ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

NCI ผลิตสินค้างานฝีมือ ติด 1 ใน 5 ของโลก มีนาคม 13, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 358

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

NCI ผลิตสินค้างานฝีมือ ติด 1 ใน 5 ของโลก

“ในช่วงการทำธุรกิจ 48 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ จนถึงรุ่นของดิฉัน ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ปัญหาต่างๆ ที่เจอแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ดังนั้น เราต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” เป็นคำกล่าวตอนหนึ่งของ คุณวรรณวดี อัศว์วิเศษศิวะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครไชยศรีอุตสาหกรรม จำกัด หรือ NCI ในโอกาสที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติพาผู้สื่อข่าวจากส่วนกลางไปเยี่ยมชมโรงงานแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในเนื้อที่กว่า 70 ไร่

ที่นี่เป็นบริษัทหนึ่งที่เข้าร่วมในโครงการ “การจัดการความรู้ด้านการเพิ่มผลิตภาพในองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” (Knowledge Management for Sustaining the Organizational Productivity Movement) ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

สหรัฐ ลูกค้ารายใหญ่

ผลพวงจากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว บวกกับการให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทำให้โรงงานแห่งนี้ที่เป็นผู้ผลิตเทปผ้าลูกไม้หน้าแคบอยู่ในอันดับต้นๆ ของบ้านเรา ประสบความสำเร็จในหลายด้าน อาทิ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ สินค้ามียอดขายดีขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ พนักงานเกือบ 400 คน มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และอยู่กันอย่างมีความสุข

ปัจจุบัน NCI ถือเป็นผู้ผลิตสินค้า Trimming (เทปผ้าลูกไม้ถักลายต่างๆ) & Crafts ที่ได้มาตรฐานคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในตลาดไทยและตลาดโลก ด้วยการพัฒนางาน และการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อ 48 ปีที่แล้ว คุณวิชัย-คุณรัตนา อัศว์วิเศษศิวะกุล คุณพ่อคุณแม่ของคุณวรรณวดี เริ่มจากการผลิตไหมญี่ปุ่นจำหน่ายในประเทศ มีคนงานเย็บ 2 คน และเติบโตมาเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันมีเครื่องจักร 3,000 กว่าตัว สามารถผลิตสินค้าลูกไม้หน้าแคบเพื่อการตกแต่งกว่า 50 ประเภท ด้วยกำลังผลิตกว่า 50 ล้านหลา ต่อเดือน ซึ่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ 20 กว่าประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 1 ตามด้วยฝรั่งเศส และดูไบ นอกนั้นกระจายไปตามทวีปต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศอาเซียนทั้งหลาย

คุณวรรณวดี เล่าว่า ธุรกิจหลักของบริษัท คือ การผลิตและจำหน่าย “สิ่งทอหน้าแคบเพื่อการประดับและตกแต่ง” มีผลิตภัณฑ์กลุ่มต่างๆ อาทิ ริบบิ้น ดิ้นทอง เชือกถัก เทปทอ เชือกเกลียว ลูกไม้ ชายครุย พู่ รวมทั้งตัวประดับอื่นๆ โดยมีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานตามความต้องการของลูกค้าทั้งแฟชั่น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และงานฝีมือ

กลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเช่น เสื้อผ้าและอุปกรณ์เพื่อการตัดเย็บ พวกสังฆภัณฑ์ งานพิธี เครื่องแบบ เครื่องประดับ สินค้างานเทศกาล เคหะสิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ เครื่องเขียน อุปกรณ์เพื่องานอดิเรก และงานฝีมือ

ยึดหลัก MOMOTARA

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายภายในประเทศ มีทั้งค้าปลีกและค้าส่ง โดยร้านค้าส่ง (Only Ribbons) ได้แก่ ร้านดีดีอัญย่านสำเพ็ง ส่วนร้านค้าปลีก มีดังนี้ ร้านโมโมทาร่า ร้านแอพพลิเก้ ร้านนานาโคโค่ และร้านนายอินทร์ ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าทั้งหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการเรื่องบุคลากรนั้น คุณวรรณวดี แจกแจงว่า ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วยหลักที่เรียกว่า “MOMOTARA People”

โดยมีที่มาที่ไปดังนี้

M Moral = มีคุณธรรมประจำจิต

O Open Minded = เปิดใจรับความคิดสิ่งใหม่ๆ

M Multi Skills = มีทักษะหลายด้านอย่างเข้าใจ

O Opportunity Seeking = มุ่งแสวงหาโอกาสใหม่ให้ตนเอง

T Team Work = ร่วมกันทำงานเป็นทีมสอดประสาน

A Attitude = ทัศนคติดีเบิกบานเป็นนิสัย

R Result Oriented = ผลของงานต้องมุ่งเน้นเด่นกว่าใคร

A Accountable = ผู้อื่นต้องวางใจได้ให้งานเรา

ขับเคลื่อนธนาคารความคิด

พร้อมกันนั้น บริษัทได้สร้างระบบงานในการพัฒนาคน โดยใช้รูปแบบธนาคารความคิดเป็นจุดเชื่อมโยงเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในการวางระบบการทำงานแบบง่ายๆ อย่างเช่น ให้แต่ละคนเสนอความคิดเห็นต่างๆ ในการทำงานมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือข้อเสนอแนะต่างๆ จากนั้นบริษัทจะมีสิ่งตอบแทนให้ บางเรื่องบางประเด็นเมื่อได้ผลสรุปชัดเจนก็จะใช้เป็นคู่มือปฏิบัติงานภายในองค์กร

“ผลจากการทำโครงการนี้มาปรากฏว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 18.5% และแม้จะต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท แต่บริษัทก็สามารถลดต้นทุนการดำเนินการจาก 67% ในปี 2554 เหลือ 64% ในปี 2556 ที่สำคัญ มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยลูกค้าต่างประเทศยอมรับว่าเราเป็นโรงงานผลิตสินค้างานฝีมือและงานอดิเรกติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปีนี้”

คุณวรรณวดี กล่าวและว่า เวลานี้มียอดส่งออก 51% และขายในประเทศ 49% โดยในต่างประเทศนั้นมีสินค้าของ NCI เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้ามีชื่อหลายแห่ง

เจ้าของบริษัท นครไชยศรีอุตสาหกรรม จำกัด วัย 40 ต้นๆ บอกด้วยว่า ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกามาสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่อยากไปผูกติดกับสินค้าจากประเทศจีนเพียงแห่งเดียว ซึ่งสินค้าของ NCI สามารถแข่งขันกับตลาดจีนได้ทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา

เรียนรู้จากลูกค้า

เธอให้ข้อมูลด้วยว่า การทำธุรกิจในยุคของเธอกับยุคก่อร่างสร้างตัวของคุณพ่อคุณแม่แตกต่างกัน โดยในช่วงการก่อตั้งบริษัทเมื่อ ปี 2509 เป็นเรื่องปัญหาในด้านเงินทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ 20 ปีต่อมา เป็นเรื่องการจัดการด้านการผลิตเพื่อรองรับการเติบโต

ถัดมาอีก 10 ปีเป็นแรงกระทบจากการแข่งขันในตลาดจีน ขณะที่ปี 2540 ประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ส่วนช่วงหลังๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มาอย่างรวดเร็ว ซึ่งบริษัทต้องปรับตัวมาตลอด โดยหันมาเน้นงานฝีมือและงานประดับตกแต่งที่สามารถเติบโตได้ทุกตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดในหรือต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางการค้าขายเพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อได้สะดวกขึ้น อย่างเช่น ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โดยทางบริษัทเน้นการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ให้มากยิ่งขึ้นเพราะเป็นยุคที่โมเดิร์นเทรดกำลังมาแรง

ขณะเดียวกัน ได้ปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งให้ดูสวยงามน่าซื้อ หลังจากเคยได้ยินลูกค้าตำหนิเรื่องแพ็กเกจจิ้งว่าไม่สวย จึงได้นำสิ่งนั้นมาปรับปรุงแก้ไข จนตอนหลังลูกค้ารายที่ตำหนิหันมาซื้อสินค้าของ NCI จำนวนมาก

“ที่ผ่านมา บริษัทเราเป็นเอสเอ็มอีเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรายึดหลักการบริหารจัดการอย่างพอเพียง ขยายงานตามกำลังความสามารถที่ทำได้ ไม่เคยไปกู้เงินธนาคารมาใช้ และเรียนรู้จากลูกค้า ซึ่งถ้าเราผลิตตามที่ลูกค้าต้องการอย่างมีคุณภาพ ออร์เดอร์ต่างๆ ก็จะเข้ามาเอง”

ทั้งหมดนี้ คงจะเห็นได้ว่าการเติบโตของบริษัท นครไชยศรีอุตสาหกรรม จำกัด อย่างมั่นคงนี้เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ผูกติดอยู่กับสินค้าเดิมๆ และตลาดเดิมๆ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ใหม่ๆ ของโลก แต่ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป หลักยึดสำคัญคือเรื่องคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะลงทุนทางด้านเทคโนโลยีแล้ว ผู้บริหารของ NCI ก็ยังลงทุนในเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้วย เพราะเล็งเห็นว่าคนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

“RUBY RED” เช่าชุดราตรีนำเข้า หรูหรา และไม่ซ้ำแบบใคร กุมภาพันธ์ 10, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

ช่องทางสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“RUBY RED” เช่าชุดราตรีนำเข้า หรูหรา และไม่ซ้ำแบบใคร

แม้ชุดราตรีจะไม่ได้เป็นอาภรณ์ของไทย แต่จากความจำเป็นด้านวัฒนธรรมและสังคมที่มาจากต่างประเทศจึงทำให้หญิงไทยต้องสวมชุดราตรีทุกครั้งเมื่อร่วมงานสากล

การมีชุดราตรีไว้ครอบครองคงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับบางคน ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลด้านราคาและเทรนด์แฟชั่น เพราะการหาซื้อชุดราตรี 1 ชุด จะมีราคาสูงมาก ขณะเดียวกัน การมีจำนวนน้อยชุดอาจทำให้ซ้ำแบบเมื่อคุณต้องออกงาน และการซื้อชุดมาใส่เพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำแบบอาจต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุน

จึงถามว่ามีเหตุผลจำเป็นแค่ไหนที่ต้องหาซื้อชุดราตรีไว้เป็นของตัวเอง ยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้แล้วคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงหากไม่จำเป็น ฉะนั้น หลายคนจึงนิยมใส่ชุดราตรีที่มาจากการเช่ามากกว่า เพราะมีข้อดีทั้งการประหยัดงบและสามารถเลือกแบบชุดได้โดยไม่ซ้ำกัน อีกทั้งชุดราตรีเช่าเหล่านั้นล้วนมีความสวยงาม ฝีมือประณีต แล้วทันยุคสมัยตลอด

ปัจจุบัน ธุรกิจเช่าชุดราตรีมีจำนวนมาก เจ้าของธุรกิจในกลุ่มนี้ใช้กลยุทธ์แข่งขันที่เชือดเฉือนทั้งเรื่องราคาเช่าและสไตล์ของชุด หรือหลายรายมีข้อเสนอการเช่าแบบแพ็กเกจ คือเมื่อเช่าชุดแล้วจะได้แถมเครื่องประดับด้วย เพราะเทรนด์สมัยใหม่ของการจัดงานถูกเปลี่ยนไปตามกระแสนิยม

“RUBY RED” เป็นร้านเช่าชุดราตรีที่มี คุณวรรณทิพย์ หรือ คุณปุ๊ก เป็นเจ้าของ ถ้ามองดูผิวเผินจากภายนอกร้านหรือเข้าไปชมภาพในเว็บไซต์แล้ว RUBY RED อาจไม่ต่างกับร้านเช่าชุดราตรีที่มีอยู่ทั่วไป แต่เมื่อได้คุยกับเจ้าของร้านแล้วกลับพบว่าร้านนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว

คุณวรรณทิพย์ บอกเล่าที่มาความไม่ธรรมดาของร้านเธอว่า ชุดราตรีที่มีให้เช่าในร้าน เป็นชุดต้นแบบจากการสั่งผลิตของดีไซเนอร์ประเทศชั้นนำด้านแฟชั่นอย่างฝรั่งเศสหรืออิตาลี ดังนั้น จึงการันตีถึงคุณภาพงานที่มีความประณีต เนื้อผ้าที่มีคุณภาพอย่างดี และสไตล์การออกแบบที่ทำให้ถูกใจลูกค้าหลายคนที่เคยใช้บริการมาแล้วจนต้องกลับมาเช่าอีก

ส่วนชุดต้นแบบมีความเป็นมาอย่างไร คุณวรรณทิพย์ เผยว่า ได้มาในครั้งที่ไปประเทศจีน ได้ไปพบร้านตัดเย็บชุดแต่งงานและชุดราตรี ซึ่งชุดเหล่านั้นล้วนเป็นชุดที่สั่งตัดเพื่อใช้เป็นชุดต้นแบบสำหรับแบรนด์ยอดนิยมของฝรั่งเศสและอิตาลี แบรนด์ดังเหล่านี้เมื่อตัดเป็นชุดต้นแบบเสร็จสมบูรณ์และผ่านการตรวจคุณภาพความถูกต้องโดยดีไซเนอร์ชั้นนำแล้วจะนำไปเป็นตัวอย่างเพื่อใช้ตัดชุดจริงสำหรับจำหน่ายต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากชุดที่จ้างตัดถูกจำหน่ายหมดแล้ว ชุดต้นแบบเหล่านี้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอีกต่อไป ดังนั้น เมื่อมองเห็นช่องทางใช้ประโยชน์คุณวรรณทิพย์จึงตัดสินใจซื้อชุดเหล่านั้นมา เธอบอกต่อว่าครั้งแรกคิดว่าถ้าซื้อมาขายคงต้องตั้งราคาสูงแล้วจะขายยาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาให้เช่าดีกว่า และในคราวนั้นเธอติดชุดราตรีกลับมาเมืองไทยจำนวน 20 ชุด

ร้านเช่าชุดราตรี RUBY RED เปิดกิจการครั้งแรกเมื่อปี 2552 เริ่มแรกตั้งอยู่ที่อาคารบัวสุวรรณพลาซ่า ใกล้กับอาคารการบินไทย สำนักงานใหญ่ เดิมเปิดขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับสุภาพสตรีก่อน พอได้ชุดราตรีมาเลยขยายห้องออกไปเพื่อใช้เป็นที่เช่าชุด และมักมีลูกค้าขาประจำเป็นพนักงานของการบินไทย บางรายมาเช่า แต่บางรายพอเห็นแล้วถูกใจเลยมาขอซื้อเก็บไว้ใช้เอง

ปัจจุบัน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ PLAZA LAGOON Maxvalue supermarket ถนนลาดพร้าว-วังหิน 50 ซอยเสนานิคม ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

สำหรับประเภทชุดของ RUBY RED ที่มีบริการเช่าเน้นชุดราตรีเป็นหลัก โดยเจ้าของร้านถือคอนเซ็ปต์ พยายามเลือกและคัดสรรแบบชุดที่แปลก สะดุดตา แตกต่างจากสไตล์ชุดราตรีที่มีอยู่ทั่วไป ดังนั้น ด้วยความได้เปรียบเพราะเป็นชุดที่สั่งนำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ จึงมักไม่ค่อยเห็นมีร้านประเภทเดียวกันนำชุดดังกล่าวออกมาบริการเช่า

คุณวรรณทิพย์ บอกว่า ภายหลังทำธุรกิจมาได้ระยะหนึ่งพบว่า มีลูกค้าหลายรายกลับชอบชุดราตรีแบบเรียบที่ไม่หวือหวานัก ชอบแบบมีแขน เลยจำเป็นต้องไปคัดสรรหาแบบดังกล่าวมาเพิ่มอีก นอกจากนั้นยังพบอีกว่า ตลาดหรือกระแสความนิยมของลูกค้าเปลี่ยนไปเนื่องจากยังมีกลุ่มที่เป็นเพื่อนเจ้าสาว ซึ่งคนกลุ่มนี้มักหาชุดแบบเป็นเซตที่ต้องสวมใส่เหมือนกันทำให้ดูเหมือนเป็นทีม เพราะกำลังเป็นกระแสความนิยมกันมากในวงการเวดดิ้ง ดังนั้น รูปแบบของชุดในร้านจึงมีหลากสไตล์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มวัย จึงมีให้เลือกจำนวนกว่า 100 ชุด

ลูกค้าของร้าน RUBY RED มีทุกกลุ่มทั้งนักศึกษา คนทำงาน แม้กระทั่งดารา ศิลปิน ไปจนถึงผู้สูงวัย โดยเฉลี่ยแล้วอายุประมาณ 30-50 ปี ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มเป้าหมายจะมีการจัดกิจกรรมต่างกันไปตามลักษณะคอนเซ็ปต์งาน อย่างลักษณะงานของกลุ่มตามบริษัทมักเป็นงานเลี้ยงมอบรางวัล งานเลี้ยงประจำปี

นอกจากนั้นเป็นงานแต่งงาน งานปาร์ตี้ หรือบางคราวอาจมีพิธีกรโทรทัศน์ชื่อดังบางรายที่ไปรับงานอีเว้นต์ส่วนตัวแล้วไม่สะดวกที่จะซื้อชุด จึงมักแวะมาเลือกใช้บริการชุดเช่าในร้านเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังปี 2557 ทาง RUBY RED มีแผนว่าจะหาชุดราตรีของไทยที่มีสไตล์เรียบร้อย สวมใส่สบายๆ มาให้ลูกค้าเช่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่กลุ่มลูกค้าที่สนใจในราคาไม่แพงอีกด้วย

นอกจากเรื่องชุดที่ RUBY RED ได้เปรียบเชิงธุรกิจแล้ว การสร้างจุดแข็งอีกอย่างที่คุณวรรณทิพย์มองคือเรื่องราคาเช่าและค่ามัดจำ เธอชี้ว่าการทำอาชีพนี้ไม่ควรเอาเปรียบลูกค้า ดังนั้น การกำหนดราคาค่าเช่าและค่ามัดจำก็ควรจะอยู่บนฐานของความเหมาะสมจริง เพราะถึงแม้ชุดในร้านจะเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับต่างประเทศก็ตาม แต่การตั้งราคาไม่สูงเกินไป อาจทำให้การดำเนินธุรกิจสามารถอยู่รอดต่อไปได้ยาวนาน

ดังนั้น ทางร้าน RUBY RED จึงได้กำหนดระดับราคาเช่าชุดไว้ดังนี้ ถ้าเป็นชุดราตรีของไทยชุดละ 500 บาท นอกจากนั้น ถ้าเป็นชุดต่างประเทศมีการกำหนดระดับราคาค่าเช่าตั้งแต่ 1,000-2,500 บาท ส่วนค่ามัดจำชุดมีราคาเท่ากับค่าเช่าชุด ซึ่งจุดนี้ต่างกับที่อื่นที่จะเก็บเงินค่ามัดจำสูงกว่า และลูกค้าบางรายสู้ราคาค่ามัดจำไม่ไหวถึงแม้จะได้คืนเมื่อนำชุดกลับมาคืนแล้วก็ตาม และตรงนี้เองที่ถือว่าเป็นจุดขายของร้านนี้

“อีกกลุ่มเป็นลูกค้าที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ กลุ่มนี้จะมีค่ามัดจำสูงกว่า แต่อัตราค่าเช่าเท่าเดิม ให้สังเกตว่าค่าเช่าเท่ากันแต่ต่างกันตรงค่ามัดจำเท่านั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะต้องปล่อยชุดไปหลายวันจึงทำให้เสียโอกาสในชุดนั้น” เจ้าของร้าน ให้รายละเอียดเพิ่ม

สำหรับจำนวนวันที่เช่าทางร้านกำหนดไว้ไม่เกิน 3 วัน แต่ถ้าลูกค้าติดขัดอาจผ่อนปรนให้ตามความเหมาะสม หรือกรณีที่ลูกค้าอยู่ต่างจังหวัดแล้วไม่สะดวกเดินทางมารับชุด ทางร้านจะบริการส่งชุดไปให้ทางไปรษณีย์ หรือหากเกรงว่าจะคืนชุดไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด ก็ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าจัดส่งชุดเช่ากลับมาที่ร้านทางไปรษณีย์ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าอย่างเต็มที่

นอกจากชุดราตรีสวยๆ ที่มีให้เลือกหลายแบบ หลายสไตล์ ทั้งสั้น-ยาว มีแขน-เปิดไหล่ แบบเกาะอก แบบเน้นรูปร่าง หรือแบบที่สวมใส่สบายๆ แล้วทางร้าน RUBY RED ยังจำหน่ายสินค้าชนิดอื่น อย่างกระเป๋า รองเท้า ที่มีแบบให้เลือกทุกสไตล์ ตลอดจนเครื่องประดับหลากหลายชนิดในราคาเบาๆ

พอมาถึงตรงนี้คิดว่าหลายคนคงสนใจบ้างแล้ว ลองเปิดเข้าไปชมชุดได้ที่ http://www.Siamrubyred.com หรือจะแวะไปชมชุดของจริงที่ร้านแล้วลองสวมใส่กันเลย แต่ถ้าลองชุดแล้วไม่พอดี อาจหลวมไปบ้าง คับไปหน่อย อันนี้ทางร้านจะบริการปรับแต่งชุดเพื่อให้พอดีกับทรวดทรงของลูกค้าจนพอใจโดยเจ้าหน้าที่ของทางร้านชื่อ คุณริน ที่มีความชำนาญด้วยประสบการณ์ที่ยาวนาน จากนั้นจะนำไปซักรีด ห่อเก็บไว้ให้ลูกค้าท่านนั้นมารับในวันนัดหมาย

ท่านใดสนใจ ต้องการชมและลองชุดราตรีสวยๆ สไตล์ยุโรป สอบถามรายละเอียดหรือถามเส้นทางเพิ่มเติมได้ที่ คุณวรรณทิพย์ โทรศัพท์ (081) 342-9585 (หยุดวันจันทร์)

 

เจ้าของสวนเจอาร์ ฟันธง ธุรกิจไม้ขุดล้อมยังรุ่ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07073010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เจ้าของสวนเจอาร์ ฟันธง ธุรกิจไม้ขุดล้อมยังรุ่ง

“คุณกฤติกร ตั้งอนุกูลกิจ” หรือ คุณโจ้ วัย 30 ปี เป็นคนหนุ่มอีกคนที่เข้ามาทำธุรกิจไม้ล้อมที่บ้านชะอม ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี อันเป็นบ้านเกิดของเขา หลังจากเรียนจบและไปหาประสบการณ์การทำงานข้างนอกมาสักพัก สุดท้ายพบว่าการเป็นลูกจ้างนั้นยากที่จะสร้างฐานะให้มั่นคงได้ และในฐานะคนรุ่นหลังที่เข้ามาทำธุรกิจนี้ เขาก็ได้พัฒนาการขายไปอีกขั้นด้วยการรับออร์เดอร์ส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่คนทำธุรกิจไม้ล้อมรุ่นบุกเบิกยังไม่ได้เน้นการส่งออกกัน

ลงทุนเริ่มต้น 1 หมื่นบาท

เจ้าของ “สวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้” วัย 30 ปี ย้อนเล่าให้ฟังว่า หลังเรียนจบจากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี เมื่อปี 2547 ก็ทำงานบริษัทก่อนออกมาทำธุรกิจไม้ล้อมเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เพราะเห็นเป็นธุรกิจในหมู่บ้านที่มีรายได้งาม ประกอบกับตัวเองชอบเรื่องค้าขายอยู่แล้ว เริ่มจากการเป็นพ่อค้าคนกลางก่อน หาต้นไม้ส่งตามออร์เดอร์ จากนั้นเริ่มปลูกแล้วก็เริ่มขุดจำหน่าย ตั้งแผงไม้ขึ้นมา

“ตอนผมทำเริ่มใช้เงินแค่ 10,000 บาท ในการเริ่มต้น เป็นเงินที่ใช้วิ่งหาไม้ขาย พูดกันง่ายๆ เป็นนายหน้าก่อน จากนั้นเอาเงินค่านายหน้ามาเริ่มซื้อไม้มาตั้งขายเริ่มจาก 2-3 ต้น แล้วซื้อสะสมตั้งขายไปเรื่อยๆ”

สวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ อยู่ติดถนนใหญ่ เป็นทำเลดีทีเดียว ใครไปใครมาเห็นเด่นชัด ซึ่งเป็นพื้นที่เช่า โดยเสียค่าเช่าไร่ละประมาณ 10,000 บาท/ปี แต่ละเดือนเฉลี่ยขายได้แสนกว่าบาท แต่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย

“สวนเจอาร์ฯ เป็นสวนระดับกลาง จุดเด่นของเราคือจัดเรียงไม้เป็นระเบียบ ถ้าเป็นไม้ใหญ่จะเอาออกโชว์ไว้หน้าร้าน เพื่อให้สะดุดตาลูกค้า”

ในการทำธุรกิจไม้ล้อมนี้ เขาช่วยกันทำกับภรรยา 2 คน และมีลูกน้องอีก 3 คน มีปิกอัพ 2 คัน สลับกันใช้งาน ซึ่งแม้เจ้าตัวจะไม่ได้มีประสบการณ์ช่ำชองเหมือนกับเจ้าของแผงไม้รุ่นแรกๆ ที่ทำกันมานานนับสิบปี แต่ใช้วิธีศึกษาจากหน้างานและขอคำปรึกษาจากผู้อาวุโสในหมู่บ้านอย่าง ลุงสายบัว พาศักดิ์ เจ้าของสวนสายบัวพันธุ์ไม้ ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกการทำไม้ขุดล้อมของบ้านชะอม

“บ้านชะอมเป็นศูนย์รวมที่ชาวบ้านทำไม้ล้อมกันเยอะ อย่างตัวผมก็รู้เทคนิคขั้นตอนการทำจากคนในหมู่บ้าน เริ่มแรกผมไปดูที่สวนลุงบัวเขาทำกัน เราก็มองว่า ทีมงานเขาทำกันอย่างไร แล้วเราก็นำกลับมาทำ มาศึกษาดูว่า เขาขุดกันยังไง เวลาไหนที่เหมาะกับการขุดต้นไม้ชนิดนี้ พ่อแม่ผมไม่ได้ทำไม้ขุดล้อมมาก่อน ตอนแรกพ่อแม่ขายอาหารตามสั่งก็พอขายได้”

ทำครบวงจร

คุณกฤติกร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำไม้ขุดล้อมส่งออกว่า ทางสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ จะเป็นต้นทางให้ โดยการหาวัตถุดิบ หาต้นไม้ตามออร์เดอร์ที่ปลายทางต้องการ ซึ่งจะมีคนที่รับซื้อเป็นผู้ประสานงานให้อีกที ที่ส่งไปก็มีลาว ส่วนใหญ่จะเป็นไม้เล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 นิ้ว ราคาประมาณ 400-500 บาท แล้วแต่ชนิดของไม้ ที่ส่งไปมี อินทนิล ตะแบก แดงพะยูง และคูน

ช่วงหลังพอทางสวนมีไม้ใหญ่ จะเริ่มมีลูกค้าที่เป็นคนในพื้นที่ นักธุรกิจที่ชอบสะสมต้นไม้ ประเภทซื้อไปให้ร่มเงา ถ้าเป็นไม้ใหญ่เลยความกว้างของหน้าประมาณ 30-40 นิ้ว ส่วนใหญ่เจ้าของจะวิ่งเข้ามาซื้อเอง คือ ถูกใจ ตกลงราคา จากนั้นทางสวนจะขนย้าย ไปปลูกให้ลูกค้า

คุณกฤติกร บอกถึงการตลาดของสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ ว่า ทำแบบครบวงจร คือ ทำทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่การเตรียม การลงทุน การขาย ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบทั้งการที่ส่งขายเองและวิ่งเข้าหา รวมถึงการมีคนแนะนำบอกต่อกันมา

ในการซื้อขายนั้นลูกค้าบางคนอยากได้ต้นไม้หลากหลายชนิด ซึ่งบางต้นทางสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ ไม่มี แต่ถ้าลูกค้าต้องการก็สามารถหามาให้ได้

“การจะขายต้นไม้ได้ก็แล้วแต่จังหวะด้วยว่าออร์เดอร์จะเข้าร้านไหน ถ้างานโปรเจ็กต์นี้ใช้ไม้เยอะ เราก็ได้จำนวนเงินเยอะขึ้น ตามหลักการแล้ว ถ้าเราไปเอาที่สวนไหนเขาจะตัดให้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่ขึ้นอยู่กับต้นไม้ที่มีราคาตั้งแต่ 300-500-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้ จำนวนไม้ และวัตถุประสงค์ของการซื้อนั้นๆ คือ คนขายเขาจะรู้กันเองว่าควรให้เท่าไร”

การทำธุรกิจไม้ล้อมบ้านชะอมแต่ละช่วงฤดูจะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งแผงไม้ส่วนใหญ่จะขนต้นไม้เข้ามา และจะเริ่มขายดีประมาณเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฝนเริ่มตก ต้นไม้จะเริ่มออกใบ

อย่างที่เขาบอก สวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ นั้นทำแบบครบวงจร ไม่ใช่จะขายเฉพาะที่หน้าร้านอย่างเดียว

“บางเจ้าพื้นที่ที่จะทำก่อสร้างติดต่อมาหรือพรรคพวกกันให้ไปเคลียร์พื้นที่ เราก็รับจ้างย้ายต้นไม้หรือเก็บสต๊อกไว้ให้ พอถนนเสร็จมาปลูกให้ หรือจะแลกเปลี่ยนต้นไม้กันก็ได้ จะทำในลักษณะแลกเปลี่ยนงาน ไม่ได้เชิงค้าขาย คือทำสัญญากันว่า เขาให้ต้นไม้ชนิดนี้มา เราจะทำต้นไม้อีกชนิดทดแทนกันไปสำหรับโครงการที่ต้องปลูกต่อ ดีกว่าไปตัดทิ้งเลย อย่างโรงงานที่สระบุรีก็มีหลายแปลงที่มาจ้างให้ผมไปเคลียร์พื้นที่ให้”

ขายได้สูงสุดต้นละแสน

ถามว่าเคยขายต้นไม้ได้ราคาสูงสุดเท่าไหร่ คุณกฤติกร เล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขายต้นกระโดนต้นใหญ่ 1 ต้น เนื้อสวยมาก ขายไป 100,000 บาท หน้า 60 นิ้ว เป็นตะปุ่มตะป่ำรอบต้น ไปเจออยู่ในทุ่งนาที่สระบุรี เห็นว่าโคนมันสวยเป็นตะปุ่มตะป่ำ เหมือนลูกฟุตบอลล้อมรอบ ตอนที่ไปมีนายหน้าพาไปตามท้องไร่ ท้องนา

ตอนนั้น ซื้อมาต้นหนึ่งประมาณ 4,000-5,000 บาท รวมค่าโน่นนี่นั่น ลงทุนประมาณ 30,000 บาท ขายได้ 100,000 บาท เหลืออยู่ 70,000 บาท แต่แบบนี้ก็ไม่ได้ตลอด แล้วแต่จังหวะด้วย เพราะคนชอบไม่เหมือนกัน แต่คนที่ซื้อไปก็เป็นลูกค้าใหม่ คือเห็นแล้วชอบ ต้นกระโดนเป็นไม้ให้ร่มทั่วไป เหมือนแคนาซึ่งคนก็ไม่ได้นิยมมาก ถือเป็นไม้แปลกมากกว่า เป็นไม้ที่หายาก

สำหรับเกณฑ์ในการตั้งราคาไม้แต่ละต้นนั้น เจ้าของสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับการลงทุนด้วย อย่างไม้ใหญ่ไปต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ ราคาที่กำหนดมักขึ้นอยู่ที่เจ้าของสวนตั้งกันเอง กรณีที่ขายต้นไม้ไป 100,000 บาท ใช้วิธีเฉลี่ยราคา โดยล็อตนั้นซื้อประมาณ 5-6 ต้น บางต้นราคา 30,000-50,000 บาท พอมาคิดรวมบางครั้งไม่ได้ให้เป็นส่วนลด แต่อาจจะเป็นไปดูแลเรื่องการปลูกให้ฟรี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคู่ค้า

ส่วนที่บ้านชะอมมีแผงไม้กว่า 300 แผง แต่ละแผงก็มีลูกค้าแตกต่างกันไป ซึ่งในจำนวนแผงที่มากนี้ เจ้าของสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ ยอมรับว่าบางช่วงก็มีผลกระทบเหมือนกัน

“มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เหมือนกระจายไปถึงกันหมดแล้ว เพราะคนทำเพิ่มขึ้น ยอดขายต้นไม้บางชนิดก็น้อยลงนิดหน่อย อย่างไม้ที่เราปลูก ตลาดต้องการ เราก็ป้อนวัตถุดิบได้”

ด้านปัญหาอุปสรรคของการทำธุรกิจไม้ล้อมนั้น เจ้าของสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ บอกว่า เมื่อตลาดเปิดกว้างขึ้น แต่วัตถุดิบที่เป็นต้นไม้กระจายไปอยู่ตามจังหวัดอื่นด้วย แต่เพราะบ้านชะอมเป็นศูนย์รวม มีต้นไม้เยอะกว่า แล้วก็เป็นไม้เล็กจนถึงไม้ใหญ่ ในส่วนราคาไม้ล้อมถ้าเทียบกับจังหวัดอื่นราคาพอๆ กัน แต่ถ้าเป็นไม้ในพื้นที่ บางจังหวัดอาจจะขายถูกกว่า

ส่วนที่เกรงกันว่า การเปิดเผยวิธีการขั้นตอนการทำไม้ล้อม จะทำให้เกิดคู่แข่งนั้น ประเด็นนี้เขามองว่า มีการเปิดเผยขั้นตอนการทำกันไปหมดแล้ว แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะทำกันได้ดีแค่ไหนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า เท่าที่ทราบมีคนสนใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจไม้ล้อม โดยซื้อที่ดินแล้วก็มาทำสต๊อกไม้ ซึ่งสามารถส่งมาให้ที่แผงขายได้ (โทรศัพท์ (086) 379-3538 หรือ (081) 299-3930)

ต้นไม้ยอดนิยม

สำหรับต้นไม้ที่ตลาดต้องการนั้น คุณกฤติกร ระบุว่า ต้นไม้ยอดนิยมและยังขายได้เรื่อยๆ ก็มี แคนา ตะแบก เหลืองเบญจธร คำมอกหลวง และตอนนี้ไม้ใหญ่ก็เริ่มเข้ามาในวงการมากขึ้น บางคนที่ไม่เข้าใจและไม่รู้ข้อมูลจริงหาว่าคนขายไม้ล้อมไปทำลาย แต่ที่ไหนได้ ไปย้ายให้ ซึ่งดีกว่าที่จะไปโดนถอนทิ้ง เพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา

“ต้นไม้ตอนนี้ยอดฮิตจะเป็นต้นมั่งมี เป็นต้นไม้ยืนต้น ใบจะเล็กๆ คล้ายไทร ชื่อจากมั่ง เปลี่ยนเป็นมั่งมี แล้วก็นางกวัก ปกติมีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ออกมาขายเปิดตลาดมาก เพราะไม้มีหลากหลายชนิด ตอนที่เป็นต้นเล็กๆ มันไม่สวย แต่พอเป็นต้นใหญ่ จะสวย เพราะฟอร์มกับลาย มันผิดกัน”

เจ้าของสวน เจ อาร์ พันธุ์ไม้ พูดถึงแผนธุรกิจในวันข้างหน้าว่า จะปลูกต้นไม้เพิ่ม เพราะตอนนี้ต้นไม้เริ่มน้อยลงแล้ว ไร่ที่ขุดล้อมมาขายก็ต้องวางแผนเรื่องพื้นที่ เพื่อให้ปลูกต้นไม้ได้ใหญ่ขึ้น

คุณกฤติกรมั่นใจว่า ธุรกิจไม้ล้อมยังไปได้ดี “ผมมองว่ายังไปได้อยู่ เพราะยังมีสิ่งก่อสร้าง และถ้าตรงไหนเป็นพื้นที่โล่งก็ต้องใช้สีเขียวประดับ เพื่อให้ร่มเงาและสวยงามขึ้นด้วย อีกทั้งการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ก็น่าจะทำให้ตลาดกว้างขึ้น และดีขึ้นในอนาคตข้างหน้า”

เป็นคนหนุ่มของบ้านชะอมอีกคนที่เข้ามาทำธุรกิจไม้ขุดล้อมและใช้การบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยเน้นการตลาดเป็นสำคัญ ซึ่งแม้จะมาทำได้ไม่กี่ปี แต่ธุรกิจของเขาก็เติบโตเร็วมาก ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้เรียนรู้ทางลัดและได้รับคำแนะนำดีๆ จากเหล่าผู้อาวุโสรุ่นบุกเบิกธุรกิจนี้ในบ้านชะอม

 

ธุรกิจตัวแทนขายประกัน ปฏิเสธเป็นร้อย แต่ได้เงินเป็นล้าน พฤศจิกายน 8, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 355

ช่องทางสร้างอาชีพ

สุธิษา

ธุรกิจตัวแทนขายประกัน ปฏิเสธเป็นร้อย แต่ได้เงินเป็นล้าน

“สนใจทำประกันกับเราไหมคะ” คำพูดที่บางคนได้ยินแล้วอยากเบือนหน้าหนี รีบวางสาย อาจเพราะยังไม่มีความต้องการ ไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญ แถมรำคาญที่มีโทรศัพท์ขายประกันเข้ามาเยอะจนไม่เป็นอันทำงาน

กว่าครึ่งที่การเสนอขายประกันถูกปฏิเสธ แล้วทำไมหลายคนถึงยังเลือกอาชีพขายประกันเป็นอาชีพเสริม มากไปกว่านั้นคือเลือกเป็น “อาชีพหลัก” ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ หลักล้านบาทต่อปี

พวกเขาทำได้อย่างไร?

เรื่องนี้ “คุณเก๋-กานต์พิชชา ฉัตรเจริญพร” สาวอ่างทอง เจ้าของรางวัลผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขายรายปีสูงสุดประจำปี 2556 และรางวัล Million Dollar Round Table (MDRT) 2014 บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เล่าประสบการณ์การทำงาน จากพนักงานธุรการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากรายได้ 6,200 บาท ต่อเดือน เปลี่ยนเป็นนักขายมืออาชีพรายได้กว่า 400,000 บาท ต่อเดือน หรือ 5 ล้านบาท ต่อปี จนสามารถซื้อบ้านและรถด้วยเงินสด

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย?

คุณเก๋ เล่าว่า เพราะเงินเดือนที่สหกรณ์ไม่สามารถเลี้ยงดูแม่ ซื้อบ้าน ซื้อรถอย่างที่ต้องการได้ จึงต้องหารายได้เสริม ในปี 2546 มีญาติมาชักชวนเข้าสู่ธุรกิจขายประกันของเมืองไทยประกันชีวิต แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ชอบ แต่เห็นว่าไม่ต้องลงทุน เลยลองทำ

“แรกๆ เก๋ขายเครือญาติกับคนรู้จัก กรมธรรม์แรกที่ขายได้เป็นคนที่น้องสาวแนะนำมา เขาซื้อกรมธรรม์ 20,000 บาท เฉพาะค่าคอมมิสชั่นได้ 8,000 บาท หลังจากนั้นเริ่มจริงจัง หันไปเรียนเทคนิคการขายเพิ่มเติม เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เพื่อนขายที่ดินได้ 10 ล้านบาท จึงไปชวนให้ทำประกันแบบออมทรัพย์ที่คุ้มครองเมื่อเสียชีวิต วันนั้นเก๋ขายกรมธรรม์ให้เพื่อนได้ 260,000 บาท ได้ค่าคอมฯ 80,000 บาท มากกว่ารายได้ที่สหกรณ์ครูฯ ทั้งปี เลยเริ่มมีกำลังใจและยึดการขายประกันเป็นอาชีพเสริม”

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้การขายประกันเป็นอาชีพหลัก เป็นเพราะสามีของคุณเก๋ให้เลิกทำงานสหกรณ์ มาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ให้ย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน ทำให้ยอดขายเริ่มลดลง เนื่องจากอยู่แต่บ้านไม่ได้เจอสังคม อีกทั้งฐานลูกค้าที่เป็นเครือญาติเริ่มหมด

เมื่อต้องติดต่อธุระที่บริษัท คุณเก๋เห็นตัวแทนคนอื่นได้ไปเที่ยวต่างประเทศ เธอนึกเปรียบเทียบว่าคนอื่นได้ไปเที่ยวขณะที่ตัวเธอต้องเฝ้าบ้าน และแบมือขอเงินสามีใช้

ด้วยแรงผลักดันที่อยากไปต่างประเทศ อยากมีเงิน และพิสูจน์ว่าทำงานได้ คุณเก๋ตัดสินใจฮึดสู้ในงานขายประกัน ด้วยวิธีที่บ้าบิ่นจนน่าตกใจ

“เก๋ตั้งใจว่าหลังจากนี้จะต้องขายประกันให้คนที่ไม่รู้จักให้ได้ เลยใช้วิธีเดินออกขาย แจกแผ่นพับแนะนำประกันแบบตัวต่อตัวกับลูกค้า วางเป้าหมายว่าจะต้องเดินในตลาดขายส่งสินค้าและเสื้อผ้าขนาดใหญ่กลางกรุง เพราะลูกค้ามีกำลังซื้อสูง เริ่มแรกก็เดินเข้าไปแนะนำว่า สวัสดีค่ะ วันนี้หนูมีผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยประกันชีวิตมานำเสนอ เก๋เดินแจกแผ่นพับอยู่ 4 วัน ตั้งแต่ชั้นบนสุดของห้างจนถึงชั้นใต้ดิน เดินแจกเป็นร้อยๆ ร้าน”

แน่นอนว่า งานขายคนแปลกหน้าคงไม่หอมหวานเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าจะรังเกียจและปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย ทำเอาใจฝ่อไปบ้าง แต่ยังโชคดีที่ได้นามบัตรคนที่ดูเหมือนจะสนใจกลับมา 10 ราย แม้จะไม่อยากโทรไปเพราะกลัวความผิดหวัง แต่คุณเก๋ก็ตัดสินใจโทรหาทุกรายที่ให้นามบัตรมา

ปรากฏว่า 9 รายแรกที่โทรไปทุกรายไม่มีใครสนใจซื้อ

แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ คุณเก๋ตัดสินใจโทรหารายสุดท้าย เสียงปลายสายทำเอาเธอใจฟู “รอตั้งนาน ไม่เห็นโทรมา” คุณเก๋ เล่าว่า ครั้งนั้นเธอรีบนัดลูกค้าพร้อมปิดการขายด้วยกรมธรรม์ราคา 1 ล้านบาท ค่าคอมฯ ที่ได้รับมากกว่าทำงานในสหกรณ์ครู 3 ปี

หลังจากนั้นเธอยังคงเดินหน้าแจกแผ่นพับแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีลูกค้าบอกต่อ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอเริ่มใช้การสร้างคนในทีมมาช่วยเพิ่มยอดขาย ด้วยวิธีโทรหาลูกค้าเก่าแนะนำให้เข้ามาเป็นตัวแทน แม้กระทั่งตั้งบู๊ธตามตลาดที่มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ รวมทั้งประกาศในอินเตอร์เน็ต ช่องทางการสื่อสารออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก และไลน์ เป็นที่มาของการสร้างฐานลูกค้าและตัวแทนที่เข้มแข็ง

เพราะความสำเร็จที่จะสร้างรายได้มากถึง 5 ล้านบาท ต่อปี ไม่สามารถทำได้คนเดียว จำเป็นต้องมีทีมที่มีความแตกต่างเฉพาะบุคคล สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการที่ดี โดยคุณเก๋จะคอยให้คำปรึกษาและแนะนำการแก้ปัญหากับลูกทีมมากกว่าเรียกประชุม

ปัจจุบันทีม “เพชรรวมใจ” ของคุณเก๋ มีตัวแทนกว่า 300 คน มีฐานลูกค้ากว่า 1,000 ราย มีผู้จัดการที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอมากถึง 13 คน

ขณะที่เทคนิคการขายของคุณเก๋ จะขายแบบไม่ตื๊อ ไม่ใช้บทโศก หรือขู่ให้ลูกค้ากลัวการเจ็บการป่วย แต่ขายด้วยวิธีแจ้งผลประโยชน์ความเป็นจริงว่าลูกค้าจะได้รับอะไร เน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการมีประกัน ทั้งประกันชีวิต ประกันเพื่อการออมวัยเกษียณ ประกันกลุ่ม ประกันภัย เรียกได้ว่าเธอขายแบบวันสต๊อปเซอร์วิส ซื้อทุกประกันได้ในตัวแทนคนเดียว

เมื่อลูกค้าในการดูแลเริ่มมากขึ้น คุณเก๋ เล่าว่า จำเป็นต้องแบ่งกลุ่มลูกค้าตามขนาดการซื้อกรมธรรม์ หากซื้อเยอะมากก็จะต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ นอกจากจะต้องดูแลลูกค้าส่วนตัวแล้ว เพื่อให้ลูกค้าในทีมยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนจะนำรายชื่อลูกค้าในทีมเพชรรวมใจที่มีกว่า 1,000 คนมาตรวจดูทีละรายชื่อ ว่าลูกค้ารายใดที่ถึงวันชำระเบี้ยแต่ลืมหรือยังไม่ได้ชำระบ้าง จากนั้นจะแจ้งตัวแทนที่ดูแลให้ไปแจ้งเตือนลูกค้าอีกครั้ง

แต่หากเป็นลูกค้าเกรดเอ เธอจะยกหูโทรศัพท์หาโดยตรง โดยจะเตือนล่วงหน้าก่อนถึงวันชำระเพื่อให้ลูกค้าได้เตรียมตัว วิธีนี้ทำให้ลูกค้าในทีมมีอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์

ไม่ใช่ว่ามีฐานลูกค้าและทีมที่แข็งแรงแล้วจะหมดปัญหา

คุณเก๋ เล่าว่า อาชีพนี้จะอยู่คู่กับการถูกปฏิเสธ แต่เธอจะไม่เสียใจและจะไม่ท้อถอยไปทำอาชีพอื่น ถ้ามีอุปสรรคจะลุย หากโดนปฏิเสธจากลูกค้าสองสามราย จะตั้งใจว่าจะหาเพิ่มใหม่ให้ได้ 10 ราย ไม่นานมานี้ ลูกค้าเกรดเอโทรมาให้ไปรับเบี้ย เธอกำลังเดินทางไปคว้าเบี้ยประกัน แต่ระหว่างทางลูกค้าโทรมาบอกว่ายกเลิก กลับบ้านได้รับอีเมลประกันกลุ่มว่าขอยกเลิกอีก วันนั้นทั้งวันเธอนั่งไลน์หาลูกค้าเก่า ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก โฆษณาขายสินค้า จนมีลูกค้าสนใจ 2 ราย เก็บค่ากรมธรรม์ได้ 2 ล้านบาท

เธอมองว่า ในอนาคตธุรกิจประกันยังโตได้อีกมาก คนไทยยังมีประกันน้อยมากเมื่อเทียบกับคนประเทศญี่ปุ่น หากคนที่สนใจอยากเป็นตัวแทนในตอนนี้ก็ยังไม่สาย เริ่มแรกอาจทำเป็นรายได้เสริมก่อน เพราะกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของคนในทีมเพชรรวมใจใช้การขายประกันเป็นรายได้เสริม มีรายได้จากการขายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท อีกทั้งการขายประกันในปัจจุบันทำได้ง่าย ลูกค้าเริ่มเข้าใจ อยากใช้ประกันในการลดหย่อนภาษี ออมทรัพย์ และสร้างสวัสดิการที่ดีให้กับตัวเอง

ขณะที่บริษัทประกันเกือบทุกแห่งออกโปรโมชั่นการตลาด ทำให้ตัวแทนขายประกันได้ง่ายขึ้น อย่างเมืองไทยประกันชีวิตจะให้ลูกค้าเก็บแต้มจากการจ่ายเบี้ยประกันผ่านบัตรสไมล์คลับ และนำแต้มมาแลกเป็นบัตรชมคอนเสิร์ต ละครเวที เที่ยวต่างประเทศ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยแล้วถึงจะได้รับผลตอบแทนจากบริษัท

ส่วนคุณสมบัตินักขายที่ดี คุณเก๋ให้แง่คิดว่า ต้องเป็นคนพัฒนาตัวเอง รู้รอบและเอาใจใส่ลูกค้า คือ “ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน เมื่อเจออุปสรรคต้องฝ่าฟัน และดูแลกันด้วยความจริงใจ”

เพราะเธอเองกว่าจะประสบความสำเร็จในอาชีพก็ต้องอยู่ในวงการนานถึง 11 ปี เพิ่งสำเร็จจริงจังเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมานี่เอง

“อาชีพนี้ต้องคนบ้าบิ่น คนอ่อนต่อโลกทำไม่ได้ ต้องอยู่ให้นานที่สุด เดินต่อไปดีกว่าหยุดเดิน วันนี้อยากมีโน่นนี่นั่น คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่างานที่ทำอยู่มันตอบโจทย์ชีวิตเราหรือสร้างประโยชน์อย่างที่เราต้องการหรือยัง ขยันให้ตายกับงานประจำแล้วคุณได้อะไร งานนี้ถ้าไม่พร้อมก็ทำเสริมไปก่อน พูดเก่งไม่เก่งไม่เกี่ยว เพียงแต่เราต้องโฟกัสกับมันบ้าง ถ้าเรามีประสบการณ์ ลูกค้าจะเป็นคนสอนเรา ส่วนคนที่ขายอยู่ต้องถามว่าคุณเข้าถึงลูกค้าดีหรือยัง”

นี่คือ เคล็ดวิชาขายประกัน!!

 

ศูนย์ “เห็ด” ครบวงจร Mushroom Cottage Farm สร้างรายได้เสริม…เพิ่มสุข

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 355

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

ศูนย์ “เห็ด” ครบวงจร Mushroom Cottage Farm สร้างรายได้เสริม…เพิ่มสุข

“…เริ่มแรกเดินไปที่ตลาดบางบัวทอง แนะนำตัวกับแม่ค้าเหมือนนักการเมืองหาเสียง พี่คะหนูทำฟาร์มเห็ดค่ะ มีเห็ดมานำเสนอขาย ปรากฏไม่มีใครสนใจเลย”

มีข้อสังเกตน่าสนใจ ระบุร้อยละ 99 ของ “มนุษย์เงินเดือน” ต้องอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

หากธุรกิจนั้นไปได้ดี พวกเขาย่อมไม่ลังเลที่จะลาออกมาทำเป็นงานหลัก และถ้ายังไม่มั่นใจเท่าไหร่ อาจทำไว้เป็นงานรองเป็นอาชีพที่ 2 หารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริง มีสักกี่คนทำได้อย่างตั้งใจ

เพราะเท่าที่ปรากฏ หลายคนคิด หลายคนพูด และหลายคนไม่ลงมือทำ

แต่ขณะเดียวกัน…ก็มีบางคน พูด คิด และลงมือทำอย่างจริงจังตั้งใจ

จนทำให้มีเรื่องราวดีๆ ที่ “เส้นทางเศรษฐี” สรรหามาให้เรียนรู้กัน นับจากนี้แล้ว

เร่งหาอาชีพเสริม

เกษตร…เรื่องไกลตัว

ตามปกติทั่วไป ช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์ หลายคนคงยังงัวเงียอยู่บนที่นอน อยากพักผ่อนในวันหยุดให้เต็มที่

แต่คงไม่ใช่สำหรับ “สองสาวแบงก์” คนขยัน ซึ่งกำลังขมีขมันทำหน้าที่ตัวเองอยู่ใน “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม” ย่านบางบัวทอง กิจการงานเสริมของพวกเธอ

คุณนัยนา ยังเกิด ที่ให้เรียกแบบกันเองว่า คุณจุ๊บ กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลการทำธุรกิจ ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง เริ่มต้นว่า ปัจจุบันอายุ 43 ปี มีหน้าที่การงาน เป็นพนักงานประจำแผนกประชาสัมพันธ์ของธนาคารมีชื่อแห่งหนึ่ง

ส่วน Mushroom Cottage Farm หรือ “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม” ธุรกิจหัวข้อสนทนาครั้งนี้ เป็นอาชีพเสริมซึ่งลงทุนร่วมกับ คุณกุ๊ก-ปรียนันท์ แสงดี เพื่อนทำงานที่เดียวกัน

โดยย้อนไปเมื่อราวต้นปี 2554 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในที่ทำงาน หลายคนถูกเลิกจ้าง หลายคนไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง อาจโดนซองขาว “เชิญออก” เมื่อไหร่ย่อมได้

ซึ่งเธอเองแม้ไม่ได้รับผลกระทบ แต่เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง จึงเริ่มหาอาชีพเสริมไว้สำรอง หากวันใดเกิดเหตุพลิกผันกับงานประจำที่ทำอยู่

ศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจหลายตัว อย่าง ร้านกาแฟ สปา ร้านอาหาร เบเกอรี่ แต่รู้สึกว่ามีเปิดเต็มไปหมดทุกซอกทุกมุม

เลยหันมาศึกษาอาชีพเกี่ยวกับการทำเกษตร ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน แต่ทางคุณยายและคุณน้า ที่อยู่เชียงใหม่ แนะนำให้รู้จักกับ “ฟาร์มเห็ด” ว่ามีความน่าสนใจ เก็บขายได้ทุกวัน แถมยังนำผลิตผลมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปได้อีกหลายรูปแบบ

“ตอนนั้นยอมรับว่าการทำเกษตรเป็นเรื่องไกลตัวมาก เพราะที่ผ่านมาดินไม่เคยขุด ปลูกต้นไม้ไม่เคยออกดอก มีวิถีชีวิตแบบคนเมืองส่วนใหญ่ แต่พอคิดว่าจะหันมาทำ พยายามศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด เริ่มจากอินเตอร์เน็ตก่อนเลย” คุณจุ๊บ ย้อนความทรงจำ

ก่อนเล่าต่อ พอมีความรู้เรื่องเห็ด เข้าขั้น “ลึกซึ้ง” แล้ว ขั้นต่อไปเธอจึงพาตัวเองไปพบกับของจริง คือ ฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งในตัวเมืองพัทยา ก่อนเจรจาขอซื้อ “ก้อนเห็ด” มาทดลองปลูกข้างรั้วบ้าน ราว 10 ก้อน

คุณจุ๊บ เล่าต่อน้ำเสียงเหมือนยังตื่นเต้นอยู่

“ดูแลตามคำแนะนำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ปรากฏเห็ดออกมาสวยพรึ่บ ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นคนปลูกต้นไม้ไม่เคยออกดอก เลยเกิดแรงบันดาลใจ บอกกับตัวเองต้องเดินหน้าศึกษาอย่างจริงจัง”

จนทราบข่าวทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดอบรมหลักสูตรการเพาะปลูกเห็ดทุกชนิดให้กับประชาชนทั่วไป ใช้เวลา 5 วัน เธอจึงขอลาพักร้อนมาเข้ารับการอบรมด้วยแบบไม่รอรี

รับบทแม่ค้าจำเป็น

ใช้หลายศาสตร์ช่วย

สรุป คุณจุ๊บใช้เวลากับการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเห็ด ราว 6 เดือนเศษ จึงตัดสินใจลงทุน โดยชักชวนคุณกุ๊กมาร่วมลงทุนกัน ลงขันคนละ 400,000 บาท

จากนั้นจึงหาเช่าที่ดินย่านบางบัวทอง ขนาดกว่า 300 ตารางวา ลงมือก่อสร้างกระท่อมเห็ดหลังใหญ่จำนวน 3 หลัง บรรจุเห็ดหลังละ 5,000 ก้อน ประกอบด้วย เห็ด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ นางฟ้าภูฏาน นางนวลฮังการี นางนวลชมพู และเห็ดเป๋าฮื้อ โดยจ้างแรงงานชายไว้ 1 คน และมี คุณสิโรจน์ เจนเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเห็ด เป็นที่ปรึกษาประจำ

ใช้เวลาไม่นาน ได้ผลผลิตออกมาจำนวนมาก หากดีใจได้ไม่นาน สองสาวเจ้าของกิจการ มีอันต้องกุมขมับ เพราะไม่รู้จะนำไปขายที่ไหน

“เราเป็นพนักงานออฟฟิศ ไม่รู้หรอกว่าตลาดมีระบบยังไง เริ่มแรกเดินไปที่ตลาดบางบัวทอง แนะนำตัวกับแม่ค้าเหมือนนักการเมืองหาเสียง พี่คะหนูทำฟาร์มเห็ดค่ะ มีเห็ดมานำเสนอขาย ปรากฏไม่มีใครสนใจเลย เพราะทุกคนมีเจ้าประจำรับมาจากตลาดขายส่ง ไม่เคยรับจากฟาร์มโดยตรง เพื่อตัดปัญหาของขาด” คุณจุ๊บ เล่าออกรส

ก่อนบอกต่อ เธอและคุณกุ๊ก จึงตัดสินใจไปขอเช่าแผงขายของจากตลาดบางบัวทอง เสียค่าใช้จ่ายวันละ 100 บาท เพื่อขายผลิตผลจาก “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม” ของพวกเธอ โดยมีการนำหลักวิชาพีอาร์-มาร์เก็ตติ้ง มาช่วยเต็มที่

เริ่มจากการนำเห็ดมาบรรจุถุงพลาสติกกลมใสเก๋ไก๋น่ามอง ก่อนนำสติ๊กเกอร์แปะลงไปบอกถึงชื่อสายพันธุ์และสรรพคุณว่ามีอะไรบ้างเป็นการให้ความรู้กับผู้บริโภคไปในตัว

“วันแรกเอาเห็ดไปขาย แค่ 50 ถุง ถุงละ 2 ขีด เพราะกลัวขายไม่หมด ปรากฏคนมารุมซื้อกัน ของไม่พอขาย ต้องโทรศัพท์บอกเด็ก ให้แพ็กเห็ดมาลงเพิ่มด่วน อาจเพราะคนทานไม่เคยเห็นเห็ดแบบที่เก็บมาสดๆ ยังเป็นช่อสวย 100 กว่าถุงขายหมดภายใน 2 ชั่วโมง”

“จำได้วันนั้น ขายได้เงิน 2,000 กว่าบาท 2 คนกำเงินกันแน่นไม่ยอมปล่อย หวงยิ่งกว่าอะไร รู้สึกภูมิใจ กว่าจะได้แต่ละบาท มันมีค่ามาก” คุณจุ๊บและคุณกุ๊ก ผลัดกันเล่าเสียงปลื้ม

และว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา เธอไม่ต้องไปเป็นแม่ค้าจำเป็นอีก เพราะทุกวันนี้เจ้าของแผงผักที่เคยปฏิเสธ วิ่งมารับซื้อถึงหน้าฟาร์มเองแล้ว

ไม่กลัวแย่งอาชีพ

สร้างหลายผลิตภัณฑ์

Mushroom Cottage Farm เปิดมาได้ราวปีเศษ กิจการเติบโตขึ้นลำดับ ปัจจุบัน นอกจากจะจำหน่ายดอกเห็ดปลอดสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสายพันธุ์ดังเอ่ยมาข้างต้นแล้ว ยังมีก้อนเห็ดคุณภาพ กระเช้าก้อนเห็ดเพื่อสุขภาพ ช่อดอกเห็ด กระท่อมเห็ดจิ๋ว

รวมทั้งยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อชุมชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเปิดสอนวิชาเพาะเห็ดแก่บุคคลทั่วไปที่สนใจนำไปประกอบเป็นอาชีพ เป็นหลักสูตรเน้นปฏิบัติโดยวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการเห็ดมายาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งในส่วนนี้เปิดอบรมเดือนละ 1 ครั้ง รับครั้งละไม่เกิน 20 คน มีการเก็บค่าใช้จ่าย

นึกสงสัยไม่กลัวใครต่อใครมาแย่งอาชีพหรือ คุณจุ๊บและคุณกุ๊กยิ้มกว้าง ก่อนช่วยกันตอบเสียงดังฟังชัด

“หลายคนอยากได้ความรู้แต่ไม่มีใครถ่ายทอด เราเองเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่เคยต้องการหาอาชีพเสริม พอมีแล้วก็อยากให้คนมาที่นี่มีอาชีพติดตัวกลับไป เพราะเชื่อว่าคนทุกคนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับให้เข้ากับความถนัดของตัวเอง บางคนอาจไปแปรรูปทำยาสระผมจากเอนไซม์เห็ด บางคนอาจไปทำเห็ดสามรส บางคนไปทำก้อนเห็ดขาย ไม่จำเป็นต้องมาแย่งอาชีพกันเสมอไป”

สองสาวคนขยัน บอกด้วยว่า การที่ฟาร์มเห็ดของเธอมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ประจำ ทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการปลูกและการบำรุงดูแล พวกเธอจึงหันมาทำเรื่องที่ถนัดคือ งานด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

“ใช้หลัก 4p มาช่วยเรื่องการตลาด อย่าง ช่วงเทศกาลปีใหม่ มีกระเช้าเพื่อสุขภาพมาจำหน่ายแทนกระเช้าแบบเดิมๆ พอถึงวันวาเลนไทน์ ทำเห็ดนางนวลสีชมพูให้เป็นช่อบูเก้ใช้แทนกุหลาบ เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค” เจ้าของกิจการ ว่าอย่างนั้น

ก่อนจาก สองสาว บอกว่า อาชีพปลูกเห็ด ทำไม่ยากถ้ารักจะทำ สามารถเลี้ยงตัวได้ยั่งยืนเหมือนอาชีพปลูกผักทั่วไป แถมยังมีผลผลิตต่อเนื่อง หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม ช่วงไหนมีผลผลิตมากสามารถนำมาแปรรูปได้หลายแบบ

“อาชีพเสริมของเรานี้ แม้จะไม่ทำให้ร่ำรวย แต่ทำแล้วมีความสุข ได้อยู่กับธรรมชาติ และยังสามารถทำให้คนมีอาชีพเพิ่มขึ้นด้วย” คุณจุ๊บและคุณกุ๊ก ฝากไว้อย่างนั้น

สนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการเข้ารับการอบรมทั้งแบบศึกษาดูงานและนำไปประกอบอาชีพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Mushroom Cottage Farm (กระท่อมเห็ด ฟาร์ม) ซอยวัดเล่งเน่ยยี่ 2 (ตรงข้ามโรงเรียนบางบัวทอง) โทรศัพท์ คุณจุ๊บ (081) 903-1331 คุณกุ๊ก (095) 619-6295 Facebook.com/MushroomCottageFarm

นานาผลิตภัณฑ์ จาก “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม”

– ดอกเห็ดปลอดสาร 100 เปอร์เซ็นต์

– จำหน่ายก้อนเห็ดคุณภาพ

– ศูนย์เรียนรู้เพื่อชุมชน และบุคคลทั่วไป (CSR)

เปิดให้นักเรียน-นักศึกษา เข้ามาหาความรู้ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเรามีวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการเห็ดกว่า 20 ปี ประจำอยู่ที่ฟาร์มทุกวัน

ผู้สนใจต้องการประกอบเป็นอาชีพ ทางฟาร์มมีหลักสูตรการเพาะเห็ดถุง โดยเน้นปฏิบัติ โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจจริงๆ เข้าอบรมเพียงเดือนละ 1 ครั้ง รับจำนวนจำกัดรุ่นละไม่เกิน 20 คน เพราะเป็นหลักสูตรเน้นปฏิบัติ ทุกคนที่มาเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติทุกขั้นตอน เพื่อจะได้นำความรู้ไปประกอบอาชีพหรือเผยแพร่ต่อไป

– รับจัดทำกระเช้าเห็ดสุขภาพในเทศกาลต่างๆ (โทรสั่งล่วงหน้า 1-2 วัน)

กระเช้าก้อนเห็ดสุขภาพ (Mushroom Basket) เพื่อมอบให้กับคนที่คุณห่วงใย หรือในโอกาสต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันขึ้นบ้านใหม่ เยี่ยมผู้ป่วย หรือมอบเป็นของกำนัลให้ผู้ใหญ่ทุกวาระ

ช่อดอกเห็ด (Mushroom Bouquet) เป็นทางเลือกใหม่สำหรับมอบแทนดอกไม้ต่างๆ เพราะดอกไม้อยู่ไม่กี่วันก็แห้งเหี่ยว แต่ Mushroom Bouquet จะสามารถออกดอกได้เรื่อยๆ ประมาณ 3 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา) สามารถมอบในโอกาสต่างๆ เช่น เทศกาลวาเลนไทน์ วันเกิด แสดงความยินดีในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ เยี่ยมไข้ผู้ป่วย (เพราะไม่มีสารเคมี)

– กระท่อมเห็ดจิ๋ว (Baby Cottage) (สั่งล่วงหน้า 1 วัน) จัดทำขึ้นสำหรับมือใหม่หัดเพาะเห็ด สามารถนำกระท่อมเห็ดจิ๋วไปวางได้เลย เพียงมีพื้นที่กว้าง 1 เมตร หรือ 1.5 เมตร ลึก 50 เซนติเมตร สูง 1 เมตร สามารถเพาะเห็ดได้ 50-100 ก้อน ซึ่งกระท่อมเห็ดจิ๋วได้รับความนิยมมากสำหรับผู้เริ่มหัดเพาะเห็ด แนะนำให้นำรถกระบะมาขน ราคาเริ่มต้น 950 บาท

– ให้คำปรึกษาและบริการสำรวจสถานที่ เพื่อสร้างโรงเรือนวางระบบน้ำ-ไฟ โรงเรือนเพาะเห็ดครบวงจร ด้วยมาตรฐานเดียวกับกระท่อมเห็ด ฟาร์ม

– จำหน่ายเครื่องจักรและวัตถุดิบสำหรับทำก้อนเห็ด อาทิ เครื่องนึ่งเห็ด เครื่องผสมขี้เลื่อย เครื่องอัดก้อนเห็ด รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในฟาร์มเห็ด เช่น ขี้เลื่อย เรามีขี้เลื่อยแบ่งขายสำหรับฟาร์มเล็กที่ใช้จำนวนไม่มาก

 

“BLL” แอกเซสซอรี่มือถือ ครองใจลูกค้าด้วยคุณภาพ และดีไซน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 354

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“BLL” แอกเซสซอรี่มือถือ ครองใจลูกค้าด้วยคุณภาพ และดีไซน์

“จุดเด่นอุปกรณ์เสริมมือถือ BLL อยู่ที่คุณภาพ ผมกล้าการันตีว่าเทียบเท่ากับแบรนด์ยักษ์ใหญ่นำเข้าหลายแบรนด์ รับประกันนาน 1 ปีเต็ม จำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ทั้งนี้มองว่า หากจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผลก็สามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น”

ผลพวงของการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือธรรมดา มาเป็นสมาร์ตโฟน นอกจากยอดขายจะถีบตัวสูงขึ้น สินค้าในกลุ่มอุปกรณ์เสริมพลอยขายดิบขายดีตามไปด้วย อาทิ กรอบมือถือ บลูทูธ สายชาร์จ หูฟัง ฟิล์มกันรอย ล่าสุด เพาเวอร์แบงก์ หรือ แบตเตอรี่สำรอง ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นของผู้ใช้สมาร์ตโฟนไปแล้ว

จากความต้องการเหล่านี้ เลยมีธุรกิจผลิต-นำเข้าอุปกรณ์เสริมมือถือผุดขึ้นหลากหลายยี่ห้อ หนึ่งในนั้นมีแบรนด์คนไทย “BLL” หวังจับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยสโลแกนว่า “ก้าวล้ำนำสมัยไปกับคุณ” เจ้าของกิจการชื่อ คุณวิชัย แซ่โจว หนุ่มไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เจ้าของบริษัท เป่า ลี่ ไหล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

มองไกล 15 ปี

ตลาดมือถือมาแน่

ที่มาที่ไป คุณวิชัย เท้าความว่า ก่อนหน้านี้เคยนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทว่าคู่แข่งสูง อีกทั้งสินค้าดังกล่าวไม่ทำกำไรเท่าที่ควร เลยมองหาธุรกิจอื่น จากการวิเคราะห์ด้วยตัวเองมองอนาคตว่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยนับวันจะเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนไทยทยอยมีโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้เลยเป็นที่มาของบริษัทรับผลิต-นำเข้าอุปกรณ์เสริมมือถือ

ราวปี 2542 คุณวิชัยประเดิมตลาดด้วย “แบตเตอรี่” เจ้าตัว กล่าวว่า ช่วงนั้นยังไม่มีสมาร์ตโฟน เลยจำหน่ายแค่แบตเตอรี่เท่านั้น ด้านผลตอบรับถือว่าดีเกินคาด จากนั้นค่อยๆ เพิ่มความหลากหลายของสินค้า จนในที่สุดก็ครอบคลุมทุกความต้องการ

และเพื่อให้ได้อุปกรณ์เสริมมือถือที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล คุณวิชัยตัดสินใจควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตด้วยการสร้างโรงงานเอง วิธีนี้นอกจากได้สินค้าตามสเปกที่ต้องการ ยังมีข้อดีคือ สามารถบริหารต้นทุนและราคาจำหน่ายได้ด้วย

สำหรับโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่ประเทศจีน ด้วยงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 8 หลัก และกรณีที่มีคำครหาว่าสินค้าจากจีนห่วย เจ้าของบอกว่า ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะห้วงเวลานี้จีนถูกใช้เป็นฐานผลิตอุปกรณ์ไอทีลำดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากมีความชำนาญและมีเทคโนโลยีเฉพาะ ในฐานะเจ้าของโรงงานเองก็สามารถควบคุมคุณภาพได้ทั้งหมด

“จุดเด่นอุปกรณ์เสริมมือถือ BLL อยู่ที่คุณภาพ ผมกล้าการันตีว่าเทียบเท่ากับแบรนด์ยักษ์ใหญ่นำเข้าหลายแบรนด์ รับประกันนาน 1 ปีเต็ม จำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ทั้งนี้มองว่า หากจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผลก็สามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น” คุณวิชัย กล่าว

ปี 57 รุกโฆษณา

เฟ้นหาตัวแทนจำหน่าย

ปัจจุบัน ตลาดแอกเซสซอรี่มือถือแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ แอกเซสซอรี่สำหรับสมาร์ตโฟน และแท็บเลต กับ แอกเซสซอรี่สำหรับคอมพิวเตอร์ เมื่อรวมทั้ง 2 ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึงหมื่นกว่าล้านบาทเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม สินค้าจีนยังคงครองตลาดอยู่ดี และปัจจัยด้านเครือข่าย 3G จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของแอกเซสซอรี่เหล่านี้เติบโตตามไปด้วย

ด้านช่องทางจำหน่าย ขณะนี้ BLL มีตัวแทน หรือดีลเลอร์ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยแล้ว รวมถึงมีการทำตลาดผ่านช่องทางอื่นๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

“ช่องทางจำหน่ายสินค้าของ BLL มี 2 ช่องทางหลักๆ คือ 1. จำหน่ายผ่านดีลเลอร์ ซึ่งสินค้าสามารถทำกำไรได้ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อชิ้น 2. ผู้ค้ารายย่อย เช่น ตู้ขายโทรศัพท์มือถือ ที่ขายอุปกรณ์เสริมพ่วงเข้าไปด้วย”

สำหรับกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ ในปีนี้ ผู้บริหาร ระบุว่า ทางบริษัทจะรุกลงสื่อประชาสัมพันธ์ เน้นที่สื่อสิ่งพิมพ์ก่อน จากนั้นจะร่วมกับดีไซเนอร์ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดูทันสมัย น่าใช้งาน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่รู้จักแบรนด์ BLL เพิ่มขึ้น

ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 15 ปีของ บริษัท เป่า ลี่ ไหล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำให้ทุกวันนี้สินค้าที่ครองใจลูกค้ามากที่สุดยังคงเป็นแบตเตอรี่ ตามด้วย บลูทูธ สายชาร์จ และที่ขายดีล่าสุดเป็นเพาเวอร์แบงก์ มีให้เลือกหลายเฉดสี หลายขนาดตามความต้องการใช้งาน

ใครสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อบริษัทได้ที่ เลขที่ 149/1-2 R201 ซอยกรุงธนบุรี 6 ถนนกรุงธนบุรี แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600 โทรศัพท์ (02) 890-4224, (02) 466-7728 http://www.paolilai.com

 

Kids Story เครื่องประดับแม่และเด็ก ธุรกิจออนไลน์สร้างรายได้เสริม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ช่องทางสร้างอาชีพ

สุธิษา

Kids Story เครื่องประดับแม่และเด็ก ธุรกิจออนไลน์สร้างรายได้เสริม

ในยุคที่ธุรกิจออนไลน์ไปได้สวย ช่องทางทำมาหากินกว้างขวางขึ้น คิดจะเปิดร้านขายของออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เมื่อไรก็ทำได้ทันที สินค้าประเภทเดียวกันลักษณะเหมือนกันเลยมีขายเกลื่อนเต็มหน้าฟีด ดังนั้น สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สุดเก๋ควรมี คือ “กึ๋น” ในการขายสินค้าที่แปลกใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญ ต้องเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดี

ตัวอย่างจากสองสาวแม่ค้าออนไลน์ อ้อม-จิรวรรณ สิทธิแพทย์ และ แป๊ป-ก้องกิดากร เจิมแพทย์จรรยา เจ้าของธุรกิจเครื่องประดับสำหรับแม่และเด็ก แบรนด์ “Kids Story” อาชีพเสริมยามว่างหลังเลิกงานด้านสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต จากธุรกิจทำเล่นเพื่อความสนุกเริ่มต้นด้วยระดับพันบาทต่อเดือน 2 ปีผ่านไปพวกเธอได้เป็นกอบเป็นกำ มีรายได้เดือนละกว่าหมื่นบาท

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ คุณอ้อม เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมเปิดร้านออนไลน์ขายเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงทั่วไป ขณะที่คุณแป๊ปก็ชอบประดิดประดอยเครื่องประดับใส่เองอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้ง 2 คนมาทำธุรกิจเครื่องประดับสำหรับเด็กร่วมกันคือ คุณแป๊ปมีลูกสาวและลูกชาย แต่บังเอิญว่าผมน้อย ด้วยความที่มีไอเดียบรรเจิดเป็นทุนเดิม คุณแป๊ปจึงประดิษฐ์ “เครื่องหัว” หรือเครื่องประดับสวมศีรษะพรางสายตาเป็นดอกไม้สีสันสดใสให้ลูก ผลงานไปเตะตาต้องใจบรรดาคุณแม่ลูกอ่อนหลายท่าน เกิดกระแสเรียกร้องให้ทำขาย

“เรา 2 คนชอบงานฝีมือเป็นทุนเดิม จากกระแสเรียกร้องของเหล่าคุณแม่ทั้งหลายแป๊ปเลยตัดสินใจลองทำขายดู เลยมาคุยกับอ้อมที่ทำของขายอยู่แล้วว่าหากมาทำธุรกิจด้วยกันน่าจะต่อยอดมีสินค้าหลากหลายมากขึ้น เราคุยกันว่าวางตัวสินค้าให้เป็นเครื่องประดับสำหรับแม่และเด็กเจาะกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็ก ขณะที่กลุ่มเป้าหมายรองคือคุณแม่ที่ใช้เครื่องประดับคู่กับลูก”

ตอนนี้แบรนด์ Kids Story เน้นทำเครื่องประดับสำหรับเด็ก เช่น ต่างหู ที่คาดผม กระเป๋า เข็มขัด และเครื่องประดับอื่นๆ ช่วยให้คุณแม่สนุกสนานกับการแต่งตัวให้ลูกๆ โดยจะแบ่งสินค้าออกเป็น 2 ประเภทคือ เครื่องประดับที่มีดอกไม้ผ้าประกอบ อีกส่วนหนึ่งเป็นเครื่องประดับจากงานถัก เพราะโดยส่วนตัวแล้วคุณอ้อมชอบงานถัก ขณะที่คุณแป๊ปชอบงานดอกไม้ที่ดูอลังการ พอทั้ง 2 คนนำความคิดมารวมกันก็ตอบสนองโจทย์ลูกค้าได้หลายกลุ่ม

คุณแป๊ป เล่าเสริมว่า “เครื่องประดับสำหรับเด็กราคาต่อชิ้นจะเริ่มตั้งแต่ 50 บาท ถึง 350 บาท มีความพิเศษตรงที่หากลูกค้าหรือคุณแม่ต้องการแต่งตัวให้เหมือนลูก สามารถสั่งทางร้านทำเครื่องประดับฝาแฝดได้ทันที เพราะบางครั้งลูกค้าชอบงานที่ไม่เหมือนใคร และหาซื้อไม่ได้ตามท้องตลาดทั่วไป เรา 2 คนจะจัดทำให้เป็นพิเศษ ตามงานและวัสดุที่มีอยู่”

“แต่ถ้าลูกค้าสั่งสินค้าขณะที่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมกับวัยเด็ก เราจะบอกลูกค้าโดยตรงว่าไม่ดี ไม่ใช่สักแต่ว่าจะขาย เรารู้สึกว่ามีความสุขมากกว่ากับการเห็นลูกค้าได้ของแล้วมีความสุข คือสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันตอบโจทย์เราแล้ว”

เพราะเป็นสินค้าสำหรับเด็ก เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ กับเด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ อาจต้องระวังเรื่องความปลอดภัยกันสักหน่อย การใส่ใจรายละเอียดจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การออกแบบดีไซน์ สินค้าทุกชิ้นจึงต้องรีเช็กคุณภาพว่าเย็บติดแน่น

ทั้ง 2 คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องคอยให้คำแนะนำลูกค้า เนื่องจากสินค้าบางอย่างอาจไม่เหมาะกับเด็กวัยเล็กมาก เช่น สร้อยที่ทำจากลูกปัดไม่แนะนำกับเด็กวัยที่ชอบอมของ ทุกครั้งที่ขายต้องถามลูกค้าว่าซื้อให้เด็กอายุเท่าไร ถ้าไม่ถึงขวบก็ไม่แนะนำให้ซื้อเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อะไรที่สุ่มเสี่ยงกับเด็กก็จะแจ้งลูกค้าก่อนว่าอันตราย

คุณอ้อม เล่าว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและง่ายต่อการเลือกซื้อ จึงจัดประเภทสินค้าออกให้เหมาะสมกับเด็ก 3 ช่วงอายุ คือ แรกเกิดถึง 3 เดือน ส่วนมากจะเป็นของนิ่มๆ เช่น ที่คาดผมลูกไม้ ใส่แล้วรู้สึกไม่ระคายต่อศีรษะเด็ก น้ำหนักเบาเพราะคอเด็กยังไม่แข็งแรงมากนัก อีกช่วงหนึ่งคือ 3-6 เดือน ระดับนี้จะเพิ่มลูกเล่นเข้ามาให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือ 6 เดือน งานระดับนี้สามารถจัดเต็มได้ อู้ฟู่ สีสัน ลูกไม้อะไรที่ดูโดดเด่น ซึ่งการแบ่งประเภทและระดับสินค้าที่จะช่วยให้คุณแม่เลือกง่ายขึ้น

การใส่ใจรายละเอียดเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้สองสาวมัดใจลูกค้า จนลูกค้าบอกต่อสินค้าแบบปากต่อปาก และช่วยให้ไม่ต้องแก้ไขปัญหาลูกค้าจุกจิกหรือส่งของคืน แต่สิ่งที่ช่วยกระตุ้นเพิ่มยอดขาย การออกบู๊ธในงานแม่และเด็กมีส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้ให้ทะยานขึ้นเป็นหลักหมื่นบาท

“ส่วนใหญ่เราพยายามจะออกงานแฟร์เป็นประจำ เพราะว่าลูกค้าชอบงานเรา แต่อยากเจอหน้าอยากเห็นของจริง ส่วนมากลูกค้าจากสังคมออนไลน์และลูกค้าใหม่ๆ เราจะเจอได้ที่งาน ไทยแลนด์เบบี้แอนด์คิดส์เบสต์บาย งานแสดงสินค้าแม่และเด็ก จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 2 ปีที่ผ่านมาออกงานแบบนี้ไปมากถึง 6 ครั้ง นอกจากงานแฟร์แล้วยังไปพวกงานโรงเรียนที่มีเด็กๆ งานที่เรายังมองเอาไว้คืองานพวกในโรงพยาบาล งานสัมมนาเกี่ยวกับแม่และเด็กเป็นอีกอย่างที่เราเข้าไปร่วมเปิดร้าน” คุณอ้อม เล่า

เมื่อลูกค้าเห็นสินค้าจริง นำไปใช้จริงแล้วมันน่ารักสมวัย ลูกค้าจะบอกต่อกัน เข้าใจว่าคุณแม่สนุกกับการแต่งตัวให้ลูกสาว เกิดการซื้อซ้ำตลอด นอกจากจะซื้อใส่เองแล้วยังซื้อเป็นของฝาก ของขวัญรับขวัญ ทำให้เกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เสมอ

แต่ไม่ใช่ว่าในท้องตลาดจะไม่มีคนขายของแนวแม่และเด็กเหมือนกับพวกเธอ คุณอ้อม เล่าว่า “เพราะตลาดเด็กเป็นตลาดกว้าง คนเริ่มเข้ามาเล่นในตลาดนี้เพิ่มขึ้น เรา 2 คนคิดอยู่เสมอว่า ต่อให้คู่แข่งเยอะเท่าไรก็ตาม เราก็ยังใช้ความจริงใจ ซื่อสัตย์ให้กับลูกค้า พื้นฐานของเราชอบงานและรักงานด้านนี้จริงๆ ทำด้วยใจ เชื่อว่าลูกค้าก็จะรับรู้ได้ว่าได้ของดีมีคุณภาพ จึงยังซื้องานกับเราอยู่”

คุณแป๊ป เล่าต่อว่า “ปัญหาของการทำสินค้าแฮนด์เมด หนีไม่พ้นการลอกเลียนแบบความคิด พอทางร้านออกสินค้าใหม่สักพักจะมีคนทำตาม แต่เราต้องทำใจ เรามีหน้าที่คิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาให้เขาเดินตามเรา สิ่งที่เราได้เปรียบมากคือกลุ่มลูกค้าของเราน่ารัก ไม่เคยมีปัญหา เพราะเราจริงใจตั้งใจทำของมีคุณภาพ ลูกค้าก็ยังซื้อของเราใช้เหมือนเดิม”

แต่สิ่งที่น่าหนักใจมากอย่างหนึ่งคือ อาชีพนี้ถือเป็นอาชีพเสริม หากงานประจำเยอะมากทั้ง 2 คนจะไม่มีเวลาซื้อวัตถุดิบหรือออกแบบสินค้าใหม่ๆ มารองรับความต้องการของลูกค้า ทำให้คอลเล็กชั่นสินค้าขาดช่วง

“ปัญหาที่เจอคือ งานประจำมีเยอะจนไม่มีเวลาคิดแบบใหม่ขึ้นมา งานคอลเล็กชั่นสินค้าเลยขาดช่วง เพราะการสร้างความน่าสนใจของสินค้าทางร้านจะใช้วิธีผลิตสีสันและรูปแบบของสินค้าให้ตรงกับซีซั่น เช่น หน้าร้อนจะใช้สีสด ช่วงวันแม่เป็นสีฟ้า หากไม่มีซีซั่นก็จะคิดธีมขึ้นมาเอง วิธีการแก้ไขของพวกเราคือ จะทำสต๊อกสินค้าไว้มากพอสมควร”

เมื่อพูดถึงอนาคตและความพึงพอใจของธุรกิจ ทั้ง 2 คนตอบพร้อมกันว่า พอใจกับผลตอบรับของลูกค้า เพราะงานที่ทำเป็นเพียงการสร้างรายได้เสริม ใช้เวลาเพียงแค่ช่วงหลังเลิกงานและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็สร้างรายได้ให้ขนาดนี้ ซึ่งในอนาคตมองว่า หากทำสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า มีงานใหม่ๆ ออกมาเสมอ ก็อาจเปิดตลาดไปยังเครื่องประดับของเด็กผู้ชาย เพราะถือเป็นตลาดใหม่ที่ยังไม่มีคนเล่นมากนัก ทั้ง 2 คนคิดว่าตลาดเครื่องประดับสำหรับเด็กมีอนาคตที่สดใส และยังเป็นสิ่งที่ทั้ง 2 คนถนัดและน่าจะทำได้ดี

“ส่วนการเปิดร้านประจำเป็นโครงการในอนาคตที่ปรึกษากันไว้บ้าง แต่เราต้องการทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อน เพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อให้กิจการโตขึ้นมากกว่านี้ เราต้องขยับตัวเองให้มีสินค้าเยอะมากกว่านี้ก่อน เพราะลูกค้ารออยู่แล้ว ตอนนี้เรายังรู้สึกดีกับงานส่วนนี้ ถ้าเราเร่งมากเกินไปโดยไม่พร้อม ไม่มีเวลาเข้าไปดูเองกลัวว่าไม่เป็นไปตามที่เราคาดไว้ รักษาคุณภาพไว้ดีกว่า” คุณอ้อม เล่า

สำหรับคุณแม่หรือผู้ที่สนใจสินค้าสามารถติดต่อขอชมไอเดียน่ารักๆ ของพวกเธอทั้ง 2 คนได้ที่ เฟซบุ๊ก Kidsstoryclub และอินสตาแกรม @kidsstory หรือทางไลน์ papsii และ ilovesnazzy

 

จากนักธุรกิจ ผันตัวสู่ เกษตรกรออร์แกนิก สร้างสินค้าพรีเมี่ยม ตีตลาดกำลังซื้อสูง ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 350

ช่องทางสร้างอาชีพ

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน รูป/เรื่อง

จากนักธุรกิจ ผันตัวสู่ เกษตรกรออร์แกนิก สร้างสินค้าพรีเมี่ยม ตีตลาดกำลังซื้อสูง

การทำการเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นการเปิดโอกาสสู่การทำธุรกิจได้มากทีเดียว หากมีการปฏิรูปเกษตรกรรม ระบบการกระจายสินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาด แล้วให้เกษตรกรติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรง จะช่วยให้สินค้าเกษตรกระจายถึงมือผู้ซื้อได้มากขึ้น

“วันนี้คุณโอกะ ได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่า เขาสามารถสร้างธุรกิจจากมือเปล่า ในดินแดนต่างถิ่นเกิด ให้สำเร็จด้วยความมุมานะ พยายามอย่างยิ่ง และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ที่เป็น หรือกำลังจะเป็นเอสเอ็มอีของไทย”

นี่เป็นคำนิยมของ คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในหนังสือ “Organic Farm สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่” ที่เขียนขึ้นโดย คุณโช โอกะ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร ทำการเกษตรออร์แกนิก ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันกระแสสินค้าออร์แกนิกมีมากขึ้น ได้รับการตอบรับมากขึ้น และหากใครที่สามารถทำได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า จะสามารถสร้างสินค้าให้อยู่ในเกรดพรีเมี่ยม สามารถขายได้ในช่องทางการตลาดที่สูงขึ้น

คุณโอกะ เผยว่า การทำการเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นการเปิดโอกาสสู่การทำธุรกิจได้มากทีเดียว หากมีการปฏิรูปเกษตรกรรม ระบบการกระจายสินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาด แล้วให้เกษตรกรติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรง จะช่วยให้สินค้าเกษตรกระจายถึงมือผู้ซื้อได้มากขึ้น คนหนุ่มสาวก็จะกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิด

ปัจจุบัน นอกจากทำไร่ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในชื่อฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม แล้ว คุณโอกะยังได้เปิดร้านซัสเทน่า ออร์แกนิก ช็อปแอนด์เรสเตอรองต์ ที่ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ เป็นสถานที่จำหน่ายผักผลไม้ และผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมีที่ผลิตจากฟาร์ม และร้านอาหารออร์แกนิก เปิดบริการแก่ผู้รักสุขภาพด้วย

ซึ่งเมื่อดูจากทำเลแล้ว สุขุมวิท 39 เป็นย่านที่ ผู้บริโภค มีกำลังซื้อสูง และยินดีที่จะจ่าย หากได้สินค้า ใน “เกรดพรีเมี่ยม” ที่รับประกันได้เต็มร้อยว่า จะปลอดภัยต่อสุขภาพ แม้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

และนี่เองคือช่องทางของเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นอีกช่องทางเอสเอ็มอีหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยประการทั้งปวง

กล่าวสำหรับ การเดินเข้าสู่เส้นทางเกษตรกรรมออร์แกนิกของคุณโอกะ ต้องย้อนกลับไป เมื่อ 18 ปีที่แล้ว คุณโอกะเป็นผู้จัดการบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ สาขาในประเทศไทย ต้องไปประชุมตามสาขาต่างๆ เดินทางผ่านเขาใหญ่บ่อยครั้ง และด้วยอากาศที่เย็นสบายกว่ากรุงเทพฯ ปลอดโปร่ง ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ จึงตกหลุมรักเขาใหญ่เข้าอย่างจัง

คุณโอกะ บอกว่า ส่วนตัวลึกๆ อยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด เพราะรู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปเรื่อยๆ อาหารก็ปนเปื้อนสารเคมี

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป้าหมายของมนุษย์คิดหวังให้ตัวเองมีความสุขฝ่ายเดียว สิ่งที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นนก ปลา หรือสัตว์อื่นๆ ไม่เคยจะนึกถึง จึงได้ทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จากผลลัพธ์ที่ผ่านมา ทำให้แม่น้ำเน่า ดินเสียถูกทำลายด้วยสารเคมี จึงทำให้เกิดผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างมาก” คุณโอกะ เขียนอธิบายไว้

จากนักธุรกิจที่มีทั้งการงานและการเงินที่มั่นคง ผันตัวเองมาสู่อาชีพเกษตรกรที่ไม่แน่นอน และค่อนข้างลำบาก คุณโอกะ บอกว่า ยอมรับว่าต้องเจอกับสภาพนี้ และด้วยที่ไม่เคยทำงานด้านเกษตรกรรมมาก่อน จึงต้องอาศัยความกล้าเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องเตรียมเงินทุนไว้ส่วนหนึ่ง เพราะการทำการเกษตร ต้องเริ่มจากที่ดิน

คุณโอกะ บอกว่า ทำการเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกๆ มีแมลงเยอะมาก ซึ่ง 6-7 ปีแรก เป็นช่วงที่ลำบากมากที่สุด ปลูกไปเท่าไหร่ก็ตายหมด เงินที่เก็บสะสมไว้สำหรับการเริ่มต้นอาชีพใหม่ในครั้งนี้ก็ร่อยหรอลง ถึงกับต้องขายรถ เพื่อนำเงินมาจ่ายให้คนงานในไร่

กระทั่งมาถึงช่วงหนึ่ง คุณโอกะเฝ้าสังเกตพื้นที่เกษตรกรรม 50 ไร่ที่มีอยู่ ฝั่งหนึ่งมีแมลง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งไม่มีแมลง จึงพยายามหาคำตอบว่า เกิดขึ้นจากอะไร

ในที่สุดก็พบว่า ฝั่งที่ไม่ถูกแมลงเข้าทำลาย จะเป็นฝั่ง ที่ผักแข็งแรงมากๆ จึงคิดว่าในตัวของผักเองมีพลังในการป้องกัน หรือที่เรียกว่า พลังของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากเดิมที่พยายามไล่แมลงออกไปจากไร่ให้มากที่สุด ปรับมาเป็นการปลูกผักที่สร้างความแข็งแรงให้กับพืชผักมากที่สุด ทนทานที่สุด

“ความตั้งใจเดิมคือพยายามไล่แมลงออกไปให้ได้ แต่พอลองทำไปสักพัก แมลงก็จะกลับมาใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนค้นพบพลังของสิ่งมีชีวิต ซึ่งการทำให้พืชแข็งแรง ป้องกันตัวเอง ทำให้ปัจจุบันแทบจะไม่มีโรคแมลงเลย อย่างกะหล่ำปลี เป็นผักที่แมลงชอบมากที่สุด เดี๋ยวนี้ ผักสวยมาก และแมลงไม่ค่อยมายุ่ง ด้วยความแข็งแรงของผักเอง” คุณโอกะ เผย

วิธีที่จะทำให้พืชผักแข็งแรงนั้น คุณโอกะ บอกว่า ต้องทำให้ดินแข็งแรงอุดมสมบูรณ์ ด้วยปุ๋ยชีวภาพ ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก รวมทั้งต้องบำรุงผักด้วยปุ๋ยเช่นเดียวกัน

ที่ไร่ของคุณโอกะ เลี้ยงไก่ไว้ 700 ตัว และวัว อีก 30 ตัว ซึ่งคุณโอกะ บอกว่า ไม่ได้เลี้ยงไว้กินเนื้อ แต่เลี้ยงไว้เก็บมูลวัว และมูลไก่ เพื่อเป็นปุ๋ยคอกชั้นดี

นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ในไร่ในนา เป็นน้ำที่ได้จากการขุดลึกลงไปจากผิวดิน 150 เมตร ซึ่งเหตุที่ไม่ยอมใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่ทราบว่าในแหล่งน้ำนั้นๆ มีสารอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง

จะเห็นได้ว่า คุณโอกะพิถีพิถันทุกขั้นตอน ในการทำการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพอย่างแท้จริง

คุณโอกะ บอกว่า การเกษตรในเมืองไทย ราว 99.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเกษตรที่ใช้สารเคมี และไม่ใช่เป็นการใช้สารเคมีในลักษณะการรักษา แต่เป็นการใช้ในลักษณะป้องกันเลยทีเดียว นั่นคือ แม้ยังไม่มีโรคแมลงศัตรูพืชโจมตี ก็ฉีดพ่นกันแล้ว ซึ่งนับเป็นภาวการณ์ที่น่ากลัวมาก

สำหรับคุณโอกะแล้วเขาบอกว่า การทำเกษตรกรรมแบบออร์แกนิก จะต้องใจแข็งมาก นั่นหมายความว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่มีการใช้สารเคมีเด็ดขาด

หากใครสักคนสนใจ หรือเกษตรกรสักคนสนใจเปลี่ยนแนวทางการทำการเกษตรมาเป็นเกษตรอินทรีย์ จะต้องทำอย่างไร เพราะดูแล้วเป็นรูปแบบการเกษตรที่ต้องลงทุนค่อนข้างมาก

คำถามนี้ คุณโอกะ บอกว่า เป็นคำถามที่ได้รับมาตลอด

ซึ่งคุณโอกะ ก็ตอบว่า “ตอบตรงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แนะนำได้คือ เราต้องใช้สมุนไพรให้เป็นประโยชน์ คือการปลูกสมุนไพรควบคู่ไปด้วย สมุนไพรเป็นกลุ่มพืชที่โรค แมลงไม่มายุ่งเลย อีกทั้งยังอาจจะมีรายได้จากสมุนไพรด้วย”

นอกจากนี้ คุณโอกะคิดค้นบะหมี่ผัก โมโรเฮยะ ในรูปของผักเพื่อสุขภาพ ซึ่งผักโมโรเฮยะ เป็นผักที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอียิปต์ มีความหมายว่า ผักพระราชา เป็นผักที่มีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยสูง จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพ

ใครที่สนใจ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.harmonylife.co.th หรือโทรศัพท์ (02) 721-7511-12

โช โอกะ ผู้เขียนหนังสือ “Organic Farm สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่”

** เกิดปี พ.ศ. 2499 ที่จังหวัดมิยะซะกิ บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เคยทำงานด้านผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก เมื่อครั้งที่เป็นผู้จัดการสาขาในประเทศไทย ได้เดินทางผ่านเขาใหญ่บ่อยครั้ง รู้สึกประทับใจกับธรรมชาติของเขาใหญ่

** พ.ศ. 2541 ลาออกจากบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ และตัดสินใจทำการเกษตรแบบไม่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงทุกชนิด

** พ.ศ. 2542 ก่อตั้งฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม ซึ่งหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ

** พ.ศ. 2553 เปิดร้านซัสเทน่า ออร์แกนิก ช็อปแอนด์เรสเตอรองต์ ที่สุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ จำหน่ายผักและผลไม้ปลอดสารเคมีที่ผลิตจากฟาร์มฮาร์โมนี ไลฟ์

หมายเหตุ หนังสือ “Organic Farm สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ จำหน่ายราคาเล่มละ 175 บาท หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

 

สิงห์บิน : ซีอิ๊วสูตรโบราณ บินข้ามทวีป ขายอเมริกา-อิสราเอล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 350

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

สิงห์บิน : ซีอิ๊วสูตรโบราณ บินข้ามทวีป ขายอเมริกา-อิสราเอล

ซีอิ๊ว หรือที่เรียกทั่วไปว่า ซอสถั่วเหลือง มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เป็นการถนอมอาหารด้วยการนำถั่วเหลืองและธัญพืชจำพวกข้าวหรือข้าวสาลี หมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์เพื่อแยกโปรตีนออกจากถั่ว นำไปผสมกับน้ำเกลือ หมักและบ่มจนได้ที่ จากนั้นแยกน้ำซีอิ๊วดิบที่ได้ นำไปผ่านการพาสเจอไรซ์เพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนที่จะนำไปบรรจุขวดและจำหน่ายต่อไป

ตำนานซีอิ๊วสิงห์บิน

ย้อนถอยหลังไปกว่า 70-80 ปีก่อน ย่านดำเนินสะดวกของเมืองราชบุรี เป็นแหล่งผลิตซีอิ๊วแหล่งใหญ่ เนื่องจากมีชาวจีนอพยพมาอยู่ในละแวกนี้ จึงนำภูมิปัญญาที่ติดตัวมา นั่นคือ การหมักซีอิ๊วจากถั่วเหลือง ทำกินกันเองในครอบครัวและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ต่อมาเป็นที่นิยมจึงตั้งเป็นโรงงานผลิตซีอิ๊วขายอย่างจริงจัง เมื่อเวลาผ่านไปโรงงานซีอิ๊วเพิ่มขึ้นตามครอบครัวชาวจีนที่แยกตัวไปตั้งรกรากแถวคลองดำเนินสะดวก สมัยนั้นมีการเรียกขานคลองดำเนินสะดวกว่า คลองซีอิ๊ว สำหรับซีอิ๊วที่มีชื่อเสียงในย่านนั้น จะมี 2 ตราคือ ตราเสือ กับ ตราสิงห์ (หรือสิงห์บิน) เป็นแบรนด์พี่น้องที่ครองตลาดในเขตราชบุรีมายาวนาน

คุณคมสัน ศรีวัฒนา ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงงานซีอิ๊วตราสิงห์บิน เข้ามารับช่วงแทนบิดาเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าบิดาอายุมากแล้ว แม้จะคลุกคลีอยู่กับโรงงานซีอิ๊วมาตั้งแต่เล็กจนโต เขายอมรับว่าไม่ได้ใส่ใจธุรกิจผลิตซีอิ๊วของบิดาสักเท่าไหร่ กระทั่งต้องมาสวมบทบาทเป็นเถ้าแก่โรงงานซีอิ๊วที่มีสิงโตใส่ปีกเป็นโลโก้ประจำตระกูล เขาเริ่มศึกษาเรื่องราวของซีอิ๊วอย่างรอบด้าน เมื่อมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารด้วยวัยเพียง 30 เศษๆ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เหลียงเส่งเฮงฮวด เมื่อ 4 ปีก่อน (ปี 2552) คุณคมสัน สารภาพว่า เพิ่งเห็นคุณค่าของซีอิ๊ว เพิ่งรู้ว่าซีอิ๊วที่อากงอาม่าและบิดาของตนผลิตสืบทอดกันมานั้น มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร จุดเด่นที่กล่าวถึงนั้นก็คือ กรรมวิธีการผลิตที่อาศัยการหมัก-การบ่ม-การย่อยโปรตีนจากถั่วเหลืองด้วยวิธีตามธรรมชาติ (ไม่ใช้สารเคมีเพื่อกระบวนการผลิต) ซึ่งเป็นสูตรโบราณที่ทำให้ซีอิ๊วสิงห์บินมีกลิ่นหอมและมีรสชาติที่ละมุนละไมกว่า

เมื่อเถ้าแก่หนุ่มพบจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ จึงพยายามกระจายความรู้เรื่องซีอิ๊วโบราณให้แก่คนทั่วไปได้รับรู้ จับตามองการค้นพบตรงนี้ให้ดี สิ่งที่เถ้าแก่หนุ่มอย่างคุณคมสันค้นพบและเรียกขานผลิตภัณฑ์ของตนว่า “ซีอิ๊วสูตรโบราณ” บัดนี้ได้กลายเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้ซีอิ๊วสิงห์บินที่เคยบินขายแถวราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ได้กลายเป็นสิงห์ปีกแข็งบินไกลข้ามทวีปไปขายถึงสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล

คุณคมสัน เล่าถึงที่มาของการผลิตซีอิ๊วสูตรโบราณ ซึ่งสมัยนั้นเรียกติดปากว่า ซีอิ๊วบางช้าง หรือ ซีอิ๊วบ่วงเชียง ในภาษาจีน ต่อมาเมื่อกลายเป็นอำเภอดำเนินสะดวก จึงมีชื่อที่เรียกมาจนทุกวันนี้ว่า ซีอิ๊วดำเนินฯ

“โรงงานแห่งแรกที่อากงอาม่าก่อตั้งมาก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แบรนด์เก่าแก่ของราชบุรี คือซีอิ๊วตราเสือ ทำตลาดท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี ต่อมาในปี 2526 คุณพ่อแยกจากครอบครัวใหญ่มาตั้งเป็นอีกโรงงาน ใช้ชื่อแบรนด์ว่าตราสิงห์บิน โลโก้เป็นรูปสิงโตยกเท้า มีปีก เตรียมที่จะบิน เพราะต้องการสื่อเป้าหมายอยากไปข้างหน้าและไปให้ไกล พูดง่ายๆ คืออยากโกอินเตอร์ เลยใส่ปีกเข้าไปในโลโก้ที่เป็นตัวสิงโต ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า ตราสิงห์ ซึ่งเป็นซีอิ๊วผลิตตามสูตรดั้งเดิมที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นอากงอาม่า”

ผลิตด้วยสูตรโบราณ

บริหารใช้สูตรสากล

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านเคมี คุณคมสันทำงานแผนก R&D อยู่ในบริษัทน้ำมันและปูนซีเมนต์นานนับสิบปี ก่อนมารับช่วงบริหารกิจการต่อจากรุ่นพ่อ เขานำความรู้ด้านเคมีที่เรียนมาและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในระบบอุตสาหกรรม นำมาใช้ในโรงงานผลิตซีอิ๊วสิงห์บิน แม้จะเป็นโรงงานซีอิ๊วเล็กๆ ในต่างจังหวัด ใช้กรรมวิธีผลิตแบบโบราณ แต่ในเรื่องของการบริหารแล้วกลับตรงกันข้าม มีการควบคุมการผลิตด้วยระบบคุณภาพระดับสากล จนได้รับการรับรองมาตรฐานเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ISO 22000, HACCP, GMP, Codex, มผช, OTOP 5 ดาว และ อย. ทำให้มีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งต่อมากลายเป็นปัจจัยนำไปสู่ตลาดส่งออกได้สำเร็จ

“เรื่องกระบวนการผลิต เรามีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เห็นโรงงานเล็กๆ แต่กระบวนการ วิธีการภายใน เราจำลองเอาบริษัทใหญ่มาใช้ มีเรื่องของการควบคุมสต๊อก วางแผนผลิต มีแผนงานทุกส่วน รับออร์เดอร์ล่วงหน้า มีการตรวจสอบต่างๆ ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น เพราะว่ากระบวนการหมักซีอิ๊วแบบโบราณ ใช้เวลาค่อนข้างยาว จะต้องวางแผนล่วงหน้าให้ได้ เพื่อที่ว่าถ้ามีออร์เดอร์เข้ามา ก็สามารถผลิตให้กับลูกค้าได้”

นอกจากนี้ ยังปรับเปลี่ยนขั้นตอนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เช่น ขั้นตอนการบรรจุ การปิดฉลาก มีการนำเครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาใช้ ส่วนระบบการกรองที่มีเรื่องฟิลเตอร์เพรส ก็ใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วย ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้ระบบบอยเลอร์เข้ามาช่วยร่นระยะเวลาต้มผลิตภัณฑ์ซอสบางตัว ทำให้ร่นระยะเวลาได้

เผยเคล็ดลับหมักซีอิ๊วด้วยโอ่งราชบุรี

“ขั้นตอนการหมัก การเพาะเชื้อ เลี้ยงเชื้อ ใช้วิธีธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีเข้าไปเร่ง โอ่งที่เราใช้ก็ไม่เหมือนโอ่งมังกรทั่วไป ลักษณะปากจะกว้าง เพื่อรับแสงแดดให้ได้มากที่สุด ขนาดจะต้องไม่ใหญ่หรือสูงเกินไป เพราะความร้อนจะลงไม่ถึงด้านล่าง ดินที่ใช้ก็ต้องเหมาะสม เนื่องจากความเค็มของเกลือจะแทรกไปตามช่อง ถ้าดินไม่ดี เนื้อไม่แน่น โอ่งก็จะรั่วได้ เราต้องสั่งทำเป็นพิเศษจากโรงโอ่งของราชบุรี ตรงนี้เป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนในการผลิตซีอิ๊ว”

ความโบราณกลายเป็นจุดแข็งในการขาย

คุณคมสัน กล่าวว่า ซีอิ๊วดำเค็ม ซีอิ๊วสูตรโบราณ เป็นสินค้าหลักและเป็นเอกลักษณ์ของโรงงาน ในกระบวนการพาสเจอไรซ์ ยังคงใช้เตาจีนโบราณซึ่งใช้เชื้อเพลิงแกลบจากโรงสีข้าวในจังหวัดราชบุรีในการต้ม ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเคี่ยวนาน 12 ชั่วโมง เตาโบราณแบบเดียวกันนี้โรงงานอื่นในย่านดำเนินสะดวกเลิกใช้ไปหมดแล้ว หันมาใช้ระบบบอยเลอร์สตีมแทน สำหรับซอสบางตัวที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน อย่างพวกซอสเทอริยากิ จะใช้ต้มผ่านระบบบอยเลอร์สตีม ซึ่งใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมง ทำให้เขาสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ โดยไม่ต้องไปผ่านเตาจีนทุกสินค้า

“ซีอิ๊วสูตรโบราณแบบเรามีหลายโรงในประเทศไทย แต่ผมบอกได้เลยว่าเราเป็นโรงเดียวที่มีมาตรฐานครบ เราเน้นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติจริงๆ ใช้ถั่วเหลืองที่ปลูกในบ้านเรา ปลอดจีเอ็มโอ เกลือที่ใช้เป็นเกลือทะเลจากสมุทรสงคราม มีการตรวจควบคุมเรื่องโลหะหนัก แป้งก็ใช้แป้งข้าวเจ้าบ้านเรา วัตถุดิบหลักในการผลิตซีอิ๊วสูตรโบราณ คือใช้ 3 ตัวนี้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ในกลุ่มซีอิ๊วหรือซอส จะมีการใช้แป้งสาลีร่วมในการผลิตด้วย ซึ่งในแป้งสาลีจะมีสารกลูเต็น เป็นโปรตีนตัวหนึ่งซึ่งก่ออาการแพ้ให้ผู้บริโภค ปัญหาเรื่องนี้เราไม่มี เพราะโรงงานของเราใช้แป้งข้าวเจ้าไทย จึงไม่มีสารกลูเต็น เลยกลายเป็นโอกาสที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มต่างประเทศสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา”

เปิดตลาดใหม่

ส่งออกอิสราเอลเป็นหลัก

เถ้าแก่โรงงานซีอิ๊วรายนี้ ใช้ช่องทางการตลาดโดยเข้าไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการเข้าไปอยู่ในรายชื่อผู้ประกอบการเพื่อจับคู่ทางธุรกิจ ทำให้ลูกค้าต่างประเทศรู้จักผ่านหน่วยงานราชการ และรู้จักผ่านเว็บไซต์ จึงเปิดช่องให้ซีอิ๊วสิงห์บินได้โกอินเตอร์อย่างที่รุ่นพ่อคาดหวังไว้

“ลูกค้าส่งออกรายใหญ่ของเราเป็นอิสราเอล เรามีความแตกต่างอยู่ในเรื่องของกระบวนการผลิตและคุณภาพ เราใช้กรรมวิธีการผลิตแบบโบราณ ปลอดพวกสารก่อมะเร็ง เลยกลายเป็นโอกาสให้เราเข้าไปขยายตลาดในต่างประเทศได้ เราส่งให้อิสราเอลมา 3 ปีได้แล้ว ตลาดของเขาโตขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณที่เขาสั่งซื้อจากเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สั่งเป็นประจำคือ ซีอิ๊วปรุงรสประเภทซอสเทอริยากิ เฉลี่ยเดือนละ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนอเมริกาเราส่งออกผ่านเทรดเดอร์ จำนวนออร์เดอร์ยังมีไม่มาก ล็อตหนึ่งประมาณ 100 กล่อง ส่วนใหญ่เป็นพวกซีอิ๊วขาวกับซีอิ๊วดำเค็ม”

แจ้งเกิดแบรนด์ใหม่ “โอมากะ”

แบรนด์ OMAKA เป็นผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วสูตรใหม่เน้นไปที่ซอสผัด ซอสจิ้ม เต้าซี่ซอส (หรือเต้าเจี้ยวปรุงรส) ซอสเทอริยากิ ซีอิ๊วญี่ปุ่น และซีอิ๊วผง ซึ่งคุณคมสันมีแผนขยายตลาดจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างไป นอกจากนี้ ยังรับจ้างผลิต (OEM) ตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ และเปิดโรงงานให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี โดยเปิดให้ชมขั้นตอนการผลิตซีอิ๊วแบบโบราณแท้ๆ

จับตามองความสำเร็จของผู้บริหารโรงานซีอิ๊วรายนี้อีกด้านหนึ่งก็คือ การลดของเสียในโรงงาน โดยนำกากซีอิ๊ว ซึ่งปกติจะถูกนำไปทิ้งหรือฝังกลบ ทั้งๆ ที่ยังให้คุณค่าทางอาหารและให้กลิ่นรสเทียบเท่าซีอิ๊ว คุณคมสันในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่นำกากซีอิ๊วที่เคยทิ้งไปเปล่าๆ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำมาพอกไข่เป็ด เพื่อทำเป็นไข่เค็มดิบคล้ายไข่เค็มไชยา ตั้งชื่อเรียบง่ายว่า “ไข่ซีอิ๊ว” แต่บังเอิญไปสะดุดตาสะดุดใจผู้พบเห็น ทำให้ไข่ซีอิ๊วของโรงงานซีอิ๊วสิงห์บิน กลายเป็นผลิตภัณฑ์ขายดีจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ

ปัจจุบัน โรงงานซีอิ๊วสิงห์บินมีกำลังการผลิตเฉลี่ยเดือนละ 100,000 ขวด ส่งออก 25 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตทั้งหมด ขณะนี้เริ่มวางแผนจับลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยว และหาช่องทางเร่งผลักดันเพื่อให้ซีอิ๊วสูตรโบราณรายนี้กลายเป็นของดีประจำจังหวัดราชบุรีต่อไป

ห้างหุ้นส่วนจำกัด เหลียงเส่งเฮงฮวด

เลขที่ 196 หมู่ 4 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 70130

โทรศัพท์ (032) 254-420, (086) 361-1698

email : singhbin2553@gmail.com

http://www.singhbin.com

 

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก ตุลาคม 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก

ชูความสะอาด-ตอกย้ำบุญกุศล

คือหลักการบริหารธุรกิจ

ที่ทำให้ก้าวมายืนอยู่แถวหน้าของประเทศ

VNT อักษร 3 ตัวนี้ มีความหมาย

VNT INTERPRINT ถือเป็นโรงพิมพ์รายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังฉลากบนกระป๋องอาหารแปรรูปที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดโลก ด้วยเทคโนโลยีในการพิมพ์ฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศ

คุณตรีเพชร์ ศิริวัฒนอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงพิมพ์ เป็นลูกคนที่ 5 ในบรรดาพี่น้อง 10 คน ทุกวันนี้โรงพิมพ์เก่าแก่ของครอบครัวมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว และยังคงดำเนินกิจการอยู่ ในอดีตโรงพิมพ์ของกงสีรับพิมพ์งานทั่วไป เมื่อคุณตรีเพชร์ก้าวเข้ามาก็รื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าๆ มุ่งเน้นด้านฉลากสับปะรดกระป๋องซึ่งครั้งหนึ่งพี่ชายเขาเคยเริ่มต้นไว้แต่ไม่ได้สานต่อ ใช้เวลา 4 ปี สถานะธุรกิจกงสีเริ่มดีขึ้น จึงแต่งงานลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวตัวเอง เวลาผ่านไป ลูกๆ ค่อยๆ เติบโต หมายถึงภาระความจำเป็นในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจกงสีไม่สามารถขยับขยายได้

“ผมเป็นพนักงานกินเงินเดือนกงสีที่บ้าน ไม่พอส่งเขาเรียน คุณพ่อคุณแม่ท่านอายุมากแล้วก็ไม่อยากที่จะขยับขยาย ท่านบอกถ้าอยากจะขยับขยายก็ต้องไปทำเอง เราก็เลยแยกออกมาทำเอง แต่กว่าจะตัดสินใจได้ ผมทิ้งเวลาไปเป็นสิบปี ตอนนั้นเราก็คิดอย่างเดียวว่า เราจะไปแย่งลูกค้าของที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วความคิดนั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก 10 ปีที่ผมปล่อยเวลาผ่านไปโดยที่ไม่กล้าตัดสินใจออกมาทำ คู่แข่งเราก็เติบโต ขณะที่ธุรกิจเราก็ยังคงอยู่ตรงนั้น”

ขณะที่ คุณศิริวรรณ สุริยประภาดิลก คู่ชีวิตของคุณตรีเพชร์ มองเรื่องการออกมาเจริญเติบโต การแยกตัวออกมาไม่ได้หมายถึงการไปแย่งชิงตลาด เพราะตลาดกว้างใหญ่ไพศาลมาก

“เราต้องมองอนาคตของลูก ถ้ากินเงินกงสีอย่างเดียว เราไม่สามารถที่จะไปหมุนเงินมาส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ได้ เพราะเราไม่มีเงินสำรองหรือเงินเก็บไว้เยอะแยะ เลยขอคุณพ่อคุณแม่แยกออกมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง”

คุณตรีเพชร์กับคุณศิริวรรณจึงช่วยกันก่อตั้ง VNT INTERPRINT เพื่อวางรากฐานธุรกิจ เป้าหมายหลักคือเป็นฐานสำหรับส่งลูกๆ เรียนหนังสือ และเป็นฐานให้ต่อยอดหลังจากเรียนจบ ซึ่งชื่อ VNT มาจากตัวอักษรย่อของชื่อลูกสาวทั้ง 3 คน คือ วิภาวี นลินี และ ธนวรรณ เริ่มต้นจากพื้นที่ครึ่งไร่ พนักงาน 5 คน

“เราก่อตั้ง VNT เมื่อปี 2542 เป็นช่วงฟองสบู่แตก เรามีความกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะเพิ่งลงทุนใหม่ในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ แต่เราคิดว่าวิกฤตเป็นโอกาส ตลาดด้านนี้ดิฉันคิดว่าคุณตรีเพชร์คงนำพาธุรกิจไปได้”

“ตอนที่มาเปิดใหม่ๆ ผมก็มีท้อไปอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะกว่าเราจะได้ออร์เดอร์แรกก็กินเวลาเข้าไปเกือบ 6 เดือน ทั้งๆ ที่เรามีคอนเน็กชั่นกับลูกค้า เพราะสับปะรดส่งออก เขาจะสั่งล่วงหน้า 6 เดือน ช่วงที่เราเข้าไปเขาตกลงกันไปแล้วว่าโรงพิมพ์ไหนพิมพ์ ปีหนึ่งเขาจะซื้อขายกัน 2 ครั้ง เราต้องรอไปอีก 6 เดือน”

คุณตรีเพชร์ ย้ำว่า การเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่สิ่งง่าย โรงพิมพ์ใหม่ที่มีเครื่องจักรทันสมัยกับความต้องการตลาดในขณะนั้นซึ่งใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท โดยได้คุณพ่อของคุณศิริวรรณยื่นมือเข้ามาช่วยใช้เครดิตค้ำประกันให้ ต้องเดินเครื่องสลับกับหยุด ในช่วงเวลานั้น ต้องอาศัยความอดทน อุตสาหะ พยายามต่อสู้ หมั่นวิ่งเต้นหางานเข้ามา ไม่ว่างานอะไรที่พอทำได้ แม้เป็นออร์เดอร์เล็กๆ ที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จนกระทั่งผ่านพ้น 6 เดือนแห่งความยากลำบากนั้นไปได้

แกะรอยความสำเร็จจากกลุ่มอาหาร

VNT ค่อยๆ เติบโต จากที่จับกลุ่มโรงงานสับปะรดกระป๋องเป็นหลัก ก็เริ่มขยายกว้างขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของคุณศิริวรรณซึ่งมองลักษณะของอุตสาหกรรมที่เป็นผลิตผลทางการเกษตร อาจมีความผันผวน การยึดติดกับลูกค้ากลุ่มเดียวทำให้มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดมีความหลากหลายมาก ดังนั้น การตลาดจะต้องแตกแขนงออกไปหลายๆ กลุ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง

“สมัยก่อนโรงงานสับปะรดมีน้อย เราได้โรงงานใหญ่ๆ อยู่ในมือ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา ผมเชื่อว่าโรงงานเล็กๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นลูกค้าเราหมด แต่คุณศิริวรรณบอกว่าทำไมเจาะจงแต่งานฉลากสับปะรด แล้วช่วงที่สับปะรดไม่มี เราจะพิมพ์อะไร ทำไมเราไม่ไปติดต่อโรงงานทูน่ากระป๋อง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซึ่งเป็นผู้นำเข้า ถ้าซื้อสับปะรดกระป๋อง ก็จะซื้อทูน่าด้วย ถ้าซื้อทูน่าก็ต้องซื้อสับปะรด เราจึงเริ่มเบนเข็มเข้าหาโรงงานทูน่า”

ต่อมาตลาดทูน่ากระป๋องค่อยๆ เติบโตขึ้น และแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน ไปจนถึงอาหารแมวและอาหารสุนัขส่งออก ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการออกแบบฉลากมาก จึงทำให้VNT เติบโตไปพร้อมกันกับอุตสาหกรรมอาหารกลุ่มนี้ด้วย

“คุณภาพงานเราเป็นที่ยอมรับของลูกค้าปลายทางในต่างประเทศ เราบริการรวดเร็ว ดูแลลูกค้าดีมาก ไม่ว่าเขามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ถ้าเราสามารถที่จะช่วยลูกค้าได้ เราจะไม่นิ่งดูดาย เราถือว่าเป็นปัญหาที่ร่วมกัน เพราะเราเป็นคู่ค้า”

สิ่งที่ VNT มีความโดดเด่น คือด้านบริการ ราคา และคุณภาพของงานที่ลูกค้าจะได้รับ ความโดดเด่นของ VNT อีกด้านหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ความสะอาด กระทั่งระดับเจ้าของ VNT เองยังต้องลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเองเป็นประจำ ภาพที่ปรากฏของโรงพิมพ์ VNT จึงแตกต่างจากภาพโรงพิมพ์ทั่วไป ก้าวแรกที่ผลักประตูเข้าสู่บริษัทก็สัมผัสถึงความสะอาดที่เป็นจุดเด่นน่าประทับใจได้ทันที

“เพราะเราพิมพ์งานเกี่ยวกับอาหาร สิ่งแรกที่ต้องคิดถึงคือความสะอาด เราต้องให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้า พยายามรักษาสถานที่ในโรงงาน ให้ดูเป็นระเบียบ ต้องเก็บกวาดให้สะอาด ไม่ว่าช่วงเวลาทำงานหรือหลังเลิกงาน”

พิมพ์ฉลากส่งออก 100%/b<

ในปี 2555 VNT ขยายโรงงานจากเนื้อที่ 200 ตารางวา ย่านวงศ์สว่าง มาตั้งอยู่ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในพื้นที่ 7 ไร่ ปัจจุบันมีพนักงานรวม 80 คน หลังจากขยายมาโรงงานแห่งใหม่ มีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อให้ครบไลน์การผลิต ทั้งฉลากและแพ็กเกจจิ้ง สามารถขยายตลาดด้านอื่นได้ด้วย ไม่เฉพาะตลาดอาหาร ครอบคลุมงานพิมพ์เกี่ยวกับอาหารได้ครบวงจร ทั้งแพ็กเกจจิ้ง แค็ตตาล็อก โบรชัวร์ โฟลเดอร์ต่างๆ ทั้งยังมีเทคนิคการพิมพ์พิเศษตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า

“แต่ก่อนลูกค้าจะมีอยู่แค่กลุ่มอาหารกระป๋อง ซึ่งเราพิมพ์ฉลากส่งออก 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปตลาดเยอรมนี อเมริกา ญี่ปุ่น เป็นตลาดหลัก เวลาเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราก็ถูกกระทบไปด้วย ตอนนี้เรามามุ่งกลุ่มอาหารที่เป็นแบรนด์ในประเทศมากขึ้น แล้วก็ขยายไปในส่วนของแพ็กเกจจิ้ง ด้านเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา รวมทุกอย่างที่ใช้แพ็กเกจจิ้ง หลังจากการเข้าสู่ตลาดเออีซี ประเทศไทยยังเป็นผู้ผลิตอาหารส่งออกรายใหญ่ในแถบเอเชีย ฉะนั้น เราก็ต้องหมั่นติดต่อหาบริษัทภายในประเทศให้มากขึ้น เพราะว่าในอนาคต โรงงานพวกนี้ต้องขยายกำลังผลิตแน่ แค่อินโดนีเซีย จีน พม่า ลาว เขมร เวียดนาม ซึ่งมีชายแดนติดกับเรา การสั่งซื้อก็คงจะมีมากขึ้น สัดส่วนตรงนี้เราก็ต้องไปขอส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้นด้วย”

หยุดผลิตทุกแผนก

ตบเท้าฟังเทศน์

VNT ไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ยังให้ความสำคัญด้านบุคลากรเป็นอันดับต้นๆ จากธุรกิจกงสี เขยิบฐานะสู่บริษัทรายใหญ่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยระดับสากล อาศัยหลักธรรมาภิบาลด้วยการนำศีลธรรมมาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมองค์กร ให้กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ขณะที่ธุรกิจเราพัฒนา เราก็พัฒนาคนไปด้วย 2 อย่างต้องควบคู่กันไป เรามีการจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ให้กับพนักงานตลอด พัฒนาเรื่องจิตใจ ใช้หลักพุทธธรรม ความมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อต่อกัน มีความเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เวลามีปัญหาเราบอกลูกน้องว่า ประตูเราเปิดกว้างตลอดเวลา ถ้าเราดูแลเขา เอาใจใส่เขา มีใจให้เขา ลูกน้องอบอุ่นใจ การทำงานก็จะหมดปัญหา เราพยายามส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต สร้างสิ่งที่ดีในชีวิต สร้างบุญ สร้างความดี ชีวิตเขาจะได้ดี เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้พนักงาน เราเชื่อว่าถ้าองค์กรเรามีคนดี ก็จะพัฒนาองค์กรง่าย จิตใจเขาสบาย เขาไม่ทุกข์ ก็จะทำงานได้ดี เมื่อลูกน้องตั้งใจทำงานดี ผลสะท้อนจะคืนกลับมาสู่องค์กร ทุกคนอยู่ที่นี่ จิตใจจะต้องสบาย เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก”

จากการใช้ศีลธรรมเป็นหลักในการบริหาร โรงงาน VNT แห่งใหม่จึงสร้างสถานปฏิบัติธรรมไว้ในโรงงาน และสร้างวัฒนธรรมร่วมกันทุกวันพฤหัสบดีแรกของเดือน ช่วงเช้าจะจัดกิจกรรมเลี้ยงพระสงฆ์ พนักงานทุกคนจะหอบหิ้วอาหารมาร่วมกันถวายพระอย่างเต็มใจ ครั้นช่วงบ่ายทุกแผนกในโรงพิมพ์ VNT จะหยุดการผลิตทั้งหมด เพื่อให้พนักงานทุกคนมาร่วมฟังธรรมและนั่งสมาธิร่วมกัน ผู้บริหารของ VNT เผยว่า การหยุดการผลิตทุกแผนกนั้น ตีเป็นเงินแล้วมีมูลค่ามหาศาลที่ยอมทิ้งไป แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พนักงานจะได้รับ มันคือความจริง ความดี ความสุขใจซึ่งมีมูลค่ามากกว่า

ปูเส้นทางสู่บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

จากจุดมุ่งหมายที่ต้องการสร้างฐานธุรกิจ VNT ให้กับลูกๆ นั้น บัดนี้ คุณนลินี ศิริวัฒนอักษร ลูกสาวคนกลาง ซึ่งจบปริญญาตรีจิตวิทยา จากสหรัฐอเมริกา และปริญญาโทจิตวิทยาในองค์กร เข้านั่งเก้าอี้ในตำแหน่ง “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ” ในปีที่ขยายมาโรงงานแห่งใหม่ ขณะที่พี่สาวกำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา และน้องสาวคนเล็กกำลังจะจบปริญญาตรีในปีนี้ คุณตรีเพชร์วางแผนตัวเองว่าจะอยู่ช่วยลูกๆ บริหารธุรกิจอีก 10 ปี หลังจากนั้นจะวางมือจากธุรกิจส่งไม้ผลัดให้ลูกสาวทั้ง 3 คน เข้ามาบริหารเต็มตัว

“สมัยคุณพ่อทำมาเป็นแบบธุรกิจครอบครัวช่วยกันทำ มารุ่นเราซึ่งจะต้องพาก้าวสู่สากล เราจะต้องเอาระบบที่เป็นมาตรฐานสากลเข้ามาใช้ในบริษัท เราจึงทำเรื่องระบบ ISO 9001 และ GMP เข้ามาใช้ในโรงงาน ทำให้บริษัทของเรา และพนักงานของเราต้องพัฒนาไปข้างหน้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และก้าวให้ทันเทคโนโลยีการพิมพ์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา” ถ้อยคำของทายาทรุ่นลูกบ่งบอกให้เห็นถึงแนวคิดและบ่งชี้ถึงอนาคตของ VNT ได้เป็นอย่างดี

บริษัท วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด

เลขที่ 168 หมู่ที่ 10 ถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 73130

โทรศัพท์ (034) 989-725-30, (089) 811-1765

E-mail : nalinee@vntinterprint.com

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,052 other followers

%d bloggers like this: