ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“บุญนำพา” ออร์แกไนซ์งานมงคล คนอุดหนุนตรึม สิงหาคม 18, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี ปัทมานันท์

“บุญนำพา” ออร์แกไนซ์งานมงคล คนอุดหนุนตรึม

“…บ้านสร้างใหม่ทุกวันนี้ปีหนึ่งขึ้นเป็นแสนหลัง คิดเแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของ 100,000 หลัง เท่ากับ 1,000 หลัง 1 ปีมี 365 วัน การรับจัดงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ปีหนึ่ง 1,000 หลัง อาจรับไม่ไหวแล้ว”

แม้เพิ่งเปิดตัวเป็นทางการได้ไม่นาน แต่มีงานทยอยเข้าชนิดไม่ขาดสาย แว่วว่าตารางคิวเต็มถึง 3 เดือนล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว

สำหรับ “บุญนำพา” ธุรกิจรับจัดงานทำบุญ งานมงคลทุกประเภท

เริ่มตั้งแต่จัดเตรียมสถานที่ นิมนต์พระ จัดโต๊ะหมู่ อาสนะ รวมทั้งอุปกรณ์พิธีทุกอย่าง ให้งานออกมาประณีตสวยงาม ครบครันถูกต้องครบถ้วนตามประเพณี

ชนิดที่ “เจ้าภาพ” ไม่ต้องหัวหมุนให้วุ่นวาย ขอแค่เตรียมปัจจัยใส่ซองถวายพระเท่านั้นเป็นพอ

หาอาชีพเสริม

ได้อาจารย์ชี้แนะ

คุณกอล์ฟ-สรสิช เนตรนิล อายุ 35 ปี เจ้าของ “บุญนำพา” ธุรกิจออร์แกไนซ์งานบุญ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ได้เป็นอย่างดีรายนี้ เริ่มต้นให้ฟังด้วยอัธยาศัยกันเอง

จบการศึกษาปริญญาตรีด้านบัญชี ปริญญาโทการตลาด ผ่านงานมาแล้วหลายอย่าง ทั้งเปิดร้านอาหาร นำเข้าส่งออก รับจัดอีเว้นต์ วางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาด ล่าสุด นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการส่วนงาน ประจำองค์กรมหาชนแห่งหนึ่ง

ช่วงทำงานประจำ เริ่มอยากมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น เลยเริ่มมองหาธุรกิจที่สามารถเป็นนายตัวเองได้

จังหวะเดียวกันนั้น ที่บ้านของเขามีงานตั้งศาลพระภูมิ จึงเชิญ อาจารย์มุนินทร์ มุนินโท ซึ่งเคยบวชเรียนนานกว่า 20 พรรษา มาช่วยทำพิธีให้

หลังเสร็จงาน อาจารย์มุนินทร์ ปรารภว่า ที่ผ่านมา ชีวิตของท่านเจอแต่สิ่งดีงาม เพราะงานที่ทำล้วนแต่นำสิ่งดีๆ ไปสู่บ้านของคนอื่น แถมเดือนหนึ่งทำงานแค่ 15 วัน ที่เหลือมีเวลาพักผ่อนกับครอบครัว

ได้ฟังคำชี้แนะดังว่า เลยเกิดคำถามขึ้นในใจ

“ทำไมไม่ทำงานแบบท่านอาจารย์มุนินทร์บ้าง เพราะตัวเองก็มีความสามารถในการจัดอีเว้นต์ ความรู้ด้านการตลาดอยู่พอตัว”

ประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูล คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและมีความเชื่อเรื่องการทำบุญอย่างเหนียวแน่น คนไทยเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ที่ซื้อบ้านหลังใหม่ต้องมีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่

ขณะที่บ้านสร้างใหม่ทุกวันนี้ปีหนึ่งขึ้นเป็นแสนหลัง คิดเแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของ 100,000 หลัง เท่ากับ 1,000 หลัง 1 ปีมี 365 วัน การรับจัดงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ปีหนึ่ง 1,000 หลัง อาจรับไม่ไหวแล้ว

มีลูกค้าก่อน

ถึงค่อยลงทุน

สรุปตัวเลขจากสถิติคร่าวๆ พบความต้องการของผู้บริโภคเป็นตลาดที่ใหญ่มาก จึงมีความเป็นไปได้ในการ “แจ้งเกิด”

คุณกอล์ฟจึงเริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานพิธีมงคลจากตำรับตำรา รวมทั้งขอคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ พระเถระผู้ใหญ่ตามวัดต่างๆ

สะสมความรู้ได้พอตัว ถึงขั้นตอนทดลองรับจัดงานบุญให้กับเพื่อนฝูง-ญาติสนิท โดยไม่คิดค่าเหนื่อย แต่ต้องใช้เวลาว่างช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพราะยังทำงานประจำอยู่

เมื่อประสบการณ์ทั้งของตนเองและทีมงานอยู่ในระดับน่าพอใจ ก้าวต่อไปเป็นการประชาสัมพันธ์กิจการให้เป็นที่รู้จัก ผ่านทางสื่อออนไลน์เป็นหลัก

กระทั่งได้ “ลูกค้ารายแรก” ซึ่งมีการคิดค่าใช้จ่าย และไม่ใช่คนใกล้ตัว

“ธุรกิจบุญนำพาไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนก่อน พอมีลูกค้าติดต่อเข้ามาถึงจะไปซื้อหาอุปกรณ์ที่จำเป็น ซึ่งเป็นของใหม่ทั้งหมด ไม่ได้ยืมจากวัดแม้แต่ชิ้นเดียว” คุณกอล์ฟ เผย

เมื่อเริ่มนับหนึ่ง จึงต่อเป็น สอง สาม สี่ เรื่อยมาเกือบปี ด้วยแรงบอกต่อ เพราะลูกค้าต่างประทับใจในบริการที่มีมากกว่างานด้านพิธีสงฆ์ตามปกติ

“งานบริการลักษณะนี้ยังไม่ค่อยมี หรือที่มีก็ยังมีจุดอ่อน-จุดแข็งแตกต่างกันไป ธุรกิจในแบบของผมจึงเน้นการพูดคุยให้เข้าใจตรงกันชัดเจน การให้บริการของทีมงานทุกคนต้องเป๊ะ ไม่ใช่สักแต่ว่าไปจัดให้จบ ที่ผ่านมา จึงยังไม่เคยโดนลูกค้าตำหนิหรือต่อว่าแม้แต่รายเดียว” คุณกอล์ฟ ว่าอย่างนั้น

เดือนเดียว 40 ราย

เตรียมเปิดบริษัท

ปัจจุบัน คุณกอล์ฟลาออกจากงานประจำ มาทำหน้าที่บอสใหญ่ แห่งธุรกิจบุญนำพาแบบเต็มตัว เนื่องจากลูกค้ามีเข้ามาใช้บริการกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ยกตัวอย่าง เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแค่เดือนเดียว มีงานจองถึง 40 รายเลยทีเดียว

“ลูกค้ามาจากทั่วสารทิศ ต่างจังหวัดไกลๆ ก็มี แต่ถ้ารับไม่ไหว เต็มก็บอกว่าเต็ม จะไม่กระเสือกกระสนจนงานออกมาไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ตั้งใจ ถ้าคุณภาพไม่ได้เราไม่ทำ” เจ้าของ “บุญนำพา” ย้ำหนักแน่น

เกี่ยวกับอุปสรรคในการทำงาน อย่างเรื่องนิมนต์พระมีปัญหาหรือไม่ คุณกอล์ฟ อธิบาย ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา เพราะทุกวันนี้คนทำบุญนิยมฤกษ์สะดวก หากเดือนไหนฤกษ์ดี คิวจะเต็มแล้วล่วงหน้า 2 เดือน พระท่านก็จะบอก

และหลักการนิมนต์ จะไปนิมนต์วัดที่ใกล้กับสถานที่จัดงานก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสามารถควบคุมการเดินทางให้อยู่ในเวลาที่เหมาะสมได้ เพื่อตัดความกังวลใจของเจ้าภาพที่อาจเกรงพระจะมาไม่ทันฤกษ์ยามที่วางไว้

“ปัญหาอุปสรรคของธุรกิจนี้คือ เรื่องคน ถ้าทีมงานไม่ดีก็แย่ ความจริงมีหลายเจ้าทำธุรกิจแบบนี้ แต่มักประสบปัญหาแบบเดียวกันคือ เรื่องคน มัคนายกไม่มี คนนำสวดไม่ได้ เอาใครก็ไม่รู้ เพิ่งหัดใหม่ นำสวดติดๆ ขัดๆ เจ้าภาพคงไม่สบายใจ

ทีมงานของบุญนำพา จึงถูกฝึกเยอะมากก่อนจะให้ออกงาน แต่ลูกน้องดีๆ หายาก การให้เงินเดือนอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องดูแลกันแบบพี่น้องด้วย เร็วๆ นี้ บุญนำพาจึงจะจดทะเบียนเป็นบริษัทเพื่อเป็นอีกก้าวหนึ่งของความมั่นคงระดับหนึ่งของพนักงานที่จะโตไปพร้อมกัน” คุณกอล์ฟ เผยให้ฟัง

เกี่ยวกับความตั้งใจในธุรกิจ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงท่านนี้บอก กำลังวางโมเดลเพื่อขยายฐานการบริการไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่าง ขอนแก่น นครราชสีมา เพราะไลฟ์สไตล์เหมือนคนกรุงเทพฯ แต่รูปแบบของธุรกิจจะเป็นการขยายสาขาเองหรือหาคนร่วมทุนในลักษณะแฟรนไชส์นั้นอยู่ระหว่างการตัดสินใจ

ส่งท้ายถามไถ่ถึงผลตอบแทน คุณกอล์ฟ บอกตรงๆ โดยรวมแล้วถือว่าดีมาก ตอนแรกกะไว้ว่าทำแล้วจะมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะธุรกิจโตเร็วมากจริงๆ

ตัวอย่าง แพ็กเกจ “บุญนำพา”

“บุญนำพา 1” ราคา 27,999* บาท

นิมนต์พระ, พิธีสงฆ์, โต๊ะหมู่, อาสนะ, อุปกรณ์ประกอบพิธี, พิธีกรดำเนินพิธี, ชุดไทยธรรม, ผ้าไตรเต็ม, ดอกไม้สด, อาหารบุฟเฟ่ต์ 50 ที่พร้อมภาชนะ, รถรับส่งพระ

“บุญนำพา 2” ราคา 25,999* บาท

นิมนต์พระ, พิธีสงฆ์, โต๊ะหมู่, อาสนะ, อุปกรณ์ประกอบพิธี, พิธีกรดำเนินพิธี, ชุดไทยธรรม, ผ้าไตรเต็ม, ดอกไม้สด, อาหารบุฟเฟ่ต์ 40 ที่พร้อมภาชนะ, รถรับส่งพระ

“บุญนำพา 3” ราคา 23,999* บาท

นิมนต์พระ, พิธีสงฆ์, โต๊ะหมู่, อาสนะ, อุปกรณ์ประกอบพิธี, พิธีกรดำเนินพิธี, ชุดไทยธรรม, ดอกไม้สด, อาหารบุฟเฟ่ต์ 30 ที่พร้อมภาชนะ, รถรับส่งพระ

“บุญนำพา 4” ราคา 21,999* บาท

นิมนต์พระ, พิธีสงฆ์, โต๊ะหมู่, อาสนะ, อุปกรณ์ประกอบพิธี, พิธีกรดำเนินพิธี, ชุดไทยธรรม, ดอกไม้สด, อาหารบุฟเฟ่ต์ 20 ที่พร้อมภาชนะ, รถรับส่งพระ

* รับส่วนลด 1,000 บาท หากเจ้าภาพรับส่งพระเอง

* สามารถเปลี่ยนเป็นถวายแบบโตกได้ เพิ่มโตกละ 100 บาท

* ราคาแพ็กเกจนี้เป็นราคาเลี้ยงพระเพลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สอบถามรายละเอียดจัดงานทำบุญ โดย “บุญนำพา”

โทรศัพท์ : (089) 145-4922

เว็บไซต์ : http://www.boonumpar.com

LINE : golffy001

 

“สหชลผลพืช” บุกตลาดนมถั่วเหลือง เดินหน้าปั้นแบรนด์ “มารูซัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“สหชลผลพืช” บุกตลาดนมถั่วเหลือง เดินหน้าปั้นแบรนด์ “มารูซัน”

มารูซัน เป็นน้ำนมถั่วเหลือง มีเทคโนโลยีในการผลิตตามแบบฉบับญี่ปุ่น นำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่น เป็นนมที่ไม่ใส่นมวัวผง เนื้อสัมผัสของนมจะเนียน ไม่หวาน เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น กลุ่มสูงอายุ และกลุ่มคนที่แพ้นมวัว

เมื่อ พ.ศ. 2522 เครือสหพัฒนพิบูล มีความคิดที่จะดำเนินธุรกิจการเกษตรเพื่อส่งออก จึงร่วมทุนกับ ประเทศญี่ปุ่น จัดตั้ง บริษัท สหชลผลพืช จำกัด ผลิตขิงดอง แตงกวาดอง ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น

ต่อจากนั้นมา บริษัทสหชลผลพืช ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในเครือของ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัทตัวแทนจำหน่ายยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย ที่รับผิดชอบในการกระจายสินค้ากว่า 600 รายการ ภายใต้ 90 แบรนด์สู่ครอบครัวคนไทย

ปัจจุบัน บริษัทสหชลผลพืช ดำเนินกิจการผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูปทางการเกษตร เช่น ขิงสด ขิงแปรรูป มีกำลังการผลิตประมาณ 5,000 ตัน ต่อปี ใช้ขิงจากแหล่งเพาะปลูกในประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ มีการควบคุมการผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับส่งออกไปยังต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป มียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท ต่อปี

นอกจาก ขิงสด ขิงแปรรูป บริษัทสหชลผลพืช ยังผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ผลิตจากหัวบุก ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพประเภทเส้นใยรสผลไม้ โดยใช้ผงบุก ภายใต้เครื่องหมายการค้า “คอนยัคกี้” ผงบุกบรรจุแคปซูล ยาชงสมุนไพรแคทเธอรีน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร i-Healti Q10 เป็นต้น

ล่าสุด บริษัทสหชลผลพืช ทุ่มงบ 250 ล้านบาท บุกตลาดนมถั่วเหลือง ชูจุดเด่นหวานน้อย ไม่มีส่วนผสมของนมผง นมวัวผสม เหมาะกับผู้ที่แพ้นมวัว โดยเครื่องจักรและโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 22000 (ระบบการจัดการความปลอดภัยในอาหาร) และ ISO 14001 (ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม)

บริษัทในเครือสหพัฒน์

ได้ไลเซนส์ ผลิตนมถั่วเหลือง

คุณสุรัช พัฒนวงศ์ยืนยง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหชลผลพืช จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวน้ำนมถั่วเหลืองสไตล์ญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ “มารูซัน” อย่างเป็นทางการเมื่อกลางปีที่แล้ว และได้ผลตอบรับดีจากลูกค้า ส่งผลให้มียอดขายและกำลังการผลิตเติบโตแบบก้าวกระโดด

น้ำนมถั่วเหลือง ภายใต้แบรนด์ “มารูซัน” เป็นการร่วมมือระหว่าง บริษัท สหชลผลพืช จำกัด กับ บริษัท มารูซัน ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 60 ปี เป็นน้ำนมถั่วเหลืองแบบฉบับญี่ปุ่น มีความเป็นธรรมชาติสูง มียอดขายสูงเป็นอันดับต้นๆ ในญี่ปุ่น

“บริษัท มารูซัน ประเทศญี่ปุ่น มอบโอกาสให้บริษัทสหชลผลพืช ลักษณะไลเซนส์ ผลิตน้ำนมถั่วเหลือง เป็นประเทศเดียวในโลก เนื่องจากไว้วางใจในชื่อเสียงของบริษัทที่สั่งสมมานาน 36 ปี มีความพร้อมในเครื่องจักร รวมถึงอยู่ใต้ชายคาบริษัทสหพัฒนพิบูล ในความร่วมมือครั้งนี้ ผมมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดน้ำนมถั่วเหลืองในไทย ที่มีมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังต้องการบุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกด้วย”

มารูซัน เป็นน้ำนมถั่วเหลือง มีเทคโนโลยีในการผลิตตามแบบฉบับญี่ปุ่น นำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่น เป็นนมที่ไม่ใส่นมวัวผง เนื้อสัมผัสของนมจะเนียน ไม่หวาน เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น กลุ่มสูงอายุ และกลุ่มคนที่แพ้นมวัว ปัจจุบันพื้นที่โรงงานมีทั้งหมด 12 ไร่ มีพนักงาน 300 คน ขณะนี้มีกำลังการผลิต 60 ล้านกล่อง ต่อปี และตลอดระยะเวลาที่เปิดตัวสินค้ามาเจาะกลุ่มตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ

“กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กวัยรุ่น กลุ่มสูงอายุ และกลุ่มคนที่แพ้นมวัว ซึ่งขณะนี้วางจำหน่ายตามร้านค้าและห้างสรรพสินค้า อาทิ เดอะมอลล์ ท็อปส์ แม็กซ์แวลู ฟู้ดแลนด์ แฟมิลี่มาร์ท ในราคากล่องละ 10-13 บาท มี 3 รสชาติ ได้แก่ มารูซันน้ำนมถั่วเหลืองเจแปนนีสสไตล์ รสชาติหวานน้อย มารูซันน้ำนมถั่วเหลืองผสมชา และมารูซันน้ำนมถั่วเหลืองผสมชาเขียวมัตฉะ อนาคตจะเปิดตัว รสชาติน้ำนมถั่วเหลืองผสมกาแฟ ผสมสตรอเบอร์รี่”

หวัง 3 รสชาติ โดนใจ

เลือกบอย พรีเซ็นเตอร์

จุดแข็งของมารูซัน มีรสชาติหวานน้อย ไม่มีส่วนผสมของนมผง บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นมีรสชาติน้ำนมถั่วเหลือง 20 รสชาติ ในประเทศไทยตอนนี้ยังมีเพียง 3 รสชาติ แต่คุณสุรัช เผยว่า จะเพิ่มรสชาติใหม่ๆ ปีละ 3 รสชาติ หวังว่าจะถูกปากผู้บริโภคไทยอย่างแน่นอน

ด้านวัตถุดิบที่ใช้ คุณสุรัชใช้ถั่วเหลืองสายพันธุ์ของญี่ปุ่นที่ไม่ตัดแต่งทางพันธุกรรม มาปลูกที่ภาคอีสาน แต่ละเดือนจะผลิตน้ำนมถั่วเหลือง 5 ล้านกล่อง หรือราวปีละ 60 ล้านกล่อง ครึ่งหนึ่งของสินค้าส่งไปจำหน่ายที่ประเทศจีนใน 22 มณฑล อีกครึ่งหนึ่งจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า และขายในไทยผ่านช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) และร้านค้าทั่วไปเป็นหลัก

“พฤติกรรมการบริโภคนมถั่วเหลืองของคนไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค เป็นรองเพียงแค่จีนเท่านั้น ส่งผลให้ตลาดน้ำนมถั่วเหลืองทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกมีช่องว่างทางการเติบโตได้อีกจำนวนมาก”

สำหรับแนวทางการทำตลาด กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้าบุกตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งการรุกตลาดในปีนี้จะรุกไปที่ตลาดระดับกลาง วางงบการตลาดปี 2558 ไว้ที่ 50 ล้านบาท รวมถึงมีการดึงนักร้องอารมณ์ดี “บอย โกสิยพงษ์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ส่วนตลาดต่างประเทศ กรรมการผู้จัดการ เสริมว่า บริษัทเตรียมเจาะเข้าไปตลาดภูมิภาค อาทิ ยุโรป อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง เป็นต้น

“ผมเลือก บอย โกสิยพงษ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เนื่องจากบอย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า มีความเป็นตัวเอง บ่งบอกถึงความเรียบง่าย สุขุม มีความเป็นผู้ใหญ่ และที่สำคัญ มีสุขภาพที่ดี เป็นผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว รวมถึงเป็นคนที่แพ้นมวัว”

อีก 1 แผนธุรกิจของบริษัทสหชลผลพืช คือการเพิ่มกำลังการผลิต โดยซื้อเครื่องจักรเพิ่มอีก 3 เครื่องผลิตน้ำนมถั่วเหลืองให้ได้ 100 ล้านกล่อง ต่อปี

สำหรับมูลค่าตลาดรวมผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม แบ่งสัดส่วนกลุ่มผู้บริโภคน้ำนมถั่วเหลือง 97.36%, น้ำนมข้าวโพด 63.16%, น้ำนมข้าวกล้อง 35.53%, น้ำนมลูกเดือย 28.95%, น้ำนมข้าวโอ๊ต 15.79%, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพผลิตภัณฑ์จากธัญพืชประเภทอื่นๆ 6.58% และน้ำนมเมล็ดทานตะวัน 5.26%

 

“มนัส บุญจำนงค์” จับธุรกิจ “คอร์นเฟล็กฮีโร่” ลบภาพนักชกเสเพล สิงหาคม 4, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

ช่องทางสร้างอาชีพ

สุธิษา

“มนัส บุญจำนงค์” จับธุรกิจ “คอร์นเฟล็กฮีโร่” ลบภาพนักชกเสเพล

หากเอ่ยชื่อ “มนัส บุญจำนงค์” หลายคนคงยังจำภาพฮีโร่นักชกมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท เจ้าของ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน จากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ และโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้เป็นอย่างดี

และสิ่งที่ตามมาคือ ข่าวคราวเรื่องพฤติกรรมที่วงการมวยต่างเคยต้องกุมขมับ ช่วงปี 2008 “มนัส” ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนน้ำหนักเกิน เพราะมีปัญหารุมเร้าทั้งเงินที่ได้มาจากแชมป์เหรียญทองโอลิมปิกหมดไปในพริบตา รวมทั้งข่าวปัญหารักร้าว แต่สุดท้ายเขากลับใจฮึดสู้ คว้าเหรียญเงินโอลิมปิกมาให้คนไทยได้เชยชม ถือเป็นนักกีฬาคนแรกในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่สามารถคว้าเหรียญในโอลิมปิกได้ติดต่อกันถึง 2 สมัย

กระทั่งปี 2555 ก่อนการแข่งขันโอลิมปิก 2012 กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระหว่างการเก็บตัวซุ่มซ้อมหลังได้รับโควต้าไปชกคัดเลือกโอลิมปิก แต่ “เติ้ล-มนัส บุญจำนงค์” กลับประกาศเลิกชกมวยกะทันหัน เพราะรู้สึกกดดัน หลายคนต่อว่า ว่าเขาเสเพล ดื่มเหล้า ติดการพนัน และน้อยใจผู้ใหญ่บางคนในวงการมวย แม้จะมีรุ่นพี่ที่ออกหน้าช่วยเหลือพูดคุยกับผู้ใหญ่อย่าง “พี่บาส-สมรัก คำสิงห์” ก็ยื้อไว้ไม่อยู่

ในด้านแวดวงการเมือง เขาเคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา และได้รับการจัดรายชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 18 แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้รับการเลือกตั้ง

จนวันนี้ผ่านมากว่า 3 ปี ฮีโร่มนัส วัย 35 ปี ขอกลับมาแก้ตัวอีกครั้งในหน้าสื่อ ด้วยเพราะมีรักใหม่ที่สดใสกว่าเดิม พร้อมกลับตัวกลับใจเป็นมนัสคนใหม่ ครั้งนี้เขาออกมาสัมภาษณ์คู่กับแฟนสาว “น้องลูกปัด-พิชยาภา พูนิสสัน” สาวบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี วัย 26 ปี แม้จะพบรักกันไม่ถึงปีดีนัก แต่คุณมนัสพูดเต็มปากว่า หลังจากเจอคุณลูกปัดแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“หลังประกาศหันหลังให้วงการมวย ผมก็กลับบ้านมารับงานโชว์ตัวออกอีเว้นต์ไปงานต่างๆ ทั้งโชว์ตัวอย่างเดียวหรือไม่ก็เตะฟุตบอลกับทีมมานา จ้างโชว์ตัวทั้งงานการกุศล และงานตามต่างจังหวัด ไม่มีอาชีพประจำเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อไม่มีงานโชว์ตัวก็ว่างงาน ใครก็ว่าผมเสเพล ดื่มเหล้า ต่างๆ นานา จนกระทั่งมาเจอกับแฟนคนนี้ (คุณลูกปัด) เขาก็แนะนำให้ใช้เวลาว่างหาธุรกิจทำขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง”

คุณมนัส เล่าต่อว่า ทางคุณลูกปัดเสนอให้ลองทำขนม “คอร์นเฟล็ก” ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “คอร์นเฟล็ก ฮีโร่ (CornFlake Hero)” บาย มนัส บุญจำนงค์ โดยขอสูตรรสน้ำผึ้งมาจากน้องสาวของเธอ ที่แต่เดิมทำทานเล่นกันเองในครอบครัว ลองผิดลองถูกจนได้รสชาติที่ขายได้ ตัวเขาเองมีหน้าที่ช่วยบรรจุใส่กล่อง ติดสติ๊กเกอร์ แพ็กของ หาช่องทางการขาย โดยใช้สื่อที่มีในมือให้เป็นประโยชน์ เช่น ใช้โซเซียลมีเดียที่มีทั้งในเฟซบุ๊ก “มนัส บุญจำนงค์” และช่องทางอื่นๆ ประกาศขายสินค้าพร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ

เพื่อนฝูงในวงการรวมทั้งผู้ใหญ่ในวงการมวยที่รักใคร่กันยังคงให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ล่าสุด มีผู้ใหญ่ใจดีขอให้เขาผลิตขนมคอร์นเฟล็กรสต่างๆ เพื่อไปแจกให้ผู้ชมที่ซื้อบัตรเข้าชมมวยคู่สำคัญในเวทีมวยลุมพินี

“เราเข้าโรงหนัง เราซื้อป๊อปคอร์นเข้าไปทาน แต่เข้าเวทีมวยอาจต้องสั่งคอร์นเฟล็กฮีโร่ไปทานก็ได้”

เมื่อถามถึงรสชาติ วิธีการผลิต และอนาคตของสินค้า คุณมนัสส่งไม้ต่อให้คุณลูกปัดเล่าต่อทันที

คุณลูกปัด เล่าว่า “จากธุรกิจที่ขายอยู่แถวบ้าน พัฒนาขายให้ลูกค้าทั่วประเทศเพราะได้ช่องทางและวิธีการค้าขายของพี่มนัส เพียงแค่คุยกันว่าอยากให้พี่เขามีธุรกิจจริงจังขึ้นมา 1 อย่างเท่านั้น ยอดขายดีขึ้น มีลูกค้าโทรมาสั่งทุกวันอย่างน้อยวันละ 100 กระปุก ทั้งรสธัญพืช น้ำผึ้ง สตรอเบอร์รี่ ช็อกโกแลต ตั้งแต่ราคา 3 กล่อง 100 บาท ขนาดกลาง 40 บาท กล่องใหญ่ 150 บาท ส่วนอนาคตอยากทำอย่างอื่นขึ้นมาอีก มองว่าอยากเพิ่มรสชาเขียว ผลไม้รวม ซึ่งเป็นสูตรที่เราคิดค้นเองและศึกษาจากอินเตอร์เน็ตพลิกแพลงไม่ให้เหมือนคนอื่น

และเตรียมออกผลิตภัณฑ์ขนมผิงรสชาติแปลกใหม่ เช่น สตรอเบอร์รี่ ช็อกโกแลต รวมทั้งผลไม้อบแห้งเพิ่มเติม โดยใช้แบรนด์พี่มนัสเหมือนเดิม ขณะที่ช่องทางการขาย จะเปิดร้านเป็นของตัวเองที่บริเวณหน้าโรงหนังเปิดใหม่ จังหวัดลพบุรี”

คุณมนัส กล่าวเสริมว่า แม้วันนี้จะเริ่มทำคอร์นเฟล็กได้เพียง 2-3 เดือน ยอดขายต่อเดือนเป็นหลักพันกล่อง รายได้ที่ได้รับอยู่ในระดับโอเค แม้ว่าจะน้อยกว่าการต่อยมวยหลายเท่าตัว แต่เขาเองรู้สึกภูมิใจที่ว่าสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ได้เงินเพียงเล็กน้อยแต่ความภูมิใจมีมากกว่า

“รายได้หากเทียบกับต่อยมวยก็น้อยกว่าเยอะ แต่ผมภูมิใจมากกว่าที่ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ได้มากน้อยผมก็ภูมิใจ เหมือนว่าเราได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ขึ้นมาก่อน”

คุณมนัส ยังระบายความในใจต่อว่า ที่เข้ามาทำธุรกิจหลายคนก็จับตามองว่า เพราะเงินหมดแล้วหรือเปล่าถึงต้องมาค้าขาย จริงๆ แล้วเขาได้รับเงินเดือนกว่าเดือนละ 100,000 บาท จนถึงอายุ 60 ปี จากหน่วยงานต่างๆ ที่ทำสัญญาไว้เมื่อครั้งได้เหรียญโอลิมปิก 2 สมัย หากไม่เกเร เที่ยวเตร่ ลำพังเงินเดือนอย่างเดียวก็พอกินอยู่แล้ว แต่ที่อยากทำเพราะแฟนแนะนำ จากคนว่างมีงานโชว์ตัวสร้างสีสัน ก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง

ส่วนธุรกิจหลังจากนี้ คุณมนัส เล่าว่า เขาตั้งใจจะเปิดยิมสอนมวยที่บ้านคุณลูกปัด เป็นยิมเล็กๆ ใช้สอนเด็ก ผู้หญิง และผู้ที่สนใจ เน้นสอนเพื่อป้องกันตัวและออกกำลังกาย แต่ถ้าคนอยากเรียนไม่มีเงินก็อาจสอนให้ฟรี งบประมาณลงทุนไม่มากมายนักเพราะต้องรอดูกระแสตอบรับอีกครั้ง ส่วนวันเปิดนั้นต้องรอให้ธุรกิจขนมและงานโชว์ตัวลงตัวก่อน คาดว่าจะไม่เกินเดือนเมษายนนี้

เขายืนยันหนักแน่นว่า จะไม่เปิดค่ายมวยอย่างเด็ดขาด เพราะเขารู้ว่าในวงการมวยมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่คือ การบริหารจัดการคนที่ทำได้ยาก เลี้ยงเด็กเลี้ยงได้ แต่ไม่รู้ว่าใจจะมีให้เราหรือเปล่า

สุดท้าย ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกฝากถึงประชาชนคนไทยว่า ในอดีตทำงานเพื่อประเทศชาติ ตอนที่มีข่าวว่าทุกคนบอกว่าได้เหรียญได้เงินทองมากมาย แต่เอาไปถลุง เสเพล กินเที่ยว ตอนนี้รู้แล้วว่าสิ่งที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ไม่ดี

“ผมอยากมีธุรกิจส่วนตัว ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันอุดหนุนหรือรับสินค้าของผมไปขาย อยากให้ลองชิม จากเคยชกมวย นักมวยทุกคนพอเลิกชกมวยก็มีธุรกิจค่ายมวยกันทั้งนั้น แต่ผมมาแหวกแนวจากคนอื่น เลือกที่จะทำขนมขายเป็นเจ้าของธุรกิจเบเกอรี่แทน”

สำหรับผู้ที่สนใจอยากทดลองทาน หรือสั่งซื้อขนมเพื่อขายต่อ สามารถติดต่อคุณมนัสโดยตรงที่เฟซบุ๊ก “มนัส บุญจำนงค์” หรือ โทรศัพท์ (084) 823-7444

จากอดีตนักมวยเสเพลขอกลับใจ หันมาจับธุรกิจขายขนมจากแรงบันดาลใจเรื่องความรัก สร้างเนื้อสร้างตัวพิสูจน์ความตั้งใจจริง ส่วนจะทำได้ดีเพียงใด…ต้องติดตาม

 

“ดีเจเคนโด้” เปิดตัว “ธุรกิจออนไลน์” ทำเงินง่ายๆ แค่แชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ดีเจเคนโด้” เปิดตัว “ธุรกิจออนไลน์” ทำเงินง่ายๆ แค่แชร์

“เว็บไซต์ Trendymallonline.com เป็นเว็บขายสินค้า มีสินค้าให้เลือก 100 กว่าชนิด อาทิ ความงาม เทคโนโลยี สินค้าเพื่อสุขภาพ และยังมีสินค้าของดารา คนดัง ทุกคนสามารถเข้ามาช็อปปิ้งได้ แถมสามารถสร้างรายได้เพียงแชร์ หรือโพสต์ลงบนโลกสังคมออนไลน์ ใครขายสินค้าได้จะได้รับค่าคอมมิสชั่น”

เจ้าของฉายา ดีเจเทวดา หรือ เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร จัดรายการวิทยุมา 14 ปี 11 คลื่นบนหน้าปัด จัดรายการวิทยุมาแล้วทุกรูปแบบ จากจุดเริ่มต้นที่คลื่น 95.5 เวอร์จิ้นฮิตซ์ มา 88.5 ลูกทุ่งไทยแลนด์ จากนั้นย้ายไปอ่านข่าวที่ 99.5 ร่วมด้วยช่วยกัน และ 101 RR ONE (เรดิโอ รีพอร์ต วัน) ตามมาด้วย 94.5 ลูกทุ่งอินเตอร์ ด้วยเอกลักษณ์การจัดรายการใช้สำเนียงภาษาอีสาน พูดตรงไปตรงมา เลยกลายเป็นฮีโร่ในหัวใจของนักสู้ลูกอีสาน

ปัจจุบัน ดีเจเคนโด้ จัดรายการ แชร์เล่าข่าวเด็ด เป็นรายการข่าว อสมท คลื่น 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์ เวลา 14.00-16.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ ส่วนหน้าจอทีวี ในเร็วๆ นี้ ชายหนุ่มอารมณ์ดีจะมีงานใหม่ กับช่องดิจิตอล และงานพิธีกรประจำที่รายการทีวี ดาวเทียม

นอกจากงานพิธีกร ดีเจเคนโด้ยังออกหนังสือ เคนโด้ ดีเจเทวดา ซุป”ตาร์ปลาร้าเดือด หนังสือที่จะทำให้คุณฮาระห่ำ ขำน้ำตาเล็ดไปกับภารกิจพิชิตฝันของนวัตกรรมลูกอีสานยุคใหม่ ผู้ฉีกทุกกฎของดีเจลูกทุ่งหน่อมแน้ม ประเคนความเพี้ยน บ้า ฮา คลั่ง ไม่แคร์คนฟัง ขอเพลงก็ไม่เปิด ส่งเอสเอ็มเอสมาก็ไม่อ่าน ด่าคนฟังออกอากาศ แล้วตัดสายทิ้ง

ด้วยความเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง และขยันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เสมอ ล่าสุด ดีเจ “เคนโด้” ทำธุรกิจออนไลน์ เปิดตัว Trendymallonline.com (เทรนดี้มอลล์ออนไลน์ดอตคอม) ชุมชน คนซื้อคนขายในโลกธุรกิจออนไลน์ อย่างเป็นทางการ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ขายระบบธุรกิจ

เปลี่ยนพฤติกรรมทำเงิน

ดีเจเคนโด้ พูดถึงที่มาที่ไปของการหันมาจับธุรกิจด้านนี้ว่า ตนกับเพื่อนมีโอกาสได้รู้จักคุณวิกรม กรมดิษฐ์ เพราะได้เข้าไปทำการตลาดหนังสือให้กับท่าน เลยปรึกษาคุณวิกรมว่า อยากทำธุรกิจ จะทำธุรกิจอะไรดี ได้รับคำแนะนำมาว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้นทุน ถ้าต้นทุนสูง การคืนทุนก็จะยาก ความเสี่ยงก็จะมากตามไปด้วย ประกอบกับได้รับคำแนะนำว่า “ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ” เป็นธุรกิจที่ลงทุนต่ำ สร้างเม็ดเงินได้จริง คืนทุนได้เร็ว อีกทั้งส่วนตัวมองว่า อินเตอร์เน็ตยังสามารถหาเงินได้อีกเยอะ เลยสร้างระบบธุรกิจออนไลน์ อยู่ในข่ายการตลาดแบบตรง ไม่ใช่การขายตรง ชื่อเว็บไซต์ http://www.trendymallonline.com ชุมชน คนซื้อคนขายในออนไลน์

เว็บไซต์ Trendymallonline.com เป็นเว็บขายสินค้า มีสินค้าให้เลือก 100 กว่าชนิด อาทิ ความงาม เทคโนโลยี สินค้าเพื่อสุขภาพ และยังมีสินค้าของดารา คนดัง ทุกคนสามารถเข้ามาช็อปปิ้งได้ แถมสามารถสร้างรายได้เพียงแชร์ หรือโพสต์ลงบนโลกสังคมออนไลน์ ใครขายสินค้าได้จะได้รับค่าคอมมิสชั่น

ดีเจเคนโด้ อธิบายเพิ่มว่า Trendymallonline.com คือ เว็บไซต์ซื้อ-ขายสินค้า เป็นรูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ให้ผู้ที่สนใจอยากขายของผ่านอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องแพ็กของส่งลูกค้า แต่สามารถสร้างรายได้ 3 ช่องทาง คือ 1. ใครขายสินค้าได้ จะได้รับค่าคอมมิสชั่น 2. แนะนำให้คนเข้ามาใช้ระบบ จะได้รับค่าคอมมิสชั่น 3. แนะนำให้คนนำสินค้าเข้ามาขายใน Trendymallonline.com จะได้รับค่าคอมมิสชั่น ด้านส่วนแบ่งกำไร สินค้าบางชนิดกำไรสูงสุด 70 เปอร์เซ็นต์

TRENDYMALLONLINE เป็นตัวกลางธุรกิจออนไลน์ ผ่านเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ต ด้วยระบบการตลาดแบบตรง ตาม พ.ร.บ.การตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 (ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง) ผ่านการจดทะเบียนรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทวงพาณิชย์ แล้ว โดยอยู่ในข่ายการตลาดแบบตรง ไม่ใช่การมาขายตรง เพราะสินค้าใครก็ขายได้ แค่ใช้เครือข่ายมาขยายหน้าเว็บเท่านั้น จัดส่งสินค้าตามที่ลงประกาศขายจริง จัดส่งโดยบริษัทเอง

เจาะตลาดคนซื้อของออนไลน์

ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิก

ระบบ TRENDYMALLONLINE ค่าแรกเข้า 3,200 บาท สิ่งที่ได้รับคือ เว็บไซต์สำหรับขายสินค้าของ Trendymallonline.com ได้รับสินค้าไปโปรโมต มีค่าบริการรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท

การโปรโมต ดีเจเคนโด้ใช้ทั้งออนไลน์ (Online Marketing) ทำการตลาดโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งวิธีนี้เป็นการทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วโลก อาทิ วิดีโอ ภาพกราฟิก Social Media ต่างๆ เช่น Facebook Fan Page, LINE, E-mai รวมถึงออฟไลน์ (Offline Marketing) เป็นการทำการตลาดแบบไม่มีการใช้อินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วย เช่น สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ป้ายประกาศ

ดีเจเคนโด้ เริ่มต้นธุรกิจดังกล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 ตอนนี้มีสินค้ารอต่อคิวเข้ามาขายในระบบราว 300 ชนิด มีสมาชิกตอนนี้ 2,000 กว่าคนแล้ว ด้านเงินลงทุน ค่าระบบล้วนๆ ราว 7 หลัก ซึ่งคืนทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แผนธุรกิจปี 2558 ผู้บริหาร ระบุว่า ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกให้ได้ 30,000 คน ขยายสินค้าให้มีความหลากหลาย อาทิ ตั๋วชมภาพยนตร์ ส่วนลดน้ำมัน ส่วนลดร้านค้า จากปัจจุบันมีกลุ่มสินค้าความงาม เครื่องสำอาง เทคโนโลยี สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าดารา คนดัง

นอกจากดีเจฝีปากกล้าจะคาดหวังตั้งเป้าเพิ่มสมาชิก ขยายสินค้าให้มีความหลากหลายแล้ว เขายังฝันไว้ว่าอยากผลักดันระบบธุรกิจดังกล่าวเข้าผงาดในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย

สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เจ้าของระบบชี้ว่า เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมจากเล่นเกม แชร์โพสต์ไร้สาระในเฟซบุ๊ก หันมาแชร์ลิงก์ขายสินค้าเพื่อจะได้รับค่าคอมมิสชั่น

คนใช้เน็ตเพิ่มขึ้นตลอด

โอกาสทำเงินออนไลน์สดใส

ปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจดังกล่าวมีข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย 2557 ดังนี้ ประชากรทั้งหมดประมาณ 67.4 ล้านคน มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 23.8 ล้านคน (35 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด) ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใช้ผ่าน PC/Labtop ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 5 ชั่วโมง ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใช้ผ่านมือถือเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง/วัน

ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในไทย มีเบอร์โทรศัพท์มือถือ 89 ล้านเบอร์ 22 ล้านเบอร์ที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟน คิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใช้โทรศัพท์ทั้งหมด ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านทางมือถือมี 36.4 ล้านเบอร์

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในไทย ปี 2557 มีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย คิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะใช้เวลากับโซเชียลมีเดียประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที 50 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใช้งาน จะใช้งานผ่าน แอพพลิเคชั่นมือถือ

ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในไทยมี 24 ล้านบัญชี (ในกรุงเทพฯ ประมาณ 14 ล้าน) ทวิตเตอร์มีผู้ใช้ประมาณ 1.73 ล้านบัญชี อินสตาแกรมมีผู้ใช้ในไทย 1.5 ล้านบัญชี ไลน์มีผู้ใช้กว่า 20 ล้านบัญชี

ระบบดังกล่าวเปิดทำการมาตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 สมาชิกร้านค้าออนไลน์ที่สมัครเข้ามา มีทุกภาคทั่วประเทศ หากใครสนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (080) 071-7627, (095) 572-6566 และ (02) 747-7247

 

พงศ์พัฒน์การพิมพ์ คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดสิ่งพิมพ์แห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

พงศ์พัฒน์การพิมพ์ คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดสิ่งพิมพ์แห่งชาติ

พงศ์พัฒน์การพิมพ์ ไม่ใช่โรงพิมพ์ใหญ่โตนัก แต่มักจะได้งานจากบริษัทยักษ์ใหญ่ป้อนให้อยู่เสมอ ล่าสุด ได้รับรางวัลชนะเลิศ GOLD AWARD ในการประกวดสิ่งพิมพ์แห่งชาติ (Thai Print Awards 2014) ครั้งล่าสุด ซึ่งจัดโดยสมาคมการพิมพ์ไทย ธุรกิจสิ่งพิมพ์รายนี้มีรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นเครื่องการันตีฝีมืออย่างดี โดยเฉพาะรางวัลระดับนานาชาติ จากการประกวด Asian Print Awards เมื่อปี 2552 ได้รับรางวัลสูงสุดของการประกวดครั้งนั้น

พงศ์พัฒน์การพิมพ์ ก่อตั้งโดย คุณวิชัย ชุนเจริญ (รุ่นพ่อ) เป็นแค่โรงพิมพ์ขนาดเล็กในระยะเริ่มต้นที่มีเพียงเครื่องจักรลูกผสม ตีธง โรแลนด์สีเดียว เป็นกิจการเล็กๆ ของครอบครัว จนกระทั่งหนุ่มเบนซ์ : คมสันต์ ชุนเจริญ (รุ่นลูก) เข้ามาดูแลกิจการจึงเพิ่มเครื่องพิมพ์ 4 สีเข้ามาใช้ในโรงพิมพ์ และขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วยการรับจ้างพิมพ์งานทั่วไปที่โรงพิมพ์ใหญ่ๆ เขาไม่รับ การตัดสินใจรับงานทั่วไปนี้เอง ทำให้ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น มีงานเข้ามามากขึ้น เด็กหนุ่มรายนี้เริ่มเข้ามาบริหารงานพิมพ์ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน พอเป็นนักศึกษาปีแรกก็สามารถตีราคางานพิมพ์และประเมินราคาพิมพ์งานได้แล้ว

เผยจุดแข็งนักธุรกิจรุ่นใหม่

ใช้เครือข่ายระดมทุน/ระดมงาน

เมื่อกิจการขนาดเล็กมีออร์เดอร์พิมพ์งานพิมพ์จำนวนมากจนผลิตไม่ทันกับความต้องการลูกค้า ในฐานะผู้บริหารต้องตัดสินใจซื้อเครื่องจักรเพิ่มเพื่อแก้ปัญหางานล้นมือ จับตามองการระดมทุนเพื่อซื้อเครื่องจักรราคาเป็นล้านภายในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องกู้เงินจากธนาคาร นักบริหารหนุ่มรายนี้ทำได้อย่างไร

เมื่อมีงานพิมพ์โบรชัวร์จำนวน 2 ล้านใบ ในขณะที่ศักยภาพของโรงพิมพ์พงศ์พัฒน์ที่มีเพียงเครื่องพิมพ์สีเดียว และไม่สามารถลงทุนด้วยเงินจำนวนมากได้ แต่หนุ่มเบนซ์ได้สร้างโมเดลระดมทุนที่เรียกว่า “เน็ตเวิร์กเพิ่มทุน” โดยการชักชวนเพื่อนฝูงให้มาร่วมลงทุน 1 ล้านบาท กำหนดกำไรที่ 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นหุ้น หุ้นละ 100,000 บาท คิดเป็นกำไร 30,000 บาท ซึ่งเพื่อนๆ (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) หลายคนเห็นด้วยกับโมเดลนั้น คมสันต์จึงระดมทุนได้ครบล้าน และรับงานพิมพ์โบรชัวร์ 2 ล้านใบได้สำเร็จ แบ่งกำไรกันได้ตามเป้าหมาย

นอกจากจะประสบความสำเร็จในการระดมทุนแล้ว คมสันยังพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้กับตนเองได้อย่างเฉียบคม

“มีครั้งหนึ่งงานเยอะมากจนผลิตไม่ทัน จึงเลือกรับแต่งานพิมพ์โบรชัวร์ แต่ไม่สามารถรับงานพับที่ซับซ้อนได้ ผมก็โทรถามร้านรับจ้างพับทุกที่ที่สามารถรับจ้างพับได้ แต่ก็ยังไม่มีร้านไหนสามารถพับในรูปแบบแปลกๆ ได้ เลยโทรหาร้านขายเครื่องพับ อย่างบริษัท ส.ศรีอักษรฯ (บริษัท ส.ศรีอักษร พริ้นติ้ง โปรดักส์ จำกัด) ซึ่ง คุณวิบูลย์ สื่อวีระชัย เป็นผู้รับสาย ผมถามท่านก่อนว่ามีเครื่องตัวไหนที่สามารถพับงานแบบนี้ได้บ้าง แล้วราคาตัวละเท่าไร แต่พอรู้ราคาแล้วคงไม่สามารถซื้อได้ เลยถามว่าขายให้ใครแล้วบ้าง คุณวิบูลย์ก็แนะนำโรงพิมพ์สแควร์ปริ๊นซ์ 93 เมื่อเราไปติดต่อ คุณอุทัย พิริยะเกียรติสกุล เจ้าของบริษัท สแควร์ปริ๊นซ์ 93 จำกัด ท่านก็ให้ความกรุณาช่วยเหลืออย่างมาก ทำงานให้เราทั้งวันทั้งคืนจนสามารถส่งงานเสร็จตามความต้องการของลูกค้า และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมมักเข้าไปขอคำปรึกษาผู้ใหญ่ที่ทำธุรกิจโรงพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคุณอุทัย ท่านเป็นผู้สอนวิชาการพิมพ์ที่ทำให้ทุกคำถามของผมมีคำตอบ”

ด้วยแนวคิดบริหารแบบใหม่ ทำให้คมสันต์ตัดสินใจไม่ขยายโรงพิมพ์ แม้จะมีแค่เครื่องจักรพื้นฐาน เช่น เครื่องพิมพ์ พับ ตัด เย็บ เคลือบ เพื่อรับงานจำนวนไม่มาก สำหรับพิมพ์งานตามสั่งทั่วไป (Print on Demand) เขายอมรับว่าเขาเป็นโรงพิมพ์เล็กๆ แต่รับงานใหญ่ๆ ได้ เพราะเขาเป็นโรงพิมพ์เล็กที่มีเพื่อนร่วมธุรกิจการพิมพ์หลายร้อยแห่งเป็นเครือข่ายกัน จึงสามารถรับงานพิมพ์จำนวนมากแล้วส่งงานต่อให้เจ้าอื่นๆ โดยคิดเพียงส่วนต่าง

“ในเมืองไทยมีโรงพิมพ์หลายไซซ์ ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แต่ละแห่งก็มีศักยภาพและความเก่งชำนาญไม่เหมือนกัน เรารู้ว่าที่ไหนเก่งจุดใด เราก็ส่งงานต่อไปที่นั่น เป็นเรื่อง “Win-Win” ทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผมได้ออร์เดอร์มา และได้ส่วนต่างจากการรับงาน ส่วนโรงพิมพ์ที่เป็นพันธมิตรกัน (Partner) ก็ได้ยอดคำสั่งซื้อเพิ่มโดยไม่ต้องให้เซลส์วิ่งหา ส่วนลูกค้าก็ได้งานที่รวดเร็ว และได้งานที่มีประสิทธิภาพกลับไป”

หากวิเคราะห์ในเชิงธุรกิจแล้ว นับว่าโรงพิมพ์แห่งนี้ช่วยยกระดับการพิมพ์ไทยได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งคมสันต์ สนับสนุนว่า คนบนโลกนี้กว่า 7 พันล้านคน ย่อมมองเห็นสิ่งที่แตกต่างกัน และมีความเก่งไม่เหมือนกัน แต่เวลามีค่ามากกว่า และเงินก็ซื้อเวลาไม่ได้ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง แต่ควรรู้ว่าตนเองถนัดหรือเก่งสิ่งใดหรือทำสิ่งใดได้ดีกว่าคนอื่น ก็ควรพุ่งเป้าไปที่ตรงนั้น ซึ่งเขามั่นใจว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของโรงพิมพ์ด้วยกันคือจุดแข็งและโอกาสทำธุรกิจร่วมกันให้ตลอดรอดฝั่ง ดังนั้น ขนาดของโรงพิมพ์จึงไม่อาจเป็นดัชนีวัดผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพได้เพียงอย่างเดียว

คมสันต์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ของลูกค้ามาจากการบอกต่อๆ กันมา และเพิ่มกลุ่มลูกค้าที่รู้จักผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น คมสันต์ให้หลักการบริหารธุรกิจการพิมพ์ว่า ใช้หลักการควบคุมคุณภาพเป็นการรักษาฐานลูกค้าได้อย่างดี ส่วนในกลุ่มคู่ค้าที่เป็นโรงพิมพ์นั้น คมสันต์ บอกว่า เขาใช้หลักการสื่อสาร พูดความจริงต่อกัน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กันและกันเป็นสำคัญ

ใช้ธรรมะนำหน้าธุรกิจพลิกชีวิต

จากแชมป์รถแข่งเป็นแชมป์การพิมพ์

ทั้งนี้ การสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ ย่อมต้องอาศัยการพัฒนาบุคลากรหรือคนงานให้มีศักยภาพด้วย ซึ่งผู้บริหารโรงพิมพ์พงศ์พัฒน์ เผยว่า ด้วยความเป็นโรงพิมพ์ขนาดเล็กทำให้เขาต้องสร้างคนที่มีทักษะหลายด้าน ทำงานได้หลายอย่าง สามารถควบคุมเครื่องจักรได้ทุกเครื่อง สามารถสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้

นอกจากนั้น ยังมีหลักในการบริหารงานพิมพ์ โดยเน้นความสะอาดเป็นหลัก เพื่อให้ได้งานพิมพ์ที่มีคุณภาพ คนทำงานต้องมีความสุภาพ ตรงต่อเวลา เพื่อให้งานเสร็จได้เร็ว ไม่กระทบต่อการส่งงานให้กับลูกค้า และใช้ธรรมะในการสร้างสมาธิในการทำงาน

“ผมใช้หลักศีล 5 ในการดูแลลูกน้อง เริ่มจากความสะอาด ถ้าเราไม่วางของเกะกะ มด หนู แมลงก็จะไม่เข้ามา เราก็ไม่ต้องฆ่ามันให้ผิดศีลข้อ 1 ทั้งยังป้องกันการลักขโมยได้ด้วย บางคนเห็นของคนอื่นวางไม่เป็นที่ ใจก็คิดอกุศลอยากได้ของนั้น เพราะคิดว่าเขาไม่รู้ ผิดศีลข้อ 2 ได้ง่ายๆ มาถึงเรื่องความสุภาพ การที่ลูกน้องพูดจาดีต่อกัน ไม่ว่าร้ายหรือแสดงท่าทางก้าวร้าวออกไป นอกจากจะไม่ผิดศีลข้อ 4 แล้ว ยังไม่เอื้อให้ผิดข้อ 3 ด้วย เพราะผู้ชายผู้หญิงมาอยู่ที่เดียวกัน แสดงความสุภาพต่อกัน ไม่แสดงอาการส่อไปในทางชู้สาว ก็ไม่เกิดการผิดลูกผิดเมียกันขึ้นนั่นเอง ส่วนศีลข้อ 4 ตรงกับเรื่องตรงต่อเวลาของผม เพราะถ้าคุณตรงต่อเวลา คุณจะไม่มีข้ออ้างเรื่องการมาสาย คุณก็ไม่ต้องโกหกผม สุดท้ายศีล 5 คือการมีสติ เราใช้ธรรมะมาเตือนและครองสติเราได้นั่นเอง”

คมสันต์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจจะอยู่รอดได้ต้องอาศัยจิตใจ ความสำเร็จในการทำธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งสมองสองมือ แต่ต้องอาศัยบุญด้วย นั่นทำให้ทุกเดือน เขาจะชักชวนให้พนักงานแบ่งเงินทำบุญด้วยจิตศรัทธา และทุกวันเสาร์ที่ 4 ของเดือนจะต้องทำบุญด้วยการตักบาตรและปล่อยปลาอย่างสม่ำเสมอ

“ผมเชื่อว่าการปล่อยปลาเหมือนการให้อิสระในชีวิตคน เชื่อว่าจะทำให้ผมมีอิสระทางการเงินได้ แต่ที่แน่ๆ คือตอนนั้นจิตใจของผมผ่องใสมาก เห็นผมเป็นคนหนุ่มสมัยใหม่ แต่ผมก็สนใจเรื่องธรรมะด้วย ผมมีตัวอย่างที่ดีคือคุณพ่อคุณแม่ ท่านไม่ดื่มเหล้า และมองเห็นคนอื่นที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จหรือแม้กระทั่งคนรวยระดับประเทศ เขาต้องใช้บุญต่อยอดงาน และต้องสร้างบุญเพิ่มกันทั้งนั้น เพราะบุญจะทำให้ใจเราละเอียด เราสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ จากเล็ก กลาง ใหญ่ หรือแค่นาทีเดียวก่อนนอนได้คิดสิ่งที่เป็นกุศลก็ช่วยเราได้แล้ว”

เมื่อเดินเข้ามาสู่เส้นทางบุญและเชื่อมั่นในผลบุญ คมสันต์จึงยุติบทบาทการเป็นนักแข่งรถของเขาอย่างสิ้นเชิง และเปลี่ยนจากแชมป์รถแข่งมาเป็นแชมป์การพิมพ์ นักธุรกิจหนุ่มผู้มองดูภายนอกสมาร์ทโฉบเฉี่ยวแบบวัยรุ่นทั่วไป แต่เมื่อใกล้ชิดและพูดคุยด้วย จึงสัมผัสได้ว่า

คมสันต์ ชุนเจริญ ฉลาด คมคาย และลึกซึ้งด้วยการใช้คุณธรรมนำธุรกิจ

บริษัท พงศ์พัฒน์การพิมพ์ จำกัด

เลขที่ 537/189-190 ถนนสาธุประดิษฐ์ 37

แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120

โทรศัพท์ (02) 682-0337, (02) 682-0338

อีเมล : info@pongpatprinting.com

 

“สตรอเบอร์รี่ นาแห้ว” ขายความปลอดภัย เข้าใจตลาด กรกฎาคม 30, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

“สตรอเบอร์รี่ นาแห้ว” ขายความปลอดภัย เข้าใจตลาด

“เลย” ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกจังหวัดหนึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนไม่ขาดช่วง โดยเฉพาะฤดูหนาว ทั้งที่เดินทางเพื่อไปชมสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันหลากหลาย และการท่องเที่ยวในเชิงเกษตร

หมู่บ้านบ่อเหมืองน้อย และหมู่บ้านห้วยน้ำผัก ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เป็นอีกสถานที่หนึ่งสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสความสวยงามของภูมิทัศน์ ล้อมรอบด้วยอุทยานแห่งชาติ “ภูสวนทราย” ภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้หายาก จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 900-1,000 เมตร ส่งผลให้อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแนวตะเข็บชายแดนระหว่างไทย-ลาว หลังสงครามร่มเกล้าสงบลงเมื่อปี 2532

ปลูกข้าวโพด 2 หมื่น

สตรอเบอร์รี่ 4-5 หมื่น

จะว่าไปแล้ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับหมู่บ้านทั้ง 2 แห่งนี้ถือว่ากำลังได้รับความนิยม ด้วยจำนวนบ้านเรือนปลูกอาศัยอยู่ราว 150 หลังคาเรือน ประชากรนิยมทำการเกษตร และสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากคือ พื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ปลูกสตรอเบอร์รี่ครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน

ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปี ส่งถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพนี้ดีขึ้น จากเดิมมีรายได้ไม่แน่นอนกับการปลูกข้าวโพดตกเดือนละไม่ถึง 20,000 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำไร่สตรอเบอร์รี่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอร์รี่และต้นไหลสตรอเบอร์รี่เฉพาะปีที่ผ่านมา 40,000-50,000 บาท ต่อเดือน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ถือว่าได้รับแรงสนับสนุนส่งเสริม โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเล็งเห็นปัญหา จึงเข้าดำเนินกิจกรรมในพื้นที่อำเภอนาแห้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน และอยู่ร่วมกับป่าได้

สิ่งที่ มจธ. เข้าไปช่วยเหลือคือการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ชนบทให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ โดยอาศัยการวิจัยและพัฒนาภายในพื้นที่แบบมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานในชุมชน ชาวบ้าน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านและประยุกต์ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมชนบท พัฒนาอาชีพและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน แสวงหาอาชีพ พืชที่มีมูลค่าสูง โดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อก่อเกิดความยั่งยืนสืบไป

“สตรอเบอร์รี่เป็นพืชมูลค่าสูง และเป็นพืชที่มีศักยภาพสามารถปลูกได้ในอำเภอนาแห้ว อันเนื่องจากสภาพอากาศ เอื้ออำนวย ส่วนสภาพพื้นที่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับทางภาคเหนือ และในส่วนของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยก็ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานในการทำงานด้านสตรอเบอร์รี่”

คุณปิยทัศน์ ทองไตรภพ ผู้ช่วยนักวิจัย ในฐานะผู้จัดการพื้นที่ เจ้าของโครงการการใช้สารชีวภาพแทนสารเคมี (ลดการใช้สารเคมี) และการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ กล่าวถึงโอกาสและความพร้อม

ปลูกไหล เก็บผล

ขายได้ กำไรงาม

กับการเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2539 โดยได้รับความร่วมมือระหว่าง มจธ. และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งได้มีการทดสอบการปลูก สายพันธุ์ การผลิตต้นไหล และการแปรรูปผลผลิตจากสตรอเบอร์รี่ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่ทั้ง 2 หมู่บ้านสามารถปลูกสตรอเบอร์รี่เพื่อผลิตผลิตผลได้ มีสตรอเบอร์รี่หลายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ได้ และให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับในตลาดผู้บริโภคผลสด

“ในอดีต สตรอเบอร์รี่ในพื้นที่นาแห้ว ต้องใช้ต้นไหลสตรอเบอร์รี่หรือต้นพันธุ์จากจังหวัดเชียงใหม่มาปลูก ซึ่งไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ รวมทั้งการขนดินลงมาจากบนดอยปีละหลายตัน การเกิดโรค การขนส่ง ทำให้ในแต่ละปีผลผลิตไม่สม่ำเสมอ จำนวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจึงค่อยๆ ลดลง กระทั่งคณะทำงานได้ทดสอบการผลิตต้นไหลสตรอเบอร์รี่ในพื้นที่นาแห้วขึ้น พบว่า ผลิตได้ และมีคุณภาพดีด้วย”

จากความสำเร็จนี้ทำให้เกษตรกรคืนกลับมาให้ความสำคัญกับการปลูกสตรอเบอร์รี่มากขึ้น โดยสามารถผลิตไหลสตรอเบอร์รี่ขายอย่างเดียวได้มากกว่า 150,000 ต้น สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตถึง 300,000 บาท

“ต้นไหลสตรอเบอร์รี่ที่เพาะขึ้นเอง มีคุณภาพพร้อมปลูก จึงส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ ผลโต รสหวาน ไม่เป็นโรค ปลูกแล้วได้กำไรดี เมื่อเห็นผลอย่างนี้ทำให้ชาวบ้านหันมาสู่อาชีพผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่กันมากขึ้น เพราะแต่เดิมจะทำกันไม่ถึง 10 ครอบครัว ปัจจุบันกว่า 40 ครอบครัวแล้ว บนพื้นที่ปลูกกว่า 14 ไร่ ได้ผลผลิต 200 กรัม ต่อต้น หรือ 1,600 กิโลกรัม ต่อไร่”

ทั้งนี้ คุณศีลธรรม บุญธรรม วัย 43 ปี เกษตรกรบ้านห้วยน้ำผัก ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย แต่เดิมเคยเป็นผู้ปลูกข้าวโพด จนกระทั่งเข้ามาสู่โครงการและริเริ่มการปลูกสตรอเบอร์รี่กว่า 10 ปีแล้ว กล่าวว่า “เมื่อเปลี่ยนมาปลูกสตรอเบอร์รี่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น อีกทั้งการปลูกสตรอเบอร์รี่จะใช้พื้นที่น้อยกว่าการปลูกข้าวโพด อีกทั้งยังขายได้ราคาสูงกว่าเท่าตัว เพราะแต่เดิมปลูกข้าวโพดมีรายได้ตกเดือนละไม่ถึง 20,000 บาท แต่สตรอเบอร์รี่ให้ผลตอบแทนเดือนหนึ่ง 40,000-50,000 บาท”

ด้วยวิธีการส่งเสริมการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ ฉีดพ่นลงบนต้น มีเพียงการใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง ถือเป็นวิธีที่ดีทั้งกับตัวผู้ปลูกและผู้บริโภค จึงเรียกได้ว่า สตรอเบอร์รี่นาแห้วปลอดภัย และเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งในอนาคตคาดว่าจำนวนสตรอเบอร์รี่ที่พร้อมจำหน่ายจะเพิ่มขึ้น สอดรับไปกับจำนวนผู้ประกอบอาชีพนี้ที่มีแนวโน้มสูงตาม

 

นักวางตัวเลขเบอร์โทร เทรนด์อาชีพนี้…มาแรง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

นักวางตัวเลขเบอร์โทร เทรนด์อาชีพนี้…มาแรง

“สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ เบอร์โทรศัพท์ ไม่มีเหตุผลอื่นที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เลยเชื่อในศาสตร์นั้นเป็นต้นมา และเริ่มศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ แบบจริงจัง”

โทรศัพท์มือถือ…ทุกวันนี้ กลายเป็น “ปัจจัยหก” ของทุกชนชั้น หรือกระทั่งถูกยกให้เป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ยุคปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนเหลือหลายเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะทำให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดังว่าเกิดขึ้นตามมาหลายหลากรูปแบบ อย่าง อุปกรณ์เสริมสารพัดชนิดที่มีการผลิตกันในระดับอุตสาหกรรม การซื้อขายเบอร์สวยเบอร์แปลกในราคาแพงเกินจริงหลายเท่าตัว

หรือแม้กระทั่ง…การทำนายชะตาชีวิตจากเบอร์โทรศัพท์มือถือ

การมองชีวิตผ่านตัวเลขในโทรศัพท์มือถือของแต่ละคนนั้น นับเป็นศาสตร์พยากรณ์ชนิดใหม่ที่กำลังมาแรงอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้

ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ คนหนุ่ม-สาว การศึกษาดี ไลฟ์สไตล์ทันสมัย วัย 30 ต้นๆ จำนวนไม่น้อย ถูกยกย่องให้เป็นอาจารย์ด้านศาสตร์ตัวเลขมือถือ ที่พร้อมจะทำนายให้ว่าเบอร์มือถือนั้น ส่งผลดี-ผลเสียกับชีวิตของคนใช้อยู่มากน้อยแค่ไหน

และถ้าอยากจะให้มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต บรรดาอาจารย์ศาสตร์ดังว่านี้ จะมีเบอร์โทรศัพท์ที่เชื่อว่า จะนำพาแต่สิ่งมงคลให้บังเกิดกับชีวิตของผู้ใช้

เมื่อลองไล่สำรวจราคาเบอร์โทรศัพท์มือถือ ที่นำมาเสนอขายผ่านทางเว็บไซต์ของ “อาจารย์” หลายๆ ท่าน พบตัวเลขน่าตกใจไม่น้อย เพราะมีตั้งแต่หลักร้อย หลักพัน ไล่ไปจนถึงหลักแสน จนถึงขั้นเฉียดครึ่งล้านกันเลยก็มี

นับว่าเวลานี้กลายเป็นธุรกิจที่มีเงินสะพัดมหาศาลเลยทีเดียว

คุณปอ-นภัทร ปั้นเหน่งเพชร อดีตแอร์โฮสเตส วัย 30 ต้นๆ ปัจจุบันรับงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านพิธีกรรายการโทรทัศน์ ผู้ประกาศ และ นางแบบ

เป็นอีก 1 คนที่สนใจศาสตร์พยากรณ์ชีวิตจากเบอร์มือถือ ซึ่งมีประสบการณ์น่าค้นหา มาถ่ายทอดให้ฟัง

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากจบปริญญาตรี จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ แล้ว มีโอกาสได้ไปศึกษาด้านภาษาที่ประเทศออสเตรเลียนาน 2 ปี กลับมาสมัครเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินดังหลายแห่ง

รวมใช้ชีวิต “นางฟ้า” นานถึง 7 ปี จึงเริ่มอยากหาความรู้เพิ่มเลยลัดฟ้าไปเรียนภาษาเพิ่มอีกที่ประเทศสวีเดน หวังกลับมาเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินชั้นนำกว่าเดิม

แต่เมื่อได้ไปเห็นโลกกว้างขึ้น จึงเปลี่ยนใจหันเข็มมาทำงานด้านสื่อสารมวลชน ก่อนไปสมัครเรียนต่อระดับปริญญาโท จนสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก

ดูโปรไฟล์ชีวิตเหมือนจะดูดี ล้วนมีความสำเร็จ แต่ความจริงแล้วหาเป็นอย่างนั้นไม่

เพราะเจ้าตัว เผยให้ฟัง ช่วงกลับมาจากสวีเดนใหม่ๆ ทำอะไรไม่เคยขึ้น เรียนจบมาหลายสาขา ภาษาก็ดี ความสามารถรอบตัวมีไม่น้อย ผู้หลักผู้ใหญ่เมตตาฝากงานให้เยอะมาก แต่พอถึงเวลาจริงกลับโดนยกเลิกทั้งที่จะได้อยู่แล้ว

“เล่นหุ้นเจ๊งไปหลายล้าน ทำธุรกิจก็โดนลูกน้องโกงหลายแสน ทำให้เริ่มสงสัยว่ามีอะไรในตัวเราที่ไม่ดีหรือเปล่า” คุณปอ เล่าเสียงหม่น

และด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ มองไปแต่ข้างหน้า จึงไม่เคยเชื่อเรื่องของการดูดวง-เช็กโชคชะตา เลยไม่คิดจะหันไปพึ่งพาศาสตร์นี้แม้แต่น้อย

กระทั่งวันหนึ่ง รุ่นพี่ที่สนิท เล่าให้ฟัง มีน้องคนหนึ่งกำลังอยากได้เบอร์โทรศัพท์ เบอร์นั้นเบอร์นี้ ที่มีเลขนั้นคู่กับเลขนี้ เพื่อให้ดวงดีขึ้น เธอเลยเกิดอาการ “งง” เล็กน้อยว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

ทว่าชีวิตช่วงนั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จึงลองนำเบอร์มือถือของตัวเองที่ใช้อยู่ในเวลานั้น ไปลองเช็กดวงทางอินเตอร์เน็ตดูบ้าง

ปรากฏพอไปเช็กความหมาย พบว่า ตรงกับสิ่งที่กำลังประสบอยู่ในช่วงเวลานั้นจริงๆ เริ่มจากทำอะไรไม่สำเร็จ โดนตัดหน้า โดนโกง เครียด นอนไม่หลับ

เลยมองหาเว็บไซต์ที่ขายเบอร์โทรศัพท์มงคล และซื้อเบอร์ใหม่มาใช้ทันที

ผ่านไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ ดวงชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

จากเคยเคร่งเครียดนอนไม่หลับ ต้องกินยาเป็นประจำ หายเป็นปลิดทิ้ง และที่สำคัญ งานซึ่งเคยพลาดไป กลับมีผู้ใหญ่เข้ามาเสนอให้ทำชนิดมะรุมมะตุ้มเลยทีเดียว

“สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ เบอร์โทรศัพท์ ไม่มีเหตุผลอื่นที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เลยเชื่อในศาสตร์นั้นเป็นต้นมา และเริ่มศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ แบบจริงจัง” คุณปอ เผยประสบการณ์เมื่อราว 2 ปีก่อน

จนพบว่ามี “อาจารย์” ด้านตัวเลขมือถืออยู่หลายท่าน รวมทั้ง “ตลาด” ขายเบอร์สวยทางเว็บไซต์ก็มีอยู่ไม่น้อย

จึงตั้งข้อสังเกตถ้าศาสตร์นี้ไม่น่าสนใจ…ทำไมคนมาเล่นเรื่องนี้กันมากเหลือเกิน

ในฐานะนักข่าวอิสระของนิตยสารฉบับหนึ่ง คุณปอจึงติดต่อขอสัมภาษณ์ คุณนิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ เจ้าของเว็บไซต์เบอร์รับโชค http://www.berrubchok.com ซึ่งถือเป็นนักพยากรณ์ตัวเลขโทรศัพท์มือถือชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย

ได้เรียนรู้ข้อมูลโดยตรงจากบุคคลระดับอาจารย์ ยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นถึงขั้นเลื่อมใสในศาสตร์นี้อย่างเต็มตัว

ก่อนสมัครเข้าคลาสศึกษาวิชาจัดวางตัวเลขเบอร์โทรศัพท์กับอาจารย์นิติกฤตย์ จนผ่านหลักสูตรมา 2 ระดับจากทั้งหมด 3 ระดับ

จนมีความพร้อมรับ “จัดวางตัวเลขเบอร์โทร” ให้เพื่อนฝูง-คนใกล้ตัว จากรายแรกถึงวันนี้ มีกว่า 200 รายแล้ว

หลังจัดวางตัวเลขให้คนนั้นๆ อย่างเหมาะสมแล้ว คุณปอจะอาสาหาเบอร์โทรให้ด้วย โดยจะเข้าไปประมูลในเฟซบุ๊กบ้าง หรือหาตามเว็บไซต์ที่ประกาศขายบ้าง โดยจะตั้งงบประมาณในการซื้อไว้ไม่เกินเบอร์ละ 1,000 บาท เพื่อไม่ให้คนที่ต้องการเบอร์นั้นเดือดร้อนเกินไป

อย่างไรก็ตาม การทำงานในหน้าที่ “นักวางตัวเลขเบอร์โทร” ของคุณปอ ตามที่เล่ามานี้ เธอมิได้มีการแสวงหากำไรหรือแม้แต่คิดค่าจัดวางเบอร์เป็นราคาเท่านั้นเท่านี้

แต่ถ้ามีใครอยากให้เป็นการตอบแทนน้ำใจจริงๆ จะขอนำเงินนั้นไปซื้ออาหารเม็ดเลี้ยงหมา-แมวจรจัด ซึ่งทำเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่ ก็พอแล้ว

มาถึงคำถาม ได้อะไรจากการเป็นนักวางตัวเลขเบอร์โทร คุณปอยิ้มกว้าง ก่อนบอกทิ้งท้าย

“ได้ความสุขใจค่ะ เพราะประสบมากับตัวเองแล้วว่า อย่างน้อยการเปลี่ยนเบอร์ ทำให้ดีขึ้นจริงจากเงยหน้าไม่ขึ้นสักที พอเราเปลี่ยนเบอร์ไม่กี่วันชีวิตดีขึ้น ถ้าคนอื่นได้เบอร์ที่ดีๆ ไปบ้าง อาจเป็นจิตวิทยาส่วนหนึ่งคล้ายเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ทำให้เขาสร้างเสริมกำลังใจ มั่นใจ และเกิดความสบายใจในที่สุด”

?????

ท่านใดอยากหารือ เรื่องเบอร์โทรศัพท์มือถือกับชะตาชีวิต ลองปรึกษาคุณปอ-นภัทร ปั้นเหน่งเพชร นักวางตัวเลขเบอร์โทร ได้ที่ โทรศัพท์ (098) 324-4915 หรืออีเมล porkojang@hotmail.com

 

“Tiffindoll” ปิ่นโตยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ “ใช้” แต่มีไว้ “โชว์”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“Tiffindoll” ปิ่นโตยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ “ใช้” แต่มีไว้ “โชว์”

“เมื่อก่อนยังไม่มีหน้าร้าน เพราะตอนนั้นกราฟไม่ได้สนใจที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจ พอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นลูกจ้าง แต่คิดนะว่า ปิ่นโต ใครเขาจะถือกัน สมัยนี้ไม่มีแล้ว หลังเปิดร้านรู้เลยว่ากลุ่มลูกค้ากว้างมาก ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนวัยรุ่นที่คิดว่าเขาไม่สนใจ กลายเป็นว่าเราคิดผิด เพราะตอนนี้เกิดกระแสบนโลกโซเชียลแล้ว”

เมื่อใดที่ผลิตสินค้าขึ้นมาตอบโจทย์ได้มากกว่าประโยชน์ที่ควรจะเป็น ก็ย่อมเกิดโอกาสในการขาย (ง่าย) ตามมา เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จะกล่าวถึงนี้ ผู้ออกแบบแอบแฝงความทันสมัยไว้ในสินค้าโบราณ เป็นได้ทั้งของใช้ ของโชว์

“ปิ่นโต” คือผลิตภัณฑ์จะกล่าวถึง ซึ่ง คุณนันทิยา บุญสมเกียรติ หรือ คุณกราฟ หญิงหน้าใสวัยเพียง 24 ปี ผู้เข้ามารับหน้าที่ด้านการตลาด ภายใต้แบรนด์ “Tiffindoll” เล่าให้ฟังว่า เดิมทีคุณป้าทำธุรกิจนี้มานานกว่า 30 ปี จนกระทั่งต่อมามีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง กับผลิตภัณฑ์เน้นเป็นเครื่องเคลือบ ที่ครอบคลุมกลุ่มภาชนะบรรจุอาหาร

ขยับออกนอกกรอบ

คิดต่าง สร้างโอกาส

รูปแบบวิธีทำดั้งเดิม โทนสีหลักๆ คือ เหลือง ครีม น้ำเงิน ขาว เขียว แต่ด้วยไอเดียความต่างจึงรังสรรค์ให้เกิดสีมากกว่าที่เคยเห็น

“เมื่อก่อนงานเครื่องเคลือบโบราณ วัสดุหลักๆ นำมาใช้คือสังกะสี จากนั้นนำมาเคลือบสี อย่างปิ่นโตก็มีสีเหลือง ครีม ช้อนสีเขียว หม้อสีน้ำเงิน อะไรอย่างนี้ ซึ่งสามารถตั้งไฟได้ แต่จะมีปัญหาสีกะเทาะเวลาทำตกทำหล่น พอคุณป้ามาตั้งโรงงานผลิต ก็เห็นว่าควรทำให้อยู่ในมาตรฐาน จึงเลือกใช้วัสดุเหล็กปลอดสารพิษ อะลูมิเนียม สเตนเลส ส่วนสีเป็นฟู้ดเกรด จึงมีความปลอดภัย ไม่กะเทาะ สามารถใส่อาหารร้อนเย็นได้ แต่ว่าไม่สามารถตั้งไฟได้”

นอกจากปรับเปลี่ยนวัสดุที่นำมาใช้ การสร้างความต่างของสีสัน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้ผลิตขอก้าวข้ามกรอบเดิม โดยปรับลุกส์ความโบราณให้ทันสมัยขึ้น

“ไอเดียมาจากคุณป้าที่ไม่ต้องการให้เหมือนใคร อย่างปิ่นโตใน 1 เถาจะมีหลายสี แต่จะแบ่งโทนสีไว้ 2 กลุ่มคือ เอิร์ธโทน และสีสดใสจัดจ้าน จึงกลายเป็นจุดขาย ซึ่งสีนี่ต้องบอกว่าเป็นตัวสร้างความดัง มีคนสนใจเข้ามาชื่นชม และเลือกซื้อเยอะมาก และยิ่งในปัจจุบันคนจะชอบโพสต์ ชอบแชร์ การรับรู้ก็ขยายรวดเร็ว”

สำหรับสินค้าได้รับความนิยม สามารถทำยอดขายดี นั่นคือ ปิ่นโต และไม่เฉพาะกลุ่มผู้ซื้อวัยผู้ใหญ่หรือวัยสูงอายุเท่านั้น แต่ทว่ากลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้แต่ผู้ชาย ก็ให้ความสนใจ

“ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ หรือกลุ่มผู้สูงอายุ หลายคนจะเดินมาเล่าเรื่องเดียวกันเลย คือบอกว่าเด็กๆ เคยใช้ ใส่ข้าวไปกินที่โรงเรียน สินค้าจึงเสมือนเครื่องเตือนความทรงจำ ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีต ในขณะวัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ชาย ก็เป็นกลุ่มที่หันมาสนใจ นำปิ่นโตใส่อาหารไปกินที่ทำงาน หิ้วขึ้นบนรถไฟฟ้าได้แบบไม่อาย เขาบอกว่ามันออกแนวๆ ไม่ตกเทรนด์”

ใช้ โชว์ ตกแต่ง

ได้ลูกค้าทั้ง ไทย-เทศ

นอกจากกลุ่มผู้สนใจจะเลือกซื้อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์หลักคือ บรรจุอาหาร ยังมีกลุ่มนักสะสม กลุ่มนักแต่งบ้าน เดินทางมาจับจองเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณกราฟ ว่า ในกลุ่มหลังนี้ถือว่ามีสัดส่วนสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเขาต้องการแต่งบ้าน สไตล์วินเทจ เรโทร

“เมื่อก่อนยังไม่มีหน้าร้าน เพราะตอนนั้นกราฟไม่ได้สนใจที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจ พอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นลูกจ้าง แต่คิดนะว่า ปิ่นโต ใครเขาจะถือกัน สมัยนี้ไม่มีแล้ว แต่พอลาออกจากอาชีพลูกจ้าง แล้วหันมาช่วยธุรกิจ โดยคิดสร้างแบรนด์ และเปิดหน้าร้านที่ เจ.เจ. มอลล์ จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ ภายใต้ Tiffindoll ขึ้นมา

หลังเปิดร้านรู้เลยว่ากลุ่มลูกค้ากว้างมาก ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนวัยรุ่นที่คิดว่าเขาไม่สนใจ กลายเป็นว่าเราคิดผิด เพราะตอนนี้เกิดกระแสบนโลกโซเชียลแล้ว แต่ด้วยสินค้ามันออกแนวแฟชั่น อย่างปิ่นโต ก็คงบูมอีกประมาณ 2-3 ปี ซึ่งเราก็ไม่กลัวนะ เพราะว่าสิ่งที่ให้ความสำคัญคือ เครื่องเคลือบ Tiffindoll มีสินค้าครอบคลุมกลุ่มภาชนะ มีการออกแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้น การอยู่ในตลาดจะทำให้รู้ว่าควรเดินไปในทิศทางใด”

ด้วยจุดมุ่งหมายต้องการกระจายสินค้ารูปแบบค้าส่ง และมีค้าปลีกเข้ามาร่วมสร้างรายได้ ซึ่งกับทำเลตั้งร้าน ถือว่าตอบโจทย์ เพราะมีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

“ฐานการผลิต ถือว่ามั่นคง เพราะสร้างเป็นโรงงาน สามารถรองรับออร์เดอร์ได้แน่นอน โดยแต่ก่อนลูกค้าหลักจะเป็นคนไทย พอมามีหน้าร้าน ทำให้ได้กลุ่มคนต่างชาติ สัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว และหลักๆ จะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเขาผูกพันกับการใช้ปิ่นโตมาพอสมควร นอกจากนั้น จะมีลูกค้าญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้จะสนใจสินค้าสีเอิร์ธโทน ทำให้เห็นภาพเลยว่า ลูกค้าตอนนี้ไม่ใช่แค่ในประเทศ โอกาสโตจึงไปได้อีกไกล และนี่จึงเป็นจุดให้คิดถึงการผลิตสินค้า บ่งบอกถึงความเป็นไทยขึ้นมา”

สร้างแบรนด์ให้ติดหู

ดูสินค้า แล้วติดใจ

จากพื้นที่ตั้งร้านเพียง 1 คูหา ปัจจุบัน ได้ขยายเป็น 3 คูหา อันเนื่องด้วยจำนวนสินค้าเพิ่มมากขึ้น และกำลังคนเข้ามาในแต่ละวันก็ถือว่าพอควร จึงต้องปรับพื้นที่เพื่อให้สะดวกต่อการขายและให้บริการ

กับสนนราคาจำหน่ายสินค้า คุณกราฟ ว่า ถ้าราคาปลีกจะเริ่มต้นชิ้นละ 5 บาท อย่างถ้วยน้ำจิ้มขนาดเล็ก ไปจนถึง 2,000-3,000 บาท สำหรับชุดขันโตก ส่วนปิ่นโตนั้นราคาเริ่มต้น 100 กว่าบาท ไปจนถึง 400 บาท แต่หากผู้ซื้อท่านใดต้องการนำไปจำหน่ายต่อ ราคาจะลดหลั่นลงตามจำนวนยอดสั่งซื้อ

คุณกราฟ ยังกล่าวถึงการสร้างโอกาสในการขายว่า เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง โดยยกตัวอย่างช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ได้ผลิตภาชนะสีแดงสด รวมไปถึงปิ่นโต เพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์ส่งมอบความปรารถนาดี

ส่วนการออกแบบสินค้าก็จะไม่จำกัดอยู่เพียงในกรอบ แต่จะฉีกแนวทำสินค้าแปลกใหม่ออกสู่ท้องตลาด เช่น ปิ่นโตทรงกลม หรือชุดขันโตก ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดวัยรุ่น และคนชอบความต่างได้เป็นอย่างดี

“เมื่อเข้ามาดูแลหน้าร้าน ทำให้รู้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงซื้อสินค้า เพราะสินค้ามันมีเรื่องราว มันเล่าเรื่องในตัวเองได้ และกลุ่มลูกค้าที่ทำให้รู้คือกลุ่มค้าปลีก การขยายฐานลูกค้าปลีกจึงเป็นสิ่งที่มองเห็นโอกาส แต่ทั้งนี้คงต้องสร้างแบรนด์ Tiffindoll ให้อยู่ในใจลูกค้าก่อน” คุณกราฟ กล่าวทิ้งท้าย

ต้องการติดต่อ Tiffindoll ตั้งอยู่ เจ.เจ. มอลล์ จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ ชั้น 2 ห้อง S179-S180 โทรศัพท์ (086) 763-7487, (086) 803-9205, (087) 447-5735 หรือคลิก http://www.facebook.com/tiffindoll

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายเครื่องเคลือบ

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ Tiffindoll

เจ้าของกิจการ คุณนันทิยา บุญสมเกียรติ

เงินลงทุน หลักสิบล้านขึ้นไป

ผลิตภัณฑ์ เครื่องเคลือบ ครอบคลุมในกลุ่มภาชนะ

อาทิ ถ้วยน้ำจิ้ม จาน ชาม แก้วน้ำ ถาด ปิ่นโต ขันโตก

วัตถุดิบ เหล็ก อะลูมิเนียม สเตนเลส สีฟู้ดเกรด เป็นต้น

ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 5 บาท ไปจนถึง 3,000 บาท

ลักษณะการขาย ปลีกและส่ง

กลุ่มลูกค้า กลุ่มผู้ใช้ทุกเพศวัย นักสะสม ร้านอาหาร

จุดเด่น เป็นสินค้าที่ปรับรูปแบบจากสินค้าโบราณให้เกิดความทันสมัย

เป็นได้ทั้งของใช้ ของโชว์ ประดับตกแต่งบ้าน

ช่องทางจัดจำหน่าย เปิดหน้าร้าน

สถานที่ตั้งร้าน/ติดต่อ เจ.เจ. มอลล์ จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ ชั้น 2 ห้อง S179-S180 หรือคลิก http://www.facebook.com/tiffindoll

โทรศัพท์ (086) 763-7487, (086) 803-9205, (087) 447-5735

 

“เวิลด์ คอนเนค พลัส” ธุรกิจเครือข่ายคนไทย เร่งบุกตลาด สร้างความเชื่อมั่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เวิลด์ คอนเนค พลัส” ธุรกิจเครือข่ายคนไทย เร่งบุกตลาด สร้างความเชื่อมั่น

“เวิลด์ คอนเนค พลัส” เป็นธุรกิจเครือข่ายคนไทย สไตล์การบริหารยึดหลักไม่เอาเปรียบ สมาชิกทุกคนต้องสมประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการยอมรับ”

จากประสบการณ์อันยาวนานทางด้านการผลิต ผลิตภัณท์ดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาพ และรูปแบบการบริหารงานระบบเครือข่าย เลยเป็นที่มาของกลุ่มบริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักวิจัยชั้นนำของไทย และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น บริหารงานโดย คุณภูษณิศ สิทธิวศิน ผู้ชายที่เคยเหลือเงินติดตัวเพียง 6 บาท แต่สามารถเนรมิตธุรกิจเครือข่ายมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท เลยทีเดียว

เหลือติดตัว 6 บาท

ฮึดสู้ เพราะคำดูถูก

ประสบการณ์ทำงานของคุณภูษณิศ เขาเริ่มต้นทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่บริษัท สุพรีเดอร์ม เเละเคยเปิดคอร์สอบรมด้านการตลาดให้กับบริษัท ดีทแฮล์ม ประเทศไทย จำกัด และบริษัทเครือข่ายต่างๆ มาก่อนจะหันมาลงทุนทำธุรกิจคลินิกเสริมความงาม และเปิดบริษัทเครือข่ายของตัวเอง

“ผมจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขา INTERNATIONAL MARKETTING จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่ตอนอายุ 19 ปี ด้วยการเป็นอาจารย์สอนพิเศษ จากนั้นก็ทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดบริษัทเครือข่าย และขายตรงเรื่อยมา กระทั่งจบปริญญาตรี ไปทำงานบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การประมง 4 ปี แล้วลาออกมาเปิดบริษัทส่งออกอวนหาปลาของตัวเอง แต่แล้วก็เกิดปัญหากิจการจำต้องปิดตัวลง หันมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม ขายคอร์สความงาม คราวนี้ผิดพลาดถึงขนาดกู้เงินนอกระบบ มีหนี้สินราว 10 ล้านบาท มีเงินเหลือติดตัว 6 บาท ค่ารถเมล์กลับบ้านยังไม่พอ”

หลังชีวิตต้องเป็นหนี้ก้อนโต คุณภูษณิศ เล่าว่า เก็บตัวเงียบอยู่กับพ่อแม่นาน 6 เดือน ไม่ออกจากบ้าน ไม่สุงสิงกับใคร จนวันหนึ่งมีเด็กพูดขึ้นมาว่า “จบตั้งจุฬาฯ แต่ไม่เห็นทำงานอะไร” ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนไร้ค่า ขนาดเด็กเล็กๆ ยังดูถูก เลยลุกขึ้นสู้ไปหางานทำ แต่ทว่าไม่มีบริษัทไหนรับ เพราะสู้ค่าจ้างไม่ไหว เลยหวนกลับเข้าสู่วงการธุรกิจขายตรง คราวนี้ไปในฐานะสมาชิก ทำอยู่ 2 ปี ปลดหนี้ได้ราว 4 ล้านบาท

กระทั่งเกือบ 10 ปี ชายหนุ่ม บอกว่า ปลดหนี้สินได้หมดราว 10 ล้านบาท พร้อมๆ กับปลายปี 2553 ลงทุนทำธุรกิจความงามจำหน่ายครีมบำรุงผิว แต่โชคร้ายโดนน้ำท่วมเสียหายนับล้านบาท สุดท้ายต้องจบลงที่ธุรกิจเครือข่ายอีกครั้ง ด้วยการหุ้นกับเพื่อน 3 คน เปิดบริษัทเครือข่ายชื่อ เวิลด์ คอนเนค พลัส เป็นบริษัทขายตรงของคนไทย

10 ปี ปลดหนี้ 10 ล้าน

เปิดบริษัทได้เองอีก

บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด เปิดปี 2557 เงินลงทุน 20 ล้านบาท เป็นบริษัทขายตรง มีสินค้าให้เลือก 5 กลุ่มคือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ทุกๆ ผลิตภัณฑ์ผ่านเทคโนโลยีในการผลิตชั้นสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับสากล จากสถาบันวิจัยที่คิดค้นและปฏิบัติการทดลองที่เกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่การตรวจรับวัตถุดิบจนถึงสินค้ามีการตรวจสอบอย่างละเอียด

บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด อยู่ภายใต้ World Connect Group เกิดจากการร่วมมือของ 4 องค์ประกอบคือ

1. บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด บริษัทที่เป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทย 2. Dr. Innovation สถาบันวิจัยที่คิดค้นและปฏิบัติการทดลองที่เกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ 3. Green Herbs Factory โรงงานผลิตอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนถึงการควบคุมการผลิตและตรวจสอบในทุกๆ ขั้นตอน 4. YAEGAKI Group สถาบันวิจัยชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่และเก่าแก่ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 300 ปีด้านโภชนาการ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

“สินค้าอุปโภค บริโภค ทุกตัว เราผลิตจากสถาบันวิจัยชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้เทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง ปลอดภัย ได้หลายเครื่องหมายคุณภาพการันตี อาทิ HACCP ฮาลาล ISO”

สำหรับหัวใจธุรกิจเครือข่าย คุณภูษณิศ ระบุว่า คือ การตลาดแบบปากต่อปาก หรือผู้บริโภคเป็นกระบอกเสียง ซึ่งการที่ผู้ใช้จะบอกต่อ ต้องมาจากสินค้าใช้แล้วต้องเห็นผล ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ที่เวิลด์ คอนเนค พลัส จำหน่าย ได้ทดลองใช้เองมาแล้วทุกอย่าง ถึงได้กล้านำเข้าตลาด

ขนสินค้า 5 กลุ่ม

บุกตลาดเพื่อนบ้าน

ด้านการยอมรับ เจ้าของกิจการ กล่าวว่า “เวิลด์ คอนเนค พลัส” เป็นธุรกิจเครือข่ายคนไทย สไตล์การบริหารยึดหลักไม่เอาเปรียบ สมาชิกทุกคนต้องสมประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการยอมรับ เพราะบริษัทต้องการเติบโตแบบค่อยเป็น ค่อยไป ช่วง 1-2 ปีแรกจะเน้นสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และเกิดการยอมรับ และบอกต่อ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ ให้สมาชิกทุกคนได้ผลประโยชน์ และรายได้ อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน คุณภูษณิศ บอกว่า บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด มีจำนวนสมาชิกกว่า 50,000 คน มีทุกสาขาอาชีพ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ให้ความสนใจมาร่วมลงทุน

“ตอนนี้บริษัทของผมมีสมาชิก 50,000 กว่าคน 80 เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิก เป็นพนักงานประจำที่ต้องการหารายได้พิเศษ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นสมาชิกที่ทำเป็นอาชีพเสริม รวมถึงต่างชาติก็สนใจมาร่วมลงทุน ซึ่งภายใน 2 ปีนี้บริษัทเตรียมบุกตลาดเพื่อนบ้าน เริ่มต้นที่กลุ่ม AEC พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงที่มีความศรัทธาในโปรดักต์ของคนไทยอยู่เป็นทุนเดิม จึงเล็งเห็นว่าจะสามารถทำการตลาดและขยายกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท”

สำหรับปัญหาและอุปสรรคการทำธุรกิจ คุณภูษณิศ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่อยู่แวดวงธุรกิจขายตรงมายาวนาน พบว่าปัญหาที่แก้ยากที่สุดคือ “เรื่องคน” เพราะคือระบบเครือข่ายแนวคิดดี กระบวนการดี แต่คนชอบนำไปดัดแปลง ทำให้แผนธุรกิจเปลี่ยนไป แต่ปัญหาดังกล่าว บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด จัดการได้ด้วยแนวทางสมาชิกทุกคนต้องสมประโยชน์

จากเงินจำนวน 6 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน คุณภูษณิศสามารถสร้างธุรกิจเครือข่ายที่มีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท นับว่า เวิลด์ คอนเนค พลัส เป็นบริษัทน้องใหม่ที่น่าจับตามอง

ติดต่อ บริษัท เวิลด์ คอนเนค พลัส จำกัด ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 138/90 อาคารจูเวลเลอรี่ เซ็นเตอร์ ชั้น 24A ถนนนเรศ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทรศัพท์ (02) 236-7464-7, (090) 607-0868

 

มนัส เจียรวนนท์ กับก้าวย่างในอนาคตของ “เจียไต๋” กรกฎาคม 27, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

มนัส เจียรวนนท์ กับก้าวย่างในอนาคตของ “เจียไต๋”

นานๆ “คุณมนัส เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้ปฏิบัติการ บริษัท เจียไต๋ จำกัด จะออกมาให้สัมภาษณ์สักครั้ง ล่าสุด มีโอกาสสนทนากันในหลายหัวข้อ ทำให้ได้เห็นว่า วงการเมล็ดพันธุ์บ้านเราก็ไม่แพ้ใคร และเจียไต๋นั้นโกอินเตอร์มานานแล้ว

ก่อนอื่น คุณมนัส ปูพื้นฐานของบริษัทเจียไต๋ให้ฟังว่า เป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณพ่อ “ชนม์เจริญ” ที่มาจากเมืองจีนพร้อมกับ คุณเอ็กซอ แซ่เจีย คุณพ่อของ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน

รุ่นที่ 3 เข้ามาช่วยกิจการแล้ว

“ผมกับคุณธนินท์ เป็นลูกพี่ลูกน้อง เขาเป็นพี่ชาย รุ่นแรกที่มานั้นเป็นประเภทเสื่อผืนหมอนใบจริงๆ กระทั่งเป็นเถ้าแก่เป็นพวกพ่อค้ากัน รุ่น 2 หรือเจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เป็นรุ่นที่มาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารสัตว์ของทางด้านคุณธนินท์ หรือของพี่ๆ น้องๆ หลายคนก็พัฒนาธุรกิจขึ้นมาจากการเลี้ยงสัตว์แบบพื้นๆ มาเลี้ยงสัตว์แบบใช้เทคโนโลยี ทางด้านพืชก็เช่นเดียวกัน แทนที่จะทำแบบซื้อมาขายไป ใครมาซื้อเมล็ดพันธุ์เราก็พัฒนาทางด้านขายสายพันธุ์และมีเทคโนโลยีตลาดที่เป็นคู่แข่งในเมืองไทย มีเป็นร้อย เยอะมากครับ ก็มีหลายๆ คนจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้จะเน้นงานวิจัยมากขึ้นด้วย

สิ่งที่ได้จากคุณพ่อ หรือคุณลุง คือการวางรากฐาน ซึ่งได้เลือกธุรกิจที่ถูกต้อง ถ้าไม่ได้เข้าธุรกิจนี้ในช่วงแรกๆ ก็คงไม่ได้เติบโตในธุรกิจจนถึงทุกวันนี้

ต่อไปรุ่นหลานที่เป็นรุ่น 3 ซึ่งตอนนี้มาช่วยงานกิจการกันหลายคน คงมาต่อยอดการพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะหลายคนมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า และก็มีความพร้อมที่มากกว่าเจน 1-2 ซึ่งเจน 2 ก็ไปเรียนเมืองนอก แต่เจน 3 จบปริญญาโทกันทุกคนเลย”

คุณมนัส พูดถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ว่า เจียไต๋ขยายในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานานแล้ว เพราะการลงทุนในเรื่องการวิจัยเมล็ดพันธุ์มีมูลค่าสูง ไม่สามารถขายแค่เฉพาะในประเทศอย่างเดียวได้ ทั้งนี้ เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2529 คือเริ่มวิจัยและเริ่มไปทำธุรกิจต่างประเทศเลย ทุกวันนี้เจียไต๋ขายเยอะที่อินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า ในประเทศใหญ่ๆ เหล่านี้ ขายดีหมดเลย และใช้คำว่า เจียไต๋ ทุกแห่ง โดยลงทุน 20-30 ปีมาแล้ว แต่ถ้าเป็นซีพีจะนานกว่าประมาณ 40 ปี เมล็ดพันธุ์ด้านผักออกไปแล้ว 25 ปี

ในการไปลงทุนหรือค้าขายเมล็ดพันธุ์ยังต่างประเทศนั้น คุณมนัส อธิบายว่า ต้องดูจำนวนประชากรเป็นสำคัญด้วย อย่างอินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 200 ล้านกว่าคน ทำให้ขายได้เยอะมาก เช่นเดียวกับเวียดนามที่มีประชากรอยู่ประมาณ 90 ล้านคน และพม่าก็ขายดีเช่นกัน

“ในประเภทพืชผัก ถ้าในภูมิภาคนี้ เรายังเป็นผู้นำจริงๆ เพราะไม่มีประเทศไหนทุ่มเททางด้านการวิจัยเหมือนกับบ้านเรา และต้องภูมิใจ เพราะเจียไต๋เป็นคนริเริ่ม อย่างอินโดนีเซีย ทุกวันนี้เป็นประเทศใหญ่ เราก็เป็นยักษ์ใหญ่ที่โน่น คนไทยต้องภูมิใจในเจียไต๋”

คู่แข่งมีทั้งไทยและต่างชาติ

ทั้งนี้ ในส่วนพืชผักผลไม้ของเจียไต๋ที่ถือเป็นอันดับ 1 คือ พวกแตงโม แตงกวา พริก และมะเขือเทศ โดยเฉพาะแตงโมนั้น คุณมนัส ระบุว่า ขายในภูมิภาคนี้เป็นที่ 1 เลย ขณะที่เมืองไทยขายไม่เยอะ เพราะการแข่งขันสูงมากอีกทั้งราคาถูก

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นบริษัทใหญ่และทำธุรกิจระหว่างประเทศมานาน แต่ใช่ว่าจะไม่เจอปัญหาอุปสรรค ดังที่คุณมนัส แจกแจงว่า ตอนนี้มีปัญหาในเรื่องของการกีดกันทางการค้าเยอะ และจะมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จะมีนโยบาย กฎหมายออกมาที่กีดกันในการลงทุน วิธีการขาย การประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจะยิ่งได้รับการปกป้อง

ส่วนการค้าขายในประเทศ เขาระบุว่า มีคู่แข่งเป็นร้อย และมีบริษัทของต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ๆ ในโลกที่มาอยู่ในเมืองไทยครบทุกบริษัท

เขาอธิบายถึงเหตุผลที่บริษัทเจียไต๋เข้าถึงกลุ่มเกษตรกรในบ้านเราว่า ในธุรกิจเรื่องเมล็ดพันธุ์ มีหลากหลาย บางประเภทเจียไต๋ก็ชนะ บางประเภทก็แพ้ วันนี้ที่ทำในประเทศไทย อย่าง แตงโม พริก มะเขือเทศ แตงกวา ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ใหญ่ มาร์เก็ตแชร์ของแต่ละคนไม่ได้เยอะ แต่ในต่างประเทศเจียไต๋เก่งมากเลย ขณะที่ตลาดแตงโมในประเทศไม่เก่ง เพราะการแข่งขันสูง และราคาที่ขายกันในประเทศถูกมาก เพราะมีการขโมย มีการละเมิดสายพันธุ์กันตั้งแต่โบราณ คนที่ไม่มีการลงทุนก็มีสินค้าที่จะขาย เลยขายถูก เจียไต๋เลยไม่ได้ทำอะไรมาก

ทางด้านของฟักทอง เจียไต๋ก็กินตลาดเยอะ ทางด้านพริก บางแหล่งก็ได้เยอะ บางแหล่งเจียไต๋ก็แพ้เลยก็มี ผลผลิตพวกนี้พูดยากว่า ใครจะครอบคลุมได้หมด แต่ละประเภทก็มีผู้นำ ซึ่งผู้นำก็แพ้ในหลายๆ จุด แต่ชนะบางจุด จะออกมาในรูปนี้ แต่ถ้าการแข่งขันในประเทศไทย ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เหมือนกับ 30 ปีที่แล้ว สมัยก่อนเป็นการแข่งขันระหว่างพ่อค้า วันนี้เป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทใหญ่ๆ ข้ามชาติ และในประเทศไทย ซึ่งก็มีไม่เกิน 10 บริษัทที่ใหญ่ด้านผัก ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศก็อยู่เมืองไทยหมดแล้ว ถึงแม้ตลาดจะไม่ใหญ่แต่การแข่งขันสูงมาก อย่างไรก็ดี บริษัทเจียไต๋ยังเติบโตขึ้นทุกปีประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์

ชี้ในอนาคต GMO มาแน่

มีโอกาสพูดคุยกับยักษ์ใหญ่ในวงการเมล็ดพันธุ์ทั้งที ย่อมอดไม่ได้ที่จะสอบถามความคิดเห็นในเรื่อง GMO (Genetically Modified Organisms : พืชดัดแปลงพันธุกรรม) ประเด็นนี้ คุณมนัสมองว่า เป็นเรื่องที่ง่ายๆ เป็นเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ที่ออกนอกข้ามเขตจากเจเนติก (Genetic) ปกติ แล้วนำสิ่งอื่นเข้ามาผสม ซึ่งวันนี้ทั้งโลก ด้านของผัก มีการวิจัยเยอะมาก แต่ยังไม่มีใครออก เพราะยังไม่มีการยอมรับจากประชาชน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม แต่ GMO ทางด้านพืชไร่ในการที่ทำเรื่องข้าวโพดมีเยอะ พวกนี้ก็ได้ทำไปแล้ว ซึ่งเป็นการใช้ไบโอเทคโนโลยี อยู่ที่ว่ามีการตัดแต่งยีนหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง แต่ทุกวันนี้เจียไต๋ใช้ไบโอเทคโนโลยี ไม่ได้ผ่าตัดแต่งยีน เป็นการใช้ไบโอเทคโนโลยี ซึ่งคนใช้กันเยอะ แต่ GMO ทุกวันนี้ยังไม่เห็นเชิงการค้าและยังไม่เห็นแววที่จะทำเป็นเชิงการค้าได้

เมื่อ 3 ปีก่อน ที่อินเดีย บอกว่าจะขยาย GMO ให้เป็นเชิงพาณิชย์ แต่ทำไปทำมาก็ออกไม่ได้ ถึงวันนี้ยังไม่ออก แต่มองว่ายังไงก็ต้องมา เพราะถึงวันหนึ่งพิสูจน์ได้แล้วว่าไม่มีภัย ไม่มีอะไร ยังไงก็ต้องมา ยกตัวอย่าง ในวันที่น้ำมันลดราคา ทุกคนออกมาขับรถกันใหญ่เลย สักวันหนึ่งน้ำมันขาดแคลน ทุกคนต้องคิดว่า ต้องหาอะไรมาทดแทน เช่นเดียวกัน วันนี้เมล็ดพันธุ์บ้านเราเต็มบ้านเต็มเมือง สักวันเกิดขาดแคลน ทุกคนก็ต้องหาวิธีการ ถ้าทุกอย่างพร้อมก็ต้องมา

“ในรัฐบาลยุคนี้ผมไม่กล้าที่จะคาดการณ์เลยว่าจะไฟเขียวหรือไม่ เพราะผิดพลาดมาทุกรอบ แต่รัฐบาลควรที่จะไฟเขียวเรื่อง GMO โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพืชที่ไม่ได้เข้าปากโดยตรง เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป น่าจะไม่มีปัญหา ถ้าจะใช้เป็น GMO เพราะเวลาที่เรากินไวตามิ้ลค์ก็มาจากถั่วเหลือง ซึ่งก็ปลูกที่ต่างประเทศ ที่เป็น GMO แล้ว ทุกวันนี้เราก็กินถั่วเหลืองที่เป็น GMO ตอนนี้ GMO ก็เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว เรากินคอร์นเฟล็กก็ได้มาจากข้าวโพด ซึ่งข้าวโพดปลูกที่เมืองนอกก็มาจาก GMO ทั้งนั้น”

เจียไต๋เองถือเป็นบริษัทที่มีผลงานในเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์พืชผลไม้อันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปแล้ว คุณมนัส ยอมรับว่า ยังพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์สู้ทางยุโรปไม่ได้ เหตุผลอย่างเดียวคือ เรื่องราคา ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่อเมริกา ราคาผลผลิตสูงกว่าบ้านเราเยอะ เกษตรกรมีรายได้ดีกว่าเกษตรกรในเมืองไทย จึงกล้าที่จะลงทุนมากกว่า ในความเป็นจริงคนไทยสามารถจะอยู่ในระดับนั้นได้ ถ้าเผื่อคนไทยยอมจะกินแพงขึ้น แต่คนไทยยังนิยมบริโภคธงฟ้า ถ้าเกษตรกรไทยขายของแพงเมื่อไรก็อยู่ไม่ได้ นี่คือ จุดสำคัญ

มองออร์แกนิกไม่ใช่ตลาดใหญ่

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการนี้มานาน เขาระบายความรู้สึกให้ฟังว่า คนไทยน่าจะสนับสนุนผลิตผลทางการเกษตรโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องต้นทุน หรือเรื่องราคาแพงมากนัก อย่างคะน้าราคาแพงขึ้นนิดหน่อยก็ไม่น่าจะบ่น เพราะมันปลูกยาก หรือถ้าผักบุ้ง ข้าวโพด ข้าว จะมีราคาแพงขึ้นมาบ้างก็ไม่ควรจะบ่นเช่นกัน เพราะไม่ได้บริโภคเยอะ ซึ่งเมื่อเกษตรกรขายได้ราคา ชีวิตคนพวกนี้จะเปลี่ยนเลยครับ การลงทุนก็จะมากขึ้น

สำหรับประเด็นที่ทั่วโลกหันมาบริโภคผลิตผลทางการเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิกนั้น คุณมนัสมองว่า ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่แฟชั่น เพราะมาแล้วอยู่เลยและไม่ใช่ตลาดเฉพาะ แต่มองว่ามันเป็นเซ็กเมนต์ จะให้มาเป็นหลักคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า 1. ผลผลิตไม่สูง 2. ต้นทุนสูงเพราะว่าไม่ได้ดูแลตามปกติ อัตราเสี่ยงเรื่องความเสียหายเยอะ อย่างไรเสีย คนก็ต้องกินคอมเมอเชียลโปรดักชั่นที่ดูแลกันแบบปกติ

คุณมนัส ยังเล่าถึงการไปศึกษาดูงานการเกษตรที่ประเทศอิสราเอลว่า ไปบ่อย ต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่ทำเกษตรเก่งมาก แต่ใช้สารเคมีทุกอย่างเหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนอิสราเอลที่เห็นชัดเจนคือ คนไทยไม่ค่อยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ ทำแบบใช้ความรู้สึก แต่ที่อิสราเอลจะใช้วิธีการตักตวง วัด ทุกอย่าง เป๊ะกว่า แต่นั่นต้องดูเรื่องพื้นฐานเหมือนกัน เพราะคนไทยสบาย ขาดบ้างเกินบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ของอิสราเอลขาดบ้าง เกินบ้าง ไม่ได้เดี๋ยวอดตาย เพราะประเทศนี้ไม่มีอะไรเลย

ในเรื่องการบริหารจัดการนั้น คุณมนัส บอกว่า หลักการทำธุรกิจคือจะเน้นใน 3 เรื่องหลัก ทั้งการพัฒนา เทคโนโลยี และคน ซึ่ง 3 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนกรณีเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จะใช้วิธีร่วมกันแก้กับทางทีมงาน ซึ่งที่ผ่านมาจะเจออุปสรรคทุกปี แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน บางครั้งแก้เปลาะหนึ่งไปได้ แต่บางครั้งเป็นอุปสรรคที่ไม่เคยเจอ ที่ผ่านมา ปัญหาทางด้านเมล็ดพันธุ์คือ การละเมิดที่เยอะมาก อีกทั้งเรื่องกฎหมายของบ้านเราก็ยังไม่เรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องให้ความสนใจมากกว่านี้

ทั้งหมดนี้ คงทำให้ได้เห็นเจียไต๋ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แล้วว่าจะก้าวเดินไปทางไหน และแน่นอน เจียไต๋ยังคงต้องเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ชั้นแนวหน้าในภูมิภาคนี้ต่อไป

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,327 other followers

%d bloggers like this: