

หรือแม้กระทั่ง…การทำนายชะตาชีวิตจากเบอร์โทรศัพท์มือถือ

การมองชีวิตผ่านตัวเลขในโทรศัพท์มือถือของแต่ละคนนั้น นับเป็นศาสตร์พยากรณ์ชนิดใหม่ที่กำลังมาแรงอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้

ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ คนหนุ่ม-สาว การศึกษาดี ไลฟ์สไตล์ทันสมัย วัย 30 ต้นๆ จำนวนไม่น้อย ถูกยกย่องให้เป็นอาจารย์ด้านศาสตร์ตัวเลขมือถือ ที่พร้อมจะทำนายให้ว่าเบอร์มือถือนั้น ส่งผลดี-ผลเสียกับชีวิตของคนใช้อยู่มากน้อยแค่ไหน

และถ้าอยากจะให้มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต บรรดาอาจารย์ศาสตร์ดังว่านี้ จะมีเบอร์โทรศัพท์ที่เชื่อว่า จะนำพาแต่สิ่งมงคลให้บังเกิดกับชีวิตของผู้ใช้

เมื่อลองไล่สำรวจราคาเบอร์โทรศัพท์มือถือ ที่นำมาเสนอขายผ่านทางเว็บไซต์ของ “อาจารย์” หลายๆ ท่าน พบตัวเลขน่าตกใจไม่น้อย เพราะมีตั้งแต่หลักร้อย หลักพัน ไล่ไปจนถึงหลักแสน จนถึงขั้นเฉียดครึ่งล้านกันเลยก็มี

นับว่าเวลานี้กลายเป็นธุรกิจที่มีเงินสะพัดมหาศาลเลยทีเดียว

คุณปอ-นภัทร ปั้นเหน่งเพชร อดีตแอร์โฮสเตส วัย 30 ต้นๆ ปัจจุบันรับงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านพิธีกรรายการโทรทัศน์ ผู้ประกาศ และ นางแบบ

เป็นอีก 1 คนที่สนใจศาสตร์พยากรณ์ชีวิตจากเบอร์มือถือ ซึ่งมีประสบการณ์น่าค้นหา มาถ่ายทอดให้ฟัง

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากจบปริญญาตรี จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ แล้ว มีโอกาสได้ไปศึกษาด้านภาษาที่ประเทศออสเตรเลียนาน 2 ปี กลับมาสมัครเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินดังหลายแห่ง

รวมใช้ชีวิต “นางฟ้า” นานถึง 7 ปี จึงเริ่มอยากหาความรู้เพิ่มเลยลัดฟ้าไปเรียนภาษาเพิ่มอีกที่ประเทศสวีเดน หวังกลับมาเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินชั้นนำกว่าเดิม

แต่เมื่อได้ไปเห็นโลกกว้างขึ้น จึงเปลี่ยนใจหันเข็มมาทำงานด้านสื่อสารมวลชน ก่อนไปสมัครเรียนต่อระดับปริญญาโท จนสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก

ดูโปรไฟล์ชีวิตเหมือนจะดูดี ล้วนมีความสำเร็จ แต่ความจริงแล้วหาเป็นอย่างนั้นไม่

เพราะเจ้าตัว เผยให้ฟัง ช่วงกลับมาจากสวีเดนใหม่ๆ ทำอะไรไม่เคยขึ้น เรียนจบมาหลายสาขา ภาษาก็ดี ความสามารถรอบตัวมีไม่น้อย ผู้หลักผู้ใหญ่เมตตาฝากงานให้เยอะมาก แต่พอถึงเวลาจริงกลับโดนยกเลิกทั้งที่จะได้อยู่แล้ว

“เล่นหุ้นเจ๊งไปหลายล้าน ทำธุรกิจก็โดนลูกน้องโกงหลายแสน ทำให้เริ่มสงสัยว่ามีอะไรในตัวเราที่ไม่ดีหรือเปล่า” คุณปอ เล่าเสียงหม่น

และด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ มองไปแต่ข้างหน้า จึงไม่เคยเชื่อเรื่องของการดูดวง-เช็กโชคชะตา เลยไม่คิดจะหันไปพึ่งพาศาสตร์นี้แม้แต่น้อย

กระทั่งวันหนึ่ง รุ่นพี่ที่สนิท เล่าให้ฟัง มีน้องคนหนึ่งกำลังอยากได้เบอร์โทรศัพท์ เบอร์นั้นเบอร์นี้ ที่มีเลขนั้นคู่กับเลขนี้ เพื่อให้ดวงดีขึ้น เธอเลยเกิดอาการ “งง” เล็กน้อยว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

ทว่าชีวิตช่วงนั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จึงลองนำเบอร์มือถือของตัวเองที่ใช้อยู่ในเวลานั้น ไปลองเช็กดวงทางอินเตอร์เน็ตดูบ้าง

ปรากฏพอไปเช็กความหมาย พบว่า ตรงกับสิ่งที่กำลังประสบอยู่ในช่วงเวลานั้นจริงๆ เริ่มจากทำอะไรไม่สำเร็จ โดนตัดหน้า โดนโกง เครียด นอนไม่หลับ

เลยมองหาเว็บไซต์ที่ขายเบอร์โทรศัพท์มงคล และซื้อเบอร์ใหม่มาใช้ทันที

ผ่านไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ ดวงชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

จากเคยเคร่งเครียดนอนไม่หลับ ต้องกินยาเป็นประจำ หายเป็นปลิดทิ้ง และที่สำคัญ งานซึ่งเคยพลาดไป กลับมีผู้ใหญ่เข้ามาเสนอให้ทำชนิดมะรุมมะตุ้มเลยทีเดียว

“สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ เบอร์โทรศัพท์ ไม่มีเหตุผลอื่นที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เลยเชื่อในศาสตร์นั้นเป็นต้นมา และเริ่มศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ แบบจริงจัง” คุณปอ เผยประสบการณ์เมื่อราว 2 ปีก่อน

จนพบว่ามี “อาจารย์” ด้านตัวเลขมือถืออยู่หลายท่าน รวมทั้ง “ตลาด” ขายเบอร์สวยทางเว็บไซต์ก็มีอยู่ไม่น้อย

จึงตั้งข้อสังเกตถ้าศาสตร์นี้ไม่น่าสนใจ…ทำไมคนมาเล่นเรื่องนี้กันมากเหลือเกิน

ในฐานะนักข่าวอิสระของนิตยสารฉบับหนึ่ง คุณปอจึงติดต่อขอสัมภาษณ์ คุณนิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ เจ้าของเว็บไซต์เบอร์รับโชค http://www.berrubchok.com ซึ่งถือเป็นนักพยากรณ์ตัวเลขโทรศัพท์มือถือชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย

ได้เรียนรู้ข้อมูลโดยตรงจากบุคคลระดับอาจารย์ ยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นถึงขั้นเลื่อมใสในศาสตร์นี้อย่างเต็มตัว

ก่อนสมัครเข้าคลาสศึกษาวิชาจัดวางตัวเลขเบอร์โทรศัพท์กับอาจารย์นิติกฤตย์ จนผ่านหลักสูตรมา 2 ระดับจากทั้งหมด 3 ระดับ

จนมีความพร้อมรับ “จัดวางตัวเลขเบอร์โทร” ให้เพื่อนฝูง-คนใกล้ตัว จากรายแรกถึงวันนี้ มีกว่า 200 รายแล้ว

หลังจัดวางตัวเลขให้คนนั้นๆ อย่างเหมาะสมแล้ว คุณปอจะอาสาหาเบอร์โทรให้ด้วย โดยจะเข้าไปประมูลในเฟซบุ๊กบ้าง หรือหาตามเว็บไซต์ที่ประกาศขายบ้าง โดยจะตั้งงบประมาณในการซื้อไว้ไม่เกินเบอร์ละ 1,000 บาท เพื่อไม่ให้คนที่ต้องการเบอร์นั้นเดือดร้อนเกินไป

อย่างไรก็ตาม การทำงานในหน้าที่ “นักวางตัวเลขเบอร์โทร” ของคุณปอ ตามที่เล่ามานี้ เธอมิได้มีการแสวงหากำไรหรือแม้แต่คิดค่าจัดวางเบอร์เป็นราคาเท่านั้นเท่านี้

แต่ถ้ามีใครอยากให้เป็นการตอบแทนน้ำใจจริงๆ จะขอนำเงินนั้นไปซื้ออาหารเม็ดเลี้ยงหมา-แมวจรจัด ซึ่งทำเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่ ก็พอแล้ว

มาถึงคำถาม ได้อะไรจากการเป็นนักวางตัวเลขเบอร์โทร คุณปอยิ้มกว้าง ก่อนบอกทิ้งท้าย

“ได้ความสุขใจค่ะ เพราะประสบมากับตัวเองแล้วว่า อย่างน้อยการเปลี่ยนเบอร์ ทำให้ดีขึ้นจริงจากเงยหน้าไม่ขึ้นสักที พอเราเปลี่ยนเบอร์ไม่กี่วันชีวิตดีขึ้น ถ้าคนอื่นได้เบอร์ที่ดีๆ ไปบ้าง อาจเป็นจิตวิทยาส่วนหนึ่งคล้ายเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ทำให้เขาสร้างเสริมกำลังใจ มั่นใจ และเกิดความสบายใจในที่สุด”

?????

ท่านใดอยากหารือ เรื่องเบอร์โทรศัพท์มือถือกับชะตาชีวิต ลองปรึกษาคุณปอ-นภัทร ปั้นเหน่งเพชร นักวางตัวเลขเบอร์โทร ได้ที่ โทรศัพท์ (098) 324-4915 หรืออีเมล porkojang@hotmail.com

กรกฎาคม 30, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“Tiffindoll” ปิ่นโตยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ “ใช้” แต่มีไว้ “โชว์”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“Tiffindoll” ปิ่นโตยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ “ใช้” แต่มีไว้ “โชว์”

“เมื่อก่อนยังไม่มีหน้าร้าน เพราะตอนนั้นกราฟไม่ได้สนใจที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจ พอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นลูกจ้าง แต่คิดนะว่า ปิ่นโต ใครเขาจะถือกัน สมัยนี้ไม่มีแล้ว หลังเปิดร้านรู้เลยว่ากลุ่มลูกค้ากว้างมาก ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนวัยรุ่นที่คิดว่าเขาไม่สนใจ กลายเป็นว่าเราคิดผิด เพราะตอนนี้เกิดกระแสบนโลกโซเชียลแล้ว”

เมื่อใดที่ผลิตสินค้าขึ้นมาตอบโจทย์ได้มากกว่าประโยชน์ที่ควรจะเป็น ก็ย่อมเกิดโอกาสในการขาย (ง่าย) ตามมา เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จะกล่าวถึงนี้ ผู้ออกแบบแอบแฝงความทันสมัยไว้ในสินค้าโบราณ เป็นได้ทั้งของใช้ ของโชว์

“ปิ่นโต” คือผลิตภัณฑ์จะกล่าวถึง ซึ่ง คุณนันทิยา บุญสมเกียรติ หรือ คุณกราฟ หญิงหน้าใสวัยเพียง 24 ปี ผู้เข้ามารับหน้าที่ด้านการตลาด ภายใต้แบรนด์ “Tiffindoll” เล่าให้ฟังว่า เดิมทีคุณป้าทำธุรกิจนี้มานานกว่า 30 ปี จนกระทั่งต่อมามีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง กับผลิตภัณฑ์เน้นเป็นเครื่องเคลือบ ที่ครอบคลุมกลุ่มภาชนะบรรจุอาหาร

ขยับออกนอกกรอบ

คิดต่าง สร้างโอกาส

รูปแบบวิธีทำดั้งเดิม โทนสีหลักๆ คือ เหลือง ครีม น้ำเงิน ขาว เขียว แต่ด้วยไอเดียความต่างจึงรังสรรค์ให้เกิดสีมากกว่าที่เคยเห็น

“เมื่อก่อนงานเครื่องเคลือบโบราณ วัสดุหลักๆ นำมาใช้คือสังกะสี จากนั้นนำมาเคลือบสี อย่างปิ่นโตก็มีสีเหลือง ครีม ช้อนสีเขียว หม้อสีน้ำเงิน อะไรอย่างนี้ ซึ่งสามารถตั้งไฟได้ แต่จะมีปัญหาสีกะเทาะเวลาทำตกทำหล่น พอคุณป้ามาตั้งโรงงานผลิต ก็เห็นว่าควรทำให้อยู่ในมาตรฐาน จึงเลือกใช้วัสดุเหล็กปลอดสารพิษ อะลูมิเนียม สเตนเลส ส่วนสีเป็นฟู้ดเกรด จึงมีความปลอดภัย ไม่กะเทาะ สามารถใส่อาหารร้อนเย็นได้ แต่ว่าไม่สามารถตั้งไฟได้”

นอกจากปรับเปลี่ยนวัสดุที่นำมาใช้ การสร้างความต่างของสีสัน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้ผลิตขอก้าวข้ามกรอบเดิม โดยปรับลุกส์ความโบราณให้ทันสมัยขึ้น

“ไอเดียมาจากคุณป้าที่ไม่ต้องการให้เหมือนใคร อย่างปิ่นโตใน 1 เถาจะมีหลายสี แต่จะแบ่งโทนสีไว้ 2 กลุ่มคือ เอิร์ธโทน และสีสดใสจัดจ้าน จึงกลายเป็นจุดขาย ซึ่งสีนี่ต้องบอกว่าเป็นตัวสร้างความดัง มีคนสนใจเข้ามาชื่นชม และเลือกซื้อเยอะมาก และยิ่งในปัจจุบันคนจะชอบโพสต์ ชอบแชร์ การรับรู้ก็ขยายรวดเร็ว”

สำหรับสินค้าได้รับความนิยม สามารถทำยอดขายดี นั่นคือ ปิ่นโต และไม่เฉพาะกลุ่มผู้ซื้อวัยผู้ใหญ่หรือวัยสูงอายุเท่านั้น แต่ทว่ากลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้แต่ผู้ชาย ก็ให้ความสนใจ

“ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ หรือกลุ่มผู้สูงอายุ หลายคนจะเดินมาเล่าเรื่องเดียวกันเลย คือบอกว่าเด็กๆ เคยใช้ ใส่ข้าวไปกินที่โรงเรียน สินค้าจึงเสมือนเครื่องเตือนความทรงจำ ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีต ในขณะวัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ชาย ก็เป็นกลุ่มที่หันมาสนใจ นำปิ่นโตใส่อาหารไปกินที่ทำงาน หิ้วขึ้นบนรถไฟฟ้าได้แบบไม่อาย เขาบอกว่ามันออกแนวๆ ไม่ตกเทรนด์”

ใช้ โชว์ ตกแต่ง

ได้ลูกค้าทั้ง ไทย-เทศ

นอกจากกลุ่มผู้สนใจจะเลือกซื้อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์หลักคือ บรรจุอาหาร ยังมีกลุ่มนักสะสม กลุ่มนักแต่งบ้าน เดินทางมาจับจองเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณกราฟ ว่า ในกลุ่มหลังนี้ถือว่ามีสัดส่วนสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเขาต้องการแต่งบ้าน สไตล์วินเทจ เรโทร

“เมื่อก่อนยังไม่มีหน้าร้าน เพราะตอนนั้นกราฟไม่ได้สนใจที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจ พอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นลูกจ้าง แต่คิดนะว่า ปิ่นโต ใครเขาจะถือกัน สมัยนี้ไม่มีแล้ว แต่พอลาออกจากอาชีพลูกจ้าง แล้วหันมาช่วยธุรกิจ โดยคิดสร้างแบรนด์ และเปิดหน้าร้านที่ เจ.เจ. มอลล์ จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ ภายใต้ Tiffindoll ขึ้นมา

หลังเปิดร้านรู้เลยว่ากลุ่มลูกค้ากว้างมาก ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนวัยรุ่นที่คิดว่าเขาไม่สนใจ กลายเป็นว่าเราคิดผิด เพราะตอนนี้เกิดกระแสบนโลกโซเชียลแล้ว แต่ด้วยสินค้ามันออกแนวแฟชั่น อย่างปิ่นโต ก็คงบูมอีกประมาณ 2-3 ปี ซึ่งเราก็ไม่กลัวนะ เพราะว่าสิ่งที่ให้ความสำคัญคือ เครื่องเคลือบ Tiffindoll มีสินค้าครอบคลุมกลุ่มภาชนะ มีการออกแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้น การอยู่ในตลาดจะทำให้รู้ว่าควรเดินไปในทิศทางใด”

ด้วยจุดมุ่งหมายต้องการกระจายสินค้ารูปแบบค้าส่ง และมีค้าปลีกเข้ามาร่วมสร้างรายได้ ซึ่งกับทำเลตั้งร้าน ถือว่าตอบโจทย์ เพราะมีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

“ฐานการผลิต ถือว่ามั่นคง เพราะสร้างเป็นโรงงาน สามารถรองรับออร์เดอร์ได้แน่นอน โดยแต่ก่อนลูกค้าหลักจะเป็นคนไทย พอมามีหน้าร้าน ทำให้ได้กลุ่มคนต่างชาติ สัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว และหลักๆ จะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเขาผูกพันกับการใช้ปิ่นโตมาพอสมควร นอกจากนั้น จะมีลูกค้าญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้จะสนใจสินค้าสีเอิร์ธโทน ทำให้เห็นภาพเลยว่า ลูกค้าตอนนี้ไม่ใช่แค่ในประเทศ โอกาสโตจึงไปได้อีกไกล และนี่จึงเป็นจุดให้คิดถึงการผลิตสินค้า บ่งบอกถึงความเป็นไทยขึ้นมา”

สร้างแบรนด์ให้ติดหู

ดูสินค้า แล้วติดใจ

จากพื้นที่ตั้งร้านเพียง 1 คูหา ปัจจุบัน ได้ขยายเป็น 3 คูหา อันเนื่องด้วยจำนวนสินค้าเพิ่มมากขึ้น และกำลังคนเข้ามาในแต่ละวันก็ถือว่าพอควร จึงต้องปรับพื้นที่เพื่อให้สะดวกต่อการขายและให้บริการ

กับสนนราคาจำหน่ายสินค้า คุณกราฟ ว่า ถ้าราคาปลีกจะเริ่มต้นชิ้นละ 5 บาท อย่างถ้วยน้ำจิ้มขนาดเล็ก ไปจนถึง 2,000-3,000 บาท สำหรับชุดขันโตก ส่วนปิ่นโตนั้นราคาเริ่มต้น 100 กว่าบาท ไปจนถึง 400 บาท แต่หากผู้ซื้อท่านใดต้องการนำไปจำหน่ายต่อ ราคาจะลดหลั่นลงตามจำนวนยอดสั่งซื้อ

คุณกราฟ ยังกล่าวถึงการสร้างโอกาสในการขายว่า เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง โดยยกตัวอย่างช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ได้ผลิตภาชนะสีแดงสด รวมไปถึงปิ่นโต เพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์ส่งมอบความปรารถนาดี

ส่วนการออกแบบสินค้าก็จะไม่จำกัดอยู่เพียงในกรอบ แต่จะฉีกแนวทำสินค้าแปลกใหม่ออกสู่ท้องตลาด เช่น ปิ่นโตทรงกลม หรือชุดขันโตก ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดวัยรุ่น และคนชอบความต่างได้เป็นอย่างดี

“เมื่อเข้ามาดูแลหน้าร้าน ทำให้รู้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงซื้อสินค้า เพราะสินค้ามันมีเรื่องราว มันเล่าเรื่องในตัวเองได้ และกลุ่มลูกค้าที่ทำให้รู้คือกลุ่มค้าปลีก การขยายฐานลูกค้าปลีกจึงเป็นสิ่งที่มองเห็นโอกาส แต่ทั้งนี้คงต้องสร้างแบรนด์ Tiffindoll ให้อยู่ในใจลูกค้าก่อน” คุณกราฟ กล่าวทิ้งท้าย

ต้องการติดต่อ Tiffindoll ตั้งอยู่ เจ.เจ. มอลล์ จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ ชั้น 2 ห้อง S179-S180 โทรศัพท์ (086) 763-7487, (086) 803-9205, (087) 447-5735 หรือคลิก http://www.facebook.com/tiffindoll

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายเครื่องเคลือบ

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ Tiffindoll

เจ้าของกิจการ คุณนันทิยา บุญสมเกียรติ

เงินลงทุน หลักสิบล้านขึ้นไป

ผลิตภัณฑ์ เครื่องเคลือบ ครอบคลุมในกลุ่มภาชนะ

อาทิ ถ้วยน้ำจิ้ม จาน ชาม แก้วน้ำ ถาด ปิ่นโต ขันโตก

วัตถุดิบ เหล็ก อะลูมิเนียม สเตนเลส สีฟู้ดเกรด เป็นต้น

ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 5 บาท ไปจนถึง 3,000 บาท

ลักษณะการขาย ปลีกและส่ง

กลุ่มลูกค้า กลุ่มผู้ใช้ทุกเพศวัย นักสะสม ร้านอาหาร

จุดเด่น เป็นสินค้าที่ปรับรูปแบบจากสินค้าโบราณให้เกิดความทันสมัย

เป็นได้ทั้งของใช้ ของโชว์ ประดับตกแต่งบ้าน

ช่องทางจัดจำหน่าย เปิดหน้าร้าน

สถานที่ตั้งร้าน/ติดต่อ เจ.เจ. มอลล์ จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ ชั้น 2 ห้อง S179-S180 หรือคลิก http://www.facebook.com/tiffindoll

โทรศัพท์ (086) 763-7487, (086) 803-9205, (087) 447-5735

กรกฎาคม 30, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“เวิลด์ คอนเนค พลัส” ธุรกิจเครือข่ายคนไทย เร่งบุกตลาด สร้างความเชื่อมั่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เวิลด์ คอนเนค พลัส” ธุรกิจเครือข่ายคนไทย เร่งบุกตลาด สร้างความเชื่อมั่น

“เวิลด์ คอนเนค พลัส” เป็นธุรกิจเครือข่ายคนไทย สไตล์การบริหารยึดหลักไม่เอาเปรียบ สมาชิกทุกคนต้องสมประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการยอมรับ”

จากประสบการณ์อันยาวนานทางด้านการผลิต ผลิตภัณท์ดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาพ และรูปแบบการบริหารงานระบบเครือข่าย เลยเป็นที่มาของกลุ่มบริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักวิจัยชั้นนำของไทย และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น บริหารงานโดย คุณภูษณิศ สิทธิวศิน ผู้ชายที่เคยเหลือเงินติดตัวเพียง 6 บาท แต่สามารถเนรมิตธุรกิจเครือข่ายมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท เลยทีเดียว

เหลือติดตัว 6 บาท

ฮึดสู้ เพราะคำดูถูก

ประสบการณ์ทำงานของคุณภูษณิศ เขาเริ่มต้นทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่บริษัท สุพรีเดอร์ม เเละเคยเปิดคอร์สอบรมด้านการตลาดให้กับบริษัท ดีทแฮล์ม ประเทศไทย จำกัด และบริษัทเครือข่ายต่างๆ มาก่อนจะหันมาลงทุนทำธุรกิจคลินิกเสริมความงาม และเปิดบริษัทเครือข่ายของตัวเอง

“ผมจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขา INTERNATIONAL MARKETTING จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่ตอนอายุ 19 ปี ด้วยการเป็นอาจารย์สอนพิเศษ จากนั้นก็ทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดบริษัทเครือข่าย และขายตรงเรื่อยมา กระทั่งจบปริญญาตรี ไปทำงานบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การประมง 4 ปี แล้วลาออกมาเปิดบริษัทส่งออกอวนหาปลาของตัวเอง แต่แล้วก็เกิดปัญหากิจการจำต้องปิดตัวลง หันมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม ขายคอร์สความงาม คราวนี้ผิดพลาดถึงขนาดกู้เงินนอกระบบ มีหนี้สินราว 10 ล้านบาท มีเงินเหลือติดตัว 6 บาท ค่ารถเมล์กลับบ้านยังไม่พอ”

หลังชีวิตต้องเป็นหนี้ก้อนโต คุณภูษณิศ เล่าว่า เก็บตัวเงียบอยู่กับพ่อแม่นาน 6 เดือน ไม่ออกจากบ้าน ไม่สุงสิงกับใคร จนวันหนึ่งมีเด็กพูดขึ้นมาว่า “จบตั้งจุฬาฯ แต่ไม่เห็นทำงานอะไร” ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนไร้ค่า ขนาดเด็กเล็กๆ ยังดูถูก เลยลุกขึ้นสู้ไปหางานทำ แต่ทว่าไม่มีบริษัทไหนรับ เพราะสู้ค่าจ้างไม่ไหว เลยหวนกลับเข้าสู่วงการธุรกิจขายตรง คราวนี้ไปในฐานะสมาชิก ทำอยู่ 2 ปี ปลดหนี้ได้ราว 4 ล้านบาท

กระทั่งเกือบ 10 ปี ชายหนุ่ม บอกว่า ปลดหนี้สินได้หมดราว 10 ล้านบาท พร้อมๆ กับปลายปี 2553 ลงทุนทำธุรกิจความงามจำหน่ายครีมบำรุงผิว แต่โชคร้ายโดนน้ำท่วมเสียหายนับล้านบาท สุดท้ายต้องจบลงที่ธุรกิจเครือข่ายอีกครั้ง ด้วยการหุ้นกับเพื่อน 3 คน เปิดบริษัทเครือข่ายชื่อ เวิลด์ คอนเนค พลัส เป็นบริษัทขายตรงของคนไทย

10 ปี ปลดหนี้ 10 ล้าน

เปิดบริษัทได้เองอีก

บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด เปิดปี 2557 เงินลงทุน 20 ล้านบาท เป็นบริษัทขายตรง มีสินค้าให้เลือก 5 กลุ่มคือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ทุกๆ ผลิตภัณฑ์ผ่านเทคโนโลยีในการผลิตชั้นสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับสากล จากสถาบันวิจัยที่คิดค้นและปฏิบัติการทดลองที่เกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่การตรวจรับวัตถุดิบจนถึงสินค้ามีการตรวจสอบอย่างละเอียด

บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด อยู่ภายใต้ World Connect Group เกิดจากการร่วมมือของ 4 องค์ประกอบคือ

1. บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด บริษัทที่เป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทย 2. Dr. Innovation สถาบันวิจัยที่คิดค้นและปฏิบัติการทดลองที่เกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ 3. Green Herbs Factory โรงงานผลิตอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนถึงการควบคุมการผลิตและตรวจสอบในทุกๆ ขั้นตอน 4. YAEGAKI Group สถาบันวิจัยชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่และเก่าแก่ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 300 ปีด้านโภชนาการ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

“สินค้าอุปโภค บริโภค ทุกตัว เราผลิตจากสถาบันวิจัยชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้เทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง ปลอดภัย ได้หลายเครื่องหมายคุณภาพการันตี อาทิ HACCP ฮาลาล ISO”

สำหรับหัวใจธุรกิจเครือข่าย คุณภูษณิศ ระบุว่า คือ การตลาดแบบปากต่อปาก หรือผู้บริโภคเป็นกระบอกเสียง ซึ่งการที่ผู้ใช้จะบอกต่อ ต้องมาจากสินค้าใช้แล้วต้องเห็นผล ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ที่เวิลด์ คอนเนค พลัส จำหน่าย ได้ทดลองใช้เองมาแล้วทุกอย่าง ถึงได้กล้านำเข้าตลาด

ขนสินค้า 5 กลุ่ม

บุกตลาดเพื่อนบ้าน

ด้านการยอมรับ เจ้าของกิจการ กล่าวว่า “เวิลด์ คอนเนค พลัส” เป็นธุรกิจเครือข่ายคนไทย สไตล์การบริหารยึดหลักไม่เอาเปรียบ สมาชิกทุกคนต้องสมประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการยอมรับ เพราะบริษัทต้องการเติบโตแบบค่อยเป็น ค่อยไป ช่วง 1-2 ปีแรกจะเน้นสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และเกิดการยอมรับ และบอกต่อ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ ให้สมาชิกทุกคนได้ผลประโยชน์ และรายได้ อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน คุณภูษณิศ บอกว่า บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด มีจำนวนสมาชิกกว่า 50,000 คน มีทุกสาขาอาชีพ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ให้ความสนใจมาร่วมลงทุน

“ตอนนี้บริษัทของผมมีสมาชิก 50,000 กว่าคน 80 เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิก เป็นพนักงานประจำที่ต้องการหารายได้พิเศษ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นสมาชิกที่ทำเป็นอาชีพเสริม รวมถึงต่างชาติก็สนใจมาร่วมลงทุน ซึ่งภายใน 2 ปีนี้บริษัทเตรียมบุกตลาดเพื่อนบ้าน เริ่มต้นที่กลุ่ม AEC พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงที่มีความศรัทธาในโปรดักต์ของคนไทยอยู่เป็นทุนเดิม จึงเล็งเห็นว่าจะสามารถทำการตลาดและขยายกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท”

สำหรับปัญหาและอุปสรรคการทำธุรกิจ คุณภูษณิศ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่อยู่แวดวงธุรกิจขายตรงมายาวนาน พบว่าปัญหาที่แก้ยากที่สุดคือ “เรื่องคน” เพราะคือระบบเครือข่ายแนวคิดดี กระบวนการดี แต่คนชอบนำไปดัดแปลง ทำให้แผนธุรกิจเปลี่ยนไป แต่ปัญหาดังกล่าว บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด จัดการได้ด้วยแนวทางสมาชิกทุกคนต้องสมประโยชน์

จากเงินจำนวน 6 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน คุณภูษณิศสามารถสร้างธุรกิจเครือข่ายที่มีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท นับว่า เวิลด์ คอนเนค พลัส เป็นบริษัทน้องใหม่ที่น่าจับตามอง

ติดต่อ บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 138/90 อาคารจูเวลเลอรี่ เซ็นเตอร์ ชั้น 24A ถนนนเรศ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทรศัพท์ (02) 236-7464-7, (090) 607-0868

กรกฎาคม 30, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

มนัส เจียรวนนท์ กับก้าวย่างในอนาคตของ “เจียไต๋”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

มนัส เจียรวนนท์ กับก้าวย่างในอนาคตของ “เจียไต๋”

นานๆ “คุณมนัส เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้ปฏิบัติการ บริษัท เจียไต๋ จำกัด จะออกมาให้สัมภาษณ์สักครั้ง ล่าสุด มีโอกาสสนทนากันในหลายหัวข้อ ทำให้ได้เห็นว่า วงการเมล็ดพันธุ์บ้านเราก็ไม่แพ้ใคร และเจียไต๋นั้นโกอินเตอร์มานานแล้ว

ก่อนอื่น คุณมนัส ปูพื้นฐานของบริษัทเจียไต๋ให้ฟังว่า เป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณพ่อ “ชนม์เจริญ” ที่มาจากเมืองจีนพร้อมกับ คุณเอ็กซอ แซ่เจีย คุณพ่อของ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน

รุ่นที่ 3 เข้ามาช่วยกิจการแล้ว

“ผมกับคุณธนินท์ เป็นลูกพี่ลูกน้อง เขาเป็นพี่ชาย รุ่นแรกที่มานั้นเป็นประเภทเสื่อผืนหมอนใบจริงๆ กระทั่งเป็นเถ้าแก่เป็นพวกพ่อค้ากัน รุ่น 2 หรือเจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เป็นรุ่นที่มาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารสัตว์ของทางด้านคุณธนินท์ หรือของพี่ๆ น้องๆ หลายคนก็พัฒนาธุรกิจขึ้นมาจากการเลี้ยงสัตว์แบบพื้นๆ มาเลี้ยงสัตว์แบบใช้เทคโนโลยี ทางด้านพืชก็เช่นเดียวกัน แทนที่จะทำแบบซื้อมาขายไป ใครมาซื้อเมล็ดพันธุ์เราก็พัฒนาทางด้านขายสายพันธุ์และมีเทคโนโลยีตลาดที่เป็นคู่แข่งในเมืองไทย มีเป็นร้อย เยอะมากครับ ก็มีหลายๆ คนจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้จะเน้นงานวิจัยมากขึ้นด้วย

สิ่งที่ได้จากคุณพ่อ หรือคุณลุง คือการวางรากฐาน ซึ่งได้เลือกธุรกิจที่ถูกต้อง ถ้าไม่ได้เข้าธุรกิจนี้ในช่วงแรกๆ ก็คงไม่ได้เติบโตในธุรกิจจนถึงทุกวันนี้

ต่อไปรุ่นหลานที่เป็นรุ่น 3 ซึ่งตอนนี้มาช่วยงานกิจการกันหลายคน คงมาต่อยอดการพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะหลายคนมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า และก็มีความพร้อมที่มากกว่าเจน 1-2 ซึ่งเจน 2 ก็ไปเรียนเมืองนอก แต่เจน 3 จบปริญญาโทกันทุกคนเลย”

คุณมนัส พูดถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ว่า เจียไต๋ขยายในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานานแล้ว เพราะการลงทุนในเรื่องการวิจัยเมล็ดพันธุ์มีมูลค่าสูง ไม่สามารถขายแค่เฉพาะในประเทศอย่างเดียวได้ ทั้งนี้ เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2529 คือเริ่มวิจัยและเริ่มไปทำธุรกิจต่างประเทศเลย ทุกวันนี้เจียไต๋ขายเยอะที่อินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า ในประเทศใหญ่ๆ เหล่านี้ ขายดีหมดเลย และใช้คำว่า เจียไต๋ ทุกแห่ง โดยลงทุน 20-30 ปีมาแล้ว แต่ถ้าเป็นซีพีจะนานกว่าประมาณ 40 ปี เมล็ดพันธุ์ด้านผักออกไปแล้ว 25 ปี

ในการไปลงทุนหรือค้าขายเมล็ดพันธุ์ยังต่างประเทศนั้น คุณมนัส อธิบายว่า ต้องดูจำนวนประชากรเป็นสำคัญด้วย อย่างอินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 200 ล้านกว่าคน ทำให้ขายได้เยอะมาก เช่นเดียวกับเวียดนามที่มีประชากรอยู่ประมาณ 90 ล้านคน และพม่าก็ขายดีเช่นกัน

“ในประเภทพืชผัก ถ้าในภูมิภาคนี้ เรายังเป็นผู้นำจริงๆ เพราะไม่มีประเทศไหนทุ่มเททางด้านการวิจัยเหมือนกับบ้านเรา และต้องภูมิใจ เพราะเจียไต๋เป็นคนริเริ่ม อย่างอินโดนีเซีย ทุกวันนี้เป็นประเทศใหญ่ เราก็เป็นยักษ์ใหญ่ที่โน่น คนไทยต้องภูมิใจในเจียไต๋”

คู่แข่งมีทั้งไทยและต่างชาติ

ทั้งนี้ ในส่วนพืชผักผลไม้ของเจียไต๋ที่ถือเป็นอันดับ 1 คือ พวกแตงโม แตงกวา พริก และมะเขือเทศ โดยเฉพาะแตงโมนั้น คุณมนัส ระบุว่า ขายในภูมิภาคนี้เป็นที่ 1 เลย ขณะที่เมืองไทยขายไม่เยอะ เพราะการแข่งขันสูงมากอีกทั้งราคาถูก

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นบริษัทใหญ่และทำธุรกิจระหว่างประเทศมานาน แต่ใช่ว่าจะไม่เจอปัญหาอุปสรรค ดังที่คุณมนัส แจกแจงว่า ตอนนี้มีปัญหาในเรื่องของการกีดกันทางการค้าเยอะ และจะมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จะมีนโยบาย กฎหมายออกมาที่กีดกันในการลงทุน วิธีการขาย การประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจะยิ่งได้รับการปกป้อง

ส่วนการค้าขายในประเทศ เขาระบุว่า มีคู่แข่งเป็นร้อย และมีบริษัทของต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ๆ ในโลกที่มาอยู่ในเมืองไทยครบทุกบริษัท

เขาอธิบายถึงเหตุผลที่บริษัทเจียไต๋เข้าถึงกลุ่มเกษตรกรในบ้านเราว่า ในธุรกิจเรื่องเมล็ดพันธุ์ มีหลากหลาย บางประเภทเจียไต๋ก็ชนะ บางประเภทก็แพ้ วันนี้ที่ทำในประเทศไทย อย่าง แตงโม พริก มะเขือเทศ แตงกวา ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ใหญ่ มาร์เก็ตแชร์ของแต่ละคนไม่ได้เยอะ แต่ในต่างประเทศเจียไต๋เก่งมากเลย ขณะที่ตลาดแตงโมในประเทศไม่เก่ง เพราะการแข่งขันสูง และราคาที่ขายกันในประเทศถูกมาก เพราะมีการขโมย มีการละเมิดสายพันธุ์กันตั้งแต่โบราณ คนที่ไม่มีการลงทุนก็มีสินค้าที่จะขาย เลยขายถูก เจียไต๋เลยไม่ได้ทำอะไรมาก

ทางด้านของฟักทอง เจียไต๋ก็กินตลาดเยอะ ทางด้านพริก บางแหล่งก็ได้เยอะ บางแหล่งเจียไต๋ก็แพ้เลยก็มี ผลผลิตพวกนี้พูดยากว่า ใครจะครอบคลุมได้หมด แต่ละประเภทก็มีผู้นำ ซึ่งผู้นำก็แพ้ในหลายๆ จุด แต่ชนะบางจุด จะออกมาในรูปนี้ แต่ถ้าการแข่งขันในประเทศไทย ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เหมือนกับ 30 ปีที่แล้ว สมัยก่อนเป็นการแข่งขันระหว่างพ่อค้า วันนี้เป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทใหญ่ๆ ข้ามชาติ และในประเทศไทย ซึ่งก็มีไม่เกิน 10 บริษัทที่ใหญ่ด้านผัก ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศก็อยู่เมืองไทยหมดแล้ว ถึงแม้ตลาดจะไม่ใหญ่แต่การแข่งขันสูงมาก อย่างไรก็ดี บริษัทเจียไต๋ยังเติบโตขึ้นทุกปีประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์

ชี้ในอนาคต GMO มาแน่

มีโอกาสพูดคุยกับยักษ์ใหญ่ในวงการเมล็ดพันธุ์ทั้งที ย่อมอดไม่ได้ที่จะสอบถามความคิดเห็นในเรื่อง GMO (Genetically Modified Organisms : พืชดัดแปลงพันธุกรรม) ประเด็นนี้ คุณมนัสมองว่า เป็นเรื่องที่ง่ายๆ เป็นเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ที่ออกนอกข้ามเขตจากเจเนติก (Genetic) ปกติ แล้วนำสิ่งอื่นเข้ามาผสม ซึ่งวันนี้ทั้งโลก ด้านของผัก มีการวิจัยเยอะมาก แต่ยังไม่มีใครออก เพราะยังไม่มีการยอมรับจากประชาชน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม แต่ GMO ทางด้านพืชไร่ในการที่ทำเรื่องข้าวโพดมีเยอะ พวกนี้ก็ได้ทำไปแล้ว ซึ่งเป็นการใช้ไบโอเทคโนโลยี อยู่ที่ว่ามีการตัดแต่งยีนหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง แต่ทุกวันนี้เจียไต๋ใช้ไบโอเทคโนโลยี ไม่ได้ผ่าตัดแต่งยีน เป็นการใช้ไบโอเทคโนโลยี ซึ่งคนใช้กันเยอะ แต่ GMO ทุกวันนี้ยังไม่เห็นเชิงการค้าและยังไม่เห็นแววที่จะทำเป็นเชิงการค้าได้

เมื่อ 3 ปีก่อน ที่อินเดีย บอกว่าจะขยาย GMO ให้เป็นเชิงพาณิชย์ แต่ทำไปทำมาก็ออกไม่ได้ ถึงวันนี้ยังไม่ออก แต่มองว่ายังไงก็ต้องมา เพราะถึงวันหนึ่งพิสูจน์ได้แล้วว่าไม่มีภัย ไม่มีอะไร ยังไงก็ต้องมา ยกตัวอย่าง ในวันที่น้ำมันลดราคา ทุกคนออกมาขับรถกันใหญ่เลย สักวันหนึ่งน้ำมันขาดแคลน ทุกคนต้องคิดว่า ต้องหาอะไรมาทดแทน เช่นเดียวกัน วันนี้เมล็ดพันธุ์บ้านเราเต็มบ้านเต็มเมือง สักวันเกิดขาดแคลน ทุกคนก็ต้องหาวิธีการ ถ้าทุกอย่างพร้อมก็ต้องมา

“ในรัฐบาลยุคนี้ผมไม่กล้าที่จะคาดการณ์เลยว่าจะไฟเขียวหรือไม่ เพราะผิดพลาดมาทุกรอบ แต่รัฐบาลควรที่จะไฟเขียวเรื่อง GMO โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพืชที่ไม่ได้เข้าปากโดยตรง เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป น่าจะไม่มีปัญหา ถ้าจะใช้เป็น GMO เพราะเวลาที่เรากินไวตามิ้ลค์ก็มาจากถั่วเหลือง ซึ่งก็ปลูกที่ต่างประเทศ ที่เป็น GMO แล้ว ทุกวันนี้เราก็กินถั่วเหลืองที่เป็น GMO ตอนนี้ GMO ก็เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว เรากินคอร์นเฟล็กก็ได้มาจากข้าวโพด ซึ่งข้าวโพดปลูกที่เมืองนอกก็มาจาก GMO ทั้งนั้น”

เจียไต๋เองถือเป็นบริษัทที่มีผลงานในเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์พืชผลไม้อันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปแล้ว คุณมนัส ยอมรับว่า ยังพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์สู้ทางยุโรปไม่ได้ เหตุผลอย่างเดียวคือ เรื่องราคา ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่อเมริกา ราคาผลผลิตสูงกว่าบ้านเราเยอะ เกษตรกรมีรายได้ดีกว่าเกษตรกรในเมืองไทย จึงกล้าที่จะลงทุนมากกว่า ในความเป็นจริงคนไทยสามารถจะอยู่ในระดับนั้นได้ ถ้าเผื่อคนไทยยอมจะกินแพงขึ้น แต่คนไทยยังนิยมบริโภคธงฟ้า ถ้าเกษตรกรไทยขายของแพงเมื่อไรก็อยู่ไม่ได้ นี่คือ จุดสำคัญ

มองออร์แกนิกไม่ใช่ตลาดใหญ่

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการนี้มานาน เขาระบายความรู้สึกให้ฟังว่า คนไทยน่าจะสนับสนุนผลิตผลทางการเกษตรโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องต้นทุน หรือเรื่องราคาแพงมากนัก อย่างคะน้าราคาแพงขึ้นนิดหน่อยก็ไม่น่าจะบ่น เพราะมันปลูกยาก หรือถ้าผักบุ้ง ข้าวโพด ข้าว จะมีราคาแพงขึ้นมาบ้างก็ไม่ควรจะบ่นเช่นกัน เพราะไม่ได้บริโภคเยอะ ซึ่งเมื่อเกษตรกรขายได้ราคา ชีวิตคนพวกนี้จะเปลี่ยนเลยครับ การลงทุนก็จะมากขึ้น

สำหรับประเด็นที่ทั่วโลกหันมาบริโภคผลิตผลทางการเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิกนั้น คุณมนัสมองว่า ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่แฟชั่น เพราะมาแล้วอยู่เลยและไม่ใช่ตลาดเฉพาะ แต่มองว่ามันเป็นเซ็กเมนต์ จะให้มาเป็นหลักคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า 1. ผลผลิตไม่สูง 2. ต้นทุนสูงเพราะว่าไม่ได้ดูแลตามปกติ อัตราเสี่ยงเรื่องความเสียหายเยอะ อย่างไรเสีย คนก็ต้องกินคอมเมอเชียลโปรดักชั่นที่ดูแลกันแบบปกติ

คุณมนัส ยังเล่าถึงการไปศึกษาดูงานการเกษตรที่ประเทศอิสราเอลว่า ไปบ่อย ต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่ทำเกษตรเก่งมาก แต่ใช้สารเคมีทุกอย่างเหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนอิสราเอลที่เห็นชัดเจนคือ คนไทยไม่ค่อยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ ทำแบบใช้ความรู้สึก แต่ที่อิสราเอลจะใช้วิธีการตักตวง วัด ทุกอย่าง เป๊ะกว่า แต่นั่นต้องดูเรื่องพื้นฐานเหมือนกัน เพราะคนไทยสบาย ขาดบ้างเกินบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ของอิสราเอลขาดบ้าง เกินบ้าง ไม่ได้เดี๋ยวอดตาย เพราะประเทศนี้ไม่มีอะไรเลย

ในเรื่องการบริหารจัดการนั้น คุณมนัส บอกว่า หลักการทำธุรกิจคือจะเน้นใน 3 เรื่องหลัก ทั้งการพัฒนา เทคโนโลยี และคน ซึ่ง 3 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนกรณีเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จะใช้วิธีร่วมกันแก้กับทางทีมงาน ซึ่งที่ผ่านมาจะเจออุปสรรคทุกปี แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน บางครั้งแก้เปลาะหนึ่งไปได้ แต่บางครั้งเป็นอุปสรรคที่ไม่เคยเจอ ที่ผ่านมา ปัญหาทางด้านเมล็ดพันธุ์คือ การละเมิดที่เยอะมาก อีกทั้งเรื่องกฎหมายของบ้านเราก็ยังไม่เรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องให้ความสนใจมากกว่านี้

ทั้งหมดนี้ คงทำให้ได้เห็นเจียไต๋ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แล้วว่าจะก้าวเดินไปทางไหน และแน่นอน เจียไต๋ยังคงต้องเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ชั้นแนวหน้าในภูมิภาคนี้ต่อไป

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ททท. ชูโร้ดแมป “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ รวมพลังสร้างเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

ช่องทางสร้างอาชีพ

เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน : rakdeethai@gmail.com

ททท. ชูโร้ดแมป “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ รวมพลังสร้างเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

ในปี 2558 “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้นำรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศวาระแห่งชาติให้ทุกหน่วยงานรวมพลังกันขับเคลื่อน “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 : DISCOVER THAINESS 2015″ โดยมาเป็นประธานเปิดโครงการอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2558 และในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการปีท่องเที่ยววิถีไทย ยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับปฏิบัติการอย่างเป็นทางการเข้ามาดูแลรับผิดชอบอีก 2 ชุด เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558

ประกอบด้วย ชุดแรก คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและติดตามการดำเนินงานปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ชุดที่สอง คณะกรรมการผลักดันในระดับปฏิบัติการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการ ด้านส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ด้านส่งเสริมตลาดในประเทศ และ ด้านการประชาสัมพันธ์ โดยมีผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธาน

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดโครงการ ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 ว่า รัฐบาลจะสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งด้วยนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงครบวงจร ทั้งทางด้านการบริการ การค้าขาย สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา และ ความมั่นคง โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนในประเทศมีรายได้เพิ่ม เป็นช่องทางช่วยให้สังคมอยู่ดีกินดีมากขึ้นได้

พลเอก ประยุทธ์ ตอกย้ำถึงความสำคัญของวาระแห่งชาติ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ ที่ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนต้องผนึกกำลังขับเคลื่อนให้เต็มที่ เพื่อนำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยในทุกชุมชนมีรายได้เพียงพอ มีความสุขกันถ้วนหน้า

ด้าน คุณธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ฝ่ายบริหาร ททท. ทั้งภายในประเทศ และ ททท. สำนักงานต่างประเทศทั่วโลก ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างหนักกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐทุกองค์กร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคนไทยและนานาประเทศ เร่งส่งเสริมสนับสนุนปีการท่องเที่ยววิถีไทย ภายใต้เป้าหมายการนำรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย มูลค่ารวมตลอดทั้งปี 2.15 ล้านล้านบาท จากตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ (Inbound) 1.4 ล้านล้านบาท และการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic) อีก 8 แสนล้านบาท

โดย ททท. ได้ขับเคลื่อนโครงการ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558″ ภายใต้ 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมเมืองต้องห้าม…พลาด 12 แห่ง กิจกรรมวิถีชุมชนต้นแบบ 10 แห่ง กิจกรรมกาลครั้งนั้น…ความฝันผลิบาน : Dream Destinations 2 (เมืองดอกไม้ เที่ยวได้ทุกเดือน) และกิจกรรมเที่ยววันธรรมดา…ที่ไม่ธรรมดา

สำหรับการวางกลยุทธ์โดยรวมมุ่งเน้นเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิตท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นเมือง 2 พื้นที่หลักเข้าด้วยกัน คือ พื้นที่ “จังหวัดท่องเที่ยวหลัก” ที่มีชื่อเสียง นักท่องเที่ยวนานาประเทศรู้จักและนิยมเดินทางเข้ามาเป็นประจำทุกปี 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ พังงา สงขลา กระจายนักท่องเที่ยวเชื่อมโยงเข้าไปท่องเที่ยวยังพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวอันดับรอง “12 เมืองต้องห้าม…พลาด” ได้แก่ น่าน ลำปาง เลย เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม ราชบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง

รวมทั้งการสร้างสัญลักษณ์เชื่อมโยงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้าถึงวิถีไทยขึ้นมารองรับปีท่องเที่ยววิถีไทย 7 กลุ่ม ได้แก่ 1. Feel Fun ใช้สีส้ม นำเสนอการท่องเที่ยว Festival, Street Food 2. Feel Harmonious ใช้สีเขียว นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวชุมชน วิถีชีวิตริมน้ำ 3. Feel Prestigious ใช้สีม่วง นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวโครงการพระราชดำริ, ศิลปาชีพ, รัฐพิธี 4. Feel a Peace of Mind ใช้สีขาว นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ภูเขา ป่า น้ำตก เกาะ ศาสนา

5. Feel Energetic ใช้สีน้ำเงิน นำเสนอการท่องเที่ยว ดำน้ำ ขี่จักรยาน มวยไทย กอล์ฟ ชีวิตยามค่ำคืน 6. Feel Creative ใช้สีเหลือง นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวในเชิงสร้างสรรค์ความเป็นไทย อาทิ สวนสามพราน แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รวบรวมวิถีการปลูกข้าว ทำอาหาร ศิลปะ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น และ 7. Feel Wisdom ใช้สีฟ้า นำเสนอ นวดไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย ผ้าไทย ประเพณีไทย พิธีกรรมความเกี่ยวข้องกับการเกษตร

คุณธวัชชัย กล่าวว่า การวางกลยุทธ์เชื่อมโยงส่งเสริมตลาดการขายนั้น ททท. ได้ร่วมกับทุกภาคีพันธมิตรทุกภาคส่วน จัดทำให้ครอบคลุมตามนโยบายของคณะกรรมการอำนวยการปีท่องเที่ยววิถีไทยซึ่งกำหนดไว้ 7 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านการกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชน 2. ด้านมาตรฐานความสะอาด สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร ห้องน้ำ สถานบริการ สวนสาธารณะ 3. ด้านการอำนวยความสะดวกการเข้า-ออกประเทศ และความสะดวกตามสถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ

4. ด้านความปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านการขนส่งสาธารณะ การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดการใช้กฎหมาย การจัดโซนนิ่งสถานที่ท่องเที่ยว 5. ด้านการต้อนรับนักท่องเที่ยวเน้นการรณรงค์เป็นเจ้าบ้านที่ดี 6. ด้านการประชาสัมพันธ์ และ 7. ด้านการพัฒนาสร้างสรรค์สินค้าและบริการท่องเที่ยว

ขณะที่ คุณศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า การทำกลยุทธ์เชิงรุกด้านการเผยแพร่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ กระตุ้นปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 ในตลาดต่างประเทศและภายในประเทศบุกทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา โดย คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้นำคณะผู้บริหาร ททท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเปิดตัวโครงการปีท่องเที่ยววิถีไทยในตลาดโลก ที่งาน World Travel Mart 2014 (WTM 2014) ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร จากนั้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2558 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 ภายในประเทศอย่างเป็นทางการ ผนวกกับทาง ททท. ได้จัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” ควบคู่กันไป ระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม 2558 โดยมี ททท.สำนักงานภูมิภาค 5 แห่ง ได้แก่ ภูมิภาคภาคเหนือ ภูมิภาคภาคใต้ ภูมิภาคภาคกลาง ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต ร่วมกันจัดทำหมู่บ้านจำลองวิถีไทยยกมาไว้ใจกลางกรุงในบริเวณสวนลุมพินี เพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว จัดการแสดงและสาธิตวัฒนธรรม ประเพณี การจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและหัตถกรรมท้องถิ่น ตลอดการจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยประเมินผลออกมาแล้วประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย ทั้งจำนวนผู้เข้าชมงานและรายได้จากการซื้อสินค้าชุมชนที่นำมาจำหน่ายภายในงาน

“กิจกรรมในเชิงการเผยแพร่ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดปีท่องเที่ยววิถีไทยนั้น ททท. ทำควบคู่ไปกับสื่อสารเชิงรุกในต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายสื่อทุกช่องทาง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สื่อดิจิตอล-ออนไลน์ ค่ายใหญ่ระดับโลก ส่วนการสื่อสารเชิงรุกภายในประเทศ ทยอยเผยแพร่ผลิตสปอตโฆษณา “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร” กระตุ้นความสนใจนักท่องเที่ยวในประเทศให้ตื่นตัวเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ปลุกกระแสสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยร่วมกัน และปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนช่วยกันทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ่ายทอดวิถีไทยเพื่อสร้างความประทับใจไปยังนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ”

นอกจากนี้ ททท. ยังได้เข้าร่วมงานการท่องเที่ยวระดับนานาชาติทั่วโลกตลอดปี 2558 โดยเน้นการนำเสนอจุดขายสินค้าสำคัญแบบครบวงจร ของปีท่องเที่ยววิถีไทย โดยเน้นการขายเชื่อมโยงเข้าสู่ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว 10 จังหวัดหลัก และ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด

ส่วนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพรวมปีท่องเที่ยววิถีไทย ยังได้แรงผลักดันจาก คณะกรรมการอำนวยการปีท่องเที่ยววิถีไทย ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มอบนโยบายชัดเจนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสนับสนุนด้วย ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเผยแพร่บทความในหนังสือสวัสดี ซึ่งเป็นนิตยสารบริการบนเครื่องบินการบินไทย พร้อมกับฉายวิดีโอ ปีท่องเที่ยววิถีไทย : Discover Thainess ส่วน การรถไฟแห่งประเทศไทย และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขอให้แร็พตู้รถไฟและรถโดยสารประจำทางเกี่ยวกับปีท่องเที่ยววิถีไทย

สำหรับ บริษัท ขนส่ง จำกัด ให้ติดสติ๊กเกอร์รถโดยสารของบริษัททุกคัน กระทรวงมหาดไทยติดโลโก้ทุกกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด กรมประชาสัมพันธ์ และกระทรวงต่างๆ ร่วมเผยแพร่สปอตโฆษณาผ่านสื่อในสังกัดทุกช่องทาง

สำหรับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องวางแผนกิจกรรมการท่องเที่ยวให้กระจายตลอดทั้งปี ทั้งช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) และนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season) เช่นเดียวกับ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบแหล่งท่องเที่ยว ต้องร่วมมือกันทำงานครอบคลุมทุกๆ ด้าน

ขณะที่ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” รับผิดชอบภารกิจหลัก เร่งดำเนินการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมาย ดำเนินงานพร้อมจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างกระแสการเดินทางจากนักท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศให้เติบโตมากที่สุดตลอดปีท่องเที่ยววิถีไทย

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

สัมผัสกลิ่นอายฟาร์มแท้ๆ “เดอะ ซีนเนอรี่” โฉมใหม่ โชว์ต้อนแกะ ที่แรกในไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

ช่องทางสร้างอาชีพ

สุธิษา

สัมผัสกลิ่นอายฟาร์มแท้ๆ “เดอะ ซีนเนอรี่” โฉมใหม่ โชว์ต้อนแกะ ที่แรกในไทย

ใครที่เดินทางไปอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี น้อยคนนักที่จะไม่แวะให้อาหารแกะ ถ่ายรูปเก้าอี้สีแดงตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียว ฉากหลังเป็นบ้านสีขาวสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่ “เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม” ที่สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ฟาร์มที่ตกแต่งและเก็บทุกรายละเอียด ราวกับยกลานกว้างจากนิวซีแลนด์มาจัดวางโชว์ ให้คู่รักและครอบครัวมาเก็บภาพความทรงจำระหว่างวันหยุด

แม้ว่าก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวจะรู้จัก เดอะ ซีนเนอรี่ ในฐานะรีสอร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ มีความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยบริการที่ใส่ใจลูกค้าเหมือนโรงแรมห้าดาว ห้องพักที่มีรูปแบบคล้ายบ้านริมทะเลแต่อยู่ท่ามกลางป่าไม้ และขึ้นชื่อเรื่อง “คิวยาว” จองห้องพัก เพราะบนพื้นที่ทุ่งกว้าง 40 ไร่ มีบ้านพักเพียง 10 หลัง รองรับลูกค้าได้ประมาณ 20 คน ต่อวัน เท่านั้น

แต่วันนี้ได้เปลี่ยนการให้บริการจากพักค้างคืน มาเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือ One Day Trip แทน

คุณน้อยหน่า-ดวงกมล ชุติมันต์ กรรมการบริหาร เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม วัย 39 ปี เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า ด้วยความชอบทะเลแต่อยากพักในป่า เธอและครอบครัวจึงปลูกบ้านสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนเอาไว้ 1 หลัง เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัว แต่เพราะสไตล์การออกแบบที่แปลกใหม่ ทำให้เพื่อนมาขอพักและบอกต่อกัน จาก 1 หลัง กลายเป็น 3 หลัง เพื่อเปิดให้ลูกค้าเข้าพัก และต้องสร้างเพิ่มเป็น 10 หลัง ในที่สุด

“แฟนพี่เป็นคนออกแบบ คุมงานทั้งหมด เลือกอุปกรณ์ทั้งหมด แม้ไม่ได้เรียนมาด้านสถาปัตยกรรม แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ศึกษาตามอินเตอร์เน็ต และชอบเรื่องฟาร์ม จึงอยากทำให้ซีนเนอรี่เป็นเหมือนบ้านมากกว่าเป็นรีสอร์ต เป็นที่มาให้เราขยายรีสอร์ตออกเป็นรูปแบบฟาร์ม เพราะตรงคอนเซ็ปต์ที่ต้องการให้อบอุ่น น่ารัก เป็นครอบครัว”

เมื่อมีฟาร์มย่อมต้องมีสัตว์ตัวเล็กๆ วิ่งเล่นเป็นธรรมดา เธอนึกถึงทุ่งหญ้านิวซีแลนด์และอังกฤษ ที่ต้องมีแกะมาวิ่งเล่น จึงเริ่มปล่อยแกะมา 10 ตัว ให้ลูกค้าดื่มด่ำบรรยากาศอย่างเต็มที่

แต่กลายเป็นว่ามีผู้ที่สัญจรผ่านไปมาจอดรถลงมาถ่ายรูป เป็นที่มาของแนวคิดริเริ่มธุรกิจท่องเที่ยวฟาร์มแกะ เพิ่มจำนวนแกะเป็น 250 ตัว ซื้อที่ปลูกหญ้าเลี้ยงแกะและสัตว์ในฟาร์ม ผสมพันธุ์แกะสายพันธุ์ข้ามชาติให้เหมาะสมกับภูมิอากาศประเทศไทย รวมทั้งจ้างสัตวบาลมากำกับดูแล ทำให้ในปี 2554 ทางฟาร์มต้องยุติการจองที่พักแบบค้างคืน เหตุผลหลักคือ ไม่สามารถให้บริการลงลึกในรายละเอียดให้ลูกค้าที่เข้าพักได้อย่างเต็มที่ เพราะจำนวนลูกค้าที่เข้ามาถ่ายรูป เดินเล่น รวมทั้งร่วมกิจกรรมยิงธนู ทานอาหาร ต่อวันอยู่ที่ 200 คน ไปจนกระทั่งช่วงอากาศดีๆ จะมีลูกค้าวันละกว่า 10,000 คน

เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งจากค่าเช่าห้องพักหายไป เธอได้พลิกวิธีการสร้างรายได้เข้าฟาร์ม เพื่อหล่อเลี้ยงพนักงาน 100 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านอำเภอสวนผึ้ง ด้วยการเปิดร้านขายของที่ระลึก ที่มีตุ๊กตาดินปั้น สินค้าโอท็อป วางจำหน่าย รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมแกะ ทั้งไอศกรีม ลูกอม คุกกี้ และที่ขาดไม่ได้คือ ขนมขบเคี้ยวอันขึ้นชื่อของซีนเนอรี่ “กล้วยม้วนเบรกแตก” ผู้ที่เคยเข้าพักแบบค้างคืนที่นี่จะต้องคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นขนมที่มีติดไว้ในบ้านพักทุกหลัง

คุณน้อยหน่า เล่าให้ฟังว่า กล้วยม้วน จริงๆ แล้วเป็นกล้วยฉาบ นำมาม้วนหัวและท้ายก่อนนำไปทอด เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเด็กและผู้สูงวัย 15 คน ในหมู่บ้านห้วยผาก ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง อยู่ห่างจากฟาร์มเพียง 15 นาที เรานำสินค้ามาให้ลูกค้าที่เข้าพักชิม ทุกคนลงความเห็นว่าอร่อยมาก ทานแล้วหยุดไม่ได้ จึงติดต่อกลุ่มชาวบ้านให้ผลิตสินค้าส่ง มีกำลังการผลิตได้แค่วันละ 200 กิโลกรัม ขณะที่เราเป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อติดตราสินค้าของเรา โดยระบุข้อความ “คัดสรรโดยซีนเนอรี่”

“นอกจากร้าน 24th JULY จำหน่ายสินค้าที่ผลิตโดยผู้ต้องขังชายและหญิงภายใต้มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา แล้ว เราช่วยให้ชุมชนโดยรอบมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเรารู้ว่าลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวก็ต้องการสินค้าเป็นของฝากติดมือไป แต่เพราะบางช่วงมีลูกค้าเข้าฟาร์มมากน้อยต่างกันไป จึงต้องวางแผนการผลิตร่วมกับทางกลุ่มชาวบ้าน แม้จะวางขายมาเพียง 3 เดือน แต่ผลตอบรับดีเกินคาด ขายมากที่สุดวันละหลายร้อยถุง เพราะจำหน่ายในราคาย่อมเยา ลูกค้ามีของฝาก ชุมชนมีรายได้”

ขณะนี้เธอได้เพิ่มช่องทางการขายโดยนำกล้วยเบรกแตกมาวางขายที่ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ซึ่งมีสไตล์การตกแต่งคล้ายกับ เดอะ ซีนเนอรี่ อีก 2 แห่ง คือ ที่ร้าน FLOW ที่ซอยอารีย์ 9 และร้าน Parlour By The Scenery ที่ซีดีซี ถนนเลียบทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ไม่มีเวลาเดินทางไปสวนผึ้ง ในอนาคตเตรียมพัฒนารสชาติให้หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของลูกค้าที่อยากชิมรสแปลกใหม่

ด้านกลยุทธ์การดึงคนเข้าฟาร์ม เธอเล่าว่า ระยะหลังพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มสร้างบ้านและฟาร์มคล้ายๆ กัน กลยุทธ์ต่อไปของเดอะ ซีนเนอรี่ คือต้องสร้างตัวเองให้เป็นกิจการฟาร์มแกะเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดให้บริการที่พักแบบค้างคืนอีกครั้งบนความแปลกใหม่เหนือความคาดหวังของลูกค้า โดยวางแผนว่าในช่วงกลางปีจะเปิดให้บริการจองที่พักทั้ง 10 หลังตามปกติ ไม่ขยายหรือเพิ่มจำนวนบ้าน เพราะต้องการให้การเข้าพักยังรู้สึกเป็นส่วนตัว มองวิวได้ไกลไม่อึดอัด ลูกค้าที่เข้าพักจะได้สิทธิพิเศษในโชว์ใหม่ “สุนัขต้อนแกะ” โดยได้ชมซ้อมใหญ่ก่อนการแสดงทุกวัน ซึ่งโชว์ดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญให้ซีนเนอรี่กลายเป็นกิจการฟาร์มแกะเต็มรูปแบบ

“โชว์รูปแบบนี้เราเรียกได้เต็มปากว่าเป็นที่แรกในไทยและในเซาท์อีสต์เอเชีย เมื่อ 3 ปีที่แล้วเราไปดูงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ และติดต่อครูฝึกสุนัขมาสอนพนักงานที่มีความรู้ความชำนาญ แต่ทางฟาร์มได้ดัดแปลงการแสดงให้โดนใจคนไทยมากขึ้น ปัจจุบันทดลองการแสดงวันละ 1 รอบ เพื่อซ้อมทีมและสุนัข ผู้ที่เข้าชมจะอยู่ในโรงโชว์ปรับอากาศขนาดใหญ่ ดูได้ทั้งหน้าฝนและหน้าร้อน”

คุณน้อยหน่า ยังบอกอีกว่า เธอได้วางการแสดงให้มีโชว์ตัดขนแกะให้เด็กๆ ได้ชม คาดว่าจะได้เห็นการแสดงเต็มรูปแบบเดือนมีนาคมนี้ คิดอัตราเข้าชมท่านละ 250 บาท แต่หากใครอยากได้บรรยากาศฟาร์มแบบจริงจัง เธอได้คิดแพ็กเกจทานสเต๊กริมลำธาร พร้อมจิบชายามบ่าย เป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าด้วย นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากแกะไปเป็นของที่ระลึก เช่น เอาขนไปทำพรมเช็ดเท้า เป็นองค์ประกอบตราสัญลักษณ์รูปแกะบนเสื้อโปโล ขณะนี้ได้ศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย วางแผนออกผลิตภัณฑ์ภายในปีนี้

สุดท้าย เธอยืนยันว่า ไม่ว่ารูปแบบการให้บริการของเดอะ ซีนเนอรี่ จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ ธุรกิจนี้ไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นหลัก

“เราไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นหลัก ถ้าไม่เช่นนั้นเราต้องเพิ่มจำนวนบ้านพักรองรับความต้องการของลูกค้า เราคงไม่ต้องเปลี่ยนองค์ประกอบและสิ่งตกแต่งในฟาร์มตลอดเวลา เราอยากให้ลูกค้าประทับใจ เพราะเราเองก็เคยเป็นลูกค้ามาก่อน โชว์ที่จัดขึ้นมาเราเน้นให้กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มทัศนศึกษา เพราะนอกจากความบันเทิงแล้ว ทุกคนยังได้ความรู้เรื่องสายพันธุ์แกะต่างๆ ด้วย อยากให้ลูกค้าได้ลองมาสัมผัสบรรยากาศชาวสวน พนักงานของเราเป็นคนพื้นที่ ที่มีความเป็นกันเองสูง อยากให้ทุกคนมาให้กำลังใจพวกเขา”

นี่คือสิ่งที่ เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม คัดสรรมาจากใจ ส่งตรงให้ลูกค้าทุกคน…

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

BANTE YANTE เคสมือถือเด่นดีไซน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

BANTE YANTE เคสมือถือเด่นดีไซน์

ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือใช่จะมีความสำคัญในเรื่องการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังได้ขยายไปภาคธุรกิจและด้านอื่นๆ อีกด้วย ขณะที่มีหลากหลายอาชีพเกี่ยวข้องกับมือถือ และสามารถทำเงินได้ไม่ยากนัก เพราะผู้คนในสังคมล้วนใช้มือถือกันทั้งนั้นโดยเฉพาะสมาร์ตโฟน และมีแนวโน้มว่าจะใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

“คุณสุดารัตน์ โรจนวานิช” หรือ คุณตาล วัย 20 กว่า เป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่อีกรายที่เห็นช่องทางทำมาหากินกับสมาร์ตโฟน โดยทำเคสมือถือจากไม้พิมพ์ลายที่มีลวดลายให้เลือกมากมาย ซึ่งเป็นงานดีไซน์ที่โดดเด่นโดนใจลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย โดยได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน BIG & BIH เมื่อปี 2555

ต่อยอดมาจากสมุดทำด้วยไม้

คุณตาล เล่าที่มาที่ไปของการทำธุรกิจนี้ว่า หลังจากเรียนจบสาขาโปรดักต์ดีไซน์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็ทำงานกับบริษัทด้านออกแบบ แต่อยู่ได้ไม่นานตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยร่วมกับหุ้นส่วนที่มีโรงพิมพ์อยู่แล้ว ทำสมุดบันทึกที่นำไม้มาเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากเป็นคนชอบงานไม้ และอยากให้เป็นของแปลกใหม่ขึ้นมา ซึ่งสมุดบันทึกนี้สามารถเปลี่ยนเนื้อกระดาษข้างในได้ ส่วนตัวปกจะเป็นไม้พิมพ์ลาย

จากสมุดบันทึกไม้ก็ต่อยอดมาเป็นเคสมือถือไม้พิมพ์ลาย โดยเริ่มทำแบรนด์ชื่อ BANTE YANTE เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ชื่อแบรนด์มาจากคำว่า “บานตะไท ยันเตเหโร” ที่คุณแม่ของเธอชอบพูด แปลว่า เยอะแยะมากมาย เจ้าตัวเลยหยิบมาตั้ง จนกลายเป็นคำเก๋ไก๋ที่ผู้คนมักชอบถามหาที่มาที่ไป

เคสมือถือไม้พิมพ์ลายนี้ เธอใช้เงินลงทุนหลักหลายแสน กระบวนการผลิตต่างๆ เจ้าตัวเป็นคนทำเองหมด ส่วนวัตถุดิบนั้นบางอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างที่คุณตาล บอก เรื่องพลาสติกสั่งซื้อที่ประเทศไต้หวัน ส่วนตัวไม้มีซัพพลายเออร์ที่เป็นโรงผลิตไม้วีเนียร์อยู่แล้วในบ้านเรา เป็นไม้บางๆ ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ โดยใช้ไม้วีเนียร์ไปประกบกับไม้อัดอีกที เพื่อไปทำเฟอร์นิเจอร์

“เคสมือถือทั้งหมดทำเอง มีแค่ส่วนพลาสติกที่จ้างซัพพลายเออร์ แต่ตัวไม้ทำเอง ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องไม้ ถ้าโดนความชื้นจะบวมและพอง แต่เราได้คิดค้นขึ้นมาว่าทำอย่างไรให้ไม้ไม่บวม ไม่พอง โดยอัดความร้อนแล้วใช้กาวพิเศษเวลาโดนน้ำจะไม่บวม ไม่พอง ลูกค้าใช้ก็แฮปปี้ ใช้ได้นาน บางคนที่เคยมาซื้อยังชมว่า เป็นเคสที่ทนมาก ลายที่พิมพ์เป็นกระบวนการออฟเซต แล้วเคลือบด้วยวอเตอร์เบส คือตัวเคลือบสูตรน้ำ เคลือบอีกที กระบวนการมันเยอะมาก”

คุณตาล อธิบายการทำเคสมือถือไม้พิมพ์ลายว่า เป็นงานกึ่งแฮนด์เมด ตอนที่ทำจะซื้อไม้วีเนียร์เปล่าๆ มา ซึ่งจะต้องไปคัดไม้ที่โรงงานเอง เพราะแม้จะเป็นไม้ชนิดเดียวกัน แต่ซุงคนละท่อน บางอันเกล็ดเยอะ บางอันเสี้ยนเยอะ บางอันพิมพ์สีติดไม่ดี ก่อนได้ไม้มา ตอนแรกโรงงานจะเอาไม้ไปต้มกับฟืนก่อนที่จะมาฝาน เหมือนเป็นการอบความร้อนก่อน ด้วยความที่ฟืนดำก็จะเลอะสีดำๆ ซึ่งจะแซมมาอยู่ในไม้ที่ซื้อ ซึ่งนำเอามาใช้ไม่ได้ ต้องทิ้ง จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่า ทำไมเคสราคาถึงสูง เพราะต้องเลือกไม้อย่างดี

“เวลาที่ลูกค้ามาซื้อมักจะถามว่า เคสนี้ทำจากอะไร ก็อธิบายไปว่า เป็นไม้วีเนียร์ ที่ฝานมาบางๆ ลูกค้าก็เข้าใจ ปัญหาที่ถามตามมาคือ โดนน้ำแล้วจะบวมหรือเปล่า ตอบไปว่าไม่บวมแน่นอน ถ้าแช่น้ำได้ แต่ว่าอย่านาน สัก 1 ชั่วโมงอาจจะได้”

มีลวดลายสารพัดถึง 60 ลาย

ในการทำเคสมือถือนั้น เธอจะผลิตครั้งละจำนวนมาก แล้วเก็บเป็นสต๊อกไว้ ไม่ได้ผลิตทุกวัน เพราะกระบวนการบางอย่างจำเป็นต้องทำคราวละมากๆ อย่างเช่นขั้นตอนการอัดกาวไม้ ซึ่งจะต้องทำเป็นสต๊อกไว้ ส่วนการทำลวดลายจะทำเป็นรอบๆ ไป เป็นการประหยัดต้นทุนไปในตัว

เคสมือถือของ BANTE YANTE มีหลายลายให้เลือก เกือบ 60 ลายแล้ว ส่วนไม้เปล่าที่ไม่พิมพ์ลายก็มี มีทั้งลายไทย ลายชนเผ่าอย่างอะบอริจิน และลายพื้นฐาน เช่น ลายจุด ลายทาง ลายสามเหลี่ยม ซึ่งเธอจะเน้นเคสของไอโฟนเป็นหลักและมีให้เลือกหลายรุ่น มีวางขายที่ร้านลอฟท์ (LOFT) ทั้ง 3 สาขา, ร้าน @shop สยามดิสคัฟเวอรี่, ร้าน IMP” ADDICT สยามสแควร์, ร้าน live out loud ที่เมกะบางนา และที่บีเทรนด์ ชั้น 4 สยามพารากอน

ทั้งนี้ ราคาแต่ละรุ่นไม่เท่ากัน อย่าง ไอโฟน 4 ราคา 945 บาท ไอโฟน 5 อยู่ที่ 1,250 บาท ส่วนไอโฟน 6 ราคา 1,250 บาท ซึ่งพอรุ่นใหม่ออกมาราคาของรุ่นเก่าจะลดลงมาหน่อย ส่วนสาเหตุที่ไม่ทำเคสของซัมซุงเนื่องจากเปลี่ยนรุ่นเร็วมาก และมีหลากหลายรุ่น

คุณตาล แจกแจงถึงกลุ่มลูกค้าว่า มีตั้งแต่นักเรียนไปถึงพนักงานออฟฟิศ เขยิบไปถึงรุ่นคุณพ่อก็ซื้อใช้เหมือนกัน ลูกค้าจะชอบที่ตัวลาย บวกกับความเป็นไม้ และองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่คลาสสิกพอสมควร ส่วนมากลายจะสะดุดตาลูกค้า พอรู้ว่าทำด้วยไม้ จะยิ่งชอบ

อีกกลุ่มคือ ส่งออกไปที่ญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก ซึ่งทางผู้จำหน่ายจะเลือกลายมา ราคาขายที่ญี่ปุ่นตก 4,000 กว่าเยน (ประมาณ 1,380 บาท) แพงกว่าขายในบ้านเรา เพราะต้องบวกค่าขนส่งเพิ่มด้วย แต่ทางลูกค้าที่ซื้อไปขายสามารถทำตลาดที่ญี่ปุ่นได้ดี เพราะคนญี่ปุ่นชอบมาก นอกจากนี้ ก็มีส่งไปขายที่เกาหลีด้วย ขณะที่ลูกค้าสิงคโปร์ก็สนใจเช่นกัน

นอกจากจะทำเคสมือถือแล้ว คุณตาลวางแผนไว้ว่ากำลังพัฒนาพวกแอกเซสซอรี่เพิ่มขึ้น อย่างเช่น ที่เก็บหูฟัง ที่เก็บสายชาร์จ ที่มีไม้พิมพ์ลายเป็นส่วนประกอบ อาจจะทำเป็นคอลเล็กชั่นคู่กัน เช่น เคสกับที่เก็บหูฟังลายพิมพ์เดียวกัน และสามารถต่อยอดเป็นโปรโมชั่นกิ๊ฟต์เซตได้

กับคำถามว่า กลัวเรื่องการทำเลียนแบบหรือไม่ คุณตาล ยอมรับว่า ตอนแรกกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อใช้เวลาปั้นแบรนด์มาเกือบ 4 ปี จนลูกค้าเริ่มติดแบรนด์ และรู้ว่าคุณภาพของสินค้าของ BANTE YANTE เป็นอย่างไร ซึ่งคนที่เลียนแบบจะได้แบบผิวเผิน แต่ไม่รู้ว่าแก่นจริงๆ คืออะไร

ฝากขายในหลายเว็บไซต์

ส่วนเรื่องคู่แข่งในท้องตลาดนั้น เธอว่า เข้ามาเยอะขึ้น รวมถึงคนที่ขายเคสโทรศัพท์ทั่วไปด้วย และการที่ของล้นตลาดทำให้คนรู้สึกไม่ตื่นเต้น อย่างเห็นทีแรกจะรับรู้ว่า นี่คือ เคสโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นว่าเป็นเคสที่ทำจากไม้ แต่คนที่เข้าใจจะไม่ลังเลที่จะซื้อเคสไม้เลย เพราะเหมือนกับเป็นสิ่งที่ลูกค้าตามหามานานและตรงใจด้วย

ในฐานะผู้ประกอบการหน้าใหม่ เจ้าตัวยอมรับว่า การผลิตถ้าสามารถแก้โจทย์ตั้งแต่ต้นได้ก็จะโอเค และอยู่ได้ยาว แม้อาจจะมีปัญหาเข้ามาบ้าง แต่การตลาดยากตลอด อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ จึงใช้ช่องทางการขายทางอินเตอร์เน็ต อย่างเช่นมีเว็บฝากขายได้ เช่น http://www.Guruwan.com ของปลาวาฬ อิสระ เมื่อเอาสินค้าไปโพสต์แล้ว ถ้าขายได้ ลูกค้าโอนเงิน ทางเว็บจะตัดไป 30 เปอร์เซ็นต์ของยอด ถือว่ากลางๆ ไม่เวอร์ ซึ่งเว็บนี้มีเสียงตอบรับมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ เพราะเว็บนี้เน้นงานดีไซน์ ที่มีตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าแบรนด์แพงๆ หรือสินค้าไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้ก็มี http://www.haystakt.com ของสิงคโปร์ เป็นลักษณะครีเอเตอร์มาร์เก็ต คนที่จะลงสินค้าในเว็บนี้จะเป็นงานฝีมือ ขณะเดียวกัน http://www.banteyante.com กำลังทำให้เป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อให้ตัดเงินได้ผ่านบัตรเครดิต

คุณตาล ถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำธุรกิจว่า ที่ผ่านมาลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จากที่ไม่เป็นอะไรเลย เช่น บัญชี จากนั้นต้องมาศึกษาบัญชี ทำให้เริ่มเข้าระบบมากขึ้น

เธอให้คำแนะนำว่า ถ้าจะทำสินค้าที่มีดีไซน์อาจจะต้องเป็นของที่เป็น Unique จริงๆ เพราะลูกค้าจะได้ไม่ลังเลที่จะซื้อ เวลาที่ลูกค้าชอบสินค้าสักอย่างแล้วชอบมาก จะซื้อทันที

สนใจเคสมือถือไม้พิมพ์ลายลวดลายโดนๆ เข้าไปดูได้ที่ http://www.banteyante.com FB/IG bante yante หรือสอบถามที่ โทรศัพท์ (089) 500-1656

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เจ้าของ พิณ อินเตอร์วู้ด ถอดบทเรียนส่งสินค้าขาย “อิเกีย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เจ้าของ พิณ อินเตอร์วู้ด ถอดบทเรียนส่งสินค้าขาย “อิเกีย”

“ความยากลำบากในการทำธุรกิจกับห้างอิเกียคือ ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา หยุดไม่ได้ และมีเรื่องใหม่ๆ ให้ทำ โดยเราส่งสินค้าเฟอร์นิเจอร์ให้กับอิเกียมา 6 ปีแล้ว” เป็นประโยคหนึ่งที่ “คุณดุษฎี เลาติเจริญ” เจ้าของบริษัท พิณ อินเตอร์วู้ด จำกัด บอกเล่าให้ฟัง ในวันที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ร่วมกับ องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (APO) นำคณะสื่อมวลชนไปศึกษาดูงาน บริษัท พิณ อินเตอร์วู้ด จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ ถนนบางนา-ตราด จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะองค์กรต้นแบบความสำเร็จที่ยั่งยืน ด้วยเครื่องมือผลิตภาพ (Material Flow Cost Accounting : MFCA) ภายใต้ “โครงการสาธิตเรื่องบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ”

อธิบายชัดๆ คือ MFCA เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปริมาณของเสียจากการผลิตและการให้บริการขององค์กร โดยการคำนวณต้นทุนของปัจจัยนำเข้า มูลค่าผลผลิตที่ได้ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นในการผลิตและงานบริการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กรแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญด้านการเพิ่มผลิตภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เน้นลดต้นทุนการผลิต

หลายคนคงอยากรู้ว่าทำไมทางอิเกีย ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก จึงเลือกบริษัท พิณ อินเตอร์วู้ดฯ เป็นคู่ค้าด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่บริษัททั่วไปจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เนื่องจากต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง

ดังที่ คุณดุษฎี แจกแจงว่า บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล จุดเด่นของพิณฯ คือ เรื่องของคุณภาพที่เป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้า รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม อันเป็นสิ่งที่อิเกียให้ความสำคัญมาก

“เราเป็นบริษัทที่สามารถผลิตสินค้าได้มาตรฐาน และมีกระบวนการผลิตที่เป็นแมส โดยเลือกการทำโปรดักชั่นที่เป็นไลน์ผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุน และสนองความต้องการของลูกค้าได้ สินค้าของเรามีไม่มาก มีอยู่แค่ 10 ประเภท เท่านั้นเอง ส่วนใหญ่ผลิตเป็น โต๊ะ เตียง และเก้าอี้เด็ก มีพนักงานประมาณ 300 คน ปัจจัยสำคัญที่อิเกียจะเลือกคู่ค้าคือ ราคาดีแล้วส่งได้ไหม เรื่องของเทคโนโลยี สามารถที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันที่สูงมากเพราะนำไปเปรียบเทียบกับจีนและเวียดนามด้วย”

คุณดุษฎี ระบุว่า ผลดีจากการส่งสินค้าให้อิเกียคือ การได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยี และโนว์ฮาวต่างๆ ทำให้บริษัทสามารถจะพัฒนาให้สินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในแต่ละปีบริษัท พิณฯ ส่งสินค้าให้อิเกียมูลค่าเฉลี่ยปีละ 400 ล้านบาท

เจ้าของบริษัท พิณ อินเตอร์วู้ดฯ บอกด้วยว่า การทำธุรกิจกับทางอิเกีย ทำให้ได้เรียนรู้การผลิตเฟอร์นิเจอร์ของประเทศต่างๆ ซึ่งบางอย่างนำมาใช้ประโยชน์ได้ในบ้านเรา อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของอิเกียในเอเชียยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมาก ถ้าเทียบกับคำสั่งซื้อในยุโรปที่สูงกว่า

ยอมรับทำธุรกิจกับอิเกีย “ยาก”

เป็นที่ทราบกันดีว่า สินค้าในอิเกียนั้นมาจากหลากหลายประเทศ และด้วยคำสั่งซื้อในปริมาณมาก ทำให้สามารถขายในราคาต่ำได้ อย่างที่ คุณดุษฎี แจกแจง ในเรื่องของราคา อิเกีย เป็นห้างที่มีนโยบายขายราคาต่ำ ด้วยวิสัยทัศน์ของอิเกียคือ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์สำหรับคนรวยอย่างเดียว ในลักษณะโครงสร้างของราคาขายปลีก บางห้างอาจจะคูณ 3 แต่ที่อิเกียจะคูณแค่ 2 แต่แม้ราคาจะส่งถูก แต่ผู้ผลิตก็ต้องมีวอลุ่มอยู่แล้ว

“คุณภาพสินค้าของพิณฯ อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ถ้าไปที่อิเกียจะเห็นสินค้าตัวที่บริษัทผลิตวางขายอยู่ แต่ผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่านี่คือ Made in Thailand ทางอิเกียเขาจะรักษามาตรฐาน ไม่ว่าจะผลิตที่ไหนก็ต้องมีคุณภาพใกล้เคียงกัน เราเองก็มีความมั่นใจว่า สินค้าที่เราผลิตออกไปนั้นมีคุณภาพที่อยู่ในเกรดสูงมาก”

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยากจะทำธุรกิจกับอิเกียว่า การทำกับอิเกีย เป็นเรื่องที่ทำยาก ประการแรกราคาต้องสามารถแข่งขันกับทั่วโลกได้ บางประเทศอาจจะมีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ เช่น บางประเทศอยู่ในยุโรป ค่าต้นทุนในการขนส่งต่ำกว่า ในส่วนของวัตถุดิบบางอย่าง อาจจะถูกกว่าของไทยก็ได้ อย่างไม้บางชนิดที่ซื้อได้ถูกกว่า เช่น ในประเทศรัสเซีย

ส่วนไม้ยางพาราตอนนี้บ้านเราส่งออกไปเมืองจีนค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นกลายเป็นว่า ต้นทุนในเมืองไทยแพงกว่าของเมืองนอกไปแล้ว หรือไม้แผ่นบางชนิด ในโรงงานของบางประเทศก็มีขนาดที่ทำแล้วเหมาะสมกับการผลิต ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียน้อยกว่า ถือเป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละโรงงาน ในแต่ละภูมิภาค หรืออย่างกรณีที่ทางอิเกียได้ขยายสาขาในโซนเอเชีย ส่งผลให้ค่าขนส่งจากไทยไปยังห้างในเอเชียจะได้เปรียบกว่าของที่ส่งจากยุโรป

“ถ้าให้แนะนำสำหรับคนที่ขายสินค้าให้กับอิเกียคือ ต้องมีความพร้อมอย่างมาก โดยสเกลการผลิตต้องค่อนข้างใหญ่ ถึงระดับกลาง ถ้าเล็กก็คงไม่คุ้มกับทางอิเกียและตัวผู้ผลิตเอง

ชี้วงการเฟอร์นิเจอร์ไทยถดถอย

กว่า 20 ปีในวงการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ถือว่าคุณดุษฎีเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง ซึ่งเขาเห็นการเติบโตของวงการนี้มาตลอด จนถึงทุกวันนี้

“วันนี้ภาพรวมของการทำเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเราค่อนข้างที่จะถดถอย แข่งขันกับคนอื่นยาก ไทยเองทำได้ในส่วนที่เป็นงานดีไซน์ แล้วขายให้กับตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ญี่ปุ่นบางกลุ่ม เน้นพวกไฮเอนด์เพราะว่าต้นทุนเราสูง ดังนั้น ต้องอาศัยความสามารถของทีมออกแบบที่จะต้องออกแบบสินค้าให้มีความแตกต่าง และเป็นที่พอใจของลูกค้า อย่างงานแฟร์ หรือ งาน BIH ที่ส่วนใหญ่จะจัดเจาะกลุ่มที่เป็นไฮเอนด์ ถ้าไม่ทำเป็นแมสจริงๆ จะแข่งกับคนอื่นยาก เพราะว่าวัตถุดิบแพงและค่าแรงงานสูง จึงต้องเป็นเรื่องของฝีมือและการออกแบบ นอกเหนือจากเรื่องประสิทธิภาพการผลิต”

สำหรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้น คุณดุษฎีมองว่า มีผลทางอ้อม เพราะตอนนี้อิเกียกระจายไปยังห้างต่างๆ ทั่วโลก และมีนโยบายเพิ่มสาขาห้างในเอเชียมากขึ้น ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับบริษัท พิณฯ ในแง่ที่อยู่ใกล้กับตลาด ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการขนส่ง หรือระยะเวลาส่งมอบที่จะสั้นลง

21 ปีของการก่อตั้งบริษัท พิณฯ มาถึงวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจเป็นอย่างดี และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของหลายองค์กร

เขาพูดถึงหลักการทำธุรกิจที่ยึดถือมาตลอดว่า หัวใจหลัก 3 ข้อ ที่นอกเหนือจากพื้นฐานอื่น เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความจริงใจ และรักษาคำมั่นสัญญา อันเป็นพื้นฐานปกติอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือ ในแง่ของการผลิตสินค้าคุณภาพ การส่งมอบต้องตรงตามเวลา และการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเทรนด์ที่กระแสกำลังมา ลูกค้าทั้งหลายก็มาในแนวทางนี้หมด ต้องการสินค้าที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นลูกค้าของอิเกียคงได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท พิณ อินเตอร์วู้ด จำกัด กันบ้างแล้ว ซึ่งเท่าที่เห็นตั้งโชว์ในโรงงานต้องบอกว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่น่าใช้ทีเดียว

21 ปีของ พิณฯ

บริษัท พิณ อินเตอร์วู้ด จำกัด (PIN INTERWOOD Co., Ltd.) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2537 โดย คุณดุษฎี และ คุณอัจฉรา เลาติเจริญ ภายใต้เครือ บริษัท พิณ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยบริษัท พิณ อินเตอร์วู้ด จำกัด เป็นธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุไม้ยางพารา สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่งออกให้กับอิเกียซึ่งเป็นธุรกิจขายเครื่องเรือนและของใช้ในบ้านรายใหญ่จากประเทศสวีเดน จำนวน 100 เปอร์เซ็นต์ของการผลิต

ผลิตภัณฑ์ของพิณฯ ผลิตในประเทศไทย ใช้ไม้ป๊อปล่า และไม้ยางพาราจากสวนยาง เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิต อาทิ เก้าอี้ โต๊ะ ชั้นลิ้นชักใส่เสื้อผ้า ชั้นวางของ ตู้หนังสือ เป็นต้น ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เรียบง่าย

จากประสบการณ์การผลิตเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุไม้ด้วยระยะเวลา 21 ปี ทำให้พิณฯ เป็นผู้นำด้านคุณภาพของสินค้าภายใต้วิสัยทัศน์ “เราจะสร้างความเชื่อมั่นด้วยผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณค่า คุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของลูกค้า”

นอกจากนี้ ยังยึดพันธกิจที่จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้ล้ำหน้า ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ สร้างการทำงานอย่างมีระบบ ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

DINH DUC ANH ลั่นธุรกิจทัวร์ใน “เวียดนาม” แข่งขันสูง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

DINH DUC ANH ลั่นธุรกิจทัวร์ใน “เวียดนาม” แข่งขันสูง

ในบรรดาประเทศกลุ่ม CLMV นั้น เวียดนามถือว่าเป็นประเทศในอันดับต้นๆ ที่นักธุรกิจทั่วโลกสนใจเข้าไปลงทุน ด้วยปัจจัยสำคัญหลายอย่าง ทั้งจำนวนประชากรที่มีมาก ประมาณ 90 ล้านคน มีทรัพยากรธรรมชาติ การเมืองมั่นคง และรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ในส่วนของการท่องเที่ยวก็มีศักยภาพเช่นกันเพราะสามารถเชื่อมต่อไปยังหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา จีน และไทย ซึ่งเมื่อไทยและลาวเปิดสะพานมิตรภาพระหว่าง 2 ประเทศที่ไหน เวียดนามก็ได้รับผลประโยชน์นั้นด้วย

ทุกวันนี้การไปเที่ยวในประเทศลาวและเวียดนามภายในวันเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร สามารถนั่งรถโดยสารจากบ้านเราไปยังเวียดนามได้โดยผ่านลาว การใช้เส้นทางรถยนต์นั้นสะดวกมาก และในวันเดียวกันนั้นสามารถรับประทานอาหาร 3 มื้อใน 3 ประเทศได้อย่างสบายๆ

เส้นทางยอดฮิตของทัวร์ไทย

หลายวันก่อนได้มีโอกาสสนทนากับ Mr.DINH DUC ANH หรือ คุณเอ วัย 35 ปี เจ้าของบริษัททัวร์ ANH EM TRADING & TOURISM นักธุรกิจหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และอยู่ในวงการท่องเที่ยวมาเกือบ 10 ปี เขาพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว จนดูไม่ออกว่าเป็นคนเวียดนาม หากไม่บอกชื่อนามสกุลจริงๆ

“ก่อนหน้านี้ผมเป็นไกด์บริษัททัวร์มาก่อน 5 ปี ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านธุรกิจที่เวียดนาม แล้วไปทำด้านท่องเที่ยว และผมไปเรียนภาษาไทยที่ราชภัฏนครพนม คนเวียดนามที่เรียนภาษาไทยถือว่าได้เปรียบ คนเวียดนามทำธุรกิจร่วมกับคนไทยก็เยอะ”

คุณเอ เล่าว่า ส่วนมากจะรับทัวร์ไทย ทัวร์ลาว เข้าเวียดนาม แต่เน้นทำทัวร์ไทยมาเที่ยวเวียดนามมากกว่า และทำทัวร์เวียดนามไปเที่ยวไทย-ลาวด้วย เส้นทางหลักที่คนไทยมาเที่ยว มี เว้ ดานัง ฮอยอัน ซึ่งเป็นการเที่ยวทางภาคกลางของเวียดนาม ส่วนใหญ่มาทางรถยนต์ ซึ่งสะดวกมาก สามารถเดินทางจากมุกดาหาร เข้ามาถึงจังหวัดเว้ ระยะทางประมาณ 380 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณของเวียดนาม ถือเป็นเส้นทางยอดนิยม ที่สำคัญ ราคาไม่แพง ทั้งได้เที่ยวและได้ช็อปปิ้ง ถ้าเป็นวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวไทยมีเข้ามาเยอะ

นอกจากจะมาเที่ยว เว้ ดานัง ฮอยอันแล้ว อีกเส้นทางหนึ่งคือกรุงฮานอย ฮาลองเบย์ เส้นทางนี้ส่วนมากจะไปทางเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่ฮานอย เส้นทางใหม่อีกเส้นที่คนไทยจะมาเที่ยวเวียดนามมาทางเวียดนามใต้คือโฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของเวียดนาม การไปมุยเน่ต้องไปทางเครื่องบิน แต่จะมีเปิดเส้นทางใหม่คือ เข้าทางกัมพูชาแล้วเข้าเวียดนามใต้ สามารถไปทางรถได้เหมือนกัน

“นักท่องเที่ยวไทยที่เข้ามาเที่ยวเวียดนาม อยู่อันดับ 4 อันดับ 1 เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากคนจีนจะบินเข้ามาแล้ว จะมาทางรถและทางเรือของเวียดนามด้วย เพราะชายแดนทางเหนือของเวียดนามติดกับประเทศจีน ทางเหนือจังหวัดแรกของเวียดนามที่จีนเข้ามา คือ กว่างบิงห์ จากนั้นไปเที่ยวกรุงฮานอย และฮาลองเบย์ แต่ที่จะลงมาเที่ยวเวียดนามภาคกลางกับทางภาคใต้ยังมีน้อยอยู่ นักท่องเที่ยวอันดับ 2 เป็นญี่ปุ่น อันดับ 3 ไต้หวัน”

จีนครองแชมป์เข้าเวียดนาม

ทั้งนี้ ในจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามายังเวียดนามนั้น แม้ไทยจะไม่ใช่อันดับ 1 แต่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่ในอันดับต้นๆ ที่สำคัญ เป็นลูกค้าที่พ่อค้าแม่ค้าเวียดนามชื่นชอบ เพราะนิยมการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ หากรถนักท่องเที่ยวไทยไปจอดที่ไหน ร้านค้าแถวนั้นต่างแฮปปี้กันถ้วนหน้า ฉะนั้น ยามใดที่นักท่องเที่ยวไทยไม่มาหรือลดน้อยลงก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าเวียดนามขาดรายได้ไปด้วย โดยเฉพาะช่วงที่การเมืองไทยวุ่นวายในปี 2556 ต่อมาถึงปี 2557 ขณะที่ช่วงการเมืองปกตินักท่องเที่ยวไทยจะเข้าไปเที่ยวเวียดนามจำนวนมาก

ปัญหาอุปสรรคสำหรับการท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างหนึ่งคือ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องห้องน้ำ ประเด็นนี้ คุณเอยอมรับเรื่องห้องน้ำว่าเวียดนามยังลำบากอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่รับคนไทยเข้ามาก็มีการปรับปรุงเรื่องห้องน้ำดีขึ้น ส่วนที่พัก ร้านอาหารต่างๆ ก็ดีขึ้น หมายถึงก็ได้มาตรฐาน

อย่างที่เกริ่นไป การเปิดสะพานเชื่อมระหว่างไทยกับลาวตามจุดต่างๆ นั้น เวียดนามได้รับผลประโยชน์ในเรื่องการท่องเที่ยวไปด้วย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวเวียดนามได้หลากหลายเส้นทาง ดังที่นักธุรกิจหนุ่มรายนี้บอก

“ในเรื่องของการเปิดสะพาน ความจริงก็มีประโยชน์มาก นอกจากจะมีเส้นทางใหม่ๆ ที่เข้ามาจากไทย มาเวียดนามก็มีหลายเส้นทางคือ เส้นทางหมายเลข 8 ซึ่งจะมาทางหนองคายเข้ามาทางกรุงเวียงจันทน์ หรือมาทางนครพนม เข้ามาฝั่งลาว ผ่านหลักซาว แล้วเข้าถนนหมายเลข 9 จะผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 นครพนม เข้ามาแขวงคำม่วนของลาว เพื่อมาเส้นทางหมายเลข 12 เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจากไทยเข้ามาเวียดนามทางภาคกลางคือ เข้ามาทางกว่างบิงห์”

ในเรื่องเส้นทางท่องเที่ยวในเวียดนามว่าไปแล้วก็มีไม่กี่เส้นทางที่บริษัททัวร์นำเสนอต่อลูกค้า หลักๆ คือ เส้นทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละเมืองก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยคุณเอ แจกแจง จริงๆ แล้วเส้นทางเหล่านี้ไม่ถือว่าซ้ำ เพราะที่เวียดนามก็มีทำเป็นที่เที่ยวที่คนสร้างขึ้นมา ยกตัวอย่างที่ดานังก็มีบาน่าฮิลล์ ซึ่งเป็นการนั่งกระเช้าขึ้นภูเขาที่ยาวที่สุดของโลก คนเวียดนามก็พยายามสร้างสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่ๆ แต่ถ้าจะมานั่งกระเช้าต้องเพิ่มเวลาเข้าไปอีก 1-2 วัน ถึงจะมีเวลาไปเที่ยวได้

“เมืองดานังเจริญขึ้นเยอะ เพราะมีท่าเรือเตียนซา ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศเวียดนาม ถ้าพูดถึงท่าเรือดานัง ตอนที่มีการเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ขึ้นมาทางจังหวัดมุกดาหาร ไม่ใช่ว่าให้คนไทยมาเที่ยวอย่างเดียว แต่สามารถขนของจากญี่ปุ่นหรือจีนเข้ามา เพื่อจะมาผ่านดานัง ผ่านลาว แล้วไปที่ไทย หรือสินค้าจากไทยมาส่งที่ดานัง ระยะทางใกล้กว่าไปส่งที่ท่าเรือคลองเตย ซึ่งเป็นการเดินเรือที่ไกลกว่า ทำให้เมืองดานังมีการพัฒนาเร็วขึ้น”

จุดหมายหลัก กรุงเทพฯ-พัทยา

ในส่วนของปริมาณนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เข้ามาเที่ยวไทยนั้น คุณเอ ระบุว่า มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนเวียดนามจะนิยมไปเที่ยวกรุงเทพฯ พัทยา ปีหนึ่งมีจำนวนเยอะมาก ส่วนใหญ่ไปทางเครื่องซึ่งจะบินจากเวียดนามเข้าไทยเยอะมาก การไปเที่ยวเมืองไทยของคนเวียดนามค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท สำหรับคนเวียดนามถือว่าไม่แพง สาเหตุที่คนเวียดนามชอบมาเที่ยวไทยคือ 1. มีสถานที่เที่ยวต่างๆ 2. คนเวียดนามชอบช็อปปิ้งของกิน ของใช้ ของไทย

ด้านเส้นทางท่องเที่ยวในต่างแดนที่คนเวียดนามนิยมไปเที่ยวอันดับ 1 คือ ไปเที่ยวไทย อันดับ 2 ไปเที่ยวสิงคโปร์ มาเลเซีย และ จีน ขณะที่เมื่อก่อนคนเวียดนามไปเที่ยวจีนเยอะ แต่ตอนนี้คนเวียดนามไปเที่ยวจีนน้อยลง

เจ้าของบริษัททัวร์ ANH EM TRADING & TOURISM พูดถึงการทำทัวร์ในประเทศลาวว่า จะนิยมไปท่องเที่ยวกันในช่วงปิดเทอมของคนลาวที่อยู่ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ส่วนใหญ่คนลาวที่เข้ามาเที่ยวเวียดนามมักนิยมไปเที่ยวทะเล เพราะที่ลาวไม่มีทะเล แต่ที่เวียดนามฝั่งตะวันออกติดทะเล 3,000 กิโลเมตร ติดทะเล คนลาวสามารถเที่ยวได้ทุกจังหวัดของเวียดนาม แต่สำหรับทัวร์ไทยจะมาเรื่อยๆ ทั้งปี

การท่องเที่ยวของเวียดนามนับเป็นอีกธุรกิจที่ทำเงินมหาศาลเข้าประเทศ เป็นตลาดที่มีเม็ดเงินสะพัด และมีผู้ประกอบการหน้าใหม่หน้าเก่าเข้าสู่ธุรกิจนี้กันอยู่ตลอด รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย ฉะนั้น ตลาดนี้จึงมีการแข่งขันสูง ดังที่คุณเอให้ข้อมูล การทำธุรกิจท่องเที่ยว คู่แข่งก็มีเยอะ แต่ของบริษัททำมามั่นคงแล้ว ถ้าคิดเฉลี่ยตัวเลขเติบโตอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์

“จุดเด่นของบริษัทผมคือ ไกด์ไทยของบริษัทจะมี 8 คน ส่วนพนักงานทั้งหมดจะมี 22 คน ทำทัวร์เวียดนาม แล้วก็รับคนไทยมาเที่ยวเวียดนาม ถือว่าเป็นบริษัททัวร์ขนาดกลาง เราไม่ได้ใช้ไกด์ฟรีแลนซ์ เราใช้ไกด์ที่พูดภาษาไทยได้และอยู่ในรุ่นหนุ่มสาวที่สามารถดูแลทัวร์ไทยที่สูงอายุได้ เวลามีปัญหาไกด์สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ไม่ต้องไปแจ้งที่บริษัทอีกที ซึ่งจะแตกต่างจากบริษัททัวร์อื่นที่ไม่ค่อยมีไกด์เท่าไร ต้องใช้ไกด์ฟรีแลนซ์”

คุณเอ พูดถึงหลักการทำธุรกิจให้ฟังว่า แต่ก่อนเป็นไกด์มา จากนั้นก็ค่อยๆ เติบโต ฉะนั้น เลยรู้ว่า ไกด์ต้องการอะไรบ้างหรือลูกค้าต้องการอะไรบ้าง ตอนแรกค่อยๆ ทำ เริ่มจากพาทัวร์ไทยเข้ามาที่เวียดนาม จากนั้นทำทัวร์เวียดนามเที่ยวในเวียดนาม และทำทัวร์เวียดนามเที่ยวต่างประเทศ เป็นการค่อยๆ ไต่ระดับโตขึ้น ไม่ใช่เปิดครั้งแรกก็ใหญ่โต ต้องค่อยๆ เปิดใหญ่ขึ้น

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะมาลงทุนทำธุรกิจที่เวียดนามว่า ตอนนี้มีธุรกิจของคนไทยหลายอย่างในเวียดนาม เช่น ซีพีก็เข้ามาลงทุนทำเกี่ยวกับอาหารสัตว์ ซึ่งที่เวียดนามเข้ามาลงทุนง่าย เพราะแรงงานที่เวียดนามถูก รัฐบาลเปิดให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนทั้งในด้านการศึกษา หรือการเปิดโรงพยาบาล

นับเป็นนักธุรกิจหนุ่มอีกคนของเวียดนามที่มีวิสัยทัศน์ และเชื่อว่าในอนาคตบริษัททัวร์ ANH EM TRADING & TOURISM ของเขาย่อมจะพัฒนาขยายกิจการไปได้อีกไกล

มิถุนายน 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: