ช่องทางสร้างอาชีพ

All posts tagged ช่องทางสร้างอาชีพ

“ตลาดไอยรา” ศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทย

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ตลาดไอยรา” ศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทย

โครงการ “ตลาดไอยรา” เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2557 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณต้นปี 2559 บนเนื้อที่ 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทยและนำเข้า ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

บริษัท พี เอส เมนแลนด์ จำกัด ทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ยึดทำเล 50 ไร่ย่านคลองหลวง ผุด “ตลาดไอยรา” ศูนย์กระจายผลไม้ไทยนำเข้า-ส่งออก ที่ทันสมัย รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หวังยกระดับเกษตรกรไทยและผลไม้ไทยพัฒนาสู่ตลาดสากล

ทุ่มงบ 500 ล้าน

สร้างฮับผลไม้

คุณสุวัจ เดชเทวัญดำรง ประธานกรรมการ บริษัท พี เอส เมนแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนำเข้า-ส่งออกผลไม้ ภายใต้ บริษัท อินเตอร์เฟรช จำกัด และ บริษัท ดำรงชัย ฟรุ๊ต จำกัด มากว่า 30 ปี ประกอบกับมองเห็นถึงศักยภาพของทำเลในย่านคลองหลวงกำลังเติบโตรองรับการขยายตัวของโซนกรุงเทพฯ และการคมนาคมที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเส้นทางหลักได้หลายเส้นทาง จนกลายเป็นทำเลทองอันดับต้นๆ ของการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

ล่าสุด คุณสุวัจได้ทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการ “ตลาดไอยรา” โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2557 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณต้นปี 2559 บนเนื้อที่ 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทยและนำเข้า ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากเป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ “ตลาดไอยรา” ยังมีห้องเย็นเก็บผลไม้ พร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ

ภายในโครงการ เฟสแรก แบ่งเป็นส่วนของอาคารพาณิชย์จำนวน 225 คูหา สร้างขึ้นเพื่อจำหน่าย ขณะนี้จำหน่ายหมดแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านบาท และพื้นที่ในส่วนของตลาด ซึ่งให้บริการเช่าพื้นที่ แบ่งเป็น 3 ส่วน 1. เช่าพื้นที่ในอาคารผลไม้ตามฤดูกาล และอาคารผลไม้ต่างประเทศ จะมีหน้าร้านเป็นของตนเอง 2. เช่าพื้นที่เปล่าเพื่อวางบู๊ธ หรือ คีออส และ 3. เช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์อาหาร

ทำระบบรองรับครอบคลุม

ผู้ประกอบการมั่นใจศักยภาพ

ประธานกรรมการ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นตลาดและศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในประชาคมอาเซียน รวมทั้งคุณภาพของผลไม้ถือว่าดีที่สุดในภูมิภาคนี้ ทั้งยังมีความพร้อมทั้งในเรื่องเส้นทางการส่งออกและนำเข้า มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่รองรับด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี บริษัทจึงได้เตรียมการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ไว้อย่างครบครัน

ด้วยการออกแบบอาคารที่ทันสมัย ผู้ค้าสามารถโหลดสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์มายังหน้าร้านได้โดยตรง มีห้องเย็นขนาดใหญ่สำหรับเก็บรักษาคุณภาพของสินค้าไว้บริการ ในราคาต้นทุนที่ไม่สูงมาก มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน กล้องวงจรปิด ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ระบบบำบัดน้ำเสีย 1 จุด

ตลาดไอยรา ยังมีระบบรักษาความสะอาด ป้องกันน้ำท่วมด้วยการถมพื้นที่ความสูงกว่าระดับถนน 1 เมตร โครงสร้างอาคารแข็งแรง สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ศูนย์อาหารที่ทันสมัย ตู้ ATM และปลายปี 2558 โครงการเฟสสอง “ตลาดสดไอยรา” จะพร้อมเปิดให้บริการ ในเนื้อที่ 36 ไร่ ประกอบด้วย อาคารพาณิชย์ 162 คูหา และตลาดสดทันสมัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

นอกจากให้บริการเช่าพื้นที่ ตลาดไอยราได้เปิดร้านผลไม้ชื่อ ไอยรา พรีเมี่ยม ฟรุต บริเวณอาคาร 2 ของตลาดผลไม้ไอยรา โดยจำหน่ายผลไม้ไทยตามฤดูกาลและผลไม้นำเข้าทุกชนิด ที่ผ่านการคัดสรรทั้งคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุดมาจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง ซึ่งผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน

อยู่วงการผลไม้ตั้งแต่เกิด

ตลาดเปิดปี 2559

สำหรับประวัติคร่าวๆ ของคุณสุวัจ เขาเล่าว่า เกิดที่ปากคลองตลาด ค้าขายผลไม้ตั้งแต่อายุ 15 ปี จนวันหนึ่งมีโอกาสได้แผงขายผลไม้ในตลาดสี่มุมเมือง จากนั้นได้ติดต่อซื้อผลไม้จากชาวสวนโดยตรงเรื่อยมา อาทิ ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ฯลฯ รวมถึงการนำเข้าผลไม้ประเภทองุ่น แอปเปิ้ล ส้ม จากต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยด้วย

จากพ่อค้าคนกลาง ต่อมา คุณสุวัจได้ขยายกิจการโดยการสร้างห้องเย็น ชื่อบริษัท อินเตอร์เฟรช จำกัด และมีธุรกิจเกี่ยวกับผลไม้ชื่อ บริษัท ดำรงชัย ฟรุ๊ต

“ผมดำเนินธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา มาตลอด สำหรับตลาดไอยราสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้พ่อค้าแม่ค้าได้มีที่ค้าขาย นอกจากนั้นยังให้คำแนะนำปรึกษาช่องทางการค้า ให้แก่คู่ค้าในตลาดผลไม้แห่งนี้”

สำหรับผู้ค้าที่สนใจ ขณะนี้ตลาดไอยรายังคงเปิดให้เช่าพื้นที่ค้าขาย โดยในส่วนของตัวโครงการตลาดจะแล้วเสร็จและเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณต้นปี 2559 พร้อมขยายโครงการตลาดสดไอยราควบคู่กันไป โดยหลังจากนั้นทางผู้บริหารจะขยายโครงการตลาดไอยราไปยังโซนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

ผู้สนใจ ติดต่อสอบถามพื้นที่ตลาดไอยรา โทรศัพท์ (02) 908-3208, (061) 819-5122 เว็บไซต์ http://www.taradiraya.com

“แกมโบล” รองเท้าไทย 4 ทศวรรษ อันดับหนึ่งแฟชั่น ครองใจวัยรุ่น

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“แกมโบล” รองเท้าไทย 4 ทศวรรษ อันดับหนึ่งแฟชั่น ครองใจวัยรุ่น

จุดขายของแกมโบลคือ “ดูก็สวย หยิบก็เบา ใส่ก็สบาย” ผู้บริหาร ระบุว่า ใช้เทคโนโลยีผลิต GBOLD Technology? (จีโบลด์ เทคโนโลยี) เป็นกระบวนการผลิตลิขสิทธิ์เฉพาะของแกมโบล ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ มีคุณสมบัติทนทาน เบา ใส่สบาย และยึดเกาะพื้นได้เป็นอย่างดี

โลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจรองเท้ามายาวนาน ล้มลุกคลุกคลานมาก็หลายปี แต่ด้วยความซื่อสัตย์ ต่อสู้ทุกปัญหา และค้นหาจุดขายของตัวเองจนเจอ ในที่สุดก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 3 แบรนด์รองเท้าแตะและรองเท้าลำลองแฟชั่นระดับประเทศ สำหรับรองเท้าที่มีชื่อว่า “แกมโบล” แต่ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักว่าเจ้าของนั้นคือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร เส้นทางเศรษฐีมีเรื่องราวมาเฉลย

จบ ป.4 ไต่เต้าจนได้ดี

สร้างโรงงานรองเท้าเอง

เจ้าของรองเท้าแกมโบล นามว่า คุณสุรชัย กิจกำจาย ปัจจุบันอายุ 60 ปี จบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 4 มีพี่น้อง 6 คน คุณสุรชัยเป็นบุตรคนที่ 3 ของครอบครัว ด้วยความขัดสนของฐานะทางบ้านบีบคั้นให้เขาต้องทำงานตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ทั้งพับถุงขาย รับจ้างห่อลูกอม จนกระทั่งอายุ 15 ปี ไปรับจ้างแบกของอยู่ในตลาดสำเพ็ง ปากกัดตีนถีบทำงานสารพัด จนกระทั่งเข้าสู่ธุรกิจรองเท้า เริ่มต้นด้วยการซื้อมา-ขายไป ต่อสู้เรื่อยมาจนสุดท้ายได้มีโรงงานผลิตรองเท้าเป็นของตัวเอง

“ผมรับจ้างทำงานสุจริตทุกอย่าง จนอายุ 19 ปี พี่ชายคนโตไปรับรองเท้าจากโรงงานมาขาย พี่น้องทุกคนก็ช่วยกันขาย พวกเรา 6 พี่น้องอยู่ในวงการรองเท้ามาตลอด ค้าขายรองเท้าเรื่อยมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 ครอบครัวคิดการใหญ่สร้างโรงงานเป็นของตัวเอง เพราะการซื้อมาขายไป แทบไม่ได้กำไรเลย คุณภาพก็ควบคุมไม่ได้ ขณะเดียวกัน ถ้ามีโรงงานเป็นของตัวเอง จะสามารถควบคุมได้ทุกขั้นตอน ทั้งต้นทุน และกระบวนการผลิต น่าจะทำกำไรได้มากกว่า”

บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด ก่อตั้ง พ.ศ. 2532 แรกๆ บริษัทนี้รับจ้างผลิตรองเท้าให้ทั้งแบรนด์ไทย และรองเท้ากีฬาให้แบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์ ทำได้สักพักโรงงานเกือบเจ๊ง เจ้าของบอกว่า เพราะบริหารไม่เป็น ผลิตสินค้าไม่ได้ตามคำสั่งซื้อ เรียกว่าทำไม่เป็น เพราะเก่งแต่ซื้อมาขายไป แต่ทว่าบริษัทก็ผ่านวิกฤตมาได้ โดยแก้ไขโครงสร้างธุรกิจใหม่ สิ่งไหนทำไม่ได้ ทำแล้วขาดทุนจะไม่ทำ อะไรที่ธุรกิจอยู่รอดจะทำ จนสุดท้าย รู้ว่าบริษัทเก่งและถนัดผลิตรองเท้าแตะ

“แรกๆ ผมรับจ้างผลิตรองเท้าทุกประเภท โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบ ผลิตให้ NIKE, PUMA, Hush Puppies ทำมาทำไปอยากสร้างแบรนด์รองเท้าแตะเป็นของตัวเอง จุดประสงค์ก็เพื่อมาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดของตลาดรองเท้าที่มีอยู่ เริ่มต้นแบรนด์แรกใช้ชื่อว่า “กิเลน” ส่วนชื่อ “แกมโบล” มาเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2546″

เจาะตลาดวัยโจ๋

ปี 58 ออก 4 รุ่นใหม่

เนื่องจากชื่อ กิเลน ดูเชย เจ้าของต้องการปรับให้ดูทันสมัย ขยับตามความต้องการของลูกค้า เมื่อ พ.ศ. 2546 เลยเปลี่ยนชื่อเป็นแกมโบล (GAMBOL) มีความหมายว่า กระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุขสนุกสนาน โดยเริ่มวางจำหน่ายและทำตลาดเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน

“แกมโบล เป็นรองเท้าลำลองที่เจาะกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย ทุกไลฟ์สไตล์ ยิ่งใน พ.ศ. 2558 ผมให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มาก ใช้เวลาศึกษาพฤติกรรมการซื้อรองเท้าของผู้บริโภคนานกว่า 1 ปีเต็ม เข้าใจไลฟ์สไตล์ และมั่นใจอย่างยิ่งว่ารองเท้าทั้ง 4 รุ่นนี้ สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบไหน รับรองว่าแกมโบลสามารถตอบโจทย์คุณได้แน่นอน ทั้งในเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่น และคุณภาพระดับมาตรฐานสากล”

โดยรองเท้า 4 รุ่นเป็น 1. EZY (อีซี่) เน้นความเรียบง่าย ความสบาย 2. ZAPP (แซบ) เน้นสีสันสดใส ใส่แล้วโดดเด่น อินเทรนด์ 3. ZAH (ซ่า) เน้นลวดลายกราฟิก มีดีเทลงานอาร์ต สำหรับเหล่าผู้ชื่นชอบงานกราฟิตี้และกีฬาเอ็กซ์สตรีม 4. ZEEK (ซีค) เน้นงานลุยๆ สำหรับวัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์ที่รักการท่องเที่ยว

นอกจากต้องการเจาะตลาดทุกกลุ่ม เจ้าของกิจการ ยังจัดแคมเปญหา “เกิดมาชัด จัดให้เต็ม” หรือ GAMBOL Born to be BOLD เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่ตัวตนชัดเจน มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของแกมโบล เพื่อนำเสนอรองเท้าทั้ง 4 กลุ่มให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

จากแนวทางดังกล่าว บริษัทจะใช้งบ 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารถึงคอนเซ็ปต์ใหม่ ผ่านกลยุทธ์ Online to on Ground จะเน้นใช้สื่อออนไลน์เป็นหลักในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่อายุ 13-35 ปี และเสริมด้วยกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแบรนด์ ซึ่งจะมีแคมเปญทุกๆ 3 เดือน

ขายคุณภาพมาตลอด

มีลิขสิทธิ์ผลิตเฉพาะ

สำหรับจุดขายของแกมโบลคือ “ดูก็สวย หยิบก็เบา ใส่ก็สบาย” ผู้บริหาร ระบุว่า ใช้เทคโนโลยีผลิต GBOLD Technology? (จีโบลด์ เทคโนโลยี) เป็นกระบวนการผลิตลิขสิทธิ์เฉพาะของแกมโบล ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ มีคุณสมบัติทนทาน เบา ใส่สบาย และยึดเกาะพื้นได้เป็นอย่างดี รองเท้าผลิตจากยางธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ สูตรการผลิตแบบพิเศษ ให้ความยืดหยุ่นสูง ซึ่งรองเท้าแต่ละคู่มีมากกว่า 10 ชิ้นส่วน แกมโบลยังคงใช้วิธีนำแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบด้วยฝีมือแรงงานชั้นสูง

“จุดเด่นของแกมโบล นอกจากดีไซน์เฉพาะตัว คุณภาพเด่นเลยคือ นุ่ม เบา ไม่ลื่น ตอบโจทย์ทั้งความเป็นรองเท้าลำลองที่สวมใส่สบาย แต่ก็ยังคงไม่ละทิ้งการออกแบบโดยอิงแฟชั่นควบคู่ไปด้วย”

ปัจจุบัน แกมโบลมีกำลังการผลิตรองเท้าวันละ 30,000 คู่ มีพนักงาน 2,500 คน นอกจากจะขายในประเทศ ยังส่งออกรองเท้าแตะไป 25 ประเทศทั่วโลก โดย 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศพวกนี้ชอบสีทึบๆ เช่น สีดำ น้ำตาล เทา 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปยุโรป กลุ่มประเทศพวกนี้ชอบสีสันแฟชั่น อีก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณสุรชัย ระบุถึงตลาดรองเท้าลำลองใน 1-2 ปีที่ผ่านมาว่า ภาพรวมเติบโตเพียง 3-4 เปอร์เซ็นต์ จากปกติโต 10 เปอร์เซ็นต์ ทุกปี โดยมูลค่าตลาดปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท มีผู้นำตลาดคือ แอดด้า กีโต้ แกมโบล

“รองเท้าแตะแข่งขันเรื่องราคาเป็นหลัก เฉลี่ยอยู่ที่คู่ละ 99-199 บาท แต่แกมโบลจับกลุ่มวัยรุ่นที่มีกำลังซื้อ และพัฒนาแบบใหม่ๆ ออกมา 4-5 แบบ ต่อเดือน ใส่ดีไซน์ เทคโนโลยีลงไป ทำให้สามารถตั้งราคาเฉลี่ย 300 บาท สูงกว่าตลาดได้”

พร้อมเข้าตลาด AEC

ฝากข้อคิดให้เถ้าแก่ใหม่

ด้วยความที่บริษัทบิ๊กสตาร์ เป็นบริษัทใหญ่ มีพนักงาน 2,500 คน ทางผู้บริหาร มีวิธีบริหารจัดการคนด้วยการแบ่งเป็นฝ่าย ซึ่งหัวหน้างานของแต่ละฝ่ายก็รับผิดชอบดูแลบริหารจัดการ ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นระบบ อยู่กันอย่างครอบครัว ปัญหาในองค์กรจึงไม่ค่อยจะส่งผล

ถามถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุค AEC คุณสุรชัย กล่าวว่า ทางบริษัทเตรียมพร้อมมาได้ 2-3 ปีแล้ว มองว่า AEC มีทั้งโอกาสและอุปสรรคอยู่ โอกาสคือ ตลาดจะใหญ่ขึ้น ซึ่งทีมการตลาดก็พยายามบุกตลาดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศตามชายแดนของไทย พยายามมองหาคู่ค้าที่มีศักยภาพเพื่อทำตลาดร่วมกันอยู่เสมอๆ ส่วนอุปสรรคคือ การไหลมาของสินค้าจากประเทศในกลุ่ม AEC ซึ่งส่วนใหญ่สินค้าจะมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ แต่ทางแกมโบลเองก็ปรับตัวโดยการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงเพื่อให้แข่งขันได้

คุณสุรชัย ฝากทิ้งท้ายถึงนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จว่า

“นักธุรกิจในสมัยนี้ ผมไม่รู้หรอกนะว่าจะเป็นอย่างไร แต่สมัยผมนั้น ทำงานมากกว่าเวลาพักผ่อน อย่างกับคำที่ว่า “ตื่นก่อน นอนทีหลัง” และต้องรู้ว่ารักอะไร ชอบอะไร แล้วก็มุ่งมั่นไปกับมัน ผมชัดเจนในธุรกิจมาตลอด 42 ปี ทุกอย่างประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น หากแต่จะต้องมีความรู้กับสิ่งที่ทำ ขยัน และอดทนให้มาก เท่านั้นสิ่งที่หวังไว้ก็จะค่อยๆ เห็นผลได้ไม่ยาก”

3 ครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์ไลน์ เผยเคล็ด (ไม่) ลับ ออกแบบสติ๊กเกอร์อย่างไร…รับแสน รับล้าน

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

3 ครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์ไลน์ เผยเคล็ด (ไม่) ลับ ออกแบบสติ๊กเกอร์อย่างไร…รับแสน รับล้าน

แอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมากถึงมากที่สุดคงต้องยกให้ “ไลน์” และสติ๊กเกอร์ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารแทนความรู้สึก ที่มีผู้เลือกใช้แพร่หลาย ฉะนั้น ผู้รังสรรค์ตัวการ์ตูนหรือที่เรียกว่า “ครีเอเตอร์” จึงเรียกได้ว่ามีโอกาสเกิดด้วยศักยภาพของตนเอง

จากตัวเลขหลักพัน จวบจนตอนนี้หลักแสนรายแล้วต่างอวดฝีไม้ลายเส้นผ่านการวาดภาพเพื่อส่งเข้าสู่เวทีคัดเลือกกับไลน์ เพื่อให้ตัวการ์ตูนของตนถูกโหลดมาโลดแล่นบนหน้าจอสมาร์ตโฟน

อะไรคือคำตอบของความสำเร็จในการเดินสู่เส้นทางสายนี้ ทั้ง 3 ครีเอเตอร์คนเก่งพร้อมแล้วกับการเล่าถึงความสำเร็จของตนเอง เพื่อปลุกเร้าแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคน

JUMBOOKA

พายอดขายหลักแสน

คุณชำนาญ จุฬาจตุรศิระรัตน์ ครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์ไลน์ที่ประสบความสำเร็จกับยอดดาวน์โหลดติดท็อปดาวน์โหลด ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีพื้นฐานการวาดรูปมาก่อน แต่เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสติ๊กเกอร์ด้วยเพราะอยากมีลูกสาว กระทั่งวาดออกมาเป็นตัวการ์ตูนสื่อแทนลูกสาวของตนเอง

การได้ทำงานอยู่ในตำแหน่งผู้วาดสตอรี่บอร์ดแอนิเมชั่นการ์ตูนชื่อดัง ส่งผลให้เขามีโอกาสสัมผัสตัวการ์ตูน แต่วงการนี้อยู่ได้สักพักก็เริ่มซบเซา จวบจนเทรนด์การใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ได้รับความสนใจ ประจวบกับไลน์เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้รังสรรค์ภาพเพื่อส่งผลงานเข้าคัดเลือก “JUMBOOKA” จึงได้โอกาสโลดแล่นบนหน้าจอ

“การวางคอนเซ็ปต์ตัวการ์ตูน ผมต้องการสื่อให้เห็นถึงความเป็นเด็กรุ่นใหม่ รักการอ่าน โดยมีแรงบันดาลใจจากลูกสาวในฝันเป็นต้นแบบ และด้วยความมุ่งมั่นต้องการทำให้ออกมาดีที่สุด ผมใช้เวลากว่า 1 เดือนจึงแล้วเสร็จออกมา แล้วก็ส่งให้ทางไลน์ตรวจสอบ”

กระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2557 JUMBOOKA ก็ยืนรอการดาวน์โหลด และในเวลาไม่นานยอดดาวน์โหลดก็ทะลุถึง 200,000 ดาวน์โหลด ติดท็อปดาวน์โหลดรับรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน

สิ่งที่ทำให้ JUMBOOKA ขึ้นแท่นติดอันดับท็อปดาวน์โหลด “น่าจะมาจากเสน่ห์ของตัวการ์ตูนที่ตอบสนองทุกอารมณ์ ซึ่งเราได้ศึกษาธรรมชาติของผู้เล่นไลน์ บางครั้งอาจไม่สะดวกพิมพ์ ฉะนั้น ต้องทำสติ๊กเกอร์ที่สื่อสิ่งนั้นออกไปได้ ซึ่งกับกระบวนการทำงานในแต่ละชุดต้องบอกว่านานกว่า 1 เดือน ด้วยเพราะเราต้องการให้การ์ตูนนั้นตรงตามความต้องการของตลาดจริงๆ”

ดังไกลในต่างแดน

ทำได้เกินวัยเกษียณ

หลังประสบความสำเร็จกับ JUMBOOKA ในชุดแรกแล้ว ชุดสอง และเหล่าตัวการ์ตูนในชุดต่างๆ ก็เริ่มตามออกมานับกว่า 5 ชุด โดยแต่ละตัวการ์ตูนล้วนสร้างให้มีความผูกพันกัน เพื่อเชื่อมโยงจนเกิดเป็นเรื่องราว

“ตอนนี้ JUMBOOKA ไม่ได้โลดแล่นอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมสูงสุดที่ประเทศไต้หวันและอิหร่าน ซึ่งเหตุผลที่แน่ชัดผมไม่รู้ได้ แต่ก็คิดว่าคงตรงตลาด ตอบสนองการรับส่งได้ดี มีอารมณ์ซึ่งแสดงออกมาตรงความต้องการของเขา บวกความน่ารัก สีสัน ข้อความ ที่ตรงตามใจ”

ด้วยระยะเริ่มต้นมีผู้เล่นในตลาดไม่มาก ครีเอเตอร์อาจอยู่แค่หลักพัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ JUMBOOKA จะก้าวไปสู่การติดอันดับสติ๊กเกอร์ขายดี แต่ทว่าในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขสติ๊กเกอร์มีกว่า 125,000 ชุด มีผู้สนใจในตำแหน่งครีเอเตอร์นับแสนราย ดังนั้น หากไม่ใช้กลยุทธ์สร้างการรับรู้สู่ตลาดผู้ใช้ โอกาสเกิดก็คงเป็นไปได้ยาก

“ความโชคดีของผมคงอยู่ที่การเริ่มต้นธุรกิจเร็ว และเลือกให้โปรดักต์ขายตัวเอง แต่ใช่ว่าไม่ทำการตลาดเลย เพราะตอนนี้คู่แข่งขันสูงมาก โดยอาจผ่านผู้รับโปรโมตสติ๊กเกอร์ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ว่าสำหรับผมเลือกใช้วิธีให้ดาวน์โหลดฟรี เหมือนเรานำเงินไปซื้อสติ๊กเกอร์แจกให้เพื่อนๆ อาจจะวันละ 20-30 คน แล้วการแพร่หลายการรับรู้จะเกิดตามมา แต่ทั้งนี้ ถ้าสติ๊กเกอร์ใดติดตลาด การทำชุดต่อๆ ไปจะง่ายขึ้นเพราะมีผู้ติดตามแล้ว”

คุณชำนาญ ยังกล่าวถึงการผันตัวเองมาเป็นครีเอเตอร์ว่า เป็นอาชีพที่แทบจะไม่ใช้เงินทุน แต่ต้องลงทุนความคิด “ผมมองว่าผมเป็นศิลปินไม่ใช่นักการตลาด ฉะนั้น ถ้าเรื่องการขายผมไม่รู้เลย ฉะนั้น การสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนออกมาจึงต้องดีที่สุด ให้โดนใจที่สุด ซึ่งนั่นอาจต้องใช้เวลา แต่ในที่สุดสินค้าจะขายตัวเอง และทำให้เดินในตลาดได้ แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าไปศึกษากฎระเบียบของไลน์ก่อนนะ ว่าเงื่อนไขเขามีอะไรบ้าง เช่น ห้าม ใช้คำรุนแรง ลามกอนาจาร การเมือง ศาสนา ความเชื่อ อันนี้ห้ามเด็ดขาด แต่ก็ถือว่าโชคดีที่เหล่าครีเอเตอร์จะสร้างไลน์คอมมูนิตี้ขึ้นมา มีอะไรก็บอกกัน และอาชีพนี้ผมบอกเลยว่ามันทำไปได้ไกลเลยวัยเกษียณ”

นานามิ เปิดผลงาน

สติ๊กเกอร์ท้องถิ่น

อีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ประสบความสำเร็จกับการสร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ไลน์ นั่นคือสตูดิโอ “นานามิ แอนิเมชั่น” ด้วยเพราะไลน์เกาหลีเห็นผลงานภาพวาดของทีมงาน จึงติดต่อเข้ามา สติ๊กเกอร์ไลน์ชุด “น้องมะพร้าว” จึงได้เปิดตัว และขยับไปอยู่บนไลน์เว็บการ์ตูน จนติดอันดับ 1

คุณคทิน อุรารักษ์ หัวหน้าทีมครีเอทีฟ นานามิ แอนิเมชั่น ยังกล่าวต่อว่า ขณะนี้สติ๊กเกอร์ไลน์ผลิตออกมาจำหน่ายแล้วกว่า 30 ชุด โดยแต่ละชุดเน้นการเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่ม อย่างชุด สติ๊กเกอร์ท้องถิ่น ที่ทำออกมา 3 ชุด เด็กใต้ สาวเหนือ คู่รักอีสาน ที่ได้รับไอเดียมาจากแฟนและกลุ่มเพื่อนที่ล้วนมาจากทุกภาคของประเทศ ซึ่งแม้ในการพูดคุยกับคนภาคกลางจะใช้ภาษากลาง แต่การสื่อสารกับครอบครัวและคนภาคเดียวกัน ก็ยังคงเลือกใช้ภาษาท้องถิ่นของตนเอง

“แต่ละชุดจะมีคอนเซ็ปต์แตกต่างกัน อย่างชุด อีสาน เลิฟเวอร์ส (Isan Lovers) ที่เริ่มต้นเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2558 โดยตั้งคาแร็กเตอร์ให้เป็นคู่รัก ผู้หญิงเด่นกว่า ชอบสีชมพู สดใสร่าเริง มีความน่ารัก ใส่ฉากหลังให้บรรยากาศของภาคอีสานโดยไม่ยัดเยียด ส่วนคำที่ใส่ลงไปคัดสรรว่าไม่แก่และไม่วัยรุ่นจนเกินไป เพื่อให้ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัว”

สำหรับกระบวนการออกแบบ คุณคทิน ว่า เริ่มต้นจากการคิดคอนเซ็ปต์ แล้วจึงออกแบบคาแร็กเตอร์ของตัวการ์ตูนนั้น ตกแต่งสีให้เหมาะสม จากนั้นจะมีแผนกคิดคำ โดยจะคิดคำจากภาษากลางก่อน แล้วปรับเป็นภาษาประจำภาค แล้วจึงคัดเลือกคำให้เหมาะสมมีความไพเราะ

“หัวใจของสติ๊กเกอร์ ไม่ใช่แค่ตัวการ์ตูน แต่มันคือคำที่จะใส่ลงไปด้วย ทุกอย่างต้องวางแผนมาอย่างดี เพราะถ้าวางแผนดีระยะการทำงานจะไปได้เร็ว อย่างชุด อีสาน เลิฟเวอร์ส ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์”

เจาะตลาดไทย-เทศ

ทำได้ต้องเข้าใจตลาด

ด้วยเพราะในแต่ละวันจะมีสติ๊กเกอร์จากทั่วโลกไหลเข้าสู่ตลาดนับร้อยนับพันชุด นั่นหมายถึงถ้าช้าจะโดนสละทิ้ง ฉะนั้น การทำงานจึงต้องเป็นไปด้วยความเร็ว ในขณะที่คุณภาพผลงานต้องออกมาดีที่สุด การออกแบบทั้งตัวการ์ตูนและคำจึงต้องกลั่นกรองอย่างดีแล้วว่าจะโดนใจตลาด และนั่นหมายความว่าครีเอเตอร์ต้องรู้จักตลาดที่จะลงไปเล่น

“จากสถิติพบว่า คำชม คือคำนิยมส่งรับให้กัน เราจึงจับจุดตรงนี้มาใช้ ส่วนรูปแบบตัวอักษรผมเลือกใช้รูปแบบลิขสิทธิ์ โดยส่วนใหญ่จะซื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นโอกาสเพราะเราทำสำนักพิมพ์ด้วย แต่ทั้งนี้สำหรับผู้สนใจออกแบบสติ๊กเกอร์ แต่ไม่ต้องการใช้เงินทุนมาก สามารถใช้อักษรจากเว็บแจกฟรีได้ครับ”

คุณคทินยังกล่าวถึงเป้าหมายโดยรวมของการออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ ก็เพื่อตอบโจทย์ตลาดในประเทศและต่างประเทศ ฉะนั้น การออกแบบสติ๊กเกอร์จึงต้องสื่อถึงกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งขณะนี้มีสติ๊กเกอร์ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ โดยสติ๊กเกอร์ที่ได้รับความนิยม ถ้าในกลุ่มคนไทยจะอยู่ในรูปแบบของคน แต่ถ้าตลาดต่างประเทศจะนิยมสติ๊กเกอร์รูปสัตว์ต่างๆ

“ผมว่าการก้าวมาทำตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องวาดรูปเก่ง หรือเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง อย่างตัวผมจบด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ว่าชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ผมจะบอกคือสติ๊กเกอร์วาดไม่สวยก็ขายได้ ขอแค่มีความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น สิ่งที่แนะนำคือขอให้เปิดดูสติ๊กเกอร์ไลน์ของครีเอเตอร์คนอื่นๆ ดูให้มากๆ กับอีกวิธีหนึ่ง ดูตัวเราว่าสติ๊กเกอร์ตัวไหนใช้บ่อย จากนั้นมาพิจารณาเลยว่าอะไรทำให้เราเลือกใช้บ่อย ใช้เวลาศึกษาจริงจังประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผมว่าไม่ว่าใครก็ทำสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ครับ”

ติดลม ซื่อ จริงใจ

โลดแล่นในโซเชียล

“ติดลม” (TIDLOM) เชื่อว่าสติ๊กเกอร์ไลน์นี้หลายคนต้องมีไว้ครอบครองแน่นอน โดยฝีมือการออกแบบของ คุณสัญญา เลิศประเสริฐภากร ซึ่งได้เล่าถึงแนวคิดการออกแบบคาแร็กเตอร์ผลงานเพื่อส่งเข้าประกวดในงานไทยแลนด์แอนิเมชั่น แอนด์ มัลติมีเดีย หรือ TAM เมื่อราว 3 ปีก่อน โดยขณะนั้นคิดว่าจะเลือกสัตว์อะไรที่สื่อถึงความเป็นไทย แต่ไม่ใช่ ช้าง แมวสีสวาด เพราะตลาดมีอยู่แล้ว จึงคิดถึงควาย

“ผมวางคอนเซ็ปต์ไว้ว่า เป็นควายบ้านนอกที่ฝันอยากบิน เขาคือตัวแทนของคนซื่อ แต่จริงใจ ยินดีที่จะเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยกำหนดให้เขาเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง ชุดแรกจึงเน้นคำสแลงเยอะ เพราะคิดว่าวัยรุ่นเข้ากรุงก็เรียนรู้ภาษาสแลงของวัยรุ่นได้ อย่าง รับแซบ ฟรุ้งฟริ้ง ซึ่งจากการประกวดในครั้งนั้นทำให้ได้รับรางวัลที่ 2”

แต่การนำ ติดลม ไปสานต่อในรูปแบบแอนิเมชั่นถูกพับโครงการออกไปอย่างไม่มีกำหนด คุณสัญญาจึงหันไปสร้างคาแร็กเตอร์การ์ตูนอื่นๆ ต่อ แต่ความซบเซาของตลาดก็ทำให้เส้นทางนี้ขรุขระ

จวบจนโลกโซเชียลเข้ามาแทนที่ และแอพพลิเคชั่นไลน์ ก็เป็นเสมือนผู้ปลุกฝันให้ ติดลม ได้กลับมาโลดแล่นอย่างออกหน้าออกตา

“ตอนนั้นเราเปิดชาร์ตดูสติ๊กเกอร์ที่ได้รับความนิยมไล่ลงมาว่ามีกี่อันดับ อย่าง เพนกวิน แมวน้ำ เยอะมาก แต่ควายไม่มีเลย ตรงนี้จึงถือเป็นช่องว่างให้ก้าวเข้ามา”

ไม่ต้องตามแฟชั่น

จับตลาดเฉพาะกลุ่ม

คุณสัญญา เล่าต่อถึงการออกแบบ “ผมบอกกับดีไซเนอร์ทุกคนว่า การตลาดมันเริ่มตั้งแต่เรายังไม่ได้วาด อย่างมีน้องคนหนึ่งบอกว่าทำสติ๊กเกอร์ส่งขายแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ขายได้ โฆษณาอย่างไร ผมว่าตรงนี้ถามช้าไปแล้ว เพราะกระบวนการนี้ต้องคิดตั้งแต่แรกว่า จะขายใคร อายุเท่าไหร่ สังคมแบบไหน ทำงานอะไร เพื่อจะได้สื่อด้านการออกแบบได้ตรงจุด ซึ่งการเจาะกลุ่มเฉพาะกลุ่ม เช่น สติ๊กเกอร์ภาษาเหนือ ทุกวันนี้ยังขายได้อยู่เลย เพราะว่าไม่ใช่แฟชั่น หรือเจาะไปที่กลุ่มคนเล่นโยคะ จะทำให้ขายได้ยาวกว่า”

ครีเอเตอร์หัวใจศิลป์ ยังกล่าวถึงช่องทางเข้าสู่ไลน์ว่า โอกาสเปิดกว้าง ไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งการทำอาชีพนี้ใช้เงินลงทุนน้อยมาก แต่ต้องลงทุนด้านความคิดสร้างสรรค์

“กระบวนการตรวจสอบสติ๊กเกอร์ ตอนนี้ใช้เวลานาน ครีเอเตอร์ต้องรอ เพราะว่าการแข่งขันเริ่มมากขึ้น ทั้งที่เป็นนักวาดการ์ตูนตัวจริง บริษัทยักษ์ใหญ่ หรือมือสมัครเล่น ให้ความสนใจก้าวเข้ามาทำกัน การตรวจสอบจึงกินเวลาอาจ 5-6 เดือน หรือนานกว่านั้นก็มี อย่างที่ผมส่งชุดแรก ไม่แน่ใจทิศทาง แต่การแข่งขันไม่สูง พร้อมขายในวันที่ 4 มิถุนายน 2557 เพียงไม่นาน ติดลม ได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ตกใจและดีใจมาก ปัจจุบันเรามีรายได้รวมหลักล้านบาท โดยมีออกมา 3 ชุด และเราก็เพิ่มลูกเล่นให้ขยับได้ และนอกจากนั้น ผมยังต่อยอดผลิตสินค้าของที่ระลึกขึ้นมาส่งจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า”

ซึ่งวิธีนี้ส่งผลให้ ติดลม กลายเป็นตัวการ์ตูนที่ติดใจของใครหลายคน

ทั้งนี้ สำหรับสัดส่วนรายได้ในช่วงเริ่มต้น ครีเอเตอร์รับสัดส่วน 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ราว 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่คุณสัญญาว่าพึงพอใจกว่าอาชีพที่ตนเองเคยทำมา

สำหรับผู้สนใจก้าวเดินสู่เส้นทางนี้ แม้ว่าจะยังเรียกตัวเองว่ามือสมัครเล่น คุณสัญญา แนะนำว่า “เมื่อจะกระโดดเข้ามาขอให้ดูตลาดว่ามีช่องตรงไหนให้เสียบได้ แต่ถ้ายังมองไม่ออก ก็ส่งมาเถอะ เพราะอย่างน้อย เมื่อได้ส่งไปแล้ว เหมือนกับเราได้ไปอยู่ในห้องแกลลอรี่ แล้วมีคนมาเสิร์ชดู แต่ถ้าคิดจะทำตลาดคนไทย ผมว่าคนไทยชอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ฉะนั้น ต้องดูตลาดให้ออก”

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก คุณเอก อัครประเสริฐกุล หัวหน้าฝ่ายออกแบบ LINE ประเทศไทย

– ตลาดสติ๊กเกอร์ไลน์เติบโตสูง ปัจจุบันมีครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์จากนักออกแบบทั่วโลกวางขายอยู่กว่า 120,000 ชุด

– ภาพรวมตลาด 1 ปีที่ผ่านมา มีนักออกแบบจากทั่วโลก 393,000 คน

– นักออกแบบคนไทยที่ลงทะเบียนในครีเอเตอร์มาร์เก็ต 40,897 คน เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น หรือเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ของภาพรวมทั้งหมด

– รายได้จากการขายสติ๊กเกอร์ใน Top 10 ครีเอเตอร์ (ทั่วโลก) อยู่ที่ประมาณ 27,673,400 บาท

– รายได้รวมทั้งหมด 1 ปี ในไลน์ครีเอเตอร์มาร์เก็ตกว่า 2,475 ล้านบาท เฉพาะประเทศไทยขายได้แล้วกว่า 145 ล้านบาท (ใน 1 ปี)

แนะนำวิธีออกแบบสติ๊กเกอร์ โดย “นาโอโตโมะ วาตานาเบะ” ผู้จัดการฝ่ายวางแผนสติ๊กเกอร์ ไลน์คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

– สติ๊กเกอร์ที่เป็นที่นิยมของผู้ใช้ไลน์ สามารถสื่อสารง่ายในชีวิตประจำวัน แสดงสีหน้าอารมณ์ชัดเจน

– เทรนด์สติ๊กเกอร์ที่กำลังมาแรงในตลาดไทย เป็นสติ๊กเกอร์ภาษาท้องถิ่น อย่าง อีสาน เหนือ ใต้ เพราะมีคาแร็กเตอร์ชัดเจน แฝงด้วยอารมณ์ขัน

– การดีไซน์ข้อความต้องชัดเจน เข้าใจง่าย อย่าง กินข้าวกันไหม เที่ยวกันไหม และควรวางตำแหน่งข้อความไว้หน้าสติ๊กเกอร์ เพราะเห็นง่าย

– ส่วนการออกแบบสติ๊กเกอร์ก็ต้องชัดเจนเช่นกัน สื่อสารเข้าใจง่าย อย่างการหัวเราะ

MANHATTAN MANGO ฟู้ดทรักสีฟ้าสดใส ทุกเมนูทำจากมะม่วง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

MANHATTAN MANGO ฟู้ดทรักสีฟ้าสดใส ทุกเมนูทำจากมะม่วง

“ทุกเมนูใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นวัตถุดิบหลัก สาเหตุที่เลือกมะม่วงพันธุ์นี้ เพราะรสชาติอร่อย เปรี้ยวอมหวาน หาง่าย มีออกตลอดทั้งปี เป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกรู้จัก”

กระแสยังดี แถมไม่มีทีท่าว่าจะตกลงง่ายๆ สำหรับ “Food Truck” (ฟู้ดทรัก) หรือครัวเคลื่อนที่ไปตามจุดต่างๆ ยานพาหนะชนิดหนึ่งซึ่งใช้เป็นหน้าร้านเพื่อขายอาหาร หรือบริการหลากหลายชนิด สำหรับประเทศที่กระแสฟู้ดทรักฮิตๆ อย่างในสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นกำเนิดธุรกิจนี้ ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น มีราวๆ 3 ล้านคัน ส่วนมากเป็นประเภทอาหารและเครื่องดื่ม มีตั้งแต่ขนม ของกินเล่น ไปจนถึงอาหารมื้อหนัก

สำหรับในเมืองไทย ฟู้ดทรักยังถือว่าอินเทรนด์ ยิ่งนานวันรถแต่ละคันต่างออกแบบตกแต่งซะน่ารักเก๋ไก๋ แถมเมนูอาหารน่ากินไม่แพ้ร้านดังตามห้าง ดั่งเช่น “MANHATTAN MANGO” (แมนฮัตตัน แมงโก้) มีจุดขายทุกเมนูใช้มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นวัตถุดิบหลัก รถสีฟ้าสดใสสไตล์ฟู้ดทรักในเมืองแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

2 หนุ่มถนัดทำอาหาร

รังสรรค์ทุกเมนูอร่อย

เจ้าของ MANHATTAN MANGO มี 2 หุ้นส่วนช่วยกันคิดคอนเซ็ปต์ทั้งอาหารและตัวรถเอง นั่นคือ คุณปิยะ ชยาภัม และ คุณวรทรรศ พลอยครบุรี

คุณปิยะ ชื่อเล่น ตะปู หนึ่งในหุ้นส่วนเผยเรื่องราวว่า หลังจากจบหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี ทำงานอยู่ในแวดวงเชฟมาตลอด ทั้งไปเป็นเชฟที่สหรัฐอเมริกา เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชิคาโก กระทั่งล่าสุด กลับมาเมืองไทยลงทุนหลักล้านขายอาหารเคลื่อนที่ไปบนรถติดล้อ โดยที่คิดคอนเซ็ปต์เองทั้งหมด

ต้นทุนสำคัญที่คุณตะปูมีคือ ฝีมือการปรุงอาหาร เขาเป็นได้ทั้งเชฟ และฟู้ดสไตลิสต์ ฉะนั้น การปรุงอาหารนับเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มถนัด และเขามองว่าอาหารเป็นปัจจัย4 พื้นฐานของการดำรงชีวิต ส่วนรูปแบบการขายเลือกรถเคลื่อนที่ เพราะว่าได้อำนวยความสะดวกให้ลูกค้า อิสระเรื่องเวลา รวมถึงรับจ๊อบออกงานอีเว้นต์ได้ ในเมืองไทยฟู้ดทรักเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“ผมไปต่างประเทศบ่อย เห็นว่าฟู้ดทรักนิยมกันมาก แต่ละร้านตกแต่งแปลกตา ตั้งใจอยากมีร้านแบบนี้บ้าง และก็มองถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงลงทุนนำรถ 4 ล้อมาดัดแปลงเป็นครัวเปิด ใช้สีฟ้าเป็นการดึงดูดลูกค้า”

กระแสรถเคลื่อนที่ขายอาหารแบบนี้เริ่มต้นจากในยุคที่อเมริกาเศรษฐกิจตกต่ำ เหล่าบรรดาร้านอาหาร ภัตตาคาร ก็หันมาสนใจรูปแบบการขายสินค้าเคลื่อนที่บนรถ จนเกิดขยายเป็นวงกว้างไม่เฉพาะแต่อาหารเท่านั้น ในเมืองไทยเองก็เริ่มมีร้านอาหารรูปแบบฟู้ดทรักเพิ่มขึ้น

ปากต่อปากบนโซเชียล

ดังชั่วข้ามคืน

ด้านทำเลที่ตั้ง เจ้าของเลือกถนนพระราม 4 ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส พระราม 4 บริเวณนี้มีทั้งคนไทยและต่างชาติอยู่อาศัยกันมาก ผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งคนในพื้นที่และคนที่สัญจรผ่านไปมา มีทุกเพศทุกวัย วัยรุ่น นักศึกษา วัยทำงาน ผู้สูงอายุก็ยังมี เปิดให้บริการวันอังคาร-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น.

สำหรับความพิเศษของเมนูอาหาร คุณตะปู บอกว่า ทุกเมนูใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นวัตถุดิบหลัก สาเหตุที่เลือกมะม่วงพันธุ์นี้ เพราะรสชาติอร่อย เปรี้ยวอมหวาน หาง่าย มีออกตลอดทั้งปี เป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกรู้จัก เพียงแต่คนไทยมักมองว่ามะม่วงเป็นเพียงผลไม้ หรือไว้ทำขนมทานเล่นเท่านั้น

“เมนูที่ร้านมีอาหารจานหลักคือ Soho Chicken Rice หรือไก่ทอดกรอบราดซอสมะม่วงใส่มายองเนส รสเผ็ด Salsa Harlem เป็นแผ่นแป้งตอร์ติญ่าทอดกรอบๆ ทานกับซัลซามะม่วงใส่ปลาหมึกรสชาติเปรี้ยวจัดจ้าน ส่วนเครื่องดื่มให้ความสดชื่นนั่นคือ สมูธตี้มะม่วง ใส่เนื้อมะม่วงเต็มที่ ทานกับเม็ดบับเบิ้ลมะม่วง และเมนูที่ทุกคนชอบ ชาเย็นมะม่วงรสหวานอมเปรี้ยว ใส่บับเบิ้ลรสมะม่วงมาให้เคี้ยวกรุบๆ ด้วย”

MANHATTAN MANGO เปิดร้านได้เกือบครึ่งปีแล้ว เจ้าของร้าน บอกว่า กระแสการตอบรับค่อนข้างดี ลูกค้ามีทั้งคนไทย และต่างชาติ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นวัยทำงาน 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มวัยรุ่น และเกือบทั้งหมดเป็นลูกค้าประจำ

นอกจากขายรสชาติของอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ร้านนี้ยังขายมิตรภาพ ราคาเป็นกันเอง เริ่มต้น 60 บาท แพงที่สุดของร้าน 120 บาท ลูกค้าที่เข้ามาต่างเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รู้จัก MANHATTAN MANGO ผ่านทางเว็บไซต์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก

รับจ๊อบออกงานอีเว้นต์

อนาคตเล็งเพิ่มคีออส

ทว่าข้อดีของการขายอาหารบนรถเคลื่อนที่นั้นมีหลากหลาย ระยะหลังคนไทยเริ่มยึดอาชีพนี้กันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกรับประทานอาหารเยอะขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการ คุณตะปู มองว่า เป็นสิ่งที่ดี ลูกค้าได้เปรียบ ได้มีตัวเลือกเยอะ ขณะเดียวกัน ในแง่ของผู้ประกอบการ ต้องยิ่งพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เร็วๆ นี้ทางร้านจะเพิ่มเมนูใหม่ๆ ที่ทำจากมะม่วงเช่นเดิม รวมถึงจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายจากขับเคลื่อนด้วยรถ 4 ล้อ มาเป็นคีออส

อย่างไรก็ตาม ฟู้ดทรักไม่ได้เป็นเพียงสีสัน หรือปรากฏการณ์ที่คนสนใจ แต่สามารถทำเงินให้ผู้ประกอบการระยะยาวได้ ซึ่งคุณตะปูแสดงความคิดเห็นว่า องค์ประกอบความสำเร็จของธุรกิจนี้หลายอย่าง อาทิ เจ้าของร้านควรมีความตั้งใจ ไม่ได้ทำกันแบบชุ่ยๆ คุณภาพสินค้าต้องดี กรณีขายอาหารควรมีหลายประเภท รู้จักประยุกต์ให้เข้ากับวิถีคนไทย พยายามสรรหาสถานที่ใหม่ๆ เช่น เข้าไปย่านเศรษฐกิจ หรือแหล่งที่มีคนพลุกพล่าน ไปตามงานอีเว้นต์ หรือฟู้ดเฟสติวัลหลายๆ แห่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้รู้จัก เพราะคนพวกนี้จะกลายเป็นกระบอกเสียงให้

สำหรับใครที่อยากลองทานเมนูจากมะม่วงของร้าน MANHATTAN MANGO ปกติจะประจำอยู่บนถนนพระราม 4 ทุกวันอังคารถึงวันศุกร์ หรือใครที่ไม่สะดวก สามารถอัพเดตการออกบู๊ธและอีเว้นต์ของร้านนี้ได้ทาง http://www.manhattanmango.com หรือโทรศัพท์ (089) 188-2987, (091) 827-4547

“ยักษ์ยิ้ม” เสื้อผ้าไซซ์จัมโบ้ ผู้ชายใส่แล้วอารมณ์ดี

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ยักษ์ยิ้ม” เสื้อผ้าไซซ์จัมโบ้ ผู้ชายใส่แล้วอารมณ์ดี

สไตล์เสื้อผ้า เจ้าของกิจการ ระบุว่า เป็นสไตล์ชุดลำลอง ใส่สบายๆ ไม่เป็นทางการมากนัก เน้นไปทางแฟชั่นด้วยซ้ำ อาทิ เสื้อเชิ้ต ชุดนอน กางเกงสแล็ก กางเกงขา 3 ส่วน และ กางเกงยีนส์

ไม่ใช่แต่ผู้หญิงจ้ำม่ำเท่านั้นที่ต้องการเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแอกเซสซอรี่ สวยๆ ไซซ์พอดีๆ มาประดับเรือนร่างเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ทว่าผู้ชายไซซ์ใหญ่ก็มีความปรารถนาจะลดอาการประหม่านั้นเช่นกัน ฉะนั้น จึงเกิดแบรนด์ “ยักษ์ยิ้ม” ขึ้นมา เครื่องแต่งกายสำหรับผู้ชายเจ้าเนื้อ ใส่แล้วอารมณ์ดี เจาะกลุ่มผู้ชายขี้อายที่ชอบซื้อของออนไลน์

จากสาวออฟฟิศ

โดดลงธุรกิจเสื้อผ้า

คุณพรพรรณ ธนสารสุทธิพงษ์ หรือ คุณเก่ง เธอจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี มศว ประสานมิตร ทำงานแผนกวงจรไฟฟ้าโรงงานแห่งหนึ่งนาน 18 ปี เริ่มรู้สึกว่าอิ่มตัว ประกอบกับองค์กรเริ่มเกิดปัญหา จึงลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวด้านเสื้อผ้า ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ด้านการออกแบบและการตลาด กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องล้มลุกคลุกคลานหลายหน ประสบปัญหาขาดทุนก็เยอะ แต่ด้วยความมุ่งมั่น กัดไม่ปล่อย จนสุดท้าย ก็ได้กลายเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ผู้ชายไซซ์จัมโบ้ ทั้งเรื่องของขนาด ลวดลาย คุณภาพเนื้อผ้า

คุณเก่งลาออกจากงานเมื่อปี 2555 เธอเล่าว่า ด้วยความที่เป็นผู้หญิงชอบงานฝีมือ เลยไปเรียนงานแฮนด์เมดหลายอย่าง อาทิ ร้อยลูกปัด ร้อยสร้อย งานควิลต์ (เย็บผ้าสไตล์ญี่ปุ่น) การเย็บกระเป๋า การเย็บผ้า จากนั้นลองทำและลองขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อีเบย์ แล้วก็พบว่าเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ถนัด และสามารถทำรายได้ให้มากที่สุด ส่วนกระเป๋าผ้าที่เย็บด้วยมือ รายละเอียดค่อนข้างเยอะ กว่าจะจำหน่ายได้ใช้เวลาค่อนข้างนาน

แม้เสื้อผ้าจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสาวถนัด แต่หลายครั้งเธอต้องประสบกับความล้มเหลว

“เก่งเลือกที่จะจำหน่ายเสื้อผ้าผู้ชายไซซ์ใหญ่ เพราะได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนสนิทที่มีรูปร่างอ้วน ขณะเดียวกัน ในตลาดเสื้อผ้าผู้ชายไซซ์ใหญ่ก็หาซื้อค่อนข้างยาก เลยมองเป็นโอกาสทำธุรกิจ”

ในเบื้องต้น หญิงสาวตัดเย็บเสื้อผ้าไซซ์บิ๊กเองทั้งหมด แต่ทว่าดีไซน์ไม่ถูกใจลูกค้า เลยเปลี่ยนวิธีไปรับซื้อเสื้อจากโรงงานมาขาย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก เนื่องจากขนาดไม่ได้มาตรฐาน เนื้อผ้าด้อยคุณภาพ คราวนี้เรียกว่าแทบจะจำหน่ายไม่ได้เลย

ลองผิดลองถูก 3 ปี

กว่ากิจการจะเข้าที่

คุณเก่ง บอกเพิ่มเติมว่า รูปแบบเสื้อผ้าที่ทำเองไม่ดึงดูดลูกค้าเลย ไซซ์ก็ไม่ได้มาตรฐาน แก้ปัญหาด้วยการไปจ้างโรงงานผลิต แต่ก็ไม่มีใครรับทำ เนื่องจากสั่งจำนวนน้อย อาศัยว่าไม่ถอดใจ เรียนรู้ตลาดไปเรื่อยๆ สังเกตว่าแบบไหนขายได้ แบบไหนขายไม่ได้ ประกอบกับจ้างดีไซเนอร์มาร่วมออกแบบ ไปศึกษาตลาดเสื้อผ้าอย่างจริงจัง เรียนรู้ไปกับลูกค้าชนิดว่าเกือบ 3 ปีกว่าจะเป็นที่รู้จัก

“เก่งลงทุนธุรกิจเสื้อผ้าราว 300,000 บาท แรกๆ ประสบกับคำว่าขาดทุนตลอด เพราะแบบเสื้อเหมือนกับเสื้อโหล ทำให้สินค้าค้างสต๊อก ไปรับเสื้อโหลจากโรงงานมาขายก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขนาดไม่ได้มาตรฐาน คนไม่รู้จักแบรนด์ สุดท้ายต้องขอบคุณลูกค้าที่แนะนำเทคนิค สำหรับการดีไซน์เสื้อให้หนุ่มบิ๊กไซซ์ดูหุ่นเพรียวขึ้น ค่อยๆ เรียนรู้ไปกับลูกค้า”

เกือบ 3 ปีกว่ายักษ์ยิ้มจะเริ่มมีคนรู้จัก สำหรับสไตล์เสื้อผ้า เจ้าของกิจการ ระบุว่า เป็นสไตล์ชุดลำลอง ใส่สบายๆ ไม่เป็นทางการมากนัก เน้นไปทางแฟชั่นด้วยซ้ำ อาทิ เสื้อเชิ้ต ชุดนอน กางเกงสแล็ก กางเกงขา 3 ส่วน และกางเกงยีนส์ ปัจจุบัน 70 เปอร์เซ็นต์ ของสินค้าจะออกแบบเองแต่จ้างผลิต อีก 30 เปอร์เซ็นต์ ออกแบบตัดเย็บเอง

เสื้อที่จะทำให้หนุ่มไซซ์บิ๊กดูเพรียวขึ้น เช่น แบบเสื้อต้องพอดีตัว แขนเสื้อควรพอดีกับข้อศอก ตัวเสื้อยาวคลุมช่วงสะโพก สวมใส่สบายและมีความเป็นแฟชั่น รอบอกเริ่มต้น 52-64 นิ้ว

ลูกค้าอ้วนเทใจให้

แฟชั่นจ๋า ใส่ไม่เชย

ด้านกลุ่มลูกค้า แน่นอนว่าเป็นผู้ชายไซซ์พี่บิ๊ก แต่ที่น่าแปลกใจเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ สั่งซื้อทางออนไลน์

คุณเก่ง ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีหน้าร้าน มีไปออกบู๊ธกับขายทางเฟซบุ๊ก ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักสั่งซื้อทางออนไลน์ เหตุผลส่วนตัวมองว่าผู้ชายอ้วนมักเกิดความประหม่าไม่มั่นใจ รวมถึงเขินอายเวลาไปช็อปเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ หรือต้องไปเลือกซื้อเสื้อผ้าต่อหน้าคนจำนวนมาก เลยเลือกช็อปออนไลน์ อาศัยดูจากนายแบบ

“ยักษ์ยิ้มฉีกตลาดแฟชั่นบิ๊กไซซ์มาที่ผู้ชาย ขณะที่ส่วนใหญ่มุ่งไปที่ผู้หญิง อีกทั้งดีไซน์ตอบโจทย์ทั้งความเป็นแฟชั่น ใส่สบาย ใส่แล้วดูเพรียวกระชับ คิดว่าจะแย่งส่วนแบ่งตลาดเสื้อผ้าคนอ้วนที่นำเข้าจากฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี”

แบรนด์ยักษ์ยิ้มเน้นเรื่องดีไซน์ ต้องมีความเป็นแฟชั่น ขณะเดียวกัน ต้องสวมใส่สะดวกสบาย ปัจจุบัน ลูกค้าเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ที่ซื้อสินค้า จะกลับมาซื้อซ้ำ

ทุกวันนี้ ยักษ์ยิ้มไม่มีหน้าร้าน สร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านเพียงโซเชียลมีเดีย เจ้าของเชื่อว่านับเป็นทางเลือกที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และลดต้นทุนความเสี่ยงมากที่สุด

“เพื่อลดภาระต้นทุนด้านค่าเช่า ค่าพนักงาน เก่งคงไม่เปิดหน้าร้าน แต่จะหันมาออกบู๊ธตามงานแฟร์ หรือตลาดนัด เพราะขนาดเสื้อผ้าไซซ์นี้ ลูกค้าคงไม่เดินทางมาร้านเพื่อซื้อสินค้าบ่อยๆ แต่จะเน้นสื่อออนไลน์มากกว่า สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้าได้เช่นกัน”

นอกจากให้ความสำคัญกับการอัพเดตข้อมูลในโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ในอนาคตคุณเก่งจะขยายและแตกไลน์สินค้าเพิ่มเสื้อสูท ชุดชั้นใน ผ้าพันคอ เข็มขัด รองเท้า ครีเอตคอลเล็กชั่นให้มากขึ้น จัดกิจกรรม เช่น เดินแบบเช่นเดียวกับแฟชั่นเสื้อผ้าไซซ์ปกติให้ครอบคลุมความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้ชายกลุ่มนี้อย่างครบวงจร

ใครสนใจดูแบบเสื้อผ้าเพิ่มเติม คลิกที่เว็บไซต์ http://www.yakyim.com หรือ http://www.facebook.com/yakyimthai

ลูกปัดย้อนยุค ปั้นเป็นโอท็อปขึ้นชื่อ “กระบี่”

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศีล มติธรรม srangbun@hotmail.com

ลูกปัดย้อนยุค ปั้นเป็นโอท็อปขึ้นชื่อ “กระบี่”

“กระบี่” นั้นนอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งลูกปัดโบราณอีกด้วย โดยเฉพาะที่อำเภอคลองท่อม ผู้ที่นิยมชื่นชอบลูกปัดต่างอยากได้ไว้สวมใส่ ซึ่งในระยะหลังๆ มีการซื้อขายกันในราคาแพงมาก ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ ทางจังหวัดกระบี่ โดย “คุณกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน” นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ จึงทำโครงการลูกปัดย้อนยุคเชิงพาณิชย์ขึ้นมา ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสนใจและซื้อติดไม้ติดมือกลับไปจำนวนไม่น้อย

ใช้หินสีในท้องถิ่น-ต่างประเทศ

คุณกีรติศักดิ์ บอกว่า แต่ละปีกระบี่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาหลายล้านคน อย่างปีที่แล้วสูงถึง 4 ล้านกว่าคน ที่ผ่านมา มักซื้อสินค้าที่ระลึกของกระบี่กลับไป อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เสื้อผ้าบาติก ผลิตภัณฑ์เตยปาหนัน และเรือหัวโทงจำลอง จึงอยากให้ลูกปัดเป็นสินค้าที่ระลึกอีกอย่างที่จะต้องซื้อกลับไปด้วย เพราะในอดีต กระบี่ หรือชื่อเดิมว่า ตะโกลา เป็นแหล่งผลิตลูกปัด และปัจจุบัน คนในคลองท่อมก็ส่งลูกปัดไปขายในต่างประเทศ คนหลงใหลกันมาก ลูกปัดบางชนิดราคาหลักหมื่นจนถึงหลักล้านก็มี จึงคิดทำลูกปัดโบราณจำลองขึ้นมา

โครงการผลิตลูกปัดโบราณย้อนยุคของกระบี่ ได้รับงบประมาณมาจากกลุ่มจังหวัดอันดามันเมื่อปี 2554-2555 จำนวน 65 ล้านบาท โดยแบ่งงบฯ ส่วนหนึ่งมาสร้างพิพิธภัณฑ์ลูกปัดอันดามันและโรงงานผลิตลูกปัด พร้อมจัดจำหน่ายสินค้าโอท็อป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมช่างทำลูกปัดโบราณ หลักสูตรระยะสั้น 90 ชั่วโมง ได้ช่างทำลูกปัดเกือบ 20 คน และในจำนวนนี้ 9 คน ได้เป็นช่างในโรงงานผลิตลูกปัดของเทศบาลเมืองกระบี่

คุณกีรติศักดิ์ เล่าถึงวิธีการทำลูกปัดว่า เริ่มจากการนำหินสีต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น และหินสีจากต่างประเทศมาผลิตลูกปัดย้อนยุค ซึ่งมีโรงงานผลิตโดยเฉพาะและมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่น เครื่องเจีย เครื่องขัด ทำเหมือนกับของเก่าทั้งสีสันต่างๆ และรูปแบบแต่ละเม็ด และได้นำลูกปัดที่ผลิตได้มาไว้ที่หอศิลป์อันดามันและในพิพิธภัณฑ์ ใครสนใจก็สามารถซื้อได้

ชี้เม็ดมะยมทำยากสุด

ทั้งนี้ การผลิตลูกปัดมีด้วยกัน 5 ขั้นตอน เริ่มจากการเลือกหินแล้วตัดเป็นชิ้นงาน โดยเป็นหินจากธรรมชาติส่วนหนึ่ง และที่สั่งมาส่วนหนึ่งเช่นแก้ว จากนั้นนำมาขึ้นรูป ตามความต้องการ ตามไซซ์ตามแบบ เช่น ทำเป็นเม็ดข้าวต้มมัด เม็ดมะยม เมื่อขึ้นเป็นรูปแล้วมาเจาะรู และขัดละเอียดด้วยกระดาษทราย พร้อมกับลบความคม ต่อมาขัดมันให้ขึ้นรูปแวววาว เป็น 1 รูปต่อ 1 เม็ด

หากทำสร้อยข้อมือใช้เวลาประมาณ 1 วัน ได้ 1 เส้น ส่วนสร้อยคอใช้เวลา 2 วัน ต่อ 1 เส้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและความละเอียดของลูกปัดด้วย เพราะบางเม็ดขั้นตอนการทำไม่เยอะ ที่ทำยากที่สุดคือ เม็ดมะยม เพราะจะต้องมีกลีบมะยมด้วย

“ลูกปัดของเก่าราคาแพง เส้นหนึ่งมีมูลค่า 100,000-200,000 บาท หรือบางเส้นก็มีราคาสูงกว่านั้นขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนของลูกปัด แต่ผมว่าของใหม่ที่ทำมาสวยกว่าของเก่า เพราะว่าแรงงานเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยกว่าเยอะ ทำได้สวยกว่า หินก็อยู่ในยุคเดียวกันมาพร้อมโลก เพียงแค่ว่านำมาผลิตใหม่ ของเราใส่จิตวิญญาณเข้าไป ใส่ความรักลงไปในลูกปัดที่ผลิต ฉะนั้น ใครที่อยากได้ลูกปัดโบราณ อยากบอกว่าใช้ของใหม่ก็ได้แต่สวยกว่าของโบราณ และลูกปัดแต่ละชิ้นหนึ่งเดียวในโลกเท่านั้น” คุณกีรติศักดิ์ กล่าวและว่า ราคาลูกปัดใหม่ที่ขายในปัจจุบันมีหลากหลาย ตั้งแต่ 2,000-4,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการทำด้วย

ในวันที่ไปดูลูกปัดที่พิพิธภัณฑ์นั้น เห็นชาวต่างประเทศสนใจซื้อไปหลายเส้น แต่ละแบบมีความสวยงามแตกต่างกันไป ซึ่งจากการสอบถามช่างทำลูกปัดต่างระบุว่า ลูกปัดมะยมทำยากที่สุดเพราะมีรายละเอียด โดยจะต้องทำกลีบมะยมด้วย

เปิดอบรมคนสนใจทำลูกปัด

คุณกีรติศักดิ์ ย้ำด้วยว่า ลูกปัดที่ทำขึ้นใหม่มีความงดงามเทียบเท่ากับลูกปัดยุคโบราณ และมีคุณค่าในส่วนของแบรนด์ ซึ่งกระบี่ในยุคอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตลูกปัดขายส่งทั่วโลก

“วันนี้เราย้อนยุคกลับไปครั้งนั้นว่า ลูกปัดตรงนี้มันเป็นวัฒนธรรม เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นส่วนหนึ่งที่บอกว่าเราจะย้อนอดีตเป็นเครื่องเตือนใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ เกิดขึ้นจากความเพียรพยายามของมนุษย์ เกิดจากการสร้างงานศิลป์ สร้างวัฒนธรรม สร้างสินค้า

สำหรับลูกปัดย้อนยุคก็ดี สวยงาม แต่เสน่ห์ไม่ได้อยู่ที่ของสวยงาม เสน่ห์อยู่ที่ความไม่สวย โดยเฉพาะลูกปัดนั้นเป็นเอกลักษณ์ สัญลักษณ์ของทางภาคใต้ ลูกปัดอันดามันมีตั้งแต่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอยู่แล้วในอดีต วันนี้เราย้อนรอยกลับมา นั่นคือวิถีอันดามันของเรา”

ลูกปัดสุริยเทพ หรือลูกปัดหน้าคน ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกปัดที่สวยงามและมีราคาแพง เป็นที่นิยมของเหล่านักสะสมลูกปัดทั้งหลาย บางเม็ดซื้อขายกันในราคาหลักล้าน ซึ่งตอนนี้มีสร้อยมีกำไลข้อมือที่มีลูกปัดสุริยเทพด้วย

นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สะสมลูกปัดโบราณไว้จำนวนมาก กล่าวว่า ทางจังหวัดกระบี่มีโครงการจัดฝึกอบรมสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเข้ามาเป็นช่างทำลูกปัด อบรมเสร็จจะกลับไปทำเองที่บ้านก็ได้ หรือจะมาทำกับทางจังหวัดก็ได้ ซึ่งผู้เข้าอบรมไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนกระบี่เท่านั้น คนสนใจจากจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระนองหรือพังงาก็สามารถมาอบรมได้ ซึ่งลูกปัดของแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน อย่างกระบี่เอกลักษณ์คือลูกปัดสุริยเทพ

คุณกีรติศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า ลูกปัดเป็นสินค้าที่มีอนาคตเพราะปัจจุบันคนนิยมหันมาสวมใส่กันมากขึ้น ตอนนี้ใครไปเที่ยวกระบี่และอยากได้ลูกปัดย้อนยุคไว้สวมใส่ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแล้ว หาซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกปัดอันดามัน ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก

ควนลูกปัด

บริเวณอำเภอคลองท่อม หรือ ควนลูกปัด ตามหลักฐานทางโบราณคดี พบการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ แต่ก็มีการพบวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์อีกด้วย กลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเนินดินคลองท่อมคงเป็นชนพื้นเมืองสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาใกล้เคียงนั่นเอง เพราะจากหลักฐานต่างๆ จากบริเวณอ่าวพังงาลงมาถึงบริเวณเขาขนาบน้ำ ถ้ำเสือ ถ้ำหลังโรงเรียนทับปริก ถ้ำอ่าวโกบ (หน้าชิง) ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ชุมชนคลองท่อมอยู่ใกล้ทะเล มีลำคลองไหลผ่าน อยู่ในเส้นทางการเดินข้ามแหลมจากตะวันตกไปตะวันออก เป็นที่ผ่านไปมาของบรรดาพ่อค้าต่างๆ เช่น จากอินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย เป็นต้น

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ประเภทวัตถุที่ทำด้วยหิน เช่น เครื่องมือหิน หินดุ แท่นหินสลัก แม่พิมพ์ ตราประทับ ลูกปัดหิน ก้อนรัตนชาติ หินบด หินลับ ครกหิน ฯลฯ

วัตถุที่ทำด้วยแก้ว มีลูกปัดแก้วหลายสีหลายขนาด กำไลแก้ว แก้วหล่อ เศษแก้วหลอม แหวน เศษภาชนะแก้ว ฯลฯ

วัตถุที่ทำด้วยดินเผา มีเศษภาชนะดินเผาทั้งที่เคลือบและไม่เคลือบ มีลายและไม่มีลาย ตะคันดินเผา แวดินเผา แม่พิมพ์ ลายประทับรูปกลีบบัว รูปดอกไม้ ดินเผารูปสัตว์ รูปคนเล็กๆ หินดุ

วัตถุที่ทำด้วยสำริด มีจำพวกแหวนสำริด กำไล ตุ้มหู รูปสัตว์ต่างๆ เหรียญที่เป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ชิ้นส่วนคันฉ่องสำริดของจีน

วัตถุที่ทำด้วยเงิน มีจำพวกกำไล แหวน ตุ้มหู เหรียญรูปลักษณ์ต่างๆ แร่เป็นก้อนซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นแร่เงิน

วัตถุที่ทำด้วยทองคำ มีจำพวกลูกปัดต่างๆ ทองคำแท่งหรือเป็นแผ่น แหวนทองคำ เป็นต้น

แหล่งโบราณคดีคลองท่อมหรือควนลูกปัด เป็นสถานที่สำคัญในเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี วัตถุโบราณส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม โดยพระครูอาทรสังวรกิจเป็นผู้ดำเนินการ ผู้สนใจทางโบราณคดีแวะไปชมและศึกษาอยู่เป็นประจำ

ขอบคุณ http://www.prapayneethai.com

แผ่นน้ำหอมปรับอากาศ B-CHIC ดีไซน์การ์ตูนลูกเจี๊ยบ

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

แผ่นน้ำหอมปรับอากาศ B-CHIC ดีไซน์การ์ตูนลูกเจี๊ยบ

B-CHIC มีกลิ่นน้ำหอมให้เลือกถึง 16 กลิ่น จุดเด่นของแผ่นน้ำหอมคือ ลวดลายที่น่ารัก เป็นการ์ตูนรูปลูกเจี๊ยบในอิริยาบถต่างๆ แต่ละแบบจะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป

เชื่อว่าหลายคนหลงใหลกลิ่นหอมตามสไตล์ที่ชอบ เพราะกลิ่นหอม นอกจากจะสร้างความสุขทางจมูกยังสร้างความสบายทางจิตใจ ทำให้เกิดอารมณ์ที่ดี ดังนั้น ในยามที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมาทันที

และปัจจุบัน ก็มีผลิตภัณฑ์ให้ความหอมหลากหลายรูปแบบ อาทิ สเปรย์ดับกลิ่น ธูปน้ำหอม เทียนหอมก้อนดับกลิ่น น้ำหอมแห้ง รวมถึงแผ่นน้ำหอมปรับอากาศดีไซน์เก๋ๆ B-CHIC Carfresh (บีชิค คาร์เฟรช) แผ่นน้ำหอมปรับอากาศอเนกประสงค์ มาพร้อมคาแร็กเตอร์ตัวการ์ตูนลูกเจี๊ยบ ตอบสนองลูกค้าได้ตรงความต้องการและนำไปใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

น้ำหอมคาแร็กเตอร์การ์ตูน

เจาะกลุ่มคนรักงานดีไซน์

คุณอรวรรณ แซ่ลี้ เจ้าของแบรนด์ “B-CHIC” เล่าถึงความน่าสนใจของแผ่นน้ำหอมปรับอากาศดังกล่าวว่า B-CHIC เป็นแผ่นน้ำหอมปรับอากาศ ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานสะดวก พกพาไปได้ทุกที่ สามารถติดได้ทั้งในรถยนต์ ตู้เสื้อผ้า ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ตู้รองเท้า ชั้นวางของ แม้กระทั่งกระเป๋า และรองเท้า

มีข้อมูลตลาดรวมของน้ำหอมปรับอากาศ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท การเติบโตแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 10-20 เปอร์เซ็นต์ พฤติกรรมคนไทยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์น้ำหอมปรับอากาศ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในรถยนต์ และที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ตลาดน้ำหอมปรับอากาศเติบโตต่อเนื่อง

ด้วยมูลค่าตลาดน้ำหอมปรับอากาศที่แตะหลักพันล้าน จึงเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีไอเดียสร้างสรรค์สนใจเข้าสู่ตลาดนี้เช่นเดียวกับคุณอรวรรณ

“ดิฉันเป็นเอสเอ็มอีหน้าใหม่ แค่สนใจจะทำน้ำหอมปรับอากาศอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ยึดพื้นที่การตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น แต่หนทางที่ยังมีเหลืออยู่คือ ความคิดสร้างสรรค์ เลยเป็นที่มาของแผ่นน้ำหอมปรับอากาศดีไซน์น่ารัก เป็นรูปตัวการ์ตูนลูกเจี๊ยบ”

สำหรับผลิตภัณฑ์แผ่นน้ำหอมปรับอากาศ B-CHIC เริ่มวางตลาดเมื่อกลางปี 2557 เป็นรูปตัวการ์ตูนลูกเจี๊ยบในอิริยาบถต่างๆ คุณอรวรรณ บอกว่า ตั้งใจที่จะสร้างคาแร็กเตอร์ตัวการ์ตูนที่บ่งบอกความเป็นไทย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนจากต่างประเทศ อีกทั้งตัวการ์ตูนไทยก็สามารถมีชื่อเสียงระดับโลกได้และถ้าหากลูกค้าจดจำตัวการ์ตูนลูกเจี๊ยบได้แล้ว ในอนาคตก็จะได้ขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น

หลากกลิ่น หลายสไตล์

คนไทยออกแบบเอง

“ดิฉันเป็นคนชอบแผ่นน้ำหอมอยู่แล้ว แต่สังเกตว่าแผ่นน้ำหอมที่ขายส่วนใหญ่มักนำเข้าจากต่างประเทศอย่างอเมริกา ทั้งที่จริงๆ คนไทยสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะตลาดมีความต้องการ เลยมีไอเดียที่จะผลิตแผ่นน้ำหอมขึ้นเอง โดยเป็นผู้ออกแบบลายเองทั้งหมด”

ปัจจุบัน B-CHIC มีกลิ่นน้ำหอมให้เลือกถึง 16 กลิ่น จุดเด่นของแผ่นน้ำหอมคือ ลวดลายที่น่ารัก เป็นการ์ตูนรูปลูกเจี๊ยบในอิริยาบถต่างๆ แต่ละแบบจะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป มีกลิ่นหอมให้เลือก อาทิ กลิ่นดอกมะลิ กลิ่นดอกลีลาวดี กลิ่นกุหลาบ กลิ่นชาเขียวญี่ปุ่น กลิ่นน้ำหอม (กลิ่น BLACK HEART) กลิ่นหอมหวานวานิลลา กลิ่นแคนตาลูป กลิ่นส้ม กลิ่นสตรอเบอร์รี่ กลิ่นแอปเปิ้ลเขียว กลิ่นมินต์ ทุกชิ้นมาตรฐานอเมริกา (USA STANDARD)

นอกจากกลิ่นที่หลากหลาย คุณอรวรรณยังออกแบบตัวลูกเจี๊ยบให้เข้ากับน้ำหอมกลิ่นนั้นๆ ตัวอย่างเช่น กลิ่นน้ำหอม BLACK HEART จะมาในสไตล์ลูกเจี๊ยบใส่สูท เพราะกลิ่นนี้จะบ่งบอกถึงผู้ชายที่มีคาแร็กเตอร์อบอุ่น ยังมีลูกเจี๊ยบคาแร็กเตอร์มวยไทย เป็นน้ำหอมกลิ่นไม้ ลูกเจี๊ยบใส่ชุดว่ายน้ำทูพีซ เป็นน้ำหอมกลิ่นสายไหม หอมหวาน น่ารัก น่าเอ็นดู ลูกเจี๊ยบใส่เสื้อกล้ามสวมแว่นตาเท่ๆ เป็นน้ำหอมกลิ่นมินต์ ลูกเจี๊ยบใส่ชุดกิโมโนผู้ชาย เป็นน้ำหอมกลิ่นชาเขียวญี่ปุ่น เป็นต้น

จากความทุ่มเทของหญิงสาว ระยะเวลาเกือบปี ธุรกิจประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะไม่ใช่แค่ลูกค้าในประเทศ และกลุ่มนักท่องเที่ยว ต่างประเทศเองก็ให้ความสนใจและรับสินค้าไปจำหน่าย โดยลูกค้าต่างประเทศที่เข้ามารับสินค้าไปจำหน่ายมี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว สิงคโปร์ และยังรวมไปถึงประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ชอบ

อนาคตแตกไลน์สินค้า

สำหรับกลุ่มลูกค้า คุณอรวรรณ บอกว่า เป็นกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ก็มี ทุกคนที่เข้ามาล้วนชื่นชอบความน่ารัก สดใส โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะมักจะซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย แต่อย่างไรก็ตาม จะพยายามออกแบบสินค้าออกมารองรับลูกค้าในทุกเพศ

“ตลาดในประเทศไทย มีตัวแทนจำหน่ายหลายจังหวัด และทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ปัจจุบันมียอดขายต่อเดือนประมาณ 6,000 ชิ้น แบ่งเป็นออร์เดอร์ในประเทศประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ต่างประเทศประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ราคาขายต่อชิ้นอยู่ที่ 99 บาท”

ปัจจุบัน แผ่นน้ำหอมปรับอากาศ B-CHIC ได้มีการจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว โดยช่องทางการขายจะเน้นทางออนไลน์ การออกบู๊ธ ผ่านตัวแทนจำหน่าย ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล และต่อไปหญิงสาวคาดว่าจะทำหน้าร้านให้เป็นศูนย์กลางที่ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกชม หรือเลือกกลิ่นสินค้าได้เลย

สำหรับแผ่นน้ำหอมปรับอากาศ B-CHIC จะมีความหอมที่ยาวนาน อยู่ที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสถานที่ การใช้งาน ข้อดี ติดได้ทุกที่ที่ต้องการ มีน้ำหนักเบา สีไม่ตกติดมือ ไม่ทำร้ายพื้นผิว ไม่เปื้อนเสื้อผ้า ปลอดภัย

เจ้าของผลิตภัณฑ์แผ่นน้ำหอมปรับอากาศ กล่าวต่อ ว่าในอนาคตจะยังมีผลิตภัณฑ์สุดชิกอื่นๆ ตามสไตล์ลูกเจี๊ยบจาก “B-CHIC” ที่มีความน่ารักไม่แพ้กันออกมาอีกเพื่อให้สัญลักษณ์ของลูกเจี๊ยบได้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

“ทุกวันนี้ รู้สึกตัวเองประสบความสำเร็จเกินคาดกับธุรกิจนี้ เพราะก่อนหน้าทำงานมาหลายอย่าง อาทิ นักร้อง ล่าม ค้าขายเสื้อผ้า ขายสินค้าแฟชั่น ขายอาหาร และทำงานประจำด้วย ก่อนก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจของตัวเองในวัย 27 ปี ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท ภายใต้เงินลงทุนหลักหมื่นบาท”

สนใจสอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม โทรศัพท์ (095) 669-4990, (088) 163-0616 และ http://www.facebook.com/bchic.airfresh

สวนมะลิวัลย์ สยายปีกรุ่น 2 ขายผ่านเน็ต

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07069150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

สวนมะลิวัลย์ สยายปีกรุ่น 2 ขายผ่านเน็ต

ทุกวันนี้ธุรกิจไม้ขุดล้อมบ้านชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี นอกจากจะทำให้ชาวบ้านที่นั่นมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งที่น่าดีใจอีกอย่างหนึ่งคือ ครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ลูกหลาน เนื่องจากคนหนุ่มสาวที่เคยไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ กลับมาสานต่ออาชีพของพ่อแม่ เพราะเห็นแล้วว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนเป็นลูกจ้างนั้นทำเท่าไหร่ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บมากพอ ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แตกต่างกับการทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งมีโอกาสเป็นเศรษฐีได้ไม่ยาก หากขยันและรู้ช่องทางทำมาหากิน

จากพนักงานสู่ธุรกิจส่วนตัว

คุณเกียรติสุดา กาลึกสม หรือ คุณเปิ้ล วัย 35 ปี เป็นอีกคนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ มาก่อน แต่สุดท้ายมองว่ากลับมาอยู่บ้านและซื้อขายต้นไม้น่าจะเวิร์กกว่า โดยมีแม่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

“แม่ (คุณลำพึง กาลสุข) เป็นรุ่นแรกของบ้านชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เปิ้ลเป็นรุ่น 2 แม่จะทำเฉพาะไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่ของเปิ้ลจะเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใช้ชื่อสวนมะลิวัลย์ ชื่อเดียวกันกับสวนของแม่ มีเนื้อที่ 3 ไร่ อยู่บนถนนคนละฝั่ง ใช้รถบรรทุก 6 ล้อ และรถเครน ร่วมกัน ตอนแรกที่มาทำเมื่อปี 2548 ยังไม่รู้จักต้นไม้เลยมาเรียนรู้กับแม่ ยังไม่ได้แยก พอสักปีสองปีค่อยแยกไปเปิดสวนทำเอง”

เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ ไม่เคยคิดว่าจะมาทำอาชีพนี้ เพราะไม่ชอบ ใจไม่รัก ยังไม่เห็นตัวเงิน และยังไม่เห็นความสำคัญ พอเรียนจบด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็ไปเป็นเซลส์มาร์เก็ตติ้งในกรุงเทพฯ อยู่ 5-6 ปี แต่สุดท้ายเบื่อกับการเป็นลูกน้อง ดังนั้น พอแต่งงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน เริ่มทำเมื่อปี 2548 ซึ่งหลายสวนลูกๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีและเคยทำงานประจำต่างกลับมาสานต่ออาชีพของครอบครัว

สวนของคุณเปิ้ลจัดว่าใหญ่ทีเดียว มีต้นไม้โชว์เยอะแยะรวมแล้วกว่า 20 ชนิด มีทั้งไม้ไทย ไม้ป่าด้วย และไม้หอมคละกันไป อย่างไม้ป่าก็มีแคนา ทองกวาว และประดู่แดง ซึ่งเธอสั่งซื้อเข้ามาขาย ทั้งที่สุพรรณบุรี นครสวรรค์ และชัยนาท โดยนำกล้าไม้ไปจ้างปลูกจ้างดูแลประมาณ 1-2 ปีแล้ว ขณะที่สวนของผู้เป็นแม่จะเพาะขายเอง

“ถ้าปลูกเองต้นทุนจะต่ำขายถูกได้ อย่างไม้ชนิดเดียวกันขนาดเดียวกันของเปิ้ลจะแพงกว่าเพราะเปิ้ลต้องซื้อมา จะอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าเราซื้อมาแพงก็ต้องบวกทุนไป บวกกำไรของเรา”

เคยขายต้นสาละได้ต้นละ 3 หมื่น

ความแตกต่างอีกอย่างของคนรุ่นเธอกับรุ่นแม่คือ ธุรกิจของเธอมีการประชาสัมพันธ์โดยลงทั้งในหนังสือและมีเว็บไซต์ของตัวเอง โดยจะมีรายละเอียดของต้นไม้แต่ละต้น ซึ่งสะดวกสำหรับคนที่เสิร์ชหาในอินเตอร์เน็ตเพราะทางสวนมีเว็บไซต์ http://www.สวนมะลิวัลย์.com บ้างโทรศัพท์มาสอบถาม อย่างไรก็ตาม การซื้อขายที่หน้าร้านจะมากกว่าการซื้อขายในอินเตอร์เน็ต ซึ่งกว่าจะจบการขายใช้เวลานาน ต้องส่งรูปให้ดูก่อนเสนอราคา บางครั้งลูกค้าก็นำราคาไปเปรียบเทียบกับสวนอื่น ผิดกับการมาซื้อหน้าร้านลูกค้าสามารถตัดสินใจได้เลย

ในฐานะที่เรียนจบด้านการตลาดมา คุณเปิ้ล บอก ได้นำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาอยู่บ้าง อย่างเช่น ส่งเสริมการขาย บางทีลูกค้าซื้อเยอะๆ แล้วขอแถมก็ให้ไป บางครั้งเลี้ยงน้ำสั่งกาแฟเย็นมาเลี้ยง บางคนซื้อกันจนรู้ใจกันแล้ว ไม่มาที่แผงใช้วิธีโทรสั่งอย่างเดียว

คุณเปิ้ล เล่าว่า ที่ผ่านมาเคยขายไม้ใหญ่อย่างต้นสาละสูงสุดได้ต้นละ 30,000 บาท ตอนนั้นไปปลูกที่สนามกีฬารัชมังคลาภิเษกช่วงทางเข้า

กับคำถามที่ว่า ที่บ้านชะอมมีสวนกว่า 300 สวน มองว่าเป็นการแข่งขันกันหรือไม่ ประเด็นนี้ คุณเปิ้ล ตอบว่า ก็มีส่วน บางทีเหมือนแย่งลูกค้ากันบ้าง ตีราคา ตีตลาดกัน บางสวนอยากขายโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน เท่าไหร่ก็ขาย แม้จะมีราคากลางแต่เจ้าของสวนบางสวนไม่ค่อยยึด หรือบางทีทุนหมดร้อนเงิน ทำให้ราคากลางเสีย บางทีทางสวนยึดราคากลางลูกค้าใช้เป็นข้ออ้างว่าทำไมซื้อที่อื่นถูกกว่า ทำไมแผงนี้ขายแพง ต้องอธิบายไปว่าต้นไม้ไม่เหมือนกัน

อย่างที่บอก สวนมะลิวัลย์ของคุณเปิ้ลมีต้นไม้หลากชนิด ซึ่งถ้าเป็นไม้ใหญ่จะมีคนขุดมาส่งให้ แต่บางครั้งเธอก็ไปเหมาเป็นสวนๆ แล้วนำคนงานไปขุดล้อมเอง

คนกลางซื้อไปส่งออกนอก

สำหรับไม้ยอดฮิตตลอดกาล เธอว่า ส่วนมากแคนาจะขายดี ถ้าใครจะซื้อแคนาจะมีแนะนำให้มาซื้อที่สวนมะลิวัลย์ ไซซ์ขนาด 3 นิ้ว จะขายดีอยู่ที่ประมาณ 800 บาท ถ้าไซซ์ขนาด 5 นิ้ว ขาย 2,000 บาท

เรื่องการส่งออกไปต่างประเทศนั้น คุณเปิ้ล แจงว่า ที่สวนไม่ได้ส่งออกเอง แต่จะมีคนกลางมาซื้อ อย่างพวก ตาเบบูยาเหลือง ชมพูพันธุ์ทิพย์ เหลืองปรีดิยาธร มีคูน แล้วก็คอร์เดีย ส่งไปเลบานอน ซึ่งในการบรรทุกใส่ตู้คอนเทนเนอร์นั้นต้องเลือกสเปกต้นไม้ให้ตรงตามความต้องการ โดยต้นต้องตรง รากต้องดี

ประเด็นคำถามที่ลูกค้าชอบถาม คุณเปิ้ล เล่าว่า มักจะถามว่าเอาไปปลูกแล้วจะตายไหม เลยต้องชี้แจงว่า ถ้าไม่ดูแลก็ตาย บางคนไปปลูกเป็นเดือนแล้วโทรกลับมา ต้นไม้เป็นอะไรตาย จะถามกลับไปว่ารดน้ำดีหรือเปล่า ดินเป็นยังไงบ้าง ดินอุ้มน้ำหรือเปล่า จะต้องดูแลดีๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าทางสวนจะไม่รับผิดชอบ แต่สวนไม่ได้รับประกันตาย ขายหน้าร้านอย่างเดียว ถ้าจะให้รับประกันตายต้องบวกราคาเพิ่มขึ้นไปอีก เท่ากับขายไม้แพง

อย่างไรก็ตาม บางกรณีที่เธอก็รับผิดชอบกรณีไม้ตาย เพราะหลังจากลูกค้าซื้อต้นกระบกไปปลูก 3-4 เดือนก็เหี่ยวลงๆ จนตาย

“ลูกค้าบอกว่าเป็นตั้งแต่วันมาปลูกแล้ว นั้นคือเปิ้ลรับผิดชอบไปเปลี่ยนให้เขาฟรีๆ เลย เขาออกค่ารถให้ เราก็ออกค่าต้นไม้ ยอมเสียต้นไม้ไปให้เขาต้นหนึ่ง เพื่อรักษาชื่อเสียงไว้ด้วย เพราะเขาดูแลอย่างดีทำตามเราบอกทุกอย่างแล้ว แต่ไม้มันเอาไม่อยู่ ตายแล้ว นานๆ จะเจอแบบนี้สักที”

ลูกค้าของคุณเปิ้ลนั้นมีหลากหลาย บางคนเป็นแม่ค้าขายต้นไม้เหมือนกัน บางคนเป็นคนกลาง เป็นผู้รับเหมา บางคนก็ซื้อไปปลูกเองที่บ้าน

เกิดปัญหาต้นไม้มีไม่พอ

ในการขายต้นไม้นั้น คุณเปิ้ล บอกว่า ขึ้นอยู่กับบริการด้วย บางสวนลูกค้าเข้าไปเลือกต้นไม้ไม่ค่อยเทกแคร์ บางครั้งต่อรองราคาก็ไม่ให้ ลูกค้าบางคนโดนหลอกก็เข็ด ครั้งเดียวจบ แต่ถ้าสวนเทกแคร์ดีๆ ลูกค้าก็กลับมาซื้ออีก ซึ่งในการขายนั้นจะไม่มีบริการหลังการขาย แต่ลูกค้ามักจะโทรกลับมาสอบถามว่า ซื้อไม้ประเภทนี้ไปชอบน้ำไหม ชอบปุ๋ยไหม เพราะบางคนดูแลไม่เป็น

กรณีลูกค้ามาหาซื้อต้นไม้ แต่ทางสวนไม่มี คุณเปิ้ลจะแนะนำให้ไปสวนไปแผงที่มี แต่ลูกค้าบางคนขี้เกียจไปก็ให้ทางสวนจัดส่งไปให้ (สนใจ โทรศัพท์ (089) 517-3187)

ว่าไปแล้ว คุณเปิ้ลทำอาชีพไม้ขุดล้อมมานานหลายปีแล้ว เลยถามว่ารู้สึกชอบหรือยัง เจ้าตัวตอบ

“คงชอบแล้วตอนนี้ คงไม่ไปไหนแล้ว สุขภาพใจดี แต่ทางกายไม่ค่อยดี ขาและหัวเข่าไม่ดี คงเป็นเพราะเดินในแผงนี่แหละ พื้นไม่เรียบเข่ามันจะบวม”

เธอแจงถึงปัญหาอุปสรรคของการทำอาชีพนี้ว่า ทุกวันนี้เกิดการแย่งต้นไม้กันแล้ว เพราะว่ามีไม่พอ ปัญหานี้จะขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ มีการไปตีตลาดแข่งกัน เช่นต้นนี้เจ้าแรกตีราคาให้ 500 บาท แต่อีกเจ้าไปตีไว้ 1,000 บาท ทำให้คนขายไม่อยากขายให้เจ้าแรก

“เขาตีราคาสูงเพื่อให้เราซื้อไม่ได้แล้วเขาค่อยกลับมาซื้อใหม่ ตีทิ้งๆ ไปเพื่อทำให้ราคาเสีย เปิ้ลจะเจออย่างนี้บ่อย เมื่อก่อนไม้ที่เราไปซื้อถูกมาก เดี๋ยวนี้แพงขยับขึ้น บางคนไปแหย่ราคาแล้วไม่ซื้อ ต้นทุนก็จะสูงขึ้น”

นับเป็นนักธุรกิจไม้ขุดล้อมหน้าใหม่อีกคนที่เข้าสู่วงการ ซึ่งแม้จะทำได้ไม่กี่ปี แต่เห็นชัดแล้วว่าอนาคตรุ่งแน่นอน เพราะได้ผสมผสานการค้าขายในรูปแบบเก่ากับรูปแบบการตลาดสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ซอสมะม่วงมหาชนก ทางเลือกคนชอบมะม่วง

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ซอสมะม่วงมหาชนก ทางเลือกคนชอบมะม่วง

มะม่วง เป็นผลไม้พื้นบ้านของไทยที่นิยมปลูกกันแทบทุกภาคของประเทศ แต่ปลูกเป็นแหล่งใหญ่และส่งออกมีไม่กี่แห่ง แหล่งที่รับรู้กันในวงกว้างคือ มะม่วงแปดริ้ว และมะม่วงพิษณุโลก

เชื่อว่าคงมีหลายคนไม่รู้มาก่อนว่าเดี๋ยวนี้อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแหล่งที่ปลูกมะม่วงส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และหากผลผลิตเหลือจากการคัดเกรดก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงกวน มะม่วงหยี มะม่วงสามรส น้ำมะม่วง ฯลฯ และล่าสุด ได้นำไปทำเป็นซอสมะม่วง ซึ่งหลายคนชอบใจเพราะถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงพวกที่เบื่อซอสมะเขือเทศที่เราๆ ท่านๆ กินกันมานานหลายชั่วอายุคน

ส่งออกไปหลายประเทศ

วันก่อน คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ชวนนักข่าวจากส่วนกลางไปดูเรื่องมะม่วง ตั้งแต่ดูแปลงปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับเลือกเป็นสมาร์ตฟาร์มเมอร์ รวมถึงวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวง ทำให้ได้รู้ได้เห็นว่าการรวมกลุ่มก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ที่สำคัญ ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในรูปแบบศูนย์เรียนรู้

คุณโอฬาร ให้ข้อมูลว่า บ้านเรามีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งประเทศกว่า 2 ล้านไร่ แต่เป็นการปลูกเชิงพาณิชย์ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการปลูกแบบริมรั้ว โดยปี 2557 มีการส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท ในปริมาณกว่า 70,000 ตัน ตลาดส่งออกหลักคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และกรมส่งเสริมฯ มีนโยบายสนับสนุนการปลูกมะม่วงในเชิงอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ซึ่งในพื้นที่ของอำเภอเชียงดาวนั้นเดิมทีปลูกมะม่วงแก้ว มะม่วงโชคอนันต์กัน แต่ไม่ได้ราคา ต่อมาจึงใช้วิธีเสียบยอดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและพันธุ์มันขุนศรีเข้าไป พร้อมรวมกลุ่มผลิตเป็นแปลงใหญ่เพื่อให้เกิดการต่อรองราคา และเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จนประสบความสำเร็จ

ด้าน คุณสุวิทย์ อุดทาเศษ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนามะม่วงเพื่อคุณภาพบ้านปางเฟื่อง ตำบลปิงโค้ง เกษตรกรต้นแบบผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก เล่าว่า แต่ก่อนปลูกมะม่วงทั่วไป ขายได้กิโลกรัมละ 15-16 บาท ต่อมารวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน 4 ตำบล และให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน นอกจากนั้นใช้ต้นมะม่วงเดิมเป็นต้นตอแล้วนำกิ่งของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาเสียบยอด ใช้เวลา 3 ปี จนมะม่วงออกลูก สามารถขายได้กิโลกรัมละ 40-50 บาท โดยมีพ่อค้ามาซื้อเพื่อส่งออกไปขายที่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย และในอียู ซึ่งเป็นการปลูกมะม่วงแบบปลอดภัยได้มาตรฐานส่งออก

สำหรับอำเภอเชียงดาวมีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 22,083 ไร่ ให้ผลผลิต 12,749 ไร่ มีรายได้รวมประมาณ 337 ล้านบาท ต่อปี โดยในปี 2550 ได้มีการรวมกลุ่มกันพัฒนามะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออก ในรูปวิสาหกิจ มีจำนวน 9 กลุ่ม และยังได้นำมะม่วงมาแปรรูปหลากหลายรูปแบบ

เตรียมเพิ่มกำลังผลิต

ทั้งนี้ สื่อจากส่วนกลางได้มีโอกาสไปชมโรงงานขนาดย่อมของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวง อำเภอเชียงดาว ที่มี คุณสุพิน วงศ์ไชย เป็นประธาน มีสมาชิก 26 คน ซึ่งทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงานการเกษตรอำเภอเชียงดาว สำนักงานการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำให้ทางกลุ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และได้ตรามาตรฐานการผลิตทั้งเครื่องหมาย อย. มผช. GMP และฮาลาล รวมทั้งสินค้าบางชนิดได้โอท็อป 4 ดาว และล่าสุด ได้ผลิตโปรดักต์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ ซอสมะม่วงมหาชนก ที่กำลังจะวางขายในไม่ช้า

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายอย่างที่ทางกลุ่มต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต อาทิ มีรูปแบบภาชนะบรรจุที่ทันสมัย การยืดอายุการเก็บรักษาน้ำมะม่วงให้นานๆ รวมถึงการบรรจุผลิตภัณฑ์ด้วยเครื่องซีลพองลม พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มตั้งเป้าที่จะขยายกำลังผลิตให้มากขึ้น โดยจะเพิ่มปริมาณการเก็บสต๊อกเนื้อมะม่วงเพิ่มขึ้นจาก 10 ตัน เป็น 15 ตัน

วิสาหกิจกลุ่มนี้มีสินค้ามากมายที่ล้วนนำผลไม้ในท้องถิ่นที่ออกมามากและขายไม่ได้ราคามาแปรรูป อย่าง เสาวรส ลำไย และสตรอเบอร์รี่ ทำเป็นลำไยอบแห้ง น้ำเสาวรส ไวน์ผลไม้ และน้ำสตรอเบอร์รี่ แต่จะเน้นการแปรรูปมะม่วงเป็นหลัก โดยนำมะม่วงตกเกรดเฉลี่ยปีละ 8-10 ตัน มาแปรรูปเป็นซอสมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงหยี ส้มลิ้ม ทอฟฟี่มะม่วง มะม่วงสามรส รวมทั้งน้ำมะม่วง สินค้าที่จะผลิตต่อไปในอนาคตก็คือ ทำไอศกรีมมะม่วงและแยมมะม่วง

สาเหตุที่ใช้มะม่วงมหาชนกด้วยเหตุผลที่ว่ามีกลิ่นหอมแรง มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีสีสันสวยงาม (เหลืองอมส้ม) ส่วนกรรมวิธีการผลิตใช้เนื้อมะม่วงล้วนๆ มาแช่เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา แล้วนำมาปั่น ปรุงรสด้วยน้ำตาลฟรุกโตส เพื่อให้รสชาติกลมกล่อม เป็นน้ำมะม่วงมหาชนก 100 เปอร์เซ็นต์ มีสีสันน่ารับประทาน รวมทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีวิตามิน

ต่างชาติชอบน้ำมะม่วง

ในการรับซื้อมะม่วงมหาชนกมาจากเกษตรกรนั้น เฉลี่ยซื้อกิโลกรัมละ 12-15 บาท แล้วแต่ช่วง แพงสุดซื้อถึงกิโลกรัมละ 20 กว่าบาทก็มี ซึ่งในการทำน้ำมะม่วงนั้น มะม่วงจำนวน 2 กิโลกรัม สามารถทำน้ำมะม่วง ได้ 4 ขวด และถ้าจะดื่มให้ได้รสชาติประทับใจจะต้องแช่ให้เย็นก่อน

วันนั้นนักข่าวได้ดื่มน้ำมะม่วงมหาชนกเย็นๆ กันคนละขวด บางคนติดใจถึงขั้นซื้อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ ซึ่งปกติจะขายขวดละ 35 บาท 3 ขวด 100 บาท แต่เมื่อมาเยี่ยมถึงโรงงานเลยได้ราคาพิเศษ 4 ขวด 100 บาท ใครอยากจะดื่มน้ำมะม่วงดังกล่าว สามารถหาซื้อได้ที่สยามพารากอน ดิ เอ็มโพเรียม เดอะมอลล์ทุกสาขา และริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่ 5 สาขา ซึ่งที่สยามพารากอนขายดีมาก ลูกค้าต่างชาติชอบซื้อ พูดได้ว่าเป็นสินค้าที่ติดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างซอสมะม่วงมหาชนกนั้น ขายขวดละ 35 บาท บรรจุ 15 มิลลิลิตร ซึ่งเชื่อว่าคงจะได้รับการตอบรับอย่างดีแน่นอน เนื่องจากนับเป็นซอสรายแรกที่นำมะม่วงมหาชนกมาทำ เป็นเจ้าเดียวในประเทศก็ว่าได้ โดยมีส่วนผสมของมะม่วงมหาชนกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นพริกชี้ฟ้าและอื่นๆ สามารถทำเป็นน้ำสลัดได้อีกด้วย

จากการชิมซอสมะม่วงมหาชนกของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวงนี้ ต้องบอกว่าชอบเรื่องไอเดียสร้างสรรค์ ซึ่งมีจุดขายแน่นอน แต่บางคนชิมแล้วอาจจะรู้สึกว่ารสชาติยังไม่เข้มข้นเท่าไหร่นัก ต่อไปอาจจะต้องแยกเป็นประเภทเผ็ดมาก เผ็ดน้อย เหมือนซอสพริกทั่วไป

คุณสุพิน บอกว่า ทางกลุ่มขายทั้งปลีกและส่งด้วย พร้อมมีการจัดส่งให้ลูกค้าที่ติดต่อซื้อทางโทรศัพท์/โทรสาร/อีเมล โดยได้เสนอสินค้าและโฆษณาทางเว็บไซต์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญจากหน่วยงานต่างๆ ให้ไปออกงานขาย เช่น งานโอท็อปที่กรุงเทพฯ และงานของจังหวัดเชียงใหม่เอง

สนใจอยากทำธุรกิจกับวิสาหกิจกลุ่มดังกล่าว ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 950-5608 โทรสาร (053) 261-431 อีเมล lukkhana_nid@hotmail.com

นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะนอกจากจะหาช่องทางในการสร้างสินค้าใหม่ๆ ออกมาแล้ว ยังได้ชักชวนให้ลูกหลานของสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในกลุ่มด้วย ซึ่งคนเหล่านี้สามารถช่วยในเรื่องการทำตลาดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการค้าขายผ่านออนไลน์

“ไบรด์ โฮลเซล” ชุดเวดดิ้งหลักพัน ตอบโจทย์บ่าวสาว ยุคประหยัด

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ไบรด์ โฮลเซล” ชุดเวดดิ้งหลักพัน ตอบโจทย์บ่าวสาว ยุคประหยัด

“ชุดวิวาห์ที่ตัดเย็บด้วยทักษะไม่ว่าจะยากแค่ไหน หรือราคาสูงเท่าไหร่ หลักการทำไม่น่าแตกต่างไปจากชุดนางงาม เผลอๆ ชุดประกวดนางงามอาจจะยากกว่าด้วยซ้ำ เลยมองเห็นช่องว่างตลาดชุดวิวาห์ยังมีโอกาสอีกมาก เจาะกลุ่มลูกค้าอยากได้ชุดวิวาห์คุณภาพดี แบบสวย ราคาประหยัด”

กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับการถ่ายพรีเวดดิ้งของว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว ที่มีแพลนจูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์ ซึ่งภาพถ่ายพรีเวดดิ้งสวยๆ นอกจากเอาไว้ดูรำลึกความทรงจำดีๆ ยังเอาไว้โชว์แขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีในงาน

จากกระแสถ่ายพรีเวดดิ้งฟีเวอร์ เลยทำให้ได้เห็นดารา เซเลบ คนดัง รวมถึงคนธรรมดายอมควักกระเป๋ายกกองไปถ่ายภาพพรีเวดดิ้งไกลถึงต่างแดนเพื่อให้ได้ภาพสวยสมใจ ซึ่งรูปพรีเวดดิ้งรวมๆ แล้วใช้ชุดไม่ต่ำกว่า 6-10 ชุด ส่งผลให้ตลาดชุดวิวาห์เกิดการแข่งขันกันดุ และหลายคนอยากเข้าสู่ธุรกิจนี้

คุณภูมิรัตน์ เลิศวิศิษฏ์ชัย หรือ คุณลักษณ์ นักปั้นนางงามมือทอง ชื่อในวงการที่ใครๆ ต่างเรียกติดปากว่า “แม่ลักษณ์” เจ้าของเว็บไซต์ไทยมิสดอทคอม เป็นอีกคนที่หันมาจับธุรกิจชุดวิวาห์ ใช้ชื่อว่า “Bride Wholesale” (ไบรด์ โฮลเซล) ร้านขายส่งชุดวิวาห์ มีแบบให้เลือกละลานตา จัดเต็มแฟชั่น คุณภาพดี ราคาประหยัด เริ่มต้นที่ 1,000 บาทเท่านั้น

จากเบื้องหลังนางงาม

สู่เบื้องหน้า ชุดวิวาห์

สำหรับจุดเริ่มต้นของธุรกิจ คุณลักษณ์ บอกว่า อยู่เบื้องหลังวงการนางงามมานาน ทำชุดนางงามมา 20 กว่าปี วันหนึ่งเกิดความคิดว่า ทำไมชุดแต่งงานในเมืองไทยราคาแพงจัง ทั้งๆ ที่รายละเอียดบางชุดไม่ได้ต่างไปจากชุดนางงาม เลยเริ่มค้นหาข้อมูลว่าแบบไหนบ้างที่คนนิยมใส่ ความแตกต่างระหว่างชุดราคาถูกกับชุดราคาแพง พอจับทางได้ก็ลองตัดชุดแต่งงานให้แก่เจ้าสาวที่มีงบประมาณน้อย ทำไปสักพักกระแสการตอบรับดี ราวปี 2557 เปิดหน้าร้านที่ชั้น 4 วอเตอร์เกท ประตูน้ำ ขายส่งประเภทชุดวิวาห์ และแอกเซสซอรี่ต่างๆ

ด้วยสายตาระดับมืออาชีพ เพียงแค่มอง คุณลักษณ์ก็สามารถถอดแบบชุดราตรีราคาหลักหมื่นหลักแสนได้ ไม่ว่าจะปักเลื่อมระยับ กรุยกราย หรืออลังการแค่ไหน เขาก็สามารถถอดชิ้นส่วน และประมวลราคาในเบื้องต้นออกมาได้

“ชุดวิวาห์ที่ตัดเย็บด้วยทักษะไม่ว่าจะยากแค่ไหน หรือราคาสูงเท่าไหร่ หลักการทำไม่น่าแตกต่างไปจากชุดนางงาม เผลอๆ ชุดประกวดนางงามอาจจะยากกว่าด้วยซ้ำ เลยมองเห็นช่องว่างตลาดชุดวิวาห์ยังมีโอกาสอีกมาก เจาะกลุ่มลูกค้าอยากได้ชุดวิวาห์คุณภาพดี แบบสวย ราคาประหยัด”

เรียกว่า “ไบรด์ โฮลเซล” ถูกเปิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์บ่าวสาวที่ต้องการชุดวิวาห์คุณภาพดี ราคาถูก เจ้าของร้าน บอกว่า มีชุดให้เลือก 3,000 กว่าแบบ มีทั้งสูทเจ้าบ่าว ชุดเจ้าสาวแบบกรุยกราย แบบอลังการ แบบเรียบง่าย แบบเซ็กซี่ขยี้ใจ หรือแบบฟูฟ่อง มองตะลึงก็ยังมี

ด้านการออกแบบชุดไม่ใช่เรื่องยาก นักปั้นนางงามมือทอง บอกว่า ตนคร่ำหวอดอยู่บนถนนสายนี้มานานกว่า 30 ปี ประกอบกับเป็นคนที่แอ๊กทีฟตลอดเวลา หมั่นท่องเที่ยวเปิดโลกกว้างเสมอ ที่สำคัญ มีทีมงานและพาร์ตเนอร์ที่ดี ทุกคนล้วนเป็นมืออาชีพด้านธุรกิจงานแต่งงานทั้งสิ้น ฉะนั้น เรื่องการออกแบบ ถือเป็นจุดแข็งของไบรด์ โฮลเซล ด้วยซ้ำ

“พี่ทำงานให้เป็นเรื่องสนุก ทีมงานส่วนใหญ่เป็นกะเทยที่มีไอเดียเรื่องการออกแบบ ชุดไหนที่ว่าเลิศ ชุดไหนที่ว่าล้ำ ทีมงานสามารถถอดแบบได้หมด ตอนนี้ที่ร้านมีเป็นพันชุด เฉพาะแบบที่รอตัดมีเป็นหมื่นแบบ เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะใส่กี่ชุดก็ไม่ต้องปวดหัวเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ต้องกังวลว่าชุดจะไม่สวย เพราะวัสดุที่ใช้ทั้งเนื้อผ้า ลูกไม้ ล้วนออกมาจากผ้าม้วนเดียวกันกับห้องเสื้อราคาแพงๆ”

จบนิติศาสตร์

แต่ใจรัก เวทีประกวด

แต่ไม่ใช่ว่าทุกชุดจะใส่แล้วสวย เจ้าของร้านบอกว่า จะเลือกให้ตามประสบการณ์ ใช้หลักการเดียวกันกับที่เคยส่งนางงามเข้าประกวด พยายามเฟ้นหาความเหมาะสม ทั้งเฉดสี ลวดลายผ้า ความหนา ความบาง รูปแบบของชุดให้เข้ากับผู้สวมใส่ เพราะชุดแต่ละชุด ไม่ใช่ใส่แล้วจะสวยเหมือนกันทุกคน แต่ละคนจะมีแบบที่เหมาะสม ยิ่งถ้าได้ชุดที่ส่งเสริมกับตัวเอง ยิ่งสวยกินขาด ฉะนั้น ต้องใช้ประสบการณ์ล้วนๆ

“พี่จบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่สมัยเรียน เห็นเพื่อนคนไหนสวยก็แนะนำให้ประกวด พอเข้าสู่แวดวงนางงามก็ส่งนางงามเข้าประกวด เวทีที่ผ่านมาคือ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ที่ญี่ปุ่น มิสแกรนด์ ทัวริซึ่ม ส่วนเวทีในประเทศไล่ตั้งแต่ อบต. อบจ. จังหวัด หน่วยงาน องค์กร เล็กใหญ่ เป็นพี่เลี้ยงนางงามทำเองทุกอย่างทั้งแต่งหน้า ทำผม หาชุดให้ รวมถึงจัดแสงไฟบนเวทียังเคยทำ”

ในเมื่อ “ไบรด์ โฮลเซล” เลือกเข้ามาทำตลาดแมส แน่นอนว่ากลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าก็คือ ราคาถูก ซึ่งคุณลักษณ์มีโรงงานตัดเย็บที่เมืองไทยและเมืองจีน นอกจากขายหน้าร้านแล้ว เขายังทำตลาดผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งมีออร์เดอร์เข้ามาแบบกระหน่ำ ลูกค้าไม่เพียงคนไทยยังมีต่างชาติ อาทิ พม่า ลาว มาเลเซีย

“พี่เน้นกลุ่มลูกค้าเจ้าสาวเป็นหลักก่อน รองลงมาเป็นธุรกิจร้านเวดดิ้ง เพราะทางร้านขายส่งด้วย ถ้าซื้อปลีกก็ตกลงราคากัน เพราะบางคนมาดูแบบ จากนั้นสั่งตัด ซึ่งร้านเวดดิ้งย่อมอยากมีชุดเจ้าสาวประดับร้านเยอะๆ เพื่อเป็นตัวเลือก แต่ก่อนอาจจะติดเรื่องทุน เพราะชุดแพง ซื้อมากทุนจม ซื้อน้อยลูกค้าไม่เข้า ตอนนี้มีทางเลือกแล้ว”

สำหรับช่องทางประชาสัมพันธ์ที่คุณลักษณ์เลือกใช้ เจ้าตัวบอกว่า ใช้หน้าร้านเป็นสถานที่ให้ลูกค้าได้เลือกดูแบบ เลือกดูเนื้อผ้า เข้ามาลอง ส่วนเว็บไซต์หวังจะได้ลูกค้ารุ่นใหม่ๆ และลูกค้าต่างชาติ แต่ที่กระแสดีสุดคือ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลูกค้าทุกคนต่างบอกต่อ เพราะลูกค้าทุกคนที่มาอุดหนุนต่างประหลาดใจในราคา มีที่ไหนชุดกรุยกราย หางปลา ใช้ลูกไม้ ปักเลื่อม แต่ราคาเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ใครมาเห็นต่างก็ปลื้ม

ลูกค้าต่อเดือนนับหมื่น

ราคานี้ หาไม่มีแล้ว

ถามถึงหัวใจในความสำเร็จของธุรกิจ คุณลักษณ์แสดงความคิดเห็นว่า การจะทำอะไรสักอย่างให้ได้ดี ต้องเริ่มจากใจรัก ซึ่งถ้ามองย้อนไปที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะดัง จะขายดี สมัยทำแรกๆ ยุ่งมาก ทานข้าวมื้อแรก 6 โมงเย็นบ่อย เพราะรักในสิ่งที่ทำ ทำงานจนไม่รู้เวลา

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สินค้าต้องมีความโดดเด่น เจ้าของร้านบอกว่า อย่างลูกค้าที่มาจะชมเลยว่า ชุดไม่ซ้ำกัน มีแบบให้เลือกเยอะมาก ดังนั้น เป็นหน้าที่เจ้าของและทีมงานที่ต้องหมั่นอัพเดต ศึกษาข้อมูลกันตลอด เพราะธุรกิจชุดแต่งงานก็เหมือนแฟชั่น ต้องแกร่งเรื่องดีไซน์ ตัดเย็บต้องเนี้ยบ

อีกสิ่งที่เจ้าของธุรกิจภูมิใจคือ “หุ่นดำ” ซึ่งเกิดจากการเบื่อหน่ายหุ่นโชว์เสื้อผ้าผู้หญิงสีขาว สีเนื้อ ดูแล้วน่ากลัว เจ้าของร้านเลยครีเอตหุ่นดำมาใช้กับชุดเจ้าสาวสีขาว ตัดกัน พร้อมลีลาการโพสในสไตล์นางงาม ชนิดว่าตอนนี้หุ่นดำกลับขายดี สร้างความปลาบปลื้มให้กับเจ้าตัวมาก

ปัจจุบัน จำนวนลูกค้าของร้าน “ไบรด์ โฮลเซล” แต่ละเดือนนับหมื่นราย มีทั้งกลุ่มเจ้าบ่าวเจ้าสาว กลุ่มร้านชุดแต่งงาน รวมถึงบรรดานักจัดอีเว้นต์ต่างๆ อีกด้วย

ทุกวันนี้ คุณลักษณ์จะเข้าร้านทุกวัน รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านเวดดิ้งในการสรรหาชุดเจ้าสาวมาบรรณาการลูกค้า ซึ่งร้านขายส่งชุดวิวาห์ ชุดเจ้าสาว อยู่ที่ชั้น 4 วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน โทรศัพท์ (092) 254-5343, (081) 304-0445 เว็บไซต์ http://www.bridewholesale.com และ facebook.com/bridewholesale

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,723 other followers

%d bloggers like this: