Tag Archives: ช่องทางสร้างอาชีพ

DINH DUC ANH ลั่นธุรกิจทัวร์ใน “เวียดนาม” แข่งขันสูง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

DINH DUC ANH ลั่นธุรกิจทัวร์ใน “เวียดนาม” แข่งขันสูง

ในบรรดาประเทศกลุ่ม CLMV นั้น เวียดนามถือว่าเป็นประเทศในอันดับต้นๆ ที่นักธุรกิจทั่วโลกสนใจเข้าไปลงทุน ด้วยปัจจัยสำคัญหลายอย่าง ทั้งจำนวนประชากรที่มีมาก ประมาณ 90 ล้านคน มีทรัพยากรธรรมชาติ การเมืองมั่นคง และรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ในส่วนของการท่องเที่ยวก็มีศักยภาพเช่นกันเพราะสามารถเชื่อมต่อไปยังหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา จีน และไทย ซึ่งเมื่อไทยและลาวเปิดสะพานมิตรภาพระหว่าง 2 ประเทศที่ไหน เวียดนามก็ได้รับผลประโยชน์นั้นด้วย

ทุกวันนี้การไปเที่ยวในประเทศลาวและเวียดนามภายในวันเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร สามารถนั่งรถโดยสารจากบ้านเราไปยังเวียดนามได้โดยผ่านลาว การใช้เส้นทางรถยนต์นั้นสะดวกมาก และในวันเดียวกันนั้นสามารถรับประทานอาหาร 3 มื้อใน 3 ประเทศได้อย่างสบายๆ

เส้นทางยอดฮิตของทัวร์ไทย

หลายวันก่อนได้มีโอกาสสนทนากับ Mr.DINH DUC ANH หรือ คุณเอ วัย 35 ปี เจ้าของบริษัททัวร์ ANH EM TRADING & TOURISM นักธุรกิจหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และอยู่ในวงการท่องเที่ยวมาเกือบ 10 ปี เขาพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว จนดูไม่ออกว่าเป็นคนเวียดนาม หากไม่บอกชื่อนามสกุลจริงๆ

“ก่อนหน้านี้ผมเป็นไกด์บริษัททัวร์มาก่อน 5 ปี ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านธุรกิจที่เวียดนาม แล้วไปทำด้านท่องเที่ยว และผมไปเรียนภาษาไทยที่ราชภัฏนครพนม คนเวียดนามที่เรียนภาษาไทยถือว่าได้เปรียบ คนเวียดนามทำธุรกิจร่วมกับคนไทยก็เยอะ”

คุณเอ เล่าว่า ส่วนมากจะรับทัวร์ไทย ทัวร์ลาว เข้าเวียดนาม แต่เน้นทำทัวร์ไทยมาเที่ยวเวียดนามมากกว่า และทำทัวร์เวียดนามไปเที่ยวไทย-ลาวด้วย เส้นทางหลักที่คนไทยมาเที่ยว มี เว้ ดานัง ฮอยอัน ซึ่งเป็นการเที่ยวทางภาคกลางของเวียดนาม ส่วนใหญ่มาทางรถยนต์ ซึ่งสะดวกมาก สามารถเดินทางจากมุกดาหาร เข้ามาถึงจังหวัดเว้ ระยะทางประมาณ 380 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณของเวียดนาม ถือเป็นเส้นทางยอดนิยม ที่สำคัญ ราคาไม่แพง ทั้งได้เที่ยวและได้ช็อปปิ้ง ถ้าเป็นวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวไทยมีเข้ามาเยอะ

นอกจากจะมาเที่ยว เว้ ดานัง ฮอยอันแล้ว อีกเส้นทางหนึ่งคือกรุงฮานอย ฮาลองเบย์ เส้นทางนี้ส่วนมากจะไปทางเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่ฮานอย เส้นทางใหม่อีกเส้นที่คนไทยจะมาเที่ยวเวียดนามมาทางเวียดนามใต้คือโฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของเวียดนาม การไปมุยเน่ต้องไปทางเครื่องบิน แต่จะมีเปิดเส้นทางใหม่คือ เข้าทางกัมพูชาแล้วเข้าเวียดนามใต้ สามารถไปทางรถได้เหมือนกัน

“นักท่องเที่ยวไทยที่เข้ามาเที่ยวเวียดนาม อยู่อันดับ 4 อันดับ 1 เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากคนจีนจะบินเข้ามาแล้ว จะมาทางรถและทางเรือของเวียดนามด้วย เพราะชายแดนทางเหนือของเวียดนามติดกับประเทศจีน ทางเหนือจังหวัดแรกของเวียดนามที่จีนเข้ามา คือ กว่างบิงห์ จากนั้นไปเที่ยวกรุงฮานอย และฮาลองเบย์ แต่ที่จะลงมาเที่ยวเวียดนามภาคกลางกับทางภาคใต้ยังมีน้อยอยู่ นักท่องเที่ยวอันดับ 2 เป็นญี่ปุ่น อันดับ 3 ไต้หวัน”

จีนครองแชมป์เข้าเวียดนาม

ทั้งนี้ ในจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามายังเวียดนามนั้น แม้ไทยจะไม่ใช่อันดับ 1 แต่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่ในอันดับต้นๆ ที่สำคัญ เป็นลูกค้าที่พ่อค้าแม่ค้าเวียดนามชื่นชอบ เพราะนิยมการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ หากรถนักท่องเที่ยวไทยไปจอดที่ไหน ร้านค้าแถวนั้นต่างแฮปปี้กันถ้วนหน้า ฉะนั้น ยามใดที่นักท่องเที่ยวไทยไม่มาหรือลดน้อยลงก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าเวียดนามขาดรายได้ไปด้วย โดยเฉพาะช่วงที่การเมืองไทยวุ่นวายในปี 2556 ต่อมาถึงปี 2557 ขณะที่ช่วงการเมืองปกตินักท่องเที่ยวไทยจะเข้าไปเที่ยวเวียดนามจำนวนมาก

ปัญหาอุปสรรคสำหรับการท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างหนึ่งคือ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องห้องน้ำ ประเด็นนี้ คุณเอยอมรับเรื่องห้องน้ำว่าเวียดนามยังลำบากอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่รับคนไทยเข้ามาก็มีการปรับปรุงเรื่องห้องน้ำดีขึ้น ส่วนที่พัก ร้านอาหารต่างๆ ก็ดีขึ้น หมายถึงก็ได้มาตรฐาน

อย่างที่เกริ่นไป การเปิดสะพานเชื่อมระหว่างไทยกับลาวตามจุดต่างๆ นั้น เวียดนามได้รับผลประโยชน์ในเรื่องการท่องเที่ยวไปด้วย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวเวียดนามได้หลากหลายเส้นทาง ดังที่นักธุรกิจหนุ่มรายนี้บอก

“ในเรื่องของการเปิดสะพาน ความจริงก็มีประโยชน์มาก นอกจากจะมีเส้นทางใหม่ๆ ที่เข้ามาจากไทย มาเวียดนามก็มีหลายเส้นทางคือ เส้นทางหมายเลข 8 ซึ่งจะมาทางหนองคายเข้ามาทางกรุงเวียงจันทน์ หรือมาทางนครพนม เข้ามาฝั่งลาว ผ่านหลักซาว แล้วเข้าถนนหมายเลข 9 จะผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 นครพนม เข้ามาแขวงคำม่วนของลาว เพื่อมาเส้นทางหมายเลข 12 เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจากไทยเข้ามาเวียดนามทางภาคกลางคือ เข้ามาทางกว่างบิงห์”

ในเรื่องเส้นทางท่องเที่ยวในเวียดนามว่าไปแล้วก็มีไม่กี่เส้นทางที่บริษัททัวร์นำเสนอต่อลูกค้า หลักๆ คือ เส้นทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละเมืองก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยคุณเอ แจกแจง จริงๆ แล้วเส้นทางเหล่านี้ไม่ถือว่าซ้ำ เพราะที่เวียดนามก็มีทำเป็นที่เที่ยวที่คนสร้างขึ้นมา ยกตัวอย่างที่ดานังก็มีบาน่าฮิลล์ ซึ่งเป็นการนั่งกระเช้าขึ้นภูเขาที่ยาวที่สุดของโลก คนเวียดนามก็พยายามสร้างสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่ๆ แต่ถ้าจะมานั่งกระเช้าต้องเพิ่มเวลาเข้าไปอีก 1-2 วัน ถึงจะมีเวลาไปเที่ยวได้

“เมืองดานังเจริญขึ้นเยอะ เพราะมีท่าเรือเตียนซา ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศเวียดนาม ถ้าพูดถึงท่าเรือดานัง ตอนที่มีการเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ขึ้นมาทางจังหวัดมุกดาหาร ไม่ใช่ว่าให้คนไทยมาเที่ยวอย่างเดียว แต่สามารถขนของจากญี่ปุ่นหรือจีนเข้ามา เพื่อจะมาผ่านดานัง ผ่านลาว แล้วไปที่ไทย หรือสินค้าจากไทยมาส่งที่ดานัง ระยะทางใกล้กว่าไปส่งที่ท่าเรือคลองเตย ซึ่งเป็นการเดินเรือที่ไกลกว่า ทำให้เมืองดานังมีการพัฒนาเร็วขึ้น”

จุดหมายหลัก กรุงเทพฯ-พัทยา

ในส่วนของปริมาณนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เข้ามาเที่ยวไทยนั้น คุณเอ ระบุว่า มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนเวียดนามจะนิยมไปเที่ยวกรุงเทพฯ พัทยา ปีหนึ่งมีจำนวนเยอะมาก ส่วนใหญ่ไปทางเครื่องซึ่งจะบินจากเวียดนามเข้าไทยเยอะมาก การไปเที่ยวเมืองไทยของคนเวียดนามค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท สำหรับคนเวียดนามถือว่าไม่แพง สาเหตุที่คนเวียดนามชอบมาเที่ยวไทยคือ 1. มีสถานที่เที่ยวต่างๆ 2. คนเวียดนามชอบช็อปปิ้งของกิน ของใช้ ของไทย

ด้านเส้นทางท่องเที่ยวในต่างแดนที่คนเวียดนามนิยมไปเที่ยวอันดับ 1 คือ ไปเที่ยวไทย อันดับ 2 ไปเที่ยวสิงคโปร์ มาเลเซีย และ จีน ขณะที่เมื่อก่อนคนเวียดนามไปเที่ยวจีนเยอะ แต่ตอนนี้คนเวียดนามไปเที่ยวจีนน้อยลง

เจ้าของบริษัททัวร์ ANH EM TRADING & TOURISM พูดถึงการทำทัวร์ในประเทศลาวว่า จะนิยมไปท่องเที่ยวกันในช่วงปิดเทอมของคนลาวที่อยู่ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ส่วนใหญ่คนลาวที่เข้ามาเที่ยวเวียดนามมักนิยมไปเที่ยวทะเล เพราะที่ลาวไม่มีทะเล แต่ที่เวียดนามฝั่งตะวันออกติดทะเล 3,000 กิโลเมตร ติดทะเล คนลาวสามารถเที่ยวได้ทุกจังหวัดของเวียดนาม แต่สำหรับทัวร์ไทยจะมาเรื่อยๆ ทั้งปี

การท่องเที่ยวของเวียดนามนับเป็นอีกธุรกิจที่ทำเงินมหาศาลเข้าประเทศ เป็นตลาดที่มีเม็ดเงินสะพัด และมีผู้ประกอบการหน้าใหม่หน้าเก่าเข้าสู่ธุรกิจนี้กันอยู่ตลอด รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย ฉะนั้น ตลาดนี้จึงมีการแข่งขันสูง ดังที่คุณเอให้ข้อมูล การทำธุรกิจท่องเที่ยว คู่แข่งก็มีเยอะ แต่ของบริษัททำมามั่นคงแล้ว ถ้าคิดเฉลี่ยตัวเลขเติบโตอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์

“จุดเด่นของบริษัทผมคือ ไกด์ไทยของบริษัทจะมี 8 คน ส่วนพนักงานทั้งหมดจะมี 22 คน ทำทัวร์เวียดนาม แล้วก็รับคนไทยมาเที่ยวเวียดนาม ถือว่าเป็นบริษัททัวร์ขนาดกลาง เราไม่ได้ใช้ไกด์ฟรีแลนซ์ เราใช้ไกด์ที่พูดภาษาไทยได้และอยู่ในรุ่นหนุ่มสาวที่สามารถดูแลทัวร์ไทยที่สูงอายุได้ เวลามีปัญหาไกด์สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ไม่ต้องไปแจ้งที่บริษัทอีกที ซึ่งจะแตกต่างจากบริษัททัวร์อื่นที่ไม่ค่อยมีไกด์เท่าไร ต้องใช้ไกด์ฟรีแลนซ์”

คุณเอ พูดถึงหลักการทำธุรกิจให้ฟังว่า แต่ก่อนเป็นไกด์มา จากนั้นก็ค่อยๆ เติบโต ฉะนั้น เลยรู้ว่า ไกด์ต้องการอะไรบ้างหรือลูกค้าต้องการอะไรบ้าง ตอนแรกค่อยๆ ทำ เริ่มจากพาทัวร์ไทยเข้ามาที่เวียดนาม จากนั้นทำทัวร์เวียดนามเที่ยวในเวียดนาม และทำทัวร์เวียดนามเที่ยวต่างประเทศ เป็นการค่อยๆ ไต่ระดับโตขึ้น ไม่ใช่เปิดครั้งแรกก็ใหญ่โต ต้องค่อยๆ เปิดใหญ่ขึ้น

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะมาลงทุนทำธุรกิจที่เวียดนามว่า ตอนนี้มีธุรกิจของคนไทยหลายอย่างในเวียดนาม เช่น ซีพีก็เข้ามาลงทุนทำเกี่ยวกับอาหารสัตว์ ซึ่งที่เวียดนามเข้ามาลงทุนง่าย เพราะแรงงานที่เวียดนามถูก รัฐบาลเปิดให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนทั้งในด้านการศึกษา หรือการเปิดโรงพยาบาล

นับเป็นนักธุรกิจหนุ่มอีกคนของเวียดนามที่มีวิสัยทัศน์ และเชื่อว่าในอนาคตบริษัททัวร์ ANH EM TRADING & TOURISM ของเขาย่อมจะพัฒนาขยายกิจการไปได้อีกไกล

เจริญชัยกิ๊ฟช็อป สวยชิ้นเล็ก ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

เจริญชัยกิ๊ฟช็อป สวยชิ้นเล็ก ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ริน่า บุญจรัส เจ้าของธุรกิจผลิตและค้าส่งผลิตภัณฑ์ประเภทกิ๊ฟต์ช็อป ภายใต้ชื่อ “เจริญชัยกิ๊ฟช็อป” ที่นี่เป็นอาณาจักรสินค้าแฟชั่นสำหรับตลาดล่าง ขายส่งสินค้าสวยๆ งามๆ หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าสวยตามแฟชั่นอย่างครบวงจรตั้งแต่หัวจรดเท้า

สินค้าแฟชั่นหลากหลายเหล่านี้ คุณริน่า เผยว่า ส่วนหนึ่งตนผลิตเองในครอบครัว อีกส่วนมาจากกลุ่มแม่บ้านในภาคอีสานและภาคกลาง บางส่วนมาจากหลายโรงงานในประเทศไทย และบางส่วนก็นำเข้าจากต่างประเทศ

สินค้าจากหลายแหล่งนี้เองทำให้กิจการรายนี้มีสินค้าที่หลากหลายและมีจำนวนมากจนเรียกว่าเป็น “คลังแห่งแฟชั่น” หรือ “โกดังแห่งแฟชั่น” ก็ว่าได้

แฟชั่นเกี่ยวกับผม

ครองแชมป์เรื่องเยอะ

คำว่า กิ๊ฟต์ช็อปสมัยก่อนจะขายพวกสินค้ากระจุกกระจิกเน้นความน่ารักเป็นหลัก แต่ปัจจุบันร้านกิ๊ฟต์ช็อปขายสินค้าเกี่ยวกับแฟชั่นเป็นหลัก คุณริน่า เผยว่า สินค้ากิ๊ฟต์ช็อปที่ขายดีและครองยอดขายมากที่สุดจะเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับผมมากที่สุด ได้แก่ โบ กิ๊บ ที่มัดผม ซึ่งจะมีการพัฒนารูปแบบจากผูกผม เป็นหนีบผม ขยับเป็นแบบสปริง ต่อมาพัฒนาเป็นที่งับผม ที่เสียบผม ที่สับผม ล่าสุด ที่มัดผมออกแบบเป็นวงกลมเหมือนโดนัท ส่วนใหญ่ใช้ผ้าที่มีสีสันและลวดลายสวยงาม พันเป็นดอกไม้รอบวงกลมโดนัท เรียกกันในวงการค้าขายกิ๊ฟต์ช็อปว่า “โดนัทมัดผม” เป็นงานฝีมือจากกลุ่มแม่บ้าน มีความสวยงามและฮิตติดตลาดแฟชั่นขณะนี้ ส่วนกิ๊บดำถึงแม้จะดูโบราณแต่ก็ทำยอดขายไม่เคยตก

นอกจากผมแล้วสินค้าแฟชั่นที่เกี่ยวกับเท้าที่ขายดีในเวลานี้ ได้แก่ กรรไกรตัดเล็บเท้า กรรไกรหนังเท้า และที่ตะไบเล็บ ส่วนสินค้าที่ลูกค้าเรียกหาในขณะนี้ ได้แก่ ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตา และดินสอเขียนปาก คุณริน่า กล่าวว่า สินค้าบางตัวกำไรน้อยมาก แต่ต้องขายเพื่อให้ธุรกิจมีความหลากหลายและดึงลูกค้าไว้ได้ สำหรับที่ติดเสื้อและเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ รวมทั้งแหวน คุณริน่า บอกว่า ยังไงๆ สินค้าพวกนี้ก็ขายได้อยู่เรื่อยๆ เพราะคนวัยทำงานชอบซื้อของพวกนี้ใช้ ส่วนสินค้าที่ครองยอดขายได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกตัวหนึ่งก็คือ เข็มเย็บผ้ากับด้าย ไม่น่าเชื่อว่าจะติดกลุ่มกิ๊ฟต์ช็อปที่ขายดีอีกตัวหนึ่ง ส่วนเทรนด์ใหม่ของแฟชั่นกิ๊ฟต์ช็อปที่ไต่ยอดขายขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ กระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ฝีมือจากกลุ่มแม่บ้านในต่างจังหวัดเช่นกัน

เบื้องหลังความสวยงามชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านี้ เป็นแหล่งแฟชั่นที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเป็นแหล่งที่สะท้อนภาพการผลิต การค้า การบริการ และการจ้างแรงงานที่แฝงอยู่ในสินค้าเหล่านี้ จับตามองประเด็นนี้ให้ดี ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเจริญชัยกิ๊ฟช็อปไม่ใช่ผู้ซื้อ แต่เป็นพ่อค้าแม่ค้าร้านกิ๊ฟต์ช็อปต่างๆ รวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ สินค้ากิ๊ฟต์ช็อปจึงไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นเล็กๆ แต่เป็นสินค้าที่มีกระบวนการผลิต การค้า การขาย และการกระจายสินค้าไปสู่ตลาดล่างซึ่งเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ เปรียบเหมือนกองทัพเศรษฐกิจกลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนตัวกระจายไปทั่วภูมิภาคของประเทศ

ผ่าเบื้องหลังกองทัพเศรษฐกิจ

กระจายสู่แฟชั่นตลาดล่าง

คุณริน่าเข้าสู่วงจรธุรกิจแฟชั่นกิ๊ฟต์ช็อปเมื่อปี 2527 จากการเริ่มต้นเป็นลูกจ้างทำโบผูกผมด้วยค่าจ้างโหลละ 3 บาท เมื่อผู้จ้างกับผู้รับจ้างเกิดขัดใจกัน ผู้จ้างจึงท้าทายให้ผู้รับจ้างออกไปทำเอง คุณริน่ามิรอช้าจึงออกมาเองตามคำท้าทายด้วยเงินลงทุน 1,500 บาท ทำโบผูกผมซึ่งใช้ริบบิ้นผ้าพันกันแล้วใช้กาวติดเป็นรูปโบ ทำอยู่กับบ้านได้ถุงใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องเอาไปขาย คราวนี้คุณริน่าเพิ่งรู้ตัวว่าขายของไม่เป็น เขาขายกันอย่างไร เขาขายกันที่ไหน ได้ยินมาว่าเขาเอาไปขายกันที่ตลาด แล้วตลาดมันเป็นอย่างไรนึกภาพไม่ออก มีคนกระซิบบอกว่าไปขายที่ตลาดดาวคะนองสิคนเยอะดี คุณริน่าจึงหอบโบติดผมถุงเบ้อเริ่มขึ้นรถเมล์ไปตลาดดาวคะนอง

คุณริน่า บอกว่า ครั้งนั้นเป็นภาพที่จำได้แม่น มือหนึ่งโหนรถเมล์ อีกมือหนึ่งกอดถุงโบไว้แน่น พอถึงตลาดดาวคะนองยืนงงอยู่สักพักเพราะไม่รู้ว่าจะไปขายให้กับใคร แล้วจะต้องพูดอะไร ในที่สุดจึงเดินเข้าหาร้านแรกที่อยู่ในสายตาเวลานั้น ถามเขาซื่อๆ ว่า มีโบมาขายจะเอาไหม ร้านแรกปฏิเสธ จึงเดินไปยังร้านถัดไป ถามเช่นเดิม คราวนี้ได้ผลมีร้านค้ารับซื้อ คุณริน่า บอกว่า ตอนนั้นหัวใจมันพองโต มันมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาทันที เฝ้าบอกกับตัวเองว่า “รู้จักแล้วคำว่าตลาดมันเป็นยังไง” จากโบติดผมถุงเดียวในวันนั้นได้ผันชีวิตให้คุณริน่ากลายเป็นผู้ค้าส่งสินค้าแฟชั่นกิ๊ฟต์ช็อปที่มีสินค้าหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในวันนี้

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว คุณริน่าผู้ไม่รู้จักตลาดว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบัน สินค้ากิ๊ฟต์ช็อปของคุณริน่าขยายไปเหนือสุดจรดใต้สุด และขยายไปทั่วภูมิภาคของประเทศ เมื่อถามว่าคิดจะขยายธุรกิจส่งออกไปยังตลาดเพื่อนบ้านกลุ่มเออีซีไหม คุณริน่า ตอบทันทีว่าไม่ แต่ก็ให้ข้อคิดและเทคนิคในการค้าขายสินค้ากิ๊ฟต์ช็อปไว้อย่างน่าสนใจ

“คิดว่าไม่ขยายอีกแล้ว กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก บางครั้งเหนื่อยแทบขาดใจ สินค้ากลุ่มกิ๊ฟต์ช็อปมันมีสินค้าหลักอยู่ ไม่หวือหวาตามแฟชั่น จึงไม่เสี่ยงต่อของตกค้าง ถ้ามีของค้างในสต๊อกเยอะ ต้องหาวิธีระบายออกด้วยการจับแพ็กคู่ขายด้วยกัน สินค้ากิ๊ฟต์ช็อปที่ขายดีจะต้องมีสีสันสดใส ถ้าสีจืดๆ ตายๆ ในวงการเรียกว่าสีช้ำเลือดช้ำหนอง จะขายไม่ออก สินค้าต้องขายอยู่ในราคา 10-20 บาทถึงจะขายได้ ถ้าราคาเกินนี้ขายยากมาก สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจคือ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเราเน้นและกำชับมาก ของไม่ดีเราไม่ขาย ของชำรุดเราต้องเปลี่ยนให้ใหม่ เราถึงอยู่ได้นานในวงการนี้”

หาตัวช่วยบริหารธุรกิจ

ดึงศีล 5 มาใช้แบบเนียนๆ

คุณริน่า ยอมรับว่า ความซื่อสัตย์อย่างเดียวไม่พอในการพยุงธุรกิจ จึงใช้ศีลธรรมเข้ามาบริหารควบคู่กันไป โดยเปิดบ้านซึ่งเป็นทั้งแหล่งซื้อขายและแหล่งผลิตแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว และยังเป็นแหล่งปลูกฝังศีลธรรมด้วยการเปิดมุมหนึ่งของบ้าน ให้เป็นที่สวดมนต์และปฏิบัติธรรมของพนักงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้อง ล่าสุดนำหลัก “ความดีสากล 5 ประการ” มาใช้จัดระเบียบในออฟฟิศ ได้แก่ 1. ความสะอาด 2. ความเป็นระเบียบ 3. ความสุภาพ 4. การตรงต่อเวลา 5. การทำสมาธิ ซึ่งคุณริน่า ยอมรับว่า หลักความดีสากลนี้ทำให้โชว์รูมกิ๊ฟต์ช็อปของเธอสะอาด ไม่ต้องฆ่าหนู ฆ่าแมลงสาบ เพราะไม่มีสัตว์เหล่านี้มารบกวน ส่วนสินค้าที่วางโชว์ถูกจัดเป็นระเบียบ ของหายก็รู้จึงไม่เปิดช่องให้มีการลักขโมยสินค้าได้ คุณริน่าเน้นย้ำนักหนาให้พนักงานพูดจากันด้วยคำสุภาพ จึงไม่ค่อยมีการทะเลาะกัน คุณริน่า บอกว่า การตรงต่อเวลาทำให้เธอรักษาลูกค้าไว้ได้ยาวนาน ถ้าตรงต่อเวลาแล้วก็ไม่ต้องพูดโกหกบ่ายเบี่ยงแก้ตัวไปวันๆ ส่วนการสวดมนต์และทำสมาธิทำให้พนักงานที่อยู่ด้วยมีความประพฤติดี ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน คุณริน่าให้ข้อสรุปของการบริหารธุรกิจกิ๊ฟต์ช็อปด้วยหลัก “ความดีสากล 5 ประการ” ก็คือ การนำศีล 5 เข้ามาใช้ในออฟฟิศนั่นเอง

เรื่องราวของ คุณริน่า บุญจรัส ที่นำมาถ่ายทอดผ่านธุรกิจแฟชั่นกิ๊ฟต์ช็อป สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมแฟชั่นอีกมุมหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ และยังสะท้อนถึงความสำเร็จของผู้ประกอบการ SMEs รายเล็กๆ ที่บริหารธุรกิจด้วยการนำศีลธรรมมาเป็นเครื่องมือบริหารจัดการกิจการของตน ด้วยหลักการง่ายๆ แต่ได้ผลชัดเจน และนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน

เจริญชัยกิ๊ฟช็อป

เลขที่ 21/26 หมู่บ้านพาราไดซ์วิลล์ ถนนศาลาธรรมสพน์ 14 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170 โทรศัพท์ (081) 942-4366, (084) 343-4184 โทรสาร (02) 885-2318 e-mail : charoenchai_rina@hotmail.com

“จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์” นักผลิตเฟอร์นิเจอร์รุ่นใหม่ “อยากให้มองการใช้งาน มากกว่างานอาร์ต”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

“จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์” นักผลิตเฟอร์นิเจอร์รุ่นใหม่ “อยากให้มองการใช้งาน มากกว่างานอาร์ต”

ไม่ใช่แค่แวดวงผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น แต่ผู้ชื่นชอบงานเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ บริษัท อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ DEESAWAT แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก เอาต์ดอร์ ชั้นนำของเมืองไทย

จุดเปลี่ยนแรกของดีสวัสดิ์เมื่อ 20 ปีก่อน หลังจากดีสวัสดิ์ ก่อตั้งเมื่อปี 2515 บริหารงานแบบครอบครัว เดิมเน้นการทำงานแบบ OEM (Original Equipment Manufacturing) หรือทำตามแบบของลูกค้าในต่างประเทศหลักๆ คือ อเมริกาและยุโรป ต่อมาเสียเปรียบด้านการแข่งขันด้านราคา ประกอบกับเสียเสาหลักผู้ก่อตั้งบริษัทไป ก็หันมาสร้างแบรนด์ (ตราสินค้า) ของตนเอง และใช้ชื่อ DEESAWAT มาตลอด โดยวางกลยุทธ์ทำตลาดคู่ทั้งแบบรับออกแบบ พร้อมกับเปิดตลาดต่างประเทศแบบใช้แบรนด์ของตนเอง จึงไปเปิดสาขาในสิงคโปร์และสหรัฐ กับเฟอร์นิเจอร์ฝังมุก ผลตอบรับไม่ดีนัก ทำให้ต้องเปลี่ยนมาผลิตแนวดีไซน์ เริ่มจากซื้อแบรนด์ดังในฝรั่งเศส การทำตลาดเน้นขายน้อยชิ้นแต่ผลตอบแทนสูง และมีการเพิ่มมูลค่าสินค้าและแบรนด์ของบริษัทต่อเนื่อง เน้นงานดีไซน์ และยึดลักษณะการทำตลาด ใช้การขายน้อยชิ้นแต่ผลตอบแทนสูง เพราะการขายน้อยชิ้นแต่ได้ผลตอบแทนสูงจะเป็นการช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้

การฉีกตัวเองจากสนามแข่งขันจึงเป็นภาระหนักของทายาทดีสวัสดิ์ในรุ่นต่อๆ มา…

คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ R&D Marketing Director บริษัท อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ จำกัด และในฐานะรองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์อีกตำแหน่ง ถือเป็นอีกหัวแรงใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงของดีสวัสดิ์อีกก้าว

“ผมไม่ได้จบด้านออกแบบโดยตรง ผมจบจากเอแบค (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) แล้วไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ก็มีพื้นฐานด้านดีไซน์ ผมดูงานด้านพัฒนาและวิจัยด้านดีไซน์ และดูการตลาด ผมจึงอยู่ตรงกลางว่าจะทำอะไรที่ขายได้ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ประกอบกับการเข้าร่วมงานกับภาครัฐ ในด้านงานเฟอร์นิเจอร์ อย่างกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้นำเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์แนวทางเฉพาะออกแสดงในหลายประเทศ จนในต้นปี 2556 ได้ออกงานที่ประเทศฝรั่งเศส ก็รู้สึกเคืองๆ ดีไซเนอร์ เพราะพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สินค้าที่นำมาจัดแสดงคอนเซ็ปต์ทั้งหมดเป็นงานอาร์ต ดูสวยงาม แต่ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน แถมขายได้น้อย เป็นการตอบสนองคนคิดมากกว่าตามใจคนใช้งาน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกไม่แพงนัก ก็สวยได้ และขายได้ดีกว่า เป็นการยัดเยียดตลาด”

เป็นที่มาของการพัฒนาเฟอร์นิเจอร์เพื่อสนองผู้ใช้งานเฉพาะด้านอย่างจริงจัง ซึ่งผลงาน 3 ชิ้นแรกที่แหวกแนวคิดจากงานเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ตอบสนองการใช้งานใน 3 ลักษณะ เริ่มจากชิ้นแรกที่ชื่อว่า Unipoli Couple Lounger เป็นเก้าอี้ชุดที่ต้องการให้คนหันเข้าหากันมากขึ้น อย่างเก้าอี้อาบแดด ชุดกินข้าว

“โจทย์ผมคือ ต้องการลดปัญหาการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างสื่อสารกันผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เอาแต่ก้มหน้าดูมือถือ มากกว่าจะปฏิสัมพันธ์กัน พูดคุยกัน แม้จะเป็นคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันหรือเพื่อนกัน ผมออกงานที่ฝรั่งเศส ได้รับการตอบรับดีมาก”

ผลงานชิ้นที่ 2 คือ Braise Stool ผลงานนี้ตอบโจทย์คนสูงวัย ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับหลักสรีรวิทยาตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ และคนที่มีปัญหาเรื่องหลัง ให้สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก อีกทั้งในส่วนของที่วางแขน ซึ่งเปิดไว้ด้านหนึ่งนั้น สามารถทำให้ผู้นั่งขยับขึ้นรถเข็นได้ง่ายขึ้น สินค้าตัวนี้ยังได้รับรางวัล WELLNESS AWARD ที่ฮ่องกง เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

อีกผลงานชื่อ Communication Braille Bench เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกลึกๆ ของคนที่มีปัญหาทางสายตา ที่อยากให้คนทั่วไปมองเขาว่าเป็นเฉกเช่นคนปกติคนหนึ่ง ผ่านอักษรเบรลล์ จากสายตาคนปกติอาจมองเป็นเพียงงานดีไซน์ที่สวยงามรูปแบบหนึ่ง แต่มีความหมายผ่านการสัมผัสได้ว่า “If you sit alone, try to move a bit to aside and give some space for someone” ทำให้คนกลุ่มนี้ตระหนักว่า เขาก็สามารถเป็น “ผู้ให้” ได้เช่นกัน

“3 ชิ้นงานที่ตอบสนองผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ทั้งเพื่อคนตาบอด คนแก่ และแก้ด้านสื่อสาร ได้รับการตอบสนองที่ดี ลูกค้าที่เข้าไปชม ตัดสินใจซื้อทันที จากเดิมเรามักจะได้ยินว่าเฟอร์นิเจอร์สวยดีนะ แต่งานที่เราทำลูกค้ามองที่การใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามจุดประสงค์ อย่าง Braise Stool กำลังได้รับการตอบรับอย่างดีในญี่ปุ่น ที่กำลังเป็นสังคมผู้สูงวัย ตอนนี้กำลังดีไซน์เฟอร์นิเจอร์อีก 2-3 ผลงาน เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน หรืออาการมือสั่น หรือ โรคออทิสติก ที่เกี่ยวกับการพัฒนาช้า”

คุณจิรชัย ยืนยันว่า คอนเซ็ปต์ของชิ้นงาน ก็เพื่อพัฒนาให้สามารถใช้งานได้เฉพาะคน แต่ไม่ใช่อุปกรณ์แพทย์ เราเพียงใส่อะไรบางส่วนที่จะช่วยให้การใช้งานได้คล่องขึ้นเท่านั้น ยอมรับว่างานเฟอร์นิเจอร์แบบใช้งานถือว่า เป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่เราต้องการเป็นต้นแบบให้กับนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์รุ่นใหม่ ให้ลดความคิดว่า จะต้องสวยงามมาเป็นเพิ่มการใช้งานให้มากขึ้น

“คนถามผมว่าไม่จดสิทธิบัตรผลงานในไทยเพื่อป้องกันการลักลอบเลียนแบบหรือ ผมถามไปว่าเฟอร์นิเจอร์นั้นเป็นประโยชน์มิใช่หรือ ใครทำก็ดี ช่วยกันทำในสิ่งดีๆ ซึ่งในการรับมอบรางวัลที่ฮ่องกง ทั้งผม ตัวแทนจากไทย ผู้บริหารจากญี่ปุ่นและอินเดีย ก็มีแนวคิดแบบเดียวกัน จึงถือว่าเป็นกระแสของโลก ที่ต้องการให้เกิดสังคมคนดี ผลงานที่เราพัฒนาที่อยากให้คนแก่ได้ใช้ เหมือนเวลาเราถามคนแก่อยากกินอะไรแล้วซื้อไปให้ แทนที่จะรับออกมาทานข้าวหรือพาออกมาทำบุญนอกบ้าน ซึ่งปลื้มกว่าที่ได้มีโอกาสทำบุญ ไม่ดีกว่าหรือ ผมกำลังผลักดันร่วมกับหน่วยงานรัฐในการกระตุ้นให้เขาขายประโยชน์มากกว่าขายสวย และแข่งขันในราคาถูก ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องขายแพงอย่างเดียว อย่าง Stool ราคาก็แค่ 4,000 บาท สูงกว่าปกติไม่มาก แต่ได้ประโยชน์มากกว่า”

เมื่อถามว่าเฟอร์นิเจอร์แนวนี้เชิงพาณิชย์จะได้รับการตอบรับและคุ้มต้นทุนการผลิตหรือ คุณจิรชัย ยืนยันว่า จากที่ได้จัดแสดงสินค้าในต่างประเทศหรือเปิดตัวในโชว์รูมของบริษัท พบว่า กระแสมาแรง แต่ยังไม่มีช่องทางการทำตลาดที่ชัดเจน คงต้องเพิ่มการพัฒนาอีก 2-3 ผลงานและมีจำนวนสินค้าให้เลือกเพียงพอ ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้บริโภคที่ตื่นตัว แต่อยากให้ผู้ผลิตตื่นตัวด้วย

ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่ายกย่อง เอาอย่าง!!

หมอนวดตาบอด นักสู้แห่ง…โลกมืด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07039010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

หมอนวดตาบอด นักสู้แห่ง…โลกมืด

“…คนที่เพิ่งมาตาบอดตอนอายุมากแล้ว หางานทำได้ยากมาก เลยอยากสร้างโอกาสให้น้องๆ พวกนี้”

คนเราเกิดมา โชคชะตาคงกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน หลายท่านร่างกายอาจไม่ครบเหมือนคนส่วนใหญ่ ตั้งแต่กำเนิดหรือมาเกิดเหตุไม่คาดคิดเอาเมื่อโตแล้ว

แต่ไม่ว่าจะมีสภาพอย่างไร ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป

และถ้าเวลานี้ มีใครกำลังท้อแท้ รู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่ง ขอให้ลองใช้เวลาไม่นาน อ่านเรื่องราวนับจากนี้ดูสักนิด

แล้วท่านอาจเปลี่ยนความคิด ก่อนจะ “พลิกขึ้นสู้” อีกครั้ง…เหมือนกับ “พวกเขา” ก็เป็นได้

คุณสุวิสา ภูริทัต อายุ 51 ปี คนต้นเรื่องครั้งนี้ เปิดร้าน “นวดศิษย์คอลฟิลด์” ภายใต้การดูแลของสมาคมผู้พิการทางสายตา บางใหญ่ นนทบุรี ขนาด 1 คูหา ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ตั้งอยู่ในย่านหมู่บ้านพระปิ่น 3 ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน

เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่ชำนาญการ วิเคราะห์นโยบายและแผน ประจำสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีร้านนวดแห่งนี้อยู่ในความดูแล

โดยธุรกิจนวดดังเกริ่นไว้ ได้ตั้งต้นจาการที่ เรย์-ชาญยุทธ์ หนูพันธ์ อายุ 29 ปี น้องชายคนเล็ก มีเหตุอันต้องทำให้กลายเป็นคนตาบอด เมื่อตอนอายุได้ 26 ปี

หลังจากที่พาไปเข้ารับการฝึกทักษะหลังจากการมองไม่เห็น จากทางโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ทำให้ทราบว่าผู้พิการทางสายตาหลายคน พากันไปฝึกวิชานวดและวิชาหมอดูจาก มูลนิธิคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอด ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เธอเลยพาน้องชายไปเข้ารับการอบรมบ้าง เผื่อวันข้างหน้าจะได้มีอาชีพไว้เลี้ยงตัว

“คนตาบอดไม่มีใครอยากเป็นขอทาน แต่จะมีสักกี่อาชีพที่พวกเขาทำได้ด้วยตัวของตัวเอง อย่างคนตาบอดเป็นโอเปอเรเตอร์นั้น เขาต้องเรียนอักษรเบรลล์มาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนคนที่เพิ่งมาตาบอดตอนอายุมากแล้ว หางานทำได้ยากมาก เลยอยากสร้างโอกาสให้น้องๆ พวกนี้” คุณสุวิสา บอกถึงความตั้งใจ

เมื่อคุณเรย์ น้องชาย ใช้เวลา 1 ปีจึงจบหลักสูตรการนวด จนได้ชื่อว่าเป็น “ศิษย์คอลฟิลด์” แล้ว คุณสุวิสาจึงรวบรวมบรรดาเพื่อนร่วมสำนักเดียวกันกับน้องชายมาได้ 5 คน

ก่อนตระเวนหาทำเลใกล้ชุมชน เพื่อขอเช่าอาคารทำเป็นร้านนวดในนามสมาคมผู้พิการทางสายตา บางใหญ่ นนทบุรี กระทั่งมาเจอเจ้าของตึกใจดีที่หน้าหมู่บ้านพระปิ่น 3 จึงตัดสินใจลงทุนแบบไม่ลังเล

คุณสุวิสา บอกต่อว่า ร้านนวดแห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มี 5 เตียงบริการ พอดีกับหมอนวดที่มีอยู่ และเพราะเป็นช่วงเริ่มต้นจึงไม่ได้ตกแต่งมากมายอะไร อีกทั้งยังได้เพื่อนของน้องชายที่เป็นช่างมาช่วย ทำให้ประหยัดงบไปได้มากโข

“เปิดแรกๆ หมอนวดต้องกินไข่ เพราะไม่มีลูกค้าเลย อาจเพราะไม่ได้ประชาสัมพันธ์และไม่รู้จักใคร กระทั่งมาได้ลูกค้าคนแรก ชื่อป้าจอม อยู่ซอย 11 มานวดประจำ ก่อนช่วยบอกต่อจนมีลูกค้าอื่นค่อยๆ ตามมา” เจ้าของกิจการ เล่าน้ำเสียงแจ่มใส

เกี่ยวกับอุปสรรคปัญหาในการดำเนินกิจการ คุณสุวิสายิ้มน้อยๆ ก่อนเผยตรงๆ ลูกค้าอาจยังมีไม่มากพอกับศักยภาพของหมอนวด แต่คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าลูกค้าจะติด เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี อีกทั้งยังมีร้านนวดที่มีหมอนวดสายตาดีในละแวกเปิดอยู่หลายเจ้าทีเดียว

เมื่อถามถึงความตั้งใจที่วางไว้ในการทำร้านหมอนวดตาบอดนี้ คุณสุวิสา บอกทิ้งท้ายไว้น่าคิด

“อยากให้หมอนวดที่ผ่านงานจากเรา สามารถไปเปิดร้านเป็นของตัวเองได้ เพราะต้องยอมรับคนตาบอดจะไปกู้เงินลงทุนจากที่ไหน เพราะมีข้อจำกัดเยอะ ไหนจะสลิปเงินเดือน ไหนจะเงินเดินบัญชีย้อนหลัง พวกเขาจะไปเอามาจากไหน

เราคนตาดีๆ จึงต้องมาช่วยสนับสนุน การทำร้านนี้ จะเรียกว่าธุรกิจก็ไม่เชิง แต่เป็นการให้โอกาส เป็นการเอื้ออาทรต่อกันเท่านั้นเอง”

……………

ร้าน “นวดศิษย์คอลฟิลด์” ภายใต้การดูแลของสมาคมผู้พิการทางสายตา บางใหญ่ นนทบุรี ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านพระปิ่น 3 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-20.00 น. ค่าบริการ 2 ชั่วโมง 250 บาท หากใครจะให้ทิปพิเศษก็ไม่ว่ากัน

ท่านใดอยากไปอุดหนุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 622-2814 และ (090) 416-4193

เรย์-ชาญยุทธ์ หนูพันธ์ ปัจจุบันอายุ 29 ปี จบการศึกษาระดับ ปวส. แผนกช่างยนต์ ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ พอตอนอายุ 26 ปี มองภาพแล้วเห็นจุดเล็กๆ ลอยไปมา เลยรีบไปหาหมอเพราะกลัวตาจะบอด

สุดท้ายหมอลงความเห็นต้องผ่าออกจะได้เห็นดีกว่าเดิม เลยตัดสินใจผ่าตัด แต่ปรากฏผ่าแล้วกลับมองไม่เห็นเลย หมอก็หมดทางเยียวยา

“ครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองจะมองอะไรไม่เห็น มันท้อแท้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายต้องสลัดสิ่งที่ท้อแท้ออกไป และลุกขึ้นสู้ เพราะยังมีลมหายใจอยู่เราต้องสู้ นับจากนั้นก็สู้เรื่อยมา และหาอาชีพที่อยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง” เรย์ เผย

รีแบรนดิ้ง “แสงแห่งศรัทธา” เดินหน้า “ออร์แกไนซ์งานบุญ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

รีแบรนดิ้ง “แสงแห่งศรัทธา” เดินหน้า “ออร์แกไนซ์งานบุญ”

ปัญหา เศรษฐกิจ การเมือง ภัยพิบัติ คู่แข่งขัน ส่งผลให้ธุรกิจสังฆภัณฑ์โดยรวมยอดจำหน่ายตกลง 40-50 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้หมายความว่าความศรัทธาในบุญจะลดลง เพียงแต่ว่าการทำบุญในแต่ละครั้งมีขนาดเล็ก และใช้ปัจจัยน้อยลงไปตามสภาพเหตุผลที่คนไทยโดนกระทบ

บริษัท แสงแห่งศรัทธา จำกัด หรือชื่อเดิม “ห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์” ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์ และเครื่องใช้ในศาสนพิธีครบวงจร เป็นอีกหนึ่งรายที่ได้รับผลกระทบกับยอดขาย แม้ตัวเลขจะอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ส่งสัญญาณให้รู้ว่า ต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง พัฒนา เพื่อนำพาธุรกิจให้รุดก้าวต่อไป

เปิดแผนรีแบรนดิ้ง

จัดเต็ม “ศรัทธาพิธี”

แผนการ “รีแบรนดิ้ง” จึงถูกกำหนดขึ้น โดยปรับเปลี่ยนชื่อ โลโก้ และภาพลักษณ์ ให้เกิดการจดจำไปพร้อมๆ กับการสร้างรูปแบบบริการ “ออร์แกไนซ์งานบุญ” ขึ้นมาตอบโจทย์ความสะดวก สบาย ให้กับบุคคลทั่วไป ที่ต้องยอมรับว่ามีความรู้ด้านศาสนพิธีน้อย

ว่าที่ร้อยตรี สกล แสงมาลี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แสงแห่งศรัทธา จำกัด เล่าถึงแผนการดำเนินธุรกิจ ว่า “ปัญหาหลายๆ ด้านที่เข้ามากระทบคนไทย ไม่ว่าจะภาวะเศรษฐกิจในปีนี้อาจเรียกได้ว่าหนักหนา ไหนจะที่ผ่านมาเจอภัยพิบัติ เหตุบ้านการเมือง ส่งผลให้ผู้คนจับจ่ายสิ่งใดก็ต้องดูความจำเป็นเป็นหลัก ซึ่งกับสังฆภัณฑ์หรือความศรัทธานี้ผมถือว่าเป็นปัจจัยที่ห้าที่หก แต่ถามว่า ตามงานวัด งานบุญใหญ่ๆ คนยังทำบุญกันอยู่หรือไม่ ก็ยังมีจำนวนคนเต็มศาลา ผู้คนยังมีศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ว่าการทำบุญนั้นมีขนาดเล็กลง ใช้ปัจจัยน้อยลง”

จากประสบการณ์ทำงานด้านธุรกิจสังฆภัณฑ์มา 8 ปี ทำให้เห็นทิศทางตลาดว่า โอกาสก้าวนั้นมีอยู่ในหมู่คนนับถือศาสนาพุทธ แต่จะทำเช่นไรให้เกิดความศรัทธาและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์สังฆภัณฑ์ นั่นคือสิ่งที่ต้องสร้างความกระจ่างแจ่มชัด

“สังฆทานไม่ได้คุณภาพ นี่คือข่าวที่ได้ยินบ่อย แต่ด้วยสินค้าไม่ติดแบรนด์ นำมาจากไหนไม่มีใครทราบ ภาพรวมของสังฆทานจึงออกมาในทางลบ นี่จึงเป็นจุดทำให้เราคิดถึงการรีแบรนดิ้ง เพื่อให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจ ด้วยเพราะสินค้าที่ติดแบรนด์แสงแห่งศรัทธา คือสินค้าคัดคุณภาพ อย่างชุดสังฆทาน จะมีการจัดใหม่สดทุกวัน ลูกค้าจึงมั่นใจได้ในคุณภาพ และแม้ราคาจะสูงกว่าท้องตลาด ซึ่งเมื่อก่อนลูกค้าไม่เข้าใจ แต่ในวันนี้ ลูกค้าเห็นคุณค่าในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย แม้แพงกว่าท้องตลาด ก็ไม่ต้องอธิบาย ลูกค้าเข้าใจทันที”

จัดแพ็กเกจงานบุญ

รองรับบริษัท บ้านพักอาศัย

ว่าที่ร้อยตรี สกล ยังกล่าวถึงการรีแบรนดิ้ง โดยนำคำว่า ศรัทธา มาใช้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น และชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 5 หมวด ได้แก่ ศรัทธาภัณฑ์ อันหมายถึงสินค้าสังฆภัณฑ์ ศรัทธาพิธี ซึ่งหมายถึงบริการด้านศาสนพิธีทั้งในแบบพุทธและพราหมณ์ ศรัทธาทาน หมายถึงสังฆทาน ศรัทธาสงเคราะห์ คือโครงการช่วยเหลือเพื่อคืนสู่สังคม หรือเรียกว่า CSR และศรัทธาปัญญา ที่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ซึ่งปัจจุบันในวันสำคัญทางศาสนาได้มีการนิมนต์พระแล้วเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาร่วมทำบุญใส่บาตร ตลอดจนทุกวันเสาร์จัดคอร์สปฏิบัติธรรมไว้รองรับผู้สนใจร่วมสร้างพลังบุญ

“การปรับตัว ต้องบอกว่าในปีที่ผ่านมา (ปลายปี 2557) ได้ดำเนินการหลายด้าน แต่ก่อนจะดำเนินการ ทีมงานได้ทำผลวิจัย หาข้อสรุป ว่าควรจะไปในทิศทางใด ซึ่งการรีแบรนดิ้งถือเป็นความเหมาะสมที่จะทำควบคู่ไปกับการรีโนเวต ไม่เพียงเท่านั้นยังจัดรูปแบบการบริหารเข้าสู่ระบบองค์กรมากขึ้น โดยได้มีการอบรม เรียนรู้ระบบธุรกิจ การจัดทำบัญชี แบ่งฝ่ายการทำงานชัดเจน รวมไปถึงหัวใจสำคัญคืออบรมเรื่องการบริการอย่างเต็มตัว”

ศรัทธาพิธี หรือ ออร์แกไนซ์งานบุญ คือแผนการบริการที่เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง โดยให้บริการทั้งพิธีพุทธ และพราหมณ์ กว่า 40 พิธี อาทิ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญบริษัท ทำบุญวันเกิด วันแต่งงาน งานบวช พิธียกเสาเอก-โท วางศิลาฤกษ์ จัดตั้งศาลพระภูมิ พิธีบวงสรวง เช่นนี้เป็นต้น

โดยรูปแบบให้บริการกำหนดไว้หลายแพ็กเกจให้เลือก ตั้งแต่ราคา 9,999 บาท ไปจนถึง 119,999 บาท นอกจากนั้น หากเจ้าภาพต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อาทิ เต็นท์ เครื่องดนตรี นางรำถวาย ก็สามารถแจ้งความจำนงได้

“ในส่วนของศรัทธาพิธี เกิดจากลูกค้าที่เดินเข้ามาก็จะขอคำแนะนำ อย่างเป็นต้นว่า จะทำบุญขึ้นบ้านใหม่ต้องใช้อะไรบ้าง บวชใช้อะไรบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้านศาสนพิธีโดยละเอียด จึงเป็นจุดให้คิดถึงการบริการในรูปแบบออร์แกไนซ์ ซึ่งแต่เดิมเคยทำมาบ้างแล้วประปราย แต่มาในปี 2557 เรามองว่ามีความพร้อมที่จะเดินหน้าเต็มตัว ฉะนั้น ในวันนี้จึงกล่าวได้ว่า แสงแห่งศรัทธา มีครบทั้งสินค้าสังฆภัณฑ์และบริการงานบุญ”

ใช้เวลาเปลี่ยนความคิด

ศรัทธาพิธี มีโอกาสโต

แม้งานบุญจะเกิดขึ้นทุกวัน วันละหลายๆ งาน ซึ่งมองตลาดแล้วเห็นโอกาสเติบโต แต่ปัญหาใหญ่คือ การจะเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมของผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องง่าย

“คนส่วนใหญ่ยังติดยึดรูปแบบเดิม เวลาทำบุญ จะลงมือเอง จัดข้าวของเอง นิมนต์พระเอง ยืมอุปกรณ์จากวัด กว่าจะครบก็อาจเดินทางไป-กลับหลายรอบ คนที่เหนื่อยก็คือเจ้าภาพ วิ่งวุ่นจนหน้ามัน แต่นี่คือสิ่งที่ทำตามกันมา ฉะนั้น ถ้าจะเข้าไปเปลี่ยนความคิดให้เขาหันมาใช้บริการออร์แกไนซ์งานบุญ จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยระยะเวลา คาดว่าประมาณ 1-2 ปี ที่คงต้องเหนื่อยกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่เมื่อมีผู้ใช้บริการแล้ว ก็เชื่อว่าจะเกิดการใช้ซ้ำ และบอกต่อ”

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักในส่วนของบริการด้านศรัทธาพิธี ได้แก่ บ้านพักอาศัย และบริษัท ห้างร้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้วางแผนเข้าไปติดต่อบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรและที่อยู่อาศัย รวมไปถึงการติดต่อไปยังองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งพิธีหลักๆ ที่คาดว่าจะได้รับความสนใจเลือกใช้บริการ ได้แก่ ตั้งเสาเอก-โท ตั้งศาล วางศิลาฤกษ์ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญบริษัท นอกจากนั้นแล้วยังต่อยอดไปถึงการทำบุญในวาระต่างๆ ตามมา เช่น พิธีบวช แต่งงาน จัดวันเกิด ครบรอบบริษัท เป็นต้น

ว่าที่ร้อยตรี สกล ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการเตรียมความพร้อมกับบริการด้านศรัทธาพิธี ซึ่งบัดนี้มีความพร้อมให้บริการวันละประมาณ 5 งาน โดยแต่ละงานจะมีกำลังคนไว้รองรับตั้งแต่ 3 คน (งานเล็ก อย่างเป็นต้นว่า การทำบุญบ้าน) ซึ่งในส่วนของการลงทุนเพิ่มนี้ ตัวเลขเฉพาะอุปกรณ์ตกงานละ หรือชุดละ 100,000 กว่าบาท แต่หากพูดถึงการลงทุนภาพรวมประมาณอยู่ที่หลักล้านบาท

หากคิดเปอร์เซ็นต์รายได้ภาพรวม แม้บริการศรัทธาพิธี จะมีตัวเลขไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่นี่คือจุดเริ่มต้น ที่ผู้ประกอบการคนขยันว่า ในอนาคตมีแนวโน้มแซงหน้ายอดขายสินค้าสังฆภัณฑ์ โดยดูจากจำนวนโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่ผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งราคาบ้านนั้นเริ่มต้นกันตั้งแต่ 1 ล้าน ไปจนถึง 100 ล้านบาท บริษัทห้างร้าน ที่ล้วนให้ความสำคัญกับพิธีบุญ รวมไปถึงหากมองภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจ ก็ถือว่าในปี 2558 นี้ น่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว

เล็งโอกาสเปิดสาขา

10 สาขาทั่วประทศ

ดังนี้ ว่าที่ร้อยตรี สกล จึงวางแผนต่อยอดขยายธุรกิจด้วยตัวเอง โดยกำหนดทำเลพื้นที่กรุงเทพฯ กับเป้าหมายแรก 2 สาขา โดยเล็งทำเลถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อรองรับลูกค้ารวมแล้วราว 50 จังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑลด้านทิศเหนือ ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และอีกสาขาหนึ่งเล็งทำเลไว้ในย่านถนนศรีนครินทร์ เพื่อรองรับลูกค้ากรุงเทพฯ ปริมณฑลด้านทิศตะวันออก และจังหวัดทางแถบภาคตะวันออก

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังกล่าวเพิ่มเติม ถ้า 2 สาขาดำเนินไปได้ด้วยดี วางแผนขยายสาขาเพิ่ม 10 แห่ง กระจายไปตามหัวเมืองใหญ่ทุกภาคของประเทศ โดยคาดว่าจะส่งผลยอดขาย 1,500 ล้านบาท ต่อปี

“มีคนมาติดต่อประมาณ 200 ราย ขอให้เปิดแฟรนไชส์ แต่ผมมองว่าธุรกิจนี้ควบคุมยาก เพราะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า ฉะนั้น ถ้าทำได้ไม่ทั่วถึงก็จะส่งผลให้ชื่อ แสงแห่งศรัทธา เสียไปด้วย ดังนั้น การขยายสาขาด้วยตัวเอง จึงมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด แต่กระนั้นก็คงต้องใช้เวลา และทุน รวมถึงดูปัจจัยแวดล้อมประกอบด้วย”

กับการขยายสาขานี้ ในส่วนของกำลังเงินทุน หากได้สถานที่เป็นอาคารอยู่แล้ว โดยเข้าไปปรับปรุง คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 30 ล้านบาท แต่หากต้องสร้างอาคารขึ้นใหม่ ต้องใช้งบประมาณราว 50 ล้านบาท ต่อสาขา

“จุดมุ่งหมายแรกของแสงแห่งศรัทธา คือทำให้คนจดจำแบรนด์ให้ได้ก่อน ซึ่งมีการวางแผนโดยใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งต้องยอมรับว่าในยุคปัจจุบันมีผลต่อธุรกิจมาก สื่อออนไลน์สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และจากที่ทราบ ลูกค้าทั้งที่เดินเข้ามาหน้าร้าน หรือแม้แต่ผู้สั่งซื้อไปจำหน่ายในหลายๆ จังหวัด ล้วนเปิดออนไลน์ก่อนตัดสินใจ

ส่วนอีกวิธีเข้าถึงลูกค้าโดยใช้งบลงทุนไม่มากคือ จัดทำโบรชัวร์เพื่อแจกจ่ายไปยังหน่วยงานสถานที่ต่างๆ นอกจากนั้น แสงแห่งศรัทธา ยังวางแผนร่วมออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับบ้าน เพื่อสร้างการรับรู้ เปิดตลาดให้กว้างขึ้น” ว่าที่ร้อยตรี สกล กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการติดต่อ บริษัท แสงแห่งศรัทธา จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 165 ถนนบางแวก (ข้างซอยบางแวก 85) แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 โทรศัพท์ (02) 865-3999

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ จำหน่ายผลิตภัณฑ์สังฆภัณฑ์ และให้บริการด้านศาสนพิธี

ลักษณะกิจการ บริษัทจำกัด

ชื่อกิจการ บริษัท แสงแห่งศรัทธา จำกัด

เจ้าของกิจการ ว่าที่ร้อยตรี สกล แสงมาลี

เงินลงทุน ประมาณ 50 ล้านบาท

สินค้า/บริการ เครื่องสังฆภัณฑ์ครบวงจร และบริการรับจัดงานบุญ

แหล่งซื้อ ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าโดยตรง

ลักษณะการขาย ปลีกและส่ง (ยอดขายหลักมาจากค้าปลีก)

กลุ่มลูกค้า บุคคลทั่วไป ห้างร้าน บริษัท กลุ่มที่พักอาศัย

จุดเด่น ครบวงจรทั้งสินค้าและบริการด้านงานบุญ

ปัญหาอุปสรรค ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง พฤติกรรมเดิมของผู้บริโภค

ช่องทางจัดจำหน่าย เปิดหน้าร้าน

สถานที่ตั้ง บริษัท แสงแห่งศรัทธา จำกัด เลขที่ 165 ถนนบางแวก (ข้างซอยบางแวก 85)

แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160

โทรศัพท์ (02) 865-3999

ชม ชิม ช็อป แชะ “พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

ชม ชิม ช็อป แชะ “พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม”

“เราชอบเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ และไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็มักจะได้เห็นร้านขายของฝาก ขายอาหาร หลายๆ สิ่งที่เราพบ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเปิดธุรกิจที่บ้านเกิด จังหวัดเพชรบุรี”

“ร้านขายของฝาก” คือธุรกิจที่ผุดคู่อยู่ในเมืองท่องเที่ยว ดังเช่นจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีร้านจำหน่ายของฝากมากแห่ง

จำนวนร้านที่มีอยู่หนาตา กอปรกับหลายๆ ร้านได้ขึ้นชื่อความเก่าแก่ แล้วเช่นนี้ถ้านักลงทุนหน้าใหม่สนใจก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้บ้าง จะยังมีที่ว่างให้ยืนหรือไม่

สร้างสไตล์ที่แตกต่าง

ใหม่ในภูมิปัญญาเดิม

“พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม” คือคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจนี้มีช่องว่าง ถ้ารู้จักเข้าให้ถูกทาง

ความต่าง และความหลากหลาย คือจุดเด่นที่ คุณสมสุข ทรัพย์อัประไมย และ คุณชปาพันธ์ เงินมูล เลือกหยิบขึ้นมาเป็นจุดขาย

ความต่างแรกที่มองเห็นได้ด้วยตา คือสถาปัตยกรรม การก่อสร้างอาคารออกแบบและตกแต่งในสไตล์อเมริกัน อิงลิช คันทรี่ ซึ่งแนวคิดนี้มาจากรสนิยมความชอบที่เก็บเกี่ยวมาจากการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศ

“เราชอบเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ และไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็มักจะได้เห็นร้านขายของฝาก ขายอาหาร หลายๆ สิ่งที่เราพบ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเปิดธุรกิจที่บ้านเกิด จังหวัดเพชรบุรี” 2 ผู้ประกอบการ เริ่มต้นเล่าเรื่องราว

การออกแบบร้านแบ่งสัดส่วนชัดเจน โดยมีโซนร้านอาหาร ที่เน้นเมนูอาหารฝรั่ง อย่าง สเต๊ก และยังมีเมนูอาหารไทยอื่นๆ ให้เลือกมากมาย โซนร้านจำหน่ายของฝาก โซนกิจกรรมที่นำเข้ามาเสริมสร้างความสุขให้กับผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็น การเดินชมบรรยากาศภายในฟาร์มสไตล์ยุโรป ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ ให้อาหารแพะและแกะ นั่งม้าหมุน หรือจะเล่นเกม ต่างๆ เหล่านี้ ที่พันธ์สุขฯ พร้อมจัดไว้บริการ โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่แพงเกินจริง

กับการนำกิจกรรมมาไว้ในส่วนของบริการ จึงสามารถเรียกความแปลกแตกต่างจากสถานที่จำหน่ายขายของฝากอื่นๆ

“ในส่วนของร้านขายของฝาก พันธ์สุขฯ คัดสรรสินค้าหลากหลายประเภทมาจำหน่าย อย่าง งานหัตถกรรม ของตกแต่งบ้าน แต่ที่โดดเด่นและมีจำนวนชั้นวางมากที่สุดคือ ของฝากประเภทอาหาร โดยเฉพาะขนมหวาน ซึ่งเพชรบุรีมีความโดดเด่นในด้านนี้อยู่แล้ว เป็นภูมิปัญญาที่มีมานาน อย่างที่บ้านคุณยายท่านชอบทำขนมมาก เพื่อนของคุณยายก็ล้วนมีฝีมือ เราจึงนำขนมรสดั้งเดิมเหล่านี้มาบรรจุไว้ในร้าน อย่างขนมหม้อแกง ซึ่งใช้วิธีอบด้วยเตาถ่าน ปัจจุบันหากรรมวิธีทำแบบนี้แทบไม่มีแล้ว หรืออย่างขนมบ้าบิ่น จะใช้มะพร้าวน้ำหอมมาทำ เม็ดขนุน ทองหยอด ฝอยทอง ก็จะแสดงวิธีทำให้ลูกค้าเห็น ซึ่งตอนนี้เราพยายามให้ขนมทุกรายการที่วางจำหน่าย ลูกค้าสามารถชิมได้ เพื่อง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ ฉะนั้น เราจึงต้องคุยกับผู้ประกอบการในแต่ละแบรนด์ที่นำสินค้ามาฝากขายที่พันธ์สุขฯ” คุณชปาพันธ์ เล่าถึงสินค้าหลักในร้าน

คัดสรรคุณภาพ

รวมไว้ในพันธ์สุขฯ

ดังคำกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่า พันธ์สุขฯ มิได้มีเพียงขนมแบรนด์ของตนเท่านั้น แต่คัดสรรรวบรวมเมนูอร่อยแบรนด์ดังกว่า 100 แห่ง มาวางจำหน่ายด้วย

“การดำเนินกิจการของพันธ์สุขฯ จะดูแลเองทั้งหมด ทั้งในส่วนของ ร้านขายของฝาก ร้านอาหาร ฟาร์ม แต่จะมีส่วนน้อยที่เข้ามาเช่าพื้นที่ อย่างร้านของไร่กำนันจุล ซึ่งการบริหารด้วยตนเองมีข้อดีตรงการดูแลง่าย เป็นระบบ สามารถควบคุมการบริหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ว่าในส่วนของสินค้า จะคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อมาบรรจุไว้ อย่างที่เพชรบุรี ก็จะมีทองม้วนแม่เล็ก เป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว หรืออย่างกาแฟชุมพร เจ้าดังที่คัดเลือกมา โดยลักษณะฝากขาย ซึ่งตอนนี้มีพันธมิตรผู้ประกอบการค้าขายร่วมกันราว 100 ราย โดยสินค้ามีมากกว่า 100 รายการ”

แม้วันนี้บนชั้นวางจำหน่ายสินค้าจะมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย แต่ทว่าก็ยังมีพื้นที่ว่างรอสินค้าคุณภาพดี โดยผู้ประกอบการท่านใดสนใจ สามารถติดต่อขอฝากจำหน่ายสินค้าได้ ซึ่ง คุณชปาพันธ์ ว่า หลักเกณฑ์การคัดเลือกสินค้าหลักๆ อย่างสินค้าประเภทอาหาร สำคัญคือ รสอร่อย บรรจุภัณฑ์สวยงามเหมาะสม และต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุชัดเจน

“เราไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าใดๆ ตกลงซื้อขายกันในราคาส่ง เพราะพันธ์สุขฯ ก็ต้องนำมาทำกำไร โดยจะบวกเพิ่มไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยอดฝากขายในระยะแรกอาจจะไม่มากเพื่อทดสอบตลาดก่อน เมื่อสินค้าไปได้ดีก็ส่งสินค้ามาเพิ่มได้ โดยพันธ์สุขฯ ไม่จำกัดระยะสัญญาวางสินค้า เราไม่คิดค่าเช่า แต่ขอคิดค่าบริหาร อย่างถ้าสินค้าของผู้ประกอบการท่านใดขายได้ยอดเดือนละ 10,000 บาท ค่าบริหารก็วางไว้ที่ 1,000 บาท” คุณสมสุข กล่าว

ทั้งนี้ คุณสมสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีค้าขายเช่นนี้ จะทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสบายใจ เพราะไม่ถูกกำหนดด้วยข้อผูกมัดด้านค่าเช่า หรือค่าแรกเข้าใดๆ “สินค้าทุกตัวต้องใช้เวลาในการขาย ถ้าเก็บเงินก่อน ผู้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จะกังวลใจกับค่าใช้จ่าย ผมว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ทำร้ายกัน อีกอย่างหนึ่งมองว่า เรากับผู้ประกอบการทุกรายที่มาเป็นพันธมิตร ควรเดินเคียงข้างกันไป เพราะพันธ์สุขฯ เองก็เพิ่งเริ่มก้าวได้ไม่นาน”

ชิม ชม ช็อป แชะ

จับจุดขาย ใส่จุดเด่น

แม้จะเป็นน้องใหม่ในเส้นทางสายนี้ แต่ทว่าทั้ง 2 ผู้ประกอบการก็มั่นใจว่า เป็นหนทางที่มุ่งสู่ความสำเร็จ บนพื้นฐานความครบครัน ทั้ง ชิม ชม ช็อป แชะ ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น

“เราวางแผนและสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตลอด โดยเฉพาะในส่วนของฟาร์มซึ่งจะมีปรับเปลี่ยนรองรับในแต่ละเทศกาล และด้วยพันธ์สุขฯ เป็นสถานที่ที่ไม่ใช่แค่ร้านขายของฝาก หรือแค่ฟาร์มอย่างเดียว แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดึงลูกค้าใหม่ และลูกค้าเก่าให้กลับมาได้ อย่างร้านอาหารที่เน้นเมนูฝรั่ง และก็มีอาหารไทยหลากหลายรายการไว้รอเสิร์ฟ ฉะนั้น ลูกค้าแวะมาทานได้ตลอด หรืออย่างร้านขายของฝาก เราเชื่อว่าถ้าลูกค้าได้มาชิมขนมของที่ร้านแล้ว จะกลับมาอีก เพราะเราสร้างจุดขายให้ลูกค้าเห็น ไม่ใช่แค่รสชาติ อย่างในช่วงที่สามารถผลิตน้ำตาลโตนดได้ ก็จะคัดเลือกผู้ผลิตที่ทำสินค้าแท้ๆ โดยเชิญมาแสดงวิธีทำให้ลูกค้าเห็น แล้วแบ่งส่วนรายได้ให้เขา ก็เชื่อว่าจะเป็นจุดขายที่ดี ซึ่งเราก็อาศัยความเป็นคนในท้องถิ่น ทำให้ทราบแหล่งของอร่อย และผู้มีฝีมือในการทำที่เป็นภูมิปัญญาเก่าแก่จริงๆ”

สำหรับในส่วนของราคาขายสินค้า ผู้ประกอบการทั้งสอง ว่า ควรตั้งราคาให้ไม่เกินคุณภาพที่ลูกค้าจะได้รับ และไม่ควรหนีห่างจากร้านจำหน่ายของฝากแห่งอื่น “คุณภาพ คือสิ่งที่ลูกค้ารู้และสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมา เราเปิดธุรกิจในช่วงโลว์ซีซั่น และยังเจอปัญหาเศรษฐกิจ แต่ทว่ายอดขายอยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ ประมาณ 6 ล้านบาท ต่อเดือน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 คน ซึ่งพอมาถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยอดขายเริ่มขยับขึ้นแล้ว เพราะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว แต่กระนั้นเราก็ต้องสร้างลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มทัวร์ และติดต่อไปตามหน่วยงานต่างๆ ประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าง เฟซบุ๊ก เพื่อให้พันธ์สุขฯ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่อยู่ในแผนการเดินทางท่องเที่ยวของเขา” ทั้ง 2 ผู้ประกอบการ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการเลือกชมเลือกซื้อสินค้า หรือฝากจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เดินทางไปได้ที่ บริษัท พันธ์สุข 2008 จำกัด เลขที่ 150 หมู่ 2 ถนนเพชรเกษม ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 76120 โทรศัพท์ (032) 772-512

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ อาหารและฟาร์ม

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม

เจ้าของกิจการ คุณสมสุข ทรัพย์อัประไมย และ คุณชปาพันธ์ เงินมูล

เงินลงทุน ประมาณ 200 ล้านบาท (บนพื้นที่ 16 ไร่)

เงินลงทุนหลัก ค่าสินค้า และการก่อสร้าง

แหล่งซื้อสินค้า ผลิตเอง และรับซื้อจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศ

ประเภทสินค้าและบริการ สินค้าประเภทของฝาก เช่น อาหาร งานหัตถกรรม ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีในส่วนของร้านอาหาร และฟาร์มท่องเที่ยว

ยอดขาย ประมาณ 6 ล้านบาท ต่อเดือน

เงินทุนหมุนเวียน เดือนละประมาณ 3-4 ล้านบาท

กำไร ในส่วนของสินค้าฝากขาย ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะการขาย ปลีก

กลุ่มลูกค้า นักท่องเที่ยวเป็นหลัก

แรงงาน 70 คน

จุดเด่น ความครบครันในการจับจ่ายและท่องเที่ยว

ช่องทางจัดจำหน่าย ผ่านหน้าร้าน

สถานที่ตั้ง บริษัท พันธ์สุข 2008 จำกัด เลขที่ 150 หมู่ 2 ถนนเพชรเกษม

ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 76120

โทรศัพท์ (032) 772-512

กว่า 2 ทศวรรษ “พีดีเฮ้าส์” จากธุรกิจเล็กๆ สู่แชมป์รับสร้างบ้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

เพ็ญทิพย์

กว่า 2 ทศวรรษ “พีดีเฮ้าส์” จากธุรกิจเล็กๆ สู่แชมป์รับสร้างบ้าน

กว่า 20 ปีที่ผงาดในวงการธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด เจ้าของแบรนด์ “พีดีเฮ้าส์” หรือ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ แฟรนไชส์รับสร้างบ้านของคนไทย ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ภายใต้การบริหารของ คุณสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานกรรมการบริหาร ที่ปัจจุบันควบตำแหน่งนายกสมาคมไทยรับสร้างบ้านอีกตำแหน่ง

คุณสิทธิพร เล่าว่า ก่อตั้งบริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด เมื่อปี 2533 เพื่อรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถือเป็นบริษัทรับสร้างบ้านเล็กๆ บริษัทหนึ่ง สั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 3-4 ก็เกิดการเรียนรู้ว่า จะต้องปรับวิธีการทำงานโดยต้องใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์บริษัท เพื่อสร้างการรับรู้ไปสู่ผู้บริโภค

กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจถดถอย บริษัทก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ประคองตัวรอดมาได้ อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจมา ถือว่า ลูกค้าประชาชนจดจำชื่อบริษัทได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะอยู่ในวงแคบ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น ขณะที่ภาวะการแข่งขันเข้มข้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงมองหาโอกาสที่จะขยายการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปสู่พื้นที่ในต่างจังหวัด เพราะเชื่อว่าความต้องการบ้านสร้างเองยังมีอีกมาก เพียงแต่ประชาชนยังไม่มีตัวเลือกเท่านั้น

“เราได้ทำการวิจัยการตลาด พบว่า ลูกค้าจะรู้จักเราเฉพาะกลุ่มตลาดรับสร้างบ้านเท่านั้น แต่นอกกลุ่มจะไม่รู้จักและไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรที่แตกต่างจากรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เลยคิดว่าน่าจะมีการสร้างตราสินค้าหรือแบรนด์ของเราเอง สุดท้ายจึงสร้างแบรนด์พีดีเฮ้าส์ขึ้นมา ถือเป็นการปรับโครงสร้างบริษัทและสร้างแบรนด์สินค้าไปด้วยในตัวเมื่อปี 2552 พร้อมกับขยายงานออกสู่พื้นที่ต่างจังหวัด ด้วยโมเดลแฟรนไชส์รับสร้างบ้าน ภายใต้ชื่อ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ รับสร้างบ้านทั่วประเทศ”

คุณสิทธิพร บอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังและวางแผนธุรกิจอย่างรอบคอบเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยกลยุทธ์ที่ใช้ในการจัดการกับแฟรนไชส์จะคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1. ผู้บริโภค 2. หุ้นส่วนธุรกิจ และ 3. องค์กรและบุคลากร โดยในส่วนของผู้บริโภคหรือลูกค้านั้น จะต้องรู้จุดอ่อนว่ามองธุรกิจรับสร้างบ้านและผู้ประกอบการอย่างไร เมื่อเรารู้จุดอ่อนแล้วก็จะต้องตอบโจทย์และต้องมีมาตรฐาน ทั้งด้านการบริการ คุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน และต้องให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกในการติดต่อมากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนส่วนไหนของประเทศ ไม่ใช่ว่าพอคิดจะสร้างบ้านจะต้องเดินทางมาติดต่อที่กรุงเทพฯ เท่านั้น เราต้องออกไปหาลูกค้า และต้องทำให้เป็น “วันสต็อปเซอร์วิส” ให้ได้ คือทำแล้วลูกค้าสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย

ในด้านหุ้นส่วนทางธุรกิจ จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ แฟรนไชส์ (หุ้นส่วน) และซัพพลายเออร์หรือคู่ค้า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในระบบแฟรนไชส์ ต้องดูว่าเราจะควบคุมหรือดูแลเขาอย่างไร สำหรับแฟรนไชส์ของเรานั้นจะไม่ใช้วิธีการควบคุม เพราะมองว่าหากเข้าไปควบคุมจะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ เราเลยใช้วิธีการสนับสนุนให้เขาประสบผลสำเร็จ เราสร้างทีมมาสนับสนุนและซัพพอร์ตให้ธุรกิจของแฟรนไชซีไปได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องผลประโยชน์ที่จะต้องมีการแบ่งผลประโยชน์อย่างยุติธรรมกันทั้ง 2 ฝ่าย

ส่วนซัพพลายเออร์ที่สนับสนุนวัสดุให้เรานั้น จะต้องมีความเกื้อกูลและอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและการทำตลาดร่วมกัน เพื่อให้สินค้าของเขาเป็นที่รู้จักและกระจายไปต่างจังหวัด ผ่านระบบโลจิสติกส์ โมเดิร์นเทรด เพื่อสร้างความรู้จักและเป็นที่ยอมรับให้กับลูกค้า โดยมีพีดีเฮ้าส์เป็นตัวเชื่อม โดยเราจะเลือกที่คุณภาพการบริการ ไม่ใช่เรื่องราคา

“เราจะช่วยขยายตลาดให้กับซัพพลายเออร์ ทั้งที่เป็นผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่ายทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเดิมพวกนี้จะไม่มีตลาดต่างจังหวัดมากนัก เพราะลูกค้าต่างจังหวัดไม่เคยใช้สินค้าเหล่านี้ เราจะไปทำตลาดหรือดูแลให้ เพื่อให้ลูกค้าหันมาใช้วัสดุของเขามากขึ้น โดยการทำตลาดร่วมกันนั้น จะได้สินค้าราคาเดียวกันไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ซึ่งจะไม่มีผลต่อต้นทุน”

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นการผลักดันให้เอสเอ็มอีเหล่านี้มีตลาดใหม่ โดยในแต่ละปีพีดีเฮ้าส์จะมีส่วนช่วยผลักดันสินค้าของซัพพลายเออร์ได้โดยตรงไม่น้อยกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ ไม่รวมจากผลพลอยได้ทางอื่นๆ ที่เมื่อได้เป็นคู่ค้ากันแล้ว จะเกิดการรับรู้ของคนต่างจังหวัด เกิดการซื้อซ้ำ หรือการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

สำหรับประเด็นเรื่องบุคลากรและองค์กรนั้น คุณสิทธิพร บอกว่า จะใช้วิธีการทำงานในลักษณะเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งจะให้ความสำคัญเรื่ององค์ความรู้ ซึ่งจะต้องมีการเทรนนิ่งตลอดเวลา โดยเราวางกฎไว้เลยว่าหากจะเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ จะต้องเรียนรู้หรือฝึกอบรมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ชั่วโมงขึ้นไป

“นอกจากการเรียนรู้ก่อนทำธุรกิจแล้ว ระหว่างการทำธุรกิจ เราก็จะมีการจัดกิจกรรมการเทรนนิ่งให้ความรู้ทุกๆ ปี ถือเป็นการผลักดันให้บุคลากรมีโอกาสเติบโตจากการเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ระดับต้นไประดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยปัจจุบันเรามีพนักงานอยู่ประมาณ 300 คนทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นที่มีพนักงานเพียงแค่ 14 คนเท่านั้น”

คุณสิทธิพร บอกว่า นับจากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์แล้ว 43 สาขา ยังไม่นับรวมศูนย์รับสร้างบ้านเอคิวโฮม ซึ่งเป็นแบรนด์ย่อย จับกลุ่มลูกค้าบ้านระดับ 1-3 ล้านบาท อีก 3 สาขา โดยศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์และเอคิวโฮมจะแยกสำนักงานออกจากกัน ไม่ได้ทำงานด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงาน โดยปัจจุบันในกลุ่มเรามีทุนจดทะเบียนรวมเกือบ 100 ล้านบาท แบ่งเป็น ปทุมดีไซน์ 25 ล้านบาท และศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์และเอคิวเฮ้าส์รวม 60 ล้านบาท

ตามแผนนับจากมีระบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ปี 2552 นั้น คุณสิทธิพรตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปีจะต้องมีให้ครบ 50 สาขา แต่ปัจจุบันยังขาดอีก 7 สาขาที่จะครบ 50 สาขา สาเหตุที่ไม่เป็นไปตามแผนเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้แผนชะงัก แต่เชื่อว่าปีหน้า (2558) คงครบ 50 สาขา โดยเน้นเปิดตามหัวเมืองจังหวัดต่างๆ โดยในระยะแรกจะเลือกใจกลางเมือง อำเภอเมืองเป็นหลัก ส่วนในระยะถัดไปหรือระยะที่ 2 จะเริ่มที่หัวเมืองชายแดน ประตูการค้าชายแดนสนองเป้าหมายและสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่จะผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ล่าสุด พีดีเฮ้าส์ได้เปิดสาขาที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นประตูเศรษฐกิจไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมุกดาหารจะเป็นทั้งประตูเมืองและประตูการค้าชายแดน เพราะเมืองกับชายแดนห่างกันเพียงแค่ 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะเปิดที่จังหวัดสงขลา, อำเภอแม่สอด จังหวัดเชียงราย และจังหวัดสระแก้ว เป็นลำดับต่อไป ถือเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์การค้าชายแดน และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก่อนทำตลาดเออีซี ซึ่งตั้งใจจะเปิดควบคู่กับจังหวัดชายแดนแต่ต้องรอให้เออีซีเปิดอย่างเป็นทางการก่อน โดยตั้งเป้าหมายว่า สิ้นปี 2558 จะเปิดที่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม

“เรามีแผนที่จะร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น เพราะเอสเอ็มอีเข้าไปคนเดียวจะเหนื่อย โดยรูปแบบขยายสาขาในประเทศเพื่อนบ้านจะใช้ระบบแฟรนไชส์ แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมและมีศักยภาพของหุ้นส่วนเราว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้มีเสนอมาแล้วค่อนข้างเยอะ กำลังดูเรื่องสัญญาอยู่ โดยเราจะให้ความสำคัญกับสัญญาที่จะต้องรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง คาดว่าจะเห็นได้ในปี 2559 โดยในลาวนั้นอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น 1 ราย ส่วนกัมพูชาเจรจาไว้ 2-3 ราย แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร”

คุณสิทธิพร เปิดเผยถึงเป้าหมายทางธุรกิจไว้ว่า ตั้งเป้าผลักดันพีดีเฮ้าส์ให้เป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศ ซึ่งถึงตอนนี้ถือว่า พีดีเฮ้าส์บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว แต่ยังอยากจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาด หรือมาร์เก็ตแชร์ให้มากกว่านี้ โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจรับสร้างบ้าน (ไม่รวมผู้รับเหมา) อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท เรามีส่วนแบ่งการตลาด 15-17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดบ้านสร้างเองอยู่ที่ 80,000 ยูนิต มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท และหากขยายไปต่างจังหวัดมากขึ้นก็จะได้แชร์จากผู้รับเหมาก่อสร้างได้มากขึ้น แต่เราอยากให้คู่แข่งขยายสาขาไปด้วยกัน รวมทั้งจะต้องสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ตลาดมีการแข่งขัน โดยตั้งเป้าว่า ในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะต้องมีมาร์เก็ตแชร์เกินกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยปีหน้าพีดีเฮ้าส์ ตั้งเป้ายอดขาย 2,500 ล้านบาท

“การที่จะไปถึงเป้าหมาย จะต้องเตรียมแผนให้พร้อม โดยมีแผนจะใช้โครงสร้างสำเร็จรูปหรือโครงสร้างเหล็กเข้ามาใช้ในบ้านสร้างเองด้วยนอกเหนือจากโครงสร้างคอนกรีต โดยในส่วนของโครงสร้างเหล็กจะมีข้อดีในแง่ของต้นทุน ซึ่งส่วนนี้เราจะจับมือกับซัพพลายเออร์ ตั้งเป้าปีแรกที่ 100 ยูนิต ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสแรกปี 2558″

คุณสิทธิพร ย้ำชัดเจนว่า ทำได้ตามเป้าหมายแน่นอน!!

“THE GOOD VIEW” ยึดทำเล “ติดน้ำ” จับกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าในพื้นที่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“THE GOOD VIEW” ยึดทำเล “ติดน้ำ” จับกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าในพื้นที่

“จากทำร้านอาหารมาเกือบ 20 ปี ทำเลตั้งร้านจะติดแหล่งน้ำธรรมชาติ ฉะนั้น การตั้งโต๊ะบริการจึงมีเพียงไม่กี่โต๊ะที่ติดน้ำ นั้นเท่ากับว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากผิดหวัง พอมาถึงร้านนี้ผมถือเป็นโอกาสอันดี ที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงออกแบบขุดบึงขนาดใหญ่ขึ้นมา จัดวางให้ทุกโต๊ะติดน้ำ”

กับการประกอบธุรกิจร้านอาหารในเมืองท่องเที่ยว เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่อาจ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ได้

ดังนั้น หากจะให้ประสบความสำเร็จ คงต้องมีวิธีเข้าถึงผู้บริโภคอย่างถูกทาง และถูกใจ ซึ่งกับร้าน “THE GOOD VIEW” (เดอะกู๊ดวิว) เขาใช้ความใหญ่ของขนาดร้าน บวกการสร้างบรรยากาศ และมีบริการที่จอดรถพร้อม 3 หัวใจสำคัญดังกล่าวนี้ สามารถนำมาสู้ได้ในภาวะ “ล้นตลาด”

ทำเล็ก อยู่ไม่ได้

ทำเลหมาย ติดน้ำ

วิธีการบริหารจัดการเป็นเช่นไรนั้น คุณธนิต ชุมแสง หนึ่งในหุ้นส่วนเดอะกู๊ดวิว วัย 48 ปี จะเป็นผู้เล่าเรื่องราว ตั้งแต่ต้นจนมาถึงวันนี้

“เดอะกู๊ดวิว เกิดจาก 5 หุ้นส่วนที่มารวมตัวกัน (ปัจจุบันหุ้นส่วน 4 ราย) แต่ละคนเป็น มัณฑนากร วิศวกร และตัวผมเป็นสถาปนิก ไม่มีใครมีแววว่าจะมาทางด้านร้านอาหารเลย แต่เมื่อคิดจะทำ โดยเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เมื่อ 18 ปีก่อนมีโอกาส ฉะนั้น ในเบื้องต้นจึงจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย แล้วเราก็เรียนรู้งาน สั่งสมประสบการณ์มาโดยตลอด”

คุณธนิต เล่าว่า โดยส่วนตัวแล้วเคยเปิดร้านอาหารที่มีขนาด 20-30 โต๊ะ แต่เพียงไม่นานต้องปิดตัว จึงทำให้รู้ว่าขนาดร้านมีส่วนสำคัญ “ธุรกิจนี้เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ฉะนั้น การทำเล็กๆ ถ้าไม่ใช่ว่า สามีเป็นกุ๊ก ภรรยาดูแลหน้าร้าน อยู่ลำบากมาก เพราะถ้าจ้างแรงงาน ก็หมายถึงค่าใช้จ่าย และยิ่งเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีช่วงไฮซีซั่น และโลว์ซีซั่น ดังนั้น ในยามใดไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจก็จบ ยิ่งการแข่งขันสูงด้วย โอกาสโตแทบไม่เห็นทาง”

คิดใหญ่ ทำใหญ่ จึงบังเกิดขึ้นกับร้านเดอะกู๊ดวิว โดยมีชุดโต๊ะให้บริการประมาณ 100 ชุด ส่วนทำเลที่ตั้งนั้นก็ระบุชัดเจนว่าต้อง “ติดน้ำ” โดยเลือกพื้นที่ริมแม่น้ำปิงกับการตั้งสาขาแรก

“ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน เต็มทุกวัน จนกระทั่งผ่านมา 6-7 ปี มีศักยภาพที่จะขยายสาขา จึงไปเปิดสาขาที่ 2 ที่ถนนตก ติดแม่น้ำเจ้าพระยา กิจการก็ไปได้ดีอีก จนกระทั่งผ่านมา 5-6 ปี ข้ามไปเปิดที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยติดแม่น้ำโขง แต่ใช้ชื่อร้านว่า โขงวิว เพื่อให้เข้ากับตลาดในตอนนั้น และผ่านมาอีก 1 ปี เดอะกู๊ดวิว ได้ทำเลเหมาะติดชายหาดพัทยา จึงลงทุนกับสาขาที่ 4″

และเมื่อเร็วๆ นี้ สาขาที่ 5 ผุดขึ้นในทำเลบ้านเกิด จังหวัดเชียงใหม่ เรียกว่าเป็นสาขาที่ 2 ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยกับสาขาล่าสุดนี้มีขนาดพื้นที่ตั้ง 10 ไร่ ใหญ่กว่าทุกแห่ง โดยภาพเบื้องหลังติดภูเขาสูงสวยตระหง่าน แต่ทว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญของเดอะกู๊ดวิว

สามหัวใจสำคัญ

โลเกชั่นต้องเหมาะ

“จากทำร้านอาหารมาเกือบ 20 ปี ทำเลตั้งร้านจะติดแหล่งน้ำธรรมชาติ ฉะนั้น การตั้งโต๊ะบริการจึงมีเพียงไม่กี่โต๊ะที่ติดน้ำ นั้นเท่ากับว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากผิดหวัง พอมาถึงร้านนี้ ผมถือเป็นโอกาสอันดีเลย ที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เราจึงออกแบบแล้วขุดบึงขนาดใหญ่ขึ้นมา จัดวางให้ทุกโต๊ะติดน้ำ”

คุณธนิต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมว่าร้านอาหารจะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับ ทำเล ต้องได้โลเกชั่นเหมาะสม แม้จะเปิดขายอาหารตามสั่ง ถ้าร้านตั้งอยู่ริมน้ำ ก็มีคนอยากนั่งแล้ว ส่วนสไตล์การตกแต่ง อันนี้คือจุดดึงดูดลูกค้า โดยแต่ละสาขาแตกต่างกันไป อย่างสาขาที่ 5 แห่งนี้ จะเป็นสไตล์อิงลิช คันทรี่ ซึ่งเรามองว่ามันไปกันได้กับเมืองเชียงใหม่”

หัวใจของการทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จอีกประการที่คุณธนิตกล่าวถึงคือ ลานจอดรถ ต้องมีพร้อมและสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการ “ต่อให้ร้านอาหารดีแค่ไหน ถ้าไม่มีที่จอดรถ ผมบอกได้เลยว่าเหนื่อย”

และนี่คือ 3 ประการสำคัญอันดับต้นๆ ที่คุณธนิต ว่า ต้องไม่มองข้าม ส่วนในด้านรสชาติ การบริการ แน่นอนว่าเป็นองค์ประกอบของร้านอาหารที่ขาดไม่ได้ “ทุกปัจจัยถือว่าเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะแข่งขันสูง เราต้องสำรวจตลาด ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ ถ้าเมนูไหน แข่งได้ก็ทำ ตัวไหนเขาไม่มีเราก็ต้องหามา อย่างดนตรี ลูกค้าชอบ ก็มีไว้บริการ โชว์ครัวให้ลูกค้าเห็น แต่ถามว่าทุกสาขารสชาติเดียวกันหรือเปล่า คงไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น แต่วิธีที่จะทำให้ลูกค้ามองผ่านเรื่องรสชาติ คือการจัดจาน การใช้ภาชนะ ต้องเหมือนกัน”

ความหลากหลายของเมนู ก็ถือเป็นจุดดึงดูดที่จะทำให้ลูกค้าไม่เบื่อในการกลับมาซ้ำ ซึ่งร้านเดอะกู๊ดวิวมีเมนูทั้งหมดกว่า 300 รายการ ทั้ง ไทย จีน ยุโรป และอาหารพื้นเมือง

เจาะจงคนในพื้นที่

สัมพันธ์ดีกับลูกค้า

กับการลงทุน โดยยกตัวอย่างสาขาน้องใหม่ด้วยตัวเลข 45 ล้านบาท ซึ่งคุณธนิต ว่า การลงทุนหลักหมดไปกับงานก่อสร้าง การวางระบบ ยกตัวอย่าง ระบบไฟ ซึ่งต้องใช้เทียบเท่ากับโครงการหมู่บ้านโครงการหนึ่ง เฉพาะค่าระบบไฟนี้ตัวเลขลงทุนสูงกว่า 1 ล้านบาท

“สาขาล่าสุด เป็นสาขาแรกที่ตัดสินใจขอสินเชื่อ ซึ่งจริงอยู่ว่ากิจการเราไปได้ดี แต่การที่สถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อได้นั้น ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเราทำธุรกิจโดยใช้วิธีเช่าพื้นที่มาตลอด ทำให้ไม่มีหลักทรัพย์ แต่ก็ถือว่าได้รับโอกาส เพราะบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินทรัพย์ให้ ในเวลาไม่นานเราจึงได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อประมาณ 17 ล้านบาท”

ทั้งนี้ คุณธนิตยังกล่าวถึงมุมมองการรุกตลาดเพิ่มสาขาที่ 2 ในพื้นที่บ้านเกิดว่า “แม้เชียงใหม่จะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ว่าลูกค้าเป้าหมายหลักของเดอะกู๊ดวิว ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่คือคนในพื้นที่ คนที่มาใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีจำนวนมาก และวัฒนธรรมการกินอาหารนอกบ้านก็ติดตัวเขามา ในขณะเดียวกัน เราได้ทำการสำรวจลูกค้า พบว่า คนที่อยู่ไกลจากสาขาแรกไม่ยอมเดินทางไปใช้บริการ ด้วยเพราะลักษณะร้านจะเป็นผับกึ่งร้านอาหาร ลูกค้าชอบนั่งกินนั่งดื่มนานๆ พอถึงเวลาเดินทางกลับเขาไม่สะดวก”

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารเดอะกู๊ดวิว กล้ากับการขยายธุรกิจ ด้วยเพราะสาขาแรกพื้นที่รองรับลูกค้าไม่เพียงพอ

“ผมเลือกที่จะทำร้านอาหารเพื่อกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนในพื้นที่ ซึ่งเมื่อทำได้ตรงนี้ ยอดขายในแต่ละวันจึงไม่หนีห่างกัน สัดส่วนยอดขายระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุด ต้องไม่ต่างเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเพราะเรามีค่าใช้จ่ายคงที่ อย่าง ค่าแรงงาน ผมมีพนักงานพอๆ กับจำนวนโต๊ะ และเป็นพนักงานประจำทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการฝึกสอน ในเมื่อค่าใช้จ่ายประจำมี รายได้ก็ต้องสม่ำเสมอด้วย”

สำหรับผู้ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ หรือคิดจะก้าวเข้ามาทำ คุณธนิตมีข้อคิดดีๆ มาแนะนำ “ธุรกิจนี้มีคนก้าวเข้ามาลงทุนเยอะมาก แต่ด้วยเพราะเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว พอใกล้ฤดูหนาวร้านใหม่ผุดขึ้นมา แต่พอเข้าฤดูฝนก็เริ่มทยอยปิด เป็นเช่นนี้ทุกปี ผมจึงบอกว่าต้องมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน และแม้ร้านอาหารขนาดเดียวกันจะมีอยู่แค่ไม่เกิน 10 แห่ง พูดอย่างนี้หลายคนคงรีบกระโดดใส่ แต่ผมอยากให้คิดก่อน เพราะถ้าเราเลือกลูกค้าหลัก คนในพื้นที่ ผู้ประกอบการต้องสานสัมพันธ์อันดีกับผู้คนมาก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ร้านมีลูกค้าประจำอย่างต่อเนื่อง”

ฉะนั้น การทำธุรกิจนี้ จะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าเข้าใจตลาด จะว่ายากก็ยาก ถ้าขาดความเข้าใจ

สนใจติดต่อ ร้านเดอะกู๊ดวิว ตั้งอยู่ เลขที่ 13 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์ (053) 302-764, (053) 241-866 หรือ http://www.goodview.co.th

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ร้านอาหาร

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ เดอะกู๊ดวิว

เงินลงทุน เริ่มต้น 4.8 ล้านบาท (สาขาแรก) สาขาล่าสุด 45 ล้านบาท

ยอดขาย 10 ล้านบาทขึ้นไป ต่อเดือนต่อสาขา

เงินทุนหมุนเวียน 5-6 ล้านบาท ต่อเดือนต่อสาขา

กลุ่มลูกค้า คนในพื้นที่เป็นหลัก วัยทำงาน กลุ่มครอบครัว

แรงงาน ประมาณ 100 คน ต่อสาขา

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 13 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

หรือ http://www.goodview.co.th

โทรศัพท์ (053) 302-764, (053) 241-866

โฮมสเตย์ชะลอโลก เสพชีวิตออร์แกนิก ที่ “บ้านกลางทุ่ง”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

โฮมสเตย์ชะลอโลก เสพชีวิตออร์แกนิก ที่ “บ้านกลางทุ่ง”

ถ้าใครกำลังแสวงหาชีวิตบั้นปลายที่สุข สงบ พอเพียง และเพียงพอ ที่นี่น่าจะเป็นต้นแบบของชีวิตได้

บ้านเล็กๆ มีเพียงไม่กี่ห้องนอนที่ถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้แห่งนี้ ฉุดให้โลกหมุนช้าลงแต่กลับสร้างพลังให้กับผู้มาเยือนได้อย่างคาดไม่ถึง

…ชะลอโลกลงหน่อย…

คือ แนวคิดที่ ป้าแอ๊ด-ทิพวัน ประเสริฐกุล ตั้งใจ “ปั้น” ให้ “บ้านกลางทุ่ง” เป็นเช่นทุกวันนี้

นี่เองจึงทำให้ “บ้านกลางทุ่ง” ที่พักเล็กๆ ที่ตำบลหนองขาว ในเขตอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่แวะเวียนของคนที่สนใจมาเพื่อเสพความสุข เสพต้นไม้ มาดื่มกินความเรียบง่าย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และมาเพื่อเสพ “ความช้า” ให้กับชีวิตที่เร่งรีบ

“หนองขาว ป้ามาอยู่แล้วติดใจ มันเป็นเมืองมีเสน่ห์ คือเทคโนโลยีก็มีนะ ขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่ทิ้งความเป็นพื้นบ้าน เห็นเลยว่า คนที่นี่ถูกหล่อหลอมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เขาจะต้อนรับขับสู้ ยิ้มแย้มแจ่มใส เจอฝรั่งก็กล้าทักเขาจะรู้ว่า บ้านเขาเป็นแหล่งท่องเที่ยว”

ป้าแอ๊ด เป็นอดีตครูเกษียณอายุที่ตั้งใจจะทำให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่บั้นปลายชีวิตแบบพอมีพอกิน ปลูกผักปลูกหญ้ากันไปตามประสา และที่ขาดไม่ได้คือ ต้องปลูกต้นไม้ด้วย

“ป้ารักต้นไม้มาก เราอยากมีที่กว้างๆ ต้นไม้เยอะๆ ตอนแรกลุงกับป้าตั้งใจจะปลูกต้นไม้หมดเลยในพื้นที่ แต่ลุงเริ่มมองว่า เราต้องปลูกบ้านตรงนี้ก็ต้องย้ายต้นไม้ออก ค่อยๆ ทำกันไป”

พื้นที่ถูกบริหารจัดการอย่างเป็นสัดส่วน ฝั่งหนึ่งเป็นบ้านหลังน้อย 3 ห้องนอน 1 เรือนรับรอง และเรือนพักของเจ้าของอยู่ใต้ร่มเงาไม้ร่มรื่น อีกฝั่งทำเป็นสวนครัว ทั้งบวบ ถั่วฝักยาว ถั่วงอก พริกขี้หนู ตะไคร้ กะเพรา มะเขือพวง มะเขือยาว ถั่วพู รวมไปถึงปลูกข้าวกินเอง ทั้งหมดปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์

“บ้านป้าที่ใต้ (นครศรีธรรมราช) ไม่มีอะไร อยู่ที่ป่า แต่พอมาอยู่โรงเรียนก็รับมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเราก็กลืนไปกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ มีความคิดที่จะทำเรื่องนี้มานานมาก พอที่นี่เขาใช้เคมีหมด เรายุเท่าไรก็ยุไม่ขึ้น พวกน้ำชีวภาพที่หมักไว้เขาก็ไม่อยากใช้ ป้าเลยบอกว่าจะทำตรงนี้แบบไม่ใช้เคมี เขาบอกว่า ไม่ได้กินหรอก ป้าเลยบอกว่า ป้าจ้าง พอได้ผลผลิตดี แทนที่เขาจะเชื่อ เขากลับบอกว่า ปีนี้น้ำดี (หัวเราะ) และที่เราน้อย เลยดูแลได้ดี”

นอกจากปลูกผัก ปลูกข้าวแล้ว ป้ายังใช้เวลาว่างหมดไปกับการอ่านหนังสือ ดูแลป่าผืนน้อยใกล้บ้าน เขียนบทกวีไฮกุ และบรรยายเรื่องราวลงบล็อก รวมไปถึงกระแสจากโซเชียลมีเดียอย่างพันทิป จึงเป็นที่มาที่ทำให้ชีวิตสงบของป้ามีเพื่อนแวะเวียนมาหาไม่ได้ขาด

“ป้าชอบทำนู่นทำนี่ ประมาณไฮเปอร์ อ่านหนังสือก็รวบรวมเขียนลงบล็อก อยู่ที่นี่ ป้าลุกขึ้นรดน้ำต้นไม้ตั้งแต่ตี 4 เพราะถ้าเรารดสาย เราจะตัวดำมาก (หัวเราะ) อุปกรณ์รดน้ำก็มีแท็บเลตเอาไปถ่ายรูปด้วย แล้วกลับมาเขียนเรื่อง บางทีก็เขียนเรื่องดอกผักในแปลง กวางตุ้ง ผักชี สวยๆ ทั้งนั้น เราเห็นว่า คนที่อ่านน่าจะอ่านเรื่องที่เป็นธรรมชาติเหล่านี้บ้าง มันเป็นแรงจูงใจ ทำให้เราอยู่อย่างสุขสดชื่น เพราะแขกที่มาเขาต้องการความสดชื่น เพราะอาจจะเหนื่อยจะล้าอะไรมา”

“มีคนเข้ามา แล้วเขาก็เขียนเรื่อง เที่ยวคนเดียวไม่เปลี่ยวใจ เอาไปลงพันทิป พอคนได้อ่านปุ๊บคนก็อยากมา คนเดียวก็มานะ เขาต้องมาแบบตามรอยที่เขียนด้วยนะ เดินมาจากปากซอยด้วย (หัวเราะ) ป้าบอกจะไปรับก็ไม่เอา”

นอกจากความสงบแล้ว บ้านกลางทุ่ง ยังมีกิจกรรมสนุกอิงธรรมชาติและชีวิตให้กับผู้มาเยือน โดยมีเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องให้ความร่วมมือสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตนถนัดทั้งพับปลาตะเพียน สอนทำกับข้าว ขนมบัวลอย ร้อยพวงมาลัย พาทัวร์นาข้าว พายเรือ เก็บสายบัว หรือพาไปกอดต้นไม้ บางครั้งพาเข้าหมู่บ้านหนองขาวไปดูทอผ้าขาวม้าร้อยสีของดังประจำถิ่นก็มี หรือใครจะนั่งพัก ผ่อนคลายอ่านหนังสือก็ไม่ขัดที่นี่มีให้อ่านมากมาย เพราะป้าเป็นนักอ่านตัวยง

“ตอนหลังเลยทำเป็นกิจกรรม เช้าพาไปแคะขนมครกของชาวบ้าน ฝรั่งมาสนใจเรื่องข้าว ป้าก็ปั่นจักรยานพาไปดูโรงสีของชาวบ้านที่เขาไม่ใช้เทคโนโลยี พาไปทอผ้า พาไปกินน้ำมะพร้าว ฝรั่งเขากรี๊ดเลย เพราะบ้านเขา ขายลูกละ 150 บาท พอมาถึงนี่ เจ้าของบอก เอาเฉาะเลยๆ (หัวเราะ)”

“เป็นความตั้งใจของเราที่คนมาจะมีความรู้สึกว่า การที่เราอยู่ที่นี่ สุดยอดนะนี่ คนได้มองว่า ธรรมชาติมันสำคัญ ไม่ใช่ห้องแอร์อย่างเดียว ไม่ใช้ร้านอาหารหรูอย่างเดียว แค่กินข้าวคลุกน้ำพริกก็อร่อยได้ น้องคนที่เขียนหนังสือเรื่องสโลว์ไลฟ์ก็บอกว่า เป็นผัดถั่วที่อร่อยที่สุดในโลกในความรู้สึกของเขา เพราะเราไปเก็บมาจากต้นแล้วเอามาผัดเลย”

แม้จะมีผู้คนแวะเวียนมาไม่ได้ขาด ป้าแอ๊ดยังคงยืนยันที่จะคงห้องที่เปิดให้บริการไว้ที่ไม่เกิน 10 ห้องเช่นเดิม เพราะไม่เพียงแต่จะไม่ต้องวุ่นวายเรื่องภาษีแล้ว ยังเป็นขนาดที่พอดี ที่ป้าสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

“ป้ายึดคำว่า โฮมสเตย์ คือไม่เกิน 10 ห้อง เราทำตรงนี้เหมือนเป็นรายได้เสริมของชาวบ้าน ถ้าต้องจดทะเบียนมันจะเป็นอีกเรื่องไปแล้ว อีกอย่างเราคิดว่าเรารับแค่นี้ เราดูแลทั่วถึง รับเยอะไปเราก็เหนื่อย ทำพอดีๆ กับสิ่งที่เราทำได้”

“โชคดีที่คอนเซ็ปต์ป้าชัดเจนว่า ต้องมาอยู่แบบนี้ อยู่แบบป้า คนที่มาก็ต้องชัดเจน ถ้าใครถามป้าแบบไม่แน่ใจ ป้าจะซักทันทีเลยว่า รู้ข้อมูลที่ไหนยังไงให้เคลียร์กันไปเลย มาแล้วเดี๋ยวไม่ชอบ ดังนั้น เราจะไม่ขายคนที่ไม่จอง วอล์กอินเราไม่รับเลย อีกอย่างคุณต้องรู้จักกับเราเสียหน่อย ต้องรู้วิถีที่เราอยู่ถึงจะอยู่กันได้ ต้องเป็นคนคอเดียวกัน ถ้าคนชอบหรูๆ ก็จะไม่ชอบ”

ทุกวันนี้ บ้านป้าแอ๊ดมีแขกมาเยือนไม่ขาดสาย และยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เปิดเป็น “บ้านกลางทุ่งอยู่เย็น” และ “บ้านกลางทุ่งเป็นสุข” ควบคู่ไปด้วย กลายเป็นแหล่งรวมความประทับใจ ความผูกพันของคนคอเดียวกัน ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จที่ป้าแอ๊ดภูมิใจมากกว่าตัวเงินที่ได้มา

“การทำโฮมสเตย์ประเด็นสำคัญคือ ตัวเจ้าของ มีความคิด หรือเจ๋งอะไร หาคอนเซ็ปต์ความคิดรวบยอดของตัวเองให้ได้ อย่างป้ามีความคิดว่า จะช้าแล้วนะ จะพอแล้วนะ จะสุขแล้วนะ ถ้าเราจะขายความสุข เราก็ต้องมีความสุขก่อน”

“ฉะนั้น การทำโฮมสเตย์คือ การขายไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทุกอย่างทำจากตัวเราเอง ตัวตนของตัวเองต้องตีแผ่ได้ เราไม่ได้ปกปิดอะไร เรามีข้อเสียเยอะแยะแต่คนยอมรับมันได้ พอเราได้ตัวเองชัดเจน คนมองเห็นเราชัดขึ้น เขาก็อยากมาเสพสุขกับเรา อยากมาดูว่า อยู่ยังไง ปลูกผักยังไง ทำปุ๋ยยังไง หุงข้าวยังไง บางทีก็เป็นนักเขียน นักปรัชญาก็แลกเปลี่ยนกันได้ พอมีใครอยากทำโฮมสเตย์ ททท. ก็ส่งคนมา เราก็แนะนำไป ทุกคนที่มาที่นี่ก็จะไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่ให้กัน”

แม้จะครบถ้วนกับสิ่งที่ทำแล้ว ป้าแอ๊ดยังมีโครงการเล็กๆ ที่อยากจะปรับสภาพ “ต้นไม้ในป่าเล็ก” ใกล้บ้าน 40 ไร่ ให้ฟื้นคืนชีวิต สร้างแหล่งน้ำ และฐานกิจกรรมการเรียนรู้ป่าให้คนรุ่นหลังได้เห็นได้เรียนรู้กันต่อไป

“ป้ามีแรง แต่ป้าไม่มีเงิน เผื่อใครมาช่วยทำอะไร ทำให้มันมรรคผลเร็ว คือ เราอยากปรับสภาพป่า อยากทำรั้วไม่ให้คนเข้ามารังแกต้นไม้ ทำเป็นแบบมาตรฐานเป็นธรรมชาติกลมกลืนกับป่า และอยากทำแหล่งน้ำ ทำเส้นทางเดินศึกษาต้นไม้ทุกต้น ป้าทำอะไรเก็บเป็นข้อมูลหมด อยากทำเป็นเอกสารและป้าเป็นคนที่บ้าไฮกุ ก็จะเขียนไฮกุในป่า ต้นไม้แต่ละต้นก็จะมีภาษากวี วรรณกรรม และอีกภาษาก็เป็นเรื่องราวของต้นไม้เชิงวิทยาศาสตร์เลย สำหรับเด็กๆ ก็จะมีน้องๆ เขาแต่งนิทานเกี่ยวกับต้นไม้ไว้ให้”

ส่วนสนนราคาค่าเสพสุขนี้ ป้าแอ๊ดคิดคนละ 800 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ เช้าและเย็น สนใจติดต่อ ป้าแอ๊ด ได้ที่ เลขที่ 106 หมู่ 6 ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี 71110 โทรศัพท์ (089) 919-9093 http://www.banklangtung-organic.com หรือ อีเมล banklangtung@gmail.com เฟซบุ๊ก bktorganichome

ผลหม่อนแปรรูป สินค้าดังข้ามแดน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074151257&srcday=2014-12-15&search=no

นที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

ผลหม่อนแปรรูป สินค้าดังข้ามแดน

ผลหม่อน, ลูกหม่อน หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มัลเบอร์รี่” ผลไม้ขนาดเล็ก รสชาติโดดเด่น โดยขณะนี้ถือเป็นผลไม้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมให้มีการปลูกต้นหม่อนไปทั่วประเทศ ซึ่งการปลูกและการดูแลที่ไม่ยุ่งยาก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากการเก็บเกี่ยวลูกหม่อนไปจำหน่ายแทบทุกวัน

ภาคเหนือ อีสาน ใต้

ปลูกต้นหม่อน ได้เก็บผล

คุณวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เผยถึงพื้นที่ปลูกหลักเริ่มต้นในแถบภาคเหนือ ต่อมาได้ส่งเสริมให้มีการปลูกในภาคอีสาน และล่าสุดส่งเสริมให้มีการปลูกในภาคใต้ โดย คุณอดิษฐ์ อินทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ นราธิวาส ร่วมกับทหารผ่านศึกของอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของต้นหม่อนในด้านต่างๆ

“นอกจากการเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสดจะอยู่ในเขตภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ มีมากถึง 514 ราย จำนวนพื้นที่ 642 ไร่ รองลงมาได้แก่ภาคอีสาน มีเกษตรกร 139 ราย พื้นที่ปลูก 138 ไร่” คุณวีณา กล่าว

อธิบดีกรมหม่อนไหม ยังกล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหมได้มีการค้นคว้าวิจัยประโยชน์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลหม่อนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2533 ทำให้ผลิตภัณฑ์จากผลหม่อนเริ่มเป็นที่รู้จักของนักบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

อีกทั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กระแสผลไม้กลุ่มเบอร์รี่เป็นที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัย ทำให้ผลหม่อนซึ่งเป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่งมีที่ยืนในตลาดเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเบอร์รี่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่าง บลูเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ เป็นต้น

ในปีนี้ (2557) น้ำหม่อนหรือน้ำมัลเบอร์รี่ (mulberry juice) ของไทย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย และชาวไทยในจังหวัดสงขลา ที่หันมาบริโภคเครื่องดื่มจากผลหม่อนกันมาก ด้วยติดใจในรสชาติ และคุณประโยชน์ที่จะได้รับ

“ในปี 2556 พบว่ามีเกษตรกรปลูกหม่อนผลสดทั่วประเทศ 929 ราย ในพื้นที่ปลูก 979 ไร่ ทั้งที่ให้ผลผลิตแล้ว และยังไม่ให้ผลผลิต มีผลผลิตผลหม่อนรวม 256.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าผลหม่อนสด 12,825,000 บาท (ราคาขายส่ง 50 บาท ต่อกิโลกรัม) เมื่อนำไปแปรรูปจะมีมูลค่าเพิ่มอีกอย่างน้อยประมาณ 5 เท่า คิดเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูป 64,125,000 บาท เมื่อต้นหม่อนเหล่านี้ถึงระยะให้ผลผลิตเต็มที่จะมีผลหม่อนราว 937 ตัน หรือประมาณ 1,000 ตัน”

สำหรับปี พ.ศ. 2557 ได้มีการส่งเสริมการปลูกจำนวนมาก จึงคาดว่าในปี พ.ศ. 2560 ประเทศไทยจะมีผลหม่อนราว 1,500 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 75 ล้านบาท แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่า 375 ล้านบาท สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ

แปรรูปได้หลากหลาย

โอกาสก้าวไกลต่างแดน

ทั้งนี้ กับการแปรรูปนั้น นำมาสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ น้ำผลไม้ ไวน์ แยม ผลหม่อนอบแห้ง ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่มอีกหลายชนิด เช่น เบเกอรี่ ไอศกรีม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนผลิตในเชิงพาณิชย์หลายบริษัท โดยวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด อ.ต.ก. ร้านของมูลนิธิศิลปาชีพ ร้านภูฟ้า และร้านโครงการหลวง

สำหรับพื้นที่ปลูกในจังหวัดสงขลา คุณมนูญ แสงจันทร์ศิริ เกษตรกรผู้ดูแลศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นผู้ให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และจัดให้ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรหลายด้าน และล่าสุดขอสนับสนุนต้นพันธุ์หม่อนจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ นราธิวาส จำนวน 200 ต้น เพื่อมาปลูกในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ และได้เชิญชวนผู้สนใจในพื้นที่จังหวัดสงขลา อำเภอละ 1 คน เข้าร่วมเป็นเครือข่ายปลูกหม่อนผลสดเพื่อแปรรูป โดยขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ คุณมนูญได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลหม่อนตามแบบแปลนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกำลังขยายสมาชิกออกไปอีก 5 อำเภอของจังหวัดสงขลา รับซื้อผลผลิตโดยประกันราคาที่กิโลกรัมละ 50 บาท ปัจจุบัน สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ประมาณสัปดาห์ละ 1,000 ขวด ขวดละ 200 ซีซี โดยขายส่งราคาขวดละ 10 บาท โดยจะมีรายได้ประมาณ 10,000 บาท ต่อสัปดาห์

ผลหม่อนที่นำมาแปรรูปเป็นน้ำหม่อนที่จังหวัดสงขลานี้ ถือเป็นสินค้าที่น่าจับตามอง เพราะได้รับความนิยมอย่างมาก และคาดว่าจะได้รับความนิยมในทุกจังหวัดของภาคใต้ ไม่เพียงเท่านั้น แนวโน้มตลาดยังมีโอกาสก้าวสู่ประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ติดต่อ กรมหม่อนไหม เลขที่ 2175 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 558-7921-26

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,216 other followers

%d bloggers like this: